X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักหยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน

ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 7

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 7 องค์หญิงไท่ผิง

วันที่สิบสี่เดือนหนึ่งแขกเหรื่อได้ทยอยมาถึงคฤหาสน์เฟยหงแล้ว วันพรุ่งนี้วันที่สิบห้าจึงจะเป็นวันงานจริง ทว่าค่ำนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับก่อน นับเป็นการให้ทุกคนได้รู้จักกันเบื้องต้น เตรียมพร้อมสำหรับงานที่ยิ่งใหญ่ในวันพรุ่งนี้

คราวนี้องค์หญิงไท่ผิงเชื้อเชิญผู้มีชื่อเสียงมาจำนวนมาก ละลายทรัพย์ก้อนโตมุ่งหมายจะให้งานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงโดดเด่นเหนืองานเลี้ยงที่วังหลวง วันนี้คฤหาสน์เฟยหงครึกครื้นอย่างต่อเนื่อง บุรุษสตรีที่รอบรู้ไปทายปริศนาโคมไฟประชันกวี บุตรหลานชนชั้นสูงที่รำคาญใจกับการละเล่นเช่นบัณฑิตก็ไปยิงธนูล่าสัตว์ ส่วนผู้ที่บุ๋นไม่ได้บู๊ไม่ไหวก็ยังมีทางเลือกเป็นซวงลู่* หมากดีด** และการปาธนูลงเหยือก สรุปคือหาสถานที่เล่นสนุกได้อย่างแน่นอน

เว้นก็แต่ปลาเค็มอย่างหมิงหวาฉังผู้ไม่อยากจะออกจากห้องและไม่อยากจะเข้าสังคม

ตั้งแต่ยามเที่ยงพอเข้าพักในห้อง เจาไฉกับหรูอี้ก็ช่วยกันจัดวางข้าวของ ส่วนหมิงหวาฉังนั่งอยู่บนตั่งมองดูพวกนางยุ่งอยู่กับงาน หากไม่ใช่เจาไฉเอ่ยเตือน หมิงหวาฉังก็หลับคาตั่งได้

เมื่อครู่เจาไฉได้ยินเสียงประตูของห้องที่อยู่ติดกัน คาดว่าคุณหนูจวนผิงหนานโหวผู้นั้นคงออกไปข้างนอกแล้ว นางจึงเบนสายตามองไปทางคุณหนูของตน พอพบว่าคุณหนูกำลังงัวเงียง่วงเหงาหาวนอนก็รู้สึกแค้นใจที่เหล็กมิอาจกลายเป็นเหล็กกล้า***

“คุณหนู วันนี้จะมีคุณชายตระกูลโด่งดังมามากมาย เป็นโอกาสงามในการเลือกคู่ครอง โอกาสที่ดีเพียงนี้ท่านจะมัวนอนได้อย่างไรเจ้าคะ”

“จริงด้วย” หรูอี้ร่วมโน้มน้าว “คุณหนู ต่อให้ท่านไม่ทำเพื่อออกเรือน แต่เพื่อจวนกั๋วกงแล้วก็ควรจะผูกมิตรหาเส้นสายไว้ให้มาก”

หมิงหวาฉังรู้ว่าตนจำเป็นต้องออกจากห้องเสียแล้ว จึงได้แต่ยืนขึ้นอย่างไม่เต็มอกเต็มใจ “รู้แล้วๆ แต่นี่ยามเซิน**** แล้ว ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”

เจาไฉแทบอยากออกแรงเขย่าศีรษะของคุณหนู เอาเรื่องกินกับนอนออกจากสมองของนางเสีย “คุณหนูเจ้าคะ องค์หญิงไท่ผิงมีกิจการใหญ่โต ในงานเลี้ยงต้องมีของกินแน่นอน ท่านไปร่วมงานแล้วค่อยกินก็ได้”

หรูอี้เห็นหมิงหวาฉังยังสวมชุดเดินทางเมื่อเช้าอยู่ก็รีบเอ่ย “คุณหนู การดูตัวสำคัญที่สุดคือตอนแรกพบ ท่านจะสวมชุดนี้ออกไปได้อย่างไร เจาไฉ ชุดที่นำมาจากจวนกั๋วกงเล่า รีบๆ เอามาให้คุณหนูผลัดเปลี่ยน”

“ไม่ต้อง” หมิงหวาฉังยับยั้งพวกสาวใช้ที่ตื่นเต้นจนเกินเหตุ เหยียดแขนดูชุดหรูฉวิน***** บนร่างพลางกล่าว “ในเสินตูมีใครรู้จักหมิงหวาฉังเล่า ทุกคนรู้เพียงว่าหมิงหวาจางมีน้องสาวฝาแฝดอยู่คนหนึ่ง แพรปักซ่อนลายคู่หงส์มังกรพับนี้เป็นผ้าที่ท่านย่าให้มา ทั้งเป็นมงคลและสง่างาม มองคราแรกก็รู้ว่าเป็นลายเดียวกับชุดบนร่างพี่รอง เหมาะกับงานเลี้ยงวันนี้พอดี ไม่ต้องวุ่นวายแล้ว ข้าว่าชุดนี้ดีมาก”

ที่หมิงหวาฉังพูดมาก็มีเหตุผล แต่เจาไฉไม่ยอมให้คุณหนูตกเป็นรอง จึงยังเกล้ามวยผมทรงหยวนเป่าให้ใหม่ ทั้งยังประดับปิ่นปักผมเงินกระหวัดริ้วทองให้อย่างพิถีพิถัน

แตกต่างจากรูปโฉมของหมิงหวาจางที่แลดูสูงศักดิ์เย็นชา ใบหน้าของหมิงหวาฉังพริ้มเพราอ่อนช้อย ดวงตากลมโต ริมฝีปากแดงอิ่มชุ่มชื้น ยังไม่เอื้อนเอ่ยก็แต้มยิ้มก่อนสามส่วน งามประณีตดั่งกุมารีข้างกายพระโพธิสัตว์กวนอินในภาพวาด หลังเกล้ามวยผมทรงหยวนเป่ายิ่งเผยชัดถึงรูปศีรษะงดงามกลมกลึงชวนให้ชมชอบ

เจาไฉบรรจงปรับตำแหน่งปิ่นปักผม ในที่สุดก็รู้สึกพึงพอใจ “เสร็จแล้ว คุณหนูน่ามองเพียงนี้ ไปถึงงานเลี้ยงจะต้องสร้างความตกตะลึงได้ตั้งแต่แรกเห็น เสาะได้คู่ครองที่ดีแน่นอน”

หมิงหวาฉังได้แต่ยิ้มรับอย่างขอไปที

ฤดูเหมันต์ฟ้ามืดเร็ว รอจนยามที่หมิงหวาฉังออกจากห้องเสียทีนั้น สีท้องฟ้าเบื้องนอกก็หม่นแสงไปจนหมดสิ้น นางสวมชุดคลุมกันลม ถือโคมไฟมุ่งหน้าไปยังงานเลี้ยงต้อนรับ ยามที่ไปถึงสถานที่จัดงานเลี้ยงก็เห็นผู้คนคลาคล่ำชนจอกสุรากันครื้นเครงแล้ว

องค์หญิงไท่ผิงเป็นองค์หญิงผู้ทรงเกียรติที่สุดนับแต่กำเนิด เคยชินกับการเสพสุขฟุ้งเฟ้อ รักความสำราญและรู้จักหาความสำราญ งานเลี้ยงต้อนรับนี้นางไม่ได้จัดในเรือนที่มิดชิด แต่จัดแบบผสมกลางแจ้ง กินบริเวณโถงรับแขกกลางสวนดอกไม้ต่อเนื่องไปตามระเบียงทางเดินและศาลา ไม่ไกลกันคือผืนหิมะกับดงไม้ ให้ทั้งอารมณ์สุนทรีย์และใกล้ชิดธรรมชาติ

มีสาวใช้ประคองถาดสีทองเดินเรียงแถวไปตามทางระเบียง มีบุรุษสตรีในอาภรณ์งามหรูรวมกลุ่มสนทนา มีกวีจิตรกรตวัดพู่กันรังสรรค์ผลงาน ท่ามกลางภูเขาหิมะโถงวิจิตรโคมไฟแขวนสูงมีดงบุปผามวยผมงามแซมปิ่นระย้า ทำให้บรรยากาศของยุคสมัยที่เฟื่องฟูแผ่มาปะทะใบหน้า

หมิงหวาฉังเข้ามาในงานแล้วก็พบหมิงหวาจางอย่างง่ายดาย ไม่มีสาเหตุอื่น ต่อให้อยู่ในงานเลี้ยงที่ชุมนุมไปด้วยผู้มีความสามารถ รูปโฉมท่วงทีของเขาก็ยังคงโดดเด่น เขายืนอยู่ข้างทิวสนที่ปกคลุมด้วยหิมะ ไม่ต้องมีเครื่องประดับใดๆ แค่ชุดแพรกับเสื้อคลุมขนเตียว* ที่มีอยู่ทั่วงานก็กลายเป็นสิ่งขับเน้นให้เขาไปในชั่วพริบตา

สิ่งที่เรียกกันว่าสง่าราศีนี้อธิบายได้ยากยิ่ง ยามที่คนหนึ่งกลุ่มยืนอยู่ด้วยกัน ต่อให้ผู้อื่นแต่งตัวพิถีพิถันก็ตระการตาไม่เท่าเขาที่ตรึงมวยผมด้วยปิ่นปักผมหยกเรียบง่ายอันเดียว

หมิงหวาจางร่างสูง เขารู้สึกได้ว่ามีคนเข้ามาใกล้ เพียงเหลียวหลังไปก็มองเห็นหมิงหวาฉัง เซี่ยจี้ชวนมองตามสายตาของหมิงหวาจางก่อนเอ่ยยิ้มๆ

“น้องหญิงรองมาแล้ว!”

บุรุษรอบข้างถามไถ่ทันทีที่เห็นเสื้อผ้าของหมิงหวาฉังกับหมิงหวาจางลวดลายเดียวกันทุกกระเบียดนิ้ว “นางคือ…”

หมิงหวาจางแปลกใจไม่น้อยที่เห็นหมิงหวาฉังมาร่วมงาน ส่งสายตาให้นางมายืนข้างกายเขา ก่อนเอ่ยแนะนำกับคนอื่นๆ

“นางคือน้องสาวฝาแฝดของข้า เอ้อร์เหนียง”

หมิงหวาฉังประสานมือคารวะ “คารวะคุณชายทุกท่าน”

เหล่าคุณชายไม่มีภาพจำเกี่ยวกับบุตรสาวคนที่สองของจวนเจิ้นกั๋วกง แต่เมื่อบอกว่าเป็นน้องสาวฝาแฝดของหมิงหวาจางก็รู้จักแล้ว พวกเขาเผยสีหน้าตระหนักรู้ กวาดตามองหมิงหวาฉังก่อนถามอย่างประหลาดใจ

“คุณหนูรองลึกลับจริงเชียว เหตุใดเมื่อก่อนถึงไม่เคยเห็นเลยเล่า”

ไม่เหมาะที่พวกเขาจะติชมรูปโฉมของหมิงหวาฉังต่อหน้าหมิงหวาจาง กระนั้นก็เห็นได้ชัดว่ารูปโฉมของหมิงหวาฉังเหนือกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก ฝาแฝดหงส์มังกรของจวนเจิ้นกั๋วกงนี้ลือเลื่องไปทั่วเมืองหลวง เมื่อก่อนได้พบแต่มังกรไม่พบหงส์ พวกเขาจึงหลงนึกว่าหมิงหวาฉังคงอัปลักษณ์เสียจนอับอายที่จะออกมาข้างนอก ไม่คาดคิดว่าสาวน้อยผู้นี้จะงามพิลาสยิ่ง

หมิงหวาฉังพยายามสรรหาคำตอบให้ดูดี เพราะกระดากที่จะตอบว่านางไม่รักความก้าวหน้าจนคร้านจะออกจากจวน

“อุปนิสัยข้ารักความสงบเงียบ ออกมาข้างนอกน้อยครั้ง เป็นที่ขบขันของทุกท่านแล้ว”

อยู่ต่อหน้าสาวน้อยที่งดงามอ่อนหวานน่ารักเพียงนี้ใครกันจะหักใจตำหนิได้ลง คุณชายทั้งหลายรีบพากันบอกว่าเงียบเรียบร้อยนั้นดีอยู่แล้ว มีคนหนึ่งหมายจะเลียบเคียงว่านางหมั้นหมายแล้วหรือไม่ จึงเอ่ยอย่างล้อเล่น

“จิ่งจัน เจ้าใจแคบจริงๆ มีน้องสาวน่าเอ็นดูเพียงนี้กลับซ่อนไว้ในจวน ไม่ยอมให้พวกเรารู้”

คิ้วตาของหมิงหวาจางไม่แม้แต่จะขยับ รอบทิศอึกทึกคึกคัก ผิดกับเขาผู้มีดวงตาดำขลับนิ่งเย็น หนังตาสองชั้นนั้นเรียวยาวราวขุนเขาที่ใช้น้ำหมึกวาด ในตวัดนอกเชิด หางตาผ่อนคลาย ทว่าแฝงนัยท้าทายเล็กน้อย ยามที่เขาไม่พูดจาไอยะเยือกดุจผู้มีฐานะสูงกว่าก็จะพุ่งตรงมาทันใด

เขาผิวขาว เมื่อสวมชุดสีชาดยิ่งแลดูดั่งจันทร์เย็นกระจ่าง เขาไม่ไยดีวาจาล้อเล่นของคนรอบข้างสักนิด เพียงหลุบตาลงแล้วเอ่ยกับหมิงหวาฉัง

“เจ้าเพิ่งเข้ามาในงาน ยังไม่ได้คารวะเจ้าภาพกระมัง ข้าจะไปเข้าเฝ้าองค์หญิงไท่ผิงเป็นเพื่อนเจ้าเอง”

จริงอยู่ว่าหมิงหวาฉังไม่ค่อยสนิทสนมกับหมิงหวาจาง แต่ก็รู้สึกได้โดยพลันว่าเขาไม่พอใจคนกลุ่มนี้ ต้องการจะพานางไปจากที่นี่ นางจึงยิ้มตามมารยาทให้เซี่ยจี้ชวนกับคุณชายที่เหลือแล้วขานรับเสียงใส

“ดียิ่ง ขอบคุณพี่รองยิ่งนัก”

พี่ชายน้องสาวหันกายเดินห่างออกไป สองคนนี้สวมชุดสีเดียวกัน เพียงแต่ผู้หนึ่งสูงกว่าผู้หนึ่งเตี้ยกว่า ผู้หนึ่งตัดเย็บเรียบง่ายผู้หนึ่งชายกระโปรงงามตา เดินเคียงไหล่กันไปช่างเหมาะสมกันอย่างยิ่ง บุรุษที่เหลือมองดูอยู่ด้านหลังก็พากันอุทาน

“มีฝาแฝดเป็นน้องชายหรือน้องสาวสักคนช่างดีเสียจริง ไม่ว่าจะไปที่ใด ถึงบังเอิญพบเจอกันก็บอกผู้อื่นได้ว่าพวกเขามีที่มาเดียวกัน ใกล้ชิดกันกว่าผู้อื่นโดยกำเนิด”

“จะว่าไปแล้วข้านึกว่าน้องสาวของหมิงหวาจางเป็นคนงามเย็นชาเหมือนพี่ชายเสียอีก ไม่คิดว่าจะตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง รูปโฉมและอุปนิสัยล้วนอ่อนหวานอย่างยิ่ง”

“ก็จริง พวกเขาพี่น้องแม้เป็นฝาแฝดหงส์มังกร แต่ดูไม่คล้ายกันสักนิด”

เซี่ยจี้ชวนถอนสายตาจากกลุ่มคนแล้วคลี่ยิ้มบางๆ พลางเอ่ยชวน “ดูเหมือนการประชันกวีทางนั้นครึกครื้นยิ่ง พวกเราไปดูสักหน่อยเถิด”

เหล่าคุณชายขานรับ คนทั้งกลุ่มเดินอย่างกระฉับกระเฉงมุ่งหน้าไปยังซุ้มโคมไฟ ส่วนหมิงหวาจางพาหมิงหวาฉังเดินขึ้นทางระเบียงซึ่งอยู่ทิศทางตรงข้ามกับพวกเซี่ยจี้ชวนพลางถาม

“เหตุใดเจ้าถึงออกมาเล่า”

หมิงหวาฉังตอบ “อุตส่าห์ขึ้นเขามาแล้ว อยู่แต่ในห้องตลอดคงไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ควรออกมาคารวะเจ้าภาพ”

หมิงหวาจางกล่าว “ข้าจะพาเจ้าไปเข้าเฝ้าองค์หญิงไท่ผิง จากนั้นจะส่งเจ้าไปห้องอุ่น* ที่นั่นส่วนใหญ่มีแต่สตรีที่ยังไม่ออกเรือน พวกเจ้าแม่นางน้อยน่าจะคุยกันได้มากกว่า”

อันที่จริงหมิงหวาจางอายุเท่ากับหมิงหวาฉัง แต่เขาชอบใช้คำว่า ‘พวกเจ้าแม่นางน้อย’ วางตัวเป็นผู้อาวุโสในทุกเรื่อง นางก็พยักหน้ารับ ว่าง่ายอย่างยิ่ง

“ดี”

 

ตอนนี้องค์หญิงไท่ผิงพักผ่อนอยู่ที่เรือนใหญ่ด้านหลัง ด้วยฐานะของนางไม่จำเป็นต้องออกมาสนทนากับผู้อื่น อยากจะพบใครก็เรียกไปพูดคุยได้โดยตรง ไม่นานนักหมิงหวาจางก็มาถึง เขากวาดตามองประตูหน้าต่างที่ปิดสนิท ก่อนเอ่ยกับสาวใช้ประจำเรือนใหญ่โดยไม่แสดงสีหน้าท่าทางใด

“ข้าคือหมิงหวาจางจากจวนเจิ้นกั๋วกง พาน้องสาวมาคารวะองค์หญิงไท่ผิง รบกวนแจ้งด้วย”

ผ่านไปครู่หนึ่งสาวใช้ผู้นั้นก็กลับมานำทาง “องค์หญิงประทับอยู่ด้านใน เชิญคุณชายกับคุณหนู”

หมิงหวาฉังเดินตามหลังพี่ชายเข้าไปในโถง เพิ่งจะก้าวเข้าประตูกลับถูกกลิ่นกำยานที่อบอวลโถงรมจนเกือบจะหลุดจาม นางลอบย่นจมูกเพื่อข่มอาการระคายเคือง ตอนที่จะทำความเคารพหางตานางเหลือบมองในโถง จากนั้นก็ต้องแปลกใจที่พบว่านอกจากองค์หญิงไท่ผิงแล้วยังมีคนหนุ่มอีกสองคน

หมิงหวาจางคล้ายไม่เห็นท่าทีของนาง ประสานมือทำความเคารพอย่างเยือกเย็น “กระหม่อมถวายบังคมองค์หญิงไท่ผิง หลินจืออ๋อง ปาหลิงอ๋อง”

นี่คือบุตรชายของหวงฉู่…หลินจืออ๋องกับปาหลิงอ๋องหรือ หมิงหวาฉังลอบประหลาดใจ นางรีบทำความเคารพพร้อมกับพี่ชายโดยไม่กล้าเผยอารมณ์ใดบนใบหน้า

“หม่อมฉันถวายบังคมองค์หญิงไท่ผิง หลินจืออ๋อง ปาหลิงอ๋อง”

เมื่อองค์หญิงไท่ผิงล่วงถึงวัยกลางคนก็ยิ่งแลดูสง่างามสูงศักดิ์ มวยผมของนางเกล้าสูงเด่นประดับด้วยดอกหมู่ตาน** แพรสีแดงสด ผิวพรรณขาวเนียนผ่องชุ่มชื้น ทุกรายละเอียดบ่งชัดว่ามีชีวิตที่เลิศหรู

นางกวาดตาลงไปเบื้องล่างมองร่างหนุ่มสาวอ่อนเยาว์ที่สวมชุดลวดลายเดียวกันนิ่งๆ ครู่หนึ่งก่อนถาม “ข้าได้ยินว่าจวนเจิ้นกั๋วกงให้กำเนิดฝาแฝดหงส์มังกร…ก็คือพวกเจ้าหรือ”

หมิงหวาจางหลุบตาลง บ่าไหล่ยืดตรง เอ่ยตอบอย่างไม่ถ่อมตนไม่เย่อหยิ่ง “คือกระหม่อมกับน้องสาวพ่ะย่ะค่ะ”

ฝาแฝดหงส์มังกรคือเรื่องมงคล อีกทั้งขณะนี้หนุ่มสาวรูปงามคู่นี้ยังมายืนอยู่ตรงหน้าในชุดสีชาด เป็นมงคลที่น่ายินดีอย่างยิ่งจริงๆ องค์หญิงไท่ผิงค่อยๆ แย้มยิ้มมากขึ้น

“คนพี่เห็นบ่อยๆ คนน้องเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก เดินมาใกล้ๆ ที ให้ข้าดูให้ชัดเจนสักหน่อย”

หมิงหวาฉังมองไปทางหมิงหวาจาง เห็นเขาพยักหน้าให้นางเล็กน้อย นางค่อยเดินขึ้นบันไดของแท่นยกพื้นพร้อมหัวใจที่เต้นรัวเร็ว แม้ในใจนางแสนจะเคร่งเครียด แต่เมื่อพบปะระยะใกล้ นางก็ยังคงเผยรอยยิ้มที่สดใส

“หม่อมฉันถวายพระพรองค์หญิง ขอให้องค์หญิงมีพระพลานามัยแข็งแรงในเทศกาลซั่งหยวน* เพคะ”

หมิงหวาฉังมีรูปโฉมงดงามอ่อนหวาน ยามที่ดวงตายิ้มโค้งก็แทบจะละลายหัวใจผู้พบเห็นได้ องค์หญิงไท่ผิงกุมมือสาวน้อยไว้พลางพินิจมองนางอย่างละเอียด ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าหาได้ยาก

“เด็กฝาแฝดช่างดีแท้ แต่งตัวเช่นไรล้วนชวนให้ผู้พบเห็นเบิกบานใจ เจิ้นกั๋วกงมีวาสนาจริงๆ ถึงกับได้บุตรชายบุตรสาวเช่นนี้มาหนึ่งคู่”

หลินจืออ๋องได้ยินเช่นนี้ก็เอ่ยท้วง “วาสนาของเจิ้นกั๋วกงจะเทียบเสด็จอาหญิงได้อย่างไร เสด็จอาหญิงทรงมีฐานะสูงศักดิ์ บุตรชายบุตรสาวพร้อมหน้า ครอบครัวก็ปรองดอง พระองค์ต่างหากคือผู้มีวาสนาที่สุดในใต้หล้า”

นี่จะเริ่มประชันกันแล้วหรือ หมิงหวาฉังคิดในใจ นางฉีกยิ้มจนใบหน้าใกล้จะแข็งทื่ออยู่แล้ว จึงรีบเอ่ยคล้อยตาม

“จริงเพคะ วันนี้หม่อมฉันได้เข้าเฝ้าองค์หญิง ถึงได้รู้ว่ายังมีบุคคลเช่นองค์หญิงที่ทั้งสูงศักดิ์งดงาม เปี่ยมความสามารถ และสมบูรณ์พร้อมทุกด้านอยู่ในใต้หล้านี้”

แม้องค์หญิงไท่ผิงจะฟังคำเยินยอมาจนเคยชินแล้ว ทว่าถ้อยคำชวนฟังไม่มีใครติว่ามากเกินไป รอยยิ้มบนใบหน้าของนางจึงลึกยิ่งกว่าเดิม

“พวกเจ้าช่างรู้จักกล่อมให้ข้าดีใจ เมื่อก่อนเพียงได้ยินคนเอ่ยถึง วันนี้ได้เห็นฝาแฝดหงส์มังกรพร้อมหน้าเสียที ข้าไม่ทันได้เตรียมสิ่งของไว้ กำไลแขนหยกเลี่ยมทองคู่นี้ปลุกเสกที่วัดหย่งหนิง วันนี้ก็มอบให้เจ้าเป็นของกำนัลแรกพบแล้วกัน”

หมิงหวาฉังตื่นตระหนก รีบเอ่ยปฏิเสธทันที “นี่ล้ำค่าเกินไปแล้ว หม่อมฉันละอายมิกล้ารับไว้เพคะ”

ทว่าองค์หญิงไท่ผิงได้เลื่อนกำไลแขนลงมาถึงข้อมือที่นวลเนียนดุจเคลือบไขและถอดมาสวมบนข้อมือของหมิงหวาฉังแล้ว

“ข้าชอบผู้ใดก็จะตกรางวัลผู้นั้น มีอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสมเล่า เจ้าใส่ได้พอดี รับไปเป็นอันใช้ได้”

องค์หญิงไท่ผิงแม้ดูยิ้มละไมพูดจาอ่อนโยน ทว่านั่นคือความอ่อนโยนจากองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานสูงสุด มีหรือจะยอมให้ผู้อื่นปฏิเสธได้ หมิงหวาฉังจึงได้แต่รับสิ่งของไว้แล้วคารวะด้วยกิริยาที่เรียบร้อย

“หม่อมฉันขอบพระทัยที่ทรงเห็นคุณค่า”

หลังจากหมิงหวาฉังยืดตัวขึ้น องค์หญิงไท่ผิงกำลังจะสอบถามต่อก็พอดีมีสาวใช้ในชุดปั้นปี้** สีน้ำเงินผู้หนึ่งเดินเร็วรี่จากนอกโถงมารายงานที่ข้างกาย

“ทูลองค์หญิง ติ้งอ๋องกับเว่ยอ๋องมาถึงแล้วเพคะ”

หมิงหวาฉังเห็นกับตาว่ารอยยิ้มในดวงตาองค์หญิงไท่ผิงแข็งทื่อไปชั่วขณะก่อนจะเผยรอยยิ้มดั่งสายลมวสันต์อีกครา

“เจ้าสาม เจ้าสี่ พวกเจ้าออกไปก่อนเถิด วันหลังข้าค่อยคุยกับพวกเจ้าใหม่”

หลินจืออ๋องกับปาหลิงอ๋องซึ่งนั่งอยู่อีกด้านพากันลุกขึ้น “คารวะเสด็จอาหญิง กระหม่อมขอตัวก่อน”

สายตาสื่อนัยเพียงเท่านี้หมิงหวาฉังมีหรือจะไม่เข้าใจ นางจึงถอยลงจากแท่นยกพื้น ขอตัวออกมาพร้อมหมิงหวาจาง นางกับเขาเดินตามอยู่ด้านหลังจวิ้นอ๋องทั้งสอง ตอนออกจากประตูก็พบคนกลุ่มหนึ่งเข้าพอดี

บุรุษที่นำหน้ามาท่วงทีฮึกเหิมลำพองอย่างยิ่ง บุรุษอีกคนข้างกายเขาแลดูไม่คุกคามกดดันถึงเพียงนั้น แต่รูปโฉมก็โดดเด่นอย่างยิ่ง คนสามกลุ่มพบกันที่หน้าประตู หลินจืออ๋องกับปาหลิงอ๋องกดข่มสีหน้าไว้อย่างเห็นได้ชัดขณะยกมือทำความเคารพ

“คารวะเว่ยอ๋อง ติ้งอ๋อง”

หมิงหวาฉังกับหมิงหวาจางทำความเคารพตาม หมิงหวาจางท่าทางสุขุม สุ้มเสียงกังวานดุจหยก ไม่มีอะไรแตกต่างจากเมื่อครู่ที่คารวะองค์หญิงไท่ผิง แลดูสง่าผ่าเผยกว่าพวกหลินจืออ๋องสองคนนั้นมาก หมิงหวาฉังอาศัยว่าได้พี่ชายบดบังจึงลอบมองคนเบื้องหน้าที่มาใหม่

ที่แท้นี่คือเว่ยอ๋องอู่เฉิงซื่อหลานชายของฮ่องเต้กับติ้งอ๋องอู่โยวจี้สามีขององค์หญิงไท่ผิง

เว่ยอ๋องเป็นผู้นำของสกุลอู่ เป็นผู้ที่เปล่งเสียงเรียกร้องให้แต่งตั้งรัชทายาทดังที่สุดในราชสำนัก ตลอดมาเขาไม่เพียงคิดหาหนทางปลดหวงฉู่ แต่ยังโน้มน้าวให้ฮ่องเต้เปลี่ยนใจแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาท ตอนนี้เขากับบุตรชายของหวงฉู่พบกันเข้าโดยบังเอิญ สถานการณ์นี้แค่สรุปด้วยคำว่า ‘ละเอียดอ่อน’ คำเดียวมีหรือจะพอ

 

* ซวงลู่ คือหมากสองแดน หรือแบ็กแกมมอน (Backgammon) เป็นเกมกระดานสำหรับสองคนซึ่งใช้เบี้ยกับลูกเต๋าสองลูกในการเดิน ผู้เล่นจะผลัดกันเดินเพื่อนำเบี้ยของตนออกจากกระดาน ผู้ใดนำเบี้ยออกได้หมดก่อนเป็นผู้ชนะ

** หมากดีด เริ่มปรากฏในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เป็นหมากกระดานสำหรับสองคนโดยผลัดกันดีดตัวหมากของฝ่ายตนไปกระแทกตัวหมากของฝ่ายตรงข้ามให้ออกจากกระดานไปจนหมดก็จะเป็นผู้ชนะ โดยกระดานที่ใช้จะเป็นทรงสี่เหลี่ยมตรงกลางนูนขึ้น

*** แค้นใจที่เหล็กมิอาจกลายเป็นเหล็กกล้า หมายถึงคนที่ตนตั้งความหวังไว้ไม่เอาไหนไม่รักดี ตนจึงรู้สึกขัดใจและร้อนใจอยากให้คนคนนั้นก้าวหน้า

**** ยามเซิน คือช่วงเวลา 15.00 น. ถึง 17.00 น.

***** ชุดหรูฉวิน คือชุดแต่งกายรูปแบบหนึ่งของชาวฮั่นที่มีมาแต่โบราณ ท่อนบนเป็นเสื้อตัวสั้น ท่อนล่างเป็นกระโปรงยาว โดยแบ่งเป็น 3 แบบตามความสูงของขอบกระโปรง ได้แก่ แบบเสมอเอว (คาดพอดีเอว) แบบเอวสูง (คาดใต้อก) และแบบเสมออก (คาดเหนืออก) ชุดหรูฉวินแบบเอวสูงและแบบเสมออกคือเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสตรีราชวงศ์สุย ถัง และยุคห้าราชวงศ์

* เตียว เป็นคำเรียกสัตว์ตระกูลมิงก์ เออร์มิน เซเบิล และมาร์เทิน ขนหนานุ่มมีค่ามาก มักใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มกันหนาว

* ห้องอุ่น คือห้องเล็กที่เชื่อมต่อกับเรือนใหญ่โดยกั้นแบ่งเป็นสัดส่วนและติดตั้งเตาสำหรับให้ความอบอุ่นโดยเฉพาะ

** ดอกหมู่ตาน คือดอกโบตั๋น

* เทศกาลซั่งหยวน เป็นอีกชื่อหนึ่งของเทศกาลหยวนเซียว ตรงกับวันที่สิบห้าเดือนหนึ่งตามจันทรคติจีน ซึ่งเป็นคืนแรกของปีที่พระจันทร์เต็มดวง คนในครอบครัวจึงมาชมจันทร์กันพร้อมหน้า รับประทานขนมบัวลอยซึ่งแสดงถึงความกลมเกลียว ภายหลังจัดเป็นงานฉลองยิ่งใหญ่ต่อเนื่องจากเทศกาลตรุษจีน มีประเพณีประดับโคมไฟ จึงเรียกอีกชื่อว่าเทศกาลโคมไฟ โดยมากชื่อเทศกาลซั่งหยวนมักใช้ในบริบทของพิธีทางการ

** ชุดปั้นปี้ คือชุดที่ลดความยาวของแขนเสื้อลง มีลักษณะคล้ายเสื้อแขนสั้น ใช้สวมทับเพื่อเผยให้เห็นแขนเสื้อยาวของเสื้อชั้นล่าง

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนสิงหาคม 2569)

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: