ทดลองอ่านเรื่อง Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3
ผู้เขียน : matgam
แปลโดย : ทรรศิกา จางวิบูลย์
ผลงานเรื่อง : 망한 세상에서 살아남기
ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน
จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว
หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย
– – – – – – – – – – – – – – – – –
Trigger Warning
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ
เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง การฆาตกรรม
มีการบรรยายถึงเลือด สภาพศพ ชิ้นส่วนร่างกายที่ไม่สมบูรณ์ อาการบาดเจ็บ
สาเหตุการเสียชีวิตในรูปแบบต่างๆ การใช้อาวุธและของมีคม สถานการณ์อันน่าขยะแขยง
เรื่องราวเหนือธรรมชาติ การบูลลี่ การใช้ถ้อยคำหยาบโลน อาการป่วยทางจิต บาดแผลทางใจในวัยเด็ก
การใช้ความรุนแรงในครอบครัว การทารุณกรรมเด็ก การกักขังหน่วงเหนี่ยว การลักพาตัว
การมีอคติและเหยียดหยามคนรักร่วมเพศ การใช้สารเสพติดหรือการติดยา
การเสพติดแอลกอฮอล์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ
สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป
โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
** หมายเหตุ: ยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **
– – – – – – – – – – – – – – – – –
บทที่ 15.1
รัฐประหาร
หลังจากสถานการณ์สงบลงผมก็เดินเข้าไปหาพลจัตวาคิมมียอนทันที เธอเองก็เดินเข้ามาด้วยท่าทีเป็นมิตรเช่นกัน แต่พอเห็นคนกลุ่มหนึ่งที่สวมผ้าคลุมสีขาว เธอก็ซ่อนสีหน้าลำบากใจไว้ไม่อยู่ ผมจึงให้เหล่าผู้ศรัทธาที่ติดตามมารออยู่ข้างนอก ส่วนผมก็ตามเธอเข้าไปนั่งเก้าอี้ด้านใน
“นายนี่ชอบทำอะไรแปลกๆ อยู่เรื่อยเลยนะ แล้วนี่อะไร ชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่?”
“อยากเข้าลัทธิไหมล่ะครับ”
หลังจากยอมรับในโชคชะตาของตัวเองไปเป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้ผมไม่รู้สึกเขินอีกต่อไปแล้ว…และผมก็ตัดสินใจได้แล้วว่าจะเป็นผู้นำของลัทธินอกรีตที่มีอยู่ทั่วทุกมุมโลกด้วยความเต็มใจ ชีวิตลูกผู้ชายเกิดมาครั้งหนึ่งก็ต้องตั้งปณิธานแรงกล้าแบบนี้สิ
“โทษทีนะ พอดีฉันนับถือพุทธ…”
“ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องนับถือหรอกครับ”
เพราะถึงยังไงก็มีแค่ความเชื่อที่เกิดจากความจริงใจเท่านั้นที่จะทำให้พลังของผมแข็งแกร่งขึ้น ผมค่อยๆ จิบกาแฟที่เธอยื่นให้
“ทำไมไม่พาคิมแจยองเข้ามาด้วยล่ะ อยู่ข้างนอกไม่ใช่เหรอ”
“หมอนั่นเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ผมเองก็ขี้เกียจอธิบาย จินปัง อยู่นิ่งๆ หน่อยสิ”
เจ้าจินปังดิ้นดุกดิกอยู่ในผ้าคลุม ถึงจะบอกให้อยู่นิ่งๆ แต่มันก็ยังชะโงกหัวออกมาแล้วเอียงคอมองพลจัตวาคิมมียอน
“…นี่มันอะไรอีกล่ะเนี่ย”
“จินปังครับ”
“อ๊ะ!”
ทันทีที่จินปังกระโจนตัวขึ้นมา พลจัตวาคิมมียอนก็ตกใจจนหลุดอุทานเบาๆ เธอก้มมองผึ้งตัวอวบอ้วนอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองก่อนใช้มือที่หยาบกระด้างลูบไล้ตัวเจ้าจินปัง
“เจ้านี่มันน่ารักมากเลยแฮะ เหมือนสัตว์ประหลาดเลย”
“ก็…ประมาณนั้นครับ”
“ทั้งที่น่ารักขนาดนี้แต่เป็นสัตว์ประหลาดเนี่ยนะ”
“ผมเลยใช้มันเป็นมาสคอตของลัทธิไงครับ เห็นลายบนผ้าคลุมนี่ไหมล่ะครับ”
ผมให้เธอดูลายผึ้งที่ปักอยู่บนช่วงอกของเสื้อคลุมสีขาวด้วยความภูมิใจ ชุดเครื่องแบบของลัทธินี้ทำจากใยแมงมุมที่รีดออกมาจากพัคชังจินหลังจากเฆี่ยนตีเขาแบบไม่ให้ได้หลับได้นอน ตรงหน้าอกปักภาพด้านหลังของเจ้าจินปังที่เป็นมาสคอต ตอนแรกผมคิดว่าสัญลักษณ์ของลัทธิดูเรียบง่ายเกินไปหรือเปล่า แต่เพราะมาดูกียืนยันหนักแน่นและลายตัวอย่างที่ปักออกมาก็น่ารักมาก ผมจึงตัดสินใจใช้ภาพนี้
“…ที่ลัทธินั่นโอเคดีใช่ไหม”
“ราบรื่นดีครับ”
ผมและพลจัตวาคิมมียอนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบกันก่อนเข้าประเด็นสำคัญ สาเหตุที่ผมมาหาเธอวันนี้ก็เพื่อมาชิงตัวฮวังซูยอนที่ถูกซ่อนตัวไว้ในกองทัพ
“ฉันพอจะรู้ว่าเธออยู่ที่ไหน แต่คนพวกนั้นขังเธอไว้ตั้งหลายชั้น นายแอบพาเธอออกมาไม่ได้หรอก”
“พวกผมตั้งใจว่าจะแหกคุกแล้วพาเธอออกมาครับ”
“นายไม่ได้ลืมที่จะช่วยฉันใช่ไหม”
เธอยกยิ้มมุมปากเหมือนมีแผนการบางอย่างซ่อนอยู่ ผมรู้สึกเหมือนจะมีเรื่องยุ่งยากกว่าเดิมเกิดขึ้นเลยขมวดคิ้วรอเธอพูดต่อ
“การทำสงครามที่ขยายขอบเขตออกไปก็ไม่ได้แย่นักหรอก แต่มันมีวิธีที่ดีกว่านั้น”
“วิธีอะไรเหรอครับ”
“ช่วงนี้เห็นว่าพวกนายทำรายการวิทยุเหรอ”
“…เพิ่งเริ่มทำได้ไม่นาน คุณรู้ได้ยังไงครับ”
ผมคัดเลือกคนที่สามารถใช้เครื่องมือหรือคนที่มีประสบการณ์เคยทำงานที่สถานีออกอากาศแล้วจัดตั้งเป็นทีมเผยแผ่ลัทธิทางวิทยุ จากนั้นก็เริ่มถ่ายทอดสดในห้องส่งรายการวิทยุของสถานีออกอากาศที่อยู่ใกล้ๆ คราวนี้พลจัตวาคิมมียอนก็เริ่มอธิบายว่าเธอรู้ได้ยังไง ในเมื่อโปรเจ็กต์นี้เพิ่งเริ่มดำเนินการได้ไม่นาน
“ไม่ได้มีแค่พวกนายหรอกนะที่ฟังวิทยุ”
เธอนำวิทยุพกพาออกมาจากอกเสื้อ หลังจากปรับคลื่นความถี่ก็มีเสียงดังออกมา วิทยุกำลังเล่าเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าที่สถิตร่างมนุษย์จุติลงมาบนโลกแล้ว ชำระล้างคิมแจยองที่เป็นลูกครึ่งมนุษย์ปีศาจซึ่งถูกความชั่วร้ายเข้าครอบงำ ปราบราชาแห่งพิษ และคอยเข้าช่วยเหลือเหล่ามนุษย์ จากนั้นก็เป็นการสัมภาษณ์เหล่าผู้ศรัทธา พวกเขาไม่เพียงแต่เปิดเผยตัวตนเท่านั้น ทว่ายังเปิดเผยความเจ็บปวดที่ได้เจอมารวมถึงการได้รับความช่วยเหลือทั้งน้ำตา ผมไม่รู้ว่ามีคนฟังวิทยุอยู่กี่คน แต่พอเห็นตัวเลขบนหน้าต่างสถานะเพิ่มขึ้นทีละนิดก็คิดว่ามันได้ผลอยู่เหมือนกัน
“ถ้าปรับคลื่นความถี่มาทางนี้จะเป็นช่องของกองทัพแห่งชาติ ซึ่งจะเปิดซ้ำแค่เสียงที่ถูกบันทึกไว้เท่านั้น แน่นอนว่าเป็นแค่โฆษณาชวนเชื่อที่เชิญให้เข้าร่วมกองทัพ หรือไม่ก็บอกว่ากองทัพจะปกป้องคุณเองอะไรทำนองนั้น”
คราวนี้คลื่นความถี่ถูกปรับไปที่ช่องของกองทัพแห่งชาติ ซึ่งก็มีแค่เนื้อหาตามที่เธอบอกกำลังเล่นวนซ้ำ
“โลกกลายเป็นแบบนี้มากว่าครึ่งปีแล้ว ในสถานการณ์ที่ไม่มีครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่รัฐบาลคอยปกป้องจะมีสักกี่คนกันที่ใช้ชีวิตได้อย่างมีสติ ทุกครั้งที่เกิดเวฟขึ้น จำนวนคนที่ฆ่าตัวตายก็มักจะพุ่งสูงขึ้น ล่าสุดนี้ก็ไม่ต่างกันสักเท่าไหร่ แต่นายลองคิดดูสิ ในระหว่างที่ผู้คนต่างพากันวุ่นวายใจกลับมีรายการประหลาดโผล่ขึ้นมาซะงั้น”
พลจัตวาคิมมียอนบอกว่ารายการเผยแผ่ลัทธิของผมเริ่มถูกพูดถึงกันปากต่อปากในหมู่พลเรือนที่กองทัพดูแลอยู่ ถึงแม้ตอนนี้ทั้งโลกจะถูกตัดสัญญาณโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ตมาสักพักจนเหลือแค่โฆษณาชวนเชื่อของภาครัฐจากในวิทยุ แต่จู่ๆ กลับมีกลุ่มลัทธิปรากฏขึ้นโดยอ้างว่าตนเคยได้รับการช่วยเหลือจากลัทธิมากระตุ้นความสนใจของผู้คน
“ทหารที่มารายงานสองสามวันก่อนถามฉันว่าเดี๋ยวนี้ยังมีลัทธิแปลกๆ เหลืออยู่อีกเหรอ แถมยังดูสงสัยว่ามันมีอยู่จริงหรือเปล่า”
“คุณเลยคิดจะเข้ามาขอใช้รายการของผมสินะครับ”
“เรียกว่าพึ่งพาอาศัยกันต่างหากล่ะ ถ้าฉันมีอำนาจก็จะช่วยโลกได้ง่ายขึ้นไม่ใช่เหรอ”
จากนั้นพลจัตวาคิมมียอนก็ยื่นซองเอกสารมาให้ ผมจึงหยิบรูปถ่ายที่อยู่ในนั้นออกมาดู
“รูปนี้มัน…”
“เนียนใช่ไหมล่ะ”
มันคือรูปถ่ายที่พวกทหารกำลังทำการทดลองมนุษย์ ในรูปนั้นปรากฏใบหน้าของชายวัยกลางคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาอย่างชัดเจน ปกเสื้อของเขามีดาวสองดวงชวนสะดุดตา เธอที่อยู่ตรงหน้าผมมีดาวแค่ดวงเดียว…ถ้างั้นผู้ชายในรูปก็น่าจะเป็นผู้บัญชาการอิมกยูที่มีอำนาจสูงสุดของกองทัพในปัจจุบัน ผมจำได้รางๆ ว่าเคยเห็นใบหน้าที่เคร่งขรึมนี้ตอนถูกจับพร้อมกับคิมแจยองเมื่อคราวก่อน
“นี่รูปตัดต่อเหรอครับ”
ถ้าจ่ายไฟได้ก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ ทำให้การปลอมแปลงไม่เป็นเรื่องยากอีกต่อไป แต่นี่ไม่ใช่การพริ้นต์สี มันเป็นรูปถ่ายที่ล้างมาจากห้องมืดสำหรับล้างรูปโดยตรง
“พอดีฉันมีลูกน้องที่เหมือนกิ้งก่าอยู่คนหนึ่งน่ะ”
“เขามีสกิลพรางตัวเหรอครับ”
“เฮอะ ไอ้โง่อิมกยูนั่นขลุกอยู่แต่กับผู้ตื่นรู้ที่ถนัดด้านการต่อสู้ คงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าผู้ตื่นรู้คนอื่นๆ มีสกิลอะไรกันบ้าง”
“คุณเลยคิดจะแต่งเรื่องว่าตอนนี้ท่านผู้บัญชาการกำลังทำการทดลองกับมนุษย์แล้วจะกระจายข่าวออกไป คุณอยากให้ผมช่วยเรื่องนั้นใช่ไหมครับ”
“แบบนี้ค่อยคุยกันได้หน่อย ท่านผู้นำลัทธิ”
ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวชะมัด…ผมควรจะรู้ตั้งแต่ตอนพูดเรื่องประธานาธิบดีแล้วเชียว มันไม่ใช่ความกล้าหาญของคนทั่วไปเลย ผมถึงขั้นอดสงสัยไม่ได้ว่าเธออาจเตรียมการทุกอย่างไว้แล้วและกำลังรอผมอยู่
ดูเหมือนถ้าคุยกับเธอต่อไปอาจเกินขอบเขตที่ผมจะรับไหว ผมเลยตัดสินใจเรียกมาดูกีที่รออยู่ข้างนอกให้เข้ามา เพราะคนที่พูดเก่งอย่างหมอนั่นน่าจะมีประโยชน์กว่าคนที่ไม่มีทักษะด้านการโกหกอย่างผม
“อย่ากังวลไปเลยครับ มาดูกีคนนี้จะทำแผนการนี้ให้สำเร็จเอง! ทำความเคารพท่านว่าที่ประธานาธิบดี…โอ๊ย!”
