X
    Categories: ทดลองอ่านท่านผู้เป็นดั่งดวงใจมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 16-18

หน้าที่แล้ว1 of 9

บทที่ 16

เฟิงซุ่นอินแทบจะซบอยู่กับแผงอกเขาทั้งตัว เอวด้านหลังถูกคันธนูยาวของเขากักไว้แน่นทำให้ไม่อาจขยับตัว กระทั่งลมหายใจยังเปลี่ยนเป็นหอบกระชั้น โชคดีที่หมวกม่านแพรยังอยู่ ตรงกลางระหว่างเขายังขวางกั้นด้วยม่านโปร่งชั้นหนึ่ง นางจิกฝ่ามือ ควบคุมลมหายใจ “ตอบสนองเร็วที่ใดกันเจ้าคะ เมื่อครู่นี้หากไม่มีพี่รองมู่ ข้าจะต้องล้มลงพื้นแน่นอน”

มุมปากของมู่ฉางโจวประดับรอยยิ้มบาง ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น เพียงจ้องเขม็งมองดวงหน้าของนาง

เร็วมากแล้ว ดูจากอาการตอบสนองเมื่อครู่นี้ของนาง คล้ายจะสลักอยู่ในความทรงจำ ตัดสินใจได้ทันทีว่าควรรับมืออย่างไร ก็แค่ขาดทักษะบางอย่างเท่านั้น ประหนึ่งว่าคุ้นชินกับเรื่องประเภทนี้มานาน

แต่นางกลับบอกว่าตนเองไม่เข้าใจเรื่องทางการทหาร

เฟิงซุ่นอินมองใบหน้าของเขา พอจะคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ รู้ว่าที่เขากักตัวไว้จะต้องกำลังสำรวจสีหน้าของนางแน่นอน จึงเลี่ยงสายตาของเขา ลองขยับตัวอีกครั้ง ทว่ายังคงไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ซ้ำยังแนบชิดกับเขามากกว่าเดิม สายตาของนางตกลงบนเส้นสันกรามอันคมชัด หัวคิ้วมุ่นเข้าหากัน เอ่ยเสียงเบา “ท่านปล่อยข้า”

แนบชิดกันเพียงนี้ เพียงม่านโปร่งชั้นเดียวไม่อาจบดบังอะไรเช่นกัน มู่ฉางโจวเห็นโคนหูนางแดงระเรื่อ หัวคิ้วมุ่นเล็กน้อย ใบหน้าแทบจะแนบกับสาบเสื้อตนเอง ลมหายใจเข้าออกตกกระทบอยู่ข้างลำคอเขานี่เอง จากนั้นสายตาก็กวาดวนมองใบหน้านางอีกรอบหนึ่ง เห็นว่านางเพียงหน้าซีดลงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงผ่อนแรงมือ เก็บมือข้างที่ถือธนูกลับมาในที่สุด

เฟิงซุ่นอินแทบจะถอยหลบไปทันที พร้อมผ่อนลมหายใจอย่างแผ่วเบาและรวดเร็ว เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นเขาเดินกลับไปจูงม้าโดยไม่ได้พูดอะไรอีก กลับกันหัวใจของนางเต้นเร็วขึ้นอีกหลายครั้ง มือหนึ่งแอบเอื้อมไปลูบเอว เรี่ยวแรงที่กักตัวนางเมื่อครู่นี้คล้ายยังไม่สลายหายไปอยู่นาน…

ด้านหน้าสามารถมองเห็นประตูเมืองทิศตะวันตกแล้ว

หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งที่ต่างแยกกันเดินบนทางแยกแคบๆ ก็ได้มารวมตัวกันที่จุดนัดพบแล้ว รออยู่ครู่หนึ่งถึงได้เห็นเงาร่างของมู่ฉางโจวขี่ม้าผ่านถนนสายเล็กไร้ผู้คนเส้นกลางสายนั้นออกมา

“เหตุใดวันนี้ท่านผู้บัญชาการเสียเวลาไปไม่น้อยขอรับ” หูเป้ยเอ๋อร์ถามอย่างจงใจพร้อมชะเง้อหน้ามองไปข้างหลังอีกฝ่าย ห่างออกไปไกลมากถึงมองเห็นเฟิงซุ่นอินขี่ม้าตามมา เขาถามขึ้นอีกด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “ฮูหยินเดินทางราบรื่นดีหรือไม่”

เฟิงซุ่นอินที่ตามออกมาได้ยินคำถามแล้วไม่ได้ตอบกลับ

มู่ฉางโจวเอ่ย “พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว”

วันนี้มีหลายเรื่อง ทั้งสองคนไม่สะดวกรั้งอยู่นานจริงๆ อย่างน้อยยังต้องไปตรวจสอบในค่ายอีกรอบ ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องขึ้นอีก

จางจวินเฟิ่งมองเฟิงซุ่นอินทีหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าสภาพนางเช่นนี้เจอกับอุปสรรคบนถนนสายนี้เข้าหรือไม่ แต่ได้ยินมู่ฉางโจวพูดแล้วจึงไม่ได้ถามมากความ เพียงรับคำสั่งพร้อมขอตัวลาไป

มีเพียงหูเป้ยเอ๋อร์ที่ก่อนจากไปยังแอบเหลือบมองมู่ฉางโจวอีกแวบหนึ่ง ถึงหันหัวม้าไล่ตามจางจวินเฟิ่งไป หมายจะถกเถียงเรื่องที่วันนี้ผู้บัญชาการไม่ค่อยรักหยกถนอมบุปผาสักเท่าไร จู่ๆ จะต้องพาฮูหยินเดินผ่านทางสายนี้ให้ได้…

หลังจากทุกคนไปกันหมด มู่ฉางโจวถึงได้ขี่ม้าไปข้างหน้าต่อ

เฟิงซุ่นอินตามอยู่ด้านหลังฝั่งซ้ายของเขา มือกุมบังเหียนแน่น ตลอดเส้นทางยิ่งเขาไร้คำพูด นางก็ยิ่งรู้สึกว่าจะต้องอดทนไว้ให้ได้

จนกระทั่งกลับถึงจวนผู้บัญชาการ ชางเฟิงก็ก้าวออกมารับม้าไปจูงอย่างรวดเร็ว

มู่ฉางโจวลงจากหลังม้าแล้ว ก่อนพยักพเยิดศีรษะไปข้างหลังแล้วเอ่ย “วันนี้ฮูหยินได้รับความตกใจมาจากข้างนอก ไปช่วยจูงม้าให้ฮูหยินเสีย”

ชางเฟิงได้ยินแล้วก็เดินเข้าหาเฟิงซุ่นอิน ไปจูงม้าของนางทันที

เฟิงซุ่นอินลงจากหลังม้าพร้อมมองเขาหนหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเย็น “วันนี้พี่รองมู่น่าจะอยากรับชมเรื่องตลกของข้าเป็นแน่ ข้าคิดมาตลอดทางถึงได้เข้าใจ” พูดจบนางก็เดินเข้าจวนด้วยตนเอง ราวกับว่าคิดมาตลอดทางถึงเข้าใจจริงๆ

มู่ฉางโจวมองนางที่เดินเข้าประตูจวนไปโดยไม่หันหน้ากลับมาอีก มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนหันไปสั่งชางเฟิง “ประเดี๋ยวส่งน้ำแกงอุ่นชามหนึ่งไปให้ฮูหยินดื่มระงับความตกใจด้วย”

ชางเฟิงตอบรับ

เฟิงซุ่นอินแค่หาข้ออ้างกลับห้องเท่านั้น ฝีเท้าก้าวเดินเข้าห้องฉับไว จากนั้นปิดประตู ก่อนจะหันตัวแล้วหยิบจดหมายตอบกลับจากเฟิงอู๋จี๋ออกมาจากแขนเสื้อ

นางกางออกอ่านอีกรอบพร้อมกับย่ำเท้าเดินกลับไปกลับมา ก่อนเดินไปนั่งที่โต๊ะแล้วเก็บจดหมายอย่างระมัดระวัง

เดิมทียังใคร่ครวญว่าควรตอบจดหมายอย่างไร ตอนนี้ดูแล้วในเวลาอันสั้นไม่อาจส่งจดหมายไปฉินโจวอีก วันนี้มู่ฉางโจวกำลังหยั่งเชิงนางอย่างเห็นได้ชัด ชัดเจนว่าสงสัยเรื่องที่นางคุ้นเคยกับการทหารขึ้นมาแล้ว ถึงแม้จดหมายจะมีการใช้รหัสลับ แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันยังคงต้องละเว้นชั่วคราว รอคอยโอกาสค่อยว่ากันอีกที

ประตูห้องถูกเคาะเสียงดังสองครั้ง กระทบให้กระดิ่งลมบนประตูสั่นไหวตาม จากนั้นก็ถูกผลักเปิดออก เป็นเซิ่งอวี่นี่เอง นางยกชามแก้วชามหนึ่งเข้ามาพร้อมก้มหน้าเอ่ย “ท่านผู้บัญชาการให้ชางเฟิงนำน้ำแกงอุ่นมาส่งให้ฮูหยินดื่มระงับความตกใจเจ้าค่ะ”

เฟิงซุ่นอินเก็บความคิด นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ “วางไว้เถิด”

เซิ่งอวี่นำน้ำแกงเข้ามาวางบนโต๊ะ เห็นว่านางแค่มีรอยยับย่นที่ชายกระโปรง แต่ไม่เห็นสภาพได้รับความตกใจอะไร น่าจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถึงได้ค้อมกายถอยออกไปพร้อมช่วยปิดประตูให้นางด้วย

เฟิงซุ่นอินมองออกไปข้างนอก บังเอิญเห็นมู่ฉางโจวที่เดินเข้ามาเรือนหลังพอดี เงาร่างดุจต้นสนวาบผ่านช่องประตูที่กำลังปิดลง คาดว่าจะมองมาทางห้องของนางทีหนึ่งด้วย

