everY
ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 1.1-1.2 #นิยายวาย
บทที่ 1.2
ผมทิ้งพวกมันไว้ด้านหลังแล้วรีบวิ่งกลับมายังห้องเรียน พออยู่กลางแดดจัดนานเกินไป หัวใจก็เริ่มเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ความกังวลยิ่งก่อตัวขึ้นมา ดวงอาทิตย์ร้อนแรงราวกับจะหายวับไปได้ทุกเมื่อ บ้าจริง เสียเวลาไปเปล่าๆ จนได้
ทีแรกผมแค่เร่งฝีเท้าเดินเร็ว แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นวิ่งตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ อาจารย์พละเห็นผมวิ่งบนโถงทางเดินก็ตะโกนไล่หลังว่า ‘ซอนอึนซู หักคะแนน! อาจารย์หักคะแนนแน่! เดี๋ยวเถอะ ซอนอึนซู!’ ทว่าผมกลับไม่ได้ยินอะไรเลย สิ่งสำคัญตอนนี้ใช่เรื่องอาจารย์หรือคะแนนที่ไหนกัน…
“แฮ่ก…แฮ่ก…นี่ คิมแจยอง”
ผมกระชากประตูห้องเรียนเปิดออกแล้วเอ่ยเรียกคิมแจยอง เขาเบิกตาโตมองผมที่เหงื่อไหลท่วมตัว
“…อึนซู”
พอคิมแจยองลุกจากที่นั่งช้าๆ พร้อมกับเรียกชื่อผมด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง เลือดก็สูบฉีดไปทั่วร่าง แข็งขาพลันอ่อนแรง ถึงจะตัดสินใจฝากชีวิตไว้กับคิมแจยองแล้วก็เถอะ แต่นี่มันเกินไปหน่อยไหม ผมรู้สึกโล่งอกได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหวังไว้เลยสักนิด…แต่แล้วทำไมกันนะ คิมแจยองคงเห็นว่าสภาพผมไม่ค่อยปกติ เขาจึงเดินเข้ามาหาและดันผมที่ยืนคร่อมธรณีประตูออกมาด้านนอกอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ปิดประตูห้องเรียนลง โถงทางเดินที่ว่างเปล่ามีเพียงแค่เราสองคน
“วิ่งทำไม วันนี้อากาศร้อนมากนะ”
คิมแจยองจ่อพัดลมพกพาที่ถือติดมือมาด้วยมาไว้ใกล้หน้าผม พัดลมสีเหลืองซีดคงเคยเป็นสีขาวมาก่อนแน่ๆ มันสั่นและส่งเสียงดังเหมือนพร้อมจะพังได้ทุกเมื่อ แถมยังเก่าเสียจนผมคิดว่าเป็นวัตถุโบราณ เมื่อก่อนพอผมเห็นว่าไอ้หล่อลากกระชากสายตาคนนี้มีฐานะยากจน ผมก็ทั้งล้อเลียนและกลั่นแกล้ง ซึ่งทุกครั้งที่ทำแบบนั้นคิมแจยองจะมองมาเหมือนไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่แล้วดูตอนนี้สิ ดูท่าทางมั่นหน้าของไอ้คนที่ยกไอเทมเส็งเคร็งนี่ขึ้นมาจ่อหน้าผมสิ หมอนี่อายเป็นที่ไหน
“ไม่รู้เหมือนกัน ร้อนฉิบหายเลย”
“เหงื่อออกเยอะเชียว”
เวลายิ้มทีหางตาหมอนี่ตกจะคล้อยตกลงมา ดูสวยกว่าเดิมอีกแฮะ…คิมแจยองมองสำรวจตัวผมที่เปียกโชกจนแยกไม่ออกแล้วว่าเป็นเหงื่อจากความร้อนหรือเหงื่อจากความเย็น สายตาเขาหยุดอยู่ที่หน้าผากของผม เขาจัดการปัดเส้นผมที่ปรกหน้าผากออกแล้วจ้องตรงจุดที่ปูดขึ้นมาเล็กน้อยเพราะก้อนหินเมื่อกี้อย่างใคร่รู้
“พัคชังจินต่อยนายเหรอ”
“ก็มันใช้ก้อนหินเปิดก่อน นายรู้ใช่ไหมล่ะว่าเวลาต่อสู้กันต้องยอมให้อีกฝ่ายอัดสักทีก่อนค่อยเริ่ม ถึงจะเรียกว่าเป็นการป้องกันตัวได้น่ะ”
“…”
“…หรือว่านายไม่รู้เรื่องพวกนี้”
“รู้สิ”
พอผมเกาต้นคออย่างทำตัวไม่ถูก คิมแจยองก็ยิ้มแล้วเอ่ยตอบ จากนั้นบทสนทนาก็เงียบไปครู่หนึ่ง
“…”
ปกติถ้าเห็นคนที่ตัวเองชอบบาดเจ็บมาก็ควรจะต้องเป็นห่วงแล้วถามว่าเจ็บมากไหมหรือเป็นอะไรไหมไม่ใช่หรือไง แต่ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของหมอนี่กลับไม่เคยไหววูบเลยไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ใด ผมจึงเดาไม่ออกว่าเขาคิดอะไรอยู่
“โอ๊ย ร้อนจะตายห่าอยู่แล้ว”
“ขี้ร้อนขนาดนี้ ทำไมยังต้องพกแจ็กเก็ตขนเป็ดด้วยล่ะ”
“…นายไปเห็นตอนไหนมาอีกเนี่ย”
“ก็เห็นในล็อกเกอร์ นอกจากนี้แล้วยังมีบุหรี่ด้วยนี่”
“อ๋อ…เหรอ”
ต้องบอกว่าโชคดีหรือเปล่านะที่คิมแจยองเห็นแค่นั้น…นอกจากแจ็กเก็ตขนเป็ดน้ำหนักเบาและบุหรี่สิบมวนในล็อกเกอร์แล้ว ผมยังซุกอุปกรณ์เอาตัวรอดไว้ทุกซอกทุกมุมของโรงเรียนด้วย ดูเหมือนของพวกนั้นจะยังไม่ถูกใครพบเข้า ทั้งกระเป๋ายังชีพทหารภาคสนาม อาหารกระป๋องที่เก็บได้นาน และอาวุธที่หาซื้อมาด้วยความยากลำบากจำนวนมาก ผมเอาพวกมันไปซ่อนไว้ในห้องชมรมที่ไม่มีใครใช้ อาหารนี่ถ้ากินประหยัดๆ หน่อยก็น่าจะอยู่ได้หลายเดือน…ส่วนพวกอาวุธผมขายหุ้นบางส่วนไปแลกมา เงินล้นมือไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม อีกไม่นานก็กลายเป็นกระดาษไร้ค่าอยู่ดี
“พอดีว่า…ฉันขี้หนาวเลยจะเอาไว้ใส่กันหนาวน่ะ ฮ่าๆ”
“ขี้ร้อนแล้วยังขี้หนาวด้วยเหรอ”
“…”
สีหน้าเขาเหมือนถามเพราะอยากรู้จริงๆ แต่ทำไมฟังแล้วเหมือนผมกำลังโดนสอบปากคำอยู่ก็ไม่รู้ โอ๊ย ครั้นจะอธิบายก็อธิบายไม่ได้ว่าถ้าวันแห่งหายนะมาถึงดวงอาทิตย์จะหายไป เพราะแบบนั้นอากาศจะหนาวเย็นมากกว่าเดิม ผมจึงต้องรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“บุหรี่นั่น…! ฉันเอามาเพราะตั้งใจจะขายหาเงินจากพวกนั้นน่ะ!”
“…เงิน?”
