ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1
ผู้เขียน : matgam
แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์
ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม
มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ
สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง
เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก
การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว
การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา
การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 1.1
ฝันพยากรณ์
“คิมแจยอง หวัดดี”
“หวัดดี”
“ยังไม่ได้กินข้าวเช้าใช่ปะ พอดีมันหนึ่งแถมหนึ่ง ฉันได้มาสอง นายเอาไปกินอันหนึ่งสิ”
“ขอบใจนะ”
หนึ่งแถมหนึ่งก็บ้าแล้ว จ่ายเงินซื้อเองทั้งนั้น เด็กหนุ่มรับแซนด์วิชไปถือพลางแย้มยิ้มราวภาพวาด ผมมองเขาพร้อมกับฝืนยกยิ้มตอบไปทีหนึ่ง ก่อนจะเดินมาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้แถวหลังสุด หลังจากใช้ชีวิตมาสิบเก้าปีไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ได้มาเป็นเด็กเดินขนมปังให้ใคร ทำอีท่าไหนถึงมาลงเอยแบบนี้ก็ไม่รู้
ไม่นานมานี้ผมยังใช้ชีวิตอย่างสุขีสุดๆ อยู่เลยแท้ๆ ด้วยความที่เป็นลูกชายคนสุดท้องของตระกูลกลุ่มธุรกิจใหญ่ ต่อให้ก่อเรื่องขนาดไหนอาจารย์หรือตำรวจก็แตะต้องผมไม่ได้ง่ายๆ การที่ตัวผมยืนอยู่บนจุดยอดสุดของพีระมิดท่ามกลางพวกปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนั้นถือเป็นเรื่องปกติ แม้ผลการเรียนจะรั้งอันดับท้ายของทั้งโรงเรียน แต่ยังไงซะตอนก้าวขาออกไปสู่สังคมภายนอก คนที่เรียนหนักกันอยู่ตอนนี้ทั้งหมดก็จะกลายมาเป็นทาสคอยทำงานให้ผมอยู่ดีไม่ใช่หรือไง นี่แหละคือความเป็นจริงของชีวิตและอนาคตอันใกล้ ฉะนั้นผมเลยใช้ชีวิตเละเทะได้เต็มที่แบบไม่ต้องลังเลเลยสักนิด แต่…
‘วันแห่งหายนะใกล้เข้ามาแล้ว’
พักหลังมานี้ตาผมมักจะดับวูบอยู่เป็นระยะๆ หัวใจก็เต้นรัวแรง ผมหลับตาพยายามข่มกลั้นความปั่นป่วนในท้องให้สงบลง ล่าสุดหมอประจำตัววินิจฉัยว่าผมเป็นโรคตื่นตระหนก เล่นทำเอาบ้านเกือบแตก ยิ่งพอผมปฏิเสธที่จะกินยาตามใบสั่งแพทย์ ความวุ่นวายก็ยิ่งทวีคูณ ถ้าแก้ไขได้ด้วยยาจริงผมคงกลืนมันลงไปตั้งนานแล้ว ไม่ว่าคุณปู่จะโมโหเป็นฟืนเป็นไฟแค่ไหนก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เพราะอาการนี้จะไม่มีวันทุเลาลงเด็ดขาดหากต้นเหตุที่แท้จริงยังไม่ถูกกำจัดออกไปเสียก่อน
“คือว่า…อะ…อึนซู นายต้องส่งแผนแนะแนวอาชีพ…”
“…อะไร”
“ผะ…แผนแนะแนวอาชีพ…”
“เฮ้อ ให้ตายสิ ไว้ค่อยมาตามเอาทีหลัง”
ทั้งที่คนกำลังมือเท้าชาและหายใจไม่ออก ยังมัวมาพล่ามเรื่องแผนแนะแนวอาชีพอะไรอีก ผมจ้องหัวหน้าห้องที่ยืนพูดตะกุกตะกักอยู่ตรงหน้าด้วยสายตาหงุดหงิด ครั้นหัวหน้าห้องสบตาผม เขาก็หน้าซีดเผือดก่อนก้าวถอยหลัง จากนั้นจู่ๆ ห้องเรียนที่เคยมีเสียงดังอึกทึกก็พลันเงียบเป็นเป่าสาก ครู่ต่อมาเพื่อนในห้องเริ่มปรายตามองมาทางผมพลางพูดซุบซิบกันว่า ‘หัวหน้าห้องน่าสงสารจัง…’ ‘กร่างจริง ไอ้นี่’ ‘ดูแววตามันสิ…’ ทุกทีผมไม่เคยเก็บคำพูดพวกนี้มาใส่ใจ แต่ตอนนี้ร่างกายผมไม่ใคร่ปกติเท่าไหร่เลยพานให้รู้สึกเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรม คนเขาไม่สบายอยู่แท้ๆ ทำไมไม่มีใครเห็นใจกันเลยล่ะ
“ว่าแต่ทำไมซอนอึนซูถึงทำดีกับแจยองจัง”
“นั่นดิ ปกติเห็นเอาแต่แกล้งบ้างล่ะ เรียกว่าไอ้ขอทานบ้างล่ะ”
“หรือว่าโดนจับจุดอ่อนได้”
จุดอ่อนเหรอ เฮอะ ถ้าจะเรียกว่าจุดอ่อนก็คงได้อยู่แหละ คิมแจยองนั่งอยู่แถวหน้าสุด เขาสวมหูฟังแบบมีสายและกำลังตั้งอกตั้งใจทำแบบฝึกหัดแก้โจทย์ ผมมองท้ายทอยเขาก่อนก้มฟุบลงบนโต๊ะ โอ๊ย…การล่วงรู้อนาคตนี่โคตรจะเป็นเรื่องที่ทรมานโดยแท้เลย ทำไมผมที่ใช้ชีวิตมาตลอดสิบเก้าปีโดยไม่จำเป็นต้องคิดอะไรถึงต้องมาเผชิญกับ ‘การตื่นรู้ครั้งแรก’ ด้วยนะ คิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจสักที
เมื่อสองสามเดือนก่อนตอนที่ซิ่งมอเตอร์ไซค์ออกไปแถบชานเมือง ผมรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมากลางสมองจนล้มกลิ้งเข้าไปในพงหญ้า ตำรวจมองมอเตอร์ไซค์ที่อยู่ในสภาพยับเยินเหมือนเศษเหล็กสลับกับร่างกายผมที่มีเพียงรอยฟกช้ำเพียงเล็กน้อยแล้วได้แต่เอียงคอสงสัย ก่อนจะตั้งข้อสรุปว่าผมถูกดีดกระเด็นเข้าพงหญ้าไปก่อนที่ตัวรถจะอัดเข้ากับกำแพงจึงรอดชีวิตมาได้ ถึงผมจะไม่ได้พูดอะไรกับตำรวจ แต่ความจริงผมชนกำแพงพร้อมกับมอเตอร์ไซค์แล้วค่อยร่วงลงมาต่างหาก ผมอุบเงียบไว้เพราะขืนบอกความจริงไป คนที่บ้านผมคงต้องค้านไม่ให้ซื้อมอเตอร์ไซค์ใหม่แน่ ลำพังแค่รอดมาได้นี่ก็บุญหัวมากแล้ว
ปัญหาคือตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมก็เริ่มฝันประหลาดค่อนข้างบ่อย
อยู่มาวันหนึ่งจู่ๆ ดวงอาทิตย์อันตรธานไป ดวงจันทร์สีแดงพลันปรากฏขึ้นแทน สัตว์ประหลาดโผล่ออกมาเข่นฆ่าผู้คนไปทั่ว ทั้งที่มันเป็นความฝันที่ดูไม่สมจริงเอาซะเลย แต่พอลืมตาตื่นผมกลับตัวสั่นไปหมดเพราะแยกไม่ออกว่าสิ่งที่เห็นนั้นคือเรื่องจริงหรือเป็นแค่ความฝันกันแน่
ในความฝันนั้นผมอยู่ที่โรงเรียน พอสัตว์ประหลาดโผล่มาผมก็ผลักคนข้างๆ แล้วอาศัยจังหวะนั้นหนีไปที่โรงยิม จากนั้นผมก็ได้ขึ้นเป็นผู้นำเหมือนที่เป็นมาตลอดเพราะว่าผมแข็งแรงแถมยังถึกกว่าพวกเด็กเรียน ทว่าอาหารกลับเริ่มร่อยหรอ ดูทรงแล้วคงอยู่ได้ไม่เกินสองสามวัน ผมจึงวางแผนว่าจะย้ายไปยังโรงอาหาร แผนการของผมคือการซื้อเวลาหลบหนีโดยหาอย่างอื่นมาเบนความสนใจของสัตว์ประหลาด ซึ่ง ‘อย่างอื่น’ ที่ว่าก็คือคน แต่ใครล่ะจะยอมอาสาทำเรื่องที่ไม่ต่างอะไรจากการฆ่าตัวตาย ผมจึงร่วมมือกับไอ้พวกประจบสอพลอบางส่วนเพื่อผลักคนที่ ‘ไร้ประโยชน์’ ไปสู่เส้นทางแห่งความตายเพื่อทำให้แผนการสำเร็จ
คุณป้าแม่ครัวกับบรรดานักเรียนซ่อนตัวกันอยู่ในโรงอาหาร ตอนที่เห็นคนพวกนั้นความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาคือ ‘คนเยอะกว่าเดิมอีกแฮะ…หงุดหงิดชะมัด’ เนื่องจากอาหารมีจำกัดและไม่รู้ว่าทีมกู้ภัยจะมาถึงเมื่อไหร่ ผมจึงคิดก่อนเลยว่าจะลดจำนวนคนลงให้ได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม ระหว่างนี้หลายคนรวมทั้งผมด้วยก็ตื่นรู้จนได้รับ ‘พลังประหลาด’ มันคือพลังเหนือธรรมชาติที่ช่วยให้สามารถต่อกรกับสัตว์ประหลาดได้ แต่พอหันมองรอบตัวแล้วก็ไม่มีสักคนที่ตื่นรู้แล้วแข็งแกร่งกว่าผม
ตั้งแต่นั้นมาผมก็เริ่มทำสิ่งที่เรียกว่า ‘การควบคุม’ ใครหน้าไหนที่ไม่ฟังคำสั่งผมจะถูกให้อดอาหาร ถูกทุบตี หรือไม่ก็ถูกฆ่าทิ้ง การฆ่าคนนั้นลงมือยากแค่ครั้งแรกเท่านั้นแหละ แต่ครั้งต่อมาก็เริ่มง่ายเหมือนขยี้มด ทีแรกผมคิดว่าต่อให้ตัวเองเป็นนักเลงนิสัยต่ำช้าขนาดไหนก็คงไม่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมขนาดนั้นหรอกมั้ง ทว่าปรากฏว่ายิ่งเวลาผ่านไปผมกลับยิ่งรู้สึกว่าตัวตนของผมในความฝันกับความเป็นจริงกำลังผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน
คืนหนึ่งผมไปมีเรื่องวิวาทอยู่กลางถนน ถ้าตำรวจไม่เข้ามาห้ามคงได้วู่วามฆ่าคนตายไปแล้วเพราะควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ จากนั้นมาผมก็ถ่างตาไว้ไม่ให้หลับเพราะกลัวความฝัน ทั้งยังเล่นเกมจนดึกดื่น แต่พอถึงตีหนึ่งปุ๊บผมกลับหมดสติไปเหมือนไฟฟ้าลัดวงจรราวกับมีใครบางคนพยายามจะให้ผมเห็นสิ่งที่อยู่ในความฝันให้ได้
กล่าวโดยสรุปคือผมตาย มันเป็นการตายอย่างโหดเหี้ยมด้วยน้ำมือของ ‘ชายูฮยอก’ ชายผู้มาเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ชายูฮยอกมีนิสัยรักความยุติธรรม แต่ไร้ความเมตตาต่อขยะสังคมอย่างผม ผมถูกไอ้พวกที่เคยใช้เยี่ยงทาสทุบตีจนเกือบตายก่อนจะโยนให้ฝูงสัตว์ประหลาด คนในทีมของชายูฮยอกป้อนยาแปลกๆ ให้ผมตอนถูกสัตว์ประหลาดรุมทึ้ง และเพราะยานั่นผมถึงยังไม่ตายและอยู่ต่อได้อีกหลายชั่วโมงทั้งที่แขนขาขาดและไส้ไหลออกมา ส่วนสาเหตุการตายนั้นคือภาวะหัวใจวาย
‘อึนซู! ซอนอึนซู! ลูก! ฟื้นสิ เป็นอะไรไหม’
คืนนั้นในขณะที่กำลังฝันพลางตะโกนร้องเสียงดังลั่น ผมก็ถูกคนในครอบครัวปลุกให้ตื่น ผมลุกขึ้นมาหอบหายใจก่อนตระหนักได้ว่าคนที่ตายคือตัวผมในความฝัน ไม่ใช่ตัวผมในความเป็นจริง ผมจึงได้แต่สบถอยู่พักหนึ่ง
ผมคิดว่ายังไงตัวเองในความฝันก็ตายไปแล้ว ต่อไปคงไม่ฝันเลอะเทอะแบบนี้อีก แต่ที่ไหนได้ความฝันนั้นกลับฉายให้เห็นภาพชายูฮยอกจากมุมมองของผู้สังเกตการณ์แทน เขาต่างจากมนุษย์อย่างผมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เขาคือคนรักความยุติธรรมที่ได้รางวัลพลเมืองดีเด่นถึงห้าครั้งจากวีรกรรมต่างๆ เช่น จับโจรและช่วยเด็กที่ตกลงไปในรางรถไฟใต้ดิน กระทั่งตอนที่วันแห่งหายนะมาถึง วันที่แม้จะเอาชีวิตตัวเองให้รอดก็ยังยากนั้น เขาก็ยังอุตส่าห์ไปช่วยชีวิตผู้คน ทว่าหลังจากถูกหักหลังและพบกับบทเรียนสารพัดรูปแบบ ชายูฮยอกก็ตระหนักได้ว่า ‘ไม่จำเป็นต้องช่วยทุกคนก็ได้’
สำหรับคนดีเขาคือวีรบุรุษ แต่สำหรับขยะอย่างผม มนุษย์อย่างเขาก็ไม่ต่างอะไรกับปีศาจ ชายูฮยอกไม่ต้องพยายามยกตัวเองขึ้นเป็นผู้นำก็ได้รับการยกย่องและมอบตำแหน่งให้ประหนึ่งเป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว กลุ่มที่มีเขาเป็นผู้นำเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว เขากลายเป็นผู้ปกครองที่แข็งแกร่งในแบบที่ประชาชนผู้อ่อนแอต้องการ และได้รับการขนานนามว่าเป็นวีรบุรุษที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางกลียุค ดูเหมือนชายูฮยอกจะเป็นวีรบุรุษเช่นนั้นจริงๆ ส่วนตัวผมนั้นเมื่อมองดูชีวิตของเขาแล้วก็ตระหนักได้ทันทีว่าเขานี่แหละคือ ‘ตัวเอก’ ของโลกใบนี้
ถ้างั้นแล้วทำไมผมถึงต้องทำดีกับคิมแจยองที่ไม่เคยถูกพูดถึงแม้แต่ครั้งเดียวด้วยน่ะเหรอ
นั่นก็เพราะคิมแจยองเป็นลูกน้องของผมหลังจากที่เขาตื่นรู้น่ะสิ ขอแค่ผมเป็นคนออกคำสั่ง เขาจะทำตามโดยไม่ปริปากบ่น ตอนเห็นคิมแจยองฆ่าคนด้วยรอยยิ้ม ผมยังเคยคิดเลยว่าบางทีหมอนี่อาจจะบ้าหนักกว่าผมอีกก็ได้
วันที่ผมตาย คิมแจยองออกไปปล้นซูเปอร์มาร์เก็ตละแวกใกล้เคียงกับนักเรียนกลุ่มหนึ่งเลยโผล่มาที่โรงเรียนช้าไปนิด ตอนเขาจ้องสร้อยคอบนพื้นที่ว่างเปล่าแม้กระทั่งศพก็ยังไม่เหลือให้เห็นนั้น กลุ่มของชายูฮยอกก็เข้ามาจับตัวเขามัดเอาไว้
ชายูฮยอกฆ่าพวกที่ชอบข่มเหงรังแกคนอื่นตามอย่างผมจนเกลี้ยง มีแค่คิมแจยองคนเดียวเท่านั้นที่เขาฆ่าไม่ได้ เหตุผลที่ไว้ชีวิตคิมแจยองก็ง่ายนิดเดียว เพราะ ‘บรรดาคนดีแต่อ่อนแอทั้งหลาย’ ไม่ต้องการให้คิมแจยองตาย
แต่ชายูฮยอกไม่พอใจกับการปล่อยให้คิมแจยองมีชีวิตอยู่ต่อ สุดท้ายชายูฮยอกเลยตัดสินใจไล่คิมแจยองออกจากกลุ่ม ฝ่ายคิมแจยองทั้งที่รู้แก่ใจว่าการเอาตัวรอดลำพังข้างนอกนั่นเป็นเรื่องยาก ทว่าเขาก็ยังยอมรับการตัดสินใจนั้นโดยไม่โต้แย้ง ผู้คนพากันส่งเขาออกเดินทางทั้งน้ำตา แต่แล้วในวันรุ่งขึ้นก็พบศพเป็นกองพะเนิน กลุ่มคนที่มาส่งคิมแจยองล้วนถูกสังหารหมู่ พอตระหนักได้ว่าทั้งหมดนี้คือฝีมือของคิมแจยอง ชายูฮยอกก็โกรธจัด
คิมแจยองมาหาครอบครัวผมแล้วเล่าว่า ‘ชายูฮยอก’ สังหาร ‘ซอนอึนซู’ อย่างอำมหิตเพียงใด แต่เดี๋ยวนะ…นี่เขาสนิทกับผมขนาดไหนกัน ผมไม่เข้าใจการกระทำเขาเลย ครอบครัวผมร่วมมือกับกองทัพเพื่อวางแผนคืนความปกติให้กรุงโซลและระดมกำลังทั้งหมดเข้าแก้แค้นชายูฮยอกที่ฆ่าผม
‘จำเป็นต้องทำถึงขนาดนั้นเลยรึ!’