นางนั่งหลังตรง รอประตูปิดสนิทลงแล้วถึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง

นางไม่ได้เดินออกจากห้องอีก ข้างนอกเองก็ดูเหมือนไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรทั้งนั้น

ภายในจวนผู้บัญชาการเงียบสงบเฉกเช่นปกติ แต่เมื่อล่วงเข้าสู่ยามวิกาล เฟิงซุ่นอินนอนลงบนเตียงแล้วกลับนอนไม่หลับอยู่นาน

รอนางเรียบเรียงเรื่องราวทุกอย่างโดยละเอียดรอบหนึ่งเสร็จ ถึงได้ปิดตาลง

ไม่รู้ว่านานเพียงใด ร่างกายพักผ่อนแล้ว แต่จิตใจกลับยังพลิกตลบ ในความฝันเลือนรางนางยืนอยู่ตรงจุดที่มีกับดักบนเส้นทางสายนั้นอีกครั้ง อยากจะหันตัวกลับทว่าถูกธนูคันหนึ่งกักเอวเอาไว้แน่น เมื่อเงยหน้าขึ้นก็มองเห็นใบหน้าของมู่ฉางโจว มุมปากเขากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม แววตาเข้มลึกประดุจมองทะลุนาง น้ำเสียงที่เอ่ยทุ้มต่ำเช่นปกติ ‘อินเหนียงยังปิดบังอะไรข้าอยู่อีก’

นางเสมือนถูกอุดลำคอจนพูดอะไรไม่ออก ขยับตัวก็ไม่ได้ เหมือนถูกพันธนาการไว้ในกรงเหล็กที่เขาสร้างขึ้น…

เฟิงซุ่นอินลืมตาโพลง จ้องมองมุ้งสีครามเหนือศีรษะอยู่ครู่หนึ่งถึงขยับตัวได้ในที่สุด นางค่อยๆ ผ่อนลมหายใจพลางลุกขึ้นนั่ง ยกมือขึ้นลูบหูซ้ายเล็กน้อย นึกถึงสถานการณ์ตอนที่เขาจับได้ว่าหูซ้ายของนางสูญเสียการได้ยินขึ้นมา เขาก็ไม่พูดอะไรทั้งนั้นเช่นนี้ ทว่าท่าทางดูมั่นอกมั่นใจยิ่ง

นางลูบเอวต่อ รู้สึกว่าบริเวณนั้นยังแอบเจ็บเล็กน้อย จึงมุ่นหัวคิ้วอย่างห้ามไม่ได้พลางพึมพำกับตนเอง “ยังมิสู้แต่งให้กับคนโง่เขลาเบาปัญญาสักคน…”

แต่มู่ฉางโจวกลับฉลาดล้ำเกินไป ทั้งสายตายังเฉียบแหลมน่ากลัวนัก

 

ยามที่ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นมา เซิ่งอวี่มายังห้องตะวันออกเห็นว่าประตูห้องเปิดอยู่ ฮูหยินตื่นแต่เช้าอีกแล้วดังคาด

“ฮูหยินเจ้าคะ” นางรายงานเสียงดังอยู่หน้าประตู “ระยะนี้ท่านผู้บัญชาการไม่มีงานที่ต้องออกไปข้างนอกแล้ว ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าเจ้าค่ะ”

เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งกำลังหวีผม นางหันไปชี้ที่โต๊ะ “น้ำแกงที่ส่งมาเมื่อวานข้าไม่ได้ดื่ม ตอนนี้เย็นแล้ว ช่วยไปต้มมาให้ข้าใหม่อีกชามเถิด”

เซิ่งอวี่เข้าห้องมาเก็บไปทันที

ตอนที่นางกำลังจะออกไป เฟิงซุ่นอินถึงได้มองออกไปนอกประตูทีหนึ่ง “ในเมื่อท่านผู้บัญชาการไม่มีงาน เขาออกไปหรือยัง”

เซิ่งอวี่ประคองชามน้ำแกงตอบ “เจ้าค่ะ ท่านผู้บัญชาการไปยังที่ว่าการแต่เช้าแล้ว”

เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะราวกับแค่ถามดูเฉยๆ ก่อนเอ่ยต่อ “ไม่มีงานข้างนอกเองก็ดี วันนี้ข้าเหนื่อย ไม่อยากออกจากห้อง แต่เดิมทีตั้งใจไปขอบคุณท่านผู้ตรวจการลู่ ไมตรีที่ครั้งก่อนเขาชวนข้าเข้าร่วมงานสรงน้ำพระ เดิมยังคิดว่าว่างแล้วจะไปขอบคุณเสียหน่อย”

เซิ่งอวี่เอ่ย “เช่นนั้นบ่าวจะช่วยฮูหยินเตรียมของขวัญตอบแทน ส่งไปขอบคุณท่านผู้ตรวจการลู่นะเจ้าคะ”

เฟิงซุ่นอินคล้ายครุ่นคิด “เจ้าไปเตรียมเถิด เตรียมเสร็จแล้วเอามาให้ข้าดูก่อนค่อยส่งออกไป”

เซิ่งอวี่ขานรับแล้วออกไปจัดการทันที

น้ำแกงถูกต้มใหม่และส่งมาอย่างรวดเร็ว เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ที่โต๊ะยกขึ้นดื่มไปอึกหนึ่ง รสจางๆ ดื่มแล้วสดชื่น ทำให้จิตใจสงบอยู่บ้างจริงๆ ทว่าแท้จริงแล้วนางไม่ได้อยากดื่มน้ำแกงนัก เพียงดื่มไปสองอึกก็วางลงแล้วหันไปหยิบพู่กันกับน้ำหมึกมา กางกระดาษแผ่นเล็กแผ่นหนึ่งลงตรงหน้า แล้วเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษแผ่นนั้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พับเก็บไว้เรียบร้อย

เซิ่งอวี่กลับมาในเวลาไล่เลี่ยกัน มือถือห่อของขวัญที่จัดเตรียมไว้อย่างดีมาวางบนโต๊ะ “เตรียมเสร็จหมดแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน”

เฟิงซุ่นอินลุกขึ้นมองสำรวจอย่างละเอียดรอบหนึ่ง ก่อนเงยหน้าเอ่ย “เลือกผ้าแพรอีกผืนส่งไปด้วย”

เซิ่งอวี่ออกจากห้องไปหยิบผ้าแพรมา

เฟิงซุ่นอินใช้จังหวะนี้แอบสอดกระดาษที่พับไว้ลงไปในที่ห่อของขวัญซึ่งเป็นแผ่นหนังวัวหนา

ไม่นานเซิ่งอวี่ก็ย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว เพิ่มผ้าแพรผืนหนึ่งเข้าไป เฟิงซุ่นอินมองดูแล้วผงกศีรษะพร้อมเอ่ยกำชับ “ตอนไปส่งให้เชิญท่านผู้ตรวจการลู่ตรวจดูของขวัญโดยละเอียดด้วยว่าชอบหรือไม่ หากมีอะไรที่ไม่ถูกใจ ครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องส่งให้อีก”

เซิ่งอวี่จดจำไว้แล้ว อุ้มของขวัญออกไปจากห้อง

เฟิงซุ่นอินมองดูเซิ่งอวี่ออกไปแล้วหันตัวกลับไปนั่งลงที่โต๊ะอีกครั้งเงียบๆ

แทบจะรอไปนับเวลาไป

โชคดีที่เซิ่งอวี่ทำงานฉับไว ราวสามถ้วยชาก็ย้อนกลับมาแล้ว ก้าวรุดมารายงานยังห้องตะวันออก

“ฮูหยิน ท่านผู้ตรวจการลู่ดูของขวัญแล้วชื่นชอบอย่างมาก ทั้งยังเขียนจดหมายมาขอบคุณฮูหยินด้วยตนเองเป็นพิเศษเจ้าค่ะ” เซิ่งอวี่พูดพลางยื่นจดหมายขอบคุณมาตรงหน้านาง

เฟิงซุ่นอินรับมาแล้วเอ่ยกับนาง “จัดการเรียบร้อยแล้วก็พอ ข้าล้ามาแต่เช้า ต้องการพักผ่อนสักครู่หนึ่ง หากไม่มีเรื่องอะไรไม่ต้องมารบกวนข้า”

เซิ่งอวี่ค้อมกายล่าถอยออกไป ทั้งยังช่วยนางปิดประตูห้องให้เรียบร้อยด้วย

เฟิงซุ่นอินรีบเปิดดูจดหมายขอบคุณทันที ซองจดหมายถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา แสดงให้เห็นว่าลู่เถียวให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ

วันนี้อ้างเรื่องส่งของขวัญ ทว่าแท้จริงแล้วบนกระดาษใบเล็กที่แนบติดไปด้วยจงใจเขียนรบกวนลู่เถียวเรื่องหนึ่ง…

นางบอกว่าครั้งก่อนจดหมายที่ส่งออกไปสนใจแต่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของน้องชาย กระทั่งเรื่องที่แต่งงานกับมู่ฉางโจวยังไม่ได้เล่าโดยละเอียด ส่งผลให้ภายหลังมู่ฉางโจวได้รับจดหมายตอบกลับจากเฟิงอู๋จี๋แล้วไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง ด้วยเหตุนี้วันนี้จึงอยากมาขอรบกวนเขาเป็นพิเศษ หากวันหน้ามีจดหมายจากเฟิงอู๋จี๋ส่งมาอีกครั้ง หากช่วยนางสกัดเอาไว้ได้จะดีที่สุด มิฉะนั้นเกรงว่าตอนที่มู่ฉางโจวตรวจสอบจดหมายแล้วเห็นน้องชายนางพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีกจะไม่สบอารมณ์อีก

อำนาจของลู่เถียวมีจำกัด เฟิงซุ่นอินย่อมเข้าใจ แต่นางอยู่ที่เหลียงโจวตัวคนเดียวไร้ที่พึ่ง รอบข้างล้วนเป็นกำแพงสำริดผนังเหล็กของมู่ฉางโจว ก็มีเพียงลู่เถียวที่จะพอช่วยสนับสนุนได้แล้ว

