ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3
ผู้เขียน : matgam
แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์
ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม
มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ
สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง
เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก
การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว
การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา
การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 16.1
อดีตและปัจจุบัน
‘แค่กๆ…’
ผมเผ้าที่กระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าที่ฉีกขาด ริมฝีปากที่มีรอยแตก และแก้มที่บวมเป่งอย่างกับถูกใครต่อยมา รวมไปถึงลำคอขาวที่มีรอยฝ่ามือปรากฏชัดเจน คิมแจยองวัยเก้าขวบกำลังนั่งคู้ตัวอยู่ตรงซอกหลืบในซอย โดยสวมเพียงรองเท้าแตะข้างหนึ่งบนเท้าเปล่าเปลือยท่ามกลางอากาศหนาวเย็นในช่วงต้นฤดูหนาว
‘อือ…’
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะถูกบีบคอมาหรือเปล่า พอจะอ้าปากพูดทีไรก็จะรู้สึกเจ็บคอขึ้นมาทุกที เด็กน้อยเม้มปากแน่นก่อนใช้มือเล็กๆ ถูปลายเท้าที่เย็นยะเยียบ เขามัวแต่รีบหนีจึงไม่ทันได้ใส่รองเท้าให้ดี ขืนปล่อยไว้แบบนี้อาจจะถูกหิมะกัดเอาได้ เด็กน้อยเงยหน้ามองร้านสะดวกซื้อที่อยู่ตรงข้ามถนนใหญ่ซึ่งอยู่ไกลออกไป เงินที่มีอยู่ติดตัวก็มีแค่ธนบัตรมูลค่าหนึ่งพันวอน เงินจำนวนนี้น่าจะพอให้ซื้ออาหารราคาถูกที่ร้านสะดวกซื้อมานั่งกินได้
ถึงยังไง…ก็ฆ่าไม่ได้อยู่แล้วนี่
คิมแจยองมักจะวิ่งไปที่ร้านสะดวกซื้อทุกวันหลังเลิกเรียนแล้วยืนมองมีดทำครัวที่แหลมคมพลางจินตนาการว่าจะนำมันไปแทงลุงที่กำลังนอนหลับอยู่ การซื้อมีดราคาหนึ่งหมื่นแปดพันวอนคือแรงผลักดันในการมีชีวิตอยู่เพียงหนึ่งเดียวในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทว่าหลังจากเงินเจ็ดพันวอนที่ซ่อนไว้ในปลอกหมอนถูกขโมยไปและถูกซ้อมปางตายก็ทำให้เขาเปลี่ยนความคิด ต่อให้ร่างกายที่ผอมแห้งแบบนี้จะแทงมีดออกไปก็คงยากที่จะทำให้ชายวัยผู้ใหญ่รูปร่างกำยำบาดเจ็บ หลังจากสูญเสียเป้าหมายในการใช้ชีวิตไป เด็กน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงจึงตัดสินใจจะใช้เงินหนึ่งพันวอนที่เหลืออยู่ซื้อความสบายเพียงชั่วเสี้ยววินาที ขอเพียงพนักงานร้านสะดวกซื้อไม่ต่อว่าเด็กสกปรกมอมแมมอย่างตัวเองก็พอ เด็กน้อยกำเงินหนึ่งพันวอนในกระเป๋าแล้วหยัดตัวลุกขึ้น
‘โอ๊ย แม่ง! เลือดออกจนได้ คงโดนขูดตอนปีนหน้าต่างแหง’
‘อย่างน้อยก็ดีกว่าถูกตำรวจจับนะเว้ย ไอ้ห่านี่’
‘เวรเอ๊ย ทำไมต้องมาลงตรวจวันนี้ด้วยวะ…หืม?’
ในตอนนั้นเองคิมแจยองก็ได้สบตากับชายสองคนที่เดินออกมาจากซอยซึ่งด้านในเต็มไปด้วยโมเต็ล ชายทั้งสองที่เนื้อตัวคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้ามองเด็กน้อยร่างกายผอมแห้งตั้งแต่หัวจรดเท้า คิมแจยองเป็นเด็กหน้าตาน่ารักถึงขนาดที่หากไม่สกปรกมอมแมม ใครเห็นเข้าก็อาจเผลอคิดว่าเป็นนักแสดงเด็กได้ พวกเขากลืนน้ำลายลงคอก่อนหยุดเดินเพื่อพูดคุยกับคิมแจยอง
‘เจ้าหนู ไม่หนาวหรือไง’
‘…’
คิมแจยองเงยหน้ามองพวกเขาด้วยสายตาเรียบเฉย มันเป็นดวงตาเฉยชาที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อคนแปลกหน้าและไม่มีแม้แต่ความอยากรู้อยากเห็นหรือความหวังอย่างที่เด็กทั่วไปควรจะมี
‘พวกพี่ไม่ใช่คนเลวหรอกนะ พอดีเห็นดูเหมือนหนาวเลยอยากจะเข้ามาช่วยน่ะ’
คิมแจยองกลอกตาไปมาเพื่อหาทางหนีทีไล่ เขาต้องเดินไปอีกสามสิบก้าวกว่าจะถึงถนนใหญ่ มันเป็นระยะห่างที่หากผู้ใหญ่ร่างกายแข็งแรงสองคนตั้งใจจะจับเขาไว้ยังไงก็ไม่มีทางหนีพ้น ถ้างั้นก็มีอยู่แค่วิธีเดียว ในเมื่อคนพวกนี้เข้าใจว่าเขาเป็นเด็กผู้หญิง เขาก็จะเปิดเผยความเป็นชาย ต่อให้เปิดเผยไปแล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็ตาม
‘ฉัน…ไม่ใช่ผู้หญิง…แค่กๆ…’
เสียงแหบแห้งดังออกมาจากลำคอ คิมแจยองรู้สึกแสบในลำคอจนทนไม่ไหวจึงต้องไอออกมา ในขณะที่ก้มหน้าไอไม่หยุดอยู่นั้น ชายทั้งสองคนก็ส่งสายตาให้กันแล้วเข้าไปจับแขนสองข้างของคิมแจยองไว้ แม้จะดิ้นจนสุดแรง แต่ก็ไม่อาจสู้แรงของชายวัยผู้ใหญ่ทั้งสองคนได้ หลังจากต่อต้านไปแล้วหนหนึ่ง เด็กน้อยก็เริ่มผ่อนแรงลง ในเมื่อแขนถูกจับไว้ยังไงตอนนี้ก็หนีไม่รอดอยู่แล้ว เด็กน้อยจึงแสร้งทำเป็นยอมแล้วรอโอกาสที่พวกมันเผลอ
‘มันต้องแบบนี้สิ พวกพี่จะรักษาแผลให้หนูเอง เดี๋ยวจะซื้อของอร่อยๆ ให้กินด้วย’
‘พอเชื่องแบบนี้แล้วยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่’
สุดท้ายก็ดันต้องมาเผชิญกับเรื่องน่ารำคาญเข้าซะได้ เขาน่าจะรีบออกไปจากที่นี่ตั้งแต่แรก ในขณะที่เขากำลังรู้สึกเสียใจพลางกำธนบัตรหนึ่งพันวอนในมือแน่นอยู่นั้น เสียงเด็กคนหนึ่งก็ดังก้องมาจากฝั่งถนนใหญ่
‘ไปซะ! ไปกำจัดวายร้าย!’
คิมแจยองมั่นใจว่าเสียงที่ได้ยินเป็นเสียงเด็ก แต่กลับมีชายร่างใหญ่สวมชุดสูทสีดำกำลังวิ่งเข้ามาในซอยอย่างว่องไว
‘อะ…อะไรวะ เวรเอ๊ย!’
‘หนีโว้ย!’
ทั้งที่อีกฝ่ายวิ่งมาคนเดียว แต่ส่วนสูงเกินกว่าสองเมตรกลับให้ความรู้สึกที่น่าเกรงขามเหลือเกิน ชายทั้งสองคนรู้สึกหวาดกลัวจึงปล่อยมือคิมแจยองแล้ววิ่งกลับไปทางเดิม ทว่าไม่นานนักก็ถูกชายชุดสูทสีดำตามไปจับมาได้ทันก่อนถูกรัวหมัดใส่ไม่ยั้ง
‘…’
คิมแจยองมองภาพนั้นอย่างเหม่อลอย แต่พอได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ กำลังวิ่งมา เขาก็หันไปมองฝั่งถนนใหญ่อีกครั้ง เด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันในชุดกางเกงผ้าสีเบจที่ถูกรีดมาอย่างดีกับเสื้อเชิ้ตสีขาวทับด้วยเสื้อกั๊กไหมพรมกำลังวิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ พร้อมกับพวงแก้มสีแดงระเรื่อ เด็กชายที่เข้ามาใกล้เดินผ่านคิมแจยองไปอย่างรวดเร็วแล้วตรงเข้าไปหาชายชุดสูทสีดำ
‘จับล็อกคอ! ล็อกคอไว้สิ!’
‘ครับ!’
‘หักนิ้วเลย! ถอนฟันด้วย!’
‘เอ่อ…เดี๋ยวครับคุณชาย เรื่องนั้นมัน…’
‘ไม่ทำ? ถ้าไม่ทำ งั้นไล่ออกดีไหม’
‘ไม่ครับ!’
แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ชายชุดสูทสีดำก็ทำตามที่เด็กชายสั่ง แม้ตัวเองจะเป็นคนสั่งเองแท้ๆ แต่กลับทำหน้าเหยเกพลางตะโกนบอก
‘ขยะแขยง พอได้แล้ว!’
ชายชุดสูทสีดำถอนหายใจด้วยความโล่งใจก่อนหยุดการกระทำทั้งหมดของตัวเอง จากนั้นก็เปิดกระเป๋าสตางค์แล้วหยิบเช็คหลายสิบใบโปรยลงบนตัวของชายทั้งสองที่ล้มอยู่
‘…’
คิมแจยองจ้องมองกระดาษหน้าตาประหลาดที่ปลิวว่อนตกลงพื้นอย่างเงียบๆ ก่อนเดินเข้าไปใกล้อย่างช้าๆ เมื่อเห็นเลขศูนย์ที่อยู่บนกระดาษก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ไม่อาจเทียบได้กับเงินหนึ่งพันวอนในมือ เขาจึงหยิบเช็คที่ตกลงพื้นใส่กระเป๋าหนึ่งแผ่นแล้วทิ้งธนบัตรหนึ่งพันวอนที่ยับยู่ยี่ในมือลงพื้น ชายชุดสูทสีดำและเด็กชายจ้องมองการกระทำของคิมแจยอง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาราวกับเป็นมหาเศรษฐีที่ต่อให้เขาเอาเช็คไปแค่หนึ่งใบก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
‘นี่ เป็นอะไรหรือเปล่า’
‘…’
เด็กชายถามด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว คิมแจยองไม่รู้จะตอบอะไรจึงปิดปากเงียบและทำเพียงกะพริบตาปริบๆ ทันใดนั้นใบหน้าของเด็กชายก็คล้ายไม่พอใจ ก่อนจะตะเบ็งถามด้วยเสียงที่ดังยิ่งกว่าเดิม
‘ฉันอุตส่าห์เข้ามาช่วยจากอันธพาลพวกนั้น ไม่คิดจะขอบคุณกันหน่อยหรือไง’
ฉันเอาตัวรอดได้อยู่แล้ว ทำไมต้องขอบคุณด้วยล่ะ
พอเห็นคิมแจยองยืนเหม่อ เด็กชายก็ยืนเท้าเอวพร้อมส่งเสียงฮึดฮัดออกมาและทำสีหน้าเอือมระอาคล้ายกำลังเลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่จนชวนให้คิมแจยองรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
‘พูดไม่ได้หรือไง เจ้าลูกเจี๊ยบ’
‘…?’
‘นายเป็นลูกเจี๊ยบหรือไง ลูกเจี๊ยบที่หมายถึงคนพูดไม่ได้น่ะ* หรือว่านายไม่รู้จักคำนี้’
ลูกเจี๊ยบ…
ถึงจะรู้ว่าอีกฝ่ายใช้คำบางคำผิดไป แต่เพราะเจ็บคอจนไม่ค่อยอยากพูด คิมแจยองจึงพยักหน้าตอบกลับไปเงียบๆ เมื่อเด็กชายคิดว่าเขาพูดไม่ได้ สีหน้าไม่พอใจก็คลายลงเล็กน้อย
‘ถ้างั้นก็น่าจะบอกกันสิ’
‘…’
‘น่าสงสารจริงๆ เกิดมาเป็นขอทานแล้วยังเป็นลูกเจี๊ยบอีก’
เด็กชายได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมและถูกเอาอกเอาใจจึงพูดอะไรออกมาโดยไม่ค่อยไตร่ตรอง แม้มันจะเป็นคำพูดที่ตรงไปตรงมา แต่คิมแจยองก็ยังคงมองเด็กชายนิ่งด้วยสีหน้าที่ไม่ใส่ใจนัก ทว่าเด็กชายกลับแก้มแดงระเรื่อขึ้นมา ทั้งยังพูดจาติดๆ ขัดๆ หลังจากได้สบตากับคิมแจยอง
‘…นะ…นี่เธอเป็นเด็กผู้หญิงหรอกเหรอ’
มันเป็นเรื่องเข้าใจผิดตามปกติ พอคิมแจยองส่ายหน้า เด็กชายก็ถอนหายใจออกมา
‘ต่อให้เป็นเด็กผู้ชายแต่ถ้าเกิดมาหน้าตาดีอย่างนาย ยังไงก็โดนพวกอันธพาลรังแกอยู่ดีสินะ อย่างกับในการ์ตูนแน่ะ’
‘…’
‘เมื่อกี้นายเกือบงานเข้าแล้วรู้ไหม รู้เปล่าว่าถ้าตามตาลุงพวกนั้นไปแล้วจะเป็นยังไง’
คิมแจยองกำลังจะพยักหน้า แต่ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อมีเงาเข้ามาใกล้ใบหน้าอย่างกะทันหัน เด็กชายเข้ามาใกล้ก่อนเอามือป้องปากตัวเองราวกับจะบอกความลับให้ฟัง
‘ฉันจะบอกให้ฟังก็แล้วกัน เมื่อกี้ถ้านายตามตาลุงพวกนั้นไปล่ะก็…’
ลมหายใจขณะกระซิบกระซาบนั้นชวนให้รู้สึกจั๊กจี้ใบหน้า กลิ่นหอมหวานอันเป็นเอกลักษณ์และกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มของเด็กชายลอยมาแตะจมูก
‘แม่ฉันเคยบอกไว้ว่าพวกเขาจะไม่ให้กินขนม ไม่ให้ดูซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์ แล้วก็จะบังคับให้นั่งนิ่งๆ บนโต๊ะแก้โจทย์คณิตศาสตร์สิบหน้า’
‘…’
‘แถมยังต้องท่องสูตรคูณแม่เก้าอีกต่างหาก ฉันยังท่องไม่ได้เลย นั่นมันนรกชัดๆ’
‘…’
‘ได้ยินว่าต้องไปเข้าห้องน้ำคนเดียวด้วยนะ น่ากลัวมากเลยใช่ไหมล่ะ’
เมื่อเด็กชายพร่ำพูดเรื่องที่ไม่มีเค้าความจริงออกมายาวเหยียด ใบหน้าของคิมแจยองที่เคยไร้ความรู้สึกมาโดยตลอดก็เริ่มจะกระตุกเล็กน้อย ในขณะที่ใครบางคนต้องเร่ร่อนอยู่ข้างนอกในวันที่อากาศหนาวเหน็บจนเกือบถูกพวกจิตวิปริตจับตัวไป แต่ภาพในหัวของคุณชายที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดีนั้นกลับช่างสวยงามเสียเหลือเกิน คิมแจยองไม่อยากฟังสิ่งที่เด็กชายพูดอีกต่อไปจึงหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปยังถนนใหญ่ ทว่าเด็กชายและชายชุดสูทดำก็พากันเดินตามมา
‘นายอายุเท่าไหร่’
‘…’
‘หูก็ไม่ได้ยินหรือไง’
‘…’
‘บ้านอยู่ไหนล่ะ อาศัยอยู่ในกระท่อมหรือเปล่า บ้านของฉันกว้างตั้งหนึ่งพันพยอง* แน่ะ’
‘…เฮอะ’
‘ห้องรับแขกบ้านฉันมีโทรทัศน์หนึ่งร้อยนิ้วด้วยนะ บ้านนายไม่มีล่ะสิ’
ต่อให้คิมแจยองนึกอยากเตะเด็กชายคนข้างๆ ที่กำลังพูดพล่ามด้วยความโมโห แต่ถึงจะโมโหมากแค่ไหนก็ต้องอดทนไว้เพราะชายชุดสูทดำกำลังวิ่งตามหลังมา เนื่องจากกลัวว่าอีกฝ่ายจะข้ามถนนตามไปจนถึงร้านสะดวกซื้อ เมื่อมาถึงถนนใหญ่คิมแจยองจึงรีบเปลี่ยนเส้นทางทันที
‘นี่! นายจะไปไหนน่ะ! ไปดูซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์ด้วยกันที่บ้านฉันสิ!’
เด็กชายตะโกนเสียงดังลั่นมาจากด้านหลัง ทว่าคิมแจยองกลับไม่แม้แต่จะหันไปมอง เขาวิ่งไปเรื่อยๆ จนมาถึงร้านสะดวกซื้อที่อยู่ถัดไป โชคดีที่สองคนนั้นไม่ได้ตามมา คิมแจยองหยุดหอบหายใจอยู่หน้าร้านสะดวกซื้อ ก่อนเพิ่งตระหนักได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขามีอารมณ์รุนแรงกับคนแปลกหน้านับตั้งแต่วันที่รู้สึกอยากฆ่าลุงของตัวเอง
รำคาญ
และนั่นก็คือความรู้สึกตอนที่คิมแจยองเจอกับซอนอึนซูเป็นครั้งแรก
หนึ่งเดือนต่อมา ในขณะที่คิมแจยองกำลังเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วหมู่บ้านหลังเลิกเรียน เมื่อฟ้าเริ่มมืดเขาตั้งใจจะกลับบ้าน แต่เท้าก็ดันไปเตะเข้ากับอะไรบางอย่าง มันคือรองเท้าผู้ชายขนาดสามร้อยมิลลิเมตร เมื่อมองไปรอบๆ เขาก็เห็นผู้ชายร่างใหญ่สวมชุดสูทดำนอนจมกองเลือดอยู่ข้างถังขยะ ดูจากเลือดที่ไหลออกมาจากศีรษะแล้วเหมือนจะถูกของแข็งฟาด แต่ต่อให้จะเห็นภาพนั้นคิมแจยองก็ไม่ได้รู้สึกอะไรและยังคงก้าวเดินต่อไปอีกครั้ง
ความปลอดภัยของละแวกนี้ไม่ค่อยมีเท่าไหร่นัก บ้านเรือนเก่าคร่ำคร่า ตามตรอกซอกซอยคดเคี้ยวล้วนเต็มไปด้วยสิ่งสกปรก อีกทั้งเสาไฟก็ยังมีแค่ไม่กี่ต้น ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็หาเช้ากินค่ำไปวันๆ แถมยังมีโรงน้ำชาถึงสองแห่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่หาดูได้ยากนักในกรุงโซล สิ่งเหล่านั้นยิ่งเป็นตัวตอกย้ำให้บรรยากาศของละแวกนี้มืดมนยิ่งกว่าเดิม คิมแจยองเคยเข้าไปในโรงน้ำชานั้นแค่ครั้งเดียว ที่นั่นมีเพดานต่ำและทางเดินแคบจนผู้ใหญ่ตัวสูงอย่างลุงของเขายังต้องโน้มตัวถึงจะเดินผ่านไปได้ เมื่อเปิดประตูบานเก่าที่เรียงติดกันเป็นตับตามโถงทางเดินแคบที่ทอดยาวออกไปก็จะพบกับห้องคับแคบที่มีพื้นที่พอแค่ให้เอนตัวนอนเหยียดได้เท่านั้น ภายในนั้นมีทั้งตู้เย็นที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองคล้ำ ผ้าห่มที่เปื้อนคราบไคล วอลล์เปเปอร์ที่ขึ้นราเป็นจุดๆ และเสื่อน้ำมันที่มีรอยคราบอะไรบางอย่างติดหนึบ ลุงเคยลากเขาไปที่นั่นโดยบอกว่าจะไม่ส่งให้เขาเรียนหนังสือและตั้งใจว่าจะให้คอยช่วยทำงานจิปาถะแทน ทว่าแผนการทุกอย่างก็ต้องเป็นอันล้มเลิกไป เพราะเจ้าของโรงแรมที่เป็นผู้หญิงขู่ว่าจะโทรแจ้งความข้อหาทารุณกรรมเด็ก
ผู้คนในละแวกนี้ที่เดินสวนกันบนถนนล้วนไม่ต่างอะไรกับปลาที่ตายแล้ว เพราะเนื้อตัวทุกคนต่างมีกลิ่นอับชื้น ร่างกายดูอ่อนโหยโรยแรง และมีดวงตาที่ดูเลื่อนลอย ไม่นานนักคิมแจยองก็ถูกทำให้กลมกลืนไปกับบรรยากาศชวนเศร้าหมองของคนพวกนั้น แม้เขาจะไม่รู้ว่าคนพวกนั้นเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แต่เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับบึงโคลนที่ยิ่งดิ้นรนก็ยิ่งจมลงเลย คิมแจยองคิดว่าสถานการณ์ของตัวเองไม่ได้ต่างไปจากคนพวกนั้นสักนิด
คิมแจยองอาศัยอยู่กับลุงมาได้หกเดือนแล้ว ในระหว่างนั้นเขาหลบหนีออกมาสองครั้งแล้วก็ถูกลุงจับได้ทั้งสองครั้ง ไม่มีทางที่เด็กน้อยวัยเก้าขวบจะหนีรอดจากเงื้อมมือตำรวจสายสืบมือฉมังที่มีผลงานน่าทึ่งด้วยอัตราการจับกุมคนร้ายเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันหลายปี เด็กน้อยหมดกำลังลงเรื่อยๆ กับการต่อสู้กับความยากจนและความรุนแรงที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ความยึดติดที่บิดเบี้ยว รวมทั้งพฤติกรรมของลุงที่ยากจะแยกแยะได้ว่ามันคือการสั่งสอนเพื่อมุ่งหวังให้เชื่อฟังหรือเพื่อล้างสมองกันแน่
เวียนหัวจัง
ฝีเท้าเริ่มหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ เขาหมดแรงตั้งแต่ตอนอยู่ที่โรงเรียนแล้ว อาการคล้ายกับจะเป็นไข้จึงอยากรีบกลับบ้านไปซุกตัวนอนในผ้าห่ม ทว่าในขณะที่คิมแจยองกำลังจะเปิดประตูเข้าไปในบ้านอย่างเงียบๆ เขากลับต้องชะงักหลังจากได้ยินเสียงบางอย่างแตกกระจายดังมาจากด้านใน ทุกครั้งที่ลุงดื่มเหล้ามักจะทำลายข้าวของบางอย่างแล้วเปิดประตูห้องเข้ามาระบายอารมณ์ใส่เขา ขืนเข้าไปตอนนี้รอยช้ำที่เพิ่งจะจางหายไปได้ไม่นานต้องกลับมาชัดเจนขึ้นอีกครั้งแน่ เขาจึงค่อยๆ ปล่อยมือจากที่จับประตูแล้วหมุนตัวเดินกลับออกไป วันนี้เขาต้องอยู่ข้างนอกจนกว่าลุงจะหลับอีกเช่นเคย หากมีเงินติดตัวอยู่สักหน่อยก็คงจะดี แต่หลังจากหนีออกไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อนแล้วบังเอิญได้เงินก้อนใหญ่ เขาก็ถูกลุงจับได้แล้วยึดไปภายในวันเดียวจนตอนนี้เขาไม่มีเงินติดตัว ไม่มีแม้แต่เหรียญหนึ่งร้อยวอนสักเหรียญเลยด้วยซ้ำ
คงต้องไปสนามเด็กเล่นแล้วล่ะ
สภาพของสนามเด็กเล่นที่เขตการปกครองกรุงโซลสร้างไว้เป็นสวัสดิการเมื่อนานมาแล้วไม่ได้รับการดูแลเลยแม้แต่น้อย สายชิงช้าขาด หลังคาของสไลเดอร์ทรงกระบอกก็ถูกใครบางคนเอาหินก้อนใหญ่ทุบจนแตก และเครื่องเล่นชนิดอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ขึ้นสนิมกันหมด นี่อาจจะเป็นสาเหตุที่เด็กๆ แถวนี้มักมีกลิ่นสนิมติดตัวอยู่เสมอ ที่ผ่านมาจนถึงเมื่อเดือนก่อนเรื่องที่พวกคุณลุงขี้เมาในละแวกนี้ไปนอนฟุบหลับอยู่ที่สนามเด็กเล่นนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่เห็นได้ดาษดื่น แต่ตอนนี้การนอนตรงนั้นไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตายเลย เพราะอากาศในเดือนธันวาคมนั้นเย็นจัดจนบาดผิวไปหมด
สนามเด็กเล่นเงียบสงบอย่างที่คาดการณ์ไว้ คิมแจยองหันมองไปรอบๆ หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีใคร เขาจึงเข้าไปขดตัวหลบลมหนาวในสไลเดอร์ทรงกระบอก
แต่ว่า…
‘เฮือก!’
ทันทีที่สอดตัวเข้าไป คิมแจยองก็คว้าตัวเด็กคนหนึ่งที่ส่งเสียงร้องพลางไถลตัวลงมาไว้ได้ทัน แม้จะมืดจนมองไม่เห็นใบหน้า แต่ดูจากรูปร่างและฟังจากเสียงแล้วน่าจะเป็นเด็กชายวัยเดียวกัน เด็กทุกคนที่อาศัยอยู่แถวนี้ไม่มีใครไม่มีปัญหาชีวิต มันจึงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอะไรหากจะมีคนมาจับจองที่อยู่ก่อนแล้ว ทว่าร่างกายคิมแจยองตอนนี้ไม่สู้ดีนัก ประกอบกับไม่มีเครื่องเล่นไหนที่พอจะหลบลมได้เลย เขาจึงจำต้องเข้ามาในเครื่องเล่นสไลเดอร์ทรงกระบอกเครื่องนี้
‘ขออยู่ด้วยได้ไหม’
‘เอ่อ…หืม? อื้ม! ได้อยู่แล้วสิ!’
ทีแรกเด็กคนนั้นตัวสั่นเทา แต่เมื่อรู้ว่าคนตรงหน้าเป็นเด็กเหมือนกันก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้น คิมแจยองปีนสไลเดอร์ผ่านเด็กชายขึ้นไปด้านบนที่อยู่สูงขึ้นเพื่อหาที่สบายๆ
‘เดี๋ยวก่อน!’
เด็กชายคว้าแขนคิมแจยองไว้แล้วดึงลงมาข้างล่าง คิมแจยองรู้สึกตกใจที่เด็กคนนั้นค่อยๆ เข้ามาใกล้
‘โห ตัวนายอุ่นมากเลย’
‘…’
‘ถ้านอนเบียดกันแบบนี้ ยังไงก็นอนได้สองคน อากาศมันหนาวนี่นา เรามาอยู่แบบนี้กันดีกว่า ถ้านายขึ้นไปข้างบนจะโดนลมหนาวนะ’
‘ตรงนี้มันแคบ’
‘ถ้าไม่อยากแข็งตายก็ต้องอยู่แบบนี้แหละ ซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์ตอนขั้วโลกใต้ก็ทำแบบนี้’
มันเป็นความคิดที่ดูสมเหตุสมผลเกินกว่าจะเป็นสิ่งที่จำมาจากในการ์ตูน คิมแจยองตอบไปว่าเข้าใจแล้วก่อนนอนลงข้างเด็กชาย แม้ไม่ชอบการแนบชิดตัวติดกันกับคนอื่น แต่มันก็ทำให้รู้สึกหนาวน้อยลงจริงๆ
‘ตัวอุ่นขึ้นแล้ว แต่มือยังเย็นอยู่เลย รู้งี้น่าจะใส่ถุงมือมาด้วย’
เด็กชายคงอยากคลายความหนาวเย็นบนฝ่ามือด้วยร่างกายที่ร้อนรุ่มเพราะพิษไข้ จึงค่อยๆ ยื่นมือมาวางลงบนแก้มของคิมแจยอง แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายตกใจแล้วผละออก เด็กชายก็กล่าวขอโทษอย่างเร็วไว ในจังหวะที่มือของเขาเคลื่อนผ่านไปได้ทิ้งกลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มเอาไว้ คิมแจยองจึงเผลอได้กลิ่นนั้น
‘นี่ นายมีมือถือหรือเปล่า’
‘ไม่มี’
‘โอ๊ย ฉันก็ดันทำตกตอนหนีมาเหมือนกันน่ะสิ’
เด็กประถมต้นแถวนี้ไม่มีใครมีมือถือ เด็กชายคนนี้จึงไม่น่าจะใช่เด็กแถวนี้ จู่ๆ ภาพชายที่ล้มข้างถังขยะก็แวบเข้ามาในหัว
‘…ทำไมถึงหนีมาล่ะ’
ปกติคิมแจยองไม่ค่อยสนใจใคร เขาจึงประหลาดใจกับคำถามที่หลุดออกจากปากตัวเองจนเผลอกำมือแน่นอย่างทำตัวไม่ถูก ส่วนเด็กชายก็สูดน้ำมูกก่อนยื่นหน้าเข้ามากระซิบเบาๆ ข้างหู
‘คุณปู่ตัวร้ายไล่ตามมาทุบหัวบอดี้การ์ดของฉันแตก’
‘…คุณปู่ตัวร้าย?’
‘อื้ม คุณปู่ตัวร้ายตะโกนเสียงดังแล้วก็ไล่ตามมาตลอดทางเลย ฉันถึงหนีมาคนเดียวนี่ไง แต่ถนนแถวนี้ดันเหมือนเขาวงกตเลย มือถือก็หาย…ฉันเลยต้องมาแอบอยู่ที่นี่’
คิมแจยองรู้สึกเอะใจขึ้นมา คุณชายบ้านรวยที่ทำตัวน่ารำคาญ ชอบพูดจาเรื่องซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์ ชอบพาบอดี้การ์ดไปด้วยทุกที่ และมีกลิ่นหอมติดตัวอยู่ตลอด ทันใดนั้นภาพเด็กน่ารำคาญคนนั้นที่เคยเห็นเมื่อเดือนที่แล้วก็ผุดขึ้นมาในความทรงจำ
ถ้านั่งรถโดยสารจากย่านที่ทรุดโทรมแห่งนี้ไปไม่กี่ป้ายก็จะเจอย่านคนรวย หญิงเจ้าของโรงแรมขนาดเล็กเคยเล่าว่าลูกสาวของเธอทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่นั่นพร้อมพูดคุยอย่างภาคภูมิใจถึงชีวิตคนรวย อาคารที่นั่นสร้างโดยสถาปนิกชื่อดัง ภายในอาคารที่กำแพงสูงเหมือนคุกพวกนั้นมีสวนขนาดกว่าร้อยพยอง มีการเชิญนักดนตรีคลาสสิกมาเล่นดนตรีให้ฟังระหว่างมื้ออาหาร ทั้งยังเคยมีครั้งหนึ่งที่เด็กๆ เล่นซ่อนหากันแล้วหาตัวไม่เจอเพราะบ้านกว้างเกินไปจนต้องเรียกตำรวจมาช่วย…บางทีเด็กคนนี้อาจจะมาจากที่นั่น คิมแจยองโยนคำถามออกไปอีกข้อหนึ่งเพราะอยากมั่นใจว่าเด็กชายที่นอนอยู่ข้างกันคนนี้คือเด็กคนนั้นที่เคยเจอคราวก่อนหรือเปล่า
‘…นายมาแถวนี้ทำไม’
‘ฉันขอร้องพวกบอดี้การ์ดว่าอยากมาดูย่านขอทานน่ะสิ’
‘เพื่ออะไร’
‘เพื่อนใหม่ของฉันเป็นขอทานดอกไม้’
‘ขอทาน…ดอกไม้?’
‘ฉันเคยเจอเขาแค่ครั้งเดียว…แต่นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้เห็นเด็กที่หน้าตาดีเหมือนเด็กนั่น พี่รองบอกว่าขอทานที่หน้าตาดีคือขอทานดอกไม้’
คิมแจยองที่กลายเป็นขอทานดอกไม้อย่างไม่ทันตั้งตัวได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น ความมืดทำให้เด็กชายไม่รู้ว่าคนที่นอนอยู่ข้างๆ ก็คือขอทานดอกไม้คนนั้น เด็กชายพูดจ้อไม่หยุดด้วยความตื่นเต้นจนลืมไปว่าต้องพูดเสียงเบาๆ
‘เด็กนั่นพูดไม่ได้ด้วยซ้ำ ขี้กลัวอย่างกับลูกเจี๊ยบแน่ะ ใส่แต่เสื้อผ้าขาดๆ รองเท้าก็ไม่มี’
‘…’
‘ในบรรดาขอทานที่ฉันเคยเห็นมาตั้งแต่เกิด หมอนั่นน่ะเป็นสุดยอดขอทานเลยล่ะ น่าสงสารมากเลย’
‘…’
คิมแจยองคิดว่าหากเขามีไฟฉายก็อยากจะเปิดไฟแล้วส่องให้อีกฝ่ายดูชุดที่เขาใส่อยู่ตอนนี้ ต่อให้มันไม่ใช่เสื้อผ้าราคาแพง แต่อย่างน้อยตอนนี้มันก็ไม่ได้ขาด ส่วนเรื่องรองเท้า…ตอนนั้นในหัวเขาคิดแค่ว่าต้องหนีจึงใส่รองเท้าแตะมาข้างเดียว แต่ตอนนี้เขาใส่รองเท้าผ้าใบสำหรับฤดูหนาวราคาหนึ่งหมื่นห้าพันวอนที่คุณป้าในหมู่บ้านซื้อจากตลาดมาให้ ถึงเขาจะไม่ได้ดูดีเท่าคุณชายบ้านรวย แต่เขาก็ไม่ได้มอมแมมเหมือนตอนที่เจอกันคราวก่อน
‘เฮ้อ…ว่าจะไปดูซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์พร้อมกับเด็กนั่นด้วย แถมฉันเคยบอกไปว่าที่บ้านกว้างตั้งหนึ่งพันพยอง แต่พอถามพ่อแล้ว พ่อบอกว่าไม่ใช่ ฉันก็เลยอยากมาบอกเรื่องนั้นอีกรอบน่ะ’
‘แล้วมันกี่พยองล่ะ’
‘บ้านฉันกว้างแค่ห้าร้อยสี่สิบพยองเอง แต่ถ้ารวมกับบ้านหลังอื่นๆ ที่มีอยู่ในโซลทั้งหมดก็หนึ่งพันพยองพอดี’
คิมแจยองไม่อาจจินตนาการได้ว่าห้าร้อยสี่สิบพยองหรือหนึ่งพันพยองนั้นกว้างแค่ไหน จึงทำได้เพียงแค่เดาคร่าวๆ ว่าอาจจะกว้างพอๆ กับสนามกีฬาโรงเรียน พอเห็นอีกฝ่ายไม่ตอบสนองอะไร เด็กชายจึงกระแอมคล้ายรู้สึกผิดก่อนจะพูดต่อ
‘อะแฮ่ม…แต่ห้าร้อยสี่สิบพยองก็กว้างมากเหมือนกันนะ ตอนนี้คนในครอบครัวคงยังไม่รู้ว่าฉันหายตัวไป คุณปู่ก็ยุ่งเพราะงานที่บริษัท พ่อก็ถูกขังไว้ชั่วคราว พี่ใหญ่ก็ยุ่งเพราะต้องเตรียมงานแต่ง ส่วนพี่รองก็ไม่ค่อยอยู่บ้าน…’
น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายทวีความดังขึ้นเรื่อยๆ เขาพูดเสียงดังขณะกำลังเพลิดเพลินกับเรื่องที่เล่า แต่แล้วก็ลดเสียงลงอีกครั้งคล้ายสังเกตได้ถึงสายตาของใครบางคน พอนอนฟังเงียบๆ ร่างกายคิมแจยองก็เริ่มผ่อนคลายคล้ายกำลังฟังเพลงกล่อมเด็ก รู้ตัวอีกทีคิมแจยองก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับลมหายใจของอีกฝ่ายที่ลอยมาสัมผัสแก้มอีกต่อไป ไม่นานนักดวงตาก็ค่อยๆ หรี่ปรือ
‘ว่าแต่ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ โดนแม่ดุเหรอ’
‘ฉันไม่มีแม่…’
‘ทำไมล่ะ’
‘เสียแล้ว…’
‘โห แม่ฉันก็ไปสวรรค์แล้วเหมือนกัน’
จากนั้นเด็กชายก็เริ่มเล่าเรื่องแม่ของตัวเอง เขาบอกว่าเวลาแม่โกรธจะน่ากลัวมากจนแม้แต่คุณปู่ก็ไม่กล้าขยับ ในวันก่อนที่แม่จะเสีย แม่นำสร้อยคอเส้นที่หวงที่สุดมาคล้องให้ นั่นอาจเป็นเพราะแม่รักเขามากที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสามคน เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งได้รู้ว่าพ่อมักเข้ามาในห้องตอนเช้ามืดเพื่อมองดูเขาขณะหลับแล้วก็ร้องไห้ออกมา ในหัวของคิมแจยองที่กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่นจินตนาการถึงภาพของเด็กชายที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ราวกับพระราชวังและภาพครอบครัวสุขสันต์ ภาพคนในครอบครัวที่กำลังโศกเศร้าเพราะการจากไปของแม่ ไปจนถึงสร้อยคอเส้นใหญ่หรูหราที่ห้อยอยู่บนคอเด็กชาย ถึงไม่เคยเห็นสร้อยคอเส้นนั้นมาก่อน แต่ในเมื่อเป็นสร้อยคอที่คุณนายบ้านรวยหวงแหนที่สุด มันก็คงจะทั้งใหญ่และแวววาวน่าดู ภาพเด็กชายที่สวมสร้อยคอเส้นหนาในจินตนาการนั้นดูตลกนิดหน่อย
‘นี่ พวกเรามาเป็นเพื่อนกันไหม’
‘…อืม’
‘จริงเหรอ ถ้างั้นตอนนี้เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ ตอนนี้ฉันชอบนายมากกว่าขอทานดอกไม้ซะอีก’
‘อืม…ฮะ?’
คิมแจยองพลันได้สติ เนื่องจากเพิ่งถูกดึงกลับเข้าสู่โลกแห่งความจริงอย่างไม่ทันตั้งตัว เขาจึงเผลอพูดตะกุกตะกักออกมา หัวใจเต้นถี่ระรัวเพราะตกใจในขณะที่กำลังจะเคลิ้มหลับ ตั้งแต่เจอกันครั้งแรกจนถึงตอนนี้เด็กชายมักทำตัวเรียบง่าย ใสซื่อ และทำสิ่งที่เขาไม่เข้าใจ คิมแจยองสูดลมหายใจเข้าลึกอยู่หลายครั้งเพื่อควบคุมสติก่อนถามกลับ
‘…ทำไม’
‘อะไร’
‘ทำไมถึงชอบฉัน…ทั้งที่หน้าก็ยังไม่เคยได้เห็น’
คิมแจยองรู้ดีว่าภาพลักษณ์ภายนอกของเขาทำให้ผู้อื่นประทับใจ เรื่องที่มีเด็กถูกทารุณกรรมเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในย่านนี้ ไม่ใช่เพิ่งเคยเกิดเรื่องแค่ครั้งสองครั้ง ดังนั้นสาเหตุที่ผู้คนในละแวกนี้คอยดูแลเอาใจใส่เขาจะเป็นอะไรไปได้ แม้แต่ที่โรงเรียนเองก็เช่นกัน ทั้งที่เขาไม่ได้ทำตัวน่ารักน่าเอ็นดู แต่เพื่อนร่วมห้องต่างก็เข้ามารุมล้อม เพราะแบบนี้ทีแรกเขาจึงไม่แปลกใจกับพฤติกรรมของเด็กชายไม่รู้จักโตที่ดั้นด้นมาถึงย่านนี้เพียงเพราะอยากเล่นกับ ‘ขอทานดอกไม้’ อย่างเขา ทว่าตอนนี้อีกฝ่ายก็มองไม่เห็นภาพลักษณ์ภายนอกของเขาสักหน่อย ทำไมถึงชอบเขากันนะ
‘ฉันกลัว…กลัวมากเลยด้วย แต่เพราะมีนายอยู่ข้างกันยังไงล่ะ’
‘ฉันแค่ต้องการที่หลบลมเหมือนกันก็แค่นั้นเอง’
‘อีกอย่างตัวนายก็อุ่นสบายมากด้วย’
‘ฉันตัวอุ่นเพราะเป็นไข้ต่างหาก’
‘เป็นไข้? นายไม่สบายเหรอ’
เด็กชายรีบยื่นมือออกไป ฝ่ามือที่เย็นคล้ายแผ่นน้ำแข็งวางลงบนหน้าผากอุ่น เด็กชายตกใจหลังรับรู้อุณหภูมิร่างกายที่ร้อนจี๋ก่อนเปลี่ยนเป็นเอาหลังมือเย็นเฉียบมาแตะบนแก้ม
เย็นจัง…
คิมแจยองเผลอถูไถใบหน้าเข้ากับฝ่ามือนั้น เด็กชายเห็นจึงเปลี่ยนท่าทางแล้วใช้มืออีกข้างช่วยระบายไอร้อน
‘จริงสิ ตอนที่สิบสี่ของซูเปอร์พาวเวอร์มอนสเตอร์ภาคอดีตซีซั่นสอง มีฉากที่เอย์จิเผลอทำไฟไหม้หมู่บ้านแล้วชาวบ้านก็ตายกันหมด’
‘…’
‘ชาวบ้านที่รังแกคิราระเลยถูกไฟคลอกตายหมด ว่ากันว่านั่นถือเป็นโชคครั้งใหญ่สุดในชีวิตของเธอเลย’
‘เรื่องนั้น…มันเกี่ยวอะไรกันเหรอ’
‘ฉันแค่คิดว่าถ้ามีใครสักคนเข้ามาช่วยฉันเหมือนเอย์จิที่ช่วยคิราระก็คงจะดี แล้วจังหวะนั้นนายก็เข้ามาพอดี นายคือเอย์จิ ส่วนฉันคือคิราระ ถึงพวกเขาจะเป็นคู่หูตัวร้าย แต่พวกเขาก็เป็นคนดีนะ’
เด็กชายเล่าเรื่องการ์ตูนที่ชอบก่อนหัวเราะคิกคัก อันที่จริงคิมแจยองเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอีกฝ่ายกำลังพูดเรื่องอะไร แต่ถึงอย่างนั้นฝ่ามือเย็นเฉียบที่วางอยู่บนใบหน้าร้อนผ่าว กลิ่นอบอุ่นที่ติดอยู่ปลายจมูก และน้ำเสียงใสๆ ที่กำลังกระซิบอยู่ข้างหูก็ทำให้ร่างกายเขารู้สึกเบาสบาย คิมแจยองขยับตัวช้าๆ แล้วหันหน้าไปทางฝั่งตรงข้าม
‘ทำไมล่ะ นายไม่อยากเป็นเพื่อนฉันแล้วเหรอ’
‘…’
‘จิ๊ นายรู้ไหมว่าคนที่อยากเป็นเพื่อนกับฉันมีเยอะมากแค่ไหน’
แม้เสียงของเด็กชายจะเริ่มฟังดูไม่พอใจขึ้นเรื่อยๆ แต่คิมแจยองกลับไม่สามารถเอ่ยอะไรออกไปได้ เพราะมัวแต่หาคำนิยามให้กับความรู้สึกประหลาดที่กำลังก่อตัวขึ้นอยู่ในใจตัวเองตอนนี้ มันไม่ใช่ความหงุดหงิดเหมือนตอนพบกันครั้งแรก ไม่ใช่ความโกรธพลุ่งพล่านเหมือนทุกครั้งที่ลุงพ่นคำด่าทอใส่ ไม่ใช่ความรำคาญเหมือนตอนถูกพ่อแม่ลากไปโรงพยาบาล ไม่ใช่ความรู้สึกสมเพชเหมือนตอนมองครูหรือเพื่อนร่วมชั้น…ความรู้สึกนี้มันคืออะไรกันแน่
แปลกชะมัด…
หัวใจของเขาเต้นระส่ำคล้ายตอนสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจในขณะที่กำลังเคลิ้มหลับ แม้จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดูแล้ว แต่คราวนี้กลับยากที่จะทำให้มันสงบลง ใจหนึ่งอยากให้ร่างกายของเด็กชายที่แนบชิดอยู่ผละออกไป แต่อีกใจกลับอยากสัมผัสฝ่ามือเย็นนั้นอีกครั้ง
แปลกจริงๆ…
ทุกสัมผัสล้วนให้ความรู้สึกนุ่มนวลและอ่อนโยนคล้ายสายไหมสีชมพูที่ขายในสวนสนุก เขาเผลอขยับปลายนิ้วมือและนิ้วเท้าด้วยความรู้สึกจั๊กจี้ แม้แต่โรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาตัวนานถึงสองปีตั้งแต่อายุเจ็ดขวบก็ไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ ที่นั่นแยกแยะระหว่างพฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้และยอมรับไม่ได้ ทั้งยังอธิบายถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสังคม การรักษาเป็นไปด้วยดี พฤติกรรมรุนแรงเริ่มแสดงออกลดลง ทว่าสิ่งที่เคยเรียนรู้ในตอนนั้นกลับไม่มีอะไรที่สามารถนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ในตอนนี้ได้เลย…
‘…ครับ! คุณชายซอนอึนซูครับ!’
‘หืม?’
ในตอนนั้นเองเสียงที่ฟังดูรีบร้อนของใครบางคนก็ดังขึ้นจากที่ไกลๆ เด็กชายเงี่ยหูฟังก่อนหยัดกายท่อนบนขึ้น ดูเหมือนบอดี้การ์ดที่เคยหมดสติไปเพราะโดนคุณปู่ตัวร้ายคนหนึ่งตีหัวจะฟื้นแล้ว
‘เขามาตามหาฉันแน่เลย!’
เด็กชายไถลสไลเดอร์ลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกระโดดดึ๋งๆ ชูไม้ชูมืออยู่กับที่
‘ฉันอยู่ที่สนามเด็กเล่นนน!’
‘คุณชายยย! ผมจะไปเดี๋ยวนี้เลยครับบบ!’
‘ไอ้พวกนี้ นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้วไม่รู้หรือไง! หุบปาก!’
‘…’
น่าเศร้าที่ยังไม่ทันได้พบกันด้วยความซาบซึ้ง หน้าต่างของอาคารที่อยู่ใกล้ๆ ต่างก็เปิดออกเสียงดังก่อนจะมีเสียงสบถหยาบคายดังลั่นออกมา ทั้งบอดี้การ์ดและเด็กชายจึงพากันปิดปากฉับ ในเมื่อบอกไปแล้วว่าตัวเองอยู่ที่สนามเด็กเล่น อีกไม่นานบอดี้การ์ดก็คงจะมาที่นี่ เด็กชายจึงปีนกลับเข้าไปในสไลเดอร์อีกครั้ง
‘ฉันจะกลับบ้านแล้วนะ’
‘…อืม’
‘นายล่ะ จะกลับเมื่อไหร่’
‘…อีกสักพัก’
‘พรุ่งนี้พวกเรามาเล่นด้วยกันไหม’
‘พรุ่ง…นี้…?’
ขืนอยู่ด้วยกันต่อไปเรื่อยๆ อาจจะรู้สึกแปลกกว่าเดิมก็ได้ เพราะแบบนั้นจึงต้องปฏิเสธ คิมแจยองอ้าปากพลางคิดในใจว่าต้องปฏิเสธไป ทว่าคำพูดกลับติดอยู่ในลำคอจนพูดไม่ออก
‘พรุ่งนี้บ่ายสามหลังเลิกเรียน หมู่บ้านขอทานนี้น่ากลัว…ถ้างั้นไปเจอกันที่สนามเด็กเล่นโรงเรียนประถมพยองฮวาแล้วกันนะ’
‘…’
‘ตกลงไหม พรุ่งนี้ต้องมานะ’
‘…อืม’
คิมแจยองรับคำพลางพยักหน้าตอบกลับไปอย่างยากลำบาก เด็กชายตีขาเขาเบาๆ ราวกับรู้สึกพึงพอใจก่อนไถลตัวลงไปข้างล่างอย่างไม่ลังเล ไม่นานนักหลังจากได้พบบอดี้การ์ดของตัวเองอีกครั้ง เด็กชายก็เตะหน้าแข้งอีกฝ่ายทันทีพร้อมกับตะโกนต่อว่าด้วยคำที่ไม่สมกับวัย
‘ไอ้เจ้างั่ง! คืนเงินเดือนมาเลยนะ!’
บอดี้การ์ดลุกลี้ลุกลนยื่นมือถือของเด็กชายที่เก็บได้จากพื้นคืนให้ เด็กชายรับมือถือมาแล้วชูสองแขนขึ้น ก่อนถูกบอดี้การ์ดอุ้มเดินออกไปจากสนามเด็กเล่น
คิมแจยองลูบไล้พื้นที่ว่างข้างกายที่เด็กชายเคยนอนเมื่อครู่ ไออุ่นได้จางหายไปแล้ว เหลือไว้เพียงพื้นพลาสติกเย็นเฉียบให้สัมผัส เขาจึงคู้ตัวกอดตัวเอง แม้ร่างกายจะร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ทว่าความหนาวเย็นกลับแทรกซึมลึกเข้ามาถึงกระดูก
หนาวจัง…
หากนอนหลับในที่แบบนี้อาจถูกพบเป็นศพในเช้าวันต่อมา เขาต้องขยับตัว…ต้องกลับบ้าน…ทว่าสุดท้ายก็ทำได้แค่คิด เพราะร่างกายที่อ่อนล้านี้ไม่มีเรี่ยวแรงเหลืออยู่แล้ว สายตาเริ่มพร่าเลือนลงทุกที แต่แล้วเขาก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเด็กชายกำลังพูดจ้อไม่หยุดอยู่ข้างหูก่อนที่สติจะดับวูบไป
หลังจากลืมตาขึ้นมาคิมแจยองก็สบตากับลุงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ลุงกำลังจ้องมองเขาด้วยดวงตาแดงก่ำ เขาจ้องมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความดูถูกนั้นโดยไม่หลบสายตา จากนั้นลุงก็โยนถุงสีดำในมือมาให้ กล่องยาทั้งหมดและขวดน้ำเปล่าบรรจุห้าร้อยมิลลิลิตรกระเด็นออกมาจากถุงแล้วกลิ้งลงบนพื้น มีทั้งยาแก้หวัด ยาช่วยย่อย ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ และยาอื่นๆ เขาหยิบยาเหล่านั้นขึ้นมาอย่างไม่ได้ใส่ใจ
ไม่ได้คิดจะฆ่าฉันสินะ…
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่ต้องเผชิญหน้ากับลุง เขามักจะรู้สึกเหมือนมีหมอกหนาเข้ามาปกคลุมในหัว ซึ่งเกิดจากภาวะสิ้นหวังที่เกิดจากการเรียนรู้* ทว่าวันนี้แม้ร่างกายจะยังคงมีความรุ่มร้อนหลงเหลืออยู่ แต่สติกลับชัดเจนอย่างน่าประหลาด คิมแจยองเพิ่งมาตระหนักได้ในสภาวะที่จิตใจปลอดโปร่งว่าลุงไม่ได้อยากให้เขาตาย ทั้งที่มันชัดเจนขนาดนี้ ทำไมเขาถึงคิดมาตลอดว่าลุงจะฆ่าเขากัน ขณะหยิบยาหนึ่งเม็ดออกมาจากกล่องยาแก้หวัดที่ตกอยู่บนพื้นแล้วเผลอยิ้มออกมา คิ้วของลุงก็กระตุกเล็กน้อย
‘ยิ้มอะไร’
‘…’
‘ฉันถามว่ายิ้มอะไร!’
ตอนนี้ผมเข้าใจเจตนาของลุงแล้วครับ
คิมแจยองกลืนยาลงคอพร้อมดื่มน้ำแทนการตอบคำถาม หลังจากปั้นหน้าให้ไร้อารมณ์ตามเดิมเพื่อไม่ไปยั่วโมโหลุงอีก คิมแจยองก็ล้มตัวลงนอนห่มผ้า เด็กชายวัยเก้าขวบซุกตัวในผ้าห่มอย่างอ่อนแรงพลางคลี่ยิ้มประหลาดราวกับคนสติไม่ครบถ้วน
ผม…ชนะ…
ลุงไม่ใช่พวกขี้เหล้าที่โง่เขลา เขาทำงานจับกุมอาชญากรที่มีความผิดปกติทางบุคลิกภาพหลากหลายรูปแบบจึงเข้าใจกลไกความคิดของผู้เป็นหลานดีกว่าใคร ทว่าทันทีที่คิมแจยองรู้ว่าทุกอย่างเป็นกับดัก เกมก็กลับไปยังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง คราวนี้ผู้เล่นไม่ใช่คิมแจยองอีกต่อไปแล้ว แต่ผู้เล่นคือลุงต่างหาก
เมื่อมั่นใจแล้วว่าลุงจะไม่ฆ่าตัวเอง แรงอาฆาตที่มีต่อลุงก็หายไป เมื่อเทียบกับการจ้องมองมีดในร้านสะดวกซื้อและจินตนาการถึงความตายของลุงแล้ว การทำลายการคาดเดาและสิ่งต่างๆ ที่ลุงคาดหวังไว้อย่างช้าๆ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่สนุกกว่าเยอะ เขารู้สึกตื่นเต้นจนความอิ่มเอมใจพลุ่งพล่านราวกับว่าเรื่องทั้งหมดนี้กลายเป็นเพียงแค่ ‘การละเล่น’ อย่างหนึ่ง หมอเคยบอกว่าอารมณ์ด้านลบจะส่งผลกระทบต่อเขาได้รุนแรงกว่าอารมณ์ด้านบวก ซึ่งมันก็เป็นความจริง…เพราะความปรารถนาในการทำลายล้างนี้เองที่ทำให้เขารู้สึกว่าตัวเอง ‘มีชีวิต’ เหมือนมนุษย์ขึ้นมาจริงๆ
ทนไว้…ทนไว้…ต้องข่มใจไว้ให้ได้
สิ่งที่ลุงปรารถนามากที่สุดคือการให้หลานที่จมอยู่ในโคลนตมพิสูจน์ว่าตัวเองคือ ‘ปีศาจ’ คิมแจยองตั้งใจแล้วว่าจะไม่ตอบสนองต่อความปรารถนานั้นของลุงและจะผลักลุงให้ลงสู่ขุมนรกด้วยความผิดหวัง
‘เวรเอ๊ย!’
ดูเหมือนลุงยังพอมีสามัญสำนึกเหลืออยู่บ้างจึงไม่กล้าลงไม้ลงมือซ้อมหลานที่นอนซมเพราะอาการป่วย ลุงจึงทำเพียงพ่นคำสบถหยาบคายออกมาแล้วปิดประตูห้องดังปังก่อนเดินออกไป คิมแจยองนอนนิ่งรอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าที่ลงน้ำหนักค่อยๆ เลือนหายไปไกล ก่อนจะค่อยๆ เลื่อนผ้าห่มที่คลุมมิดถึงหัวลงมา
บ่ายสองสี่สิบนาที…
หลังเช็กเวลาบนนาฬิกาดิจิตอลที่แขวนอยู่บนผนัง คิมแจยองก็นึกถึงสัญญาที่เคยให้ไว้กับเด็กคนนั้นที่เจอกันในสนามเด็กเล่น พวกเขานัดกันว่าจะเจอกันตอนบ่ายสามที่โรงเรียนประถมพยองฮวา ขณะพยายามหยัดกายขึ้นอย่างทุลักทุเล สายตาพลันสะดุดเข้ากับวันที่ที่อยู่ข้างกัน
เฮ้อ…
ผ่านมาแล้วหนึ่งวันหลังจากวันนัด เขารู้สึกราวกับเรี่ยวแรงสลายหายไปจนหมดก่อนซบหน้าลงบนหมอน
ซอนอึนซู ซอนอึนซู ซอนอึนซู…
คิมแจยองท่องชื่อที่บอดี้การ์ดพูดหลายครั้งในใจ หัวใจที่เคยถูกลับจนคมกริบค่อยๆ ถูกปกคลุมด้วยความรู้สึกนุ่มนิ่ม เขากะพริบตาอย่างง่วงงุนพลางกระชับผ้าห่มไว้ในอ้อมแขนแน่นคล้ายตอนที่เผลอหลับไปอย่างช้าๆ ขณะฟังเสียงของเด็กชายในสไลเดอร์
คิมแจยองได้เจอซอนอึนซูอีกครั้งหลังเข้าเรียนมัธยมปลายได้ไม่กี่วัน เมื่อกาลเวลาผันผ่านความรู้สึกในวัยเด็กเองก็เลือนรางตามไปด้วย จึงเป็นธรรมดาที่จะไร้ซึ่งความยินดียามได้พบเจอกันอีกครั้ง ซอนอึนซูจำคิมแจยองไม่ได้ แม้อีกฝ่ายจะจ้องมองมาตอนเดินสวนกัน แต่สำหรับคิมแจยองแล้ว สายตาแบบนั้นถือเป็นเรื่องปกติที่เจอได้ในชีวิตประจำวัน
‘ไอ้พวกอันธพาลพวกนั้นทำโรงเรียนเสียชื่อเสียงหมดจริงๆ ทำไมไม่ไล่ออกไปให้หมดๆ เลยนะ’
‘พวกมันจะถูกไล่ออกได้ยังไง ซอนอึนซูนั่งหัวโด่อยู่ตรงนั้นทั้งคน นั่นซอนจงกรุ๊ปเลยนะ’
‘นี่ นายไม่เห็นเหรอว่าทุกครั้งที่ซอนอึนซูเกิดอุบัติเหตุก็จะต้องเปลี่ยนผู้อำนวยการใหม่ทุกครั้งน่ะ’
ซอนอึนซูกลายเป็นเด็กโง่เขลาที่อยู่กับพวกเด็กผู้ชายวัยเดียวกันและทำตัวเป็นอันธพาลไปวันๆ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปจากตอนเด็กเลย ทั้งซื่อบื้อ น่าสมเพช ดื้อด้าน และยังเห็นแก่ตัว แม้จะเป็นลูกชายของตระกูลเศรษฐีชื่อดัง ทั้งยังหน้าตาดี แต่ในโรงเรียนกลับไม่มีใครชอบซอนอึนซูเลยสักคน ซึ่งก็เป็นเพราะความเอาแต่ใจของตัวเอง
คิมแจยองเบือนหน้าหนี ตอนนี้ซอนอึนซูกลายเป็นคนที่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาอีกแล้ว
‘แจยอง นายมองหมอนั่นอีกแล้วเหรอ’
‘…เอ่อ’
ถ้าไม่คอยระวังให้ดีสายตาก็มักจะเผลอมองซอนอึนซูอยู่ตลอด พอเห็นคิมแจยองขมวดคิ้ว ยูยอนฮาที่นั่งข้างกันจึงคิดว่าเขาไม่ชอบอันธพาลพวกนั้นเลยวิจารณ์อย่างออกรสต่อไป ซอนอึนซู พัคชังจิน แพยงพัล จองฮยอกจุน และคนอื่น ทุกครั้งที่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคนพวกนั้นเขาก็ยิ่งรู้สึกสมเพชซอนอึนซูเข้าไปใหญ่ อีกฝ่ายทั้งอวดเบ่งและต่อยตีเพื่อแบ่งลำดับชั้นกับนักเรียนคนอื่นไปทั่ว ตอนเด็กซอนอึนซูชอบการ์ตูนไร้สาระ ตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด คิมแจยองก้มหน้ามองหนังสือแบบฝึกหัดอีกครั้ง
สร้อยคอที่เป็นของที่ระลึกจากแม่…ใส่แล้วเข้ากันดีแฮะ
ในขณะที่กำลังแก้โจทย์ปัญหาในหัวก็เอาแต่นึกถึงซอนอึนซู จากที่เคยสอบได้คะแนนอันดับที่หนึ่งของโรงเรียนก็ตกลงมาเป็นอันดับที่สาม เมื่อนึกถึงภาพของลุงที่ยิ้มเยาะแล้วบอกว่า ‘อย่างแกเนี่ยนะจะสอบติดมหาวิทยาลัยฮันกุก’ เขาก็พยายามจะกลับมาตั้งใจเรียนอีกครั้ง อีกไม่นานก็จะถึงเวลาจบเกมของลุงแล้ว เขาต้องทนต่อไปให้ถึงตอนนั้น…ทว่าทุกครั้งที่มองซอนอึนซู เขากลับรู้สึกว่าการผลักลุงตกลงไปในก้นเหวนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
ตอนมัธยมปลายปีสามพวกเขาได้อยู่ห้องเดียวกัน ซอนอึนซูเอาแต่นอนหลับทั้งคาบ พอถึงเวลาพักระหว่างคาบหรือพักกลางวันก็จะไปรวมกลุ่มกับพวกอันธพาลห้องอื่นแล้วออกไปข้างนอกด้วยกัน คิมแจยองนั่งโต๊ะด้านหน้าสุดจึงไม่มีโอกาสได้มองหน้าซอนอึนซูที่นั่งอยู่ด้านหลังบ่อยๆ
จิตใจของคิมแจยองว้าวุ่นหนักกว่าเดิม เขารู้สึกหงุดหงิดที่มีเพียงตัวเองจำเรื่องราวสมัยเด็กได้อยู่ฝ่ายเดียว ทั้งยังได้แต่จ้องมองซอนอึนซูราวกับเป็นสตอล์กเกอร์มาตลอดสามปี ในขณะที่กำลังเดินถือหนังสือไปยังล็อกเกอร์ เขาเผลอทำหนังสือเรียนตกใส่หัวซอนอึนซู พอโดนหนังสือตกใส่อย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ซอนอึนซูก็ผุดลุกขึ้นยืนก่อนเข้ามากระชากคอเสื้อ คิมแจยองจึงปั่นประสาทอีกฝ่ายอย่างแยบยลก่อนกล่าวขอโทษ หลังจากนั้นซอนอึนซูก็เริ่มเห็นคิมแจยองอยู่ในสายตา
‘นี่ ซื้อกล่องดินสอใหม่หน่อยไหม นายเป็นขอทานหรือไง’
‘…’
‘จริงด้วย นายเป็นขอทานนี่ ขอยืมยางลบหน่อยแล้วกันนะ’
ซอนอึนซูหยิบยางลบจากกล่องดินสอของเขาไปโดยไม่รอคำอนุญาต เมื่อเห็นหลังมือที่มีกระดูกข้อนิ้วนูนเด่นและเต็มไปด้วยผิวหนังด้าน คิมแจยองก็เผลอกลืนน้ำลายลงคอ นับตั้งแต่ที่ซอนอึนซูเริ่มเข้ามาใกล้ชิดกันมากขึ้น เขาก็มักจะรู้สึกถึงความต้องการแปลกๆ จึงเอาแต่นั่งลูบด้านในของกล่องดินสอที่มือซอนอึนซูเคยสัมผัสตลอดทั้งคาบเรียน
บทที่ 16.2
คงไม่เรียนพิเศษตอนปิดเทอมหรอกมั้ง…
ไม่มีทางที่ซอนอึนซูจะมาโรงเรียนช่วงปิดเทอมและคงไม่ไปโรงเรียนกวดวิชา เพราะช่วงนี้ซอนอึนซูเอาแต่คุยโวไปทั่วว่าจะเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย…ในขณะที่กำลังคิดว่าต้องไปที่ไหนถึงจะได้เจอซอนอึนซูอยู่นั้น โลกก็พลันจมลงสู่ความมืด…และสัตว์ประหลาดก็พากันหลั่งไหลเข้ามา
คิมแจยองรีบหันไปมองด้านหลัง ซอนอึนซูสับเท้าวิ่งออกไปนอกห้องเรียนเร็วกว่าใครเพื่อน เขาจึงสลัดยูยอนฮาที่คว้าตนไว้ก่อนรีบวิ่งตามซอนอึนซูไป
‘แฮ่ก…แฮ่ก…’
สถานที่ที่ซอนอึนซูมาถึงคือโรงยิมขนาดใหญ่ที่มีไฟสว่างไสวและผ้าม่านทึบสีเข้มที่คอยกันไม่ให้แสงไฟเล็ดลอดออกไป ซอนอึนซูรีบล็อกประตูเหล็กทันทีเพื่อปิดช่องทางที่สัตว์ประหลาดอาจจะเข้ามา แต่ไม่นานนักพวกมันก็หลั่งไหลเข้ามาจนภายในโรงยิมตกอยู่ท่ามกลางความโกลาหล
‘ทางนี้’
เขาดึงข้อมือซอนอึนซูที่ลนลานเข้ามา อีกฝ่ายที่กำลังตื่นกลัวอยู่จึงใช้มืออีกข้างกอดเขาไว้แน่น คิมแจยองชอบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและมือที่สั่นระริกของซอนอึนซูจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ซอนอึนซูเดินไปปิดสวิตช์ไฟทั้งหมดทั่วโรงยิม จากนั้นก็เข้าไปในห้องรับรองที่อยู่หลังเวทีพร้อมกัน ด้านในนั้นมีเด็กนักเรียนอีกหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองจึงเข้าไปนั่งขดตัวอยู่ระหว่างเด็กนักเรียนพวกนั้นพลางกลั้นหายใจอยู่เงียบๆ
และพวกเขาก็ได้เผชิญกับวันแห่งหายนะในโรงยิม
‘อึนซู กอดฉันหน่อย’
‘รู้แล้ว…’
ซอนอึนซูที่มีสีหน้าเหม่อลอยกางแขนออกแล้วกอดเขาไว้ คิมแจยองคลี่ยิ้มราวกับเป็นราชสีห์ที่อิ่มเอมก่อนซุกใบหน้าลงตรงซอกคอซอนอึนซูแล้วสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ แม้จะเสียดายอยู่บ้างที่ยังแก้แค้นลุงไม่สำเร็จก่อนวันแห่งหายนะ แต่ตอนนี้เขามีซอนอึนซูแล้ว การได้ครอบครองซอนอึนซูโดยสมบูรณ์เป็นความสุขที่การแก้แค้นพวกนั้นไม่อาจเทียบได้เลย
‘จูบหน่อยสิ’
‘อืม…’
ซอนอึนซูถูกควบคุมจิตใจจึงตอบสนองต่อคำเรียกร้องทั้งหมด คิมแจยองมักจะทำให้ทุกคนหลับใหลเพื่อที่ตัวเองจะได้ใช้เวลาอยู่กับซอนอึนซู เขารู้สึกว่าท่าทางที่จำอะไรไม่ได้หลังจากตื่นนอนตอนเช้าแล้วทำตัวเป็นผู้นำอีกครั้งนั้นช่างน่ารัก ซอนอึนซูในตอนที่มีสติเต็มร้อยมองว่าคิมแจยองเป็นเพียงลูกน้องผู้ซื่อสัตย์หมายเลขหนึ่งและเป็นลูกน้องที่มีประโยชน์หมายเลขสอง แต่คิมแจยองกลับได้รู้ผ่านการควบคุมจิตใจว่าแท้จริงแล้วซอนอึนซูชอบใบหน้าของเขามากแค่ไหน
สำหรับคิมแจยองที่ได้พลังของอาโรกันเชียมา สัตว์ประหลาดพรรค์นั้นไม่ได้ถือเป็นปัญหาสำหรับเขาเลยสักนิด เขาคิดว่าหลังจากนี้จะปล่อยซอนอึนซูเป็นอิสระแค่ตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็จะใช้การควบคุมจิตใจต่อไปเรื่อยๆ การควบคุมจิตใจระดับรุนแรงแบบนี้ต้องเว้นระยะเวลาให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้จิตสำนึกถูกทำลาย เขาเองก็ค่อนข้างชอบที่ซอนอึนซูแสร้งทำเป็นแข็งแกร่งจึงรู้สึกพอใจที่ได้เห็นภาพลักษณ์ทั้งสองด้านของอีกฝ่ายเหมือนในตอนนี้ ทุกคนคงรู้สึกโชคร้ายท่ามกลางโลกที่ล่มสลาย แต่มีเพียงคิมแจยองเท่านั้นที่มีความสุข
ทว่าความสุขนั้นกลับคงอยู่ได้ไม่นาน
‘…’
สร้อยคอเส้นหนึ่งวางกองอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางบริเวณที่ไม่มีแม้แต่ศพให้เห็น นั่นเป็นของดูต่างหน้าจากแม่ผู้ล่วงลับที่ซอนอึนซูมักสวมไว้และไม่เคยถอดออกเลยนับตั้งแต่อายุเก้าขวบ คิมแจยองก้มมองสร้อยคอเส้นนั้นนิ่งคล้ายลืมวิธีหายใจ ก่อนจะค่อยๆ ก้มลงไปหยิบมันขึ้นมาดู หัวของเขาเย็นวาบหลังจากเห็นรอยเลือดที่ทิ้งคราบเด่นชัดอยู่ตรงกลางอัญมณี
‘นายก็ไม่ต่างกันสินะ’
คิมแจยองมองชายูฮยอกที่จ้องมองตนด้วยสายตาเย็นชา สัญชาตญาณเขาบอกว่าคนตรงหน้าคือคนที่ฆ่าซอนอึนซูและหากอาศัยพลังของตัวเองในตอนนี้ก็ยังยากที่จะต่อกรกับอีกฝ่ายได้ ทว่าเหตุใดตนถึงไม่สามารถควบคุมจิตใจชายูฮยอกได้กัน นึกไม่ถึงเลยว่าบนโลกนี้จะยังมีคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเอง ทุกอย่างล้วนเกิดจากความทะนงตนของเขาเอง
จิตสังหารเดือดพล่านจนถึงขีดสุด เขาอยากจะฆ่าชายูฮยอกให้ตายแล้วฉีกกระชากร่างออกเป็นชิ้นๆ ซะเดี๋ยวนี้ แต่พลังของเขาในตอนนี้กลับไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
ในที่สุดคิมแจยองก็รู้วิธีเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่าตนได้แล้ว นั่นก็คือการทำลายความหวังของอีกฝ่ายและต้อนให้จนมุมทางจิตใจ ทำให้เจ็บปวดเกินจะทนไหวเพื่อให้ได้สัมผัสถึงความรู้สึกของเขาที่เป็นอยู่ตอนนี้แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวก็ตาม
เขาจึงทำลายสิ่งที่ชายูฮยอกหวงแหนทีละนิด ทว่าแม้จะถูกความกลัวและความสิ้นหวังกลืนกิน ชายูฮยอกกลับไม่ทิ้งคนที่ยังพึ่งพาเขาอยู่แล้วยอมแพ้ให้กับชีวิต คิมแจยองจึงเฝ้าทรมานชายูฮยอกที่พุ่งเข้าใส่ตนด้วยดวงตาที่นองไปด้วยเลือด
ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดมาเติมเต็มหัวใจที่ว่างเปล่าของเขาได้เลย แม้แต่รอยยิ้มที่เขาเคยแสร้งฝืนยิ้มก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อใดก็ตามที่ซอนอึนซูปรากฏตัวขึ้นในความฝัน เขาก็มักจะกุมหน้าอกบริเวณหัวใจตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่เขาได้กระชากหัวใจดวงนั้นทิ้งไปตั้งนานแล้วแท้ๆ แต่เขากลับยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดราวกับหัวใจกำลังฉีกขาด ร่างกายนี้ไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว แม้จะสูญเสียอวัยวะภายในไปสักชิ้นก็ไม่ทำให้เขาตายได้ คิมแจยองกำสร้อยคอในมือแน่นพลางหอบหายใจอย่างหนัก เขาอดรู้สึกสมเพชตัวเองไม่ได้ที่ต้องดิ้นรนทุรนทุรายเพื่อยึดเหนี่ยวสร้อยคอไร้ค่าเพียงแค่เส้นเดียวเอาไว้
[อยากช่วยมนุษย์ผู้นั้นรึ]
ในตอนนั้นเองเสียงกระซิบของปีศาจก็ดังขึ้น
[ข้าพอจะมีอยู่วิธีหนึ่งนะ…]
คิมแจยองคว้าเชือกที่อาโรกันเชียยื่นมาให้อย่างไม่ลังเล
“จงรักษาสัญญา จงรักษาสัญญา จงรักษาสัญญา”
“เฮือก!”
ผมเบิกตาโพลงพร้อมเหงื่อที่ไหลอาบหน้าผากจนชุ่ม
ฝันบ้าอะไรวะเนี่ย…!
ผมฝันเห็นดวงตาสีทองขนาดใหญ่ไล่ตามมาพลางพูดประโยคเดิมซ้ำๆ ดวงตากลมโตที่ประดับอยู่บนวงแหวนสีทองที่ล้อมลูกตาเอาไว้ทำให้ผมนึกถึงไคเมร่าที่เคยเจอคราวก่อน ผมมั่นใจว่าเคยเห็นมาจากที่ไหนสักแห่ง…ว่าแต่มันคืออะไรกันนะ…
‘จงรักษาสัญญา หากอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เจ้าต้องฆ่าปีศาจอย่างคิมแจยองซะ…’
ภาพเลือนรางปรากฏขึ้นในหัว คราวนี้ผมจำได้แล้ว เขาคือทูตสวรรค์ ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าที่บอกให้ผมฆ่าคิมแจยอง! นี่เป็นครั้งแรกที่ผมจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่คิดเลยว่าพวกที่ได้ชื่อว่าเป็นทูตสวรรค์จะน่าขยะแขยงขนาดนี้ มันเข้ามารังควานกันถึงในความฝันเพราะไม่ทำตามสัญญางั้นเหรอ อีกอย่างผมก็รู้สึกไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกแล้วด้วย มันคิดว่าตัวเองเป็นใครกันถึงมาสั่งให้ฆ่าคนโน้นทีคนนี้ที
“…โอ๊ย แม่งเอ๊ย ตกใจหมด”
ผมบ่นพึมพำแล้วเผลอหันหน้าไปด้านข้าง ก่อนจะรู้สึกเจ็บแปลบตรงหัวใจจนเผลอหลุดสบถออกมา โอ๊ย เกือบหัวใจวายตายแล้วไหมล่ะ หน้าคิมแจยองอยู่ใกล้แค่คืบแบบนี้มันอันตรายต่อหัวใจผมอย่างรุนแรงเลยนะ โดยเฉพาะหลังจากที่เพิ่งเผชิญหน้ากับดวงตาสีทองรูปร่างประหลาดของทูตสวรรค์ในความฝัน
ทูตสวรรค์ที่แท้จริงอยู่นี่นี่เอง…
แสงจากดวงจันทร์สีแดงที่ส่องกระทบแก้มขาวจากทางหน้าต่างชวนให้รู้สึกประหลาดใจมากกว่าเดิม ผมเหม่อมองคิมแจยองก่อนหยัดตัวลุกขึ้นเพื่อเช็กว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แต่เขากลับเข้ามาขวางไว้ด้วยการกอดผมแน่น
“อึนซู…”
“อืม ตื่นแล้วเหรอ”
“…”
แพขนตายาวขยับอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง ลมหายใจแรงกลับมาสม่ำเสมอ ดูท่าเขาคงยังไม่คิดจะลืมตาขึ้นมา ผมบอกแล้วไงว่าหมอนี่มันขี้เซา สุดท้ายผมก็ต้องยอมแพ้ที่จะลุกขึ้นแล้วหันไปกอดเขาแทน
“…เฮ้อ”
คราวนี้คิมแจยองขยับตัวยุกยิกแล้วสอดขาเข้ามา ถึงเมื่อคืนจะปลดปล่อยออกมาหนึ่งครั้งแล้วหลับไป แต่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติของเพศชายวัยหนุ่มร่างกายแข็งแรงที่จะแข็งตัวตอนเช้า พอต้นขาคิมแจยองสอดเข้ามาตรงหว่างต้นขาผมจนไปกระตุ้นจุดนั้น ผมก็เผลอถอนหายใจออกมา ใจผมนึกอยากถอยหนี แต่เขากลับขมวดคิ้วแล้วแนบลำตัวเข้ามาชิดมากกว่าเดิม
ไอ้หมอนี่…จะทำให้ฉันเป็นคนบ้ากามอยู่คนเดียวอีกแล้วสินะ
เมื่อวานอุตส่าห์หวังไว้สูงแต่กลับได้กินแห้ว ผมยังเคืองไม่หายเลย คิมแจยองนอนหลับสบายหน้าตาเฉยโดยไม่รู้เลยว่าในใจผมกำลังคิดอะไรอยู่ ขอแกล้งให้สะใจหน่อยแล้วกัน ผมจึงเลื่อนมือข้างหนึ่งลงไปสัมผัสบริเวณหว่างขาคิมแจยอง หมอนี่เก็บไว้ฝั่งไหนกันนะ ผมสัมผัสโดนบางอย่างขนาดใหญ่ผ่านกางเกงชุดนอน หมอนี่เบี่ยงเก็บไว้ฝั่งขวานี่เอง หลังจากมั่นใจตำแหน่งแล้วผมก็ถูต้นขากับส่วนนั้นของเขา
“อืม…”
คิมแจยองขมวดคิ้วในขณะที่ยังคงหลับตา ท่อนลำของเขาที่แนบติดอยู่กับต้นขาผมค่อยๆ ขยายตัวจนแข็งขืน ผมกระตุ้นเขาต่อไปโดยที่กลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ คิมแจยองขยับสะโพกถูไถท่อนลำของตัวเองบดเบียดเข้ามา ทั้งที่ส่วนนั้นของชายร่างกำยำกำลังบดเบียดเข้ามาแต่ผมกลับไม่รู้สึกขยะแขยงเลยสักนิด
ถ้าเป็นคิมแจยอง…ก็ไม่เป็นไรหรอก
ผมสรุปในแบบของตัวเองแล้วว่าจะปล่อยให้คิมแจยองเป็นข้อยกเว้นของทุกอย่าง เขาคือคนที่ก้าวข้ามเรื่องเพศสภาพไปแล้วตั้งแต่หัวจรดเท้า ดังนั้นตอนช่วยตัวเองผมเลยไม่ได้จินตนาการถึงร่างกายของผู้ชาย แต่จินตนาการถึงคิมแจยองต่างหาก และนั่นคือความต้องการที่มนุษย์ทั่วไปพึงมีกันไม่ใช่หรือไง ไม่ว่าจะพลิกแผ่นดินหาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมจะไปหาไอ้คนที่ทั้งสวยและน่ารักขนาดนี้ได้จากที่ไหนอีก
ชิ คราวก่อนที่ทำกันก็รู้สึกดีชะมัด…
พอคิดได้แบบนั้นความคิดเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าที่เคยทำกับคิมแจยองก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ใช่ว่าผมจะเคยทำเรื่องแบบนั้นกับเขาแค่ครั้งสองครั้งสักหน่อย แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ถึงขั้นสอดใส่จริงจัง แค่นั้นคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ถึงจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีที่ต้องเป็นฝ่ายถูกเสียบ แต่ถ้าคราวนี้ผมเสียบเข้าไปที่ต้นขาของเขาบ้างก็คงไม่แย่เท่าไหร่
…ลองทำดูตอนนี้ดีไหมนะ
ทันทีที่จินตนาการถึงตอนสอดแก่นกายของตัวเองเข้าไประหว่างกล้ามเนื้อต้นขาที่แข็งแกร่งของคิมแจยอง แก่นกายของผมก็แข็งขืนขึ้นมาทันที ผมนึกอยากทิ้งร่องรอยไว้บนผิวขาวของเขาเหมือนตอนนั้นที่หว่างต้นขาผมถูกเสียดสีจนแดงเถือกบ้าง ผู้กล้าเท่านั้นที่จะได้ครองโฉมงาม ผมไม่ชอบบังคับใครตอนหลับเลยต้องลองเกลี้ยกล่อมเขาดูก่อน
“อะแฮ่ม…นี่ คิมแจยอง…”
“…”
“แจยองคนสวยของฉัน ลืมตาหน่อยสิ”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกติ คิมแจยองกลับทำเพียงขยับเปลือกตาพลางขมวดคิ้ว เมื่อเห็นดังนั้นผมจึงเลื่อนมือสอดเข้าไปในกางเกงชุดนอนของเขา ก่อนจะสัมผัสเข้ากับท่อนลำใหญ่โตที่ยากจะกำรอบได้ด้วยมือเดียว จากนั้นก็ลูบไล้มันอย่างเบามือพลางยื่นหน้าไปจูบริมฝีปากคิมแจยองเบาๆ
“เร็วสิ หืม?”
“อึก…!”
ขอแค่เป็นเรื่องใช้มือ ไม่ว่าเรื่องอะไรผมมั่นใจอยู่แล้ว พอลูบไล้ถุงเนื้อเสร็จ ผมก็ใช้นิ้วมือบดขยี้น้ำหล่อลื่นที่ไหลออกมาจากส่วนปลายและเร่งความเร็ว คิมแจยองกลั้นเสียงครางไว้ไม่อยู่จนต้องอ้าปากพลางระบายลมหายใจออกมา ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้นแล้วกะพริบด้วยความงัวเงีย จากนั้นก็มองหน้าผมที่ห่างกันไม่ถึงคืบแล้วสบถออกมา…
“แม่ง…”
ฮะ? สบถ?
รูม่านตาของคิมแจยองเล็กลงเหมือนดวงตาอสรพิษก่อนที่มันจะถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน ผมพลันชะงักมือที่เลื่อนลงไปตรงนั้นด้วยความตกใจ แต่ไม่ทันไรเขาก็ยกมือขึ้นมาคว้าคอผมไว้
“อ่อก!”
นี่มัน…อะไรกัน…!
ผมดีดดิ้นไปมาพลางคว้ามือที่บีบคอผมอยู่เอาไว้ ถึงจะพยายามคลายออกยังไง มันกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ขืนบีบแรงกว่านี้อีกนิดเดียวมีหวังกระดูกคอผมได้หักเป็นสองท่อนแน่
“อึก…!”
“ภาพลวงตาอีกแล้วเหรอ”
“อึก…แค่ก…”
“ฉันจะไม่ยอมโดนหลอก…อึนซู?”
คิมแจยองพึมพำอย่างเหม่อลอยก่อนค่อยๆ คลายมือออก ส่วนผมก็ลุกขึ้นนั่งคู้ตัวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกผมจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาขวางไว้จนต้องไอออกมา หยาดน้ำตาที่สัมผัสกับขนตาหยดลงพื้นเตียง
“แค่ก…แค่ก…ทำไม…นาย…!”
ผมไม่เข้าใจการกระทำของคิมแจยองเลยแม้แต่น้อยจึงถลึงตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนเขาจะหยัดกายลุกขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด
“อึนซู…ฉัน…ฉันเผลอ…”
เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากปากของเขาฟังดูอู้อี้เหมือนตัวเองเป็นคนที่ถูกบีบคอซะเอง ดวงตาที่กลับสู่สภาพเดิมเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ผมจึงจำต้องกลืนคำสบถลงคอไป
“…ไหนลองอธิบายมาซิ ขอความจริง”
นอกจากจะเสียงจะแหบแล้ว ทุกครั้งที่พูดผมจะรู้สึกเจ็บเหมือนคอกำลังจะขาด เสียงที่แหบพร่าเกินบรรยายทำเอาคิมแจยองน้ำตาเอ่อคลอ ไอ้หมอนี่มันร้องไห้อีกแล้ว คิดว่าร้องไห้แล้วผมจะยกโทษให้หรือไง ผมพยายามไม่สนใจน้ำตาที่ไหลหยดลงมาตามคางพวกนั้น
“อึนซู…ไม่มีทางแตะต้องมันก่อนอยู่แล้ว…เพราะงั้นฉันเลย…เลย…”
“อย่าร้องไห้ พูดให้มันฟังชัดๆ หน่อย”
คิมแจยองสะดุ้งกับน้ำเสียงเย็นชาของผม เขาคงกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ฝ่ามือถึงชุ่มไปด้วยเลือดสีแดง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนคลายมือออกแล้วพยายามจะเอื้อมมือมาจับชายเสื้อผม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้จับและทิ้งมือลงอย่างอ่อนแรง
“ปีศาจในห้วงลึก…”
คิมแจยองชั่งใจครู่หนึ่งก่อนเปิดปากพูด
“…มันสร้างภาพลวงตาของอึนซูมาลูบตรงนั้นของฉันแล้วก็ทำเรื่องแปลกๆ…เมื่อกี้ฉันคิดว่าอึนซูเป็นภาพลวงตา…ฮึก…เลยเกือบฆ่าอึนซูแล้ว…”
“ปีศาจ? ลูบ? ทำเรื่องแปลกๆ?”
จู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นภายในใจ หมายความว่าภาพลวงตาที่เหมือนผมทุกประการเข้าไปจับเข้าไปลูบท่อนลำคิมแจยองเหมือนที่ผมทำไปเมื่อครู่งั้นเหรอ
“นายไปเจอเรื่องอะไรมากันแน่เนี่ย…!”
ถึงจะพูดเสียงหลงไปเป็นครั้งที่สองแต่ก็ไม่อาจจัดการความโกรธที่เดือดพล่านได้เลย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงโมโหขนาดนี้และหงุดหงิดไม่ต่างอะไรกับตอนกำลังตั้งใจวาดรูปบนผ้าใบสีขาวอยู่ดีๆ แต่ดันมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้เดินผ่านมาแล้วสาดน้ำสีดำเข้าใส่
“ตัดมือฉันดีไหม มือที่ทำให้อึนซูเจ็บ ฉันจะตัดมันเอง”
“ฮะ? ว่าไงนะ”
“ไม่สิ จากนี้ไป…ฉันจะไม่หลับอีกแล้ว อยู่กับอึนซูทีไรฉันหลับง่ายแปลกๆ ตลอดเลย…”
คิมแจยองคงสังเกตเห็นว่าสีหน้าผมดูไม่เชื่อใจ เขาเลยพูดจาวกไปวนมาพลางเกาะผมไว้แน่น ว่าแต่จะตัดมือเนี่ยนะ พูดบ้าอะไร เรื่องที่เขาบีบคอผมมันกลายเป็นเรื่องรองไปแล้ว สิ่งที่อยู่ในหัวผมตอนนี้คือเขาถูกคนอื่นที่ไม่ใช่ผมลูบตรงนั้นต่างหาก
“ทำไปถึงขั้นไหนแล้วล่ะ”
“…หืม?”
“ฉันถามว่าทำกับไอ้หมอนั่นไปถึงขั้นไหนแล้ว แค่ลูบอย่างเดียวเหรอ แล้วเสร็จไหม ได้อมหรือเปล่า หรือว่าใส่เข้าไปแล้ว”
ดูเหมือนผมจะเผลอยึดติดไปแล้วว่าคิมแจยองจะมีอารมณ์แค่กับผมคนเดียวถึงได้รู้สึกหน้ามืดตามัวแบบนี้ มันน่าหงุดหงิดด้วยซ้ำที่ผมแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของทั้งที่ตัวเองยังไม่ยอมรับความรู้สึกของเขาเลยด้วยซ้ำ แต่คิมแจยองกลับกะพริบตาที่ชื้นน้ำตาปริบๆ โดยไม่รับรู้ถึงเหตุผลที่ผมถึงโกรธ
“พูดมา ถ้าไม่อยากตาย”
“อม…”
“แม่งเอ๊ย! นายหรือมัน”
“มัน…”
ให้ตายสิ…ผมเพิ่งเข้าใจคนที่โมโหจนแทบบ้าก็ตอนนี้เอง ผมยอมไม่ได้ที่มีคนอื่นมาทำให้คิมแจยองรู้สึกดีแบบนั้น เพราะเคยถูกอมมาหลายครั้งเลยรู้ว่ามันรู้สึกดีแค่ไหน ผมจึงล้วงเข้าไปในกางเกงชุดนอนของเขาด้วยความรู้สึกคุกรุ่นแล้วนำท่อนลำที่ยังไม่แข็งตัวออกมาข้างนอก
“…อึนซู?”
“ทำให้มันตั้งสิ”
“ฮะ?”
“บอกว่าทำให้มันตั้งไง”
ผมพูดพลางถลึงตาใส่ คิมแจยองถึงกับพยักหน้าด้วยความงุนงง เขาเหลือบมองผมก่อนหลุบตาต่ำแล้วจับท่อนลำของตัวเองรูดรั้งขึ้นลง ไม่นานนักท่อนลำที่ทั้งใหญ่และยาวอยู่แล้วก็ขยายตัวขึ้นก่อนจะกระตุกเบาๆ ไม่ต่างอะไรกับอาวุธอันตราย จากนั้นผมก็พุ่งเข้าไปแล้วซุกหน้าตัวเองลงไปตรงช่วงล่างของเขา
“ฮึก…อึนซู…ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะ”
ผมชำเลืองตามองขึ้นไปด้านบน ก่อนจะเห็นคิมแจยองหน้าแดงแจ๋อย่างกับถูกขืนใจ มือทั้งสองข้างก็ลอยค้างเติ่งกลางอากาศคล้ายไม่รู้ว่าควรวางไว้ตรงไหน ผมใช้สองมือจับท่อนลำ ห่อลิ้น และเลียลงไปตรงส่วนปลาย เขาขยับสะโพกรับก่อนจับหัวผมไว้อย่างระมัดระวัง
“…นี่ฉันฝันอยู่เหรอ”
ฉันก็อยากให้มันเป็นความฝันเหมือนกัน ไอ้ลูกหมาเอ๊ย…
ผมรู้สึกปวดขากรรไกรจึงห่อปากให้แคบลงแล้วโอบรับส่วนนั้นเข้ามาลึกๆ อีกหลายครั้ง น้ำหล่อลื่นและน้ำลายที่ค่อยๆ ไหลออกมาผสมปนกันจนเกิดเป็นเสียงลามก
“อา…ดีจัง อึนซู…”
หลังจากได้ยินเสียงครางที่น่าเห็นใจดังเข้ามาในหู ส่วนนั้นของผมก็ชูชัน ผมสงสัยว่าทั้งที่กำลังอมให้คนอื่นอยู่แท้ๆ แต่ทำไมมันถึงตั้งขึ้นมาได้ ที่แท้ผมก็มีอารมณ์เพราะอีกฝ่ายกำลังตื่นเต้นอยู่นี่เอง หรือหากจะพูดให้ดูเกินจริงหน่อยก็คงเป็นเพราะผมกำลังอมส่วนปลายที่มีขนาดเท่าข้อมือตัวเอง ถึงจะเมื่อยขากรรไกร ทว่าผมก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอย่างที่คิด ซึ่งก็แน่นอนว่าเพราะนี่คือคิมแจยอง บนโลกนี้คงไม่มีใครที่จะมีท่อนลำสะอาดสะอ้านและสวยงามได้แบบนี้อีกแล้ว ถึงการใช้ปากของผมจะยังไม่ชำนาญ แต่การที่เขาหายใจหอบถี่ด้วยความพึงพอใจนั้นมันทั้งน่ารักน่าเอ็นดู แล้วก็เซ็กซี่สุดๆ…
“ออบอั้ย”
“อื้ม ชอบ…มาก ฮึก!”
ผมพูดขณะยังอมท่อนลำอยู่ในปาก จังหวะนั้นมือที่จับหัวผมอยู่ก็ออกแรงมากขึ้น ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความต้องการที่อยากจะกระแทกสิ่งนั้นเข้าไปในลำคอผมแทบจะทันที แต่คิมแจยองกลับแค่ขยับสะโพกเบาๆ ไม่ได้กระแทกเข้ามา
หมอนี่ทนได้ยังไง
พอมันเข้ามาถึงโคนลิ้นผมก็รู้สึกคลื่นไส้ คิมแจยองก็น่าจะเคยรู้สึกแบบนี้…แต่ตอนที่เขาอมส่วนนั้นของผม ต่อให้ผมจะขยับสะโพกยังไง เขาก็ยังยิ้มหลับตาพริ้มราวกับดีใจก่อนเปิดช่องคอรับ ผมเลยคิดว่าตัวเองก็น่าจะทนได้เหมือนกัน
อา แม่ง…
ความรู้สึกที่เขามีต่อผมทำให้ผมเจ็บแปลบที่หัวใจ ผมลังเลว่าต้องทำแบบเดียวกันหรือเปล่า แต่ก็ยังไม่มั่นใจสักที เมื่อครู่ผมถูกบีบคอก็เลยรู้สึกถึงกลิ่นเลือดจากในลำคอจึงตัดสินใจขยับมือที่จับท่อนลำให้เร็วกว่าเดิมแทน ผมลูบไล้ถุงเนื้ออย่างอ่อนโยน รูดรั้งแก่นกายที่เส้นเลือดปูดโปนรัวเร็วพลางดูดเลียส่วนปลายราวกับเป็นไอศกรีมจนของเหลวที่ปะปนกันหยดย้อยลงมาถึงใต้คาง
“ฮึก…อึนซู…ฉันจะเสร็จ…”
ไม่รู้เพราะอะไรคิมแจยองถึงส่งสัญญาณว่าจะเสร็จเร็วกว่าปกติ เขาดันหัวผมออก ผมพยายามฝืนแรงไว้ แต่เขากลับเป็นฝ่ายขยับเอวถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่วนปลายของท่อนลำครูดกับฟันหน้าของผมก่อนจะหลุดออกไป
“ฮึก!”
และนั่นก็ดูเหมือนจะไปกระตุ้นเขาเข้า ทันใดนั้นน้ำสีขาวขุ่นที่คิมแจยองปล่อยออกมาก็พุ่งกระเซ็นมาโดนใบหน้าและเส้นผมของผมทันที ผมใช้หลังมือเช็ดรอบดวงตาลวกๆ แล้วเงยหน้ามองเขา ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับคนสวยที่ตัวสั่นระริกใบหน้าแดงระเรื่อจากการร้องไห้ เหมือนผมทำเรื่องชั่วช้าสามานย์เอาไว้เลยแฮะ ผมลุกขึ้นแล้วเข้าไปนอนทับเขาไว้ การกระเพื่อมของทรวงอกที่พองยุบอย่างรวดเร็วและรุนแรงนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอารมณ์ของเขายังไม่สงบ
“ตรงนั้นมันลดขนาดลงไม่ได้เหรอ อย่างกับขากรรไกรจะหลุดแน่ะ”
“อืม ขอโทษ…”
คิมแจยองลูบคอผมเบาๆ ความกลัวว่าจะเผลอทำร้ายผมอีกส่งผ่านมายังปลายนิ้ว
“พอใช้ปากให้แล้วเสร็จเร็วเชียวนะ รู้สึกดีขนาดนั้นเลยเหรอ”
ผมพูดหยอกล้อด้วยน้ำเสียงใสเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ถึงเสียงจะยังแหบอยู่หน่อยๆ แต่ก็ไม่อยากโทษเรื่องที่เขาบีบคอ ผมผิดเองที่ไปแหย่คนนอนหลับ
แม่งเอ๊ย แค่กลับมาคิดก็โมโหแล้ว ไอ้ภาพลวงตานั่นมันทั้งจับทั้งอมให้หมอนี่ตอนนอนตลอดเลยเหรอ
“ใครทำได้ดีกว่ากันล่ะ”
“…?”
“ฉันถามว่าใครทำได้ดีกว่ากัน ทำไมถึงตอบไม่ได้ ฉันหรือมัน”
ผมเป็นคนแรกที่ได้สัมผัสร่างกายที่แท้จริง แต่ก็ทนไม่ได้ที่ตัวเองต้องเป็นคนที่สองสำหรับคิมแจยองอยู่ดี ถ้าใครมาเห็นคงคิดว่าผมชอบเขาแน่ๆ คิมแจยองลูบหลังผมเบาๆ เพื่อปลอบใจผมที่กำลังหงุดหงิดก่อนพูดขึ้น
“อึนซูน่ะทำได้ดีที่สุดอยู่แล้ว ฉันชอบ…ชอบมากเลย”
เฮอะ ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก…
พอได้ยินคำสารภาพด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่สัมผัสได้ถึงความจริงใจความโกรธก็พลันมลายหายไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งใบหน้าผมก็ยังร้อนผ่าว ผมถูไถแก้มบนหน้าอกคิมแจยองพลางเช็ดน้ำรักที่เลอะใบหน้าออกเพื่อขจัดความกระดากอาย
“หึ…นี่ฉันต้องแบมือขอเงินรางวัลจากนายหรือเปล่า”
“เงินรางวัล?”
“ช่างเถอะ พอได้ลองทำจริงๆ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกแย่เท่าไหร่ ฉันเพิ่งทำครั้งแรกก็แบบนี้แหละ ถ้าลองทำบ่อยๆ ก็น่าจะเก่งกว่านี้อีก”
สิ้นประโยคนั้นบางอย่างขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหว่างขาผมก็แข็งตัวอีกครั้ง ดูท่าหมอนี่จะตื่นเต้นกับคำว่าลองทำบ่อยๆ ไอ้คนน่ารักเอ๊ย ผมนึกอยากแกล้งเขาต่อเลยบดเบียดท่อนล่างพลางถูไถไปมา คิมแจยองจึงเอื้อมมือมาหมายจะจับก้นผม ผมจึงใช้โอกาสนั้นชันตัวลุกขึ้น
“ไปอาบน้ำก่อนนะ”
นายก็ลองช่วยตัวเองไปแล้วกันนะ ถือซะว่าแก้แค้นเรื่องเมื่อคืน
ผมแลบลิ้นให้คิมแจยองที่กำลังจ้องมองมาด้วยความงุนงงขณะที่ส่วนนั้นกำลังชูชัน ก่อนจะเดินสะบัดก้นเข้าไปในห้องน้ำ
ในวิทยุกำลังเล่าเรื่องตามบทที่คุยกันไว้ล่วงหน้ากับพลจัตวาคิมมียอน ผู้คนต่างพากันยกย่องเธอให้เป็นวีรสตรีแห่งชาติ เธอรวบรวมทหารและพลเรือนจำนวนมากเป็นปึกแผ่นแล้วเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการรับมือวิกฤตการณ์ชาติที่นำโดยผู้บัญชาการอิมกยูให้เป็น ‘รัฐบาลชั่วคราวเพื่อผนึกกำลังและฟื้นฟูสาธารณรัฐเกาหลี’ และเริ่มการปฏิรูปครั้งใหญ่ ซึ่งผู้ที่มีอำนาจทางทหารและเป็นประธานาธิบดีชั่วคราวก็คือตัวเธอเอง
“ท่านผู้นำลัทธิ! ใครหน้าไหนมันกล้ามาทำให้ร่างกายของท่านบาดเจ็บร้ายแรงแบบนี้!”
“นี่ อย่าเว่อร์ไปหน่อยเลย”
“นั่นเหมือนรอยมือเลยนะครับ! ผมจะไปลากตัวมันมาหักคอทิ้ง!”
มาดูกีแสดงท่าทีโกรธเคืองหลังมองคอผมที่เต็มไปด้วยรอยช้ำจางๆ สีหน้าคิมแจยองหม่นหมองลงทุกครั้งที่ได้ยินมาดูกีพูด มาดูกีเองก็คงคิดไม่ถึงว่ารอยบนคอของผมจะเป็นฝีมือของคิมแจยองเลยเอาแต่ด่าทอต่อไปเรื่อยๆ
ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับที่พลจัตวาคิมมียอนปรากฏตัว จากนั้นจ่าสิบตรีคิมพยองบอมผู้มีใบหน้าธรรมดาจนรู้สึกเหมือนเพิ่งได้เจอกันเป็นครั้งแรกอยู่ทุกครั้ง และฮวังซูยอนที่ผมตามหาอย่างใจจดใจจ่อก็เดินตามเข้ามา
“โอ้ ท่านประธานาธิบดี เมื่อคืนนอนหลับฝันดีไหมครับ”
“แน่นอน ฝันดีเชียวล่ะ ว่าแต่…ท่านผู้นำลัทธิ ผ่านไปแค่คืนเดียวทำไมคอถึงเป็นแบบนั้นล่ะ”
พลจัตวาคิมมียอนนั่งลงบนโซฟาพลางเอ่ยถาม คิมแจยองพลันสะดุ้งจนไหล่กระตุก ผมตอบอ้อมแอ้มไปว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรก่อนส่งสายตาทักทายฮวังซูยอนอย่างอ่อนโยนและเป็นมิตร
“หวัดดี”
“หวัดดี ซอนอึนซู ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ฮวังซูยอนทักทายกลับด้วยใบหน้าที่สดใสกว่าที่คิด อีกทั้งแววตาก็ดูเหมือนคนปกติทั่วไป
ไม่ได้การแล้วแฮะ…
คนเจ้าเล่ห์อย่างพลจัตวาคิมมียอนคงจะหว่านล้อมฮวังซูยอนอย่างเต็มที่แล้วแหงๆ ถ้าจะดึงเธอมาอยู่ฝ่ายเดียวกันก็ต้องดึงมาตอนสภาพจิตใจไม่มั่นคง รู้แบบนี้ผมน่าจะพาโคฮเยจูมาด้วย แต่น่าเสียดายที่โคฮเยจูดันมีงานอื่นที่ผมมอบหมายไว้แล้วเลยมาด้วยกันไม่ได้
“ฮวังซูยอน เธอช่วยรักษาตรงนี้ให้ฉันหน่อยได้ไหม”
“พระเจ้า ไอ้บ้าที่ไหนมันทำคอนายเป็นแบบนี้”
“…ก็ไอ้บ้าสักคนนั่นแหละน่า”
คนที่สามเข้าไปแล้ว ผมคงต้องรีบรักษาก่อนที่คิมแจยองจะรู้สึกผิดจนอยากมุดดินหนีไปมากกว่านี้ พอผมเชิดคางขึ้น ฮวังซูยอนก็ยื่นมือออกมาแล้วใช้สกิลฟื้นฟู จากนั้นอาการเจ็บตรงคอก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง ส่วนคิมแจยองที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็มองคอผมอย่างละเอียดก่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ฮวังซูยอน เธอไม่ได้จะอยู่ที่นี่ตลอดไปใช่ไหม มาอยู่กับพวกเราสิ โคฮเยจูเองก็…”
“เอ๊ะ? ต้องทำให้เท่าเทียมสิ ความเท่าเทียมน่ะ”
พอผมตั้งใจจะโน้มน้าวฮวังซูยอนอย่างจริงจัง พลจัตวาคิมมียอนก็พูดขัดขึ้นทันที ยัยผู้หญิงคนนี้จริงๆ เลยเชียว…ผมจ้องเธอไม่วางตา แต่เธอกลับยักไหล่
“เอาล่ะ ฟังนะ ฮวังซูยอน ฝ่ายนั้นมีซอนอึนซูและคิมแจยองที่โคตรจะน่ากลัว ใช่แล้ว นอกจากนี้ก็มีนักเรียนที่ชื่อโคฮเยจูด้วยนะ ไม่ใช่อีโซมังแต่เป็นโคฮเยจู”
“เดี๋ยวนะ นี่คุณรู้จักอีโซมังด้วยเหรอ…แล้วพูดออกมาแบบนั้นมันเท่าเทียมกันตรงไหนครับ!”
“ส่วนฝ่ายฉันน่ะเหรอ…ก็มีพ่อแม่ของซูยอนไงล่ะ!”
พะ…พ่อแม่? หมายความว่าพ่อแม่ของฮวังซูยอนยังมีชีวิตอยู่? เพราะงั้นสภาพจิตใจของฮวังซูยอนถึงดีขึ้นสินะ คิมมียอน ยัยคนทรยศ ถึงกับปิดปากเงียบมาจนถึงตอนนี้เลยเหรอ…! ทุกครั้งที่มองหน้าเธอ ผมก็นึกถึงคำโบราณที่ว่ารู้หน้าไม่รู้ใจ
“เอาล่ะซูยอน หนึ่งในสองฝ่ายนี้เธอจะเลือกอยู่ฝ่ายไหนล่ะ ฮ่าๆๆ!”
“แม่งเอ๊ย อยากฆ่าชะมัด อยากฆ่าให้ตายจริงๆ…!”
“ใจเย็นๆ สิท่านผู้นำลัทธิ! หายใจเข้าลึกๆ! ฮึบๆ!”
เสียงหัวเราะของพลจัตวาคิมมียอนแทบจะทำให้ผมคลุ้มคลั่ง คนเรามันหน้าไม่อายขนาดนี้ได้ยังไง พอคิดว่าถ้าไม่ฆ่าเธอตอนนี้จะต้องมาเสียใจทีหลังแน่ ผมเลยผุดลุกขึ้นจากที่นั่งพลางหักกระดูกนิ้วดังกร๊อบแกร๊บ แต่มาดูกีกลับเข้ามารั้งแขนห้ามผมไว้ ผมจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนรู้สึกสงบก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา
“ให้ตายสิ แบบนี้ฝ่ายเราโดนเอาเปรียบชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง! ใครจะไปเอาชนะได้ล่ะ!”
“พูดตามตรงนะ ใครจะไปสู้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ล่ะครับ ถ้าแม่ผมยังอยู่ ผมเองก็หนีไปอยู่กับแม่เหมือนกัน”
ไอ้คนหน้าไหว้หลังหลอกช่วยอะไรไม่ได้เลยจริงๆ รู้งี้น่าจะพาโคฮเยจูมาแล้วให้ขอร้องโดยอ้างความผูกพัน ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องรอการเลือกของฮวังซูยอนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอจ้องมองผมก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเหมือนกำลังลังเล สีหน้าแบบนั้นดูเหมือนเธอจะทิ้งผมแล้วไปจับมือกับพลจัตวาคิมมียอนเลยแฮะ
“ฉันเลือก…”
แต่ในตอนนั้นเองคิมแจยองก็ประสานมือของเขาเข้ากับมือของผมแล้วชูขึ้นด้านบน สายตาของทุกคนที่เคยจับจ้องฮวังซูยอนหันกลับมามองมือผมและมือคิมแจยองที่ประสานกัน ฮวังซูยอนเองก็ปิดปากฉับก่อนหันมามองมาพวกผม คิมแจยองส่ายมือนั้นไปมาช้าๆ สายตาที่เหม่อลอยของฮวังซูยอนเองก็เลื่อนไปตามมือนั้น
“นายทำอะไรเนี่ย…อึก!”