“ต้องทำความเคารพฉันสิ ไอ้หนูน้อย ถ้าทรยศเมื่อไหร่นายตายแน่”
“โอ๊ย เจ็บ เวรเอ๊ย…”
“เมื่อกี้ว่าไงนะ”
“ผะ…ผมบอกว่าโธ่เอ๊ย เชือกรองเท้าหลุดอีกแล้วน่ะครับ โอ๊ะ!”
ผมฟาดท้ายทอยมาดูกีไปสองครั้งจนล้มคว่ำไปบนโต๊ะ ถึงหมอนี่จะทำงานดี แต่ก็เชื่อถืออะไรไม่ได้เลยจริงๆ
“…และนี่คือแพคอึนชง ดีเจประจำรายการวิทยุแห่งศรัทธา สาวกลำดับที่สามของชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่ค่ะ จากนี้ไปจะเป็นการเริ่มต้นโปรแกรมรีรัน โปรดอย่าเปลี่ยนช่อง! แล้วมาพบกันอีกครั้งกับแขกรับเชิญสุดพิเศษในอีกสองชั่วโมงค่ะ”
“ไอ้พวกจัดรายการนี่เสียสติแบบนี้กันทุกคนเลยหรือไง”
“มันหลอกลวงกันทั้งนั้น…แต่ก็สนุกดีนะ ช่วงนี้ฟังแล้วหัวเราะตั้งแต่ต้นรายการเลย”
“แพคอึนชง? เสียงเธอก็ฟังดูมีเสน่ห์ดีนะ”
“นี่มันลัทธิอะไรเนี่ย”
“พอโลกเข้าสู่วันแห่งหายนะ อะไรแปลกๆ ก็ผุดขึ้นมาเต็มไปหมด”
ข่าวลือเกี่ยวกับรายการวิทยุแห่งศรัทธาที่ออกอากาศโดยชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่กำลังแพร่กระจายออกไปท่ามกลางเหล่าทหารรวมถึงพลเรือนที่พวกเขาดูแลอยู่ตามแผนของพลจัตวาคิมมียอน เมื่อเวลาผ่านไปคนที่เคยด่าทอในช่วงแรกว่าเป็น ‘พวกเสียสติ’ ‘ประสาทกลับ’ หรือ ‘พวกหลอกลวง’ กลับแห่มาฟังรายการถ่ายทอดสดกันมากมาย
ต้องเพิ่มฐานคนฟังก่อน ถึงจะได้รับความสนใจ
ผ่านไปไม่นานผู้บัญชาการอิมกยูที่ตั้งฐานทัพอยู่ในทำเนียบฟ้าก็เรียกประชุมผู้บังคับบัญชาระดับสูงหลังตระหนักได้ถึงความรุนแรงจากกระแสลัทธินอกรีตตามที่คาดการณ์ไว้ พวกเขาสงสัยว่าลัทธินอกรีตอาจสมคบคิดกับซอนจงกรุ๊ป เพราะผู้นำลัทธิเป็นน้องเล็กของซอนจงกรุ๊ป อีกทั้งข่าวลือที่ว่าคิมแจยองถูกชำระล้างแล้วก็เป็นแผนการลับที่ทำให้คิมแจยองผู้มีพลังอันน่าสะพรึงกลัวสามารถปรากฏตัวต่อสาธารณชนได้ก็เท่านั้น ผู้บัญชาการจึงมีคำสั่งให้กำจัดวิทยุทิ้งทันที นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กองทัพจำกัดเสรีภาพโดยอ้างถึงความปลอดภัยจนมีการปะทะกันกับพลเรือน ทว่าเหล่าพลเรือนต่างก็พากันเงียบลงทันทีหลังจากกองทัพขู่ว่าจะส่งตัวออกไปให้เผชิญกับสัตว์ประหลาดด้านนอกที่กำลังอลหม่าน
“…เรียกเราว่าซอนอึนซู ผู้นำของชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่”
หลังจากนั้นซอนอึนซูและมาดูกีก็ถูกพาตัวเข้าไปในทำเนียบฟ้า
“วันทยหัตถ์! มาดูกี…ปลดประจำการครบวาระจากกองพลที่เจ็ดสิบสาม! ขอทำความเคารพผู้บัญชาการกองพลครับ!”
“เอาเถอะ เชิญทั้งสองนั่งตามสบาย”
“ครับ! ท่านผู้บัญชาการกองพล!”
“ตอนนี้ฉันเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว เรียกว่าผู้บัญชาการเถอะ”
“ครับ ท่านผู้บัญชาการ แฮะๆ…”
มาดูกีเน้นย้ำถึงการที่ผู้บัญชาการอิมกยูเคยเป็นผู้บัญชาการกองพลที่เจ็ดสิบสามด้วยสีหน้าขลาดเขลา ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผู้บัญชาการอิมกยูที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ทางการศึกษา การเมือง และสายเลือดลดความระแวดระวังลงเล็กน้อย ถึงความจริงแล้วมาดูกีจะเคยเป็นเจ้าหน้าที่บริการสังคมจากศูนย์ชุมชน แต่ความหน้าไม่อายของเขานั้นน่าเหลือเชื่อจริงๆ
“อยากเป็นพันธมิตรกับกองทัพเหรอ”
“ครับ เพราะงั้น…”
“ท่านผู้นำลัทธิทำนายว่าจะต้องให้กองทัพร่วมมือกับเราเพื่อฟื้นฟูประเทศชาติ โลกมนุษย์เราถึงจะสงบสุขครับ”
มาดูกีชิงพูดแทรกซอนอึนซู ซอนอึนซูจึงชำเลืองมองมาดูกีครู่หนึ่งก่อนยกยิ้มแล้วปิดปากเงียบ บรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่อยู่ข้างๆ และผู้บัญชาการอิมกยูต่างรับรู้ได้ถึงความไม่ปรองดองกันจากท่าทีของทั้งสอง พวกเขามองว่าผู้นำลัทธิอย่างซอนอึนซูเอาแต่จับสังเกตท่าทีของมาดูกี
“ว่าแต่ท่านผู้นำลัทธิ คุณเป็นคนของซอนจงกรุ๊ปไม่ใช่เหรอ คุณน่าจะรู้นี่ว่ากองทัพและซอนจงกรุ๊ปเคยเป็นพันธมิตรกันแต่ก็จบลงไม่ค่อยสวย”
“อ้อ เรื่องนั้น…”
“ท่านผู้นำลัทธิตัดความสัมพันธ์กับซอนจงกรุ๊ปแล้วครับ ต่อให้เป็นครอบครัวร่วมสายเลือดแต่ท่านผู้นำลัทธิไม่ใช่คนที่จะให้อภัยพวกคนชั่วหรอกครับ”
มาดูกีพูดแทรกขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนต่างพากันขมวดคิ้วจนซ่อนสีหน้าไม่พอใจเอาไว้ไม่อยู่
“ฉันอยากฟังสิ่งที่ท่านผู้นำลัทธิพูด”
“ท่านผู้นำลัทธิยังเด็ก…”
“แกหยุดพูดแล้วให้ท่านผู้นำลัทธิพูดสักทีเถอะ”
ผู้บัญชาการอิมกยูขัดขวางมาดูกีที่จะพูดแทนซอนอึนซูอีกครั้ง มาดูกีจึงแสดงสีหน้าผิดหวัง ผู้บัญชาการอิมกยูยังสังเกตเห็นอีกว่ามาดูกีใช้มือหยาบกระด้างบีบต้นขาซอนอึนซูที่อยู่ใต้โต๊ะอย่างแรง เมื่อสายตาของทุกคนจ้องมองมา ซอนอึนซูก็ทำสายตาลุกลี้ลุกลนราวกับไม่รู้ว่าควรจะวางสายตาไว้ตรงไหน ก่อนจะเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ผมเป็นผู้นำลัทธิ ถะ…ถึงผมจะเคยอยู่ในซอนจงกรุ๊ป…แต่ซอนจงกรุ๊ปเป็นพวกคนชั่ว ผมเลยคิดว่าไม่ควรอยู่ใกล้พวกเขาครับ เพื่อทวงคืนสาธารณรัฐเกาหลีกลับคืนมาอีกครั้ง มาดูกี…เอ๊ย! ผม! ผมจึงคิดว่าควรจะเชื่อมั่นและปฏิบัติตามกองทัพครับ…!”
“…งั้นเหรอ”
บรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่างส่งสายตาให้กัน ลูกตาดำกลอกกลิ้งไปมา ริมฝีปากสั่นระริก เสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอด้วยความประหม่าจนดูแหลมและแหบแห้ง เม็ดเหงื่อที่ไหลลงมาจากหน้าผาก รวมถึงท่าทางกระสับกระส่ายนั้นเป็นปฏิกิริยาทางกายที่ดูจริงจังเกินกว่าจะเป็นเรื่องโกหก
ซอนอึนซูเป็นแค่หุ่นเชิดหรือเปล่านะ
ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัวทุกคน มาดูกีที่อยู่ข้างกันมีลักษณะผอมสูง หากมองผ่านๆ ก็ดูเหมือนพวกอันธพาล หากสิ่งที่พวกเขาคิดเป็นเรื่องจริง ซอนอึนซูก็เป็นแค่หุ่นเชิด และคนที่คอยชักใยเขาก็คือมาดูกีที่อยู่ข้างๆ
“…เราก็ต้องนึกถึงพันธมิตรในแง่บวกอยู่แล้ว ส่วนข้อสรุปจะแจ้งให้ทราบในวันพรุ่งนี้ พวกคุณออกไปได้แล้ว”
“ครับ…ครับ! เข้าใจแล้วครับ…!”
“แล้วก็…ชื่อมาดูกีใช่ไหม ฉันดีใจนะที่ได้เจอเพื่อนร่วมรบกองพลที่เจ็ดสิบสาม ไม่ได้เจอกันนาน ไปดื่มด้วยกันสักหน่อยไหมล่ะ”
“โธ่ เป็นเกียรติมากๆ เลยครับ ท่านผู้บัญชาการกองพล…เอ๊ย ท่านผู้บัญชาการ!”
ผู้บัญชาการอิมกยูให้ซอนอึนซูไปยังที่พักแขกก่อน ซอนอึนซูจึงลุกขึ้นยืนเก้ๆ กังๆ พลางสังเกตสีหน้าคนอื่น แต่พอมาดูกีโบกไม้โบกมือเป็นเชิงบอกให้ไป เขาก็ยืนตัวตรงแล้วเดินออกไปข้างนอกด้วยความลังเล ผู้บัญชาการอิมกยูและผู้บังคับบัญชาระดับสูงคนอื่นๆ ที่ได้เห็นภาพนั้นต่างก็พากันเทใจไปที่สมมติฐานของตน
“ท่านผู้นำลัทธิ…ดูประหม่านะ พาไปไหนมาไหนด้วยไม่เหนื่อยเหรอ”
“คงเพราะยังเด็กน่ะครับ แฮะๆ”
“ไหนลองบอกเหตุผลที่อยากผูกมิตรกับฝ่ายเรามาอีกทีสิ แต่คราวนี้ต้องพูดตรงๆ ห้ามโกหกเชียวนะ”
บรรดาทหารที่อยู่ด้านหลังผู้บัญชาการอิมกยูพากันเล็งปืนมาที่มาดูกี มาดูกีจึงยกมือทั้งสองข้างขึ้นช้าๆ เหมือนยอมจำนนก่อนยกยิ้มเจ้าเล่ห์
“ในรัฐบาลใหม่…รบกวนช่วยหาตำแหน่งให้ผมด้วยนะครับ”
สุดท้ายก็เป็นเรื่องนี้
ผู้บัญชาการอิมกยูคุ้นเคยกับแววตาของมาดูกีที่เต็มไปด้วยความโลภเป็นอย่างดี เพราะไม่ว่าจะเป็นเหล่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองบัญชาการที่ยืนอยู่ข้างๆ หรือแม้แต่บรรดาทหารที่เล็งปืนไปที่มาดูกีเองต่างก็มีแววตาไม่ต่างกัน
“ถึงยังไงลัทธินี้ก็เป็นลัทธินอกรีตอยู่แล้ว ผมเองก็ไม่ได้คิดจะยืดเยื้อให้มันอยู่นานด้วย แต่ถ้าท่านผู้บัญชาการบอกให้เก็บไว้ก่อน ผมก็จะเก็บไว้ครับ ได้โปรดให้ผมได้ทำหน้าที่รับใช้ท่านด้วยเถอะครับ ร่างกายนี้มุ่งมั่นเตรียมพร้อมสำหรับรัฐบาลใหม่แล้ว ได้โปรดช่วยผมด้วยครับ!”