ดังนั้นในกระดาษนางจึงเขียนเพิ่มเติมไว้ว่าหากเรื่องนี้ลำบากเกินไปก็เพียงแค่ส่งจดหมายกลับไปที่ต้นทางก็พอ อย่างไรเสียก็ยังมีโอกาสเขียนติดต่อกันได้อีกในอนาคต ขอเพียงในช่วงเวลานี้ไม่ให้จดหมายของน้องชายมาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างนางกับท่านผู้บัญชาการเท่านั้นก็พอ

แววตาของเฟิงซุ่นอินวูบไหวเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้เมื่อนึกถึงตรงนี้ ราวกับนางมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับมู่ฉางโจวจริงๆ ขณะคิดมือก็เปิดจดหมายขอบคุณของลู่เถียวออก

คำตอบของลู่เถียวบนจดหมายขอบคุณเองก็รอบคอบมาก เขาบอกว่าถึงแม้ตนเองจะไม่มีอำนาจเรื่องส่งจดหมาย แต่จดหมายทุกฉบับที่ส่งมาถึงจะต้องผ่านมือเขาก่อนอยู่ดี เพียงแต่หากอยากให้ส่งถึงมือนางหลังสกัดไว้จะเป็นเรื่องยาก ปกติหลังจากผ่านมือเขาแล้วยังต้องส่งให้ท่านผู้บัญชาการตรวจสอบ

โชคดีที่เฟิงซุ่นอินขอเพียงให้ตีจดหมายกลับไป ซึ่งไม่ได้จัดการยากอะไร

บนกระดาษแผ่นเล็กแผ่นนั้นเฟิงซุ่นอินเขียนลงท้ายว่านางรู้สึกละอายใจที่มารบกวนเขาด้วยเรื่องส่วนตัวของสามีภรรยาเช่นนี้ ขอให้เขาอภัยด้วย หลังอ่านจบเพียงเผาทิ้งก็พอ มิฉะนั้นจะรู้สึกอับอายขายหน้าจริงๆ

ประโยคสุดท้ายของลู่เถียวในจดหมายก็มีแววหยอกล้ออยู่บ้าง

 

ฮูหยินวางใจได้ ในเมื่อเป็นเรื่องส่วนตัวจะไม่เข้าใจได้อย่างไร กระดาษถูกเผาแล้ว

เฟิงซุ่นอินอ่านจบก็ลุกขึ้นนำจดหมายขอบคุณไปที่หน้ากระถางเครื่องหอม ยื่นให้จุดติดไฟแล้วซุกลงใต้ขี้เถ้าเครื่องหอม

ในเวลาอันสั้นนี้นางไม่มีทางเขียนจดหมายส่งไปยังฉินโจวอีก แต่พอนานวันเข้าเฟิงอู๋จี๋จะต้องส่งจดหมายมาก่อนเองด้วยความเป็นห่วงแน่นอน และมีโอกาสสูงมากที่มู่ฉางโจวจะได้อ่าน ถึงแม้เขาอาจไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่ด้วยสายตาเฉียบคมนั้นนางก็ไม่กล้าประมาทเลยแม้แต่น้อย

ตอนนี้ลู่เถียวช่วยเหลือได้เป็นเรื่องดี แต่นางยังคงหวังให้เฟิงอู๋จี๋รับรู้ได้โดยสัญชาตญาณจะดีที่สุด ระยะนี้อย่าได้เขียนจดหมายมาอีก

หลังจากจัดการเรื่องต่างๆ เสร็จเฟิงซุ่นอินเรียบเรียงเรื่องราวทุกอย่างโดยละเอียดอีกครั้ง ก่อนไปนั่งลงบนตั่ง ปิดตาลง ครุ่นคิดว่ามู่ฉางโจวจะกลับมาเมื่อไร

เมื่อคืนนอนหลับไม่สนิท นางรู้สึกอ่อนเพลียอย่างแท้จริง แต่แม้จะหลับตาพักผ่อนก็ไม่อาจปล่อยใจให้สงบได้เลย

ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าไร คล้ายเพิ่งเคลิ้มหลับไปเท่านั้น เฟิงซุ่นอินลอบได้ยินเสียงกระดิ่งลมดังขึ้นแผ่วเบา จากนั้นตรงหน้าคล้ายถูกเงาคลุมทับ นางลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือชายเสื้อคลุม เมื่อเงยหน้าก็พบว่ามู่ฉางโจวยืนอยู่ตรงหน้า

เขาสวมชุดเข้ารูป ยืนสูงสง่าคล้ายว่าเพิ่งกลับมา

เฟิงซุ่นอินเกือบหลงคิดว่ากำลังฝันอยู่ ต่อมาก็ได้สติพร้อมนั่งตัวตรง “พี่รองมู่มาได้อย่างไร” พูดพร้อมมองไปทางประตูห้องทีหนึ่ง ประตูถูกเปิดออกแล้ว

มู่ฉางโจวเข้ามาก็เห็นนางนั่งพิงตั่งหลับตาพักผ่อน เมื่อเดินเข้าใกล้ก็เห็นว่าใบหน้าของนางจวบจนเวลานี้ยังคงไม่ได้แสดงสีหน้ามากมาย รักษาความสุขุมไว้ดั่งปกติ เขาเอ่ยปาก “เพิ่งกลับถึงจวนเลยแวะมาดูอินเหนียง วันนี้อินเหนียงไม่ออกจากประตูห้องด้วยซ้ำ กำลังหลบหน้าข้าหรือ”

หากปฏิเสธจะยิ่งดูปกปิดยิ่งเด่นชัด เฟิงซุ่นอินจึงเบือนหน้าแล้วเอ่ยเรียบๆ “ใช่เจ้าค่ะ” ก่อนชะงักแล้วเอ่ยต่อ “เจ็บเอว” เพื่อเตือนเรื่องดีๆ ที่เขาทำไว้เมื่อวาน

สายตาของมู่ฉางโจวตกลงบนเอวของนาง ตอนที่นางเบือนหน้าไปอีกทางร่างกายเองก็เอียงตาม ยิ่งขับเน้นเอวคอดกิ่วให้ดูบอบบางมากขึ้น เขามองอยู่ครู่หนึ่งแล้วปัดชายชุดนั่งลงข้างนางด้วยตนเอง

ปลายหางตาเฟิงซุ่นอินเพิ่งเห็นเขานั่งลง จากนั้นก็รู้สึกถึงแรงกดเบาๆ ที่ด้านหลังเอว นางตกตะลึงอย่างห้ามไม่ได้ ถึงรู้สึกตัวว่ามีมือของบุรุษทาบทับอยู่ นางหันมองไปเห็นมือของมู่ฉางโจวอยู่ที่เอวนางนี่เอง ส่วนสายตากำลังมองนาง จากนั้นออกแรงกดกะทันหัน

นางขมวดคิ้วเผลอร้องซี้ดออกมาเบาๆ ทันควัน มือข้างหนึ่งต้องรีบจับขอบตั่งไว้

มู่ฉางโจวเก็บมือกลับไป ก่อนหยิบตลับทรงกลมขนาดเล็กตลับหนึ่งออกมาจากสาบเสื้อ “บาดเจ็บเข้าแล้วจริงๆ ธนูคันนั้นของข้าเป็นธนูแข็ง แรงกดค่อนข้างมาก วันนี้ข้าเองก็ตั้งใจเอายามาให้อินเหนียง”

เฟิงซุ่นอินช้อนสายตาขึ้น เขาวางตลับยาลงข้างกายนางแล้ว ดวงตาของนางเหลือบไปเห็นมือของเขา จึงเบือนหน้าหนี

มู่ฉางโจวก้มหน้าน้อยๆ มองใบหน้านางพลางยิ้ม “ยาของกองทัพเห็นผลเร็วมาก คิดว่าวันพรุ่งนี้อินเหนียงก็ไม่ต้องหลบหน้าข้าแล้ว”

เฟิงซุ่นอินหันขวับไปมอง แต่เขาลุกขึ้นยืนแล้ว สายตามองที่เอวของนางอีกครั้งก่อนเดินออกไป

บทที่ 17

ทั้งที่เป็นประโยคที่ออกจะปกติ ทว่าฟังดูแล้วกลับคล้ายยื่นคำขาดสุดท้าย

ราวกับกำลังพูดว่าวันพรุ่งนี้นางก็ไม่อาจหลบหน้าเขาอีกสักนิดเดียว

เฟิงซุ่นอินนอนไม่ค่อยหลับอีกคืน

ตอนมาที่นี่นางตั้งใจจะช่วยเฟิงอู๋จี๋สังเกตการณ์แนวป้องกันของเหอซี ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะยากลำบากเพียงนี้ เดิมทีคิดว่าอย่างมากก็แค่เพราะตนเป็นสตรีจึงทำอะไรไม่สะดวก แต่ก็ยังมีข้ออ้างเรื่องจดบันทึกสิ่งที่พบเห็นเอาไว้ปิดบัง ผู้ใดจะคาดว่าเหลียงโจวกลับมีสถานการณ์เช่นนี้ และมู่ฉางโจวก็ระวังรอบด้านชนิดที่แทบไม่มีช่องให้แทรกได้เลย…

ฟ้ายังไม่ทันสว่างนางก็ตื่นแล้ว แทบจะมองดูแสงภายในห้องค่อยๆ เปลี่ยนจากมืดมิดมาสว่างไสว ถึงได้ลุกขึ้นจากเตียง ย่ำเท้าเปล่าลงบนพื้น หลังเดินกลับไปกลับมาสักพักถึงหันไปสวมเสื้อผ้าอย่างสงบนิ่ง มือข้างหนึ่งลูบเอวเล็กน้อย

ความจริงหากเขาไม่ได้กดลงไป เอวเองก็ไม่ได้เจ็บเพียงนั้น แต่นางยังคงทายาตลับนั้นอยู่ดี ที่น่าชังคือนึกไม่ถึงว่ายาจะเห็นผลไวจริงๆ ตอนนี้บริเวณเอวนางรู้สึกอุ่นสบาย หายสนิทดีแล้วจริงๆ

นางขบฟันเบาๆ ผูกสายคาดเอวแล้วกำมืออีกครั้ง พร้อมพึมพำกับตนเองเสียงเบาว่า “จะขาดสติเมื่อเจอกับวิกฤตได้อย่างไร นั่นเป็นข้อห้ามใหญ่ของกองทัพนะ” พูดจบจิตใจก็สงบลงแล้ว ก่อนจะเดินไปที่ประตูพร้อมเปิดประตูออก

อากาศภายนอกแจ่มใส

ที่เหลียงโจวมีฤดูใบไม้ผลิสั้น อีกทั้งยังมาช้า จวบจนวันนี้ถึงนับว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของฤดูใบไม้ผลิ แม้ยังเช้าอยู่แต่แสงแดดเจิดจ้าบาดตา ส่องตรงเข้าไปในห้องหลัก

มู่ฉางโจวกำลังดูแผนที่อาณาเขตอยู่

สายตาเพิ่งเคลื่อนจากซั่นโจวไปถึงกานโจว ชางเฟิงก็เดินมาถึงประตูห้องหลักพร้อมรายงานเขาเสียงเบา “ท่านผู้บัญชาการ ฮูหยินออกจากห้องแล้วขอรับ”

มู่ฉางโจวยืนตัวตรง ก่อนรวบแผนที่ในมือแล้วเดินไปที่ประตู เห็นประตูห้องตะวันออกเปิดอยู่ เฟิงซุ่นอินเดินออกมาจากห้องจริงๆ

นางสวมชุดกระโปรงหรูฉวินสีน้ำตาลแดงเข้มอมดำเอวสูงเข้ารูป คล้ายว่าเพิ่งให้เซิ่งอวี่ปรนนิบัติเกล้าผมแต่งตัวและกินข้าวเสร็จ นางยืนอยู่ตรงระเบียงทางเดิน สายตามองตรงมาทางห้องหลัก

มู่ฉางโจวมองสบตากับนางแล้วเดินออกจากห้องไปหานาง ก่อนมองสำรวจนางขึ้นลงสั้นๆ แล้วเอ่ย “ดูท่ายาของข้าจะเห็นผลจริงๆ”

แววตาของเฟิงซุ่นอินขยับไหวเล็กน้อย “ยาของพี่รองมู่ย่อมได้ผลเจ้าค่ะ”

มู่ฉางโจวนึกถึงสถานการณ์ที่เข้าไปในห้องนางเมื่อวานแล้วมองเอวของนางอีกครั้ง ก่อนหันไปสั่งชางเฟิง “ไปเตรียมม้า วันนี้ว่าง ข้าจะไปเดินเล่นในเมืองเป็นเพื่อนฮูหยิน”

ชางเฟิงรับคำสั่งแล้วไปจัดการอย่างรวดเร็ว

เฟิงซุ่นอินหันมองมาทันที สายตาจับจ้องเขาไม่กะพริบ

มู่ฉางโจวเห็นแววตาของนางแล้วเผยรอยยิ้ม “ครั้งนี้ไม่ใช่ข้ออ้าง” พูดจบก็เดินนำออกไปข้างนอกก่อน

เฟิงซุ่นอินมองดูเขาเดินออกไปหลายก้าวแล้วถึงค่อยๆ เดินตามพร้อมกับสงบจิตใจลง นางมองออกนานแล้วว่าทุกวันนี้เขาทำอะไรคาดเดาไม่ได้ เช้าวันนี้ตื่นมานางก็ตัดสินใจแล้วว่าแค่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างสงบก็พอ

ชางเฟิงจูงม้าของแต่ละคนมาที่หน้าประตูจวน พลธนูเลือกมาแค่สิบนาย นับว่าเดินทางได้เรียบง่ายคล่องตัว

เซิ่งอวี่ก้าวเดินเร็วออกมาส่งหมวกม่านแพรให้ เฟิงซุ่นอินสวมแล้วเดินออกจากประตูจวน จากนั้นเหยียบโกลนขึ้นหลังม้าโดยไม่พูดอะไร นางมองด้านข้างหนหนึ่ง ตัดสินใจว่าวันนี้จะทำตัวเป็นคนว่าง่ายเชื่อฟังทุกอย่าง

มู่ฉางโจวขึ้นม้าข้างๆ นาง เขาไม่ได้พกอาวุธไปด้วย ชุดที่สวมหลวมสบายตัว แค่บริเวณแขนเสื้อกับเอวยังคงกระชับเข้ารูป มองผิวเผินแทบดูไม่ออกแล้วด้วยซ้ำว่าเป็นการแต่งกายของนักรบ เขามองนางปราดหนึ่งก่อนขี่ม้านำทางไป

แค่เดินเล่นในตัวเมืองเท่านั้นจริงๆ

พวกเขาเดินตามทางไปถึงถนนใหญ่ ตลอดเส้นทางครึกครื้นละลานตา ชาวบ้านที่สวมชุดชาวหู พ่อค้าที่จูงลา ต่างเดินถนนกันโดยหลบเลี่ยงม้าของทางการ เพียงแต่เสียงเร่ขายของหลากภาษารอบข้างนั้นดังขึ้นไม่ขาดสาย

นอกจากงานสรงน้ำพระเมื่อครั้งก่อน ความจริงเฟิงซุ่นอินไม่เคยเห็นสภาพเจริญรุ่งเรืองเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว นางกวาดตามองสองฟากทาง ก่อนจะหันมองมู่ฉางโจวที่อยู่ด้านหน้าฝั่งขวา

มู่ฉางโจวหันกลับมาแล้ว ก่อนมองไปทางด้านหลังนางกะทันหัน “ทางด้านนั้นมีเหตุการณ์น่าสนใจที่ที่ฉางอันไม่มีแน่นอน อินเหนียงจดบันทึกสิ่งที่พบเห็น เหตุใดไม่นึกสนใจเล่า”

เฟิงซุ่นอินหันไปมองทางด้านหลัง ข้างถนนมีเจดีย์เล็กๆ สามชั้นก่อขึ้นด้วยหิน คนที่ดูคล้ายพ่อค้าชาวหูจำนวนหนึ่งกำลังกราบไหว้อยู่รอบๆ ปากพึมพำเหมือนกำลังสวดอธิษฐาน น่าจะเป็นสาวกต่างศาสนานอกดินแดนซีอวี้ ไม่เคยเห็นที่ฉางอันมาก่อนจริงๆ

นางมุ่นหัวคิ้ว ช่างรับมือได้ยากเสียจริง ทว่าตอนที่หันหน้ากลับมาก็เอ่ย “เมื่อครู่นี้มองเห็นแล้ว แต่เห็นพี่รองมู่เดินผ่านไปแล้วจึงไม่ได้เรียกให้หยุดลง ถึงอย่างไรขากลับมาค่อยมองดูโดยละเอียดสักรอบหนึ่งก็ได้เหมือนกันเจ้าค่ะ”

มู่ฉางโจวเองก็ไม่ได้หยุดลง เขาหันกลับไปเดินหน้าต่อ “เช่นนั้นเป็นความผิดของข้า หากมีอะไรที่อยากดูอีก เจ้าบอกให้ข้าหยุดก็พอ”

เฟิงซุ่นอินหันไปให้ความสนใจกับรอบข้างต่อ ในใจคิดว่า ยังบอกอีกว่าไม่ใช่ข้ออ้าง นี่ตั้งใจมาชมทิวทัศน์เป็นเพื่อนข้าจริงๆ ที่ใดกัน นึกไม่ถึงว่าจะเจ้าเล่ห์ถึงขั้นนี้

ยังดีที่ตลอดทางไม่ได้มีเหตุการณ์แปลกประหลาดอะไรอีก เมื่อถึงสุดปลายถนนใหญ่แล้วเลี้ยวไปบนถนนที่ปลีกวิเวกสายหนึ่ง รอบด้านก็เงียบสงบลงไม่น้อยทันควัน

ด้านหน้าพลันมีเสียงฝีเท้าม้าดังมา ที่นั่งอยู่บนหลังม้าคือหูเป้ยเอ๋อร์ เขานำคนจำนวนหนึ่งมาด้วย คล้ายกำลังลาดตระเวนอยู่ เมื่อเข้ามาใกล้ก็รั้งม้าหยุดแล้วยกมือทำความเคารพมู่ฉางโจว จากนั้นมองเฟิงซุ่นอิน ราวกับนึกไม่ถึงว่าจะมาบังเอิญเจอกันที่นี่ “เดิมทีวันนี้ท่านผู้บัญชาการควรพักผ่อน ไฉนถึงออกจากจวนอีกแล้วเล่าขอรับ”

มู่ฉางโจวเอ่ย “มาชมเมืองเป็นเพื่อนฮูหยิน”

หูเป้ยเอ๋อร์กระจ่างแจ้งขึ้นมา เขาเหลือบมองเฟิงซุ่นอินอีกครั้ง เหตุใดวันนั้นเลือกพาเดินทางไปบนเส้นทางที่มีอุปสรรค วันนี้กลับมาเดินเล่นในเมืองเป็นเพื่อนอีก เขาคิดไม่ตกจริงๆ ปากฉีกยิ้มเอ่ย “หากวันหน้าฮูหยินเขียนตำราเสร็จจริงๆ เช่นนั้นก็นับเป็นยอดคนด้านอักษรอันดับสองของเหลียงโจวพวกเราแล้ว!”

เขาชอบพูดเสียงดังเป็นปกติ กระทั่งเฟิงซุ่นอินยังรู้สึกรำคาญ จึงจงใจถาม “ผู้ใดเป็นอันดับหนึ่ง?”