“…”
พลาดแล้วสิ คำพูดที่บอกว่าตั้งใจจะหาเงินดันหลุดออกมาจากปากคนอย่างผมเนี่ยนะ ยิ่งแก้ตัวสถานการณ์ก็มีแต่จะยิ่งย่ำแย่ ผมประหม่าจนกลอกตาไปมา คิมแจยองคิ้วตกเหมือนน้อยใจพลางลูบหน้าผากผม
“คิดว่าจะสนิทกับอึนซูมากขึ้นแล้วซะอีก…น้อยใจจัง”
หน้าคิมแจยองดูเศร้าและน่าสงสารจนผมรู้สึกเหมือนทำผิดครั้งใหญ่ ผมกำลังจะพูดขอโทษออกไปอย่างลืมตัว ทว่าจู่ๆ คิมแจยองก็กดตรงที่โดนก้อนหินกระแทก เขากดแรงจนผมรู้สึกเจ็บ พอผมหลุดร้องลั่นออกมาสั้นๆ เขาก็ยิ้มอย่างเขินๆ ผมอุตส่าห์คิดว่าเขาเป็นคนดีพอใช้ได้…ที่ไหนได้ดันเป็นคนประหลาดซะงั้น ผมจะสนิทกับเขาได้ตลอดรอดฝั่งไหมเนี่ย…
“…นายจะมาเข้าใจเจตนาอันลึกซึ้งของลูกพี่คนนี้ได้ยังไง เดี๋ยวสักวันนายจะต้องรู้สึกขอบคุณฉันจนอยากโค้งคำนับให้เลยล่ะ ไอ้หนู”
ผมจงใจยิ้มเจ้าเล่ห์พลางเอามือโอบไหล่คิมแจยอง ทั้งที่ผมเอาตัวเองที่อบอวลด้วยไอร้อนระอุแถมยังเหนียวเหงื่อเหนอะหนะไปแนบตัวเขาท่ามกลางอากาศร้อนแบบนี้ เขากลับไม่ผลักผมออกเลยสักนิดและทำเพียงยืนนิ่งอย่างเก้ๆ กังๆ อยู่กับที่ ถึงขนาดทนอะไรน่าอี๋แบบนี้ได้แสดงว่าวันนี้เขายังชอบผมอยู่เหมือนเดิมสินะ เวลาที่ผมแตะตัวเขา เขาจะแสดงอาการตัวแข็งทื่อ ใบหูแดง หรือไม่ก็ต้นคอแดงออกมาให้เห็น ผมต้องใช้ปฏิกิริยาเหล่านี้ยืนยันความรู้สึกในใจเขาเป็นระยะๆ ผมถึงจะรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้หนึ่งเปลาะ
“นี่ เข้าไปข้างในกันเหอะ ร้อน”
“ข้างในก็ร้อนเหมือนกัน เพราะเขาไม่ได้เปิดแอร์ให้”
“อะไรนะ โรงเรียนบ้านี่เอาเงินบริจาคไปกินกันหมดหรือไง ใช้ไปกับอะไรกันเนี่ย”
“ได้ยินว่าอาจารย์ใหญ่จะเปลี่ยนรถใหม่นะ”
“บ้าฉิบหาย”
ทันทีที่ผมกับคิมแจยองซึ่งโอบไหล่กันอย่างสนิทชิดเชื้อเดินเข้ามาในห้องเรียนก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่ลอบมองมาของเพื่อนร่วมชั้น นี่เป็นสายตาที่เข้าใจได้ เพราะมันก็น่าแปลกอยู่หรอกที่ผมซึ่งเคยบูลลี่เขากลับเปลี่ยนมาทำดีด้วยอย่างกะทันหัน และไม่กี่วันมานี้ยังตัวติดกันประหนึ่งเป็นเพื่อนซี้กันมาแต่ไหนแต่ไร แต่มันก็มีเรื่องบางอย่างที่คนอย่างพวกนายไม่รู้ไง ช่างเหอะ เพื่อนพวกนี้เดี๋ยวก็ตายกันหมดอยู่ดี…เอ๊ะ? ไม่สิ นอกจากผมแล้วก็มีอีกหนึ่งคนที่รอด นั่งอยู่นั่นไงล่ะ ไอ้หัวหน้าห้อง ชื่ออะไรนะ…ยูยอนฮาหรือเปล่านะ หมอนั่นเอาชีวิตรอดอยู่ได้นานพอดูเลยล่ะ ผมจำได้ว่าก่อนผมจะมาเกาะติดคิมแจยอง ทั้งคู่ดูค่อนข้างสนิทกันมาก
…อะไรของมัน จ้องแบบนั้นทำไม
สายตาที่หัวหน้าห้องใช้จ้องผมแลดูไม่ปกติ ผมลอบปรายตามองคิมแจยอง ไม่รู้อีกฝ่ายมองผมอยู่ตลอดหรือเปล่า เราถึงได้สบตากันพอดี แม่งเอ๊ย ไม่น่ามองเลย ผมรีบหันหนีเพราะรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว ก่อนจะกลับมาทรุดตัวนั่งแถวหลังสุด โดยปล่อยคิมแจยองที่หัวเราะเบาๆ ทิ้งไว้ตรงนั้น
ก่อนจะปิดเทอมฤดูร้อน เหลืออีกแค่สัปดาห์เดียวแล้วสินะ
ผมนึกถึงภาพในความฝันที่คุณปู่ไม่สบายหนักจึงไปไถยาจากหมอประจำตัวมาเยอะมากเพื่อเอาไปเก็บไว้ที่ห้องใต้ดิน ก็นั่นแหละนะ นอกจากคุณปู่แล้วทุกคนยังสบายดีนี่…ต่อให้ไม่มีผมคอยดูแล คนอื่นที่เหลือก็คงเอาชีวิตรอดกันได้เองแหละ พวกหนังวันสิ้นโลกส่วนมากก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือไง คนทั่วไปตายเรียบ ส่วนคนรวยรอด แถมแต่ละคนก็นิสัยยอดแย่ไม่แพ้พวกกลุ่มธุรกิจใหญ่ด้วยกันเองอยู่แล้ว มั่นใจได้เลยว่าคนพวกนั้นจะไม่ทำอะไรที่เสียสละเพื่อคนอื่นแน่
ใดๆ คือฉันตายห่าก่อนคุณปู่ซะอีก เอาเป็นว่าแค่เอาตัวรอดให้ดีแค่ตัวเองก็พอแล้ว แค่ฉันคนเดียวนี่แหละ…
วันแห่งหายนะใกล้จะมาถึงในอีกไม่ช้า สิ่งที่ต้องเตรียมการในส่วนของผม ผมได้เตรียมการไว้เสร็จหมดแล้วเท่าที่จะทำได้
“กล้านักนะ…กล้าดียังไง!”
ด้านหลังโรงเรียนมีนักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่ง รูปร่างกำยำคล้ายหมูล่ำกำลังถือขวดเหล้ากลับด้านพร้อมกับหอบหายใจฮึดฮัด เขาคือพัคชังจินนักกีฬายูโดที่ถูกซอนอึนซูชกร่วงในหมัดเดียว
“ซอนอึนซู…!”