คนก่อตั้งลัทธินอกรีตไม่ใช่ซอนอึนซู แต่เป็นมาดูกีจริงๆ ด้วยสินะ
ผู้บัญชาการยกยิ้มมุมปาก
“ถ้างั้นไหนลองบอกมาซิว่าซอนอึนซูและคิมแจยองมารวมตัวกันได้ยังไง โดยเฉพาะคิมแจยอง”
“ครับ หึๆ ถ้างั้นคงต้องเริ่มเล่าตั้งแต่ทักษะของท่านผู้นำลัทธิสินะครับ…”
มาดูกีอธิบายว่าสาเหตุที่ซอนอึนซูกลายเป็นผู้นำลัทธิเพราะมีสกิลที่สามารถชำระล้างพิษได้ ซอนอึนซูใช้โอกาสนั้นสร้างลัทธิเพื่อรวบรวมพลังของผู้ศรัทธาไปกำจัดราชาแห่งพิษ ส่วนคิมแจยองที่ได้รับพิษก็สูญเสียพลังไป มาดูกียังพูดโน้มน้าวด้วยท่าทางเจ้าเล่ห์อีกว่าหากผู้บัญชาการอิมกยูต้องการพิสูจน์ก็ยินดีที่จะพาคิมแจยองมาที่นี่
วันต่อมา มาดูกีพาคิมแจยองมาแล้วตบหน้าเขา ฝ่ายคิมแจยองก็ร้องโอดโอยก่อนล้มลงบนพื้นแล้วกล่าวขอโทษขอโพยด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา ผู้บัญชาการอิมกยูสั่งให้ทหารที่อยู่ด้านหลังทุบตีคิมแจยองอีกหลายครั้ง ทหารจึงเข้าไปเตะท้องเขาอย่างอำมหิต คิมแจยองร้องโอดครวญออกมาอย่างเจ็บปวดก่อนหมดสติไป หลังมาดูกีตรวจสอบว่าเขาหมดแรงแล้วจึงทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับผู้บัญชาการอิมกยูก่อนโค้งคำนับเก้าสิบองศาเป็นการกล่าวลา จากนั้นก็แบกคิมแจยองที่นอนอยู่บนพื้นพาดไหล่พาออกมาข้างนอก
“เอ่อ…ไหวหรือเปล่า”
“…ผมดูไหวเหรอครับ”
มาดูกีวางคิมแจยองลงบนเตียงของที่พักซึ่งถูกจัดไว้ให้ก่อนหยิบบุหรี่ในกระเป๋าออกมาคาบไว้ คิมแจยองนอนบิดตัวเป็นเกลียวอยู่บนเตียง แต่แล้วเมื่อเขาผุดลุกขึ้นมาอีกครั้งก็กลายร่างเป็นชายหน้าตาธรรมดาอายุราวสี่สิบกลางๆ
“เมื่อวานผมคิดว่าท่านผู้นำลัทธิทำได้ดีแล้วนะ แต่ไม่คิดว่าคุณจะทำการแสดงได้สุดยอดขนาดนี้ ไม่คิดจะไปเป็นนักแสดงบ้างเหรอครับ”
“ผมเป็นนักแสดงครับ แต่ตอนเรียนการแสดงอยู่ที่แทฮังโน* ผมต้องไปเข้ากรมซะก่อน ชั้นใต้ดินมีโรงหนังเล็กๆ เลยอาศัยอยู่ที่นั่น…ผมขอสักมวนสิ”
มาดูกียื่นบุหรี่ให้หนึ่งมวนก่อนช่วยจุดไฟ
“อันนี้หน้าจริงๆ ใช่ไหม ดูธรรมดาเกินกว่าจะเป็นนักแสดงแฮะ”
“ไม่ใช่ครับ”
“แค่กๆ…ไม่ใช่เหรอ”
“ทั้งชื่อทั้งหน้าเป็นของปลอมหมดครับ”
“โห…งั้นก็เท่ากับผมโดนต้มน่ะสิ ผมก็คิดอยู่ว่าชื่อคิมพยองบอม* มันฟังดูแปลกๆ”
จ่าสิบตรีคิมพยองบอมมองมาดูกีที่ส่ายหน้าไปมาก่อนคลี่ยิ้มบาง
“มีแค่พลจัตวาคิมมียอนเท่านั้นที่รู้ตัวตนของผม”
“นั่นไงๆ คุณยิ้มแค่ตอนพูดถึงพลจัตวาคิม ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ยังไงกันเหรอ”
“…”
“ทำไมทำหน้างั้นล่ะ มีความสัมพันธ์อะไรกันจริงๆ หรือไง คิกๆๆ”
จ่าสิบตรีคิมพยองบอมไม่สนใจคำพูดของมาดูกี เขาดับบุหรี่ตรงที่เขี่ยบนโต๊ะข้างเตียงราวกับไม่สนใจจะตอบ จากนั้นก็หยิบยาทาแผลในกระเป๋าออกมาทาปาก
“รบกวนช่วยจัดการเรื่องนี้ให้จบ อย่าให้ใครจับได้แล้วกันครับ ผมขอตัวพักผ่อนก่อน”
“คิกๆ…อย่าห่วงไปเลยครับ ผมเองก็นักแสดงคนหนึ่งเหมือนกัน ถ้าหน้าตาดูเข้าทีกว่านี้หน่อยผมก็คงไปเป็นนักแสดงแล้ว พอดีตอนเด็กกินยาจีนผิดไปน่ะ ผมเลย…”
“…”
“คราวนี้ไม่ตอบเลยแฮะ”
มาดูกีปล่อยให้จ่าสิบตรีคิมพยองบอมนอนอยู่บนเตียง ส่วนตัวเองก็เดินออกจากห้องไป เขาตบบ่าทหารที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูก่อนเดินทอดน่องไปตามโถงทางเดิน เป้าหมายคือห้องผู้บังคับบัญชาระดับสูง มาดูกีไม่เพียงแต่มีหน้าที่ใช้เส้นสายและเอาใจผู้บัญชาการอิมกยูเท่านั้น ทว่ายังรวมไปถึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงทั้งหมดในกองบัญชาการอีกด้วย ถ้าได้เห็นมนุษย์ชั้นสูงพวกนั้นถูกอาชญากรชีวิตตกต่ำอย่างตัวเองปั่นหัวเล่นอย่างโง่เขลา ความสะใจคงล้นอกน่าดู
หึๆ เพราะรสชาติมันเป็นแบบนี้ไง ถึงเลิกหลอกคนไม่ได้สักที
เดิมทีเขาคิดว่างานนี้เป็นแค่งานเอาใจแบบเด็กๆ แต่ถ้าความเพลิดเพลินนี้ดำเนินต่อไปเรื่อยๆ บทบาทการเป็นสาวกของลัทธินอกรีตนี้ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ มาดูกีฮัมเพลงพลางก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า
วิทยุที่เคยถูกยึดกลับคืนสู่อ้อมอกของพลเรือนอีกครั้ง นาทีนี้กลับกลายเป็นว่ากองทัพไปเอาวิทยุมาเพิ่มแล้วแจกจ่ายให้ทุกคน พลเรือนต่างพากันปรับคลื่นความถี่ไปยังรายการวิทยุแห่งศรัทธาอีกครั้ง รายการนั้นก็ยังคงเผยแผ่คำสอนเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมคือมีการเน้นย้ำว่าศาสนาและประเทศไม่สามารถแยกออกจากกันได้ อีกทั้งฝ่ายตนก็พร้อมสนับสนุนกองทัพเพื่อฟื้นฟูประเทศขึ้นมาใหม่เสมอ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็เชิญนักแสดงชื่อดังมาร่วมรายการและจัดคอนเทนต์บันเทิงเพื่อดึงดูดความสนใจและความสนุกสนานของผู้ฟัง ทำให้รายการวิทยุแห่งศรัทธากลายเป็นความบันเทิงเพียงหนึ่งเดียวของยุคนี้ไปโดยปริยาย ทุกคนจึงฟังวิทยุตลอดเวลาที่ตื่นนอน
“เนื้อแท้ของผู้บัญชาการอิมกยู! สถานที่ที่เต็มไปด้วยการทดลองมนุษย์ที่โหดร้ายทารุณ! หัวข้อเป็นยังไงบ้าง”
“ตัวอักษรสีแดงแบบนี้เชยมากครับ”
“ฮ่าๆ เหมือนบิละ* ของเกาหลีเหนือใช่ไหมล่ะ พิมพ์ไปขนาดนี้แล้วแก้ไม่ได้หรอก”
พลจัตวาคิมมียอนชี้ใบปลิวขนาดเอสี่ที่วางซ้อนกันจนเต็มผนังด้านหนึ่งก่อนหัวเราะออกมา ถึงผมจะไม่รู้ว่าบิละคืออะไร…แต่พอเห็นตัวอักษรสีแดงที่เขียนว่า ‘เนื้อแท้ของผู้บัญชาการอิมกยู! สถานที่ที่เต็มไปด้วยการทดลองมนุษย์ที่โหดร้ายทารุณ!’ แล้ว ถึงจะรู้สึกว่ามันเชย ทว่ามันก็สะดุดตาดี รวมถึงรูปตัดต่อที่ติดอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลังก็เช่นกัน
…ผมเอาชนะผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แน่
ภายนอกของพลจัตวาคิมมียอนดูเหมือนอ่อนแอปวกเปียก แต่แท้จริงเธอเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบายราวกับงูพิษ โชคดีที่ผมเป็นมิตรกับเธอ แต่ถ้าได้เจอกันในฐานะศัตรูก็น่าจะเหงื่อตก ในอนาคตก็หวังว่าอย่าได้กลายเป็นศัตรูกันเลย…
“คงไม่ได้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับฮวังซูยอนหรอกใช่ไหมครับ นี่ก็ยืดเยื้อมานานแล้วนะ…”
“อย่ากังวลไปเลยน่า ตอนไปดูครั้งสุดท้ายก็ยังถูกขังไว้อย่างดีราวกับเป็นแขกบ้านแขกเมืองไม่มีผิด”
“…ถ้างั้นก็ค่อยโล่งใจหน่อยครับ”
แต่ทำไมถึงยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่แบบนี้ล่ะ ผมมองสิ่งพิมพ์พวกนั้นที่ทยอยออกมาพลางจมอยู่ในความคิด เมื่อเห็นแบบนั้นพลจัตวาคิมมียอนเลยเข้ามากอดคอผม
“อย่าคิดมากน่า อีกอย่างวันนี้ก็เป็นวันพักผ่อนวันสุดท้ายแล้ว มาสนุกกันดีกว่า ดื่มกันสักหน่อยไหม”
“…ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ครับ”
“เหล้าน่ะมันต้องเรียนรู้จากผู้ใหญ่ ไปกัน!”
“โอ๊ย ผมบอกว่าไม่ชอบเหล้าไงครับ”
เธอดึงดันที่จะลากผมออกไปจากโรงพิมพ์ พอมาคิดดูแล้วหลังจากกลายเป็นผู้ใหญ่ผมก็ไม่เคยเอาเหล้าเข้าปากเลยสักนิด ถ้าคิมแจยองกลับมา ผมลองชวนเขาไปดื่มเหล้าด้วยกันดีไหมนะ เขาคงไม่เคยดื่มเหมือนกันเพราะเป็นนักเรียนตัวอย่าง จะเมาเรื้อนไหมนะ ถ้าดื่มแล้วยิ้มก็คงจะน่ารักดี หรือต่อให้ร้องไห้ก็คงน่ารักอยู่ดี…
“เฮ้อ…”
หมอนั่นจะกลับมาตอนไหนกันนะ
วันต่อมา ใบปลิวหลายพันแผ่นปลิวว่อนอยู่กลางอากาศในฐานทัพของกองทัพ ผู้คนจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นพลเรือนหรือทหารที่อยู่ที่นั่นต่างก็ต้องไปทำกายบริหารกันเป็นกลุ่มหลังกินข้าวเสร็จ แล้วใบปลิวเหล่านั้นก็ร่วงลงมาในช่วงเวลากายบริหารที่ทุกคนเดินออกมานอกอาคารอย่างพอดิบพอดี
“นี่มัน…อะไรเนี่ย”
“เนื้อแท้ของผู้บัญชาการอิมกยู?”
“มองไม่เห็นรูปเลยแฮะ ใครก็ได้ส่องไฟให้หน่อย!”
หลังเปิดไฟฉายที่ห้อยคออยู่เพื่อตรวจดูรูปบนใบปลิว พวกเขาต่างก็พากันตกใจ รูปนั้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์น่าสยดสยองที่พวกทหารรวมถึงผู้บัญชาการอิมกยูกำลังทำการทดลองกับร่างกายมนุษย์ แม้แต่บรรดาทหารที่เห็นรูปนั้นต่างก็พากันตกใจจนไม่สามารถควบคุมพลเรือนที่กำลังแตกตื่นได้ และในตอนนั้นเองผู้หญิงคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้น
“ซะ…ซูชาน…ซูชาน! ลูกแม่! กรี๊ดดด!”
“นี่คือซูชาน…ลูกชายที่คุณป้าเคยเล่าให้ฟังทุกวันเหรอคะ”
“ผู้ชายที่ถูกทดลองในรูปนี้เป็นลูกชายของผู้หญิงคนนั้น!”
ผู้หญิงที่ร้องไห้คร่ำครวญร้องเรียกลูกชายทรุดลงไปกับพื้นก่อนหมดสติ
“ปากก็บอกว่าจะปกป้องแต่กลับทำเรื่องสกปรกอย่างการทดลองมนุษย์เนี่ยนะ!”
“ไอ้พวกขยะสังคมเอ๊ย!”
เมื่อสายตาของพลเรือนที่มองกองทัพเปลี่ยนจากมิตรเป็นศัตรู นายทหารยศสูงจึงยิงปืนขึ้นกลางอากาศเพื่อควบคุมสถานการณ์
ปัง! ปัง!
“กำจัดให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่แผ่นเดียว!”
หลังจากเห็นว่าบรรดาทหารมีท่าทีลังเล นายทหารยศสูงคนเดิมจึงยิงปืนอีกครั้ง คราวนี้ลูกปืนฝังอยู่บนไหล่ของหนึ่งในทหารที่แสดงท่าทีลังเล พลเรือนเองก็พากันส่งเสียงโห่ร้อง
“ฝ่าฝืนคำสั่งประหารทันที! รีบกำจัดเดี๋ยวนี้!”
“…รับทราบ!”
“จากนี้ไปทุกคนห้ามปริปากพูดแม้แต่คำเดียวแล้วกลับเข้าที่พักไปซะ นี่ไม่ใช่คำเตือนแต่เป็นคำสั่ง!”