หูเป้ยเอ๋อร์ตอบทันควัน “จะยังเป็นผู้ใดได้ ย่อมเป็น…” พูดพร้อมมองไปทางมู่ฉางโจว ก่อนจะเงียบปากลงกะทันหัน

เฟิงซุ่นอินมองไปทางมู่ฉางโจวอย่างห้ามไม่อยู่ นึกขึ้นได้ว่าตอนที่ไปยังจวนผู้บัญชาการใหญ่ก็ได้ยินฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่หลิวซื่อพูดเหมือนกันว่าเขาไม่ชอบให้คนยกเรื่องสมัยเด็กขึ้นมาพูด คงไม่อยากพูดถึงแล้วจริงๆ กระมัง

ถึงอย่างไรเขาก็แตกต่างจากในอดีตมากแล้ว ไม่มีอะไรให้น่าพูดถึงจริงๆ

มู่ฉางโจวถาม “เจ้ามาที่นี่มีธุระ?”

หูเป้ยเอ๋อร์ที่กำลังกลุ้มว่าจะเปลี่ยนเรื่องอย่างไรรีบตอบทันที “วันนี้เป็นเวรข้านำลาดตระเวนตรวจสอบการป้องกันเมือง ท่านผู้บัญชาการต้องการไปตรวจสอบด้วยตนเองหรือไม่ขอรับ”

มู่ฉางโจวผงกศีรษะ “เช่นนั้นก็ไปแล้วกัน”

เฟิงซุ่นอินได้ยินแล้วโล่งอกขึ้นมาทันที นางดึงบังเหียนหมายย้อนกลับ “ถ้าอย่างนั้นข้าขอกลับก่อน วันนี้ไม่ได้ออกไปทำงานข้างนอกอยู่แล้ว ข้าไม่ติดตามไปแล้วเจ้าค่ะ”

หูเป้ยเอ๋อร์โบกมือสั่งให้พลธนูส่งฮูหยินกลับไปทันที ทว่าได้ยินมู่ฉางโจวเอ่ยว่า “ไม่ต้อง เจ้าตามข้ามา”

เฟิงซุ่นอินชะงักมองไป

หูเป้ยเอ๋อร์เองก็มองเขาอย่างคาดไม่ถึง

มู่ฉางโจวหันกลับมาขี่ม้าไปทางฝั่งขวาของเฟิงซุ่นอิน มือดึงสายบังเหียนในมือนางเล็กน้อย รั้งม้าที่เดิมทีเตรียมเปลี่ยนทิศทางของนางกลับมา ก่อนก้มหน้ามองนางแล้วเอ่ยใกล้กับหูขวาของนาง “อินเหนียงไม่เจ็บเอวแล้วไม่ใช่หรือ”

“…” เฟิงซุ่นอินนึกถึงเหตุการณ์ครั้งก่อนที่ถูกเขาบังคับกุมสายบังเหียนพากลับเข้าเมืองขึ้นมาทันที นางยื่นมือไปดึงสายบังเหียนกลับมา

มู่ฉางโจวปล่อยมือแล้วขี่ม้านำหน้า นางเองก็ได้แต่ติดตามไปอย่างเชื่อฟัง

มีเพียงหูเป้ยเอ๋อร์ที่มองสลับไปมาระหว่างพวกเขาอยู่หลายรอบ รู้สึกอยู่ตลอดว่าวันนี้ระหว่างพวกเขาสองสามีภรรยาคล้ายมีบางอย่างไม่ถูกต้อง เหตุใดถึงเหมือนงัดข้อกันอยู่เลยเล่า แต่หากให้บรรยายโดยละเอียดก็บอกไม่ถูก

ถนนเบื้องหน้าเป็นทางไปประตูเมืองทิศเหนือ

เฟิงซุ่นอินมาถึงเหลียงโจวจนวันนี้ถึงเพิ่งเคยมาเยือนประตูเมืองทิศเหนือเป็นครั้งแรก เพียงเพราะทิศเหนืออยู่ติดกับภูเขา สภาพภูมิประเทศได้เปรียบที่สุด ซ้ำยังอยู่ใกล้กับจวนผู้บัญชาการใหญ่ ปกติแล้วประตูนี้มีขุนนางเดินทางเข้าออกเป็นหลัก ไม่ใช่ประตูเมืองหลักในการเข้าออก

ราวสองเค่อต่อมา หลังเดินทางถึงประตูเมืองทิศเหนือพวกเขาก็หยุดลงแล้วทยอยกันลงจากหลังม้า

เฟิงซุ่นอินลงจากหลังม้าแล้วไม่ได้เงยหน้า ต่อให้ตอนนี้ประตูเมืองทิศเหนืออยู่ตรงหน้า ทั้งยังมีหมวกม่านแพรช่วยบดบังก็ยังคงอดทนไม่หันมองไปบนกำแพงเมือง เพราะมู่ฉางโจวกำลังยืนอยู่ด้านข้างห่างไปไม่ใกล้ไม่ไกล

ทหารรักษาเมืองรีบลงมาคารวะ “ไม่ทราบว่าท่านผู้บัญชาการจะมาตรวจสอบด้วยตนเอง ทหารเพิ่งซ่อมแซมอาวุธเสร็จ วางระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ ประเดี๋ยวจะจัดเก็บให้เรียบร้อยทันทีขอรับ” พูดจบก็มองเฟิงซุ่นอินที่อยู่ด้านหลังทีหนึ่ง เขาเข้าเวรอยู่ตามประตูเมืองทิศต่างๆ เคยเห็นฮูหยินท่านนี้ตามออกไปทำงานข้างนอก แต่ไม่เคยเห็นเวลาที่มาตรวจสอบงานทางการทหารโดยเฉพาะแล้วยังพานางมาด้วย

มู่ฉางโจวมองไปข้างหลังปราดหนึ่ง ก่อนเดินขึ้นหน้า “ไม่เป็นไร”

เฟิงซุ่นอินเองก็ได้แต่เดินตามไป

ทันทีที่ขึ้นไปบนกำแพงก็มีลมแรงพัดเข้าใส่ มองเห็นเส้นขอบฟ้าไกลโพ้น ทุกสิ่งรอบตัวแลเห็นได้ถนัดตา

หมวกม่านแพรของเฟิงซุ่นอินถูกลมพัดจนเลิกเปิด นางมองดูรอบด้านเงียบๆ…อาวุธถูกวางเรียงรายระเกะระกะทั้งสองฝั่งรอให้เก็บเข้าที่ ด้านซ้ายเป็นจุดวางแนวเฝ้าระวัง มีหอสังเกตการณ์ทรงสี่เหลี่ยมสูงประมาณหนึ่งตัวคน แต่เดิมทีประตูเมืองทิศเหนือก็สูงอยู่แล้ว พอมาตั้งไว้ตรงนี้จึงยิ่งสูงเด่น มองแล้วก็รู้ว่าใช้สำหรับสังเกตการณ์ทั่วทั้งตัวเมืองและบริเวณนอกเมือง

นางเหลือบตามองออกไปนอกเมือง จากตรงนี้มองเห็นภูมิประเทศรอบด้านอย่างชัดเจนเป็นพิเศษ กระทั่งลักษณะของภูเขาสูงที่อยู่ห่างออกไปก็ยังเห็นได้ชัด แต่เวลานี้นางทำได้เพียงมองดูรอบข้างอย่างลวกๆ แสร้งทำเป็นผู้ชมที่รู้สึกแปลกใหม่กับการขึ้นมาบนกำแพงเมืองเป็นครั้งแรก

“นับอาวุธให้เรียบร้อยแล้วเอาไปเก็บเสีย!” หูเป้ยเอ๋อร์เดินตามขึ้นมาพร้อมตะโกนสั่ง เขาบ่นพลางเดินตรวจสอบแนวป้องกันของกำแพงเมืองด้านขวา

ทหารรักษาเมืองรีบผงกศีรษะพร้อมสั่งให้คนมายกอาวุธไปเก็บเข้าคลังทันที

เฟิงซุ่นอินเองก็ไม่ได้ดูจำนวน เพียงกวาดตามองออกไปนอกเมืองคล้ายกำลังชมทิวทัศน์

มู่ฉางโจวมองนางจากด้านข้างอยู่นาน เห็นนางดูเหมือนไม่สนใจสักนิดก็ยกมุมปาก รวบชายชุดเดินไปขึ้นหอสังเกตการณ์ที่อยู่ด้านข้าง

เฟิงซุ่นอินไม่สามารถได้ยินเสียงจากทางฝั่งซ้าย ตอนผินหน้าไปถึงเพิ่งเห็นว่าเขาขึ้นไปแล้ว นางเงยหน้ามองเขาครู่หนึ่ง เม้มริมฝีปากยืนอยู่ด้านล่างพลางครุ่นคิดว่าเขากำลังใคร่ครวญเรื่องอะไรอีก…

“อินเหนียงรู้สึกว่าการป้องกันที่นี่นับว่าแน่นหนาดีหรือไม่” เสียงของเขาดังมาจากเหนือศีรษะกะทันหัน

เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้น พบว่าเขานั่งยองอยู่บนหอ กำลังมองลงมาที่นาง เพียงพริบตาเดียวทั้งสองคนกลายเป็นอยู่ใกล้กันขึ้นมา ดวงตานางมองไปรอบๆ ทำตัวคล้ายรู้เรื่องเพียงผิวเผิน “น่าจะกระมังเจ้าคะ”

มู่ฉางโจวชี้ไปที่หอสังเกตการณ์นี้ “สมัยอยู่ที่สกุลเฟิงเคยได้ยินท่านเสนาบดีเฟิง…” เขาชะงักแล้วเปลี่ยนคำ “ท่านพ่อตาบอกว่าความสำคัญของกิจทหาร อันดับหนึ่งคือการสังเกตการณ์ ภูมิประเทศทิศเหนือของเมืองอยู่สูงที่สุด สามารถสังเกตการณ์ได้ทั้งในและนอกเมือง ด้วยเหตุนี้จึงตั้งหอสังเกตการณ์ขึ้นมา”