พัคชังจินยากจะทำใจยอมรับความจริงที่เขาถูกหมัดเดียวของซอนอึนซูสอยร่วงไม่เป็นท่า ถึงจะรู้อยู่ว่าซอนอึนซูเรียนศิลปะป้องกันตัวมาตั้งแต่เด็ก แต่ไอ้การเรียนแบบไม่จริงจังของหมอนั่นจะมาเทียบกับตัวเขาที่เคยเป็นถึงตัวแทนเยาวชนทีมชาติได้ยังไง ที่ผ่านมาในแก๊งพวกเขา ซอนอึนซูใช้การโปรยเงิน ส่วนพัคชังจินใช้กำปั้นในการขึ้นครองตำแหน่งสูงสุดมาตลอด เมื่อตำแหน่งเริ่มสั่นคลอน สายตาของพวกลูกจ๊อกที่เคยเอาอกเอาใจเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป พัคชังจินถูกทำลายศักดิ์ศรีจนเกิดความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะฆ่าซอนอึนซู
“…แกคิดว่าคนอย่างฉันจะยอมอยู่เฉยๆ แบบนี้หรือไง”
พัคชังจินมองขวดเหล้าในมือพลางพึมพำเสียงเหี้ยม ยังไงซะตัวเองก็ยังเป็นผู้เยาว์ ต่อให้ทำผิดกฎหมายก็แค่ถูกส่งเข้าสถานพินิจ พอออกมาแล้วก็ไปเข้าแก๊งอันธพาลต่อได้ พัคชังจินตัดสินใจเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่มีเพื่อทำลายซอนอึนซู ถ้าทำได้จากนี้ก็จะไม่มีใครกล้าดูหมิ่นเขาอีก พัคชังจินเดินโซซัดโซเซ คนขับรถของซอนอึนซูกำลังรอรับอยู่บริเวณถัดจากประตูโรงเรียนไปไม่กี่ช่วงตึก พัคชังจินวางแผนดักซุ่มอยู่ตรงจุดที่ซอนอึนซูต้องเดินผ่าน จากนั้นก็จะเข้าโจมตีแบบไม่ให้ทันตั้งตัว
“คิกๆ ถ่ายรูปไอ้เวรนั่นตอนร้องไห้ขี้มูกโป่งสักหน่อยดีกว่า เอาไปแจกแม่งให้ทั่วโรงเรียนเลย”
พัคชังจินย่องเดินไปยังด้านหลังตึก ตรอกตรงนี้แคบมากจนเดินผ่านได้แค่คนเดียวและเป็นจุดที่ไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้เลย พัคชังจินหัวเราะคิกคักเพราะเขาเคยโดดเรียนมาอยู่ที่นี่บ่อยๆ แต่ไม่คิดเลยว่าประสบการณ์ตอนนั้นจะได้เอามาใช้ประโยชน์ในเวลาแบบนี้
แต่แล้วในจังหวะนั้นเอง…
“อ๊าก!”
พัคชังจินร้องลั่นพร้อมล้มหน้าคะมำเพราะแรงที่กระแทกลงมากลางศีรษะ เลือดไหลอาบลงมาตามขมับ พัคชังจินผู้สมองทึบแต่กำเนิดพยายามจะลุกขึ้น แต่ใครบางคนด้านหลังเหยียบแผ่นหลังของเขาไว้เพื่อขัดขวางไม่ให้เขาขยับตัวได้ ถ้าพื้นที่กว้างกว่านี้อีกสักหน่อยคงกลิ้งออกไปด้านข้างแล้วตอบโต้ได้บ้าง แต่ตรอกนี้แคบเกินกว่าจะขยับไปไหนได้ พัคชังจินพยายามหันไปมองอย่างยากลำบากเพื่อดูว่าใครเป็นคนทำร้ายเขา แม้จะมองไม่เห็นหน้าเพราะเงามืดที่บดบัง แต่ชัดเจนแล้วว่าอีกฝ่ายสวมเครื่องแบบนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน
“เชี่ยเอ๊ย…แกเป็นใครวะ”
ไร้เสียงใดตอบกลับ เมื่อรู้สึกได้ว่าอีกฝ่ายกำลังย่อตัวลงต่ำ พัคชังจินก็รวบรวมเรี่ยวแรงอีกครั้งเพื่อสลัดให้หลุด แต่กลับโดนฟาดซ้ำที่ท้ายทอย
“อ่อก!”
หมู่ดาวลอยพร่างพรายอยู่ตรงหน้า พัคชังจินรู้สึกกลัวตายขึ้นมาทันที การโจมตีที่ศีรษะแบบซ้ำแล้วซ้ำเล่านี้ดูไม่มีความลังเลอยู่เลยสักนิดราวกับคิดจะฆ่ากันจริงๆ พอเห็นเงานั้นเงื้อมือขึ้นอีกครั้ง พัคชังจินก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความกลัว
“ชะ…ช่วยด้วย…ช่วยด้วย! ช่วยผม…แอ้ก!”
สติสัมปชัญญะเริ่มพร่ามัว ปัสสาวะไหลนองออกมาจากช่วงล่าง ก่อนที่ดวงตาของพัคชังจินจะปิดลง ท่ามกลางความพร่ามัวเขาเห็นดวงตาสีน้ำตาลจ้องมองมาที่ตัวเองนิ่งโดยไม่ขยับเขยื้อน
ไอ้หมอนี่…เป็นใครกัน…
หลังจากพัคชังจินคิดอะไรต่อไม่ไหวและสลบเหมือดไป ก้อนอิฐที่อาบย้อมไปด้วยสีแดงก็ถูกเขวี้ยงตกลงข้างๆ ใบหน้าของพัคชังจินที่กำลังหมดสติ จากนั้นใครคนหนึ่งก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนแล้วยกยิ้มมุมปากพลางหลุบตามองพัคชังจิน หรือหากพูดให้ถูกต้องกว่านั้นคงต้องบอกว่าเขากำลังมองขวดเหล้าที่พัคชังจินหยิบมาต่างหาก
“อย่าถือของอันตรายแบบนี้ไปไหนมาไหนสิ ชังจิน นายอาจจะบาดเจ็บเอาได้นะ”
มันเป็นน้ำเสียงแสนอ่อนโยนซึ่งไม่เข้ากับสถานการณ์ที่น่าหวาดผวานี้เอาเสียเลย
“อะไรของพวกมัน”
ผมสบตากับฝูงปลาจวดที่เดินสวนกันตรงทางเดิน ทั้งที่กะจะพยักหน้าทักทายตามมารยาทเสียหน่อย แต่จู่ๆ พวกมันกลับหน้าซีดเผือดแล้ววิ่งหนีไป แค่โดนต่อยกันคนละทีเอง ปกติไม่ได้ใจเสาะกันขนาดนี้นี่นา ถึงจะรู้สึกแปลกใจอยู่หน่อยๆ แต่คิดว่าคงไม่มีอะไร ผมหันมาลูบคลำกระบองสามท่อนที่ซ่อนไว้ในลิ้นชักโต๊ะเรียน เจ้าสิ่งนี้ผมได้มันมาจากต่างประเทศเลยทีเดียว มันคือกระบองยุทธวิธีที่หน่วยรบพิเศษใช้กัน เมื่อวานผมลองเอามาใช้ดูโดยคิดแค่ว่าเป็นการฝึกซ้อม แต่เพียงไม่ถึงสิบนาทีผมก็ใช้เจ้ากระบองนี่ได้เหมือนกับเป็นอีกหนึ่งอวัยวะของร่างกาย เอาจริงๆ เลยนะ ไอ้ทักษะหัตถ์พระเจ้าเนี่ย…เป็นสกิลที่โคตรจะโกงเลย
หากจะต่อกรกับสัตว์ประหลาดผมมีอาวุธอื่นที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่า แต่เหตุผลที่เลือกกระบองสามท่อนมาเป็นอาวุธหลักนั้นมีอยู่สองข้อ
หนึ่งคือพกพาสะดวก
สองคือไม่อยากให้เตะตาคน
ผมไม่ได้ตั้งใจจะขึ้นเป็นผู้นำกลุ่มของผู้รอดชีวิต แต่ถ้าอยากให้สถานการณ์ยังคงราบรื่นก็ต้องซ่อนพลังที่มีอยู่เอาไว้ และของที่สามารถอ้างได้ว่าพกพาเพื่อป้องกันตัวเฉยๆ อย่างกระบองสามท่อนนี้ก็ตอบโจทย์ผมเป๊ะๆ
จริงอยู่ว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการซ่อนตัวในห้องชมรมซึ่งเต็มไปด้วยอาหารและอาวุธกับคิมแจยองแค่สองคน แต่ผมต้องคิดเผื่อไว้หลายกรณี เนื่องจากไม่รู้ว่าวันแห่งหายนะจะมาถึงเมื่อไหร่ นับจากห้องเรียน ถ้าไปทางซ้ายจะเจอโรงอาหาร ถ้าไปทางขวาก็จะเจอโรงยิม ส่วนห้องชมรมจะอยู่ก่อนถึงโรงอาหารแต่เส้นทางซับซ้อนกว่า ผมตั้งใจว่าแม้สถานการณ์จะบังคับให้ไปที่อื่นก่อน แต่ยังไงซะเป้าหมายสุดท้ายก็คือห้องชมรม อีกอย่างผมก็ได้ย้ายปืนไรเฟิลที่แขวนอยู่บนผนังห้องสมุดที่บ้านมาซ่อนไว้ในห้องชมรมแล้วด้วย จนกว่าคิมแจยองจะตื่นรู้ ผมวางแผนว่าจะเอาปืนนี้ให้เขาพกติดตัวไว้
แน่นอนว่าลำพังแค่ปืนไรเฟิลคงไม่อาจสร้างความเสียหายถึงตายให้กับสัตว์ประหลาดได้ ผิวหนังของพวกมันแข็งแรงและหนามากจนกระทั่งกระสุนดีดกระเด็นออกหมด ถ้าอยากจะสร้างรอยขีดข่วนให้พวกมันได้สักหน่อยก็มีแต่จะต้องเปิดปากสัตว์ประหลาดแล้วเสียบปืนเข้าไป กองทัพช่วยพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าอาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นเปล่าประโยชน์ ทั้งที่มีพลังทำลายขนาดนั้น แต่ดันล้มเหลวในการปกป้องเกาหลี ดังนั้นจึงไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึงอีก ต้องขอบคุณที่มีผู้คนจำนวนมากมายตื่นรู้หรอกนะ กองกำลังที่รอดชีวิตเลยมีปัญญาวางแผนยึดกรุงโซลกลับคืนมาได้ในภายหลัง
มนุษย์ไม่อาจเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดได้เลยหากไม่มีพลังจากการตื่นรู้ และต่อให้กลายเป็นผู้ตื่นรู้แล้วก็มีน้อยคนนักที่จะต่อกรกับสัตว์ประหลาดเพียงลำพังได้ เนื่องจากสัตว์ประหลาดแต่ละชนิดมีรูปร่าง ขนาด และรูปแบบการต่อสู้ที่แตกต่างกัน เหล่าผู้ตื่นรู้จึงต้องรวมกลุ่มกันต่อสู้กับพวกมันเหมือนทำปาร์ตี้เควสต์ในเกม
ทว่าถึงมันจะไม่ค่อยมีประโยชน์มากนัก แต่ปืนก็คือปืนอยู่วันยังค่ำ ขอแค่เบนความสนใจของสัตว์ประหลาดได้ชั่วขณะ…โอกาสในการรอดชีวิตก็จะสูงขึ้น
“ทุกคน คาบพละไม่มีเรียนด้วยตัวเองแล้วนะ อาจารย์ให้เปลี่ยนชุดพละแล้วลงไปที่สนามกีฬา”
เมื่อหัวหน้าห้องเดินผ่านประตูเข้ามาแจ้งตารางเรียนคาบพละ เสียงถอนหายใจก็ดังมาจากทั่วทุกทิศทาง การสอบปลายภาคของเทอมหนึ่งจบสิ้นไปแล้ว มิหนำซ้ำวันพุธหน้าก็จะปิดเทอมอยู่แล้ว ยังจะให้เรียนพละตามปกติอีกเนี่ยนะ ในฐานะนักเรียนมัธยมปลายปีสามที่ได้รับความกดดันอย่างหนักหน่วงเพราะใกล้ช่วงสอบซูนึง* นี่ถือเป็นเรื่องที่ชวนหงุดหงิดมากทีเดียว
คิมแจยองเดินมาทางหลังห้องเพื่อหยิบชุดพละในล็อกเกอร์ ตอนเขาเดินผ่านมาด้านข้าง ผมก็คว้าชายเสื้อชุดพละของเขาไว้แล้วออกแรงดึง ถ้าคิมแจยองจะไปสนามกีฬา ผมเองก็ควรต้องตามไปด้วย แต่ดันไม่มีชุดพละนี่สิ ไม่มีเพื่อนให้ยืมอีกต่างหาก ครั้นจะให้ไปห้องข้างๆ แล้วขู่กรรโชกใครสักคนให้ส่งชุดพละมาให้ก็คงได้อยู่หรอก ทว่าผมก็ไม่อยากทำถึงขนาดนั้น
“ฉันไม่มีชุดพละอะ”
“นายจะลงไปที่สนามเหรอ”
เมื่อผมที่มักจะโดดเรียนคาบพละอย่างอาจหาญบอกว่าจะลงไปที่สนามกีฬา คิมแจยองก็เบิกตาโตและถามผมกลับ พอผมพยักหน้าเขาก็ยื่นชุดพละของตัวเองมาให้ผมโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย จากนั้นคิมแจยองก็เดินไปหาหัวหน้าห้องเพื่อขอยืมชุดพละต่อ
“แล้วหัวหน้าห้องไม่ลงไปที่สนามหรือไง”
“หมอนั่นแพ้แดดน่ะ เวลาเรียนคาบพละที่สนาม หมอนั่นจะไปนั่งในร่ม”
“อ่าฮะ”
ผมสบตาและยิ้มให้หัวหน้าห้องเป็นเชิงขอบคุณ แต่เขากลับทำหน้าตึงใส่ผมก่อนหันหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ครั้งก่อนแล้วนะ หมอนี่เป็นอะไรของเขา หรือเขาคิดว่าผมทำให้คิมแจยองเสียนิสัยกันนะ
“เสียสติไปแล้วหรือไง นี่ เอาชุดนั่นให้ฉันใส่แทนดีกว่าไหม”
สภาพคิมแจยองที่สวมชุดพละนั้นช่าง…โดดเด่นกระแทกตาอย่างรุนแรง พอคิมแจยองที่สูงหนึ่งร้อยแปดสิบเจ็ดเซนติเมตรมาสวมชุดพละของหัวหน้าห้องที่สูงประมาณหนึ่งร้อยหกสิบห้าเซนติเมตรแล้ว กางเกงพละก็กลายเป็นกางเกงขาสั้นที่แทบจะปิดไม่ถึงครึ่งต้นขาด้วยซ้ำ แถมเสื้อท่อนบนก็สั้นเต่อจนแค่ชูมือขึ้นหน้าท้องก็โผล่ออกมาแล้ว
“ทำไมล่ะ มันดูไม่โอเคเหรอ”
เมื่อคิมแจยองส่งยิ้มมาให้ทางสายตาพร้อมกับยกมือขึ้นเสยผมไปด้านหลัง ชายเสื้อก็เลิกขึ้นจนเผยให้เห็นผิวเนื้อเปลือยเปล่าเต็มตา ไอ้บ้าเอ๊ย พอใส่ชุดนั้นแล้วก็อย่าโพสท่าอะไรแบบนั้นสิโว้ย…! พอดูไปแล้วคิมแจยองก็ดูเซ็กซี่อย่างบอกไม่ถูกแฮะ ถึงว่าพวกผู้ชายห้องเราถึงได้เหลือบมองคิมแจยองกันใหญ่ แต่ท่าทางคิมแจยองจะไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่าคนอื่นจะมองตัวเองยังไง
“…เปล่าหรอก ช่างเถอะ”
เอาเหอะ คนที่ใส่อะไรก็ดูดีไปหมดอย่างนาย อยากใส่ชุดนั่นก็ใส่ไปเถอะ…ผมส่ายหน้าช้าๆ แล้วเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดพละของคิมแจยอง จากนั้นก็เอากระบองสามท่อนหย่อนลงในกระเป๋ากีฬาขนาดใหญ่และสะพายไว้บนไหล่ คิมแจยองมองกระเป๋า แต่ก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นและเสมองไปทางอื่น
“อาจารย์ เราไปที่โรงยิมกันไม่ได้เหรอครับ อากาศมันร้อนนะครับ”
“ไม่ได้ ทีมนักกีฬาเขาใช้อยู่ อีกอย่างนะ ไอ้เด็กพวกนี้ หัดออกมาเจอแดดซะบ้าง จะได้รับวิตามินดี อยู่ปีสามกันแล้วยังจะงอแงให้รุ่นน้องเห็นอีก ใช้ได้ที่ไหนกัน เอ้า พูดตามครู เมื่อร่างกายแข็งแรง! จิตใจก็แข็งแรงตาม!”
“เมื่อร่างกายแข็งแรง! จิตใจก็แข็งแรงตาม!”
คาบพละเป็นชั่วโมงเรียนรวมของนักเรียนชายทั้งปีสองและปีสาม เมื่ออาจารย์พละบอกว่าจะจัดให้แข่งขันบาสเกตบอลกับฟุตบอล ดวงตาของทุกคนก็พากันลุกวาวด้วยความอยากเอาชนะ อาจารย์พละให้นักเรียนตัวสูงสิบคนไปตั้งทีมบาสเกตบอลและให้นักเรียนที่เหลือไปอยู่ทีมฟุตบอล แน่นอนว่าคิมแจยองกับผมได้อยู่ทีมบาสเกตบอลด้วยกัน
“อาจารย์ ผมอยากเล่นบาส ขอเปลี่ยนได้ไหมครับ”
เด็กปีสองตัวเล็กคนหนึ่งยกมือแสดงความต้องการขอย้ายมาเป็นทีมบาสเกตบอล อาจารย์พละจึงบอกว่าถ้ามีใครยินดีจะเปลี่ยนด้วยก็สามารถเปลี่ยนได้ เขาจึงสลับกับเด็กอีกคนที่อยากเล่นฟุตบอล พอหมอนี่ได้เข้ามาอยู่ทีมบาสเกตบอลก็เดินเข้าไปไฮไฟว์กับเด็กร่างยักษ์เหมือนหมีสีน้ำตาล…
“…หมีสีน้ำตาล?”
คุ้นชะมัด ผมหรี่ตามองไปที่ใบหน้าของหมีสีน้ำตาล หลังจากลองทบทวนความทรงจำดู ภาพใครคนหนึ่งที่ถูกสัตว์ประหลาดฉีกทึ้งก็ปรากฏขึ้นมา อ๋อ จำได้แล้ว หมีสีน้ำตาล! คนที่ถูกผมหลอกในความฝันแล้วต้องแปรสภาพเป็นโล่เนื้อนั่นเอง ทีแรกนึกว่าจะมีประโยชน์เพราะเห็นเขาอยู่ในทีมนักกีฬา แต่หมอนี่ดันจิตใจดีไม่รู้เวล่ำเวลา แถมยังกล้าแย้งความเห็นผมตั้งหลายครั้งอีกต่างหาก ระหว่างย้ายจากโรงยิมไปยังโรงอาหาร ผมเลยจัดการฆ่าเขาทิ้งซะ
ใช่แล้วล่ะ ถึงเขาจะโง่เง่าแต่ก็ใจดี ดูท่าคงจะอยู่ฝ่ายธรรมะ ถ้างั้นก็อาจเอามาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต นิสัยคนมันเปลี่ยนกันไม่ได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ทั้งที่กำลังเผชิญหน้าอยู่กับคนที่หลงกลผมจนตัวตายแท้ๆ ผมก็ยังอุตส่าห์คิดจะใช้ประโยชน์จากเขาอีกรอบ น่าขำแท้ๆ
“คนรู้จักเหรอ”
คิมแจยองมองตามผมแล้วหยุดสายตาที่หมีสีน้ำตาลพลางเอ่ยถาม อืม…จะว่ารู้จักก็รู้จักแหละ…ผมยกแขนโอบไหล่คิมแจยอง
“ฉันรู้จักอยู่แค่ฝ่ายเดียวน่ะ”
“ทำไม”
“ก็…หมอนั่นมันสะดุดตานี่หว่า”
รูปลักษณ์ภายนอกของหมีสีน้ำตาลก็สะดุดตาจริงอย่างว่า หากคิมแจยองสะดุดตาเพราะหล่อปนสวยจนดาราชิดซ้าย หมีสีน้ำตาลนี่ก็สะดุดตาเพราะร่างกายที่ใหญ่โตและหน้าตาที่ดูดุดันจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นนักเรียนมัธยมปลาย เขามีรูปลักษณ์ที่ดุดันและแข็งกร้าวชนิดที่ว่าถ้าสวมชุดธรรมดาคนคงคิดว่าเป็นนักเลง
“งั้นเหรอ”
คิมแจยองพยักหน้า ทั้งที่กำลังยิ้มแย้มปกติ แต่ผมกลับรู้สึกว่าเขาไม่สบอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรเหมือนกัน ผมเพิ่มแรงแขนที่โอบไหล่คิมแจยองอยู่ ก่อนดึงสายตาเขาไปทางอื่น ซึ่งตัวเขาก็ยอมเดินตามแรงผมมาอย่างว่าง่าย
การแข่งขันบาสเกตบอลแบ่งออกเป็นสองเซ็ต เซ็ตละยี่สิบนาที โดยจะตัดสินผู้ชนะด้วยคะแนนสะสม ห้องหนึ่งมีสิบคนจึงแบ่งทีมเล่นเป็นห้าคนต่อหนึ่งเซ็ต เราตกลงกันว่าผมจะเล่นเซ็ตแรกและคิมแจยองจะเล่นเซ็ตที่สอง ผมฝากกระเป๋าไว้ที่คิมแจยองแล้วเดินไปยังกลางสนามบาสเกตบอล
“ฝากตัวด้วยนะครับ”
“อืม เช่นกัน”
ผมจับมือกับทีมตรงข้ามตามที่อาจารย์พละสั่ง หมีสีน้ำตาลทีมตรงข้ามยื่นมือที่ใหญ่ปานฝาหม้อมาให้ ผมจับมือเขาไว้แล้วยิ้มกว้าง
“เอาล่ะ เตรียมพร้อม เริ่มได้!”
อาจารย์พละเป่านกหวีดเสร็จก็ไปดูทีมฟุตบอลต่อ การต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งมีศักดิ์ศรีอันไร้สาระของปีสองและปีสามเป็นเดิมพันนั้นดุเดือดตั้งแต่เริ่มเปิดเกม ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่เกี่ยว ถึงจะเคยเล่นบาสเกตบอลหรือฟุตบอลตอนช่วงพักเที่ยงเหมือนคนอื่น แต่นั่นมันตอนปีหนึ่ง หลังจากที่กลายเป็นตัวปัญหาขยันสร้างเรื่อง ผมก็ไม่ได้แตะลูกบาสอีกเลย แต่ว่า…
ทักษะหัตถ์พระเจ้า…นี่มันชักจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว
ทุกครั้งที่เลี้ยงลูก ลูกบาสจะยึดติดกับอุ้งมือ และในขณะที่สมองกำลังประมวลผลว่าผมควรจะทำยังไงกับมันดี มือก็ชู้ตออกไปแล้ว ทั้งที่แป้นอยู่ไกลมาก แต่ลูกบาสกลับลอยละลิ่วเป็นเส้นโค้งพาราโบลาพุ่งลงห่วงพอดิบพอดี มันจึงกลายเป็นการชู้ตสามแต้มที่สมบูรณ์แบบ
ไม่ได้การแล้วสิ…
ผมมั่นใจเลยว่าถ้าตั้งใจจริงๆ จะให้ผมเล่นท่าเทคนิคแพรวพราวดาวล้านดวงแบบในลีกเอ็นบีเอ* ก็ยังได้ ซวยแล้วไงล่ะ! เพื่อนร่วมชั้นที่ปกติดูกลัวผมพากันยื่นมือมาหมายจะทำท่าไฮไฟว์ แต่พอเห็นสีหน้ากระหายชัยชนะของผมก็ผงะหนีกันไปหมด
ไม่ว่ายังไงผมก็ไม่อยากเปิดเผยให้ใครรู้ว่ามี ‘ความสามารถ’ อะไรติดตัว สำหรับคิมแจยองนั้นคงช่วยไม่ได้ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องรู้อยู่ดีเมื่อเวลาผ่านไป…แต่สำหรับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ผมจะต้องเป็นแค่คนธรรมดาเหมือนพวกเขาจนกว่าจะถึงคราวตื่นรู้ ผมจะได้ไม่ต้องออกไปอยู่แนวหน้าและอัตราการรอดชีวิตก็จะสูงขึ้น
ฉะนั้นผมจึงเริ่มเล่นสกปรกนิดหน่อย เช่น คว้าคอเสื้อทีมตรงข้ามที่กำลังจะกระโดดชู้ตแล้วดึง ใช้ไหล่กระแทกแล้วแย่งลูกมา หรือไม่ก็แสร้งทำเป็นจะส่งลูกให้ แต่จริงๆ แล้วโยนใส่หัวทีมตรงข้าม ใครเห็นก็รู้ว่าผมเล่นสกปรกแบบสุดๆ ทว่ากลับไม่มีใครเข้ามาห้าม ทุกคนรู้แก่ใจว่าถ้าโดนผมหมายหัวเมื่อไหร่ ชีวิตในรั้วโรงเรียนย่อมลำบากแน่
“ถามจริง! นี่ล้อกันเล่นใช่ไหมครับ!”
สุดท้ายแล้วในตอนที่เจ้าหมีสีน้ำตาลถูกผมขัดขาจนล้มจนหัวเข่าถลอกก็มีเด็กปีสองคนหนึ่งเห็นเข้า เขาทุ่มลูกบาสลงพื้นแล้วสาวเท้าเข้ามาหาผม
“ใครเขาเล่นกันแบบนี้ครับ! ถ้าจะขนาดนี้ก็ไม่ต้องเล่นบาสกันแล้วมั้ง!”
“อ๋อ พอดีพลาดน่ะ”
“พลาดเหรอครับ ฮ่าๆๆ แบบนี้เรียกพลาดเหรอครับ เมื่อกี้ดึงคอเสื้อผมด้วยใช่ไหม คนนั้นโดนชนไหล่ ส่วนคนโน้นก็โดนเต็มๆ ที่หัวเลยนะครับ”
“ฮยอนอู…อีฮยอนอู ฉันไม่เป็นไร”
“นายน่ะหุบปากไปเลย!”
อีฮยอนอู เจ้านี่คือรุ่นน้องตัวเตี้ยที่ย้ายจากทีมฟุตบอลมาอยู่ทีมบาสเกตบอลเมื่อครู่ ฉากที่ผมต้องการเห็นคือฉากที่เจ้าหมีสีน้ำตาลลุกขึ้นมาออกหน้า แต่ดันกลายเป็นว่าเจ้าหมีสีน้ำตาลนี่กลับปรามเพื่อนที่กำลังแสดงท่าทีโมโหเป็นฟืนเป็นไฟ สงสัยผมจะยังยั่วโทสะไม่มากพอ ว่าแล้วผมก็จงใจยืนกร่างเชิดคางขึ้นพร้อมปั้นสีหน้ากวนประสาท ดูท่าการทำแบบนี้จะยิ่งยั่วโมโหเขาหนักขึ้น เขาถึงขยับเข้ามาใกล้ผมอีกก้าวหนึ่งและเรียกร้องให้ผมเอ่ยคำขอโทษด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
“ขอโทษมาครับ”
“ก็บอกแล้วว่าแค่พลาด”
“ต่อให้จะพลาด แต่สิ่งที่ตัวเองทำไว้ก็ต้องรับผิดชอบสิครับ!”
โอ้ว้าว ช่างรักความยุติธรรมจริงๆ อย่างกับตัวละครในการ์ตูนโชเน็น** เลยนะเนี่ย ภาพที่ผมอยากเห็นจากเจ้าหมีสีน้ำตาลดันได้เห็นจากเจ้าเปี๊ยกนี่ซะงั้น แต่หมอนี่ก็ไม่ใช่ผู้รอดชีวิตนี่นา
“โอเค…ฉันขอโทษก็ได้ แต่ต้องโดนอัดก่อนหมัดหนึ่งนะ”
ผมจงใจตั้งท่าง้างหมัดใส่อีฮยอนอู ทว่าอีฮยอนอูกลับไม่กะพริบตาแม้แต่น้อย โอ้โหเฮะ ท่าทางที่ไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรงของหมอนี่โคตรเท่เลยแฮะ ผมมองเขาด้วยความเสียดายจับใจ ชายูฮยอกต้องชอบหมอนี่มากแน่ๆ และหมอนี่คงอยู่ฝ่ายธรรมะอย่างไม่ต้องสงสัย
“…รุ่นพี่ พอแค่นี้เถอะครับ”
ในที่สุดเจ้าหมีสีน้ำตาลก็ออกหน้าเสียที เขาคว้าข้อมือผมไว้ด้วยมือที่ใหญ่ปานฝาหม้อ มันเป็นการจับที่ใช้แรงพอสมควร แต่กลับไม่เป็นผลต่อร่างกายที่ผ่านการตื่นรู้ของผม ทว่ากระนั้นผมก็ยอมหยุดการเคลื่อนไหวและทำทีเหมือนโดนเจ้าหมีควบคุม
“ถ้าไม่พอแค่นี้แล้วนายจะทำไม”
“ผมจะไม่ยอมอยู่เฉยแน่ครับ”
“ฉันทำให้นายหมดโอกาสเล่นกีฬาไปตลอดชีวิตได้เลยนะ ไอ้งั่ง ต่อยมาเลยดิ”
ผมจงใจพูดแหย่เพื่อยั่วโมโห แต่เจ้าหมีสีน้ำตาลกลับไม่ยอมติดกับง่ายๆ เขาทำเพียงเพิ่มแรงที่จับข้อมือผมไว้เท่านั้น
เจ้าหมีสีน้ำตาลตัวนี้เชื่องช้าและระแวดระวังก็จริง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ใจดีและรักความยุติธรรม หากจะขึ้นเป็นผู้นำของกลุ่มผู้รอดชีวิตนับว่ายังมีข้อบกพร่องอยู่พอตัว อีฮยอนอูที่คิดเร็ว ทำเร็ว และเคลื่อนไหวเร็วยังจะเหมาะสมกับตำแหน่งผู้นำมากกว่าเจ้าหมีสีน้ำตาลนี่ซะอีก
ผมจะช่วยชีวิตคนได้หรือเปล่านะ
ถ้าได้ งั้นลองช่วยอีฮยอนอูดูดีไหม แล้วถ้าจะช่วยต้องช่วยยังไงล่ะ สมองที่ปกติไม่ค่อยได้ใช้งานของผมเริ่มเดินเครื่องแล้วสิ
ปี๊ดดด!
“ตรงนั้นทำอะไรกันน่ะ!”
อาจารย์พละเพิ่งสังเกตเห็นว่านักเรียนมีปัญหากันจึงเป่านกหวีดพลางเดินเข้ามา ผมสลัดมือเจ้าหมีที่จับข้อมือผมออกแล้วชูสองมือขึ้นทำท่ายอมแพ้ จากที่เหน็บแนมอีกฝ่ายอยู่หยกๆ ก็เปลี่ยนท่าทีแบบหนึ่งร้อยแปดสิบองศามาทำเป็นขอโทษขอโพย
“ก็ได้ ฉันขอโทษแล้วกัน”
“…?”
พอคนที่ตั้งท่าจะร่อนหมัดเปลี่ยนท่าทีไปอย่างกะทันหัน บนใบหน้าของเหล่านักเรียนก็มีแต่คำถามที่ว่า ‘จู่ๆ ก็เปลี่ยนท่าทีไปเลยเนี่ยนะ’ กันเป็นแถว ตอนนี้พวกที่เคยนั่งอยู่ตรงม้านั่งต่างก็ลุกมายืนล้อมพวกผม เว้นเสียแต่คิมแจยองแค่คนเดียวที่ยังคงนั่งอยู่ตรงม้านั่งเหมือนเดิม ท่าทีของหมอนี่ดูเฉยเมยสุดๆ ทั้งที่คนที่ตัวเองชอบกำลังทะเลาะกับคนอื่นอยู่แท้ๆ
“พอดีไม่ได้เล่นบาสนานน่ะ ฉันคงตื่นเต้นมากไปเอง โทษที”
“หา? เอ่อ…ครับ”
ผมกล่าวขอโทษพวกเด็กปีสองอีกครั้ง
“ครบยี่สิบนาทีแล้ว เซ็ตสองกำลังจะเริ่ม ต้องเปลี่ยนตัวแล้วใช่ไหม ถ้างั้นเพื่อเป็นการขอโทษ อืม…นายน่ะ อย่างน้อยก็ให้ฉันทำแผลให้หน่อยเถอะ ฉันมียาฆ่าเชื้ออยู่ในกระเป๋า”
ผมพาเจ้าหมีที่หัวเข่าถลอกเดินมายังม้านั่ง อีฮยอนอูเหมือนจะยังไม่ไว้ใจผมเลยคว้าตัวเจ้าหมีไว้แน่น แต่เจ้าหมีส่ายหน้าเป็นเชิงบอกว่าไม่เป็นไร ผมจึงเดินมาตรงม้านั่งและจัดแจงให้เจ้าหมีนั่งลงข้างคิมแจยอง เขาเอ่ยทักทายคิมแจยองด้วยท่าทีเหมือนทำตัวไม่ถูก ทว่าคิมแจยองกลับไม่แม้แต่จะมองหน้าเขาและหันมาพูดกับผมแทน
“ดีกันแล้วเหรอ”
“อืม ฉันมียาฆ่าเชื้อในกระเป๋าเลยกะจะทำแผลให้น่ะ”
“อื้ม”
คิมแจยองส่งกระเป๋าให้ผมก่อนลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายเบาๆ พอเสื้อพละตัวสั้นเลิกขึ้นจนเห็นผิวเนื้อเปลือยเปล่า เจ้าหมีก็รีบเบนสายตาหนีทันที นั่นไงล่ะ ใครเห็นเป็นต้องเขินอยู่แล้ว ของแบบนี้เลี่ยงไม่ได้หรอก นอกจากคิมแจยองจะเป็นเจ้าของใบหน้าที่แสนบริสุทธิ์และงดงามนั้นแล้ว…เรือนร่างเขาก็งดงามไม่แพ้กัน บนโลกนี้จะมีใครผิวขาวผ่องเป็นยองใย แถมยังดูเนียนนุ่มขนาดนั้นได้อีก กล้ามเนื้อแน่นเป็นลอน…ต้นขาดูแข็งแกร่ง…ทั้งหมดนั่นน่ะขนาดเป็นผู้ชายด้วยกันแท้ๆ เห็นแล้วยังรู้สึกแปลกในใจเลย ผมถอดเสื้อออกแล้วโยนให้คิมแจยองที่กำลังวิ่งไปทางสนามบาสเกตบอล
“นายเป็นโรคชอบโชว์ของหรือไง เอานี่ไปใส่ซะ”
ทั้งที่เสื้อตัวนั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อของผม สวมแล้วอาจไม่สบายตัวได้ แต่คิมแจยองกลับถอดเสื้อตัวเองออกแล้วเปลี่ยนทันทีราวกับไม่ติดใจแต่อย่างใด เสื้อพละของหัวหน้าห้องเล็กเกินไปสำหรับผมเหมือนกัน ดูท่าคงต้องขอเปลี่ยนคืนตอนเดินกลับห้องหลังเลิกคาบ
คิมแจยองเดินเข้าไปในสนามบาสเกตบอล ก่อนจะชี้มาทางผมเหมือนกำลังอธิบายให้อาจารย์พละฟังว่าไม่ได้มีเรื่องทะเลาะกันแล้ว อาจารย์เบ้ปากและกลอกตามองบนก่อนพยักหน้าให้แล้วเป่านกหวีดเป็นสัญญาณเริ่มแข่งขันเซ็ตที่สอง อีฮยอนอูที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของม้านั่งจ้องมองผมเหมือนต้องการจับสังเกต แต่ผมเสมองไปทางอื่นและแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราวพลางหยิบกล่องปฐมพยาบาลขนาดเล็กออกมาจากกระเป๋า
“รุ่นพี่พกกล่องปฐมพยาบาลติดกระเป๋าไว้ตลอดเลยเหรอครับ”
“อืม ฉันมีไนติงเกล* เป็นไอดอลน่ะ”
“เอ่อ…ครับ”
ผมหยิบยาฆ่าเชื้อออกจากกล่องแล้วฉีดลงบนแผลของเจ้าหมี ก่อนจะปิดด้วยผ้าก๊อซและเทปสำหรับพันแผล ไม่รู้ว่าผมดึงสกิลทักษะหัตถ์พระเจ้าออกมาใช้ด้วยหรือเปล่า แม้จะเพิ่งเคยทำแผลเป็นครั้งแรก แต่ผมกลับชำนาญเหมือนเคยทำมาแล้วเป็นสิบครั้ง เฮอะ ไอ้เราก็มีทักษะเทพอยู่กับตัวซะเปล่า ดันเอาไปใช้อยู่แค่การทุบตี ทำลาย รังแก และข่มเหงชาวบ้านเขาเนี่ยนะ…โธ่เอ๊ย ช่างเหอะ อย่าไปคิดถึงมันดีกว่า
“นายชื่ออะไร”
“คังด็อกโฮครับ”
“เพื่อนคนเมื่อกี้ชื่ออีฮยอนอูใช่ไหม สนิทกันเหรอ”
“ครับ เราสนิทกันเพราะเรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยประถม ว่าแต่รุ่นพี่ถามทำไมเหรอครับ…”
เจ้าหมีคังด็อกโฮมองผมอย่างฉงน ในขณะที่ผมกำลังครุ่นคิดว่าทำยังไงเจ้าหมีถึงจะไม่สงสัยและยอมร่วมมือกันช่วยชีวิตอีฮยอนอู ผมก็หยิบกล่องใบเล็กจากในกระเป๋าส่งให้เขา เจ้าหมีรับกล่องไปถือด้วยสีหน้างุนงง ผมจึงพยักพเยิดคางเป็นเชิงบอกให้เขาลองเปิดกล่องดู
“นี่มัน…ระเบิดควัน?”