จากนั้นคิมแจยองก็หันมาจุ๊บแก้มผม ฝ่ายฮวังซูยอนส่งเสียงฮ็อบแล้วปิดปากฉับ คิมแจยองไม่แม้แต่จะสนใจสายตาของคนอื่น มิหนำซ้ำยังไล่จุ๊บตั้งแต่คางลงมาถึงคออย่างเอาจริงเอาจัง ไอ้หมอนี่เป็นบ้าไปแล้วจริงๆ สินะ ผมผลักเขาออกด้วยความโมโห แต่เสียงของฮวังซูยอนกลับดังขึ้นอย่างเศร้าสร้อย
“ฉันเลือกที่จะไปกับ…ซอนอึนซู…”
ฮวังซูยอนพึมพำออกมาด้วยแววตาที่เศร้าหมองลงเรื่อยๆ
“เดี๋ยวนะ ทำไมล่ะ! ซูยอน พ่อแม่เธออยู่ฝ่ายเดียวกับฉันนะ!”
พอพลจัตวาคิมมียอนตะเบ็งเสียงออกมา ฮวังซูยอนก็กลับมามีสติอีกครั้ง ผมจะปล่อยให้เธอมีสติไม่ได้เลยหันหน้ากลับไปจุ๊บปากคิมแจยองเสียงดัง พอได้ยินเสียง ‘จุ๊บบบ!’ เท่านั้นแหละ ฮวังซูยอนก็พยักหน้าด้วยสีหน้าเหม่อลอยยิ่งกว่าเดิม
“ก็ฝั่งนี้มี BL* นี่นา…”
ผมไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ดูเหมือนจะผ่านจุดวิกฤตมาได้แล้ว ผมยืดไหล่อย่างสง่าผ่าเผยก่อนหันไปยิ้มเย้ยใส่พลจัตวาคิมมียอนที่กำลังเหม่อ หลังจากเห็นใบหน้าเธอหงิกงอ ผมก็รู้สึกเหมือนอาการท้องอืดที่เป็นมาตลอดสิบปีพลันหายไปเป็นปลิดทิ้ง
“คะ…คิมแจยอง! นายควบคุมจิตใจเธอใช่ไหม!”
“เปล่านะคะ ไม่ใช่สักหน่อย”
“ฉันถามคิมแจยองไม่ใช่เธอ ไอ้หมอนั่นน่ะ!”
“เดี๋ยวสิ ต่อให้เป็นประธานาธิบดีแต่มาเรียกท่านผู้นำลัทธิกับท่านหญิงว่าไอ้หมอนั่นไอ้หมอนี่ มันไม่เสียมารยาทไปหน่อยเหรอครับ?!”
“ผมไม่ได้ควบคุมจิตใจ เธอแค่ชอบที่ได้มองพวกเราแค่นั้นเอง”
ไม่ใช่แค่มาดูกีเท่านั้น คิมแจยองเองก็ยังเข้ามาผสมโรงจนพลจัตวาคิมมียอนถึงกับเอามือเกาท้ายทอยแก้เขิน ไม่ได้เห็นท่าทีจริงจังของเขาแบบนี้นานแล้วแฮะ ผมมองคิมแจยองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาจึงพยักหน้าด้วยสีหน้าแน่วแน่ราวกับจะบอกว่าอย่ากังวล
“ฝ่ายเราจำเป็นต้องมีฮวังซูยอน อึนซูจะได้ไม่ป่วย…”
“นั่นมันเหตุผลส่วนตัวชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง! สกิลนั้นต้องใช้เพื่อชาติต่างหาก!”
“ให้ตายสิ ก็เจ้าตัวเขาบอกแล้วว่าอยากอยู่ฝ่ายผม จะทำยังไงได้ล่ะ”
บอกไปใครจะเชื่อว่าตัวแทนของแต่ละฝ่ายที่มารวมตัวกันกำลังทะเลาะกันเละเทะอยู่ในห้องประชุม ในขณะที่ทุกคนหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า คนเดียวที่ไม่เข้ามาร่วมด้วยอย่างจ่าสิบตรีคิมพยองบอมก็เริ่มสรุปสถานการณ์
“…หมดเวลาแล้วครับ ผมขอสรุปข้อเสนอในครั้งนี้เลยนะครับ”
กองทัพจะส่งตัวฮวังซูยอนไปยังชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่มาตามที่เธอเลือก แต่เนื่องจากพ่อแม่เธอเป็นคนของกองทัพไปแล้ว ตามกฎหมายทหารที่กำลังมีผลบังคับใช้ภายใต้กฎอัยการศึกในปัจจุบัน ถ้าใครตามฮวังซูยอนไปจะถือว่าเป็นทหารหนีทัพ เพราะงั้นตอนส่งทหารสื่อสารจากกองทัพไปยังชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่ก็จำเป็นจะต้องส่งตัวพ่อแม่ของเธอไปพร้อมกัน
จ่าสิบตรีคิมพยองบอมพูดอย่างคล่องแคล่วราวกับท่องจำมาล่วงหน้า ผมได้ยินคร่าวๆ ว่าจะมีการส่งตัวฮวังซูยอนและพ่อแม่ของเธอมาฝ่ายผมด้วยความยินดี แต่คนพวกนี้น่าจะวางแผนและเตรียมการมาแล้วว่าฮวังซูยอนจะเลือกอยู่ฝ่ายผม เห็นได้ชัดถึงเจตนาแอบแฝงว่าพวกเขาจะผูกมัดพ่อแม่ของเธอไว้ด้วยสถานะทางทหารเพื่อให้ได้ใช้สกิลของเธอยามจำเป็น พลจัตวาคิมมียอนที่เมื่อครู่ยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนกับจะคว่ำโต๊ะเองก็เงียบลงไปถนัดตา
“จากนี้ไปมันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วนะครับ ท่านผู้นำลัทธิ ฝ่ายนั้นจงใจตัดกำลังท่านแล้ว ตั้งสติให้ดีนะครับ”
มาดูกีหันมากระซิบกับผมที่ดูเหนื่อยล้าและกลายเป็นตาแก่ในชั่วพริบตาด้วยสีหน้าจริงจัง
ว่าไงนะ จงใจตัดกำลัง? ไอ้ที่ว่าเริ่มขึ้นแล้วคืออะไร
ผมรู้สึกมึนงงก่อนเบิกตาโพลง มาดูกีกัดฟันกรอด เหยียดหลังตรง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในสนามรบราวกับตัวเองเป็นผู้บัญชาการ แม้แต่พลจัตวาคิมมียอนที่ก่อนหน้านี้ยังนั่งด้วยสีหน้าสบายใจก็เริ่มเต็มไปด้วยความกังวล
และแล้วสนามรบบนโต๊ะเจรจาก็เริ่มต้นขึ้น
“เอาล่ะ ถ้างั้นฉันจะตั้งใจช่วยเผยแผ่ชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่ตามสัญญา ส่วนเรื่องระยะเวลา…หนึ่งปีเป็นไง”
“เดี๋ยวนะ แค่หนึ่งปีเองเหรอครับ มันมีระยะเวลากำหนดด้วยรึไง ไหนตอนแรกบอกว่าจะตั้งให้เป็นศาสนาประจำชาติไม่ใช่เหรอครับ!”
“ฉันพูดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ทั้งรู้ว่าเป็นลัทธิปลอมๆ แล้วจะให้ตั้งให้เป็นศาสนาประจำชาติได้ยังไง”
“แหม ท่านดูอิจฉานะครับเนี่ยที่ฮวังซูยอนถูกแย่งตัวไป”
“ฉันเนี่ยนะ ฉันเป็นประธานาธิบดีนะ!”
“อ้อ ถ้างั้นก็ต้องให้เวลาเพิ่มสิ! สามปี!”
“หนึ่งปีครึ่ง”
“สองปีครึ่ง!”
“หนึ่งปีเจ็ดเดือน”
“สองปีห้าเดือน!”
นี่ผมมองผิดไปหรือเปล่าที่เห็นภาพเสือและมังกรซ้อนทับกับมาดูกีและพลจัตวาคิมมียอน ผมถูกพลังความเดือดดาลจากคนพวกนั้นกดทับจนขยับตัวออกมาแล้วเข้าไปใกล้คิมแจยองมากกว่าเดิม จากนั้นเขาก็ดึงมือผมเข้าไปหาแล้วเริ่มบีบนวดเบาๆ
อา…สบายจัง…
จู่ๆ ก็รู้สึกสบายใจขึ้น ในเมื่อได้ตัวฮวังซูยอนมาแล้วที่เหลือเดี๋ยวมาดูกีก็คงจัดการเองแหละ คนอย่างผมสนใจเรื่องยิบย่อยพวกนั้นซะที่ไหนล่ะ ผมเบนสายตาออกจากทั้งสองคนที่ทุบโต๊ะปังๆ พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลประโยชน์เพิ่มมาแม้เพียงน้อยนิด ก่อนจะหันไปมองฮวังซูยอนที่มองพวกเราด้วยสีหน้าเหม่อลอยแล้วยิ้มละไมออกมา
ก็ถือว่ากำลังเป็นไปได้ด้วยดีล่ะนะ
คิมแจยองแข็งแกร่งขึ้น ชายูฮยอกก็ถือดาบออกมาจากเกตได้สำเร็จ แม้แต่กองทัพที่มีจำนวนคนมากที่สุดก็หมดห่วงว่าจะทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถึงพลจัตวาคิมมียอนจะทำตัวเฮงซวยไปบ้าง แต่ถึงยังไงเธอก็เต็มที่กับทุกอย่าง คราวนี้ก็ถึงเวลาขยายอิทธิพลออกจากกรุงโซลไปทั่วประเทศเพื่อเพิ่มปริมาณผู้ศรัทธาแบบก้าวกระโดดแล้ว ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากจะรู้สถานการณ์ของต่างประเทศด้วย หากผมทำให้ชาวต่างชาติที่รอดชีวิตทั้งหมดมาเป็นผู้ศรัทธาได้ล่ะก็ ลัทธิอาจจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าตอนนี้อีกหลายเท่าตัว ถึงไม่ได้คาดหวังกับเกาหลีเหนือที่ประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างหนักก่อนวันหายนะอยู่แล้ว แต่ถ้าข้ามทะเลไปทางฝั่งญี่ปุ่น จีน หรือรัสเซียก็ยังพอมีหวัง
มังกรที่เคยเห็นชายูฮยอกขี่…น่าจะขี่ได้หลายคนเลยล่ะ
ให้ตายเหอะ ไอ้พวกพระเอกนี่ได้แต่ของดีๆ
ในหัวผมมีแต่ภาพยานพาหนะที่ชายูฮยอกขี่ลอยเต็มไปหมดจนลืมไปเลยว่าสภาพของเขาที่เห็นครั้งล่าสุดดูไม่จืดเท่าไหร่
บทที่ 16.3
วันเวลาในห้องมืดผ่านไปอย่างเชื่องช้า มันเคยถูกใช้เป็นสถานที่ลงทัณฑ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับนักโทษมาตั้งแต่โบราณกาล บรรดานักโทษที่เข้ามาแล้วย่อมออกไปไม่ได้จนกว่าจะสิ้นอายุขัย เมื่อสถานกักกันสาบสูญ ห้องมืดก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ทว่าจู่ๆ มันก็บิดเบี้ยวและเริ่มแสดงให้ผู้ที่เข้ามาเห็นความปรารถนาของตนเรื่อยมา
ห้องมืดได้จำลองและแสดงภาพทั้งหมดที่ชายูฮยอกปรารถนา ท้องฟ้าไร้หมู่เมฆ แสงแดดในฤดูร้อนสาดแสงส่องลงมา ชายูฮยอกนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ดวงจันทร์ลอยขึ้นมา จนกระทั่งดวงอาทิตย์สาดแสงอีกครั้งในวันถัดไป วันแห่งหายนะยังมาไม่ถึง ไม่มีดวงจันทร์สีแดง ไม่มีสัตว์ประหลาดปรากฏตัว ผู้คนยังใช้ชีวิตตามปกติ ในอกพลันรู้สึกตื้นตันขึ้นมา
ว่าแต่วันแห่งหายนะ…คืออะไรกันนะ
ตอนที่โลกสงบสุขชายูฮยอกจำอะไรไม่ได้ แม้บางครั้งความรู้สึกที่ไม่อาจเข้าใจจะถาโถมเข้ามาบ้าง แต่ก็แค่ครู่หนึ่งเท่านั้น หลังออกจากโรงพยาบาลเขาก็เริ่มทำงานพาร์ตไทม์เพื่อเตรียมค่าเทอม
“พวกนายยังเป็นเยาวชนใช่ไหม”
หลังจากเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ได้ไม่นานบรรดาเด็กหนุ่มที่แสร้งทำทีเป็นผู้ใหญ่ก็เข้ามาสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พวกเขาพากันถอยหลังกรูดหลังจากเห็นท่าทีของชายูฮยอกที่ห้าวหาญและมีร่างกายสูงใหญ่ ทว่าเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงกลางกลับเอียงคอมองเขาอย่างไม่มีท่าทีเกรงกลัว
“พี่ชาย เพิ่งเคยมาทำงานพาร์ตไทม์ที่นี่เหรอ”
เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนนั้นคงจะเป็นหัวหน้าแก๊ง บรรดาเด็กคนอื่นๆ จึงพากันยืดไหล่ ชายูฮยอกขมวดคิ้วหลังถูกเด็กหนุ่มพวกนั้นแสดงท่าทีเหมือนหาเรื่อง ถ้ามีเรื่องตรงนี้คงถูกไล่ออกแน่ แต่เขาก็ไม่ใช่คนอ่อนหัดที่จะขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เยาวชน
“นี่ ชายูฮยอก! มาทางนี้หน่อย”
ในระหว่างที่เผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มพวกนั้น ผู้จัดการก็เรียกเขามาด้านหลังร้านแล้วบอกว่าเด็กพวกนั้นไม่ใช่เด็กดีเท่าไหร่ อีกไม่นานก็จะปีใหม่เดี๋ยวเด็กพวกนั้นก็จะอายุยี่สิบปีแล้ว ปล่อยผ่านไปบ้างก็ได้ เมื่อเห็นใบหน้าชายูฮยอกแข็งทื่อ ผู้จัดการจึงอธิบายเพิ่มเติม
“เด็กที่อยู่ตรงกลางนั่นน่ะ ทุกครั้งเขาจะพาคนที่เหมือนมาเฟียมาแล้วเอาภาพกล้องวงจรปิดจากร้านเราไป แล้วก็ให้ค่าตอบแทนด้วยนะ เพราะงั้นปล่อยๆ ไปจะดีกว่า”
ชายูฮยอกมองเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่อยู่ตรงกลาง เมื่อได้สบตากันเด็กหนุ่มก็ยิ้มยกมุมปากราวกับว่าตนชนะแล้ว เด็กคนอื่นที่อยู่ข้างกันก็พลอยหัวเราะคิกคักตามไปด้วย ทว่าเด็กพวกนั้นกลับมองข้ามบางอย่างไป ถ้าเป็นคนทั่วไปคงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วปล่อยผ่าน แต่คนอย่างชายูฮยอกไม่เคยประนีประนอมเลยสักครั้ง แม้อีกฝ่ายจะเป็นลูกหลานตระกูลดังก็ตาม
ชายูฮยอกแจ้งตำรวจ บรรดาเด็กหนุ่มทั้งหมดถูกจับ และสุดท้ายเขาก็ถูกไล่ออก
นับแต่นั้นเป็นต้นมาเด็กหนุ่มน่ารำคาญคนหนึ่งก็จะคอยตามติดเขาไม่ห่าง เด็กนั่นตามเขาไปทุกที่ที่เขาทำงานพาร์ตไทม์แล้วก็ทำนิสัยอันธพาล
“อึนซู นี่นายชอบพี่เขาขนาดนี้เลยเหรอ ทำแบบนี้เขาเรียกสตอล์กเกอร์นะรู้ไหม ไอ้เวรนี่”
“เฮอะ พูดอะไรไร้สาระ!”
เด็กหนุ่มที่คอยตามตื๊อและออกปากว่าจะแก้แค้นเขายังเรียนไม่จบมัธยมปลายด้วยซ้ำ ช่วงแรกชายูฮยอกรำคาญที่เด็กหนุ่มคอยทำให้เขาออกจากทุกงานพาร์ตไทม์ที่ทำอยู่ แต่พอเห็นอีกฝ่ายตั้งแง่คอยระมัดระวังเขาอยู่ตลอด พูดอะไรนิดหน่อยก็หน้าแดงแล้วโวยวายใส่ เขาจึงเริ่มรู้สึกว่าท่าทางนั้นดูน่ารักดี
“อย่างอึนซูน่ะเหรอ…ฮึบ มานี่สิ พี่จะลองดูนะ”
“แม่งเอ๊ย! เป็นบ้าไปแล้วเหรอ! ไปให้พ้นเลย!”
“ฮ่าๆๆ”
ถ้าแกล้งแรงหน่อยก็จะหายหน้าไปหลายวัน เขาเคยคิดว่าหากคนที่โผล่หน้ามาทุกวันจะหายหน้าหายตาไปบ้างสักวันสองวันถือเป็นเรื่องปกติ แต่พอเวลาผ่านไปนานกว่าหนึ่งสัปดาห์เขาก็เริ่มกังวลขึ้นมาว่าคงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม หรือว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น แต่พอซอนอึนซูปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็แกล้งอีกฝ่ายน้อยลง หลังจากนั้นซอนอึนซูก็ว่าง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ทุกครั้งที่รู้สึกว่ากำแพงที่ซอนอึนซูตั้งไว้ค่อยๆ ลดลง เขาก็รู้สึกพอใจเหมือนฝึกแมวจรให้เชื่องสำเร็จ
วันหนึ่งหลังพลบค่ำ ชายูฮยอกออกไปทำงานพาร์ตไทม์ขนส่งพัสดุ ซึ่งเป็นงานที่ได้เงินเยอะโดยใช้เวลาไม่นาน ซอนอึนซูในวัยยี่สิบปียังคงตามไปก่อกวนเหมือนเดิม ถึงจะห้ามไม่ให้มาเพราะอันตรายแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ฟัง
“ฮะ…?”
สุดท้ายก็เกิดเรื่องจนได้ ซอนอึนซูโมโหขึ้นมาขณะพูดคุยกันจึงเตะกล่องที่ซ้อนทับกันสูงจนกล่องที่อยู่เหนือศีรษะพวกนั้นโคลงเคลง ชายูฮยอกหยุดทำงานแล้วรีบวิ่งไปผลักซอนอึนซูออก
โครม…
กล่องมากมายทยอยหล่นลงมาข้างศีรษะ ร่างของชายูฮยอกเข้ามาทาบทับร่างซอนอึนซูที่นอนหงายอยู่ ไม่สิ…ไม่ใช่แค่ร่างกาย…แม้แต่ริมฝีปากเองก็เช่นกัน
“…”
“…”
“…อ๊ากกก!”
ซอนอึนซูรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาจนถึงต้นคอ เขารีบผลักชายูฮยอกออกแล้วลุกขึ้นวิ่งออกไปข้างนอก ทำพลาดแค่ครั้งเดียวทำไมต้องอายขนาดนั้น ถึงจะเพิ่งเป็นผู้ใหญ่ได้ไม่นาน แต่ก็ยังเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนอยู่ดี พอเห็นอีกฝ่ายทำตัวน่ารัก ชายูฮยอกก็ยกยิ้มพลางแตะริมฝีปากตัวเอง
กล่องที่ตกลงมาล้วนเป็นของราคาแพง ชายูฮยอกจึงถูกไล่ออกจากงานขนส่งพัสดุไปตามระเบียบ เขาคิดว่าตัวเองคงจะหาเงินค่าเทอมและค่าครองชีพได้ก่อนกลับเข้าเรียนใหม่ แต่ก็เป็นเพราะใครบางคนถึงทำให้เงินที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดเหลืออยู่น้อยนิด ตอนนี้ไม่มีงานพาร์ตไทม์ไหนที่เขาสามารถทำได้เลย เขาจึงตัดสินใจยื่นใบสมัครไปยังคาเฟ่ที่เคยถูกปฏิเสธเพราะรูปร่างใหญ่โตเกินไปอีกครั้ง ทว่าหลังจากได้รับการติดต่อให้เข้าสัมภาษณ์ เขาก็ถูกใครบางคนรั้งตัวไว้ขณะเดินออกจากบ้าน
“…ซอนอึนซู?”
ไม่รู้ว่าเจ้าตัวมาดักรออยู่นานแค่ไหน มือถึงได้เย็นเฉียบราวกับแผ่นน้ำแข็งแบบนี้ ปลายจมูกเองก็แดงแจ๋
“…พี่”
ซอนอึนซูน้ำตาคลอเบ้า ชายูฮยอกเคยเห็นอีกฝ่ายจ้องมองกันด้วยความอาฆาตมาดร้าย หรือแม้แต่ท่าทางที่ตะคอกเสียงแข็งกร้าว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นคนที่มีความมั่นใจสูงอย่างเด็กนั่นร้องไห้ เขารู้สึกประหม่าจึงพูดปลอบอีกฝ่ายโดยไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนั้น
“เอ่อ…นี่เราโดนพ่อแม่ดุมาเหรอ”
“แม่งเอ๊ย”
ทำไมต้องด่ากันด้วยล่ะ…
ชายูฮยอกยื่นมือไปเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม จากนั้นจู่ๆ อีกฝ่ายก็กระชากคอเสื้อเขาเข้ามาใกล้
“เอ๊ะ?…”
ก่อนริมฝีปากพวกเขาจะสัมผัสกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่พรูออกมาจากริมฝีปากเย็นเฉียบที่สั่นระริกชวนให้รู้สึกวาบหวามชอบกล ดูเหมือนซอนอึนซูจะไม่ชอบใจเท่าไหร่นักกับการที่เขายืนนิ่งโดยไม่ตอบสนองใดๆ ซอนอึนซูจึงสอดลิ้นนุ่มหยุ่นเข้ามา ชายูฮยอกที่ตกใจสุดขีดจึงจับบ่าอีกฝ่ายไว้แล้วผลักออกอย่างแรง
“นี่ เราทำบ้าอะไรเนี่ย!”