เฟิงซุ่นอินได้ยินเขาพูดถึงบิดากะทันหัน อีกทั้งเรียกว่า ‘พ่อตา’ นางก็มองเขาทีหนึ่ง ทั้งที่เป็นสามีภรรยากันแล้ว แต่พอได้ยินเขาเรียกเช่นนี้เป็นครั้งแรกยังคงรู้สึกไม่คุ้นชิน

ต่อมานึกขึ้นได้ว่าเหตุใดเขาถึงเริ่มพูดคุยเรื่องพวกนี้กับนางอย่างเปิดเผย คล้ายคิดว่านางเข้าใจทุกอย่างอย่างไรอย่างนั้น นางชำเลืองมองใบหน้าของเขาอีกครั้ง เห็นแววตาเขากำลังจ้องมองตนเองด้วยความมั่นอกมั่นใจเช่นนั้นอีกแล้วดังคาด

“ท่านผู้บัญชาการ ตรวจสอบเสร็จแล้วขอรับ!” หูเป้ยเอ๋อร์ตะโกนเสียงดังมาจากอีกด้านหนึ่ง

มู่ฉางโจวลุกขึ้นมองตรวจสอบจากข้างบนรอบหนึ่งเช่นกัน จากนั้นหันตัวนั่งยองๆ ลงอีกครั้งพร้อมยื่นมือมาหานาง

เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ยืนนิ่งอยู่วูบหนึ่งถึงยื่นมือออกไป

มู่ฉางโจวมองนาง ก่อนชำเลืองมองเชือกที่ติดอยู่กับผนังหอสังเกตการณ์ด้านล่าง “ข้านึกว่าอินเหนียงรู้ว่าต้องยื่นสิ่งนี้ให้”

เฟิงซุ่นอินย่อมรู้ว่านั่นคือเชือกที่ใช้ผูกบันไดไม้แบบหย่อนของหอสังเกตการณ์ หากยื่นให้เขา เขาก็จะสามารถปลดเชือกลง ใช้บันไดนี้ลงมาทางฝั่งที่นางยืนอยู่ ไม่จำเป็นต้องลงมาจากอีกฝั่ง นี่เอาไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน

นางเลิกม่านโปร่งขึ้นด้วยมืออีกข้าง ก่อนเอ่ยเหมือนเพิ่งตามสถานการณ์ทัน “ข้าเพียงนึกว่าพี่รองมู่ต้องการให้ข้าช่วยจับ ที่แท้มิใช่หรือ ถ้าอย่างนั้นข้าไปเรียกพวกเขามาแล้วกันนะเจ้าคะ” พูดจบก็ตั้งใจเก็บมือพร้อมหันตัวกลับ

แต่จู่ๆ มือของนางกลับถูกรั้งไว้แน่น นางหันไปเห็นมู่ฉางโจวจับมือข้างนั้นของนางแล้วกระโดดลงมาเองอย่างคล่องแคล่ว เขาออกแรงมากเกินไปจนเกือบทำให้นางยืนได้ไม่มั่นคง โชคดีที่เขาออกแรงจับดึงตัวนางเอาไว้

นิ้วมือของเฟิงซุ่นอินรู้สึกหนักอึ้ง ถูกบีบแน่นจนแทบชา นางเม้มปากเงียบๆ มองเขาทีหนึ่ง

เขาปล่อยมือนางออก มือที่ปล่อยลงข้างลำตัวกำหลวมๆ สายตามองวนบนใบหน้านางรอบหนึ่ง ก่อนอมยิ้มมุมปาก ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้นเหมือนตอนที่ใช้คันธนูกักตัวนางวันนั้น

บทที่ 18

หูเป้ยเอ๋อร์รีบเร่งฝีเท้าจากด้านขวาของกำแพงเมือง วิ่งปราดเหมือนพายุเข้ามาโดยไม่เห็นสถานการณ์เมื่อครู่ระหว่างคนทั้งสองเลย เขายิ้มแล้วถามว่า “หลังจากตรวจสอบที่นี่เสร็จแล้ว ท่านผู้บัญชาการยังอยากไปตรวจสอบประตูเมืองอื่นด้วยตนเองต่อหรือไม่ขอรับ”

มู่ฉางโจวมองเฟิงซุ่นอินทีหนึ่ง ก่อนเดินลงไป “ไม่ต้องแล้ว ที่เหลือเจ้าตรวจสอบเอง”

เฟิงซุ่นอินมองดูเขาเดินลงไป นางเก็บมือกลับเข้าแขนเสื้อแล้วเดินตามลงไป ไม่รู้เพราะเหตุใด ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งรู้สึกชัดเจนว่าเขามั่นใจมากจนไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเลย

รอลงมาจากกำแพง มู่ฉางโจวขึ้นขี่ม้าแล้วเอ่ยถามขึ้นกะทันหัน “อินเหนียงยังอยากไปดูเหตุการณ์น่าสนใจที่เห็นข้างถนนก่อนหน้านี้หรือไม่”

เฟิงซุ่นอินเกือบจะลืมพ่อค้าชาวหูที่กราบไหว้รอบเจดีย์หินเหล่านั้นอยู่แล้ว แต่ยังคงเอ่ย “ย่อมอยากไปดูเจ้าค่ะ”

ดังนั้นทั้งสองจึงย้อนกลับทางเดิม มุ่งหน้าสู่ถนนใหญ่

จนกระทั่งย้อนกลับไปถึงตรงนั้น บรรดาพ่อค้าชาวหูก่อนหน้านี้ก็ไม่อยู่กันแล้ว กลายเป็นพ่อค้าชาวหูอาวุโสจำนวนหนึ่งแทน แต่ยังคงเป็นเหมือนก่อนหน้านี้ ต่างตั้งใจกราบไหว้กันอยู่รอบเจดีย์หินสามชั้น

เฟิงซุ่นอินจึงลงจากหลังม้าไปยืนตั้งใจมองอยู่ด้านข้าง ฟังพวกเขาท่องพึมพำบางอย่างก่อนหันไปถาม “พี่รองมู่ฟังออกหรือไม่ว่าพวกเขาพูดอะไรกัน”

นอกจากบรรดาสาวกที่ตั้งใจเหล่านี้ ชาวบ้านรอบข้างแค่เห็นแถวพลธนูด้านหลังพวกเขาก็พากันหลบเลี่ยงแล้ว แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้รอบด้านก็ยังคงเสียงดัง

มู่ฉางโจวยืนจูงม้าอยู่ฝั่งขวาของนาง ก่อนเอียงหน้ามาเอ่ย “พวกเขากำลังอธิษฐานขอให้เงินทองไหลมาเทมา ขอให้ไม่เจอกับการหลอกลวง”

ประโยคหลังดุจทะลวงเข้าหูขวาของเฟิงซุ่นอินมากับเสียงทุ้มต่ำของเขา คล้ายมีความนัยลึกซึ้งอย่างอื่น นางเลิกคิ้วเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว “เช่นนั้นหรือเจ้าคะ”

“อืม” มู่ฉางโจวตอบกลับ

เฟิงซุ่นอินตั้งสติ นางปล่อยสายบังเหียนแล้วเอ่ย “ดูแล้วศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง เช่นนั้นมิสู้ข้าควรอธิษฐานบ้าง”

มู่ฉางโจวหันมองก็เห็นนางพนมมือ ปิดตาหันหน้าเข้าหาเจดีย์หินสามชั้นอย่างตั้งใจ ก้มหน้าลงเล็กน้อย ใบหน้าด้านข้างของนางขาวนวล องค์ประกอบของดวงหน้างดงามดุจภาพวาด ขนตายาวทอดต่ำ ท่าทางนิ่งสงบ ทว่าสีหน้าเฉยชาประหนึ่งตัดขาดจากโลกภายนอก

ดวงตาของเขาขยับเล็กน้อย เอ่ยถาม “อธิษฐานอะไรหรือ”

เฟิงซุ่นอินลืมตาขึ้น “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ”

นางอธิษฐานขอให้คนข้างๆ ที่นางแต่งงานด้วยผู้นี้ วันหน้าสามารถคล้อยตามนางทุกเรื่อง เลิกเอาแต่จับตามองนางได้แล้ว

มู่ฉางโจวตวัดกายขึ้นหลังม้า ก่อนหัวเราะออกมากะทันหัน “อธิษฐานต่อพระพุทธองค์ยังไร้ประโยชน์ ทำเช่นนี้จะมีประโยชน์หรือ”

“…” เฟิงซุ่นอินเม้มปาก ลูบผ้าโปร่งเล็กน้อยก่อนตามขึ้นหลังม้า เพียงแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน อีกทั้งไม่อยากได้ยินด้วย อย่างน้อยตอนนี้เขายังคงไม่คล้อยตามนาง…

 

แค่เพียงออกไปข้างนอกไม่กี่ชั่วยาม แต่พอย้อนกลับจวนผู้บัญชาการกลับรู้สึกราวกับผ่านศึกใหญ่กลับมา

เฟิงซุ่นอินกลับจวนแล้วก็ยังตามติดมู่ฉางโจวไม่ห่าง ตามอยู่ด้านหลังฝั่งซ้ายของเขาตลอดเวลา วันนี้นับว่าประสบความสำเร็จกับการทำตัวว่าง่ายเชื่อฟังอย่างถึงที่สุด

เพิ่งเข้าประตูจวนชางเฟิงก็รีบก้าวออกมาต้อนรับพร้อมรายงานมู่ฉางโจว “ท่านผู้บัญชาการ ท่านรองมาพบขอรับ มีเรื่องด่วนมาขอให้ท่านผู้บัญชาการตัดสินใจ”