เหล่าทหารวิ่งเข้าไปแย่งใบปลิวที่พลเรือนถืออยู่ด้วยสีหน้าสับสน ยิ่งเข้าไปแย่งมากเท่าไหร่ ใบหน้าของพวกเขาก็ยิ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายใจมากเท่านั้น ในระหว่างนั้นมีพลเรือนแอบเก็บใบปลิวยัดเข้าไปในเสื้อ แต่ทหารไม่กี่นายที่เห็นภาพนั้นกลับปล่อยผ่านโดยแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
ผู้หญิงที่ออกตัวว่าเป็นแม่ของผู้ชายในรูปถูกคนที่อยู่ข้างๆ แบกขึ้นหลังกลับที่พักไป ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มเล็กน้อยต่างจากตอนที่หมดสติหลังร้องไห้คร่ำครวญ ทว่ากลับไม่มีใครเห็นเพราะผมยาวของเธอบดบังไว้
เรื่องราวที่คล้ายกันนี้เกิดขึ้นในฐานทัพของกองทัพมากกว่าสิบแห่งในเวลาเดียวกัน
“นี่มันฝีมือใครกันแน่!”
ปัง!
ผู้บัญชาการอิมกยูส่งเสียงฮึดฮัดพลางทุบโต๊ะที่ทำจากหินอ่อนจนหักครึ่ง มาดูกีมองหน้าผากกว้างของผู้บัญชาการอิมกยูพลางคิดในใจ
สงสัยต้องดูแลเรื่องผมบนหัวหน่อยแล้วนะลุง
จากนั้นมาดูกีก็ก้าวถอยหลังด้วยความตกใจ แม้จะถึงขั้นเตะขาโต๊ะก็แล้ว แต่ดูเหมือนผู้บัญชาการอิมกยูจะยังอารมณ์ไม่ดีขึ้น เขาหอบหายใจด้วยความฉุนเฉียวอยู่ครู่หนึ่งก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้
“มันเป็นรูปตัดต่อ! ฉันไม่เคยทำการทดลองมนุษย์!”
เหล่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่างส่งสายตาให้กันหลังได้ฟังคำพูดของผู้บัญชาการอิมกยู มาดูกีขมวดคิ้วทันทีที่รับรู้ได้ถึงบรรยากาศประหลาดซึ่งอบอวลอยู่ท่ามกลางเหล่าผู้บังคับบัญชาระดับสูง
อะไรกัน นี่มันบรรยากาศอะไรเนี่ย
ผู้บัญชาการอิมกยูเอาแต่ระบายความแค้นเคืองออกมาโดยไม่ได้สนใจท่าทีเหล่านั้น
“ฉันพอจะเดาได้แล้วว่าเป็นฝีมือใคร คนที่ทำเรื่องแบบนี้จะเป็นใครได้ถ้าไม่ใช่คิมมียอน!”
“เอ่อ…กลุ่มคนที่พลจัตวาคิมพามาเป็นแค่พวกกระจอกทั้งนั้น จะทำเรื่องแบบนี้ได้ด้วยเหรอครับ”
“แกยังไม่รู้จักคิมมียอน! นังนั่นมันอำมหิต! ฉันน่าจะฆ่ามันซะตั้งแต่ตอนนั้น…!”
ถ้อยคำด่าทอพลจัตวาคิมมียอนดังออกมาจากปากผู้บัญชาการอิมกยูอีกครู่หนึ่ง มาดูกีที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ตรงที่นั่งปลายแถวสอดส่ายสายตาไปรอบๆ เพื่อทำความเข้าใจความแตกแยกที่รับรู้ได้ก่อนหน้านี้ ทว่าความแตกแยกที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วนั้นไม่หวนกลับมาอีกเลย เขาจึงจับสังเกตอะไรไม่ได้
“ไปจับคิมมียอนมาเดี๋ยวนี้! ถ้ามันขัดขืนก็ฆ่าทิ้งซะ!”
จนถึงตอนนี้ทุกอย่างถือว่าเป็นไปตามที่คิดไว้ คราวนี้ก็ถึงเวลาต้องปลีกตัวออกมาแล้ว ทว่าหลังจากออกมาจากห้องประชุม มาดูกีก็ยังไม่อาจสลัดความรู้สึกแปลกๆ นั้นออกไปได้ ความโกรธเกรี้ยวของผู้บัญชาการอิมกยูจากเหตุการณ์ในครั้งนี้รุนแรงกว่าที่คิด บรรดาผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่างส่งสายตาให้กันเพราะไม่กล้าขยับเขยื้อนในขณะที่เขายังโกรธอยู่…
ไม่หรอก…คงไม่มีอะไรหรอก…
มันควรจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย อย่างน้อยก็จนกว่าเขาจะหนีออกจากทำเนียบฟ้าได้ มาดูกีสืบเท้าเข้าไปในห้องที่จ่าสิบตรีคิมพยองบอมอยู่ ส่วนจ่าสิบตรีคิมพยองบอมเองก็แปลงร่างเป็นหนึ่งในผู้บังคับบัญชาระดับสูงและกำลังรอมาดูกีอยู่เช่นกัน ขณะเริ่มเล่าสถานการณ์ในห้องประชุมก่อนหน้านี้ให้จ่าสิบตรีคิมพยองบอมฟัง มาดูกีก็เอียงศีรษะด้วยความฉงน
“ผู้บัญชาการดูโมโหกว่าที่คิดนะครับ ไม่ใช่ว่าตาแก่นั่นเป็นโรคควบคุมอารมณ์ไม่ได้หรอกนะ”
“ตัวเองแพ้ก็เลยโมโหน่ะครับ”
“แพ้อะไรครับ”
“ไปกันเถอะครับ อีกเดี๋ยวก็จะถึงเวลาออกอากาศแล้ว เรารีบไปกันดีกว่า”
จ่าสิบตรีคิมพยองบอมเปิดประตูแล้วเดินออกจากห้องไป ทหารที่ยืนถือปืนอยู่หน้าประตูทำความเคารพเมื่อเห็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงและตะโกนด้วยความเคยชิน
“วันทยหัตถ์!”
แต่ผ่านไปไม่นานเขาก็นึกได้ว่าคนที่เข้าไปด้านในไม่มีผู้บังคับบัญชาระดับสูงเลยจึงเริ่มรู้สึกเอะใจขึ้นมา ทว่าในตอนนั้นเองเขาก็ถูกมาดูกีที่โผล่มาจากด้านหลังรัดคอจนน้ำลายฟูมปากก่อนหมดสติไป มาดูกีวางร่างของทหารที่หมดสติลงบนพื้นอย่างระมัดระวังแล้วดึงฮู้ดเสื้อคลุมที่ติดโลโก้ชุมนุมศักดิ์สิทธิ์ลงมาปิดใบหน้าจนมิดชิด
“ข่าวด่วน ได้รับการยืนยันแล้วว่ามาดูกีสาวกลำดับที่สองจากลัทธิของเราที่ถูกส่งตัวไปยังทำเนียบฟ้ามีบทบาทสำคัญในการทดลองมนุษย์ที่กองบัญชาการรับมือวิกฤตการณ์ชาติ ชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่ของเราขอประกาศว่าเราไม่อาจให้อภัยผู้บัญชาการและผู้บังคับบัญชาระดับสูงคนอื่นๆ ที่กระทำเรื่องไร้มนุษยธรรมและป่าเถื่อนได้ ขอย้ำอีกครั้ง ได้รับการยืนยันแล้วว่า…”
พอจ่าสิบตรีคิมพยองบอมและมาดูกีออกมาจากทำเนียบฟ้า รายการวิทยุแห่งศรัทธาที่เคยยกย่องกองทัพมาโดยตลอดก็ออกมายืนยันว่าข่าวลือเป็นเรื่องจริงและเริ่มเปิดฉากโจมตีอย่างดุเดือด เนื่องจากเป็นรายการที่พลเรือนในฐานทัพฟังกันทั้งวัน แรงสะเทือนของข่าวจึงยิ่งกระจายเป็นวงกว้าง และเมื่อไม่มีคำสั่งเพิ่มเติมลงมาจากหน่วยงานราชการระดับสูง พวกทหารก็ได้แต่เดินเตร็ดเตร่ไปมาเพราะไม่รู้จะทำอะไร
“ตอนนี้แหละ! ถ้าทหารผู้ภักดีอย่างคิมมียอนปรากฏตัวแล้วเข้าไปเชือดคอไอ้อิมกยูก็น่าจะได้รับการตอบรับที่ดีนะ ฮ่าๆๆ”
“ครับๆ ก็คงจะเป็นแบบนั้น”
“เตรียมกระจายข่าวให้ดีล่ะ”
“อย่าห่วงเลยครับ ผมจะแต่งเรื่องให้เต็มที่เลย”
ผมและพลจัตวาคิมมียอนกำลังพาลูกน้องไปที่ทำเนียบฟ้าเพื่อเผชิญหน้ากับผู้บัญชาการอิมกยูและเหล่าผู้บังคับบัญชาระดับสูง รวมไปถึงทหารใต้บังคับบัญชาของพวกเขา สิ่งแรกที่เธอทำหลังโปรยใบปลิวคือไปดึงผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่อยู่ตามฐานทัพต่างๆ มาเป็นพวกเดียวกัน และนั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมถึงไม่มีคำสั่งเพิ่มเติมลงมา ซึ่งแน่นอนว่ายังมีพวกที่ไม่คล้อยตามอยู่ด้วย แต่เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ต่อให้คนพวกนั้นตายไปก็ไม่ได้สร้างความยุ่งยากอะไร
“ท่านผู้นำลัทธิ นายเคยบอกว่าตัวเองแข็งแกร่งมากใช่ไหม”
“แล้วมันยังไงเหรอครับ”
“แข็งแกร่งเท่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ หรือเปล่า”
พลจัตวาคิมมียอนชี้อาโรกันเชียที่กดฮู้ดจนปิดบังใบหน้า แต่พอเขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ผมก็กดหัวเขาลง ต่อให้กระจายข่าวผ่านทางวิทยุว่าเขาถูกชำระล้างแล้ว แต่ถ้ามีใครจำหน้าคิมแจยองได้ พวกทหารคงได้แตกตื่นแน่
“ก็…คงจะพอๆ กันนั่นแหละครับ ช่วงนี้ผมแข็งแกร่งขึ้นตั้งเยอะ”
“งั้นเหรอ ค่อยโล่งใจหน่อย หึๆ”
“ถามทำไมครับ”
“เปล่าหรอก ไม่มีอะไร มากันครบแล้ว ไปกันเถอะ”
พวกเรามาถึงด้านหน้าทำเนียบฟ้ากันแล้ว ตอนแรกผมคิดว่าทหารของฝ่ายผู้บัญชาการอิมกยูจะจัดวางกองกำลังไว้ แต่ถนนที่มุ่งหน้าไปยังทำเนียบฟ้ากลับว่างเปล่าและเดินผ่านไปได้อย่างง่ายดาย แปลกชะมัด คนพวกนั้นไม่มีทางหนีไปแน่ๆ…ใครเห็นก็ต้องสงสัยว่ามันอาจจะเป็นกับดัก แต่พลจัตวาคิมมียอนกลับเดินไปข้างหน้าโดยไม่สนใจอะไร
“สตรีนางนั้นถึงจะดูไม่มีพิษมีภัย แต่มีแผนในใจอยู่แน่นอน”
“นั่นน่ะสิ แปลกจัง ที่จริงเธอก็น่าจะยึดตำแหน่งผู้บัญชาการได้โดยไม่ต้องให้พวกเราช่วยด้วยซ้ำ”
ผมกระซิบกระซาบกับอาโรกันเชียพลางเดินตามหลังพลจัตวาคิมมียอนไป
“เราถูกโจมตี!”
ในตอนนั้นเองพื้นถนนเริ่มสั่นสะเทือน บรรดาทหารชั้นผู้น้อยของพลจัตวาคิมมียอนที่เดินเรียงแถวตามมาห่างๆ บ้างก็ถอยหลัง บ้างก็หนีกันไปคนละทิศคนละทาง พื้นดินหลายจุดยกตัวสูงขึ้น ถึงจะมีคนได้รับผลกระทบจากการโจมตีครั้งแรก แต่ก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
“ฉันรู้ทักษะของพวกแกหมดแล้ว ฮ่าๆ!”
พลจัตวาคิมมียอนทุ่มหมัดลงกับพื้นดินที่กำลังจะยกตัวขึ้นจนมันสั่นสะเทือนก่อนสงบลง
“ตรงนี้เดี๋ยวพวกเราจัดการเอง พวกนายสองคนลงไปช่วยฮวังซูยอนที่ชั้นใต้ดิน!”
“ชั้นใต้ดิน? ทางเข้าอยู่ไหนล่ะครับ”
“ไปด้านหลังอาคารแล้วจะเห็นทางไปบังเกอร์ชั้นใต้ดิน!”
