ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน วิวาห์ร้อนซ่อนเงาแค้น บทที่ 1-2
เวินซูแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไรเลย ชี้นิ้วไปยังโคมดอกโบตั๋นที่อยู่สูงสุดบนประภาคารแล้วพูดยิ้มๆ “ชีเหนียงโคมไฟดวงนี้ว่ากันว่าเป็นผลงานของช่างทำโคมที่มีชื่อเสียงในราชสำนักยามนี้ สามปีจึงทำออกมาดวงหนึ่ง กรมโยธาได้นำมาเป็นดาวเด่นของงานประดับโคมไฟในครั้งนี้โดยเฉพาะ”
ทุกคนมองไปตามนิ้วมือของนาง
บนยอดประภาคารสิบเจ็ดชั้นมีโคมผ้าไหมงดงามวิจิตรอยู่ดวงหนึ่ง ตัวโคมประดับด้วยลูกปัดและเส้นไหม มีลวดลายสีทองที่ถูกวาดอย่างละเอียดอ่อน ภายนอกคลุมด้วยผ้าโปร่งบางดุจน้ำแข็งซึ่งตัดเป็นรูปดอกไม้ ทำให้โคมไฟดวงนี้โดดเด่นสะดุดตาจนมองเห็นได้ทันทีท่ามกลางโคมไฟนับร้อยดวง
เวินซูหยิบเงินออกมาแล้วหันไปถามช่างฝีมือที่อยู่ข้างๆ “โคมไฟนี้ราคาเท่าไร”
ช่างฝีมือโบกมือ โค้งคำนับทุกคน “เรียนผู้สูงศักดิ์ทุกท่าน โคมไฟนี้ไม่ขายขอรับ”
“ไม่ขาย?” เวินซูขมวดคิ้ว กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง กลับเห็นช่างฝีมือชรายื่นกระดาษปึกหนึ่งมาทางพวกนาง
“ไม่ขาย แต่หากทายปริศนาโคมไฟถูกสามารถแลกโคมไฟได้” ช่างฝีมือชราหยิบกระดาษออกมาใบหนึ่งแล้วยื่นออกไป
ทุกคนต่างตกตะลึง แล้วก็คิดว่าทายปริศนาแลกโคมไฟเป็นความคิดที่ดี ดังนั้นจึงล้อมวงกัน อยากเห็นปริศนาคำทายอย่างชัดเจน แต่หลังจากนั้นครู่หนึ่งทุกคนก็ถอยหลังออกไปสองสามก้าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ต้นไม้ที่อยู่ไกลลิบเรียงเป็นสองแนว ภาพสะท้อนของภูเขาทาบทับบนน้ำ เรือลำน้อยลอยลำไปเบาๆ บนผืนน้ำที่ราบเรียบ”
มีคนบ่นพึมพำว่า “นี่หมายความว่าอย่างไร”
หวังถงส่ายศีรษะ จากนั้นจึงมองไปที่เวินซู ก็เห็นนางมีสีหน้างุนงงเช่นกัน
ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่อยู่ครู่หนึ่ง ยังคงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงจุดใด
“ช่างเถิด เปลี่ยนเป็นดวงที่ง่ายหน่อยก็แล้วกัน” มีคนเสนอความเห็น
เวินซูอยากจะคล้อยตาม แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นหวังถงกำลังจ้องมองโคมไฟดวงนั้น แววตาชื่นชอบแสดงออกมาอย่างชัดเจน
เมื่อสามปีก่อนเวินซูสูญเสียบิดา สกุลเวินตกต่ำ สิ่งเดียวที่นางสามารถพึ่งพาได้ในเวลานี้เหลือเพียงการแต่งงานกับบุตรชายภรรยาเอกของสกุลหวังเท่านั้น
เมื่อคิดถึงคำฝากฝังของมารดาในการเดินทางเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ เวินซูจึงหยิบตั๋วเงินที่พกติดตัวออกมาทั้งหมด เพราะต้องการที่จะเอาใจหวังถง
“ท่านลุง ให้ท่านทั้งหมดเลย ท่านดูว่าพอ…”
เพิ่งจะเอ่ยปาก มือขาวเนียนราวหยกก็คว้ากระดาษปริศนาคำทายในมือของเวินซูไป
นิ้วทั้งสิบเรียวยาว ขาวราวกับหยก สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเล็บสีชมพูใส ดูก็รู้ว่าได้รับการดูแลรักษาอย่างดี แม้จะไม่ได้ทาเล็บก็ยังคงแสดงให้เห็นความงามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสตรี ราวกับดอกบัวสีชมพูที่บานสะพรั่งในค่ำคืนอันมืดมิด
“ฮุ่ย”
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นแฝงไปด้วยความไม่แยแสและยโสโอหัง เมื่อดังอยู่ข้างหูกลับเหมือนเสียงบรรเลงพิณ
ทุกคนตกตะลึงไปชั่วขณะ เสิ่นเจาเหยียนขมวดคิ้ว แล้วก็พูดซ้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าหมดความอดทน “คำตอบคือ ‘ฮุ่ย’ ”
ช่างฝีมือชราได้สติเป็นคนแรก รีบถามด้วยรอยยิ้ม “แม่นางอธิบายได้หรือไม่”
เห็นได้ชัดว่าเสิ่นเจาเหยียนรู้สึกยุ่งยาก จึงพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “ต้นไม้ไกลสองแนวก็คืออักษรเฟิงสองตัวอยู่บนหัวของตัวฮุ่ย ภาพสะท้อนของภูเขาก็คืออักษรซานที่วางตะแคง เรือลำน้อยลอยลำคือการเปรียบเทียบรูปทรง ผืนน้ำที่ราบเรียบคือการเขียนอักษรข้างที่เกี่ยวพันกับน้ำ ในแนวนอน ประกอบกันแล้วเป็นอักษรซินดังนั้นคำตอบก็คือ ‘ฮุ่ย’ ”
บริเวณโดยรอบเงียบไปชั่วอึดใจ ชายชราดีใจ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า พูดไม่หยุดว่า “ใช่ๆ ทายถูกแล้ว คืออักษร ‘ฮุ่ย’ ” พูดจบก็สั่งให้คนเอาบันไดมาแล้วปีนขึ้นไปหยิบโคมไฟด้านบน
เมื่อถูกฉีกหน้าต่อหน้าฝูงชน เป็นใครก็คงอารมณ์ไม่ดี หวังถงมองดูคนที่โผล่มาขัดจังหวะโดยไม่คาดคิด หลังจากระงับความโกรธอยู่หลายอึดใจแล้วจึงพยายามพูดอย่างใจเย็น
“จวิ้นจู่มาแทรกแซงกลางคัน แย่งของรักของคนอื่นเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมหรือไม่”
มีเสียงสูดลมหายใจดังขึ้นจากบริเวณโดยรอบ
คำพูดของหวังถงคล้ายกำลังตำหนิเรื่องที่เสิ่นเจาเหยียนแย่งโคมไฟ แต่เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงทุกคนคงไม่มีใครไม่รู้เรื่องที่นางเคยหมายตาเซี่ยจิ่งซี ดังนั้นนี่จึงเป็นคำพูดสองนัย ชัดเจนว่าต้องการสร้างความไม่พอใจให้แก่นาง แต่ดูเหมือนเสิ่นเจาเหยียนจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อได้ยินจึงได้แต่หัวเราะออกมาแล้วพูดอย่างไม่แยแส
“แทรกแซงกลางคัน แย่งของรักของคนอื่น หากเก่งจริงจะมาแย่งกลับคืนไปก็ย่อมได้”
เสิ่นเจาเหยียนหยิบพู่กันและกระดาษจากแผงขายของของช่างฝีมือชราขึ้นมาแล้วลงมือเขียนอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ขีดเขียนเพียงไม่นานนางก็ยื่นกระดาษปริศนาโคมไฟที่เขียนเสร็จแล้วให้หวังถง
“หากพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งทายปริศนาโคมไฟข้อนี้ได้ถูกต้อง ข้าก็จะยกโคมไฟดวงนี้ให้ หวังชีเหนียงกล้าลองหรือไม่”
คนประเภทเดียวกันมักจะผลักไสกันเอง และคนที่ยโสโอหังมักจะทนเห็นคนที่ยโสโอหังกว่าตนเองไม่ได้
เมื่อหวังถงถูกยั่วยุเช่นนี้ ความโกรธจึงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิมสามเท่า นางกัดฟันพลางเอื้อมมือไปคว้าปริศนาคำทายในมือของเสิ่นเจาเหยียนมา
ตัวอักษรที่พลิ้วไหวงดงาม ทรงพลังทะลุกระดาษ ไม่เหมือนตัวอักษรจันฮวาเสี่ยวข่ายที่ได้รับความนิยมในหมู่สตรี และยังมีความหยิ่งผยองที่น่าเกรงขามอย่างยิ่ง ลายมือเหมือนเจ้าของจริงๆ
เวลานี้เหล่าสหายที่อยู่ด้านหลังต่างก็ห้อมล้อมเข้ามา มีคนอ่านกระดาษปริศนาคำทายแล้วเหมือนกำลังคิดอยู่
“สิ้นเหมันตฤดู เหลียงซานป๋อและจู้อิงไถก็กลายร่างเป็นผีเสื้อโบยบินไป ครั้นวสันตฤดูมาเยือน ปีกสีทองก็บินว่อนไปทุกแห่งหน”
“สิ้นเหมันตฤดู วสันตฤดูมาเยือน ดูเหมือนว่าจะมีความหมายเดียวกัน?” ใครคนหนึ่งถาม
“อืม ก็คือวสันตฤดู แล้วปีกสีทอง? ปีกสีทองคืออะไร”
“คือผึ้งอย่างไรเล่า!” คนหนึ่งตอบ “ผึ้งมีฉายาว่าทูตปีกสีทอง ผึ้งกับผีเสื้อจึงถือว่าเข้าคู่กันได้”
“เหลียงซานป๋อและจู้อิงไถ…ก็คงต้องเป็นผีเสื้อสองตัว…”
“บินว่อนไปทุกแห่งหน?”
“อ๋อ!”
การหารือของทุกคนถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกรีดร้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน ใครคนหนึ่งดึงกระดาษปริศนาคำทายในมือของหวังถงไปด้วยความตื่นเต้น โบกอยู่ในมือแล้วพูดด้วยความดีใจ
Comments