ผู้ที่คัดค้านไม่ให้โจมตีชายูฮยอกคือคุณปู่ คุณปู่เป็นคนเดียวในครอบครัวที่ไม่ไว้ใจคิมแจยองและยังแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์ด้วย แต่ท่านก็เป็นแค่ชายชราไร้เรี่ยวแรงที่นอนเฉยๆ อยู่บนเตียงพยาบาลเท่านั้น
ความฝันยังคงดำเนินต่อไป ทว่ามันไม่ได้เผยให้เห็นเรื่องราวทั้งหมด ช่วงกลางเรื่องถูกตัดข้ามไปและมาเริ่มต้นอีกครั้งตรงจุดที่ครอบครัวผมตายด้วยฝีมือของชายูฮยอกซึ่งเป็นผู้ถือครองพลังระดับสัตว์ประหลาด แน่นอนว่าตัวชายูฮยอกก็ยังไม่อาจปกป้องทีมของตัวเองจากศัตรูจำนวนมหาศาลได้ เมื่อชายูฮยอกสูญเสียคนสำคัญไป เขาก็ออกตามล่าหาคิมแจยองอย่างไม่ลดละ ส่วนคิมแจยองกลับอาศัยเพียงการควบคุมคนอยู่เบื้องหลัง ไม่เคยออกมาปรากฏตัวหน้างานเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในที่สุดชายูฮยอกก็หาคิมแจยองจนพบ ตอนนั้นคิมแจยองกำลังเดินตรงเข้าสู่เกตที่มีสัตว์ประหลาด ชายูฮยอกฟาดฟันสัตว์ประหลาดที่กรูกันออกมาพร้อมกับพุ่งเข้าไปหมายจะฆ่าคิมแจยอง แต่คิมแจยองเพียงแค่ทำสัญญาณมือหนึ่งครั้งก็สามารถควบคุมฝูงสัตว์ประหลาดให้มาสกัดเขาไว้ได้
‘ไอ้สารเลว! อย่ามัวแต่หดหัว ออกมาเจอกันซึ่งๆ หน้าสิวะ!’
แม้ชายูฮยอกจะตะเบ็งเสียงดังจนแทบกระอักเลือด แต่คิมแจยองก็ไม่หยุดฝีเท้า ภาพแผ่นหลังของเขาที่กำลังเดินไปทางเกตประหลาดที่มืดมนอนธการไม่บ่งบอกสภาพอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ผมกำลังจ้องทั้งคู่ผ่านมุมมองของผู้สังเกตการณ์ ในขณะที่คิมแจยองกำลังจะเดินลับหายไป ผมเห็นบางอย่างสะท้อนแสงวิบวับอยู่บนคอเขา มันคือสร้อยคอแซฟไฟร์สีน้ำเงินซึ่งเป็นของดูต่างหน้าของแม่ที่เสียไป ผมสวมสร้อยคอเส้นนั้นติดตัวตลอดอย่างหวงแหนจนถึงวาระสุดท้าย และนั่นคือของชิ้นเดียวที่ผมทิ้งไว้ทั้งที่แม้แต่ศพก็ยังไม่เหลือด้วยซ้ำ
‘เฮือก!’
ทันทีที่ตื่นจากความฝัน ผมก็ลูบคลำคอตัวเองก่อนพบว่ามันไม่อยู่บนคอผม สร้อยคอหายไปแล้ว ผมทำหายที่ไหนกัน ผมค้นทั่วบ้านตั้งแต่ช่วงเช้ามืด แม้จะไล่จี้ถามพวกแม่บ้านแล้วก็ยังคงหาไม่เจอ หรือผมจะทำหายเมื่อวานตอนอยู่ที่โรงเรียน ผมวิ่งแจ้นออกจากบ้าน นึกในใจว่านี่คือครั้งแรกในชีวิตที่จะไปโรงเรียนเวลานี้
พอถึงโรงเรียนผมก็เห็นคิมแจยองนั่งอยู่คนเดียวในห้องเรียนที่มีแสงอาทิตย์ยามเช้าส่องเข้ามารำไร ทำไมต้องเป็นหมอนี่อีกแล้ว พอได้เห็นคนที่เพิ่งเจอกันในความฝันไปก่อนหน้านี้ ครู่หนึ่งผมถึงกับแยกไม่ออกว่านี่คือความฝันหรือความเป็นจริง คิมแจยองที่กำลังสวมหูฟังทำแบบฝึกหัดอยู่หันหน้ากลับมาเพราะได้ยินเสียงกระชากเปิดประตู ผมเดินรี่เข้าไปหาเขาด้วยสติที่ไม่สมบูรณ์ครบถ้วนนักก่อนยื่นมือที่สั่นเทาออกไป
‘เอามา’
‘ฮะ?’
‘เอาสร้อยคอฉันคืนมา’
คิมแจยองมองมือที่สั่นเทาสลับกับใบหน้าของผมที่มีเหงื่อไหลตามกรอบหน้า ก่อนจะหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋า มันคือสร้อยคอที่อยู่ในถุงซิปล็อก หมอนั่นยิ้มพลางวางสร้อยคอลงในมือผม
‘นายรู้ได้ยังไง ฉันเก็บมันได้ตรงสนามกีฬาเมื่อวาน กำลังจะไปตามหาเจ้าของอยู่พอดี ที่แท้ก็ของนายนี่เอง’
‘…’
‘ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า นายดูไม่ค่อยโอเคเลยนะ’
คิมแจยองลุกขึ้นพลางเอื้อมมือมาคล้ายจะแตะหน้าผากผมเพื่อวัดอุณหภูมิ ผมตกใจจนก้าวถอยหลัง แต่ดันสะดุดเก้าอี้จนเสียหลัก เขาคว้าข้อมือผมที่จวนจะล้มในท่าที่ไม่น่าดูนักเอาไว้แล้วออกแรงดึงเข้าหาตัว ผมจึงล้มเซไปทางคิมแจยองที่ประคองผมไว้ในท่าทีที่กลับลงไปนั่งบนเก้าอี้อีกรอบ ไม่ว่าจะมองยังไงก็เหมือนต่างฝ่ายต่างโถมเข้ากอดกันในท่วงท่าที่สุดแสนจะน่าอาย
‘โอ๊ย บ้าเอ๊ย…’
ผมได้สติพร้อมสบถคำหยาบพลางรีบลุกขึ้นยืนโดยไม่ลืมฉวยสร้อยคอที่ตกอยู่บนพื้นมาถือไว้ คิมแจยองเป็นอะไรไปอีกล่ะนั่น หมอนั่นนั่งนิ่งเหม่อลอย ปกคอเสื้อนักเรียนก็พลิกกลับด้านอีก ผมนึกสงสัย ทว่าในเมื่อเขาเก็บสร้อยคอไว้ให้ผม ผมคงต้องพูดอะไรสักหน่อย ครั้นจะให้เอ่ยขอบคุณก็น่าอายเกินไป ผมเลยยื่นมือออกไปหมายจะจัดปกคอเสื้อให้เป็นการตอบแทน แต่เมื่อมือผมแตะโดนคอเขา เขากลับสะดุ้งและปัดมือผมออกอย่างแรง
‘…ปกคอเสื้อมันพลิก’
‘…อื้อ เดี๋ยวฉันจัดการเอง’
สีหน้าตื่นตกใจพลันหายวับไปอย่างรวดเร็ว เขายิ้มอย่างอ่อนโยนขณะจัดปกคอเสื้อตัวเองให้เขาที่ ในวินาทีนั้นเองผมก็สะดุดตาเข้ากับหูแดงก่ำของเขา
เอ่อ…อย่าบอกนะ…
ไอ้หมอนี่ชอบผมงั้นเหรอ
[System]
คุณได้รับสกิล ‘ฝันพยากรณ์’ เป็นโบนัสพิเศษจาก ‘การตื่นรู้ครั้งแรก’
…นี่มันอะไรกันเนี่ย
หน้าต่างข้อความโปร่งใสที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า นอกจากผมแล้วก็ไม่มีใครมองเห็นมันเลย ฝันพยากรณ์?…ฝันพยากรณ์คืออะไรล่ะนั่น ผมลองเอามือถือมาค้นหาดูก็พบว่าฝันพยากรณ์หมายถึงความฝันที่ทำนายเรื่องในอนาคตได้ ความฝันที่ทำนายเรื่องในอนาคตได้งั้นเหรอ ถ้างั้นก็แปลว่าไอ้ฝันเส็งเคร็งที่ทรมานผมมาตลอดหนึ่งเดือนนี้จะกลายเป็นความจริงขึ้นมาใช่ไหม ไร้สาระน่า…ผมว่าตัวเองต้องเป็นบ้าแน่ๆ ถึงได้เห็นภาพหลอนแบบนั้น
เรื่องที่คิมแจยองชอบผมก็เหมือนกัน ผมคงแค่เข้าใจผิดนั่นแหละ หมอนั่นอาจจะแค่ขี้อายก็ได้นี่! แต่ว่าในความฝันทำไมคิมแจยองต้องตามรังควานชายูฮยอกขนาดนั้นด้วยนะ…แถมยังเอาสร้อยคอผมมาสวมอีกต่างหาก…ถ้าทั้งหมดมันเป็นเพราะเขาชอบผม ถ้างั้นมันก็สมเหตุสมผล แต่ว่า…เรื่องเหลือเชื่อแบบนั้นคงไม่มีวันเกิดขึ้นจริงๆ หรอกมั้ง สัตว์ประหลาดเอย พลังเหนือธรรมชาติเอย อะไรก็ไม่รู้ ฮ่าๆๆ
ครับ…แต่เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆ แล้วครับ
‘น้องเล็ก นั่นนาย…กำลังทำอะไรอยู่น่ะ’
‘หืม?’
‘ควงตะเกียบยังงั้น…จะเล่นละครสัตว์หรือไง…’
‘หา?’