ไม่นานนักก็มีห่าลูกธนูโปรยลงมาจากท้องฟ้า ผมปัดลูกธนูทิ้งก่อนมอบหมายหน้าที่นั้นให้เหล่าผู้ศรัทธา พวกเขาน่าจะพอช่วยได้ เพราะผมพามาแต่พวกที่พอจะมีสกิลช่วยบัฟเวลาต่อสู้ แสงสีขาวจากร่างกายและมือของผู้ศรัทธาที่สวมเสื้อคลุมสีขาวเข้าปกคลุมเหล่าทหารฝ่ายพันธมิตรไว้ ดูศักดิ์สิทธิ์สุดยอดไปเลยแฮะ ผมหมุนตัวกลับไปด้วยความหวังว่าหนึ่งในพวกทหารจะกลายเป็นผู้ศรัทธาของผมหลังการสู้รบเสร็จสิ้น
“ไปกันเถอะ”
ผมและอาโรกันเชียวิ่งอ้อมทำเนียบฟ้าก่อนมุ่งหน้าไปยังบังเกอร์ชั้นใต้ดินที่มีทหารยืนเฝ้าอยู่ พวกเขาตั้งท่าจะโจมตีหลังเห็นพวกผม แต่สุดท้ายกลับพากันทรุดลงกับพื้นพร้อมกันในคราวเดียว ซึ่งนั่นเป็นเพราะถูกอาโรกันเชียใช้สกิลควบคุมจิตใจ
“จิ๊…วันแห่งหายนะก็ใกล้เข้ามาแล้ว ยังต้องมาเสียแรงไปกับการแก่งแย่งอำนาจไร้สาระเพื่อเติมเต็มความโลภของตัวเองอีกเช่นนั้นรึ มนุษย์ช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่น่าสมเพชเสียจริง”
“เอาเถอะ รู้แล้วน่า รีบเข้าไปช่วยฮวังซูยอนออกมากันได้แล้ว”
ประตูเป็นแบบสแกนลายนิ้วมือ ผมคว้าข้อมือทหารนายหนึ่งที่หมดสติแล้วลากมาทาบลายนิ้วมือ สัญญาณไฟขึ้นเป็นสีแดงทำให้ประตูไม่ยอมเปิด คราวนี้ผมคว้าข้อมือของทหารที่ดูเหมือนจะอยู่ในระดับสูงสุดขึ้นมาทาบลายนิ้วมือ พอสัญญาณไฟขึ้นเป็นสีเขียว ตัวล็อกประตูก็ปลดออก หลังจากเปิดประตูเข้าไปอาโรกันเชียก็ทำจมูกฟุดฟิด
“กลิ่นประหลาดลอยมาจากด้านใน”
“กลิ่นประหลาด?”
พอทำจมูกฟุดฟิดผมก็เริ่มได้กลิ่นเหมือนกัน กลิ่นยาฆ่าเชื้อจางๆ ลอยออกมาเตะปลายจมูกพร้อมกับอากาศเย็นชื้นของชั้นใต้ดิน
“ได้แต่กลิ่นยาฆ่าเชื้อ”
ทุกครั้งที่เดินไปตามโถงทางเดินจะมีเซ็นเซอร์คอยตรวจจับแล้วไฟก็จะสว่างขึ้นโดยอัตโนมัติ หลังเดินไปได้ไม่นานก็มีประตูอีกบาน คราวนี้เป็นประตูโปร่งใสจึงมองเห็นด้านในได้ มันมีโครงสร้างเหมือนห้องทดลองและมีกลุ่มคนใส่ชุดป้องกันเชื้อนั่งอยู่หน้ากล้องจุลทรรศน์ ซึ่งพวกเขากำลังทำการทดลองอะไรบางอย่าง เนื่องจากต้องใช้ลายนิ้วมือเพื่อเปิด ผมจึงลังเลว่าจะทุบมันดีไหม แต่จู่ๆ หนึ่งในทีมวิจัยคนหนึ่งที่กำลังทำการทดลองก็ผุดลุกขึ้นเดินมาทางพวกเราช้าๆ ก่อนเปิดประตู ซึ่งครั้งนี้ก็ไม่วายถูกอาโรกันเชียควบคุมจิตใจเช่นกัน
“พวกแกเป็น…! อึก”
บทที่ 15.2
“ผู้บุกรุก! แค่ก”
คนที่ได้สบตากับอาโรกันเชียต่างพากันล้มลงกับพื้น นักวิจัยคนหนึ่งที่กำลังลนลานหาทางหนีกลืนน้ำลายลงคอเหมือนตัดสินใจอะไรได้ก่อนกดปุ่มสีแดงบนผนัง ประตูใหญ่ที่อยู่ด้านในถูกเปิดออกโดยอัตโนมัติ จากนั้นเขาก็เข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
“กลิ่นเหม็นฉุนลอยออกมาจากตรงนั้น”
“แกไม่ชอบกลิ่นยาฆ่าเชื้อเหรอ”
“มันคืออะไร”
“ถ้าไม่รู้ก็ช่างเถอะ ว่าแต่ทำไมตรงนี้ถึงมีห้องทดลองล่ะ หรือว่า…ไอ้เศษสวะพวกนี้มันทำการทดลองกับมนุษย์จริงๆ?!”
พอคิดว่าบางทีฮวังซูยอนอาจเคยถูกนำไปทำการทดลองมนุษย์ แข้งขาก็พลันอ่อนแรง ผมรีบวิ่งตรงไปยังประตูที่กำลังจะปิดลงแล้วสไลด์ตัวแทรกเข้าไปได้อย่างเฉียดฉิว แต่เพราะประตูถูกปิดไล่หลังผมเสียงดังปัง อาโรกันเชียที่ตามหลังมาจึงเข้ามาไม่ได้ เขาทุบประตูจากด้านนอกเสียงดังตึงตังจนประตูที่ทำจากเหล็กหนาทะลุเป็นรูโหว่ ผมคิดว่าอีกไม่นานเดี๋ยวเขาก็คงตามเข้ามาได้ แต่พอหันไปเห็นภาพตรงหน้าผมก็ลืมสิ่งที่จะพูดไปทันที
“บ้าไปแล้ว…”
เศษสวะพวกนี้ไม่ได้ทำการทดลองมนุษย์
“นั่นมัน…ไคเมร่าไม่ใช่เหรอ…”
ไคเมร่าที่มีร่างกายผสมจากทั้งอควา บิ๊กบั๊ก และบีสต์กำลังส่งเสียงร้องคำรามพลางหายใจหอบถี่ นั่นไม่ใช่ร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั่วไปที่ประกอบไปด้วยขา ลำตัว และหัว แต่เป็นรูปลักษณ์ประหลาดที่รวมสัตว์ประหลาดทุกชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ดูเหมือนจะมีหัวประมาณห้าหรือหก…ไม่สิ มองแค่ข้างหน้ามั่นใจไม่ได้หรอก แค่แขนกับขาก็นับไม่ถ้วนแล้ว ทว่าสิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือดวงตาที่เรียงติดกันเต็มไปหมดต่างหาก บนพื้นเองก็เต็มไปด้วยของเหลวเหนียวหนืดที่ไหลออกมาจากตัวของมัน
“อุ๊บ”
ผมปิดปากไว้เพราะรู้สึกเหมือนสิ่งที่กินเข้าไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำลังจะขย้อนกลับออกมา อาโรกันเชีย…ทำไมยังไม่เข้ามาสักทีนะ เขาทุบประตูเหล็กแล้วก็หยุดลงดื้อๆ ผมกำลังจะมองไปด้านนอกตรงช่องที่ถูกทุบจนทะลุว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่กลับได้ยินแค่เสียงดังโครมครามขึ้นใกล้ๆ พอหันไปด้านข้างก็เห็นนักวิจัยที่เข้ามาด้านในเมื่อครู่กำลังดันตัวเข้าไปในช่องระบายอากาศขนาดเล็ก
“หยุด! เดี๋ยวก่อน!”
นักวิจัยกดปุ่มที่อยู่ข้างช่องระบายอากาศเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหายตัวไป นั่นมันปุ่มอะไรอีกล่ะเนี่ย เวรแล้วไง หรือว่า…
เคร้ง…เคร้ง…ตึง…ตึง…
เจ้านี่แหละอันตรายของจริง เครื่องพันธนาการมากมายที่ตรึงร่างไคเมร่าไว้ถูกปลดออกและตกลงบนพื้น ถึงผมจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่พอได้เห็นอะไรที่น่าขยะแขยงแบบนั้นก็ไม่วายอยากหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด ผมเหวี่ยงหมัดลงไปบนช่องที่อาโรกันเชียทุบจนทะลุเพื่อจะหนีออกไปข้างนอก
“กรรซ์!”
“อึก!”
แต่แล้วบางอย่างที่ยาวเหยียดจากด้านหลังของมันก็พุ่งเข้ามารัดเอวผมไว้แล้วกระชากกลับเข้าไปทำให้หมัดของผมไปไม่ถึงประตู ผมก้มลงมองดูว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ ก่อนจะได้เห็นแขนของสัตว์ประหลาดที่มีตาอยู่หลายสิบดวง และดวงตาพวกนั้นก็กำลังจ้องมองมาที่ผมเป็นตาเดียว
“ชะ…เชี่ย…เชี่ยเอ๊ยยย!”
ขนทั่วทั้งร่างพลันลุกชัน ทั้งที่ผมควรแกะมันออก แต่พอคิดว่าต้องเอามือไปสัมผัสดวงตาพวกนั้นก็ทำใจจับไม่ลง ทว่าถ้าไม่แกะออกตอนนี้ผมคงถูกร่างที่น่าขยะแขยงขยี้จนแหลก และในบรรดาปากที่มากมายพวกนั้น…ผมจะถูกยัดเข้าไปในปากไหนของมันกันนะ พอมองดูดีๆ ของเหลวเหนียวข้นที่เจิ่งนองบนพื้นก็คือน้ำลายที่ไหลออกมาจากปากของมันนี่เอง บ้าไปแล้ว…ถ้าเอามือจับมัน ผมอาจจะเป็นลมไปเลยก็ได้ ผมจึงหลับตาแน่นก่อนค่อยๆ แขนมือของสัตว์ประหลาดออก
‘ท่านผู้นำลัทธิ นายเคยบอกว่าตัวเองแข็งแกร่งมากใช่ไหม’
ผมนึกถึงสิ่งที่พลจัตวาคิมมียอนพูดกับผมก่อนมาถึงทำเนียบฟ้า พอผมบอกว่าตัวเองแข็งแกร่ง เธอก็บอกว่า ‘งั้นเหรอ ค่อยโล่งใจหน่อย หึๆ’…ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างน่าหมั่นไส้
ผมกัดฟันกรอด หลังเตรียมแผนฉุดผู้บัญชาการอิมกยูลงเหวเรียบร้อยแล้ว ทำไมพลจัตวาคิมมียอนถึงต้องรั้งพวกผมไว้อย่างกับรออะไรอยู่น่ะเหรอ ต่อให้เธอเป็นผู้ตื่นรู้ที่มีทักษะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ถ้าต้องมาเผชิญหน้ากับไคเมร่านั่น ยังไงซะก็คงต้องเสียเลือดกันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเลือดของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเลือดของเธอเองก็ตาม เธอเลยตั้งใจจะอาศัยพละกำลังของผมกับคิมแจยองเพื่อกำจัดมันยังไงล่ะ
“ส่วนฮวังซูยอน…เฮอะ มีความเป็นไปได้สูงมากที่พลจัตวาน่าจะคุ้มครองยัยนั่นมาตั้งแต่แรกแล้ว”
หลังจากรู้สึกเหมือนถูกฟาดเข้าที่ท้ายทอยอย่างจังจนรู้สึกมึนหัว ผมก็ยื่นมือออกไปทางไคเมร่าที่กำลังพุ่งเข้ามา
“ชำระล้าง”
เส้นใยสีขาวพุ่งเข้าไปพันร่างไคเมร่าไว้ แต่ทันใดนั้นมันก็ตัดบางส่วนของร่างกายตัวเองทิ้งเพื่อเลี่ยงการชำระล้าง ผมจึงพยายามใช้การชำระล้างกับมันอีกครั้ง คราวนี้มันพุ่งตัวเข้าไปกระแทกกับผนังเสียงดังตึงจนฝุ่นปูนฟุ้งกระจาย ถึงจะมองไม่ค่อยชัด แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายใดๆ
เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พลังของผมก็มีแต่จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นยังไงล่ะ
[System]
ซอนอึนซู
อายุ : 20
เพศ : ชาย
อาชีพ : ผู้นำลัทธิ
ฝ่าย : อธรรม
ฉายา : [ผู้ตื่นรู้คนแรก*]
สกิล : [ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.3*] [ฝันพยากรณ์*] [โอม จงซ่อม จงฟื้น จงคืนสภาพด่วน Lv.2*] [รอยแผลศักดิ์สิทธิ์] [ชำระล้าง Lv.2*] [สัมผัสแห่งปรมาจารย์ช่าง Lv.1] [จารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ Lv.1]
[ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.3]
– สามารถควบคุมสิ่งของทุกชนิดที่ถืออยู่ในมือได้อย่างอิสระตามใจนึก
– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น
– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.3 : ไม่มี
– อัตราความสำเร็จ 3%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
[ฝันพยากรณ์]
– สิทธิพิเศษสำหรับผู้ตื่นรู้คนแรก
– ฝันล่วงรู้อนาคต (สุ่ม)
[โอม จงซ่อม จงฟื้น จงคืนสภาพด่วน Lv.2]
– ชำนาญในการซ่อมแซมสิ่งของชนิดที่ใครก็เทียบไม่ติด
– อัตราความสำเร็จ 52%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์]
– ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นตามจำนวนสิ่งมีชีวิตใต้อาณัติ… (ค่าสถานะทั้งหมด+560)
[ชำระล้าง Lv.2]
– ชำระล้างสิ่งชั่วร้าย
– ชำระล้างพลังของสิ่งชั่วร้าย
– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น
– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.3 : สกิล [แสงศักดิ์สิทธิ์]
– อัตราความสำเร็จ 5%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
[สัมผัสแห่งปรมาจารย์ช่าง Lv.1]
– สกิลการผลิตพิเศษ
– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น
– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.2 : สกิล [แบบแปลน Lv.1]
– อัตราความสำเร็จ 1%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
[จารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ Lv.1]
– สามารถจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนสิ่งของที่ผลิตขึ้นเองได้
– อ้างอิงตามค่าสถานะ ณ เวลาที่ใช้สกิล
– อัตราความสำเร็จ 0%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
ไคเมร่ารู้สึกว่าผมแข็งแกร่งกว่าจึงทลายบังเกอร์ชั้นใต้ดินเพื่อหลบหนี ดูเหมือนว่าการผสมผสานระหว่างบีสต์กับบิ๊กบั๊กที่เอาแต่พุ่งกระโจนเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งและอควาที่มีสติปัญญาสูงจะทำให้พวกมันมีการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดและคาดเดาได้ยาก
“นั่นมันกิ้งก่าหรืออะไรน่ะ เดี๋ยววิ่งเดี๋ยวหยุดอยู่นั่น ชำระล้าง!”
ไคเมร่าวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังยอมสละแขนและขาอย่างละข้าง
ตึง! ตึง! ตึง!
เศษปูนซีเมนต์บนผนังและเพดานต่างพากันร่วงลงมา ให้ตายสิ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเพดานคงได้ถล่มลงมาแน่ ทำไมลงมาชั้นใต้ดินทีไรต้องเกิดเรื่องไม่ดีอยู่เรื่อยเลยนะ พอสายตาเริ่มพร่ามัวจนเดาตำแหน่งของมันไม่ถูก ผมเลยหันหลังไปทุบประตูเหล็กจนพัง
“อาโรกันเชีย! ออกไปกันเถอะ!”
อาโรกันเชียที่อยู่หน้าประตูยืนนิ่งก้มหน้างุด เขาดึงฮู้ดลงมาปิดใบหน้ามิดชิด ผมจึงไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรหรือทำไมถึงทำแบบนั้น แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการออกไปจากที่นี่ ผมคว้าแขนอาโรกันเชียแล้ววิ่งออกไปข้างนอก เพราะไม่ว่ายังไงชั้นใต้ดินก็ไม่มีช่องทางให้สัตว์ประหลาดนั่นหนีไปได้อยู่แล้ว ถ้าเปิดประตูทิ้งไว้ทุกบาน ยังไงมันก็ต้องออกมาทางนี้ ผมจึงทุบทำลายประตูทุกบานที่ขวางหน้าก่อนจะขึ้นมายังพื้นดิน
ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าบังเกอร์หายไปหมดแล้ว ดูเหมือนพวกเขาเพิ่งได้สติเลยพากันหนีเอาตัวรอด ส่วนการต่อสู้ก่อนหน้านี้ก็น่าจะกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด เพราะผมได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับเห็นกลุ่มควันที่ลอยออกมาจากอาคารฝั่งตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างที่รอจนกว่าไคเมร่าจะออกมาที่นี่ ผมทรุดตัวนั่งลงบนพื้นพลางคิดว่าจะแก้แค้นพลจัตวาคิมมียอนที่น่าหมั่นไส้นั่นด้วยวิธีไหนดี
“ไม่นั่งหรือไง”
“…”
“ทำไม สูงส่งมากจนนั่งติดพื้นไม่ได้เลยเหรอ”
“…”
ทั้งที่ได้ยินคำพูดเสียดสีจากผมแล้ว แต่เขากลับยืนนิ่งไม่โต้ตอบ
แหมะ…
มีเสียงหยดน้ำตกลงบนพื้น
แหมะ…แหมะ…
คราวนี้ตกลงเพิ่มมาอีกสองหยด ผมรีบกระชากชายเสื้อคลุมที่เขาสวมไว้แรงๆ ทำให้ฮู้ดที่หลวมโพรกหลุดออกมาจนเผยให้เห็นใบหน้าของเขาในที่สุด
“เอ่อ…”
“…”
“ระ…ร้องไห้ทำไม”
ผมลุกขึ้นยืนเก้ๆ กังๆ หลังจากเห็นน้ำตาของเขาไหลลงมาไม่ขาดสาย ถึงจะอยากเช็ดน้ำตาให้ แต่เมื่อครู่เพิ่งเอามือไปจับสัตว์ประหลาดมา ผมเลยรู้สึกขยะแขยงนิดหน่อยจึงใช้แขนเสื้อเช็ดแก้มและขอบตาให้เขา
“อย่าร้องไห้สิ”
ผมไม่รู้ว่าเขาคับแค้นใจเรื่องอะไรถึงกัดริมฝีปากแน่นแบบนั้น
“ถ้านายร้อง ฉันก็ทำอะไรไม่ถูกน่ะสิ”
ต่อให้พยายามเช็ดเท่าไหร่ น้ำตาก็ยังคงพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ถ้ามัวแต่ร้องไห้อยู่แบบนี้ขอบตาเขาคงจะแดงช้ำไปหมดแน่ๆ เพียงแค่คิดถึงภาพนั้นผมรู้สึกเจ็บแปลบในใจขึ้นมา
“…อยากให้จุ๊บไหม”
ถึงคิมแจยองจะไม่ตอบแต่ผมก็ยื่นหน้าเข้าไปจุ๊บแก้มเขาเบาๆ พอเห็นว่าสันกรามที่เคยเกร็งแน่นผ่อนคลายลง ผมก็พรมจูบเปลือกตา ปลายจมูก และแก้มของเขาอีกหลายครั้ง จากนั้นก็ปิดท้ายด้วยการจูบริมฝีปากเขา ผมใช้ลิ้นไล้เลียลงบนริมฝีปากอวบอิ่มที่มีรอยกัด ทันใดนั้นเองเขาก็ดึงผมเข้าไปกอดทันที
“อึนซู”
“ได้ยินเสียงนายสักที”
“นายไม่รังเกียจ…ที่ฉันชอบนายเหรอ”
ผมกอดคิมแจยองก่อนจะลูบหลังเขาเบาๆ ว่าแต่ทำไมจู่ๆ เขาถึงถามแบบนี้กันนะ
“รังเกียจอะไรล่ะ ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้ว”
ความจริงแล้วผมไม่เคยรังเกียจเขาเลยสักครั้ง กลับกัน…ผมคิดว่าโชคดีด้วยซ้ำ การที่ผมรอดมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะคิมแจยองชอบผม ถ้าไม่มีเขาผมอาจจะตายไปนานแล้วก็ได้ ต่อให้ไม่นับรวมเรื่องพวกนั้น แต่มาบอกชอบกันด้วยใบหน้าที่สวยขนาดนี้ ใครจะทำใจรังเกียจได้ลงกันล่ะ
“ไม่กลัวหรือไม่ขยะแขยงบ้างเหรอ”
“พูดอะไรน่ะ นายทั้งน่ารักแล้วก็สวยขนาดนี้”
“ตอนที่ฉันขังนายไว้ นายเคยบอกว่ารังเกียจ”
“ฉันไม่ได้รังเกียจ แต่แค่หงุดหงิดที่นายทำตัวดื้อรั้นไม่ฟังอะไรเลยต่างหาก”
คิมแจยองทำตัวเหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันร้ายและเอาแต่ขอคำยืนยันเรื่องอะไรบางอย่างจากผม ผมจึงตอบคำถามแง่ลบของเขาด้วยถ้อยคำในแง่บวก ก่อนจะตบหลังเบาๆ เป็นการปลอบใจ เขาไปเจอเรื่องอะไรมาถึงดูเสียใจและอึดอัดใจได้ขนาดนี้ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพลาดอะไรบางอย่างไป แต่ถึงยังไงคิมแจยองก็มีทัศนคติต่างจากคนอื่นนิดหน่อยอยู่แล้ว ผมเลยคิดว่าสักวันเขาอาจยอมพูดเรื่องภายในใจที่ไม่ยอมบอกผมสักทีก็ได้ ผมไม่อยากเห็นภาพเขาร้องไห้อย่างน่าสงสารแบบนี้อีกแล้ว
ผ่านไปไม่นานหลังจากคิมแจยองรู้สึกผ่อนคลาย เขาก็คลายแรงที่มือออก ทันทีที่เงยหน้าขึ้นสำรวจใบหน้าเขา ผมก็เห็นว่าน้ำตาที่ไหลออกมาราวกับเขื่อนแตกนั้นได้หยุดลงแล้ว ผมจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ร้องพอแล้วใช่ไหม”
“อื้ม”
“แล้วที่นายบอกว่าเข้าไปในห้วงลึกหรืออะไรสักอย่างนั่นมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ”
“ก็แค่…”
คิมแจยองหลุบตาต่ำแล้วเม้มริมฝีปาก ใบหน้าที่ซีดเผือดยิ่งกว่าเดิมทำเอาผมแอบรู้สึกกังวลอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอได้สบตากับดวงตาคู่นั้นที่ช้อนมองขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายผมก็พลันแข็งทื่อไปทั้งตัว
“ฉันแค่ฝันถึงเรื่องเมื่อนานมาแล้วน่ะ…”
ดวงตาสีแดงก่ำที่มีรูม่านตาเรียวรีดั่งอสรพิษ เมื่อก่อนดวงตาคิมแจยองก็เคยเปลี่ยนเป็นสีแดงตอนใช้สกิลควบคุมจิตใจกับคนหมู่มาก แต่สถานการณ์ตอนนี้ต่างไปจากตอนนั้นแล้ว หัวใจผมเต้นระส่ำ เหงื่อไหลไม่หยุด รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกระต่ายที่อยู่ต่อหน้าเสือ
“แควกกก!”
ในที่สุดไคเมร่าก็กระโจนตัวพุ่งขึ้นมาบนพื้นดิน คิมแจยองปรายตามองมันครู่หนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ ชั่วพริบตาเดียวไคเมร่าก็กลายเป็นเถ้าสีดำลอยขึ้นไปกลางอากาศ ดับชีวิตทันที
คิมแจยองทำให้ไคเมร่าสลายหายไปด้วยการปรายตามองแค่ครั้งเดียว
วินาทีนั้นผมรู้สึกคล้ายพื้นใต้ฝ่าเท้ากำลังทรุดตัวลงด้วยความหวาดกลัวหลังได้เผชิญหน้ากับพลังที่ไม่อาจรับมือได้ ผมพูดอะไรไม่ออกและได้แต่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่อย่างนั้น คิมแจยองจึงยื่นมือมาลูบแก้มผม
“คิดถึงจัง”
ผมอยากตอบเขากลับไปว่าฉันก็เหมือนกัน แต่ดันพูดไม่ออก หลังจากรูม่านตาคิมแจยองกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ร่างกายที่แข็งค้างของผมก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
“…”
เขาคงสังเกตเห็นว่าผมกลัว แต่ผมไม่อยากให้เขาคิดว่าผมกลัวหรือพยายามหลีกเลี่ยงเขา ผมจึงใช้มือที่ชื้นเหงื่อรั้งท้ายทอยเขาเข้ามาประทับริมฝีปาก ผมเผยอกลีบปากที่สั่นเล็กน้อยและสอดลิ้นที่แข็งเกร็งเข้าไป คิมแจยองจึงค่อยๆ โอบรับมันไว้อย่างนุ่มนวล ความประหม่าของผมค่อยๆ คลายลงด้วยจูบที่แสนอ่อนโยนนั้น
คิมแจยองกลับมาแล้ว
“เฮ้ย ท่านผู้นำลัทธิ! รอดมาได้ด้วยแฮะ ฮ่าๆๆ”
“ไอ้…”
ผมพูดได้ไม่จบประโยคเพราะมีสายตามากมายจับจ้องอยู่ พลจัตวาคิมมียอนจุดบุหรี่หน้าตาเฉยก่อนยื่นกล่องบุหรี่มาให้ผม พอเห็นว่าผมไม่รับแล้วจ้องมองเขม็ง เธอจึงยิ้มแหยก่อนยัดกล่องบุหรี่ใส่กระเป๋า
“เห็นใจกันหน่อยไม่ได้เหรอ ฝ่ายฉันมีใครพอจะสู้กับสัตว์ประหลาดนั่นได้บ้างล่ะ”
“ก็น่าจะบอกกันตั้งแต่แรกสิครับ”
“อืม…มันอาจจะดูเป็นการแก้ตัวนะ แต่มาดูกีอะไรนั่นฉลาดกว่าที่คิด ดวงตานี่เป็นประกายอย่างกับไฮยีน่ากำลังล่าเหยื่อ แหม ฉันก็กลัวว่าจะถูกล้วงความลับหมดเปลือกเลยไม่ได้บอกก่อนน่ะสิ”
“เฮอะ ให้ตายสิ…”
“โทษทีๆ เดี๋ยวจะเล่าเรื่องที่นายอยากรู้ให้ฟังแทนแล้วกัน เท่าที่ฉันจะพูดได้น่ะนะ”
พลจัตวาคิมมียอนทำหน้าสำนึกผิดแล้วเข้ามาโอบไหล่ผม ถึงจะอายุจะห่างกันเกือบสามสิบปี แต่ในช่วงที่ผ่านมาเราได้ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนเพื่อน การแตะเนื้อต้องตัวกับเธอจึงเป็นเรื่องปกติ ถึงเธอดูเหมือนจะมีแผนปล่อยเบลอเรื่องนี้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เธอมองข้ามไป นั่นคือเรื่องที่คนข้างกายผมตอนนี้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่างไปจากเมื่อก่อนแล้ว
“อึก!”
พลจัตวาคิมมียอนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดก่อนรีบเอาแขนออกอย่างรวดเร็ว แขนเสื้อของชุดเครื่องแบบทหารที่สวมอยู่ลุกไหม้ ผิวหนังกลายเป็นสีแดงราวกับถูกไฟไหม้จนพุพอง เธอกัดฟันกลั้นเสียงกรีดร้องเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ผมจึงรีบเข้าไปคว้าข้อมือคิมแจยองที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ อย่างรวดเร็ว
“หยุดนะ!”
“…”
“อย่าทำแบบนี้”
ตอนนี้ผมจะเป็นศัตรูกับกองทัพไม่ได้เด็ดขาด เพราะยังต้องหาคนมาอยู่ฝ่ายเดียวกันก่อน อย่างน้อยแค่คนเดียวก็ยังดี แค่เธอไม่ร้องเสียงดังก็นับว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว หลังจากคิมแจยองหยุดใช้พลัง เธอถึงกลับมาสงบลงได้ แม้แขนจะยังพุพองจนดูไม่ได้ก็ตาม
“แฮ่ก…แฮ่ก…เวรเอ๊ย เกือบได้แขนพิการอีกรอบแล้วไง…”
พลจัตวาคิมมียอนจ้องมองคิมแจยองอย่างตกตะลึงด้วยสีหน้าที่ไม่ต่างจากผมตอนเห็นเขาทำให้ไคเมร่าสลายหายไปแม้แต่น้อย มันเป็นพลังที่ทำให้ใครต่อใครต่างรู้สึกสิ้นหวัง ผมจับข้อมือคิมแจยองไว้แน่นก่อนส่งสายตาเป็นการเตือน
อย่าทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ใบหน้าคิมแจยองในฮู้ดซีดเผือดราวกับหุ่นขี้ผึ้ง ถึงจะดูเหมือนไร้ความรู้สึก แต่ใครจะรู้ว่าภายในใจเขากำลังคิดอะไรอยู่ ผมกลัวว่าเขาจะทำเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกเลยดึงไปไว้ข้างหลัง แต่พอได้อยู่ข้างหลังเขาก็รั้งผมเข้าไปกอดก่อนเอาคางเกยไหล่ข้างที่พลจัตวาคิมมียอนเคยเอามือสัมผัส
“พอดี…หมอนี่ดุร้ายนิดหน่อยน่ะครับ”
“นิดหน่อย? นะ…นิดหน่อยเหรอ”
“ถึงจะกัดแต่ก็คงไม่ถึงกับจะฆ่าจะแกงกันหรอกครับ”
หากจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่าหมอนี่ฆ่าไม่ได้ต่างหาก แต่ผมก็ไม่จำเป็นต้องพูดจุดอ่อนนั้นออกไป พลจัตวาคิมมียอนกำมือแน่นแล้วคลายออกเพื่อตรวจดูว่าแขนข้างที่พุพองยังมีความรู้สึกอยู่หรือเปล่า จากนั้นก็หยิบยาแก้ปวดออกมาจากกระเป๋าสองสามเม็ดแล้วยัดใส่ปาก
“…เจ็บมากเลยเหรอครับ”
“จะไม่ให้เจ็บได้ยังไงล่ะ ผิวไหม้ไปหมดแล้วเนี่ย”
“เอ่อ…ถ้าไปหาฮวังซูยอนก็น่าจะหายนะครับ ส่วนเรื่องที่ไม่บอกผมก่อนถือว่าหายกันนะครับ”
“ไอ้เด็กนี่…”
ถึงยังไงใช้แค่สกิลของฮวังซูยอนครั้งเดียวอาการต่างๆ ก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง ถึงพลจัตวาคิมมียอนจะหลอกผมก่อน แต่เท่าที่ผมเฝ้าสังเกตมาจนถึงตอนนี้เธอก็ไม่ใช่คนจิตใจคับแคบที่จะมาแค้นฝังหุ่นแค่กับเรื่องแบบนี้ ผมหลบสายตาที่ดูไม่ไว้วางใจของเธอก่อนกวาดตามองไปรอบๆ
สถานการณ์โดยรวมถือว่าดีขึ้นประมาณหนึ่งแล้ว ซากศพที่นอนเกลื่อนพื้นส่วนใหญ่เป็นของฝ่ายตรงข้าม ส่วนคนที่รอดมาได้ก็ถูกมัดไปรวมกันอีกที่หนึ่ง อย่างกับคิดมาแล้วว่าถ้าเกลี้ยกล่อมมาเป็นพวกเอาไว้ใช้งานให้เต็มที่จะคุ้มค่ากว่ายังไงยังงั้น ท่ามกลางสนามรบที่ทุกคนต่างเลือดท่วมตัว มีเพียงผู้ศรัทธาของผมที่เดินขวักไขว่ในสภาพที่ขาวสะอาด เสื้อผ้าที่ทำจากใยแมงมุมของพัคชังจินทั้งเหนียวทนทานและกันน้ำจนไม่เปื้อนอะไรเลย พออยู่ท่ามกลางบรรดาทหารที่ทั้งตัวอาบโชกไปด้วยเลือดก็ยิ่งขับให้ดูศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก พวกเขาทำตามคำสั่งผมโดยการถ่ายทอดพระประสงค์ของพระเจ้าและรักษาผู้บาดเจ็บ
“ผู้บัญชาการอิมกยูล่ะครับ”
“จับได้ตอนกำลังจะหนี ความแค้นฉันมีตั้งเท่าไหร่ ถ้าจะฆ่าให้ตายง่ายๆ มันไม่พอหรอก”
พลจัตวาคิมมียอนไม่เพียงแต่รวบรวมทหารในฐานทัพเท่านั้น แม้แต่พลเรือนก็ยังกลายเป็นพวกเดียวกันกับเธอจนทำให้โค่นล้มผู้บัญชาการอิมกยูได้สำเร็จ คราวนี้ต่อให้พูดว่ากองทัพอยู่ในกำมือเธอโดยสมบูรณ์ก็คงไม่เกินจริง และหากตอนนี้เธอบอกว่าจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีก็คงไม่มีใครคัดค้าน
“เอ่อ…พอดีผมมีเรื่องด่วนต้องรีบไป ช่วยดูแลผู้ศรัทธาให้หน่อยนะครับ”
“เรื่องด่วน?”
“คือว่า…มัน…”
ผมเบนสายตาไปทางคิมแจยอง เขาคงไม่พอใจที่คุยนานเลยกอดเอวผมแน่นขึ้น ผมต้องพาไอ้คนที่เหมือนระเบิดเวลานี่ไปที่เงียบๆ ก่อนที่เขาจะก่อเรื่องอะไรอีก
“เรื่องอื่นเอาไว้คุยกันพรุ่งนี้นะครับ”
“ได้สิ ไปเถอะ รีบๆ ไปเลย”
พลจัตวาคิมมียอนโบกมือไล่อย่างกับอยากไล่สิ่งชั่วร้ายไปให้ไกลๆ ส่วนคิมแจยองก็อุ้มผมทันทีเหมือนกับกำลังรอเวลานี้อยู่ ผมก้มหัวเล็กน้อยให้เธอก่อนรั้งคอคิมแจยองเข้ามากระซิบ
“อย่าสู้กับพวกเดียวกันเลยน่า นะ?”
“อื้ม”
“ดีแต่พูดอีกแล้ว”
ผมยังไม่ได้บอกว่าจะไปไหน แต่คิมแจยองกลับกระโดดพุ่งตัวออกไปอย่างไม่ลังเล เขาเคลื่อนไหวนุ่มนวลกว่าเมื่อก่อน ทั้งยังเร็วจนผมแทบมองไม่เห็นทิวทัศน์รอบข้าง นี่เขาดูดซับพลังของอาโรกันเชียไปได้มากขนาดไหนกันเนี่ย ร่างกายอาจจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ดูเหมือนสภาพจิตใจไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ ผมรั้งหัวเขาเข้ามากอดแน่นพลางคิดว่าเขาจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ
ไม่นานนักพวกเราก็เดินทางมาถึงบ้านของอควา พวกมันประหม่าที่ถูกจับจ้องเลยไปซ่อนตัวตรงจุดที่คิมแจยองมองไม่เห็น ทำไมจู่ๆ พวกมันถึงแสดงท่าทีแบบนี้อีกแล้วล่ะ คิมแจยองเข้าไปในห้องโดยไม่สนใจพวกอควาแล้ววางผมลงในขณะที่ผมได้แต่งง
“อึนซู อยากอาบน้ำไหม”
“ฮะ?”
อยากอาบน้ำไหมงั้นเหรอ ทำไมถึงถามล่ะ หรือว่า…
พอนึกถึงก่อนหน้านี้ที่เรียวลิ้นของเราสอดประสานกันหน้าผมก็แดงระเรื่อ ผมไม่ได้ทำนาน ใจก็นึกอยากจะทำอยู่เหมือนกัน แต่เราต้องคุยกันก่อนสิ…
“ถ้าไม่อยาก…งั้นเรานอนกันเลยไหม”
ระ…เราต้องคุยกันก่อนไม่ใช่เหรอ…
คิมแจยองยื่นมือออกมาท่ามกลางแสงไฟสลัว ทำไมจู่ๆ เขาถึงเปลี่ยนมาเป็นรุกหนักแบบนี้ล่ะ ที่ผ่านมาคิมแจยองมักจะทำเรื่องพวกนั้นตามอารมณ์อยู่แล้ว แต่พอเขาจริงจังแบบนี้มันก็ชวนให้รู้สึกเขินอยู่เหมือนกัน ผมปัดมือคิมแจยองที่เอื้อมมาจับผมออกด้วยใบหน้าร้อนผ่าว
“นะ…นายน่ะ! พูดเรื่องแบบนั้นออกมาหน้าตาเฉยได้ยังไง!”
“เรื่องแบบนั้น?”
“ขะ…ขออาบน้ำก่อน”
นอกจากจะพูดตะกุกตะกักแล้ว มือเท้าของผมยังทำงานไม่สัมพันธ์กันอีกต่างหาก โอ๊ย ขายขี้หน้าชะมัด…ทั้งที่คนพูดเรื่องน่าอายคือคิมแจยองเองแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงเป็นฝ่ายแสดงท่าทีเก้ๆ กังๆ แบบนี้ซะเองกันนะ ผมไม่อยากให้คิมแจยองเห็นผมในสภาพนี้เลยเอื้อมมือไปหมุนลูกบิด แต่ในขณะที่ผมกำลังจะเข้าไปในห้องน้ำนั้น…
พึ่บ…
ผมได้ยินเสียงเสื้อผ้าหล่นลงพื้นดังมาจากด้านหลังจึงหันไปมองโดยไม่ได้คิดอะไร แต่กลับเห็นคิมแจยองถอดเสื้อคลุมออกแล้วกำลังจัดการกับร่างกายตัวเองเพื่อปลดเปลื้องเศษผ้าที่อาโรกันเชียพันไว้ ไม่นานนักผ้าที่พันรอบตัวก็ค่อยๆ หล่นลงมาเผยให้เห็นผิวกายขาวเนียน ทั้งที่เป็นร่างกายเดียวกันแท้ๆ แต่พอข้างในเป็นคิมแจยอง ผมก็รู้สึกว่ามันขาวยิ่งกว่าเดิมซะอีก ผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอก่อนสบตากับคิมแจยองที่เงยหน้าขึ้นมาพอดี
“ชะ…ชอบชุดนั่นเหรอ”
“…เปล่า”
“ฉันก็ไม่ชอบ แต่ตอนนี้เริ่มชอบขึ้นมาแล้วล่ะ…เอ่อ…แม่ง นี่ฉันพูดอะไรเนี่ย”
ผมเผลอพูดเรื่องไร้สาระออกมา ขืนยืนอยู่ตรงนี้ต่อผมอาจจะพูดอะไรแปลกๆ ออกมาอีกก็ได้ ผมจึงรีบเข้าไปในห้องน้ำแล้วปิดประตูดังปัง เห็นทีคงต้องรีบเอาน้ำเย็นๆ ราดตัวสักหน่อย ผมถอดเสื้อผ้าแล้วโยนออกไปลวกๆ ทำให้เห็นเนื้อตัวของตัวเองที่แดงระเรื่อตั้งแต่ใบหน้าลามมาถึงหน้าอกที่สะท้อนขึ้นลงอยู่ในกระจกซึ่งตั้งอยู่บนอ่างล้างหน้า
“โอ๊ย น่ารำคาญชะมัด…”
แม้ส่วนที่แข็งขืนของผมจะโดนน้ำเย็นไปแล้ว แต่ก็ไม่มีท่าทีจะสงบลงเลยสักนิด ในหัวเอาแต่นึกถึงเรือนร่างของคิมแจยอง พอจินตนาการถึงผิวที่นุ่มนิ่มและขาวผ่อง กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและกระตุกเบาๆ ยามสัมผัส รวมถึงท่อนขาเกลี้ยงเกลาที่ไม่มีเส้นขนสักเส้น ผมก็หายใจไม่ทั่วท้องแล้ว ถ้ารูดรั้งท่อนลำขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหว่างต้นขา ไม่นานก็คงจะมีของเหลวไหลออกมาเป็นสาย เขากระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ก่อนจะใช้ฝ่ามือใหญ่กอบกุมแก่นกายผมไว้แล้วใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือบดขยี้ตรงส่วนปลาย จากนั้นพวกเราก็นำท่อนลำที่แข็งขืนของตัวเองมาแตะกัน…
“แฮ่ก…”
ผมปล่อยให้สายน้ำไหลลงมากระทบตัวแล้วเลื่อนมือลงไปข้างล่าง
แม่ง…แม่งเอ๊ย…! นี่มันเป็นไปได้ด้วยหรือไง
ทั้งที่คิมแจยองเป็นชายฉกรรจ์ที่รูปร่างกำยำและสูงกว่าผมแท้ๆ ผมไม่อยากยอมรับเลยว่าพอจินตนาการถึงร่างกายของผู้ชายด้วยกันแล้วมันทำให้ส่วนนั้นของผมแข็ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใบหน้าสวยๆ นั่นหรือเปล่า
“มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ…!”
ขณะพิงผนังพลางรูดรั้งแก่นกาย ผมก็ลบภาพคิมแจยองที่เข้ามายึดพื้นที่ในหัวออกไป จากนั้นก็จินตนาการถึงเรือนร่างของผู้หญิง ผู้หญิงคงจะต่างจากพวกผู้ชายที่ตัวใหญ่และมีกล้ามเนื้อแน่นไปทั้งตัว เพราะผู้หญิงทั้งตัวเล็กกว่าและตัวนุ่มนิ่มกว่า…ผมโล่งใจที่ขณะจินตนาการถึงเรือนร่างผู้หญิงแล้วตัวตนของผมก็ยังชูชันอยู่เหมือนเดิม และเพื่อเป็นการพิสูจน์ความเป็นชายของตัวเอง ผมจึงต้องทำแบบนี้ต่อไปจนกว่าจะเสร็จ ไม่นานนักผมก็กัดฟันพลางเร่งความเร็วขึ้น
“ทำไมไม่เสร็จ…!”
ผมกำแก่นกายของตัวเองที่เริ่มแดงก่ำราวกับจะระเบิดเอาไว้แน่น ต่อให้ทำแรงแค่ไหนมันก็ไม่ปลดปล่อยออกมาสักทีอย่างกับมีอะไรมาขวางไว้ ผมต้องจินตนาการให้ลึกล้ำกว่านั้นเลยลองจินตนาการว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปหาผู้หญิงทีละก้าวสองก้าว และในระหว่างที่กำลังจะยื่นมือออกไปนั้นเอง…
“เฮ้ย!”
เงาของใครบางคนเข้ามากอดรัดผมจากทางด้านหลังและขัดขวางไม่ให้ผมเข้าไปสัมผัสผู้หญิง เงานั้นกอดรัดร่างผมแน่นราวกับจะทำให้แหลกละเอียด พอลืมตาขึ้นมาภาพในจินตนาการก็หายไป แต่ที่น่าแปลกคือพอผมจินตนาการว่าตัวเองถูกกอดรัดเอาไว้ ความตื่นเต้นเร้าใจกลับพุ่งทะยาน ภาพผู้หญิงที่เลือนรางตรงหน้าพลันเปลี่ยนเป็นภาพคิมแจยองที่มีร่างกายกำยำและพันเศษผ้าไว้บนเรือนกายอย่างล่อแหลม คิมแจยองในจินตนาการนั้นปลดเปลื้องผ้าจนเผยให้เห็นแผงอกก่อนยกยิ้มเจ้าเล่ห์
“อึก…ซี้ด…”
เงาที่กอดรัดร่างผมไว้ขยับเล็กน้อย เริ่มจากลูบไล้ตั้งแต่ก้นกลมกลึงไปจนถึงต้นขาอ่อนด้านใน ถ้าเงานี่เคลื่อนมือขึ้นมาอีกนิดก็คงจะดี ผมเกร็งสะโพกและต้นขาด้านในพร้อมรูดชักแก่นกายเร็วขึ้นเมื่อรู้สึกได้ถึงความสุขสมที่ถาโถมเข้ามา
“ฮึก!”
ของเหลวสีขาวไหลทะลักออกมาจนเลอะไปทั่วผนังห้องน้ำ สีของมันทั้งขุ่นและปริมาณก็เยอะมากสมกับที่ไม่ได้ปลดปล่อยมานาน สายน้ำเย็นที่ไหลลงมาจากเหนือหัวช่วยเรียกสติไว้ก่อนที่ผมจะได้ซึมซับความรู้สึกของการปลดปล่อยมากไปกว่านี้
“…ฉิบหาย”
ผมเหม่อมองน้ำรักเหนียวข้นที่ค่อยๆ ไหลลงมาจากบนผนังแล้วก็ได้แต่สิ้นหวัง เรื่องที่คิมแจยองอยู่ในท่าทางเย้ายวนนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่ความรู้สึกบีบคั้นที่รัดแน่นไปทั้งตัวและสัมผัสที่รู้สึกได้จากทางด้านหลังกลับทำให้ผมนึกถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางอ้อมครั้งสุดท้ายที่เคยทำกับเขา นี่ผมเสร็จเพราะคิดถึงเรื่องวันนั้นเนี่ยนะ…ผมตกใจจนเนื้อตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง
อาบน้ำเสร็จแล้วออกไป…ก็คงได้ทำกันอีกล่ะมั้ง
ความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าหวาดกลัวหรือคาดหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ทั้งที่สายน้ำเย็นกำลังไหลผ่านทั่วร่าง แต่ผมยังคงรู้สึกร้อนรุ่ม หัวใจเต้นระส่ำราวกับกำลังจะพุ่งกระดอนออกจากอก ผมพยายามอาบน้ำอย่างใจเย็นจนน้ำในแท็งก์เกือบหมดแล้วถึงออกมาจากห้องน้ำ
“…”
คิมแจยองนอนอยู่บนเตียงด้วยท่าทางเรียบร้อย เนื้อตัวเขาดูสะอาดสะอ้านจนไม่รู้ว่าไปอาบน้ำมาจากห้องน้ำห้องอื่นหรือเปล่า แถมยังสวมชุดน่ารักจนผมรู้สึกผิดที่จินตนาการถึงท่าทางยั่วยวนนั่น
อะไรเนี่ย แม่ง น่ารักเป็นบ้า
ชุดนอนสีเหลืองลายลูกเจี๊ยบ หมอนี่คิดจะใส่ชุดแบบนั้นทำเรื่องอย่างว่าเนี่ยนะ ถึงจะสงสัยว่าหมอนี่ไม่รู้จักคำว่า ‘บรรยากาศ’ บ้างเลยหรือไง แต่ในวินาทีที่สายตาประสานเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลใสราวกับลูกแก้ว หัวใจของผมก็พลันเต้นตึกตักจนร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เวรแล้วไง คิมแจยองตอนนี้สวยกว่าตอนทำท่าทางยั่วยวนในจินตนาการผมซะอีก แค่นอนกะพริบตาปริบๆ หัวใจผมก็เต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว
“มานี่สิ อึนซู”
คิมแจยองคว้าข้อมือผมแล้วดึงมาบนเตียง
“ตัวเย็นจัง”
“…พอดีอาบน้ำเย็นน่ะ”
“เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก ผมยังไม่แห้งเลยเนี่ย”
คิมแจยองนั่งพิงหัวเตียงแล้วจับผมให้นั่งอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของเขาก่อนใช้ผ้าขนหนูช่วยซับผมให้แห้ง ทั้งยังนวดศีรษะให้อย่างอ่อนโยน พอคิดว่าอีกสักพักเขาจะใช้ฝ่ามือใหญ่นี้รั้งผมเข้าไปกอด ท้องน้อยก็รู้สึกปั่นป่วนขึ้นมา
“อึนซู ดูเหมือนจะมีไข้นะ ต้นคอแดงเชียว”
“…หืม?”
“ไม่ได้การแล้ว”
เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงตึงเครียดก่อนจับผมนอนลงบนเตียงแล้วห่มผ้าให้จนถึงคออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ไปเอาผ้าห่มหนาๆ จากห้องอื่นมาห่มเพิ่มให้อีกหนึ่งชั้น
“…นี่มัน…สถานการณ์อะไรกันเนี่ย”
“สถานการณ์ที่จะปล่อยให้อึนซูเป็นไข้ไม่ได้เลยต้องห่มผ้าให้ไง”
คิมแจยองตอบอย่างนุ่มนวล ใบหน้าของเขาดูใสซื่อบริสุทธิ์และไร้เดียงสาจนผมสัมผัสไม่ได้ถึงความใคร่ที่เคยคาดหวังไว้เลยสักนิด ชุดนอนลายลูกเจี๊ยบสีเหลืองที่เขาใส่มันช่างกระตุ้นความรู้สึกผิดในใจผมเหลือเกิน ให้ตายสิ ผมเคยหาว่าเขาโรคจิต…สุดท้ายคนที่โรคจิตคือผมเองต่างหาก ผมรู้สึกหมดคำจะพูดจนแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
“…แล้วนายบอกให้ฉันไปอาบน้ำทำไม”
“มีเลือดสัตว์ประหลาดเลอะอยู่บนเส้นผมนายน่ะสิ”
“แล้วที่นายชวนฉันนอนล่ะ”
“ก็ฉันอยากนอนกับอึนซูมานานแล้วนี่นา…”
ดูท่าคำว่า ‘นอน’ จะหมายถึงนอนจริงๆ…
“…”
“…?”
ทั้งที่เข้าใจผิดเองจนจินตนาการไปไกล แถมยังแอบไปจัดการจนเสร็จกิจมาแล้วรอบหนึ่งด้วย…อ๊าก บ้าเอ๊ย น่าอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี ผมไม่กล้าสบตาคิมแจยองต่อเลยเลือกที่จะมุดหัวเข้าไปในผ้าห่ม
“อึนซู…เป็นอะไรหรือเปล่า”
“อืม…”
“จะนอนแล้วเหรอ”
“…อืม นายบอกจะนอนไม่ใช่เหรอ พรุ่งนี้เช้าค่อยคุยแล้วกัน…”
ผมรู้สึกได้ว่าคิมแจยองขยับตัวขึ้นมาบนเตียง เขาเอื้อมมือมาลูบเส้นผมของผมที่โผล่ออกมานอกผ้าห่ม ผมรู้สึกเขินอายเพราะสัมผัสที่อ่อนโยนและปราศจากเจตนาทางเพศ หลังจากถอนหายใจและหลับตาจนความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลง ความง่วงงุนก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหาในไม่ช้า
หลังจากลมหายใจของซอนอึนซูเริ่มสม่ำเสมอ คิมแจยองก็ดึงผ้าห่มของซอนอึนซูที่คลุมจนถึงศีรษะลงมา ใบหน้ายามหลับสนิทของซอนอึนซูดูอ่อนโยนต่างจากตอนลืมตา เขาลูบเส้นผมที่นุ่มลื่นของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนก่อนไล้ปลายนิ้วตั้งแต่หน้าผากลงมา เมื่อปลายนิ้วเคลื่อนลงมาถึงคิ้วหนา ซอนอึนซูก็ขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้าหนี พอลูบผ่านโหนกแก้ม ซอนอึนซูก็เกาแก้มเบาๆ จากนั้นก็ขยับปากขมุบขมิบราวกับกำลังละเมอ คราวนี้คิมแจยองจึงค่อยๆ สอดนิ้วเข้าไปในปากที่เผยอออกเล็กน้อย ซอนอึนซูคงรู้สึกอึดอัดจึงใช้ปลายลิ้นดันนิ้วออกมานอกไรฟัน
อึนซูยังมีชีวิตอยู่…
ปฏิกิริยาของซอนอึนซูเป็นสิ่งที่แสดงออกชัดเจนว่าเขายังมีชีวิต คิมแจยองลูบไล้ใบหน้านั้นด้วยสัมผัสที่แสนอ่อนโยนราวกับกำลังลูบไล้เครื่องแก้วที่ทำด้วยมือ
…ต่างจากตอนนั้น
คิมแจยองนึกถึงตัวตนอีกด้านหนึ่งของตัวเองที่สร้างภาพลวงตาของซอนอึนซูขึ้นมามากมายภายในห้องมืดแล้วทารุณกรรมเขาโดยใช้คำว่า ‘รัก’ เป็นข้ออ้าง ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงความยึดติดอันไร้เหตุผลซึ่งเกิดจากความทรงจำที่หลงเหลืออยู่อย่างเลือนรางหลังช่วงเวลายาวนานได้ผ่านพ้นไป ภาพลวงตาของผู้พ่ายแพ้ได้กลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย เพราะซอนอึนซูตัวจริงอยู่ตรงหน้าเขาแล้วตอนนี้
คิมแจยองโน้มตัวลงไปประทับจูบลงบนริมฝีปากของซอนอึนซู เขาเลียกลีบปากที่แตกอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอนตัวลงนอนพร้อมกอดร่างซอนอึนซูไว้แน่น แม้ซอนอึนซูจะส่งเสียงอู้อี้พลางขยับตัวไปมา แต่เขากลับออกแรงกอดแน่นขึ้นอีกเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนีไปได้ ทว่าในระหว่างนั้นซอนอึนซูก็ได้หันหน้าหนีไปอีกด้านหนึ่งเพราะเจอท่านอนที่สบาย
“มองฉันสิ อึนซู”
คิมแจยองทอดสายตามองซอนอึนซูตั้งแต่ใบหูไล่มายังลำคอ ก่อนจะจับใบหน้าของอีกฝ่ายให้หันมาทางตัวเอง แม้จะเป็นสัมผัสที่นุ่มนวล แต่กลับแฝงไปด้วยการบีบบังคับ
“อย่าหันหนีกันสิ”
“อืม…”
แม้จะไร้สติ แต่ซอนอึนซูก็ขมวดคิ้วหลังถูกบังคับให้หันหน้า คิมแจยองสอดมือเข้าไปใต้ศีรษะซอนอึนซู คราวนี้ซอนอึนซูที่ขยับตัวอย่างเชื่องช้าและหาท่าที่นอนสบายได้แล้วจึงหนุนแขนพลางซุกหน้าเข้ากับแผ่นอกของคิมแจยอง
คิมแจยองคลี่ยิ้มด้วยความพึงพอใจหลังได้มองซอนอึนซูหลับสนิทและหายใจอยู่ในอ้อมกอดของตัวเอง เขารู้สึกเหมือนหัวใจที่เหนื่อยล้ามานานกำลังได้รับความอบอุ่นจึงพรมจูบลงบนศีรษะของซอนอึนซูก่อนหลับตาลง
“ฝันดีนะ”
ดูท่าวันนี้เขาคงจะฝันดีน่าดู
* แทฮังโน คือย่านที่เต็มไปด้วยศิลปะและการแสดงของเกาหลีใต้
* พยองบอม (평범) แปลว่าธรรมดา
* บิละ (ビラ) มาจากคำว่า ‘บิล (Bill)’ ในภาษาอังกฤษ แปลว่าใบปลิวหรือโปสเตอร์ แต่เมื่อมีการใช้คำว่าบิลในประเทศญี่ปุ่นจึงถูกเปลี่ยนการออกเสียงเป็น ‘บิละ’ เกาหลีที่เคยอยู่ใต้อาณานิคมของญี่ปุ่นจึงยืมคำนี้มาใช้ตอนสงครามเกาหลี บิละจึงกลายเป็นเครื่องมือสงครามจิตวิทยาที่ใช้เรียกใบปลิวหรือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments
comments
No tags for this post.