มู่ฉางโจวมองไปข้างหลังทีหนึ่งแล้วเดินไปทางเรือนหน้า

เฟิงซุ่นอินเห็นแววตาของเขาก็เดินตามไป เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็เห็นว่าที่เรือนหน้ามีพลทหารอยู่หลายนายกำลังคุมตัวคนผู้หนึ่งหมอบอยู่ตรงนั้น บนตัวคนที่ถูกคุมตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ศีรษะเอียงไปทางหนึ่ง คล้ายได้รับบาดเจ็บจนหมดสติไปแล้ว

จางจวินเฟิ่งยืนอยู่ด้านข้าง มือกดอยู่บนดาบยาว พอเห็นมู่ฉางโจวกลับมาก็รีบก้าวขึ้นมารายงานว่า “ท่านผู้บัญชาการ ท่านผู้บัญชาการใหญ่เพิ่งออกคำสั่งให้ตรวจค้นสายลับจากที่ต่างๆ อย่างเข้มงวดทั่วทั้งเมืองขอรับ”

เฟิงซุ่นอินได้ยินประโยคนี้แล้วแววตาวูบไหว ก่อนได้ยินเขาเอ่ยต่อว่า “เพราะเมื่อเช้าวันนี้จับตัวคนผู้นี้ได้จากนอกเมืองทิศตะวันออก จากบนตัวเขาค้นเจอ…”

พูดถึงตรงนี้จางจวินเฟิ่งก็หยุดชะงัก มองนางทีหนึ่ง

เฟิงซุ่นอินปลดหมวกม่านแพรลง นิ้วลูบผ้าโปร่งให้เรียบคล้ายไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไรนัก มองดูแล้วสายตาก็ไม่ค่อยกล้ามองไปทางคนที่ถูกคุมตัวอยู่

มู่ฉางโจวผงกศีรษะ “รายงานต่อ”

จางจวินเฟิ่งมองคนทั้งสองแล้วถึงได้เอ่ยต่อ “พบเอกสารรับสมัครทหารบนตัวชายผู้นี้ มาจากหลายเมืองในจงหยวนที่อยู่ใกล้กับเหอซี ทหารลาดตระเวนคาดการณ์ว่าบางเมืองในจงหยวนที่อยู่ใกล้นั้นน่าจะลอบฝึกทหาร การที่ชายผู้นี้ปรากฏตัวในเหลียงโจวอาจเป็นสัญญาณว่าการฝึกทหารนี้มีเป้าหมายที่เหลียงโจว ด้วยเหตุนี้จึงคุมตัวคนผู้นี้มาที่นี่ มอบให้ท่านผู้บัญชาการตัดสินใจขอรับ”

ฝึกทหาร? เฟิงซุ่นอินลูบผ้าโปร่งพลางลอบคิด ไม่มีทาง หากสถานที่ฝึกทหารแห่งหนึ่งถูกค้นพบ อย่างน้อยก็ต้องฝึกมาสักพักหนึ่งแล้ว ในบรรดาเมืองในจงหยวนที่อยู่ใกล้เหอซีมีฉินโจวอยู่ด้วย หากฉินโจวเริ่มฝึกทหารตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ในจดหมายฉบับก่อนของเฟิงอู๋จี๋คงเปิดเผยข้อมูลให้นางรับรู้อยู่บ้าง เขาทำหน้าที่ดูแลเรื่องนี้ นับประสาอะไรกับที่หากบุ่มบ่ามฝึกทหารมิใช่การหาเรื่องโดยไร้เหตุหรือ

ข่าวประเภทนี้มาได้อย่างไร้เหตุผลจริงๆ

มู่ฉางโจวยื่นมือออกไป จางจวินเฟิ่งล้วงหยิบคำสั่งรับสมัครทหารชุดนั้นจากสาบเสื้อออกมายื่นให้เขาทันที

เขากางคำสั่งออกอ่านรอบหนึ่ง ก่อนส่งคืนให้ “ของปลอม”

จางจวินเฟิ่งรับมามองโดยละเอียด ก่อนร้องเหอะออกมา “ว่าแล้วเชียว ก่อนหน้านี้จับพวก…” คำว่า ‘สายลับจงหยวน’ เกือบหลุดออกจากปากแล้ว เขามองเฟิงซุ่นอินก่อนกลืนกลับลงไปอีกครั้ง “พวกของปลอมยังพอจะมองออกบ้าง ในเมื่อตอนนี้ท่านผู้บัญชาการเองก็พูดเช่นนี้ เช่นนั้นก็เป็นของปลอมแน่นอนแล้ว”

เฟิงซุ่นอินคลายมือที่จับม่านโปร่ง รู้อยู่แล้วว่าข่าวสารนี้ไม่ถูกต้อง แต่ต่อมาก็มุ่นหัวคิ้ว เหตุใดถึงเกิดเรื่องที่มุ่งเป้าไปที่จงหยวนขึ้นอีกแล้ว

มู่ฉางโจวมองนางแวบหนึ่ง “ข้ากับฮูหยินเพิ่งแต่งงานกัน ทุกวันนี้ราชสำนักน่าจะรับรู้ชื่อเสียงความภักดีต่อเมืองหลวงของท่านผู้บัญชาการใหญ่ ต่อให้จงหยวนจะส่งสายลับมาก็ไม่ถึงขนาดยกทัพมาต่อกร”

ปากเขาพูดว่า ‘ฮูหยิน’ ดูคล้ายพูดให้จางจวินเฟิ่งฟัง แต่สายตากลับมองมาข้างหลัง เฟิงซุ่นอินจึงรู้ว่าความจริงแล้วเขาพูดกับตนเอง นางเบนสายตาหนีพลางคิด เหตุใดถึงพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนปรึกษากับข้าอย่างเปิดเผยเช่นนั้นอีกแล้ว ทั้งที่ข้าไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ

มู่ฉางโจวเอ่ยต่อ “คิดว่าด้วยเหตุนี้ท่านผู้บัญชาการใหญ่จึงมั่นใจเช่นกันว่าเป็นสถานการณ์ที่มีคนจงใจก่อขึ้นมา เลยออกคำสั่งให้ตรวจค้นสายลับพวกนี้โดยละเอียด”

จางจวินเฟิ่งตอบ “ใช่แล้วขอรับ”

มู่ฉางโจวผงกศีรษะ “ไต่สวนเรียบร้อยแล้วค่อยมารายงานอีกที”

จางจวินเฟิ่งหันตัวเดินไปทางคนผู้นั้นทันที ก่อนชักดาบออกมาพร้อมเรียกรวมตัว “พาเขาออกไป”

เฟิงซุ่นอินจงใจไม่มองสภาพคนผู้นั้นที่ถูกลากออกไป นางหันตัวเดินไปทางเรือนหลัง ก่อนหน้านี้เจอกับสายลับมีอาการตอบสนองเช่นไร ตอนนี้ก็เช่นเดียวกัน นางเพียงทำเป็นไม่รับรู้ ไม่พูดอะไรก็พอแล้ว

ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าหนักแน่นของมู่ฉางโจวเดินตามมา

หลังจากเข้าไปในเรือนหลังเซิ่งอวี่ก็ก้าวเข้ามาคารวะอย่างรวดเร็ว ก่อนรับหมวกม่านแพรที่นางถอดออกแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “เตรียมสำรับอาหารเรียบร้อยแล้ว ท่านผู้บัญชาการกับฮูหยินจะกินที่ห้องโถงหรือไม่เจ้าคะ”

เฟิงซุ่นอินยังไม่ทันตอบ มู่ฉางโจวก็เดินผ่านนางตรงไปทางห้องหลักแล้ว “ไม่ต้อง ส่งเข้าห้องหลัก”

เซิ่งอวี่ค้อมกายตอบรับทันที ก่อนมองเฟิงซุ่นอินทีหนึ่งแล้วเชิญนางไปด้วยกัน

เฟิงซุ่นอินแค่ฟังพวกเขาคุยกันก็ตัดสินใจเรียบร้อยแล้ว นางมองเงาร่างที่เดินนำไปตรงหน้าทีหนึ่งก่อนค่อยๆ เดินตามไป

ห้องหลักกว้างกว่าห้องตะวันออกที่นางพักอยู่มาก ทันทีที่นางเข้าไปก็เหลือบมองรอบด้านอยู่สองสามครั้ง

ภายในห้องกลับตกแต่งอย่างเรียบง่ายเกินคาด ด้านตะวันออกมีเพียงตั่งไม้หนึ่งตัว ตรงกลางวางฉากบังลมหกบานพับ ทุกบานพับต่างเขียนประโยคเตือนใจที่มีชื่อเสียง ดูสง่างามอย่างยิ่ง นอกจากนั้นก็มีเพียงชั้นไม้วางธนูหนึ่งชั้น รวมถึงโต๊ะทรงสี่เหลี่ยมหนึ่งตัว บนโต๊ะดูเหมือนยังมีแผนที่พับวางอยู่

ไม่เห็นเตียง คิดว่าเตียงคงอยู่ด้านหลังฉากบังลม

นางยืนอยู่ข้างประตู มองดูมู่ฉางโจวปล่อยแขนเสื้อ ทันใดนั้นนางก็รู้สึกไม่เป็นธรรมชาติขึ้นมาแปลกๆ

มู่ฉางโจวหันมามอง ดวงตามองใบหน้านางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับเข้าใจบางอย่าง จึงเอ่ยกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม “อินเหนียงจะเกรงใจไปไย เดิมทีนี่ก็นับเป็นห้องของเจ้า”

เฟิงซุ่นอินกะพริบตา นึกถึงฤกษ์มงคลที่จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่เคยพูดถึงขึ้นมาได้ทันที นางหันมองด้านข้าง เดินไปทางนั้นสองก้าวพร้อมเอ่ยเรียบๆ “เพิ่งเคยมาครั้งแรกเลยมองรอบๆ สักหน่อยเท่านั้นเองเจ้าค่ะ”

โชคดีที่เซิ่งอวี่นำสาวใช้เดินเข้ามาแล้ว พวกนางเข้ามาจัดโต๊ะ วางสำรับอาหารกับน้ำแกงอย่างคล่องแคล่ว

มู่ฉางโจวล้างมือในน้ำสะอาดที่สาวใช้ยกมา ก่อนไปนั่งลงฝั่งขวาของโต๊ะแล้วเงยหน้ามองนาง

เฟิงซุ่นอินถึงได้เดินไปหยิบผ้าผืนหนึ่งมาเช็ดมือ แล้วนั่งลงฝั่งซ้ายของเขา

เซิ่งอวี่มองพวกเขา ก่อนนำคนอื่นๆ ถอยออกไปข้างนอกทันที

วันนี้เห็นผู้บัญชาการกับฮูหยินออกไปและกลับมาพร้อมกัน พวกนางย่อมไม่สะดวกรบกวน หากมิใช่ว่าไม่สะดวกสอดปาก เซิ่งอวี่ก็อยากถามเรื่องฤกษ์มงคลสักคำด้วยซ้ำ

เฟิงซุ่นอินหยิบตะเกียบขึ้นมา ก่อนจะเหลือบมองคนข้างกาย มู่ฉางโจวนั่งอยู่ตรงนั้นด้วยอิริยาบถสบายๆ ทว่ากิริยาสง่างาม มีเพียงเวลาเช่นนี้นางถึงรู้สึกว่าเขายังมีเค้าร่างของเด็กหนุ่มในอดีตเหลืออยู่

นางเพิ่งเก็บสายตากลับมาก็พลันได้ยินเขาเอ่ยปาก “วันนี้อินเหนียงออกไปพบเห็นอะไรใหม่ๆ ทว่าไม่รู้ว่าพวกต้นฉบับในมือเขียนไปถึงที่ใดบ้างแล้ว”

เฟิงซุ่นอินเคยคิดว่าเขาจะพูดเรื่องสายลับที่จับมาได้ก่อนหน้านี้ผู้นั้นต่อ ทว่าไม่ทันตั้งตัวว่าจะถูกเขาถามถึงต้นฉบับกะทันหัน มือที่จับตะเกียบชะงักไปเล็กน้อย นางเพียงตอบด้วยน้ำเสียงปกติ “ยังอีกนานกว่าจะเขียนจบ ต้นฉบับที่มีในตอนนี้ก็ยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันเลยเจ้าค่ะ”

มู่ฉางโจวหยุดตะเกียบพร้อมมองนาง “เช่นนั้นมิสู้ไว้วันหน้าส่งมาให้ข้าอ่านดูสักครั้ง”

เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ “ขอเพียงพี่รองมู่ไม่รังเกียจฝีมืออ่อนด้อยของข้า วันหน้าค่อยว่ากันเจ้าค่ะ”

มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงกินอาหารเงียบๆ

เฟิงซุ่นอินเองก็ก้มหน้ากินอาหารเงียบๆ เพียงแต่กินไม่รู้รสชาติ

แม้ข้อความในต้นฉบับของนางจะเป็นเพียงประโยคไม่กี่ประโยคที่ไม่สลักสำคัญอะไร แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ามู่ฉางโจว นางยังคงไม่มีความมั่นใจ ถึงขั้นแอบรู้สึกว่าไม่ใช่ตนเองกำลังปิดบังเขา แต่คล้ายเขาต่างหากที่มีเรื่องสำคัญบางอย่างกำลังปิดบังนาง

อาหารมื้อหนึ่งกินกันเสร็จเงียบๆ โดยไร้ซึ่งบทสนทนา เซิ่งอวี่นำน้ำชาที่เพิ่งต้มเดือดเข้ามาส่งต่อ

มู่ฉางโจวยกถ้วยหนึ่งขึ้นมาแล้วเดินไปที่โต๊ะทำงาน ก่อนเอ่ยคล้ายไม่ใส่ใจ “พอคิดขึ้นได้ว่าวันนี้พอมีเวลาว่าง ข้าก็พาอินเหนียงเดินดูนั่นนี่ไปหลายที่ เช่นนั้นเรื่องจดหมายของเจ้า ข้าจัดการให้เลยดีหรือไม่ เจ้าคิดไว้แล้วหรือยังว่าจะตอบกลับอย่างไร”

เฟิงซุ่นอินหันไปมองเขา คิดครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ยังเจ้าค่ะ ครั้งก่อนพี่รองมู่ถามว่าเหตุใดข้าไม่ได้พูดถึงเรื่องการแต่งงานของพวกเราในจดหมาย ข้านึกว่าท่านไม่พอใจ จึงไม่คิดตอบจดหมายอีกเร็วๆ นี้”

ครั้งก่อนที่ส่งข้อความให้ลู่เถียวใช้กระดาษเนื้อบาง กระดาษชนิดนี้เก็บไว้ได้ไม่นาน ง่ายต่อการฉีกขาดหรือทำลาย ดังนั้นต่อให้ลู่เถียวไม่ได้เผาก็ไม่มีทางเก็บรักษาได้นานเกินไป แต่นางยังคงขอให้ลู่เถียวเผามัน ตอนนี้พูดเช่นนี้ก็เพราะต้องการพูดให้ตรงกับข้อความในกระดาษ

มู่ฉางโจวมองนาง “ข้าไม่ได้ไม่พอใจ เจ้าอยากตอบกลับเช่นไรก็ตอบเช่นนั้น หลังข้าอ่านดูวันนี้สามารถช่วยส่งไปให้เจ้าได้ทันที”

เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่เงียบๆ สายตามองตรงสบกับเขา แววตาของเขามองตอบนางอย่างสุขุม เฉกเช่นเดียวกับตอนที่รู้เรื่องว่าหูซ้ายของนางสูญเสียการได้ยิน และเฉกเช่นเดียวกับที่วันนั้นพูดว่านางตอบสนองรวดเร็ว แววตาของเขาแฝงความมั่นใจมากจริงๆ

นางถึงขั้นอดคิดไม่ได้ว่าทุกอย่างในวันนี้ไม่ใช่การหยั่งเชิงด้วยความสงสัยด้วยซ้ำ ทุกการกระทำของเขาคล้ายกับคนมั่นใจแล้วมากกว่า ดังนั้นถึงได้พูดเรื่องที่เดิมทีไม่ควรให้นางยุ่งเกี่ยวพวกนั้นตรงๆ อยู่บ่อยครั้ง

เพียงช่วงเวลาคิดในใจสั้นๆ เฟิงซุ่นอินก็ลุกขึ้นเดินไปข้างกายเขา ก่อนจับแขนเสื้อพร้อมยื่นมือไปหยิบพู่กันบนโต๊ะมายื่นให้เขา “เช่นนั้นมิสู้พี่รองมู่เขียนด้วยตนเองเถิดเจ้าค่ะ”

สายตาที่มองนางชะงักงัน มู่ฉางโจววางถ้วยชาลง “ข้าเขียน?”

เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ “เช่นนี้พี่รองมู่ก็ไม่ต้องตรวจสอบอีก เขียนเสร็จแล้วสามารถส่งไปได้เลย ข้าเองก็ไม่ต้องคิดว่าควรพูดเรื่องการแต่งงานของพวกเรากับอู๋จี๋อย่างไรดี มิใช่ดียิ่งกว่าหรือเจ้าคะ” สีหน้านางเรียบเฉย ขณะยื่นพู่กันไปข้างหน้าอีกหนึ่งชุ่น* ส่งโดนถึงหลังมือของเขา แววตาไม่ได้หลบเลี่ยง

คิ้วของมู่ฉางโจวขยับเล็กน้อย เดิมทีเป็นเรื่องของนาง แต่ตอนนี้กลับถูกผลักมาอยู่ในมือเขาเสียแล้ว นี่เป็นการถอยหนึ่งก้าวเพื่อรุกกลับ นางกำลังตลบหลังเขา

สองฝ่ายต่างมองสบตากันดุจดั่งไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน

เฟิงซุ่นอินเห็นเขาไม่รับจึงกดพู่กันลงบนโต๊ะ จากนั้นพับแขนเสื้อแล้วเริ่มฝนน้ำหมึกให้

มู่ฉางโจวพลันจับข้อมือของนาง

เฟิงซุ่นอินชะงัก ตอนนั้นเองเสียงของชางเฟิงก็ดังมาจากข้างนอก “ท่านผู้บัญชาการ ท่านรองมารายงานว่าไต่สวนกระจ่างแล้วขอรับ” เสียงพูดทั้งรัวเร็วและรีบร้อน

ข้อมือถูกปล่อย มู่ฉางโจวผละมือออกมาพร้อมเอียงหน้ามองนาง “เช่นนั้นก็รอข้ากลับมาค่อยว่ากัน” พูดจบเขาก็เดินตรงไปยังประตู ร่างสูงโปร่งก้าวยาว เพียงไม่กี่ก้าวก็ออกไปข้างนอกแล้ว

เฟิงซุ่นอินรู้สึกเหมือนตรงหน้าโล่งขึ้น มือที่ฝนน้ำหมึกเก็บกลับเข้าแขนเสื้อ เมื่อมองออกไปนอกประตูก็ไม่เห็นเงาร่างของเขาแล้ว นางทัดปอยผมด้านซ้ายเล็กน้อย จิตใจถึงค่อยๆ กลับมาสงบลง

เมื่อครู่นี้มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่นางรู้สึกเหมือนกระดาษบางๆ** ชั้นนั้นกำลังจะถูกเจาะจนทะลุอยู่แล้ว ทว่าถูกขัดจังหวะเสียก่อน

 

* ชุ่น เป็นหน่วยมาตราวัดของจีนสมัยโบราณ เทียบความยาวประมาณ 1 นิ้ว ระยะ 10 ชุ่นเป็น 1 ฉื่อ (เชียะ)

** กระดาษในที่นี้มาจากสำนวนเต็ม ‘เจาะทะลุกระดาษหน้าต่าง’ หมายถึงการเปิดโปงเรื่องที่รู้แก่ใจกันอยู่แล้วออกมาตรงๆ

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 31 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: