บทที่ 7 องค์หญิงไท่ผิง
วันที่สิบสี่เดือนหนึ่งแขกเหรื่อได้ทยอยมาถึงคฤหาสน์เฟยหงแล้ว วันพรุ่งนี้วันที่สิบห้าจึงจะเป็นวันงานจริง ทว่าค่ำนี้จะมีงานเลี้ยงต้อนรับก่อน นับเป็นการให้ทุกคนได้รู้จักกันเบื้องต้น เตรียมพร้อมสำหรับงานที่ยิ่งใหญ่ในวันพรุ่งนี้
คราวนี้องค์หญิงไท่ผิงเชื้อเชิญผู้มีชื่อเสียงมาจำนวนมาก ละลายทรัพย์ก้อนโตมุ่งหมายจะให้งานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงโดดเด่นเหนืองานเลี้ยงที่วังหลวง วันนี้คฤหาสน์เฟยหงครึกครื้นอย่างต่อเนื่อง บุรุษสตรีที่รอบรู้ไปทายปริศนาโคมไฟประชันกวี บุตรหลานชนชั้นสูงที่รำคาญใจกับการละเล่นเช่นบัณฑิตก็ไปยิงธนูล่าสัตว์ ส่วนผู้ที่บุ๋นไม่ได้บู๊ไม่ไหวก็ยังมีทางเลือกเป็นซวงลู่* หมากดีด** และการปาธนูลงเหยือก สรุปคือหาสถานที่เล่นสนุกได้อย่างแน่นอน
เว้นก็แต่ปลาเค็มอย่างหมิงหวาฉังผู้ไม่อยากจะออกจากห้องและไม่อยากจะเข้าสังคม
ตั้งแต่ยามเที่ยงพอเข้าพักในห้อง เจาไฉกับหรูอี้ก็ช่วยกันจัดวางข้าวของ ส่วนหมิงหวาฉังนั่งอยู่บนตั่งมองดูพวกนางยุ่งอยู่กับงาน หากไม่ใช่เจาไฉเอ่ยเตือน หมิงหวาฉังก็หลับคาตั่งได้
เมื่อครู่เจาไฉได้ยินเสียงประตูของห้องที่อยู่ติดกัน คาดว่าคุณหนูจวนผิงหนานโหวผู้นั้นคงออกไปข้างนอกแล้ว นางจึงเบนสายตามองไปทางคุณหนูของตน พอพบว่าคุณหนูกำลังงัวเงียง่วงเหงาหาวนอนก็รู้สึกแค้นใจที่เหล็กมิอาจกลายเป็นเหล็กกล้า***
“คุณหนู วันนี้จะมีคุณชายตระกูลโด่งดังมามากมาย เป็นโอกาสงามในการเลือกคู่ครอง โอกาสที่ดีเพียงนี้ท่านจะมัวนอนได้อย่างไรเจ้าคะ”
“จริงด้วย” หรูอี้ร่วมโน้มน้าว “คุณหนู ต่อให้ท่านไม่ทำเพื่อออกเรือน แต่เพื่อจวนกั๋วกงแล้วก็ควรจะผูกมิตรหาเส้นสายไว้ให้มาก”
หมิงหวาฉังรู้ว่าตนจำเป็นต้องออกจากห้องเสียแล้ว จึงได้แต่ยืนขึ้นอย่างไม่เต็มอกเต็มใจ “รู้แล้วๆ แต่นี่ยามเซิน**** แล้ว ข้ายังไม่ได้กินอะไรเลย”
เจาไฉแทบอยากออกแรงเขย่าศีรษะของคุณหนู เอาเรื่องกินกับนอนออกจากสมองของนางเสีย “คุณหนูเจ้าคะ องค์หญิงไท่ผิงมีกิจการใหญ่โต ในงานเลี้ยงต้องมีของกินแน่นอน ท่านไปร่วมงานแล้วค่อยกินก็ได้”
หรูอี้เห็นหมิงหวาฉังยังสวมชุดเดินทางเมื่อเช้าอยู่ก็รีบเอ่ย “คุณหนู การดูตัวสำคัญที่สุดคือตอนแรกพบ ท่านจะสวมชุดนี้ออกไปได้อย่างไร เจาไฉ ชุดที่นำมาจากจวนกั๋วกงเล่า รีบๆ เอามาให้คุณหนูผลัดเปลี่ยน”
“ไม่ต้อง” หมิงหวาฉังยับยั้งพวกสาวใช้ที่ตื่นเต้นจนเกินเหตุ เหยียดแขนดูชุดหรูฉวิน***** บนร่างพลางกล่าว “ในเสินตูมีใครรู้จักหมิงหวาฉังเล่า ทุกคนรู้เพียงว่าหมิงหวาจางมีน้องสาวฝาแฝดอยู่คนหนึ่ง แพรปักซ่อนลายคู่หงส์มังกรพับนี้เป็นผ้าที่ท่านย่าให้มา ทั้งเป็นมงคลและสง่างาม มองคราแรกก็รู้ว่าเป็นลายเดียวกับชุดบนร่างพี่รอง เหมาะกับงานเลี้ยงวันนี้พอดี ไม่ต้องวุ่นวายแล้ว ข้าว่าชุดนี้ดีมาก”
ที่หมิงหวาฉังพูดมาก็มีเหตุผล แต่เจาไฉไม่ยอมให้คุณหนูตกเป็นรอง จึงยังเกล้ามวยผมทรงหยวนเป่าให้ใหม่ ทั้งยังประดับปิ่นปักผมเงินกระหวัดริ้วทองให้อย่างพิถีพิถัน
แตกต่างจากรูปโฉมของหมิงหวาจางที่แลดูสูงศักดิ์เย็นชา ใบหน้าของหมิงหวาฉังพริ้มเพราอ่อนช้อย ดวงตากลมโต ริมฝีปากแดงอิ่มชุ่มชื้น ยังไม่เอื้อนเอ่ยก็แต้มยิ้มก่อนสามส่วน งามประณีตดั่งกุมารีข้างกายพระโพธิสัตว์กวนอินในภาพวาด หลังเกล้ามวยผมทรงหยวนเป่ายิ่งเผยชัดถึงรูปศีรษะงดงามกลมกลึงชวนให้ชมชอบ
เจาไฉบรรจงปรับตำแหน่งปิ่นปักผม ในที่สุดก็รู้สึกพึงพอใจ “เสร็จแล้ว คุณหนูน่ามองเพียงนี้ ไปถึงงานเลี้ยงจะต้องสร้างความตกตะลึงได้ตั้งแต่แรกเห็น เสาะได้คู่ครองที่ดีแน่นอน”
หมิงหวาฉังได้แต่ยิ้มรับอย่างขอไปที