“ข้ารู้แล้ว! ข้ารู้แล้ว!”
ทุกคนตกใจกับการขัดจังหวะกะทันหันนี้และต่างพากันหันไปมองนาง
“คือฉุ่น! อักษรชุนหนึ่งตัว ผีเสื้อสองตัวเมื่อนำมารวมกันก็คือตัวอักษรฉุ่น! ทั้งประโยคแรกและประโยคหลังล้วนหมายถึงโง่เขลาทั้งหมด!”
“อืม ดังนั้นก็คือโง่แล้วโง่อีก” เสิ่นเจาเหยียนตอบพวกนางอย่างใจเย็นแล้วยื่นโคมไฟในมือให้หวังถง
“หุบปาก!”
เกิดเสียงดัง ‘ตุบ’ โคมไฟตกลงสู่พื้น
หวังถงเคยถูกเหยียดหยามเช่นนี้ที่ใดกัน มือข้างหนึ่งผลักสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ทายปริศนาได้ มืออีกข้างปัดโคมไฟในมือของเสิ่นเจาเหยียนกระเด็นไป แล้วก้าวไปข้างหน้าจะเอาเรื่องนาง แต่คำว่า “เจ้า” เพิ่งหลุดออกจากปากก็มีเสียงโกลาหลดังมาจากอีกฝั่งของถนนจูเชวี่ยที่พลุกพล่าน
ทุกคนต่างสวมใส่ชุดลำลอง นอกจากหวังถงและเสิ่นเจาเหยียนที่นำองครักษ์ติดตามมาหลายคนแล้ว สตรีผู้สูงศักดิ์ที่ร่วมทางมาด้วยส่วนใหญ่จะนำสาวใช้มาเพียงคนเดียวและมีบ่าวรับใช้บังคับรถม้ามาด้วยเท่านั้น เมื่อประสบกับสถานการณ์ที่ผิดปกติกะทันหันเช่นเวลานี้จึงมีเพียงองครักษ์ติดตามซึ่งปกติได้รับการฝึกฝนอย่างดีเหล่านั้นที่รีบล้อมวงกันเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น!” เสิ่นเจาเหยียนมองไปโดยรอบ พบว่าผู้คนทั้งหมดที่ปรากฏตัวอยู่บนถนนจูเชวี่ยล้วนเป็นคนของกององครักษ์หน่วยจินอู๋ ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
ทุกคนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งได้พบกับองครักษ์หน่วยจินอู๋ที่องครักษ์ติดตามของนางรู้จักกำลังจะเดินผ่านไปจึงสืบข่าวมาได้
“ตามที่สหายร่วมงานขององครักษ์หน่วยจินอู๋บอก เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นที่จวนของเจ้ากรมเฉิน เพื่อความปลอดภัยของงานประดับโคมไฟ องครักษ์หน่วยจินอู๋จึงได้ส่งกำลังพลมาที่นี่เพิ่มเติมขอรับ”
“เจ้ากรมเฉิน?” มีคนพูดทวนอีกครั้งแล้วถามด้วยอาการใจสั่นเล็กน้อย “เจ้ากรมเฉินคนใด”
เสิ่นเจาเหยียนเหลือบมองคนผู้นั้นแวบหนึ่ง “เฉินจือจ้ง เจ้ากรมอาญาคนปัจจุบัน”
“หา?” เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ นอกจากรู้สึกประหลาดใจแล้วยังอยากรู้อยากเห็นอีกด้วย จึงอดซักถามไม่ได้ “ใคร คดีฆาตกรรมอะไร”
“ตามข้อมูลของศาลต้าหลี่ เจ้ากรมเฉินถูกฆาตกรรมในจวนเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน ช่วงเวลานั้นทุกคนกำลังเดินเล่นอยู่ตามท้องถนน จนกระทั่งฆาตกรจุดไฟเผาห้องหนังสือของจวนสกุลเฉิน บ่าวรับใช้ที่เห็นเปลวเพลิงจึงรีบรุดมา ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าไฟไหม้จวน แต่เมื่อไฟดับแล้วจึงได้เห็นว่าด้านในมีศพอยู่หนึ่งศพ หลังจากตรวจสอบก็พบว่าผู้ตายคือเจ้ากรมเฉินนั่นเอง”
“อะไรนะ!” ทุกคนต่างไม่อยากจะเชื่อ
เจ้ากรมลำดับหลักขั้นสามเสียชีวิตภายในจวนและศพยังถูกเผาอีกด้วย เหตุการณ์สะเทือนขวัญเช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สถาปนาต้าโจวเป็นต้นมา ทุกคนต่างเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
เสิ่นเจาเหยียนไม่เคยคิดที่จะร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์ และยิ่งไม่ชอบการซุบซิบเรื่องหลังความตายของผู้อื่น ดังนั้นจึงคร้านที่จะสนใจ นางเรียกองครักษ์ติดตามเตรียมจะจากไป แต่เพิ่งย่างเท้าก็ได้ยินใครบางคนที่อยู่ข้างหลังเอ่ยถามขึ้น
“จับตัวฆาตกรผู้นั้นได้หรือยัง”
องครักษ์หน่วยจินอู๋ที่ถูกรั้งตัวไว้ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ยังขอรับ แต่หลังจากคนของศาลต้าหลี่ตรวจดูศพแล้ว พบว่าวิธีการก่อเหตุของฆาตกรเหมือนกับคดีฆาตกรรมเจ้าเมืองเฟิงโจวเมื่อต้นปีนี้”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ”
เสิ่นเจาเหยียนหันกลับไปมององครักษ์หน่วยจินอู๋คนนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
คนผู้นั้นไม่เคยพบเสิ่นเจาเหยียนมาก่อน ย่อมไม่รู้ฐานะของนาง แต่เขารู้ว่าสหายร่วมงานที่เพิ่งพูดคุยกับเขาเป็นองครักษ์ติดตามของเจาผิงจวิ้นจู่ เมื่อมองเสิ่นเจาเหยียนอีกครั้ง ในใจก็พอจะรู้แล้วเลยไม่กล้าปิดบัง จึงเล่าตั้งแต่ต้นจนจบ
“เวลานี้ศพของเจ้ากรมเฉินอยู่ที่ศาลต้าหลี่…”
“ข้าถามเจ้าว่าคดีนี้เกี่ยวอะไรกับเฟิงโจว?!”
เสียงตวาดด้วยความโกรธหยุดการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทันที
ชายผู้นี้เห็นชัดว่าถูกแรงกดดันของเสิ่นเจาเหยียนทำให้ตื่นตกใจจนลืมตอบคำถามไปชั่วขณะ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก
“เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพพบว่าวิธีการก่อเหตุในคดีนี้เหมือนกับคดีที่เมืองเฟิงโจวเมื่อต้นปี ดังนั้นจึงสงสัย…สงสัยว่า…”
เขายังพูดไม่จบ สีหน้าของเสิ่นเจาเหยียนก็เย็นชาลง ขณะหันหลังกลับก็ถูกหวังถงคว้าแขนเสื้อไว้
นางมองหน้าเสิ่นเจาเหยียน ดวงตายกโค้งพลางพูดอย่างสาแก่ใจว่า “หากจำไม่ผิด คดีที่เมืองเฟิงโจวเมื่อต้นปีดูเหมือนเสนาบดีเสิ่นจะเป็นผู้สะสางใช่หรือไม่ ในตอนนั้นสามารถไขคดีได้ภายในหนึ่งเดือน จับกุมฆาตกรตัวจริงได้ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นแค่การตัดสินคดีผิดพลาด?”
เสิ่นเจาเหยียนไม่พูดอะไร ดึงแขนเสื้อของตนเองกลับด้วยสีหน้าเย็นชา ทว่าดูเหมือนหวังถงจะไม่เข้าใจหลักการว่าควรหยุดเมื่อได้เปรียบ ยังคงพูดกับคนอื่นๆ อย่างไม่ยอมเลิกรา
“ดังนั้นการทำให้ใครคนหนึ่งต้องตายอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม สุดท้ายจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตหรือไม่…อื้อ…”
ยังไม่ทันพูดจบ หวังถงก็ถูกยกคางขึ้น เสียงขาดหายไป
ทุกคนต่างตกตะลึง รวมทั้งเวินซูด้วย
สีหน้าของเสิ่นเจาเหยียนยามนี้น่ากลัวยิ่ง นางหลุบตาลงมองหวังถงซึ่งกำลังถลึงตาด้วยความตกตะลึงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ลิ้นงอกในปาก ไม่ได้มีไว้ให้เจ้าพูดพล่อยๆ หากไม่ต้องการใช้ก็สามารถตัดออกได้” พูดจบก็หันหลังไปพูดกับสารถีอย่างเย็นชา “ไปศาลต้าหลี่”