“…แบบนี้ผมยังเหมือนเด็กที่ถูกพ่อแม่ดุจนร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่อีกไหมครับ”
พอเห็นซอนอึนซูเลียริมฝีปากตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมาก็ทำให้เขารู้สึกสับสน เขาเกือบจะคล้อยตาม แต่ก็กลับมามีสติเต็มเปี่ยมอีกครั้งหลังจากได้เห็นผู้หญิงที่เดินผ่านไปทำตะกร้าตก
เวรเอ๊ย งานพาร์ตไทม์ครั้งนี้ก็ช่างมันแล้วกัน
เขาลากซอนอึนซูที่ยังคงสูดน้ำมูกกลับมายังห้องพัก ถอดแจ็กเก็ตขนเป็ดออก เปิดเครื่องทำความร้อนและเสื่อไฟฟ้า ก่อนจะใช้ผ้าห่มห่อตัวเด็กนั่นจนหนา…
และปิดท้ายด้วยการประทับริมฝีปาก
“แค่ก! แค่ก!”
ชายูฮยอกไอและครวญครางด้วยความเจ็บปวดพลางบิดตัวไปมา ความทรงจำที่เลวร้ายฉายขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้เขาแทบหายใจไม่ออกและเผลอใช้เล็บข่วนแขนตัวเองจนเป็นแผล
“พี่ครับ ตั้งสติหน่อย พี่!”
“จับไว้!”
ผู้ตื่นรู้ราวห้าหกคนเข้ามาจับร่างชายูฮยอกไว้สี่ด้าน ทว่าอาศัยแค่พละกำลังของพวกเขากลับไม่สามารถขัดขวางการทำร้ายตัวเองของชายูฮยอกได้ แม้ฮอจุนจะกรอกยาระงับประสาทใส่ปากชายูฮยอกแล้ว ทว่าต่อให้กรอกมากกว่าปริมาณปกติ ชายูฮยอกก็ยังปิดปากแน่นจนทำให้ยาเข้าไปในปากได้ไม่เยอะ
“ถอยออกมาได้แล้วครับ!”
ฮอจุนตะโกนลั่น บรรดาผู้ตื่นรู้ทั้งหมดจึงพากันปล่อยมือแล้วถอยหลังออกมา ชายูฮยอกสะบัดแขนพลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ฮอจุนตั้งใจไม่วางอะไรเอาไว้รอบห้องจึงไม่มีสิ่งของใดได้รับความเสียหาย
“แฮ่ก…แฮ่ก…”
ชายูฮยอกเบิกตากว้างมองเพดานพลางพรูลมหายใจที่ติดขัดออกมา เมื่อเริ่มตั้งสติได้ รูม่านตาที่พร่าเลือนและเหม่อลอยก็กลับคืนสู่สภาพปกติ หลังจากรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของฮอจุนและบรรดาผู้ตื่นรู้ทั้งห้าหกคนที่กำลังยืนอยู่ห่างๆ เขาก็ยกฝ่ามือใหญ่กุมใบหน้าตัวเองคล้ายรู้สึกเจ็บปวด
หลังจากกลับออกมาจากเกต ชายูฮยอกก็ประสบกับอาการนอนไม่หลับอย่างรุนแรง บางครั้งหากไม่สามารถเอาชนะอาการง่วงงุนที่ถาโถมเข้ามาได้ก็จะฝันร้ายและพยายามทำร้ายตัวเอง หลังจากกินยาที่ฮอจุนปรุงให้ก็เริ่มอาการดีขึ้นมาบ้าง ทว่าเมื่อหลับลึกก็จะฝันร้ายอีกครั้ง
“…ขอโทษนะ”
ชายูฮยอกทำได้เพียงขอโทษเสียงแผ่วเบาโดยไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าพวกเขา ทุกคนเชื่อใจและยอมติดตามเขา เขาไม่ควรเผยให้เห็นภาพลักษณ์ที่อ่อนแอแบบนี้เลย เขาสัมผัสได้ว่ายิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ไม่สิ…ต่อให้แข็งแกร่งมากกว่านี้ สภาพจิตใจของเขาก็มีแต่จะยิ่งถูกทำลายไม่ต่างกัน แต่นั่นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่มีใครสามารถรักษาสภาพจิตใจให้เป็นปกติหลังออกมาจาก ‘ห้องมืด’ ได้อยู่แล้ว
“พี่ เราคงต้องเปลี่ยนยากันแล้วล่ะ ดูเหมือนครั้งนี้มันจะฤทธิ์อ่อนไปหน่อย”
เมื่อฮอจุนก้าวเท้าเข้ามาก้าวหนึ่ง ชายูฮยอกก็ยื่นมือออกมาห้ามไว้
“ฉันไม่เป็นไร…ขออยู่คนเดียวก่อนนะ”
“พี่”
“ขอร้อง”
“…เข้าใจแล้ว”
ฮอจุนรวมถึงคนอื่นๆ ออกไปแล้ว ทั้งห้องจึงเหลือเขาเพียงคนเดียว ชายูฮยอกซบหน้าลงบนฝ่ามือก่อนสะอื้นไห้ออกมา น้ำตาที่ไหลรินแฝงไปด้วยความเสียใจเกินบรรยาย
ห้องมืด…
เขาอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลาหลายร้อยปีโดยผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน มันเป็นช่วงเวลาเหมือนฝันที่ได้ใช้ชีวิตในโลกอันสงบสุขร่วมกับคนที่ให้สัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันจนวันตาย ทว่าเมื่อรู้ว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องจริง ภาพหลอนของห้องมืดก็สลายหายไป หากไม่ได้ดาบของมังกรสีเงิน เขาคงหลุดออกมาไม่ได้
ชายูฮยอกเอื้อมมือไปหยิบดาบเล่มใหญ่ใต้เตียงมาถือไว้ ทันทีที่เขาสัมผัสมันแสงสว่างสีเงินก็เปล่งออกมาจากดาบแล้วโอบล้อมตัวเขาไว้
วีรสตรีจากมิติที่ล่มสลาย
เซลคาน่า มังกรสีเงิน ตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่ปักดาบลงไปในหัวใจของราชาแห่งจันทราสีชาด
มังกรมีอายุขัยนับหมื่นปี พวกมันจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากแม่ทันทีที่ลืมตาดูโลก แม้เซลคาน่าจะเป็นมังกรเด็กอายุเพียงสองพันปี แต่มันก็เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากองค์ความรู้ที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าเมื่อใดก็ตามที่ปีศาจจากดวงจันทร์สีแดงปรากฏตัวขึ้นมันจะทำให้โลกใบนี้ล่มสลาย
และตอนนี้องค์ความรู้ของเซลคาน่าก็กำลังไหลเวียนอยู่ในหัวของเขา
“โอ้ๆ! หน้าฉัน! หน้าฉันกลับมาแล้ว!”
มาดูกีตกใจหลังจากส่องกระจกแล้วพบว่าริ้วรอยหายไปแล้ว แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด…ปกติไอ้หมอนี่คงสายตายาวสินะ แต่ไม่ว่ายังไงอย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่าสกิลของฮวังซูยอนสามารถฟื้นฟูใบหน้าที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยชราให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้
“นี่ ฮวังซูยอน เธอจะร่วมมือกับฉันจริงๆ ใช่ไหม ถือว่าเราสัญญากันแล้วนะ”
“แน่นอนอยู่แล้วสิ เราเป็นเพื่อนกันนี่”
“ใช่ เพื่อน เราเพื่อนกันนี่เนอะ”
ผมพยักหน้ารับอย่างขอไปทีเพราะไม่ค่อยวางใจที่ฮวังซูยอนพูดด้วยสีหน้าปกติ ถ้าเธอเสียสติไปแล้วจริงๆ ผมคงจะทำงานง่ายขึ้นไม่น้อย แต่ก็อดกังวลไม่ได้เพราะสติของเธอไม่รู้ว่าจะพลิกผันไปทางไหนอีก มาดูกีส่องกระจกครู่หนึ่งก่อนหันมาใช้ศอกกระทุ้งผมแล้วกระซิบด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ท่านผู้นำลัทธิ ฮวังซูยอนคือคนมีความสามารถที่จะช่วยให้ลัทธิของเราเติบโต อย่าปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาดเลยนะครับ”
“รู้แล้วน่า ฉันไม่ปล่อยไปหรอก”
“พ่อแม่ของเธอก็ยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เหรอครับ หึๆๆ”
มาดูกียิ้มเจ้าเล่ห์อวดไรฟันที่เรียงกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ท่าทางดูชั่วร้ายสุดๆ นี่มันโฉมหน้าของคนร้ายตัวจริงชัดๆ
“นี่ แต่การไปขู่เรื่องชีวิตพ่อแม่มัน…”
“ครับ? ชีวิต?”
“…ไม่ใช่เหรอ”
มาดูกีมองผมด้วยความตกใจราวกับอยากถามว่าผมคิดเรื่องชั่วร้ายแบบนั้นไปได้ยังไง ผมจึงเกาท้ายทอยแก้เก้อก่อนเฉไฉลุกออกไป
บรรดาทหารถูกส่งตัวมาหลังจากผมกลับถึงเขตคังซอได้ไม่นาน หนึ่งในนั้นมีพ่อแม่ของฮวังซูยอนรวมอยู่ด้วย มาดูกีบอกว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เขาจึงให้คนพวกนั้นไปเรียนคัมภีร์ไบเบิล แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะหลอกล่อคนที่ไม่ถูกพิษให้ติดกับ คนอื่นผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่สำหรับพ่อแม่ของฮวังซูยอนแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำให้พวกเขากลายมาเป็นผู้ศรัทธาให้ได้ มาดูกีจึงล้างสมอง…เอ๊ย มาดูกีจึงให้พวกเขาได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างเป็นระบบระเบียบ วิธีล้างสมองหรือการเล่าเรียนนี้เป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับเพื่อยกระดับความศรัทธาของผู้ศรัทธาที่หลั่งไหลเข้ามาในภายหลัง
สาวกลำดับที่สี่อยากขยายอำนาจของตัวเองในโรงเรียนลัทธิจึงอาสาย้ายไปฝ่ายรัฐบาลชั่วคราว ผมจึงส่งสาวกลำดับที่เจ็ดออกไปเพื่อควบคุมเขา พวกเขาคัดเลือกผู้ศรัทธาของตัวเองมาคนละสิบคนแล้วพากันออกเดินทาง ผมวางแผนจะใช้คนพวกนี้เป็นเครื่องมือเผยแผ่ลัทธิโดยอาศัยจังหวะที่รัฐบาลชั่วคราวเริ่มขยายอิทธิพลเข้าสู่จังหวัดคยองกีอย่างเต็มรูปแบบ
สาวกลำดับที่สามอย่างแพคอึนชงรับหน้าที่ดูแลรายการวิทยุแห่งศรัทธา ทั้งยังคิดค้นวิธีส่งสัญญาณวิทยุไปยังประเทศอื่นๆ ด้วยการส่งคลื่นความถี่แบบสั้น หัวเรี่ยวหัวแรงอย่างสาวกลำดับที่หกซึ่งมีสกิลเกี่ยวกับการก่อสร้างก็ได้ซ่อมแซมอาคารที่พังทลายพร้อมกับสร้างแนวป้องกัน ส่วนสาวกลำดับที่ห้าก็มักจะปลูกผักหรือไม่ก็ไปตกปลาที่กินได้จากแม่น้ำฮันด้วยวิธีที่คิดค้นขึ้นมาเองเพื่อแก้ไขสภาวะขาดแคลนอาหาร
และในที่สุดพวกอควาก็ถูกพามายังเขตคังซอ ผมไม่สนว่ามันจะเป็นสัตว์ประหลาดมาก่อนหรือเปล่า แต่ในเมื่อตอนนี้มันเป็นเพียงข้ารับใช้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า ต่อให้ผู้ศรัทธาจะรู้สึกไม่สบายใจแต่ผมก็ยังจะเก็บพวกมันไว้ อควาเดินทางไปทั่วทั้งเขตคังซอโดยทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้สัตว์ประหลาดตัวอื่นเข้ามาทำร้ายพวกเรา และหลังจากที่ผู้รักษาศักดิ์สิทธิ์อย่างฮวังซูยอนเข้ามาคอยรักษาอาการบาดเจ็บต่างๆ ให้เหล่าผู้ศรัทธา ความรู้สึกต่อต้านที่มีต่ออควาของพวกเขาก็เริ่มลดน้อยลงไป ทั้งยังทำให้ความศรัทธาเหนียวแน่นมากกว่าเดิม
เรื่องงานบริหารและงบประมาณผมมอบหมายให้ชูอีดันซึ่งเป็นสาวกลำดับที่หนึ่งรับผิดชอบ เขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม แต่กลับปฏิเสธการรักษาเพราะคิดว่าใบหน้าที่ดูเด็กจะทำให้ผู้อื่นไม่เคารพจึงคงใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเอาไว้ หน้าที่ของเขาต้องแสดงตัวต่อหน้าผู้ศรัทธาบ่อยที่สุด และการมีภาพลักษณ์วัยกลางคนที่สุขุมจะทำให้ไม่มีใครมาดูหมิ่น
ส่วนผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ศรัทธาเองก็ไม่ได้กินเที่ยวไปวันๆ ผมแบ่งผู้ศรัทธาออกเป็นผู้ตื่นรู้และผู้ไม่ตื่นรู้แล้วจัดสรรงานให้ทำตามความสามารถของแต่ละคน แม้แต่ผู้ตื่นรู้ที่ทำงานหนักวันละแปดชั่วโมงก็ยังไม่ให้พัก ผมสั่งให้พวกเขาฝึกการต่อสู้อย่างหนักโดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อหยุดยั้งจุดจบของโลก ผู้ศรัทธาที่เคยเป็นทาสพิษมาก่อนอ่อนแอเกินกว่าคนที่ใช้สกิลอย่างสม่ำเสมอมากกว่าครึ่งอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้เป็นสาวกที่เคยเป็นมนุษย์พิษ แต่ประสบการณ์ในการเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดยังน้อยอยู่ พวกเขาจึงต้องได้รับการฝึกฝน ยิ่งใช้สกิลก็จะยิ่งแข็งแกร่ง หรือบางครั้งก็มีการประสานสกิลใหม่ๆ เกิดขึ้น ผู้ศรัทธาพากันเชื่อว่าสกิลใหม่คือของขวัญจากพระเจ้าจึงทุ่มเทให้กับการฝึกฝนมากเป็นพิเศษ
ชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่เข้าสู่ช่วงมั่นคงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ก็เหลือแค่…
“เหลือแค่ผลิตอาวุธกับชุดเกราะแล้วก็…เดินทางไปต่างประเทศสินะ”
สิ่งที่เร่งด่วนคือการผลิตอาวุธและชุดเกราะก็จริง แต่ผมกลับอยากรู้สถานการณ์ของผู้รอดชีวิตในต่างประเทศมากกว่า ถึงยังไงทั้งสองเรื่องนี้ก็จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจาก X มาร์ตอยู่แล้ว ผมจึงไปหยิบกระดาษและปากกามาเขียนจดหมายส่งให้ชายูฮยอก
“เดี๋ยวนะ ทำไมล่ะ!” ผู้นำลัทธิโมโห “ทำไมถึงปฏิเสธ”
มีแค่คนพูดที่ไม่รู้เหตุผล
มาดูกีนึกถึงจดหมายที่ซอนอึนซูส่งไปยัง X มาร์ต สิ่งที่คล้ายการบีบบังคับโดยอ้างว่าเป็นการขอความร่วมมือเพื่ออนาคตเรียกว่าจดหมายได้ด้วยหรือไงกัน ยังไงก็ตามแม้ X มาร์ตจะปฏิเสธคำร้องขอของผู้นำลัทธิที่ขอยืมมังกรอย่างสุภาพ แต่ก็ยังส่งคนผลิตอาวุธและชุดเกราะมาให้
“ทหารเรายังเดินทางไปได้แค่จังหวัดคยองกีเองนะครับ ภายในเกาหลีเองก็ยังไม่ได้ฟื้นฟูใหม่ แต่การไปต่างประเทศเลยนี่มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอครับ”
“นายจะไปรู้อะไร”
“อะไรล่ะครับ”
“มังกรแม่งโคตรเท่เลย อยากลองขี่ดูชะมัด”
“…”
มาดูกีปิดปากฉับและไม่พูดต่อ บางทีซอนอึนซูก็เหมือนจะมีความคิดอยู่บ้าง แต่บางทีก็เหมือนเด็กอวดดีไม่ต่างอะไรกับตอนนี้ เขามองดูท่านหญิงที่อยู่ข้างๆ ผู้นำลัทธิ แค่รูปลักษณ์ภายนอกก็ว่าโดดเด่นแล้ว แต่นี่ยังสวมแบรนด์เนมหรูตั้งแต่หัวจรดเท้า
“…ไอ้ที่สวมอยู่นี่มันเท่าไหร่ครับ”
“ไม่เท่าไหร่หรอก ทีแรกว่าจะซื้อแค่ไม่กี่ชิ้น แต่ใส่อะไรก็ดูดีไปหมดเลยเหมามาน่ะ”
“จะไปช็อปปิ้งอีกเมื่อไหร่ เฮ้อ…ช่างเถอะครับ ว่าแต่เราจะทำยังไงกับหัวหน้าทีมซ่อมบำรุงและรองหัวหน้าจาก X มาร์ตดีครับ พวกเขาพาทหารอารักขามาตั้งเจ็ดนายแน่ะ”
“เจ็ดนายเลยเหรอ”
ผู้นำลัทธิยิ้มเจ้าเล่ห์ มาดูกีมองรอยยิ้มชั่วร้ายนั้นก่อนยิ้มออกมาราวกับรู้ความนัย มีแค่ช่วงเวลาแบบนี้ที่พวกเขาเข้ากันได้ดี
“ผมจะส่งทหารเจ็ดนายนั้นไปทำงาน ส่วนหัวหน้าทีมซ่อมบำรุงและรองหัวหน้าก็ส่งไปที่ภูเขาแคฮวาแล้วกันนะครับ หึๆๆ”
“หึๆ ขาดคนงานพอดีเลย”
“ได้คนเรี่ยวแรงดีมาช่วยงาน โชคดีจริงๆ หึๆ”
“หึๆๆ…”
คำว่า ‘ส่งไปทำงาน’ หมายถึงการล้างสมองแล้วทำให้มาเข้าร่วมลัทธิ ถึงจะเป็นวิธีที่ค่อนข้างชั่วร้ายเพราะเป็นการเจาะจุดอ่อนของมนุษย์ แต่พอได้เป็นผู้ศรัทธาแล้ว ทุกคนต่างก็มีความสุข ถ้าผลลัพธ์ออกมาดีทุกอย่างก็คงจะดี ในขณะที่มาดูกีกำลังคิดหนักว่าจะควบคุมคนใหม่ๆ ยังไงอยู่นั้น ผู้นำลัทธิก็ลอบจับมือท่านหญิงแล้วลูบไล้เบาๆ
“นี่ มาดูกี ไม่มีเรื่องด่วนแล้วใช่ไหม ถ้างั้น…เราไปพักกันสักชั่วโมง ไม่สิ…สักสองชั่วโมงดีกว่า”
ผู้นำลัทธิสังเกตท่าทีของมาดูกีก่อนหันไปชวนท่านหญิง ทว่าท่านหญิงที่ไม่ค่อยแสดงสีหน้าอะไรกลับมีเลือดฝาดแต่งแต้มบนพวงแก้ม
ไอ้พวกติดสัดเอ๊ย ถึงจะหวานชื่นกันดีแต่ก็อย่าให้มีปัญหาแล้วกัน
“เหล่าผู้ศรัทธาอดทนทำงานแปดชั่วโมงและฝึกการต่อสู้อีกแปดชั่วโมง แต่ท่านผู้นำลัทธิที่เป็นแบบอย่างกลับจะไปพักผ่อนสองชั่วโมงเนี่ยนะครับ”
“…”
“เอาล่ะ ลุกขึ้นได้แล้วครับ ไปภูเขาแคฮวากันเถอะ!”
มาดูกีรู้สึกเหงาจึงปฏิเสธคำขอของผู้นำลัทธิด้วยความรู้สึกส่วนตัวเล็กน้อย ผู้นำลัทธิจึงทำหน้าเศร้าก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง
ลุงหนวดเป็นหัวหน้าทีมซ่อมบำรุงของ X มาร์ต เขาถูกส่งตัวไปยังโรงตีเหล็กที่ตั้งอยู่ด้านล่างภูเขาแคฮวา ส่วนรองหัวหน้าก็ถูกส่งไปยังถ้ำที่พัคชังจินอยู่ ลุงหนวดเคยเป็นดีไซเนอร์มาก่อน เดิมทีเขาอยู่ทีมค้นหาไม่ได้อยู่ทีมซ่อมบำรุงมาตั้งแต่แรก แต่ก็สมัครเข้ามาเพื่อที่จะได้ทำชุดออกรบ นั่นทำให้ผมสนใจการผลิตอาวุธมากกว่าเดิมจึงเดินตามหลังลุงหนวดไปยังโรงตีเหล็ก
“โอ้โห เยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
ลุงหนวดตาโตพลางกวาดตามองลานด้านหน้าโรงตีเหล็ก ลานตรงนั้นมีวัตถุทรงกระบอกขนาดใหญ่วางเรียงรายอยู่มากมาย มันแข็งแรงกว่าเพชรหลายร้อยเท่า ถึงภายนอกจะดูเหมือนหิน ทว่ากลับมีน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับขนาด หลังจากเผาด้วยไฟอุณหภูมิสูงกว่าสามพันองศาก็จะแปรสภาพเป็นเหมือนโลหะ บรรดาผู้ศรัทธาตั้งชื่อวัตถุประหลาดนี้ว่า ‘หินศักดิ์สิทธิ์’ ที่จริงแล้วมันคือเหล็กในพิษที่พญาผึ้งยิงออกมาจากก้น แต่ถึงยังงั้นบางครั้งการไม่รู้อะไรเลยก็อาจเป็นเรื่องที่ดีกว่า
“ลุงครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมลองทำไว้ครับ”
“นี่เหรอ เธอน่ะนะ?”
“ก็…ครับ…ผมตีขึ้นรูปเองคร่าวๆ ถึงงานจะหยาบไปบ้างก็เถอะ”
ผมให้ลุงหนวดดูมีดสั้นที่ลองทำเอง โชคดีที่ได้สกิลสัมผัสแห่งปรมาจารย์ช่างมา ถ้าเทียบกับงานที่ทำครั้งแรกก็ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว แต่ถ้ามองดีๆ ก็จะเห็นว่ามันยังขรุขระไม่สม่ำเสมอกัน ผมไม่รู้วิธีทำที่ถูกต้อง นี่จึงเป็นแค่การเลียนแบบ ผลลัพธ์ก็เลยออกมาแบบนี้
“โอ้ ทำออกมาใช้ได้เลยนี่ สัญลักษณ์ตรงใบมีดนี่มันอะไรล่ะเนี่ย”
“ลายเซ็นของผมเองครับ”
“เธอนี่หลงตัวเองใช่ย่อยเลยนะ”
ผมยักไหล่ตอบลุงหนวดที่ส่งสายตาเอือมระอามาให้ ผมไม่ได้หลงตัวเองสักหน่อย มันเป็นสัญลักษณ์ของสกิลจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก เพราะเมื่อจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนมีดสั้นที่ทำออกมาชุ่ยๆ มันก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการโจมตีได้หลายเท่า อีกอย่างมันยังมีประสิทธิภาพทำให้บาดแผลของสัตว์ประหลาดกลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ได้ในชั่วพริบตาด้วย ถ้าสร้างอาวุธที่จารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์แล้วแจกจ่ายออกไปให้ผู้ศรัทธาก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อกำลังรบ
“มันก็ต้องขรุขระอยู่แล้วล่ะนะ เธอต้องออกแรงให้สม่ำเสมอ คนเพิ่งเริ่มทำก็อาจจะยาก ทุกวันนี้โรงตีเหล็กใช้เครื่องจักรกันหมดแล้ว แต่ถ้าไม่มีเครื่องจักรก็ต้องใช้ค้อน”
จู่ๆ ลุงหนวดก็ถอดเสื้อแล้วโยนออกไป จึงเห็นเส้นขนที่หนาทึบบนแผ่นอกรวมถึงมัดกล้ามเนื้อที่ขยับไปมา เขาถือมีดสั้นที่ผมทำไปฟันลงบนส่วนปลายของหินศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ตรงลาน หินศักดิ์สิทธิ์นี้ผู้ศรัทธาช่วยกันตีอยู่หลายวันก็ยังไม่แตก แต่ตอนนี้กลับมีรอยร้าวขึ้นมาซะงั้น ต่อให้มีดของผมมีบัฟ แต่ปกติแล้วมันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำลายได้ด้วยแรงแค่นั้น ลุงคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“ไอ้เด็ก ม.ปลาย มัวมองอะไรอยู่ มาช่วยฉันตัดหน่อย!”
“ผมไม่ใช่เด็ก ม.ปลาย แล้วนะครับ”
“ยังเถียงคำไม่ตกฟากเหมือนเดิมเลยนะ มานี่เร็วเข้าไอ้ลูกหมา”
“เอามาสิครับ เดี๋ยวผมตัดให้”
ผมรับมีดสั้นจากมือลุงหนวดมาถือไว้ก่อนฟันฉับลงไปตรงส่วนที่แตกร้าว หลังออกแรงแค่ครั้งเดียวหินศักดิ์สิทธิ์ก็แตกออกอย่างง่ายดาย พอเห็นลุงหนวดตกใจ ผมก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมา ก่อนจะส่งแรงไปที่แขนแล้วตัดส่วนที่เหลือ
“ต้องตัดใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอครับ”
“สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ไม่ใช่อาวุธ แต่เป็นเครื่องมือ ถ้าเอาหินแบบนี้มาเผาไฟก็คงละลายเหมือนเหล็กนั่นแหละ ถึงอย่างนั้นทำไปสักพักเครื่องมืออื่นๆ ก็อาจจะพัง”
“อ๋า จริงด้วยแฮะ ตอนผมทำมีดสั้นนี่ก็เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน”
“ถ้าจะเอาให้ทันตามที่สั่งก็ต้องเร่งมือหน่อย หยิบของแล้วตามมาเร็วเข้า”
ลุงหนวดเดินหายเข้าไปในโรงตีเหล็ก จากที่เป็นผู้นำลัทธิ จู่ๆ ก็กลายเป็นลูกมือไปในชั่วพริบตา ผมกอดหินศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกตัดออกมาอย่างทะนุถนอมไว้ในอ้อมอกแล้วส่งสายตาให้คิมแจยองที่อยู่ข้างหลัง
“อยากมาด้วยกันเหรอ น่าเบื่อแย่เลยนะ”
“ไม่เบื่อหรอก”
“จริงเหรอ”
“อื้ม”
คิมแจยองยิ้มอย่างน่ารักก่อนพยักหน้า เนื่องจากต้องผลิตอาวุธหลายพันชิ้นภายในระยะเวลาอันสั้น ผมคงดูแลเขาได้ไม่เหมือนเดิม คิมแจยองจะทนได้ไหมนะ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
ครืดดด
ตึงๆๆๆ
“ผ่อนแรงหน่อย สม่ำเสมอกว่านี้!”
“เวรเอ๊ย ฉันไม่ใช่เครื่องจักรสักหน่อย!”
“คราวนี้แรงขึ้นอีก เจ้าเด็กนี่!”
“อ๊ากกก! น่ารำคาญ!”
“ตั้งสติหน่อย บอกให้ทำเหมือนไอ้หมอนั่นที่อยู่ตรงนั้นไง!”
น่าเบื่อกับผีน่ะสิ ลุงหนวดถึงกับบอกว่าคนงานไม่พอเลยเอาคิมแจยองมาใช้งานด้วยอีกคน คนงานพวกนี้หวังอยากให้งานเสร็จเร็วๆ คิมแจยองเองก็คงคิดไม่ต่างกัน เขาจับค้อนด้วยความเต็มใจก่อนเริ่มลงมือช่วยทำงาน เรื่องอื่นผมไม่รู้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการใช้ค้อนออกแรงอย่างสม่ำเสมอล่ะก็ เขาเก่งกว่าผมแน่นอน ลุงหนวดดูพอใจที่ไม่ว่าจะสั่งอะไรคิมแจยองก็ทำได้ดีไปหมด แต่บางครั้งเขาก็ทำสีหน้าไม่พอใจเหมือนรู้สึกติดค้างเรื่องในอดีตที่คิมแจยองเคยสังหารหมู่คนของ X มาร์ต
“โอ๊ย ร้อน อยากถอดเสื้อว่ะ”
“ก็ถอดสิ”
“ก็หมอนั่นมันไม่ให้ถอดนี่”
ถึงเหงื่อจะไหลอย่างกับสายฝนเพราะอยู่หน้าเตาเผาที่อุณหภูมิสูงกว่าสามพันองศา แต่พอจะถอดเสื้อสีหน้าของคิมแจยองก็พลันอึมครึมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่รู้ว่าหมอนั่นสามารถก่อเรื่องอะไรได้บ้าง ผมเลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทนใส่เสื้อชุ่มเหงื่อต่อไป
“อะไรเนี่ย พวกเธอคบกันจริงเหรอ”
“ไม่ใช่นะครับ”
“คราวก่อนก็เห็นจับมือแล้วก็จุ๊บกันอยู่เลย”
“…เฮ้อ! แค่ถืออะไรแหลมๆ แกว่งไปแกว่งมาก็พอแล้วนี่ ทำไมคนฝ่ายนั้นถึงต้องเรื่องมากขนาดนี้ด้วยเนี่ย”
ผมแสดงความหงุดหงิดเพื่อเลี่ยงหัวข้อสนทนาที่น่าอึดอัดใจ แต่ลุงหนวดก็รู้ทันว่าผมคิดอะไรก่อนแค่นหัวเราะ
“โธ่เอ๊ย ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด ฉันไม่ได้อยากรู้เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของคนอื่นขนาดนั้นหรอก”
“โอ๊ย ก็บอกว่าไม่ได้คบกันไงครับ น่ารำคาญชะมัด ทำไมต้องสั่งให้ทำอาวุธทุกชิ้นไม่เหมือนกันด้วยวะเนี่ย”
อาวุธที่ผมแจกจ่ายให้ผู้ศรัทธามีแค่สามชนิดคือมีดยาว มีดสั้น และสนับมือ เพราะถึงยังไงผู้ศรัทธาก็ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ด้านการต่อสู้ ผมจึงมอบหมายให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ที่เหมาะกับแต่ละคน แต่คนฝั่ง X มาร์ตผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ทุกคนล้วนคุ้นเคยกับอาวุธที่แตกต่างกันไปจึงต้องทำอาวุธแต่ละชิ้นให้เข้ากับแต่ละคน
“บ่นไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกนะ ไอ้ลูกหมา ตั้งสติหน่อย! ตีค้อนแล้วก็อธิษฐานด้วยล่ะว่าอย่าให้ใครมาตายเพราะอาวุธนี้”
“อธิษฐานบ้าอะไรล่ะ”
“เฮอะ”
พอต้องแบ่งงานกันทำเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ผมเองก็ไม่ได้ทำทุกอย่างเองทั้งหมด โชคดีที่ผมทำงานขึ้นรูปอย่างเดียวเลยไม่ได้ขัดกับเงื่อนไขสกิลที่จะจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนวัตถุได้ก็ต่อเมื่อผลิตขึ้นเองเท่านั้น เพราะงั้นผมจึงสามารถจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนอาวุธที่ทำขึ้นทุกชิ้น พอผ่านมือของลุงคนนี้ ความทนทานก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และเพราะผมจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ไว้ พลังโจมตีก็เลยเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน ดังนั้นลุงหนวดกับผมจึงเป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบในการผลิตอาวุธ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
…พวกเราตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนักตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจึงไม่แปลกที่จะเข้าขากันได้เป็นอย่างดี
“เสร็จสักที!”
หลังจากผลิตอาวุธได้ทั้งหมดจำนวนหนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดชิ้น ไฟของโรงตีเหล็กก็ดับมอดลง ผมติดต่อไปยังลัทธิได้ไม่นาน มาดูกีและผู้ศรัทธาก็เอารถบรรทุกมาขนอาวุธ ผมมองภาพนั้นก่อนคว้าแขนคิมแจยองไว้แล้วเดินถอยหลังช้าๆ
“หืม? จะไปไหน”
“ชู่…ฝากบอกพวกนั้นหน่อยว่าผมจะไปพักผ่อนไม่กี่วัน เดี๋ยวกลับมา”
ลุงหนวดพยักหน้าอย่างอิดออด มาดูกีมัวแต่แกว่งมีดสั้นเลยไม่ทันสังเกตเห็นว่าผมและคิมแจยองกำลังปลีกตัวออกไป
“โอ้โห ทำออกมาได้ดีเลยนะเนี่ย ท่านผู้นำลัทธิ ที่ผ่านมาผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คงต้องทำเพิ่มอีกสักร้อยชิ้นแล้วมั้งเนี่ย อ้าว ท่านผู้นำลัทธิไปไหนแล้วล่ะ”
ร้อยชิ้น? ไอ้หมอนี่มันเสียสติไปแล้วหรือไง
ผมหลบสายตามาดูกีที่ชะเง้อชะแง้มองมาก่อนรีบเข้าไปซ่อนตัวหลังต้นไม้ในป่ารกทึบ ผมจะซ่อนอยู่ตรงนี้จนกว่าพวกนั้นจะไปแล้วค่อยออกมา
“นี่ คิมแจยอง คือว่า…ไปเจอครอบครัวฉันกันไหม”
ผมเลี่ยงการไปเจอครอบครัวมาจนถึงตอนนี้เพราะกลัวถูกจับได้เรื่องความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกับคิมแจยอง แต่ข่าวของผู้นำลัทธิและคู่ชีวิตกลับถูกเปิดวนซ้ำๆ ออกมาจากวิทยุ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้คงจะถึงหูครอบครัวผมแล้ว ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ผมเลยคิดว่าควรพาคิมแจยองไปแนะนำตัวอย่างเป็นทางการน่าจะดีกว่า เหมือนคำพูดที่ว่าถ้าเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญอยู่แล้ว แม้มันจะเจ็บปวดและยากลำบากก็จงเผชิญก่อนผู้อื่นจึงจะถือว่าได้เปรียบ…
“ซอนจงกรุ๊ป?”
คิมแจยองถามกลับเสียงต่ำกว่าปกติ เขาไม่ชอบที่ผมพูดเรื่องครอบครัว ไม่สิ…ไม่ใช่แค่ครอบครัวเท่านั้น เขาไม่ชอบทุกอย่างที่ดึงดูดความสนใจไปจากผม ถ้าไม่ได้สัญญากันว่าจะไม่ฆ่ามนุษย์ ลุงหนวดที่ถอดเสื้อวิ่งวุ่นทำงานอยู่ตรงหน้าผมคงได้ไปเฝ้ารากมะม่วงนานแล้ว
“…ฉันให้นายเลือก ถ้านายไม่อยากไป ฉันก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น”
ผมกระซิบคำพูดหวานหูที่ฟังดูน่าพึงพอใจให้คิมแจยองฟัง โดยตั้งใจจะใช้จุดอ่อนของเขาที่แพ้การแสดงความรักของผม ทั้งที่ปกติจะหน้าแดง แต่เขากลับเชิดหน้าขึ้นแล้วปรายตามองผมราวกับกำลังจะบอกว่าลองทำมากกว่านี้ดูสิ
ชิ ทีแบบนี้ล่ะรู้ทันดีจริงๆ
“…ช่วยยอมฉันสักครั้งได้ไหม”
“อึนซูไม่มีทางพูดแบบนี้กับฉันหรอก”
“อืม…มันก็ค่อนข้างจะเลี่ยนไปหน่อยสำหรับฉันจริงๆ นั่นแหละ”
“แต่ยังไงก็น่ารัก”
คะแนนความน่ารักเต็มร้อย คิมแจยองยิ้มตาหยีจนผมต้องให้คะแนน ให้ตายสิ ใครกันแน่ที่น่ารัก
“นายได้หนึ่งพันคะแนน”
“ถ้างั้นอึนซูก็ต้องได้หนึ่งหมื่นคะแนน”
“นายได้หนึ่งแสน เฮ้อ…ช่างเถอะ”
ใครจะเอาชนะพ่อหนุ่มคลั่งรักคนนี้ได้ล่ะ แม้คำพูดคำจาจะฟังดูติดเล่น แต่ดวงตาทั้งสองที่จ้องมองผมอยู่กลับเต็มไปด้วยความหลงใหล ผมจึงรั้งใบหน้าเขาเข้ามาจูบเต็มแรง
“อือ…”
คิมแจยองยิ้มออกมาขณะพวกเรากำลังจูบกัน ผมค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาเช่นกัน เขาสอดลิ้นเข้ามาอย่างอ่อนโยนก่อนไล้เลียไปตามไรฟัน พอผมเผยอปากตอบรับ เขาก็ไม่รอช้าพุ่งเข้ามายังจุดที่ลึกที่สุด ผมจึงกระหวัดตอบกลับไปราวกับต้องการจะปลอบโยนเรียวลิ้นที่เร่งรีบของเขา
“อา”
อืม…ไม่ได้จูบกันนานแค่ไหนแล้วเนี่ย ถึงจะตัวติดกันตลอดทั้งวันแต่เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพังแล้วได้ทำเรื่องแบบนี้กลับมีอยู่น้อยนิด อีกอย่างพวกเราเองก็ยุ่งมาก พอกลับถึงที่พักหลังเลิกงานก็หลับเป็นตายทุกครั้ง กว่าจะมีเวลาหลังจากที่ไม่ได้มีมานาน ผมก็อยากแนบชิดกันมากขึ้นและอยากเล่นสนุกในปากของคิมแจยองที่ทั้งชื้นแฉะและอุ่นร้อน เขาเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกันถึงได้บดเบียดร่างกายท่อนล่างแล้วสอดมือเข้ามาในเสื้อผมแบบนี้ ผมรู้สึกได้ถึงฝ่ามือที่เลื่อนขึ้นมาบนเอวจึงตัดสินใจโอบแขนรอบลำคอแกร่งของเขาเพื่อทิ้งน้ำหนักตัว
“ท่านผู้นำลัทธิ! ผมรู้นะครับว่าท่านมาซ่อนตัวที่นี่! ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะครับ!”
“แม่งเอ๊ย…”
ผมสบถออกมาหลังได้ยินเสียงมาดูกีอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะรีบผละหน้าออก เวรเอ๊ย! มาดูกี! ไอ้คนจิตใจอำมหิต! ผมจูบเบาๆ บนริมฝีปากที่ชื้นไปด้วยน้ำลายอย่างไม่อาจซ่อนความเสียดายไว้ คิมแจยองเองก็โอดครวญด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างลึกซึ้ง
“อึนซู ฉันอยากทำต่อ…”
“ฉันก็อยากทำเหมือนกันแหละน่า…”
ใจจริงผมแทบอยากจะลงไปนอนเกลือกกลิ้งฟัดกับเขาตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ไม่สนหรอกว่าพื้นจะเป็นดินหรือจะเป็นอะไร แต่ว่า…
“ท่านผู้นำลัทธิ! เจ้าจินปังบอกว่าอยากอยู่กับพ่อครับบบบ!”
คิมแจยองถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพึมพำเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรำคาญว่า “ฆ่าดีไหมนะ”
“ฉันบอกว่าห้ามฆ่ามนุษย์ไง”
“…”
“เราหนีกันก่อนดีกว่า”
ผมกอดคอคิมแจยองแน่น เขาจึงช้อนสะโพกและหลังของผมไว้แล้วยกขึ้น พออ้อนให้เขาอุ้มบ่อยเข้า เดี๋ยวนี้แค่ส่งสัญญาณก็เป็นอันรู้กัน ความรู้สึกมั่นคงที่เขามอบให้มันเกินจะบรรยายออกมาได้จริงๆ ผมลูบศีรษะเขาเพื่อเป็นการชมว่าเก่งมากทำให้ได้สัมผัสกับเส้นผมที่นุ่มสลวยและรูปศีรษะกลมมน เฮ้อ โคตรน่ารักเลยโว้ย ผมอดใจไม่ไหวเลยจุ๊บใบหูเขาไปรัวๆ
“…ไปที่ซอนจงกรุ๊ปใช่ไหม”
“หืม?”
“อึนซูบอกว่าอยากไปไม่ใช่เหรอ”
“จริงเหรอ”
“อื้ม”
พอผมจุ๊บเข้าหน่อยก็เลยอารมณ์ดีขึ้นหรือเปล่านะ ถึงผมอยากจะพาคิมแจยองไปที่ลับตาคนแล้วกระโจนเข้าใส่มากแค่ไหน แต่ก็รู้ดีว่าถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสไปหาครอบครัวอีกเมื่อไหร่จึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ท่านผู้นำลัทธิ!”
พอมาดูกีหาพวกเราเจอก็ชี้นิ้วแล้ววิ่งเข้ามา แต่สุดท้ายก็จับคิมแจยองที่พุ่งตัวออกไปจากป่าอย่างรวดเร็วปานสายลมไม่ได้
* ในภาษาเกาหลี คำว่า ‘ลูกเจี๊ยบ (병아리)’ และ ‘คนใบ้ (벙어리)’ ออกเสียงคล้ายกัน ซอนอึนซูในวัยเด็กจึงจำคำผิด
* พยอง คือหน่วยวัดพื้นที่ของเกาหลี โดยพื้นที่ 1 พยองจะเท่ากับประมาณ 3.3058 ตารางเมตร ดังนั้น 1,000 พยองจึงเท่ากับ 3,305.8 ตารางเมตร หรือเท่ากับ 2 ไร่ 3 งาน 26.45 ตารางวา
* ภาวะสิ้นหวังที่เกิดจากการเรียนรู้ (Learned Helplessness) คือภาวะทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นเมื่อตัวบุคคลเผชิญสถานการณ์เชิงลบซ้ำๆ จนคิดว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้อีกต่อไป
* BL มาจากคำว่า ‘Boy’s Love’ หมายถึงเรื่องราวความรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย มักใช้เรียกแนวหรือประเภทของอะนิเมะ มังงะ นิยาย หรือซีรีส์
ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน
Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ
วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป
รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่
Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN
Comments
comments
No tags for this post.