เย็นวันนั้นคนในบ้านอ้าปากค้างจ้องมองผม ถ้าถามว่าทำไมหรือมีอะไรน่ะเหรอ พอก้มหน้าลงเล็กน้อยผมก็เห็นตะเกียบในมือหมุนติ้วมีลีลาประหนึ่งกำลังโชว์ละครสัตว์อยู่
นะ…นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย ผมตกใจจนขว้างตะเกียบทิ้ง แต่แล้วตะเกียบนั่นกลับพุ่งฉิวผ่านหน้าพี่ชายคนโตไปปักติดเข้ากับผนัง ผิวข้างแก้มของเขามีรอยบาดและเลือดไหลซึมออกมา
‘เราจับน้องเล็กไปฝึกทักษะกีฬากันไหมครับ…’
ตะเกียบปักลึกเข้าไปในผนังกว่าครึ่ง แม้สมาชิกครอบครัวและคนรับใช้จะมารวมพลังกันเพื่อดึงมันออกก็ยังไม่เป็นผล พ่อผมบอกว่าไหนๆ ก็ไหนๆ แล้วเก็บไว้เป็นที่ระลึกเลยดีกว่า จากนั้นก็ไปเอากรอบเปล่าๆ มาแขวนทับมันไว้ ตะเกียบนั่นจึงยื่นโด่ออกมาจากผนังห้องอาหารของบ้านเราด้วยประการฉะนี้
สมาชิกครอบครัวผมมองว่านั่นเป็นแค่เหตุบังเอิญเท่านั้น พวกเขาขำคิกคักกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ผมกลับขำไม่ออก ความไม่สบายใจแปลกๆ ที่เหมือนเคยประสบมาก่อนทำเอาขนคอลุกชัน คนธรรมดาทั่วไปต่อให้ขว้างตะเกียบแรงแค่ไหน จะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์กันที่มันปักติดเข้าไปในผนังปูนแบบนั้น พอผมนึกขึ้นได้ว่าในความฝันพลังที่ผมได้มาตอนตื่นรู้คือความสามารถในการเปลี่ยนสิ่งของทุกชนิดในมือให้กลายเป็นอาวุธ ผมก็รีบวางตะเกียบที่เหลืออีกข้างลงบนโต๊ะทันที
ไหนจะตอนที่ผมเกิดอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์คว่ำอีก ผมควรบาดเจ็บสาหัสหรือไม่ก็ควรตายไปแล้ว แต่ดันมีแค่รอยฟกช้ำเล็กน้อยเท่านั้น แล้วยังมีตอนที่ไปหาเรื่องทะเลาะวิวาทบนถนนกลางค่ำกลางคืนด้วย คุณลุงวัยกลางคนตัวหนาถึงกับตาเหลือกหมดสติหลังจากถูกผมต่อยไปแค่สองสามหมัด ถ้าเป็นคน ‘ปกติ’ คงไม่มีทางมีพลังขนาดนี้แน่ๆ
หลังจากนั้นผมก็ทดลองทำอีกหลายอย่าง เช่น ตามพ่อไปล่าไก่ป่าช่วงสุดสัปดาห์ ลองยิงปืน และใช้ดาบไม้ฝึกซ้อมกับทีมพนักงานรักษาความปลอดภัยโดยแสร้งทำเป็นอยากเรียนศิลปะป้องกันตัวแบบจริงจัง อาวุธหลายประเภทในมือผมเคลื่อนไหวลื่นไหลราวกับสายน้ำ พอได้ลองใช้ปืนผมก็สามารถยิงได้อย่างแม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกนัด ทั้งที่ไม่เคยเรียนยิงปืนเลยแม้แต่ครั้งเดียว สมาชิกครอบครัวพากันดีใจจนเนื้อเต้น อยากส่งผมไปฝึกทักษะกีฬา หรือไม่ก็เก็บตัวเตรียมส่งแข่งขันโอลิมปิกจะแย่ แม้ผมจะมีพลังพิเศษ แต่ผมจะมัวอึ้งทึ่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้ หากการตื่นรู้มีจริง…นั่นก็หมายความว่าโลกนี้ใกล้ถึงกาลอวสานด้วยเหมือนกัน
ความฝันขาดตอนเหมือนถูกตัดฉับหลังจากที่คิมแจยองเข้าไปในเกตแล้วน่าอึดอัดชะมัด ถ้าได้ฝันอีกสักหน หรือไม่ก็ได้เห็นหน้าต่างสถานะเหมือนครั้งที่แล้วอีกสักที ผมก็น่าจะเข้าใจสถานการณ์ได้เยอะขึ้นไม่มากก็น้อย หรือว่าผมควรจะตะโกนเรียกหน้าต่างสถานะแบบที่ในเว็บตูนเขาทำกัน
‘นะ…หน้าต่างสถานะ เฮ้ย!’
เมื่อความคับข้องทำให้ผมโพล่งคำว่าหน้าต่างสถานะออกมาแบบไม่ได้ตั้งใจ หน้าต่างข้อความโปร่งใสก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา
[System]
ซอนอึนซู
อายุ : 19
เพศ : ชาย
อาชีพ : นักเรียนมัธยมปลาย
ฝ่าย : อธรรม
ฉายา : [ผู้ตื่นรู้คนแรก*]
สกิล : [ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.1*] [ฝันพยากรณ์*]
‘นะ…นี่มันอะไรวะเนี่ย’
หากผมไม่ได้ใช้นิ้วแตะลงไปบนหน้าต่างสถานะ มันจะค่อยๆ หายไปเองภายในเวลาสิบห้าวินาทีเป๊ะๆ แบบไม่ขาดไม่เกิน และพอผมแตะไปที่เครื่องหมายดอกจันข้างๆ คำว่า ‘ผู้ตื่นรู้คนแรก’ คำอธิบายก็จะโผล่ขึ้นมาว่าเป็นฉายาที่มอบให้กับ ‘บุคคลที่เป็นผู้ตื่นรู้คนแรกสุดของมวลมนุษยชาติ’ รายละเอียดเพิ่มเติมคือค่าโชค+30 ส่วนช่องสกิล ‘ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.1’ นั้น…
[ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.1]
– สามารถควบคุมสิ่งของทุกชนิดที่ถืออยู่ในมือได้อย่างอิสระตามใจนึก
– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น
– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.2 : [โอม จงซ่อม จงฟื้น จงคืนสภาพด่วน Lv.1]
– อัตราความสำเร็จ 3%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
อะไรกันเนี่ย ความสามารถของผมไม่ได้หยุดอยู่แค่การใช้อาวุธได้อย่างคล่องแคล่วเท่านั้นหรอกเหรอ ผมถึงกับอึ้งในคำอธิบายบนหน้าต่างสถานะที่บอกว่าหากทักษะมือสูงขึ้นจนถึง Lv.2 ผมจะได้รับทักษะในการซ่อมแซมด้วย ทักษะการใช้มือกับการซ่อมแซมงั้นเหรอ…ไม่ว่าจะมองยังไงมันก็ไม่ใช่ชื่อสกิลที่เหมาะจะเอาไปใช้โจมตีใครได้เลย ผมในความฝันไม่เคยใช้ความสามารถกับเรื่องอื่นซะด้วยสิ นอกจากต่อยตีและข่มขู่ชาวบ้าน ถ้าไม่ได้เห็นหน้าต่างสถานะ ผมก็คงไม่ได้รู้ข้อเท็จจริงนี้
‘เวรแล้วไง’
สงสัยวันแห่งหายนะหรือวันอะไรสักอย่างนั่นจะใกล้เข้ามาแล้วจริงๆ
นับจากวันนั้นผมก็พยายามจะเล่าความฝันให้ครอบครัวฟัง ทว่าปากเจ้ากรรมดันไม่ยอมพูดออกมาราวกับถูกจำกัดไว้ด้วยอะไรบางอย่าง แม้จะลองเลี่ยงไปใช้คำอื่นแล้วก็ยังไม่เป็นผล ผมงอแงประกาศกร้าวว่าจะไม่ยอมไปโรงเรียน แต่ก็ยื้อได้แค่วันสองวัน หลังจากโดนไม้เกาหลังเจ้าคุณปู่หวดก้นสามสี่ทีก็ต้องเสนอหน้ากลับไปที่โรงเรียนใหม่
ถ้าคิมแจยองมาชวนคุยจะทำยังไงดี ผมต้องแสดงท่าทีตอบไปแบบไหนกันนะ ลองถามดูดีไหมว่าทำไมนายถึงชอบฉัน ผมจำลองสถานการณ์ไปเรื่อย แต่เอาเข้าจริงแล้วคิมแจยองกลับแค่นั่งอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจอยู่แถวหน้าสุดโดยไม่ได้หันมามองผมสักนิด แต่ก็นะ คนที่ฝันคือผม คิมแจยองยังเป็นคนเดิมเหมือนปกติ ผมเองก็ยังคงเกาะกลุ่มกับแก๊งอันธพาลโดยไม่คิดอะไรมากและเอาแต่เที่ยวเล่น ไม่สิ…พยายามจะเที่ยวเล่นมากกว่า
‘นี่…ถ้าอีกไม่นานก็ต้องตาย พวกนายอยากทำอะไร’
ผมที่มีปัญหากับการใช้ชีวิตอยู่ไปวันๆ แบบไม่เคยคิดอะไรกลายเป็นคนคิดเยอะขนาดนี้ได้ด้วยแฮะ
‘พล่ามอะไรวะ’
‘เฮ้ย มาดูนี่ดิ สาวที่เพิ่งมีคนแนะนำมาให้ฉันรอบนี้โคตรแจ่ม หุ่นอย่างเด็ด’
‘โห ดูตัวเล็กไปหน่อยไหมวะ’
‘มีอย่างอื่นใหญ่ชดเชยแล้วไง ไอ้ง่าว’
‘ฉันให้ผ่าน’
‘ฉันก็ให้ผ่าน’
บทสนทนาของเด็กหนุ่มมัธยมปลายวัยกลัดมันก็หยาบคายกันแบบนี้ ปกติผมก็รำคาญไอ้พวกพูดจาสกปรกเรื่องผู้หญิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว พอเรื่องที่ผมกังวลลึกๆ ในใจถูกเมินซ้ำ ผมก็ยิ่งอารมณ์เสีย ไอ้พวกนี้จะตายก่อนผม…พวกหื่นไม่ลืมหูลืมตานี่ เมื่อวันแห่งหายนะมาถึง เก็บไว้ข้างกายก็ไร้ประโยชน์
‘เฮ้ย ซอนอึนซู นั่นนายจะไปไหนน่ะ งอนที่ไม่ตอบคำถามหรือไง’
‘ไปขี้’
ใช้ชีวิตให้เต็มที่ล่ะ ยังไงซะพวกมันก็คือคนที่จะตายก่อนเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สอง และเบอร์สามอยู่แล้ว เมื่อถึงวันแห่งหายนะ ต่อให้ยังอยู่รอดปลอดภัยไม่ตายใต้กรงเล็บสัตว์ประหลาด แต่ด้วยนิสัยแบบนั้นคงถูกชายูฮยอกฆ่าทิ้งอยู่ดี ผมเองก็หนึ่งในนั้นเหมือนกัน…แม่งเอ๊ย!
ก่อนไปเข้าห้องเรียน ผมแวะเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระ ในขณะที่กำลังยืนปลดกางเกงอยู่หน้าโถปัสสาวะในห้องน้ำที่ว่างเปล่า จู่ๆ ก็มีคนเข้ามายืนข้างๆ
ผมเงยหน้าเพื่อดูว่าเป็นใคร พอสบตากันเท่านั้นแหละ…คิมแจยอง
‘ว้าก! กระเซ็น!’
ผมตกใจจนควบคุมทิศทางผิดพลาด ทำเอาปัสสาวะกระเซ็นมาเปื้อนมือเล็กน้อย ผมรีบร้อนดึงกางเกงขึ้นแล้วรุดไปยังอ่างล้างมือและถูมือด้วยสบู่อย่างแรง แต่เดี๋ยวนะ หมอนี่ทำไมต้องมายืนฉี่ไปด้วยจ้องหน้าคนอื่นไปด้วยเนี่ย! ในขณะที่กำลังสบถหยาบคายอยู่ในใจ คิมแจยองที่เสร็จธุระแล้วเดินมาล้างมือก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา
‘ตอนนี้ดีขึ้นแล้วใช่ไหม’
‘ฮะ? อะไรนะ’
‘เห็นนายไม่มาโรงเรียนตั้งหลายวัน ตอนนั้นดูไม่สบายมากเลยนี่’
ครั้นได้ยินน้ำเสียงเจือความห่วงใยจากปากเขา ผมก็ขนลุกเกรียว เขาน่าจะแสร้งทำล่ะมั้ง…ในความฝันผมเคยลอบสังเกตท่าทีของคิมแจยองตั้งแต่หัวจรดเท้า และผมหยุดคิดไม่ได้เลยว่าการกระทำกับคำพูดของหมอนี่ล้วนเป็นการแสดง มันเป็นความมั่นใจแบบที่ผมเองก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง ผมเชื่อว่าเขาไม่ได้บ้าจนกลายเป็นไอ้โรคจิตหลังจากวันแห่งหายนะมาถึง เขาประหลาดตั้งแต่แรกอยู่แล้วต่างหาก พอผมรู้สึกว่าแม้แต่การที่เขาเข้ามาในห้องน้ำตอนนี้ก็อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ขนคอผมก็พลันลุกชัน
‘ก็…ไม่ได้เป็นไรมาก ฉันโอเค’
‘นายสวมสร้อยคอเส้นนั้นตลอดเลยแฮะ’
คิมแจยองยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่งดงามราวภาพวาดที่ผมมักเห็นบ่อยๆ ในความฝัน ผมฝืนพยักหน้าทั้งที่ตัวเกร็งไปหมด จู่ๆ ตรงผิวเนื้อที่แนบกับสร้อยคอก็รู้สึกไม่คุ้นเคยแปลกๆ
‘เหมาะกับนายดีนะ อึนซู’
กระทั่งคิมแจยองเดินออกจากห้องน้ำไปแล้วนั่นแหละ ผมถึงกลับมาหายใจหายคอได้อีกครั้ง หรือถ้าพูดง่ายๆ ก็คือผมกลัวฉิบหาย โอ๊ย ตลอดชีวิตที่ผ่านมาผมไม่เคยกลัวหัวหดขนาดนี้มาก่อน…หมอนี่มันน่ากลัวจริงๆ แม้ตอนนี้ผมจะตื่นรู้จนได้รับพลังมาแล้ว หากอยากฆ่าคิมแจยองก็สามารถฆ่าได้ทันที แต่ผมก็ยังถึงกับตกอยู่ในสภาพที่หายใจไม่ออก นี่ถ้าเจอชายูฮยอกตัวจริงผมจะไม่เป็นลมหมดสติไปเลยหรือไง
‘ไม่สิ…เดี๋ยวก่อน แน่ใจหรือไงว่าเรื่องในอนาคตจะเกิดขึ้นจริงตามนั้น’
เหตุผลที่ผมตาย หนึ่งเลยคือผมใช้ชีวิตเหมือนเศษสวะ สองคือผมเจอชายูฮยอก นั่นหมายความว่าถ้าผมไม่ใช้ชีวิตเหมือนเศษสวะและไม่ได้เจอชายูฮยอกล่ะก็…
‘โอ้โหแม่ง สุดยอดเลย ไอ้ไร้สมองเอ๊ย ทำไมเพิ่งมาคิดออกตอนนี้วะ’
ยิ่งไปกว่านั้นผมยังมีคิมแจยองที่แม้แต่ชายูฮยอกยังฆ่าไม่ได้คอยป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆ อีกต่างหาก ในความฝันเขาแก้แค้นชายูฮยอกที่ฆ่าผมด้วยการใช้ประโยชน์จากครอบครัวผมและไล่ฆ่าคนในทีมของชายูฮยอก เรียกได้ว่าลงมือทำสารพัดอย่าง ถ้าหากเขาชอบผมมากขนาดนั้น…แบบนี้ต่อให้เผชิญหน้ากับชายูฮยอกเข้าจริงๆ หมอนี่ก็น่าจะปกป้องผมได้ไม่ใช่หรือไง
‘แต่ถ้าหมอนี่เรียกร้องค่าตอบแทนล่ะ จะทำยังไง’
ผมยืนส่องกระจกหน้าอ่างล้างมือและหันไปหันมาเพื่อสำรวจใบหน้าตัวเอง ตอนยังเด็กกว่านี้คนชมผมว่าหล่อบ่อยมาก แต่ช่วงนี้คำที่ได้ยินบ่อยกว่ากลับเป็น ‘ทำไมทำหน้าแบบนั้น’ คงเพราะผมขมวดคิ้วตลอดเวลาหน้าเลยดูดุ แต่ถึงยังงั้นเพื่อนที่ไปไหนมาไหนด้วยกันก็มีแต่พวกหน้าปลาจวดพันธุ์แท้ ผมเลยมั่นใจในรูปลักษณ์ตัวเองพอสมควร…แต่ผมนึกไม่ถึงเลยว่าหน้าแบบนี้ก็มัดใจชายได้ด้วยเหมือนกัน
‘ชิ ฉันไม่ใช่เกย์นะเฟ้ย…แต่เอาเหอะ แกล้งทำเป็นไม่รู้ไปก่อนแล้วกัน ถ้าหมอนั่นจับได้ แค่จุ๊บนิดจุ๊บหน่อยคงไม่เป็นไรหรอก’
ผู้ชายหน้าสวยแบบคิมแจยองไม่ได้มีให้เห็นเยอะนักหรอก ถ้าคิดเสียว่าหมอนั่นเป็นผู้หญิง บางทีแค่จุ๊บกันก็คงทำใจได้ไม่ยากหรอก ดีล่ะ ผมต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเกาะหนึบอยู่ข้างคิมแจยองให้ได้ ขอแค่ทุ่มเทปกป้องคิมแจยองด้วยชีวิตและจิตใจจนกว่าเขาจะตื่นรู้ แนวโน้มที่ผมจะตายใต้เงื้อมมือสัตว์ประหลาดและใต้เงื้อมมือชายูฮยอกย่อมต้องลดลงเยอะมากแน่ๆ นี่ใช่ไหมนะที่เขาเรียกว่าน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า
เมื่อหาแผนรับมือไม่ให้ตายตอนวันแห่งหายนะและวางหนทางรอดไปนานๆ ได้แล้ว ผมก็ดีใจจนฮัมเพลงออกมาเบาๆ ขณะเดินไปเข้าห้องเรียน พอผมกระชากประตูเปิดเสียงดังแบบที่ชอบทำตามปกติ บรรดานักเรียนมัธยมปลายปีสามที่กำลังจดจ่อกับการเรียนก็พากันมามองด้วยสายตาไม่พอใจ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยตำหนิผม ผมสาวเท้าไปทางที่นั่งแถวหน้าพลางควานมือหาของในกระเป๋ากางเกง
‘กินนี่สิ’
ป้าบ…ของที่วางลงบนโต๊ะคิมแจยองคือซองบุหรี่ เอ้า เวรเอ๊ย ไม่ใช่อันนี้…ผมลนลานเก็บซองบุหรี่คืนมาแล้วหยิบกล่องลูกอมคาราเมลสี่เหลี่ยมจากกระเป๋ากางเกงอีกข้างออกมาวางแทน
‘คือว่า…ขอบใจนะที่ช่วยเก็บสร้อยคอไว้ให้เมื่อคราวก่อน’
ผมพูดพลางเกาต้นคอไปด้วยความเก้อเขิน จากนั้นก็หันหลังขวับแล้วรีบเดินกลับมานั่งที่ตัวเองโดยไม่รอฟังคำตอบจากคิมแจยอง ถ้าทำแบบนี้แล้วหมอนี่จะตกหลุมรักผมมากกว่าเดิมไหมนะ เอาเป็นว่าแค่เห็นนักเรียนดีเด่นที่ปกติสนใจแต่เรื่องเรียนหยุดอ่านหนังสือแล้วหันมากุมกล่องลูกอมคาราเมลไว้ในมือแน่น มันก็พอจะบอกได้แล้วว่าผมประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียว
ก็นะ…เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ
หมอนี่เป็นคนเดาทางยาก แต่พอแกล้งรุกเข้าไปตีซี้บ่อยเข้าก็เหมือนจะสนิทกันมากขึ้นแล้วเล็กน้อย แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นเพื่อนรักกันก็เถอะ พอหวนนึกถึงเมื่อก่อนตอนที่ได้ยินรอบข้างพูดถึงคิมแจยองกันแทบจะตลอดเวลาจนผมรู้สึกเหม็นขี้หน้าขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลเลยแกล้งเขา…เฮ้อ ผมนี่น่าตบปากตัวเองให้แตกจริงๆ แต่ถือว่าโชคยังเข้าข้างผมอยู่ ดูท่าเขาจะไม่ได้เก็บเรื่องเก่ามาใส่ใจ อันที่จริงตอนล้อเลียนหรือแกล้งคิมแจยองผมก็ไม่ได้รู้สึกสนุกเลยสักนิด เพราะเขาไม่เคยตอบโต้สักครั้ง
“คิมแจยอง นายสนใจไปบ้านฉันไหม”
“…จู่ๆ ก็ชวนกันเนี่ยนะ”
“เอาแต่เรียนทุกวันไม่ปวดหัวหรือไง ไปเล่นเกมกันเถอะ”
“…ได้สิ”
ทันทีที่คิมแจยองยิ้มบางๆ ผมก็คล้ายจะตาฝาดเมื่อเห็นบรรยากาศรอบตัวเขาสว่างสดใสขึ้นมา เขาตัวสูงกว่าผม ช่วงไหล่ก็กว้างกว่าผม แต่กลับมีกลิ่นอายอ่อนโยนแบบนี้ลอยอยู่รอบตัว มันสมเหตุสมผลนักหรือไง…
“หมดคาบแล้วรอก่อนนะ เดี๋ยวกลับด้วยกัน”
“อื้อ”
วันนี้หูของหมอนี่ก็แดงระเรื่ออีกแล้ว
สิ่งที่น่าสะพรึงที่สุดคือการไม่รู้ช่วงเวลาที่ชัดเจนว่าวันแห่งหายนะจะมาถึงเมื่อไหร่ ผมรู้คร่าวๆ แค่ว่าเป็นช่วงก่อนปิดเทอมภาคฤดูร้อน ยิ่งวันปิดเทอมใกล้เข้ามาเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งรู้สึกเสียวสันหลังหนักขึ้นทุกที มีแค่ผมคนเดียวที่รับรู้ถึงความสิ้นหวังนี้ มันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด โดดเรียนแล้วขลุกอยู่แต่ในบ้านซะเลยดีไหมนะ ว่าแต่ผมจะเปลี่ยนอนาคตได้หรือเปล่า แล้วมันจะเปลี่ยนไปยังไง จะมีบทลงโทษไหม ในสภาวะที่มีแต่เรื่องไม่แน่นอน การทำตัวเสี่ยงไม่เข้าท่ามีแต่จะเป็นอันตราย นี่คือปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อสมาชิกครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ ฉะนั้นผมต้องระวังให้มาก ท่ามกลางความหวาดกลัวและความกระวนกระวายที่โหมกระหน่ำเข้าใส่ สิ่งเดียวที่ปลอบประโลมผมได้คือการมีคิมแจยองอยู่ใกล้ๆ คอยปกป้องผม
“ช่วงนี้เป็นอะไรของนายวะ”
“ฉันเหรอ ทำไมอะ”
“ทำไมนายถึงไปสุงสิงกับไอ้ขอทานนั่นได้ล่ะ นึกอยากจะเรียนหนังสือขึ้นมาแล้วหรือไง”
ช่วงนี้ผมเอาแต่ไปไหนมาไหนกับคิมแจยอง พวกเพื่อนที่เคยเที่ยวเล่นด้วยกันเลยเริ่มไม่พอใจและเรียกผมให้แยกออกมาคุยกันที่หลังโรงเรียน พวกมันมายืนดึงหน้าตึงกันเป็นหมู่คณะแบบนี้ คิดว่าน่ากลัวมากมั้ง…อย่างกับฟาร์มปลาจวด
“เรียนอะไร ใครเขาเรียนกัน”
“งั้นก็บอกเหตุผลมาดิ”
“ฉันก็อยากบอกอยู่หรอก แต่มันดันพูดไม่ออกนี่หว่า”
“คิดว่าพวกฉันกำลังล้อเล่นกันอยู่หรือไง”
อีกไม่นานหรอก เดี๋ยวพวกนายก็จะตายเรียบ จากนั้นคิมแจยองก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีกแบบโคตรๆ แล้วฉันก็จะเกาะหมอนั่นไว้แน่นๆ เพื่อไม่ให้ตัวเองตาย…ผมอยากพูดแบบนี้จะแย่ แต่ปากมันไม่ยอมขยับนี่นา จะให้ผมทำยังไงได้ล่ะ
“ฉันพูดจริงๆ นะเนี่ย”
พอผมหัวเราะ พวกปลาจวดก็คิดว่าผมล้อเล่นเลยเริ่มหัวเสีย โดยเฉพาะหมูหน้าปลาจวดตัวเบิ้มที่ยืนอยู่แถวหน้า จู่ๆ หมอนั่นก็เปลี่ยนท่าทีโดยพับแขนเสื้อข้างหนึ่งขึ้นเป็นเชิงข่มขู่ ทันใดนั้นรอยสักอิเรซูมิ* สีน้ำเงินเข้มตรงต้นแขนก็ปรากฏออกมาอวดโฉม
“ซอนอึนซู ตอนที่ฉันยังพูดดีๆ ด้วยอยู่ก็หัดสำเหนียกจุดยืนตัวเองซะบ้างนะ ถ้าถูกตราหน้าว่าเป็นไอ้สารเลวไร้ความซื่อสัตย์ขึ้นมา ชีวิตในโรงเรียนที่เหลืออีกไม่นานของนายคงสนุกไม่ออกแน่”
ต่อให้กดเสียงต่ำเพื่อขู่กันแค่ไหนก็สร้างความเดือดร้อนให้ผมโดยตรงไม่ได้หรอก
เด็กทะเลาะกันก็เหมือนกับผู้ใหญ่ทะเลาะกัน สุดท้ายก็เรื่องเงินทั้งนั้นแหละ ไอ้หมูหน้าปลาจวดนี่คือคนที่คอยจับตาดูผมผลาญเงินตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันคงรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่าต่อให้ทำร้ายผมได้ ฝ่ายที่จะซวยก็คือตัวมันเอง อีกอย่างตัวผมในตอนนี้ต่อให้ถูกเจ็ดคนรุมเข้ามาพร้อมกัน ผมก็มั่นใจว่าสามารถเอาชนะได้
“เฮ้อ…ทุกคนอย่าทำแบบนี้สิ ใช้ชีวิตแบบที่คนดีๆ เขาทำกันหน่อย อืม อย่างเช่นรู้จักช่วยเหลือคนอื่นบ้าง ช่วยอย่างสร้างสรรค์ ช่วยอย่างตั้งใจ แบบที่เขาบอกกันไงว่าต่อให้พรุ่งนี้โลกจะแตกสลายไป ฉันก็จะยังปลูก เอ่อ…สตรอเบอรี่* ไหมนะ เออๆ นั่นแหละ”
“เฮอะ สงสัยจะประสาทกลับ ไม่ใช่สตรอเบอรี่โว้ย แอปเปิ้ลต่างหาก”
“จะแอปเปิ้ลหรือสตรอเบอรี่ก็เหมือนๆ กันแหละน่า ฉันไม่มีเวลามาไร้สาระอยู่ตรงนี้แล้ว ไปล่ะ โชคดีนะ”
“เฮ้ยๆ! ฉันยังพูดไม่จบ จะไปไหน!”
พอผมหันหลังเดินออกมา ไอ้หมูหน้าปลาจวดก็คำรามเสียงดังลั่น ผมนิ่วหน้าเพราะเสียงเสียดหูนั่น แต่ก็ไม่ได้หยุดฝีเท้าแต่อย่างใด ผมได้ยินเสียงพวกมันซุบซิบกันอยู่ข้างหลังว่า ‘เฮ้ย เอาไง’ ‘พัคชังจิน ไหนว่ารวมตัวกันมากดดันแล้วมันจะหงอไง’ ‘ไอ้โง่เอ๊ย ไม่เห็นจะได้ผลเลย’ ‘ถ้าไม่มีซอนอึนซู รู้ใช่ไหมว่าเราต้องอยู่กันแบบขอทานน่ะ’ ‘แม่งเอ๊ย ถ้าซอนอึนซูไม่อยู่ พวกผู้หญิงคงไม่ยอมมาเล่นกับเราแหง…’ ‘คนที่ไม่สนสี่สนแปดตั้งแต่แรกแบบมัน แค่นี้คิดว่ามันจะกลัวหรือไงล่ะ’ ‘พัคชังจินไปลบรอยสักทิ้งเหอะว่ะ ไม่ได้น่ากลัวสักนิด’ และอื่นๆ…ฟังจากเสียงของพวกมันแล้วดูท่าคงกำลังโทษไอ้หมูหน้าปลาจวดอยู่แน่
“ซอนอึนซู!”
หมูหน้าปลาจวดที่ได้รับความอัปยศเรียกผมอีกครั้ง ผมที่ทำหน้าบูดบึ้งหันกลับไปมอง คนยิ่งรีบกลับไปอยู่เคียงข้างคิมแจยองอยู่ เอาแต่กวนใจให้รำคาญอยู่ได้ ทุบให้เละสักทีดีไหมนะ
“อย่ามามองด้วยสายตาแบบนั้นนะเว้ย!”
หมูหน้าปลาจวดฉวยก้อนหินขึ้นมาแล้วขว้างใส่ผม ไม่รู้เพราะไม่กล้าต่อยหรือใจไม่เด็ดพอจะหยิบก้อนอิฐข้างๆ นั่นมาใช้เลยลงเอยที่ตัวเลือกรองลงมาหน่อย นั่นคือการเอาเจ้าก้อนหินน้อยมาขว้างแทน
ปั้ก!
“ระ…เรื่องที่วันๆ เอาแต่ทำเหมือนพวกเราเป็นไอ้งั่ง คิดว่าพวกเราไม่รู้เหรอ”
ก้อนหินกระแทกถูกหน้าผากแล้วหล่นลงพื้น ไอ้หมูหน้าปลาจวดคงไม่คิดว่าจะโดนผมจริงๆ เลยตกใจจนพูดตะกุกตะกัก ผมลูบหน้าผากป้อยๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนหน้าผากคงแตกยับไปแล้วด้วยความแรงระดับนี้ แต่ร่างกายของผู้ตื่นรู้นั้นกลับแข็งแกร่งเกินคาด ผมเลยแค่รู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
“นี่ แบบนี้เขาเรียกเปิดก่อนใช่ไหม”
“อะไร”
“มานี่เลย ไอ้หมูเวร”
ผมวิ่งเข้าใส่ไอ้หมูหน้าปลาจวดแล้วปล่อยหมัดออกไปดังผัวะ แม้จะพยายามเบาแรงแล้วเบาแรงอีก แต่เพิ่งชกไปทีเดียวมันก็ร่วงลงไปนอนหมอบทันที หมอนี่มีดีกรีนักกีฬา นึกว่าจะทนได้สักสองหมัด…เสียดายชะมัด ผมฉีกยิ้มเย้ยหยันก่อนหันมองไปที่ปลาจวดอีกหกตัวด้านหลัง เมื่อเห็นว่าคนที่เคยใช้ชีวิตเช่นนักกีฬามาตลอดตั้งแต่มัธยมปลายปีหนึ่งโดนชกร่วงในหมัดเดียว พวกปลาจวดที่เหลือก็เริ่มซุบซิบกันว่า ‘ซอนอึนซูมันแข็งแกร่งขนาดนี้เลยเหรอวะ’ แล้วลอบสังเกตท่าทีของผม
“อะ…อึนซู ทั้งหมดนี้คือแผนของพัคชังจินคนเดียว ฉันห้ามมันแล้วนะ!”