“ถ้าจะเรียกให้ถูกมันคือพลุสัญญาณ ถึงมันจะมีควันเหมือนกันก็เหอะ”
ในกล่องมีพลุสัญญาณอยู่หกแท่ง ผมกว้านซื้อทีละมากๆ มาจากช่องทางออนไลน์เพื่อเอาไว้เบนความสนใจจากสายตาของพวกสัตว์ประหลาดชั่วคราว ผมไม่แน่ใจนักว่าสิ่งนี้จะช่วยอีฮยอนอูได้หรือเปล่า แต่ผมไม่สามารถบอกเขาได้ว่าในอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง อีกอย่างผมก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่านี้แล้วด้วย เฮ้อ เจ้านี่จะหลงเชื่อเรื่องโกหกกระจอกๆ ที่ผมกำลังจะพูดต่อจากนี้ไหมนะ ผมปั้นหน้าจริงจังแล้วขยับเข้าไปกระซิบที่ข้างหูเขา
“หมอนั่นมีผีตามอยู่”
“…ครับ?”
“อะแฮ่ม…คือว่า…พอดีฉันมีญาณพิเศษน่ะ…เลยเห็นผีที่เกาะอยู่บนหลังอีฮยอนอู”
เวรเอ๊ย…หน้าผมเห่อแดงขึ้นเรื่อยๆ ญาณพิเศษอะไรกันล่ะ ปั้นเรื่องได้ไม่เข้าท่าเลยสักนิด
“ผี…เหรอครับ”
“ผีอาฆาต! ใช่ มันคือผีอาฆาต”
“ผะ…ผีอาฆาต?!”
เจ้าหมีสีน้ำตาลพลันหน้าซีดเผือด
ไอ้หมอนี่ดันหลงเชื่อด้วยแฮะ
ปฏิกิริยารุนแรงของเจ้าหมีสีน้ำตาลทำให้ผมมั่นใจจนเริ่มสาธยายใส่สีตีไข่เรื่องราว ผมเล่าว่าอีฮยอนอูถูกผีอาฆาตตามติดอยู่ อีกไม่นานต้องมีเรื่องร้ายเกิดขึ้นกับเขาแน่ และด้วยความที่เขาเป็นคนหัวแข็ง ถ้ารู้ว่าฉันเอาเครื่องรางให้ เรื่องน่าจะเลยเถิดไปกันใหญ่แน่ ดังนั้นเจ้าหมี นายต้องพกสิ่งนี้ไว้แล้วคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ หมอนั่นนะ พอผมพูดเรื่องเหลวไหลไร้สาระให้เป็นเรื่องสำคัญจบ เจ้าหมีสีน้ำตาลก็กอดกล่องที่ผมให้ไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอมพร้อมกับพยักหน้า
“อีกอย่างที่เมื่อกี้ฉันเข้าไปหาเรื่องน่ะ…ฉันแค่อยากรู้เฉยๆ ว่าผีอาฆาตนั่นจะตอบโต้ยังไง นายอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะ”
“นี่…รุ่นพี่คงลำบากน่าดูเลยสินะครับ”
“ฮะ?”
“ก็รุ่นพี่เป็นคนใจดีขนาดนี้แท้ๆ แต่ดันถูกคนอื่นเข้าใจผิดไปซะได้…”
ฮะ? หา?
ในขณะที่ผมกำลังอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก เจ้าหมีสีน้ำตาลก็พยักหน้าแรงๆ ให้หลายครั้ง ใบหน้าที่แสนจริงจังนั้นสื่อความหมายได้ว่า ‘ถึงคนอื่นจะเข้าใจผิดกันหมด แต่รุ่นพี่ยังมีผมที่เชื่อใจในตัวรุ่นพี่นะครับ’ นอกจากจะเชื่อเรื่องที่ผมกุขึ้นมาแล้ว หมอนี่ยังเข้าใจผิดไปถึงไหนต่อไหนอีก ก่อนผมจะหัวเราะออกมาเพราะความไร้สาระ เจ้าหมีสีน้ำตาลก็โค้งคำนับทำมุมเก้าสิบองศาแล้ววิ่งไปหากลุ่มเพื่อนที่ม้านั่งฝั่งตรงข้ามแล้ว
“หมอนั่นเป็นบ้าไปแล้วหรือไง”
ผมรู้สึกชวนขนลุกราวกับมีแมลงไต่ไปทั่วทั้งตัว ไม่นึกเลยว่าเรื่องเลอะเทอะเหลวไหลแบบนั้นจะออกมาจากปากตัวเองได้ ยิ่งเจ้าหมีไร้เดียงสานั่นเชื่อซะสนิทใจ ผมยิ่งรู้สึกอายจนหมดคำพูด หลังจากดีดดิ้นอยู่พักใหญ่และเผลอหันหน้าไปโดยไม่ตั้งใจ ผมก็สบตากับเจ้าหมีที่ยืนอยู่ไกลออกไปพอดี เจ้านั่นมองผมด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจเต็มเปี่ยม เขากำหมัดเบาๆ ก่อนทำท่าไฟต์ติ้งให้ผม
ไฟต์ติ้ง…? ไฟต์ติ้งอะไรของมัน…อย่าบอกนะว่าเห็นผมดีดดิ้นเลยคิดว่าผมแสดงอาการผิดปกติเพราะมีอะไรเข้ามาประทับร่างน่ะ
“คนแบบนี้ก็มีด้วยเหรอวะ”
เฮ้อ ให้อีฮยอนอูรอดแล้วเจ้านั่นตายซะยังจะดีกว่า
* อิเรซูมิ คือศิลปะการสักแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน มักจะเป็นลวดลายสัตว์ ดอกไม้ เทพเจ้า ภาพตำนาน หรือนิทานพื้นบ้าน โดยชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าแต่ละลวดลายเป็นสัญลักษณ์ที่ส่งผลต่อจิตวิญญาณโดยตรง
* ประโยคที่ว่านี้มาจากคำพูดของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ที่กล่าวว่า ‘หากโลกสิ้นสุดลงในวันพรุ่งนี้ ฉันก็ยังจะปลูกต้นแอปเปิ้ล’ มีความหมายที่สื่อถึงความเชื่อมั่นในอนาคตและความหวัง แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังที่สุด
* การสอบซูนึง คือการสอบวัดระดับความสามารถทางวิชาการเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการจัดการ กำกับ และดูแลโดยภาครัฐ โดยจะจัดขึ้นเพียงแค่ปีละครั้ง
* เอ็นบีเอ (NBA) คือลีกการแข่งขันบาสเกตบอลมืออาชีพของทวีปอเมริกาเหนือ
** การ์ตูนโชเน็น คือการ์ตูนญี่ปุ่นที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มเป้าหมายหลักคือเด็กผู้ชายวัยรุ่น (โดยทั่วไปอายุประมาณ 12-18 ปี) ซึ่งมักมีเนื้อหาเกี่ยวกับการต่อสู้ การผจญภัย มิตรภาพ การพัฒนาตนเอง และความพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมาย
* ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล เป็นผู้ให้กำเนิดการพยาบาลสมัยใหม่ อุทิศชีวิตเพื่อการพยาบาลช่วยเหลือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