“ฉันด้วย!”
“เฮอะ งั้นเหรอ พวกนายมานี่เลย”
ผมแจกจ่ายหมัดให้พวกที่เหลือกันอีกคนละหนึ่งหมัด แสงแดดช่างแผดจ้า บรรดาปลาจวดร้องโอดโอยกันอยู่บนพื้น ลุกไม่ขึ้นสักคน
“…นี่สินะ ปลาจวดตากแห้ง”
ก็คล้ายอยู่แฮะ…พอไอ้หมูหน้าปลาจวดได้ยินเสียงพึมพำของผมเข้าก็หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ จึงพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงเพื่อลุกขึ้นยืน แต่เพื่อนข้างๆ กลับห้ามไว้
“ปล่อยสิวะ บอกให้ปล่อย!”
ทั้งที่ไม่ได้ออกแรงจับอะไรขนาดนั้น จะโวยวายเสียงดังทำไมเนี่ย
บทที่ 1.2
ผมทิ้งพวกมันไว้ด้านหลังแล้วรีบวิ่งกลับมายังห้องเรียน พออยู่กลางแดดจัดนานเกินไป หัวใจก็เริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ความกังวลยิ่งก่อตัวขึ้นมา ดวงอาทิตย์ร้อนแรงราวกับจะหายวับไปได้ทุกเมื่อ บ้าจริง เสียเวลาไปเปล่าๆ จนได้
ทีแรกผมแค่เร่งฝีเท้าเดินเร็ว แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นวิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อาจารย์พละเห็นผมวิ่งบนโถงทางเดินก็ตะโกนไล่หลังว่า ‘ซอนอึนซู หักคะแนน! อาจารย์หักคะแนนแน่! เดี๋ยวเถอะ ซอนอึนซู!’ ทว่าผมกลับไม่ได้ยินอะไรเลย สิ่งสำคัญตอนนี้ใช่เรื่องอาจารย์หรือคะแนนที่ไหนกัน…
“แฮ่ก…แฮ่ก…นี่ คิมแจยอง”
ผมกระชากประตูห้องเรียนเปิดออกแล้วเอ่ยเรียกคิมแจยอง เขาเบิกตาโตมองผมที่เหงื่อไหลท่วมตัว
“…อึนซู”
พอคิมแจยองลุกจากที่นั่งช้าๆ พร้อมกับเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เลือดก็สูบฉีดไปทั่วร่าง แข็งขาพลันอ่อนแรง ถึงจะตัดสินใจฝากชีวิตไว้กับคิมแจยองแล้วก็เถอะ แต่นี่มันเกินไปหน่อยไหม ผมรู้สึกโล่งอกได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหวังไว้เลยสักนิด…แต่แล้วทำไมกันนะ คิมแจยองคงเห็นว่าสภาพผมไม่ค่อยปกติ เขาจึงเดินเข้ามาหาและดันผมที่ยืนคร่อมธรณีประตูออกมาด้านนอกอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ปิดประตูห้องเรียนลง โถงทางเดินที่ว่างเปล่ามีเพียงแค่เราสองคน
“วิ่งทำไม วันนี้อากาศร้อนมากนะ”
คิมแจยองจ่อพัดลมพกพาที่ถือติดมือมาด้วยมาไว้ใกล้หน้าผม พัดลมสีเหลืองซีดคงเคยเป็นสีขาวมาก่อนแน่ๆ มันสั่นและส่งเสียงดังเหมือนพร้อมจะพังได้ทุกเมื่อ แถมยังเก่าเสียจนผมคิดว่าเป็นวัตถุโบราณ เมื่อก่อนพอผมเห็นว่าไอ้หล่อลากกระชากสายตาคนนี้มีฐานะยากจน ผมก็ทั้งล้อเลียนและกลั่นแกล้ง ซึ่งทุกครั้งที่ทำแบบนั้นคิมแจยองจะมองมาเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่แล้วดูตอนนี้สิ ดูท่าทางมั่นหน้าของไอ้คนที่ยกไอเทมเส็งเคร็งนี่ขึ้นมาจ่อหน้าผมสิ หมอนี่อายเป็นที่ไหน
“ไม่รู้เหมือนกัน ร้อนฉิบหายเลย”
“เหงื่อออกเยอะเชียว”
เวลายิ้มทีหางตาหมอนี่ตกจะคล้อยตกลงมา ดูสวยกว่าเดิมอีกแฮะ…คิมแจยองมองสำรวจตัวผมที่เปียกโชกจนแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเหงื่อจากความร้อนหรือเหงื่อจากความเย็น สายตาเขาหยุดอยู่ที่หน้าผากของผม เขาจัดการปัดเส้นผมที่ปรกหน้าผากออกแล้วจ้องตรงจุดที่ปูดขึ้นมาเล็กน้อยเพราะก้อนหินเมื่อกี้อย่างใคร่รู้
“พัคชังจินต่อยนายเหรอ”
“ก็มันใช้ก้อนหินเปิดก่อน นายรู้ใช่ไหมล่ะว่าเวลาต่อสู้กันต้องยอมให้อีกฝ่ายอัดสักทีก่อนค่อยเริ่ม ถึงจะเรียกว่าเป็นการป้องกันตัวได้น่ะ”
“…”
“…หรือว่านายไม่รู้เรื่องพวกนี้”
“รู้สิ”
พอผมเกาต้นคออย่างทำตัวไม่ถูก คิมแจยองก็ยิ้มแล้วเอ่ยตอบ จากนั้นบทสนทนาก็เงียบไปครู่หนึ่ง
“…”
ปกติถ้าเห็นคนที่ตัวเองชอบบาดเจ็บมาก็ควรจะต้องเป็นห่วงแล้วถามว่าเจ็บมากไหมหรือเป็นอะไรไหมไม่ใช่หรือไง แต่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของหมอนี่กลับไม่เคยไหววูบเลยไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด ผมจึงเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่
“โอ๊ย ร้อนจะตายห่าอยู่แล้ว”
“ขี้ร้อนขนาดนี้ ทำไมยังต้องพกแจ็กเก็ตขนเป็ดด้วยล่ะ”
“…นายไปเห็นตอนไหนมาอีกเนี่ย”
“ก็เห็นในล็อกเกอร์ นอกจากนี้แล้วยังมีบุหรี่ด้วยนี่”
“อ๋อ…เหรอ”
ต้องบอกว่าโชคดีหรือเปล่านะที่คิมแจยองเห็นแค่นั้น…นอกจากแจ็กเก็ตขนเป็ดน้ำหนักเบาและบุหรี่สิบมวนในล็อกเกอร์แล้ว ผมยังซุกอุปกรณ์เอาตัวรอดไว้ทุกซอกทุกมุมของโรงเรียนด้วย ดูเหมือนของพวกนั้นจะยังไม่ถูกใครพบเข้า ทั้งกระเป๋ายังชีพทหารภาคสนาม อาหารกระป๋องที่เก็บได้นาน และอาวุธที่หาซื้อมาด้วยความยากลำบากจำนวนมาก ผมเอาพวกมันไปซ่อนไว้ในห้องชมรมที่ไม่มีใครใช้ อาหารนี่ถ้ากินประหยัดๆ หน่อยก็น่าจะอยู่ได้หลายเดือน…ส่วนพวกอาวุธผมขายหุ้นบางส่วนไปแลกมา เงินล้นมือไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม อีกไม่นานก็กลายเป็นกระดาษไร้ค่าอยู่ดี
“พอดีว่า…ฉันขี้หนาวเลยจะเอาไว้ใส่กันหนาวน่ะ ฮ่าๆ”
“ขี้ร้อนแล้วยังขี้หนาวด้วยเหรอ”
“…”
สีหน้าเขาเหมือนถามเพราะอยากรู้จริงๆ แต่ทำไมฟังแล้วเหมือนผมกำลังโดนสอบปากคำอยู่ก็ไม่รู้ โอ๊ย ครั้นจะอธิบายก็อธิบายไม่ได้ว่าถ้าวันแห่งหายนะมาถึงดวงอาทิตย์จะหายไป เพราะแบบนั้นอากาศจะหนาวเย็นมากกว่าเดิม ผมจึงต้องรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“บุหรี่นั่น…! ฉันเอามาเพราะตั้งใจจะขายหาเงินจากพวกนั้นน่ะ!”
“…เงิน?”
“…”
พลาดแล้วสิ คำพูดที่บอกว่าตั้งใจจะหาเงินดันหลุดออกมาจากปากคนอย่างผมเนี่ยนะ ยิ่งแก้ตัวสถานการณ์ก็มีแต่จะยิ่งย่ำแย่ ผมประหม่าจนกลอกตาไปมา คิมแจยองคิ้วตกเหมือนน้อยใจพลางลูบหน้าผากผม
“คิดว่าจะสนิทกับอึนซูมากขึ้นแล้วซะอีก…น้อยใจจัง”
หน้าคิมแจยองดูเศร้าและน่าสงสารจนผมรู้สึกเหมือนทำผิดครั้งใหญ่ ผมกำลังจะพูดขอโทษออกไปอย่างลืมตัว ทว่าจู่ๆ คิมแจยองก็กดตรงที่โดนก้อนหินกระแทก เขากดแรงจนผมรู้สึกเจ็บ พอผมหลุดร้องลั่นออกมาสั้นๆ เขาก็ยิ้มอย่างเขินๆ ผมอุตส่าห์คิดว่าเขาเป็นคนดีพอใช้ได้…ที่ไหนได้ดันเป็นคนประหลาดซะงั้น ผมจะสนิทกับเขาได้ตลอดรอดฝั่งไหมเนี่ย…
“…นายจะมาเข้าใจเจตนาอันลึกซึ้งของลูกพี่คนนี้ได้ยังไง เดี๋ยวสักวันนายจะต้องรู้สึกขอบคุณฉันจนอยากโค้งคำนับให้เลยล่ะ ไอ้หนู”
ผมจงใจยิ้มเจ้าเล่ห์พลางเอามือโอบไหล่คิมแจยอง ทั้งที่ผมเอาตัวเองที่อบอวลด้วยไอร้อนระอุแถมยังเหนียวเหงื่อเหนอะหนะไปแนบตัวเขาท่ามกลางอากาศร้อนแบบนี้ เขากลับไม่ผลักผมออกเลยสักนิดและทำเพียงยืนนิ่งอย่างเก้ๆ กังๆ อยู่กับที่ ถึงขนาดทนอะไรน่าอี๋แบบนี้ได้แสดงว่าวันนี้เขายังชอบผมอยู่เหมือนเดิมสินะ เวลาที่ผมแตะตัวเขา เขาจะแสดงอาการตัวแข็งทื่อ ใบหูแดง หรือไม่ก็ต้นคอแดงออกมาให้เห็น ผมต้องใช้ปฏิกิริยาเหล่านี้ยืนยันความรู้สึกในใจเขาเป็นระยะๆ ผมถึงจะรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้หนึ่งเปลาะ
“นี่ เข้าไปข้างในกันเหอะ ร้อน”
“ข้างในก็ร้อนเหมือนกัน เพราะเขาไม่ได้เปิดแอร์ให้”
“อะไรนะ โรงเรียนบ้านี่เอาเงินบริจาคไปกินกันหมดหรือไง ใช้ไปกับอะไรกันเนี่ย”
“ได้ยินว่าอาจารย์ใหญ่จะเปลี่ยนรถใหม่นะ”
“บ้าฉิบหาย”
ทันทีที่ผมกับคิมแจยองซึ่งโอบไหล่กันอย่างสนิทชิดเชื้อเดินเข้ามาในห้องเรียนก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่ลอบมองมาของเพื่อนร่วมชั้น นี่เป็นสายตาที่เข้าใจได้ เพราะมันก็น่าแปลกอยู่หรอกที่ผมซึ่งเคยบูลลี่เขากลับเปลี่ยนมาทำดีด้วยอย่างกะทันหัน และไม่กี่วันมานี้ยังตัวติดกันประหนึ่งเป็นเพื่อนซี้กันมาแต่ไหนแต่ไร แต่มันก็มีเรื่องบางอย่างที่คนอย่างพวกนายไม่รู้ไง ช่างเหอะ เพื่อนพวกนี้เดี๋ยวก็ตายกันหมดอยู่ดี…เอ๊ะ? ไม่สิ นอกจากผมแล้วก็มีอีกหนึ่งคนที่รอด นั่งอยู่นั่นไงล่ะ ไอ้หัวหน้าห้อง ชื่ออะไรนะ…ยูยอนฮาหรือเปล่านะ หมอนั่นเอาชีวิตรอดอยู่ได้นานพอดูเลยล่ะ ผมจำได้ว่าก่อนผมจะมาเกาะติดคิมแจยอง ทั้งคู่ดูค่อนข้างสนิทกันมาก
…อะไรของมัน จ้องแบบนั้นทำไม
สายตาที่หัวหน้าห้องใช้จ้องผมแลดูไม่ปกติ ผมลอบปรายตามองคิมแจยอง ไม่รู้อีกฝ่ายมองผมอยู่ตลอดหรือเปล่า เราถึงได้สบตากันพอดี แม่งเอ๊ย ไม่น่ามองเลย ผมรีบหันหนีเพราะรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว ก่อนจะกลับมาทรุดตัวนั่งแถวหลังสุด โดยปล่อยคิมแจยองที่หัวเราะเบาๆ ทิ้งไว้ตรงนั้น
ก่อนจะปิดเทอมฤดูร้อน เหลืออีกแค่สัปดาห์เดียวแล้วสินะ
ผมนึกถึงภาพในความฝันที่คุณปู่ไม่สบายหนักจึงไปไถยาจากหมอประจำตัวมาเยอะมากเพื่อเอาไปเก็บไว้ที่ห้องใต้ดิน ก็นั่นแหละนะ นอกจากคุณปู่แล้วทุกคนยังสบายดีนี่…ต่อให้ไม่มีผมคอยดูแล คนอื่นที่เหลือก็คงเอาชีวิตรอดกันได้เองแหละ พวกหนังวันสิ้นโลกส่วนมากก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือไง คนทั่วไปตายเรียบ ส่วนคนรวยรอด แถมแต่ละคนก็นิสัยยอดแย่ไม่แพ้พวกกลุ่มธุรกิจใหญ่ด้วยกันเองอยู่แล้ว มั่นใจได้เลยว่าคนพวกนั้นจะไม่ทำอะไรที่เสียสละเพื่อคนอื่นแน่
ใดๆ คือฉันตายห่าก่อนคุณปู่ซะอีก เอาเป็นว่าแค่เอาตัวรอดให้ดีแค่ตัวเองก็พอแล้ว แค่ฉันคนเดียวนี่แหละ…
วันแห่งหายนะใกล้จะมาถึงในอีกไม่ช้า สิ่งที่ต้องเตรียมการในส่วนของผม ผมได้เตรียมการไว้เสร็จหมดแล้วเท่าที่จะทำได้
“กล้านักนะ…กล้าดียังไง!”
ด้านหลังโรงเรียนมีนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง รูปร่างกำยำคล้ายหมูล่ำกำลังถือขวดเหล้ากลับด้านพร้อมกับหอบหายใจฮึดฮัด เขาคือพัคชังจินนักกีฬายูโดที่ถูกซอนอึนซูชกร่วงในหมัดเดียว
“ซอนอึนซู…!”
พัคชังจินยากจะทำใจยอมรับความจริงที่เขาถูกหมัดเดียวของซอนอึนซูสอยร่วงไม่เป็นท่า ถึงจะรู้อยู่ว่าซอนอึนซูเรียนศิลปะป้องกันตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่ไอ้การเรียนแบบไม่จริงจังของหมอนั่นจะมาเทียบกับตัวเขาที่เคยเป็นถึงตัวแทนเยาวชนทีมชาติได้ยังไง ที่ผ่านมาในแก๊งพวกเขา ซอนอึนซูใช้การโปรยเงิน ส่วนพัคชังจินใช้กำปั้นในการขึ้นครองตำแหน่งสูงสุดมาตลอด เมื่อตำแหน่งเริ่มสั่นคลอน สายตาของพวกลูกจ๊อกที่เคยเอาอกเอาใจเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป พัคชังจินถูกทำลายศักดิ์ศรีจนเกิดความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะฆ่าซอนอึนซู
“…แกคิดว่าคนอย่างฉันจะยอมอยู่เฉยๆ แบบนี้หรือไง”
พัคชังจินมองขวดเหล้าในมือพลางพึมพำเสียงเหี้ยม ยังไงซะตัวเองก็ยังเป็นผู้เยาว์ ต่อให้ทำผิดกฎหมายก็แค่ถูกส่งเข้าสถานพินิจ พอออกมาแล้วก็ไปเข้าแก๊งอันธพาลต่อได้ พัคชังจินตัดสินใจเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่มีเพื่อทำลายซอนอึนซู ถ้าทำได้จากนี้ก็จะไม่มีใครกล้าดูหมิ่นเขาอีก พัคชังจินเดินโซซัดโซเซ คนขับรถของซอนอึนซูกำลังรอรับอยู่บริเวณถัดจากประตูโรงเรียนไปไม่กี่ช่วงตึก พัคชังจินวางแผนดักซุ่มอยู่ตรงจุดที่ซอนอึนซูต้องเดินผ่าน จากนั้นก็จะเข้าโจมตีแบบไม่ให้ทันตั้งตัว
“คิกๆ ถ่ายรูปไอ้เวรนั่นตอนร้องไห้ขี้มูกโป่งสักหน่อยดีกว่า เอาไปแจกแม่งให้ทั่วโรงเรียนเลย”
พัคชังจินย่องเดินไปยังด้านหลังตึก ตรอกตรงนี้แคบมากจนเดินผ่านได้แค่คนเดียวและเป็นจุดที่ไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เลย พัคชังจินหัวเราะคิกคักเพราะเขาเคยโดดเรียนมาอยู่ที่นี่บ่อยๆ แต่ไม่คิดเลยว่าประสบการณ์ตอนนั้นจะได้เอามาใช้ประโยชน์ในเวลาแบบนี้
แต่แล้วในจังหวะนั้นเอง…
“อ๊าก!”
พัคชังจินร้องลั่นพร้อมล้มหน้าคะมำเพราะแรงที่กระแทกลงมากลางศีรษะ เลือดไหลอาบลงมาตามขมับ พัคชังจินผู้สมองทึบแต่กำเนิดพยายามจะลุกขึ้น แต่ใครบางคนด้านหลังเหยียบแผ่นหลังของเขาไว้เพื่อขัดขวางไม่ให้เขาขยับตัวได้ ถ้าพื้นที่กว้างกว่านี้อีกสักหน่อยคงกลิ้งออกไปด้านข้างแล้วตอบโต้ได้บ้าง แต่ตรอกนี้แคบเกินกว่าจะขยับไปไหนได้ พัคชังจินพยายามหันไปมองอย่างยากลำบากเพื่อดูว่าใครเป็นคนทำร้ายเขา แม้จะมองไม่เห็นหน้าเพราะเงามืดที่บดบัง แต่ชัดเจนแล้วว่าอีกฝ่ายสวมเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน
“เชี่ยเอ๊ย…แกเป็นใครวะ”
ไร้เสียงใดตอบกลับ เมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังย่อตัวลงต่ำ พัคชังจินก็รวบรวมเรี่ยวแรงอีกครั้งเพื่อสลัดให้หลุด แต่กลับโดนฟาดซ้ำที่ท้ายทอย
“อ่อก!”
หมู่ดาวลอยพร่างพรายอยู่ตรงหน้า พัคชังจินรู้สึกกลัวตายขึ้นมาทันที การโจมตีที่ศีรษะแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ดูไม่มีความลังเลอยู่เลยสักนิดราวกับคิดจะฆ่ากันจริงๆ พอเห็นเงานั้นเงื้อมือขึ้นอีกครั้ง พัคชังจินก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความกลัว
“ชะ…ช่วยด้วย…ช่วยด้วย! ช่วยผม…แอ้ก!”
สติสัมปชัญญะเริ่มพร่ามัว ปัสสาวะไหลนองออกมาจากช่วงล่าง ก่อนที่ดวงตาของพัคชังจินจะปิดลง ท่ามกลางความพร่ามัวเขาเห็นดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองมาที่ตัวเองนิ่งโดยไม่ขยับเขยื้อน
ไอ้หมอนี่…เป็นใครกัน…
หลังจากพัคชังจินคิดอะไรต่อไม่ไหวและสลบเหมือดไป ก้อนอิฐที่อาบย้อมไปด้วยสีแดงก็ถูกเขวี้ยงตกลงข้างๆ ใบหน้าของพัคชังจินที่กำลังหมดสติ จากนั้นใครคนหนึ่งก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วยกยิ้มมุมปากพลางหลุบตามองพัคชังจิน หรือหากพูดให้ถูกต้องกว่านั้นคงต้องบอกว่าเขากำลังมองขวดเหล้าที่พัคชังจินหยิบมาต่างหาก
“อย่าถือของอันตรายแบบนี้ไปไหนมาไหนสิ ชังจิน นายอาจจะบาดเจ็บเอาได้นะ”
มันเป็นน้ำเสียงแสนอ่อนโยนซึ่งไม่เข้ากับสถานการณ์ที่น่าหวาดผวานี้เอาเสียเลย
“อะไรของพวกมัน”
ผมสบตากับฝูงปลาจวดที่เดินสวนกันตรงทางเดิน ทั้งที่กะจะพยักหน้าทักทายตามมารยาทเสียหน่อย แต่จู่ๆ พวกมันกลับหน้าซีดเผือดแล้ววิ่งหนีไป แค่โดนต่อยกันคนละทีเอง ปกติไม่ได้ใจเสาะกันขนาดนี้นี่นา ถึงจะรู้สึกแปลกใจอยู่หน่อยๆ แต่คิดว่าคงไม่มีอะไร ผมหันมาลูบคลำกระบองสามท่อนที่ซ่อนไว้ในลิ้นชักโต๊ะเรียน เจ้าสิ่งนี้ผมได้มันมาจากต่างประเทศเลยทีเดียว มันคือกระบองยุทธวิธีที่หน่วยรบพิเศษใช้กัน เมื่อวานผมลองเอามาใช้ดูโดยคิดแค่ว่าเป็นการฝึกซ้อม แต่เพียงไม่ถึงสิบนาทีผมก็ใช้เจ้ากระบองนี่ได้เหมือนกับเป็นอีกหนึ่งอวัยวะของร่างกาย เอาจริงๆ เลยนะ ไอ้ทักษะหัตถ์พระเจ้าเนี่ย…เป็นสกิลที่โคตรจะโกงเลย
หากจะต่อกรกับสัตว์ประหลาดผมมีอาวุธอื่นที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่า แต่เหตุผลที่เลือกกระบองสามท่อนมาเป็นอาวุธหลักนั้นมีอยู่สองข้อ
หนึ่งคือพกพาสะดวก
สองคือไม่อยากให้เตะตาคน
ผมไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มของผู้รอดชีวิต แต่ถ้าอยากให้สถานการณ์ยังคงราบรื่นก็ต้องซ่อนพลังที่มีอยู่เอาไว้ และของที่สามารถอ้างได้ว่าพกพาเพื่อป้องกันตัวเฉยๆ อย่างกระบองสามท่อนนี้ก็ตอบโจทย์ผมเป๊ะๆ
จริงอยู่ว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการซ่อนตัวในห้องชมรมซึ่งเต็มไปด้วยอาหารและอาวุธกับคิมแจยองแค่สองคน แต่ผมต้องคิดเผื่อไว้หลายกรณี เนื่องจากไม่รู้ว่าวันแห่งหายนะจะมาถึงเมื่อไหร่ นับจากห้องเรียน ถ้าไปทางซ้ายจะเจอโรงอาหาร ถ้าไปทางขวาก็จะเจอโรงยิม ส่วนห้องชมรมจะอยู่ก่อนถึงโรงอาหารแต่เส้นทางซับซ้อนกว่า ผมตั้งใจว่าแม้สถานการณ์จะบังคับให้ไปที่อื่นก่อน แต่ยังไงซะเป้าหมายสุดท้ายก็คือห้องชมรม อีกอย่างผมก็ได้ย้ายปืนไรเฟิลที่แขวนอยู่บนผนังห้องสมุดที่บ้านมาซ่อนไว้ในห้องชมรมแล้วด้วย จนกว่าคิมแจยองจะตื่นรู้ ผมวางแผนว่าจะเอาปืนนี้ให้เขาพกติดตัวไว้
แน่นอนว่าลำพังแค่ปืนไรเฟิลคงไม่อาจสร้างความเสียหายถึงตายให้กับสัตว์ประหลาดได้ ผิวหนังของพวกมันแข็งแรงและหนามากจนกระทั่งกระสุนดีดกระเด็นออกหมด ถ้าอยากจะสร้างรอยขีดข่วนให้พวกมันได้สักหน่อยก็มีแต่จะต้องเปิดปากสัตว์ประหลาดแล้วเสียบปืนเข้าไป กองทัพช่วยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นเปล่าประโยชน์ ทั้งที่มีพลังทำลายขนาดนั้น แต่ดันล้มเหลวในการปกป้องเกาหลี ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึงอีก ต้องขอบคุณที่มีผู้คนจำนวนมากมายตื่นรู้หรอกนะ กองกำลังที่รอดชีวิตเลยมีปัญญาวางแผนยึดกรุงโซลกลับคืนมาได้ในภายหลัง
มนุษย์ไม่อาจเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดได้เลยหากไม่มีพลังจากการตื่นรู้ และต่อให้กลายเป็นผู้ตื่นรู้แล้วก็มีน้อยคนนักที่จะต่อกรกับสัตว์ประหลาดเพียงลำพังได้ เนื่องจากสัตว์ประหลาดแต่ละชนิดมีรูปร่าง ขนาด และรูปแบบการต่อสู้ที่แตกต่างกัน เหล่าผู้ตื่นรู้จึงต้องรวมกลุ่มกันต่อสู้กับพวกมันเหมือนทำปาร์ตี้เควสต์ในเกม
ทว่าถึงมันจะไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก แต่ปืนก็คือปืนอยู่วันยังค่ำ ขอแค่เบนความสนใจของสัตว์ประหลาดได้ชั่วขณะ…โอกาสในการรอดชีวิตก็จะสูงขึ้น
“ทุกคน คาบพละไม่มีเรียนด้วยตัวเองแล้วนะ อาจารย์ให้เปลี่ยนชุดพละแล้วลงไปที่สนามกีฬา”
เมื่อหัวหน้าห้องเดินผ่านประตูเข้ามาแจ้งตารางเรียนคาบพละ เสียงถอนหายใจก็ดังมาจากทั่วทุกทิศทาง การสอบปลายภาคของเทอมหนึ่งจบสิ้นไปแล้ว มิหนำซ้ำวันพุธหน้าก็จะปิดเทอมอยู่แล้ว ยังจะให้เรียนพละตามปกติอีกเนี่ยนะ ในฐานะนักเรียนมัธยมปลายปีสามที่ได้รับความกดดันอย่างหนักหน่วงเพราะใกล้ช่วงสอบซูนึง* นี่ถือเป็นเรื่องที่ชวนหงุดหงิดมากทีเดียว
คิมแจยองเดินมาทางหลังห้องเพื่อหยิบชุดพละในล็อกเกอร์ ตอนเขาเดินผ่านมาด้านข้าง ผมก็คว้าชายเสื้อชุดพละของเขาไว้แล้วออกแรงดึง ถ้าคิมแจยองจะไปสนามกีฬา ผมเองก็ควรต้องตามไปด้วย แต่ดันไม่มีชุดพละนี่สิ ไม่มีเพื่อนให้ยืมอีกต่างหาก ครั้นจะให้ไปห้องข้างๆ แล้วขู่กรรโชกใครสักคนให้ส่งชุดพละมาให้ก็คงได้อยู่หรอก ทว่าผมก็ไม่อยากทำถึงขนาดนั้น
“ฉันไม่มีชุดพละอะ”
“นายจะลงไปที่สนามเหรอ”
เมื่อผมที่มักจะโดดเรียนคาบพละอย่างอาจหาญบอกว่าจะลงไปที่สนามกีฬา คิมแจยองก็เบิกตาโตและถามผมกลับ พอผมพยักหน้าเขาก็ยื่นชุดพละของตัวเองมาให้ผมโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย จากนั้นคิมแจยองก็เดินไปหาหัวหน้าห้องเพื่อขอยืมชุดพละต่อ
“แล้วหัวหน้าห้องไม่ลงไปที่สนามหรือไง”
“หมอนั่นแพ้แดดน่ะ เวลาเรียนคาบพละที่สนาม หมอนั่นจะไปนั่งในร่ม”
“อ่าฮะ”
ผมสบตาและยิ้มให้หัวหน้าห้องเป็นเชิงขอบคุณ แต่เขากลับทำหน้าตึงใส่ผมก่อนหันหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วนะ หมอนี่เป็นอะไรของเขา หรือเขาคิดว่าผมทำให้คิมแจยองเสียนิสัยกันนะ
“เสียสติไปแล้วหรือไง นี่ เอาชุดนั่นให้ฉันใส่แทนดีกว่าไหม”
สภาพคิมแจยองที่สวมชุดพละนั้นช่าง…โดดเด่นกระแทกตาอย่างรุนแรง พอคิมแจยองที่สูงหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดเซนติเมตรมาสวมชุดพละของหัวหน้าห้องที่สูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตรแล้ว กางเกงพละก็กลายเป็นกางเกงขาสั้นที่แทบจะปิดไม่ถึงครึ่งต้นขาด้วยซ้ำ แถมเสื้อท่อนบนก็สั้นเต่อจนแค่ชูมือขึ้นหน้าท้องก็โผล่ออกมาแล้ว
“ทำไมล่ะ มันดูไม่โอเคเหรอ”
เมื่อคิมแจยองส่งยิ้มมาให้ทางสายตาพร้อมกับยกมือขึ้นเสยผมไปด้านหลัง ชายเสื้อก็เลิกขึ้นจนเผยให้เห็นผิวเนื้อเปลือยเปล่าเต็มตา ไอ้บ้าเอ๊ย พอใส่ชุดนั้นแล้วก็อย่าโพสท่าอะไรแบบนั้นสิโว้ย…! พอดูไปแล้วคิมแจยองก็ดูเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูกแฮะ ถึงว่าพวกผู้ชายห้องเราถึงได้เหลือบมองคิมแจยองกันใหญ่ แต่ท่าทางคิมแจยองจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่าคนอื่นจะมองตัวเองยังไง
“…เปล่าหรอก ช่างเถอะ”
เอาเหอะ คนที่ใส่อะไรก็ดูดีไปหมดอย่างนาย อยากใส่ชุดนั่นก็ใส่ไปเถอะ…ผมส่ายหน้าช้าๆ แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดพละของคิมแจยอง จากนั้นก็เอากระบองสามท่อนหย่อนลงในกระเป๋ากีฬาขนาดใหญ่และสะพายไว้บนไหล่ คิมแจยองมองกระเป๋า แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นและเสมองไปทางอื่น
“อาจารย์ เราไปที่โรงยิมกันไม่ได้เหรอครับ อากาศมันร้อนนะครับ”
“ไม่ได้ ทีมนักกีฬาเขาใช้อยู่ อีกอย่างนะ ไอ้เด็กพวกนี้ หัดออกมาเจอแดดซะบ้าง จะได้รับวิตามินดี อยู่ปีสามกันแล้วยังจะงอแงให้รุ่นน้องเห็นอีก ใช้ได้ที่ไหนกัน เอ้า พูดตามครู เมื่อร่างกายแข็งแรง! จิตใจก็แข็งแรงตาม!”
“เมื่อร่างกายแข็งแรง! จิตใจก็แข็งแรงตาม!”
คาบพละเป็นชั่วโมงเรียนรวมของนักเรียนชายทั้งปีสองและปีสาม เมื่ออาจารย์พละบอกว่าจะจัดให้แข่งขันบาสเกตบอลกับฟุตบอล ดวงตาของทุกคนก็พากันลุกวาวด้วยความอยากเอาชนะ อาจารย์พละให้นักเรียนตัวสูงสิบคนไปตั้งทีมบาสเกตบอลและให้นักเรียนที่เหลือไปอยู่ทีมฟุตบอล แน่นอนว่าคิมแจยองกับผมได้อยู่ทีมบาสเกตบอลด้วยกัน
“อาจารย์ ผมอยากเล่นบาส ขอเปลี่ยนได้ไหมครับ”
เด็กปีสองตัวเล็กคนหนึ่งยกมือแสดงความต้องการขอย้ายมาเป็นทีมบาสเกตบอล อาจารย์พละจึงบอกว่าถ้ามีใครยินดีจะเปลี่ยนด้วยก็สามารถเปลี่ยนได้ เขาจึงสลับกับเด็กอีกคนที่อยากเล่นฟุตบอล พอหมอนี่ได้เข้ามาอยู่ทีมบาสเกตบอลก็เดินเข้าไปไฮไฟว์กับเด็กร่างยักษ์เหมือนหมีสีน้ำตาล…
“…หมีสีน้ำตาล?”
คุ้นชะมัด ผมหรี่ตามองไปที่ใบหน้าของหมีสีน้ำตาล หลังจากลองทบทวนความทรงจำดู ภาพใครคนหนึ่งที่ถูกสัตว์ประหลาดฉีกทึ้งก็ปรากฏขึ้นมา อ๋อ จำได้แล้ว หมีสีน้ำตาล! คนที่ถูกผมหลอกในความฝันแล้วต้องแปรสภาพเป็นโล่เนื้อนั่นเอง ทีแรกนึกว่าจะมีประโยชน์เพราะเห็นเขาอยู่ในทีมนักกีฬา แต่หมอนี่ดันจิตใจดีไม่รู้เวล่ำเวลา แถมยังกล้าแย้งความเห็นผมตั้งหลายครั้งอีกต่างหาก ระหว่างย้ายจากโรงยิมไปยังโรงอาหาร ผมเลยจัดการฆ่าเขาทิ้งซะ
ใช่แล้วล่ะ ถึงเขาจะโง่เง่าแต่ก็ใจดี ดูท่าคงจะอยู่ฝ่ายธรรมะ ถ้างั้นก็อาจเอามาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต นิสัยคนมันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ทั้งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่กับคนที่หลงกลผมจนตัวตายแท้ๆ ผมก็ยังอุตส่าห์คิดจะใช้ประโยชน์จากเขาอีกรอบ น่าขำแท้ๆ
“คนรู้จักเหรอ”
คิมแจยองมองตามผมแล้วหยุดสายตาที่หมีสีน้ำตาลพลางเอ่ยถาม อืม…จะว่ารู้จักก็รู้จักแหละ…ผมยกแขนโอบไหล่คิมแจยอง
“ฉันรู้จักอยู่แค่ฝ่ายเดียวน่ะ”
“ทำไม”
“ก็…หมอนั่นมันสะดุดตานี่หว่า”
รูปลักษณ์ภายนอกของหมีสีน้ำตาลก็สะดุดตาจริงอย่างว่า หากคิมแจยองสะดุดตาเพราะหล่อปนสวยจนดาราชิดซ้าย หมีสีน้ำตาลนี่ก็สะดุดตาเพราะร่างกายที่ใหญ่โตและหน้าตาที่ดูดุดันจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นนักเรียนมัธยมปลาย เขามีรูปลักษณ์ที่ดุดันและแข็งกร้าวชนิดที่ว่าถ้าสวมชุดธรรมดาคนคงคิดว่าเป็นนักเลง
“งั้นเหรอ”
คิมแจยองพยักหน้า ทั้งที่กำลังยิ้มแย้มปกติ แต่ผมกลับรู้สึกว่าเขาไม่สบอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน ผมเพิ่มแรงแขนที่โอบไหล่คิมแจยองอยู่ ก่อนดึงสายตาเขาไปทางอื่น ซึ่งตัวเขาก็ยอมเดินตามแรงผมมาอย่างว่าง่าย
การแข่งขันบาสเกตบอลแบ่งออกเป็นสองเซ็ต เซ็ตละยี่สิบนาที โดยจะตัดสินผู้ชนะด้วยคะแนนสะสม ห้องหนึ่งมีสิบคนจึงแบ่งทีมเล่นเป็นห้าคนต่อหนึ่งเซ็ต เราตกลงกันว่าผมจะเล่นเซ็ตแรกและคิมแจยองจะเล่นเซ็ตที่สอง ผมฝากกระเป๋าไว้ที่คิมแจยองแล้วเดินไปยังกลางสนามบาสเกตบอล
“ฝากตัวด้วยนะครับ”
“อืม เช่นกัน”
ผมจับมือกับทีมตรงข้ามตามที่อาจารย์พละสั่ง หมีสีน้ำตาลทีมตรงข้ามยื่นมือที่ใหญ่ปานฝาหม้อมาให้ ผมจับมือเขาไว้แล้วยิ้มกว้าง
“เอาล่ะ เตรียมพร้อม เริ่มได้!”
อาจารย์พละเป่านกหวีดเสร็จก็ไปดูทีมฟุตบอลต่อ การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีศักดิ์ศรีอันไร้สาระของปีสองและปีสามเป็นเดิมพันนั้นดุเดือดตั้งแต่เริ่มเปิดเกม ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เกี่ยว ถึงจะเคยเล่นบาสเกตบอลหรือฟุตบอลตอนช่วงพักเที่ยงเหมือนคนอื่น แต่นั่นมันตอนปีหนึ่ง หลังจากที่กลายเป็นตัวปัญหาขยันสร้างเรื่อง ผมก็ไม่ได้แตะลูกบาสอีกเลย แต่ว่า…
ทักษะหัตถ์พระเจ้า…นี่มันชักจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว
ทุกครั้งที่เลี้ยงลูก ลูกบาสจะยึดติดกับอุ้งมือ และในขณะที่สมองกำลังประมวลผลว่าผมควรจะทำยังไงกับมันดี มือก็ชู้ตออกไปแล้ว ทั้งที่แป้นอยู่ไกลมาก แต่ลูกบาสกลับลอยละลิ่วเป็นเส้นโค้งพาราโบลาพุ่งลงห่วงพอดิบพอดี มันจึงกลายเป็นการชู้ตสามแต้มที่สมบูรณ์แบบ
ไม่ได้การแล้วสิ…
ผมมั่นใจเลยว่าถ้าตั้งใจจริงๆ จะให้ผมเล่นท่าเทคนิคแพรวพราวดาวล้านดวงแบบในลีกเอ็นบีเอ* ก็ยังได้ ซวยแล้วไงล่ะ! เพื่อนร่วมชั้นที่ปกติดูกลัวผมพากันยื่นมือมาหมายจะทำท่าไฮไฟว์ แต่พอเห็นสีหน้ากระหายชัยชนะของผมก็ผงะหนีกันไปหมด
ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้ว่ามี ‘ความสามารถ’ อะไรติดตัว สำหรับคิมแจยองนั้นคงช่วยไม่ได้ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องรู้อยู่ดีเมื่อเวลาผ่านไป…แต่สำหรับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ผมจะต้องเป็นแค่คนธรรมดาเหมือนพวกเขาจนกว่าจะถึงคราวตื่นรู้ ผมจะได้ไม่ต้องออกไปอยู่แนวหน้าและอัตราการรอดชีวิตก็จะสูงขึ้น
ฉะนั้นผมจึงเริ่มเล่นสกปรกนิดหน่อย เช่น คว้าคอเสื้อทีมตรงข้ามที่กำลังจะกระโดดชู้ตแล้วดึง ใช้ไหล่กระแทกแล้วแย่งลูกมา หรือไม่ก็แสร้งทำเป็นจะส่งลูกให้ แต่จริงๆ แล้วโยนใส่หัวทีมตรงข้าม ใครเห็นก็รู้ว่าผมเล่นสกปรกแบบสุดๆ ทว่ากลับไม่มีใครเข้ามาห้าม ทุกคนรู้แก่ใจว่าถ้าโดนผมหมายหัวเมื่อไหร่ ชีวิตในรั้วโรงเรียนย่อมลำบากแน่
“ถามจริง! นี่ล้อกันเล่นใช่ไหมครับ!”
สุดท้ายแล้วในตอนที่เจ้าหมีสีน้ำตาลถูกผมขัดขาจนล้มจนหัวเข่าถลอกก็มีเด็กปีสองคนหนึ่งเห็นเข้า เขาทุ่มลูกบาสลงพื้นแล้วสาวเท้าเข้ามาหาผม
“ใครเขาเล่นกันแบบนี้ครับ! ถ้าจะขนาดนี้ก็ไม่ต้องเล่นบาสกันแล้วมั้ง!”
“อ๋อ พอดีพลาดน่ะ”
“พลาดเหรอครับ ฮ่าๆๆ แบบนี้เรียกพลาดเหรอครับ เมื่อกี้ดึงคอเสื้อผมด้วยใช่ไหม คนนั้นโดนชนไหล่ ส่วนคนโน้นก็โดนเต็มๆ ที่หัวเลยนะครับ”
“ฮยอนอู…อีฮยอนอู ฉันไม่เป็นไร”
“นายน่ะหุบปากไปเลย!”
อีฮยอนอู เจ้านี่คือรุ่นน้องตัวเตี้ยที่ย้ายจากทีมฟุตบอลมาอยู่ทีมบาสเกตบอลเมื่อครู่ ฉากที่ผมต้องการเห็นคือฉากที่เจ้าหมีสีน้ำตาลลุกขึ้นมาออกหน้า แต่ดันกลายเป็นว่าเจ้าหมีสีน้ำตาลนี่กลับปรามเพื่อนที่กำลังแสดงท่าทีโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ สงสัยผมจะยังยั่วโทสะไม่มากพอ ว่าแล้วผมก็จงใจยืนกร่างเชิดคางขึ้นพร้อมปั้นสีหน้ากวนประสาท ดูท่าการทำแบบนี้จะยิ่งยั่วโมโหเขาหนักขึ้น เขาถึงขยับเข้ามาใกล้ผมอีกก้าวหนึ่งและเรียกร้องให้ผมเอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ขอโทษมาครับ”
“ก็บอกแล้วว่าแค่พลาด”
“ต่อให้จะพลาด แต่สิ่งที่ตัวเองทำไว้ก็ต้องรับผิดชอบสิครับ!”
โอ้ว้าว ช่างรักความยุติธรรมจริงๆ อย่างกับตัวละครในการ์ตูนโชเน็น** เลยนะเนี่ย ภาพที่ผมอยากเห็นจากเจ้าหมีสีน้ำตาลดันได้เห็นจากเจ้าเปี๊ยกนี่ซะงั้น แต่หมอนี่ก็ไม่ใช่ผู้รอดชีวิตนี่นา
“โอเค…ฉันขอโทษก็ได้ แต่ต้องโดนอัดก่อนหมัดหนึ่งนะ”
ผมจงใจตั้งท่าง้างหมัดใส่อีฮยอนอู ทว่าอีฮยอนอูกลับไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย โอ้โหเฮะ ท่าทางที่ไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรงของหมอนี่โคตรเท่เลยแฮะ ผมมองเขาด้วยความเสียดายจับใจ ชายูฮยอกต้องชอบหมอนี่มากแน่ๆ และหมอนี่คงอยู่ฝ่ายธรรมะอย่างไม่ต้องสงสัย
“…รุ่นพี่ พอแค่นี้เถอะครับ”
ในที่สุดเจ้าหมีสีน้ำตาลก็ออกหน้าเสียที เขาคว้าข้อมือผมไว้ด้วยมือที่ใหญ่ปานฝาหม้อ มันเป็นการจับที่ใช้แรงพอสมควร แต่กลับไม่เป็นผลต่อร่างกายที่ผ่านการตื่นรู้ของผม ทว่ากระนั้นผมก็ยอมหยุดการเคลื่อนไหวและทำทีเหมือนโดนเจ้าหมีควบคุม
“ถ้าไม่พอแค่นี้แล้วนายจะทำไม”
“ผมจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่ครับ”
“ฉันทำให้นายหมดโอกาสเล่นกีฬาไปตลอดชีวิตได้เลยนะ ไอ้งั่ง ต่อยมาเลยดิ”
ผมจงใจพูดแหย่เพื่อยั่วโมโห แต่เจ้าหมีสีน้ำตาลกลับไม่ยอมติดกับง่ายๆ เขาทำเพียงเพิ่มแรงที่จับข้อมือผมไว้เท่านั้น
เจ้าหมีสีน้ำตาลตัวนี้เชื่องช้าและระแวดระวังก็จริง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ใจดีและรักความยุติธรรม หากจะขึ้นเป็นผู้นำของกลุ่มผู้รอดชีวิตนับว่ายังมีข้อบกพร่องอยู่พอตัว อีฮยอนอูที่คิดเร็ว ทำเร็ว และเคลื่อนไหวเร็วยังจะเหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำมากกว่าเจ้าหมีสีน้ำตาลนี่ซะอีก
ผมจะช่วยชีวิตคนได้หรือเปล่านะ
ถ้าได้ งั้นลองช่วยอีฮยอนอูดูดีไหม แล้วถ้าจะช่วยต้องช่วยยังไงล่ะ สมองที่ปกติไม่ค่อยได้ใช้งานของผมเริ่มเดินเครื่องแล้วสิ
ปี๊ดดด!
“ตรงนั้นทำอะไรกันน่ะ!”
อาจารย์พละเพิ่งสังเกตเห็นว่านักเรียนมีปัญหากันจึงเป่านกหวีดพลางเดินเข้ามา ผมสลัดมือเจ้าหมีที่จับข้อมือผมออกแล้วชูสองมือขึ้นทำท่ายอมแพ้ จากที่เหน็บแนมอีกฝ่ายอยู่หยกๆ ก็เปลี่ยนท่าทีแบบหนึ่งร้อยแปดสิบองศามาทำเป็นขอโทษขอโพย
“ก็ได้ ฉันขอโทษแล้วกัน”
“…?”
พอคนที่ตั้งท่าจะร่อนหมัดเปลี่ยนท่าทีไปอย่างกะทันหัน บนใบหน้าของเหล่านักเรียนก็มีแต่คำถามที่ว่า ‘จู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีไปเลยเนี่ยนะ’ กันเป็นแถว ตอนนี้พวกที่เคยนั่งอยู่ตรงม้านั่งต่างก็ลุกมายืนล้อมพวกผม เว้นเสียแต่คิมแจยองแค่คนเดียวที่ยังคงนั่งอยู่ตรงม้านั่งเหมือนเดิม ท่าทีของหมอนี่ดูเฉยเมยสุดๆ ทั้งที่คนที่ตัวเองชอบกำลังทะเลาะกับคนอื่นอยู่แท้ๆ
“พอดีไม่ได้เล่นบาสนานน่ะ ฉันคงตื่นเต้นมากไปเอง โทษที”
“หา? เอ่อ…ครับ”
ผมกล่าวขอโทษพวกเด็กปีสองอีกครั้ง
“ครบยี่สิบนาทีแล้ว เซ็ตสองกำลังจะเริ่ม ต้องเปลี่ยนตัวแล้วใช่ไหม ถ้างั้นเพื่อเป็นการขอโทษ อืม…นายน่ะ อย่างน้อยก็ให้ฉันทำแผลให้หน่อยเถอะ ฉันมียาฆ่าเชื้ออยู่ในกระเป๋า”
ผมพาเจ้าหมีที่หัวเข่าถลอกเดินมายังม้านั่ง อีฮยอนอูเหมือนจะยังไม่ไว้ใจผมเลยคว้าตัวเจ้าหมีไว้แน่น แต่เจ้าหมีส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร ผมจึงเดินมาตรงม้านั่งและจัดแจงให้เจ้าหมีนั่งลงข้างคิมแจยอง เขาเอ่ยทักทายคิมแจยองด้วยท่าทีเหมือนทำตัวไม่ถูก ทว่าคิมแจยองกลับไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาและหันมาพูดกับผมแทน
“ดีกันแล้วเหรอ”
“อืม ฉันมียาฆ่าเชื้อในกระเป๋าเลยกะจะทำแผลให้น่ะ”
“อื้ม”
คิมแจยองส่งกระเป๋าให้ผมก่อนลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเบาๆ พอเสื้อพละตัวสั้นเลิกขึ้นจนเห็นผิวเนื้อเปลือยเปล่า เจ้าหมีก็รีบเบนสายตาหนีทันที นั่นไงล่ะ ใครเห็นเป็นต้องเขินอยู่แล้ว ของแบบนี้เลี่ยงไม่ได้หรอก นอกจากคิมแจยองจะเป็นเจ้าของใบหน้าที่แสนบริสุทธิ์และงดงามนั้นแล้ว…เรือนร่างเขาก็งดงามไม่แพ้กัน บนโลกนี้จะมีใครผิวขาวผ่องเป็นยองใย แถมยังดูเนียนนุ่มขนาดนั้นได้อีก กล้ามเนื้อแน่นเป็นลอน…ต้นขาดูแข็งแกร่ง…ทั้งหมดนั่นน่ะขนาดเป็นผู้ชายด้วยกันแท้ๆ เห็นแล้วยังรู้สึกแปลกในใจเลย ผมถอดเสื้อออกแล้วโยนให้คิมแจยองที่กำลังวิ่งไปทางสนามบาสเกตบอล
“นายเป็นโรคชอบโชว์ของหรือไง เอานี่ไปใส่ซะ”
ทั้งที่เสื้อตัวนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อของผม สวมแล้วอาจไม่สบายตัวได้ แต่คิมแจยองกลับถอดเสื้อตัวเองออกแล้วเปลี่ยนทันทีราวกับไม่ติดใจแต่อย่างใด เสื้อพละของหัวหน้าห้องเล็กเกินไปสำหรับผมเหมือนกัน ดูท่าคงต้องขอเปลี่ยนคืนตอนเดินกลับห้องหลังเลิกคาบ
คิมแจยองเดินเข้าไปในสนามบาสเกตบอล ก่อนจะชี้มาทางผมเหมือนกำลังอธิบายให้อาจารย์พละฟังว่าไม่ได้มีเรื่องทะเลาะกันแล้ว อาจารย์เบ้ปากและกลอกตามองบนก่อนพยักหน้าให้แล้วเป่านกหวีดเป็นสัญญาณเริ่มแข่งขันเซ็ตที่สอง อีฮยอนอูที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของม้านั่งจ้องมองผมเหมือนต้องการจับสังเกต แต่ผมเสมองไปทางอื่นและแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวพลางหยิบกล่องปฐมพยาบาลขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า
“รุ่นพี่พกกล่องปฐมพยาบาลติดกระเป๋าไว้ตลอดเลยเหรอครับ”
“อืม ฉันมีไนติงเกล* เป็นไอดอลน่ะ”
“เอ่อ…ครับ”
ผมหยิบยาฆ่าเชื้อออกจากกล่องแล้วฉีดลงบนแผลของเจ้าหมี ก่อนจะปิดด้วยผ้าก๊อซและเทปสำหรับพันแผล ไม่รู้ว่าผมดึงสกิลทักษะหัตถ์พระเจ้าออกมาใช้ด้วยหรือเปล่า แม้จะเพิ่งเคยทำแผลเป็นครั้งแรก แต่ผมกลับชำนาญเหมือนเคยทำมาแล้วเป็นสิบครั้ง เฮอะ ไอ้เราก็มีทักษะเทพอยู่กับตัวซะเปล่า ดันเอาไปใช้อยู่แค่การทุบตี ทำลาย รังแก และข่มเหงชาวบ้านเขาเนี่ยนะ…โธ่เอ๊ย ช่างเหอะ อย่าไปคิดถึงมันดีกว่า
“นายชื่ออะไร”
“คังด็อกโฮครับ”
“เพื่อนคนเมื่อกี้ชื่ออีฮยอนอูใช่ไหม สนิทกันเหรอ”
“ครับ เราสนิทกันเพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยประถม ว่าแต่รุ่นพี่ถามทำไมเหรอครับ…”
เจ้าหมีคังด็อกโฮมองผมอย่างฉงน ในขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดว่าทำยังไงเจ้าหมีถึงจะไม่สงสัยและยอมร่วมมือกันช่วยชีวิตอีฮยอนอู ผมก็หยิบกล่องใบเล็กจากในกระเป๋าส่งให้เขา เจ้าหมีรับกล่องไปถือด้วยสีหน้างุนงง ผมจึงพยักพเยิดคางเป็นเชิงบอกให้เขาลองเปิดกล่องดู
“นี่มัน…ระเบิดควัน?”
“ถ้าจะเรียกให้ถูกมันคือพลุสัญญาณ ถึงมันจะมีควันเหมือนกันก็เหอะ”
ในกล่องมีพลุสัญญาณอยู่หกแท่ง ผมกว้านซื้อทีละมากๆ มาจากช่องทางออนไลน์เพื่อเอาไว้เบนความสนใจจากสายตาของพวกสัตว์ประหลาดชั่วคราว ผมไม่แน่ใจนักว่าสิ่งนี้จะช่วยอีฮยอนอูได้หรือเปล่า แต่ผมไม่สามารถบอกเขาได้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อีกอย่างผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้วด้วย เฮ้อ เจ้านี่จะหลงเชื่อเรื่องโกหกกระจอกๆ ที่ผมกำลังจะพูดต่อจากนี้ไหมนะ ผมปั้นหน้าจริงจังแล้วขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเขา
“หมอนั่นมีผีตามอยู่”
“…ครับ?”
“อะแฮ่ม…คือว่า…พอดีฉันมีญาณพิเศษน่ะ…เลยเห็นผีที่เกาะอยู่บนหลังอีฮยอนอู”
เวรเอ๊ย…หน้าผมเห่อแดงขึ้นเรื่อยๆ ญาณพิเศษอะไรกันล่ะ ปั้นเรื่องได้ไม่เข้าท่าเลยสักนิด
“ผี…เหรอครับ”
“ผีอาฆาต! ใช่ มันคือผีอาฆาต”
“ผะ…ผีอาฆาต?!”
เจ้าหมีสีน้ำตาลพลันหน้าซีดเผือด
ไอ้หมอนี่ดันหลงเชื่อด้วยแฮะ
ปฏิกิริยารุนแรงของเจ้าหมีสีน้ำตาลทำให้ผมมั่นใจจนเริ่มสาธยายใส่สีตีไข่เรื่องราว ผมเล่าว่าอีฮยอนอูถูกผีอาฆาตตามติดอยู่ อีกไม่นานต้องมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับเขาแน่ และด้วยความที่เขาเป็นคนหัวแข็ง ถ้ารู้ว่าฉันเอาเครื่องรางให้ เรื่องน่าจะเลยเถิดไปกันใหญ่แน่ ดังนั้นเจ้าหมี นายต้องพกสิ่งนี้ไว้แล้วคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ หมอนั่นนะ พอผมพูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระให้เป็นเรื่องสำคัญจบ เจ้าหมีสีน้ำตาลก็กอดกล่องที่ผมให้ไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอมพร้อมกับพยักหน้า
“อีกอย่างที่เมื่อกี้ฉันเข้าไปหาเรื่องน่ะ…ฉันแค่อยากรู้เฉยๆ ว่าผีอาฆาตนั่นจะตอบโต้ยังไง นายอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ”
“นี่…รุ่นพี่คงลำบากน่าดูเลยสินะครับ”
“ฮะ?”
“ก็รุ่นพี่เป็นคนใจดีขนาดนี้แท้ๆ แต่ดันถูกคนอื่นเข้าใจผิดไปซะได้…”
ฮะ? หา?
ในขณะที่ผมกำลังอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก เจ้าหมีสีน้ำตาลก็พยักหน้าแรงๆ ให้หลายครั้ง ใบหน้าที่แสนจริงจังนั้นสื่อความหมายได้ว่า ‘ถึงคนอื่นจะเข้าใจผิดกันหมด แต่รุ่นพี่ยังมีผมที่เชื่อใจในตัวรุ่นพี่นะครับ’ นอกจากจะเชื่อเรื่องที่ผมกุขึ้นมาแล้ว หมอนี่ยังเข้าใจผิดไปถึงไหนต่อไหนอีก ก่อนผมจะหัวเราะออกมาเพราะความไร้สาระ เจ้าหมีสีน้ำตาลก็โค้งคำนับทำมุมเก้าสิบองศาแล้ววิ่งไปหากลุ่มเพื่อนที่ม้านั่งฝั่งตรงข้ามแล้ว
“หมอนั่นเป็นบ้าไปแล้วหรือไง”
ผมรู้สึกชวนขนลุกราวกับมีแมลงไต่ไปทั่วทั้งตัว ไม่นึกเลยว่าเรื่องเลอะเทอะเหลวไหลแบบนั้นจะออกมาจากปากตัวเองได้ ยิ่งเจ้าหมีไร้เดียงสานั่นเชื่อซะสนิทใจ ผมยิ่งรู้สึกอายจนหมดคำพูด หลังจากดีดดิ้นอยู่พักใหญ่และเผลอหันหน้าไปโดยไม่ตั้งใจ ผมก็สบตากับเจ้าหมีที่ยืนอยู่ไกลออกไปพอดี เจ้านั่นมองผมด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจเต็มเปี่ยม เขากำหมัดเบาๆ ก่อนทำท่าไฟต์ติ้งให้ผม
ไฟต์ติ้ง…? ไฟต์ติ้งอะไรของมัน…อย่าบอกนะว่าเห็นผมดีดดิ้นเลยคิดว่าผมแสดงอาการผิดปกติเพราะมีอะไรเข้ามาประทับร่างน่ะ
“คนแบบนี้ก็มีด้วยเหรอวะ”
เฮ้อ ให้อีฮยอนอูรอดแล้วเจ้านั่นตายซะยังจะดีกว่า
* อิเรซูมิ คือศิลปะการสักแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน มักจะเป็นลวดลายสัตว์ ดอกไม้ เทพเจ้า ภาพตำนาน หรือนิทานพื้นบ้าน โดยชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าแต่ละลวดลายเป็นสัญลักษณ์ที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณโดยตรง
* ประโยคที่ว่านี้มาจากคำพูดของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ที่กล่าวว่า ‘หากโลกสิ้นสุดลงในวันพรุ่งนี้ ฉันก็ยังจะปลูกต้นแอปเปิ้ล’ มีความหมายที่สื่อถึงความเชื่อมั่นในอนาคตและความหวัง แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังที่สุด
* การสอบซูนึง คือการสอบวัดระดับความสามารถทางวิชาการเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการจัดการ กำกับ และดูแลโดยภาครัฐ โดยจะจัดขึ้นเพียงแค่ปีละครั้ง
* เอ็นบีเอ (NBA) คือลีกการแข่งขันบาสเกตบอลมืออาชีพของทวีปอเมริกาเหนือ
** การ์ตูนโชเน็น คือการ์ตูนญี่ปุ่นที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กผู้ชายวัยรุ่น (โดยทั่วไปอายุประมาณ 12-18 ปี) ซึ่งมักมีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้ การผจญภัย มิตรภาพ การพัฒนาตนเอง และความพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมาย
* ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เป็นผู้ให้กำเนิดการพยาบาลสมัยใหม่ อุทิศชีวิตเพื่อการพยาบาลช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.