บทที่ 3
ชั่วขณะนั้นเสียงขออภัยโทษก็ดังขึ้นเป็นทอดๆ ทางด้านฉู่หลินหลางคุกเข่าก้มศีรษะลงนิ่งๆ รอคอยองค์ชายหกลงทัณฑ์อยู่ที่เบื้องล่างห้องโถง
องค์ชายหกคาดไม่ถึงว่าจะมีวันที่ตนเองเกือบถูกหญิงบ้านนอกรัดคอตาย เขาลูบคออย่างหวาดผวา ไต่ถามบุรุษร่างสูงใหญ่ที่มีคราบเลือดทั่วกายด้านข้างอย่างหงุดหงิด
“ท่านอาจารย์ซือถู ท่านเห็นว่าสมควรจัดการหญิงดุร้ายผู้นี้เช่นไรดี”
ผู้มีนามว่าซือถูคือบุรุษที่ขับรถม้านั่นเอง เขาชายตามองแผ่นหลังบอบบางของสตรีที่คุกเข่าหมอบลงคราหนึ่งก่อนกล่าวอย่างครุ่นคิด
“ตามกฎหมายแล้วสมควร…”
ฉู่หลินหลางได้ยินคำขึ้นต้นแล้วก็นึกว่าอาจารย์ซือถูผู้นี้จะพูดว่า ‘ตามกฎหมายแล้วสมควรประหาร’
นางรีบเงยหน้าขึ้นพูดตัดบทเสียงสั่นด้วยใบหน้าซีดเผือด “หม่อมฉันโง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้จักผู้สูงศักดิ์ สมควรถูกโบยอย่างหนัก เพียงแต่…มีเรื่องหนึ่งไม่รู้ว่าควรทูลถามหรือไม่เพคะ”
เมื่อครู่องค์ชายหกยังไม่หายเสียขวัญ จึงไม่ได้พิศดูสตรีใจกล้าผู้นี้อย่างจริงจัง ยามนี้เห็นนางเงยหน้าขึ้นถึงเห็นชัดถนัดตาว่านางมีรูปโฉมงดงามปานบุปผาเพียงใด
อืม…ชายแดนอย่างเมืองเหลียนมีหญิงงามโดดเด่นเทียบชั้นสตรีแถบริมฝั่งแม่น้ำเจียงหนานด้วยหรือนี่
เพียงเห็นสตรีที่ก้มศีรษะหมอบลงกับพื้นมีทรวดทรงองค์เอวอ้อนแอ้นอรชร ใบหน้าขาวกระจ่าง ดวงตาดุจตาหงส์ทั้งคู่มีน้ำตาแวววาวเอ่อคลอ ริมฝีปากแดงสั่นระริก ดูไปแล้วแสนเปราะบางอ่อนแอ ทั้งน่ารักน่าสงสารเป็นนักหนา
องค์ชายหกเป็นคนที่ทะนุถนอมหญิงงามมาแต่ไหนแต่ไร ครั้นเห็นรูปโฉมของฮูหยินผู้ตรวจการผู้นี้อย่างชัดเจน เขาก็ไม่ถือสาที่นางพูดแทรกขึ้นมา ทั้งยังทอดน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เจ้า…อยากถามอะไรหรือ”
แม้เสียงนางจะสั่น แต่กลับดังก้องกังวาน “หม่อมฉันอยากทูลถามว่าถึงแม้หม่อมฉันจะเสียมารยาทอย่างยิ่ง แต่ก็มีความดีความชอบในการช่วยเหลือพระองค์ใช่หรือไม่เพคะ ถ้ามิใช่มีเทพดลใจให้หม่อมฉันอยู่ดีๆ ก็ไปที่ถนนสายนั้น ไฉนเลยจะบังเอิญช่วยสายโลหิตของโอรสสวรรค์ไว้ได้ จากจุดนี้เห็นได้ชัดว่าองค์ชายหกทรงเป็นผู้เที่ยงธรรมมีความเมตตากรุณา รักราษฎรดุจบุตรหลาน ถึงได้รับความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกสารทิศ ดลบันดาลให้หม่อมฉันไปช่วยพระองค์ ถึงพลิกเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดีได้เพคะ”
องค์ชายหกคิดไม่ถึงว่าสตรีนุ่มนวลอ่อนหวานผู้หนึ่งจะกล่าววาจาประจบสอพลอเช่นพวกขุนนางอาวุโสอย่างลื่นไหลได้ ทำให้เขาหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เพิ่งตั้งท่าจะพูด อาจารย์ซือถูที่อยู่ใกล้ๆ ผู้นั้นกลับเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยเมยอย่างถูกจังหวะ
“เช่นนั้นองค์ชายหกคงต้องขอบคุณท่านที่ใช้ปิ่นปักผมแทงพระศอของพระองค์ใช่หรือไม่”
ฉู่หลินหลางกัดริมฝีปาก รู้สึกว่าตนเองทำพลาดไปจริงๆ เมื่อครู่นางควรกระโจนใส่เจ้าตัวเสนียดที่ขับรถม้าผู้นี้แล้วเอาปิ่นปักผมแทงคอเขาให้ทะลุถึงจะถูก!
ส่วนโจวสุยอันด้านข้างในเวลานี้ทำหน้าบึ้งตึง อยากอุดปากที่พูดจากำเริบเสิบสานของนางไว้ใจจะขาด
น่าเสียดายที่เขาไม่กล้า ได้แต่ทำตาปริบๆ มองดูภรรยาสูดลมหายใจลึกๆ คราหนึ่งแล้วพูดจาไร้สาระไปเรื่อยๆ ทั้งน้ำตานองหน้า
“ใต้เท้าท่านนี้กล่าวล้อเล่นแล้ว หม่อมฉันเป็นสตรีเรี่ยวแรงน้อยนิดเพียงเท่านี้จะสยบองค์ชายได้อย่างไร บัดนี้หม่อมฉันกระจ่างแจ้งแล้วว่าเพราะองค์ชายหกสุภาพอ่อนโยนมีน้ำพระทัยกว้างขวาง คร้านจะต่อสู้กับสตรีถึงออมมือให้หม่อมฉันเท่านั้นเอง น่าเสียดายที่หม่อมฉันมีตาหามีแววไม่ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจนกระทำความผิดอย่างไม่น่าเชื่ออยู่แล้ว ยังจะให้องค์ชายทรงลงทัณฑ์ด้วยพระองค์เองได้อย่างไร ประเดี๋ยวคนที่ไม่รู้เรื่องราวจะหลงคิดว่าองค์ชายหกมีพระทัยโหดเหี้ยม หม่อมฉัน…มิสู้ลงโทษตนเองด้วยการคุกเข่าในศาลบรรพชนหนึ่งเดือน จะได้ถือโอกาสนี้สวดมนต์ขอพรให้พระองค์ด้วยเพคะ”
ฉู่หลินหลางกล่าวจบแล้วก็รีบหมอบลงตามเดิม แต่รู้สึกอยู่มิวายว่ามีสายตาคมกริบคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ที่ต้นคอระหงของตน
หากคาดเดาไม่ผิด สายตาดุจคมดาบเช่นนี้จะต้องเป็นของเจ้าคนถ่อยซือถูผู้นั้นแน่นอน บางทีเขาอาจไม่พอใจที่นางพูดโกหกหลอกลวงตอนบอกทางก่อนหน้านี้ ดูเหมือนบุรุษผู้นี้จงใจตั้งแง่กับนาง
ฉู่หลินหลางคิดในใจ ช่างน่าเสียดายที่ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกหล่อเหลาหมดจดนั่นกลับเป็นคนจิตใจคับแคบโหดเหี้ยม
ทันใดนั้นเจ้าตัวเสนียดที่เป็นเดรัจฉานในคราบมนุษย์ก็เอ่ยปากพูดอีกจริงดังคาด “องค์ชายหก พวกเราเป็นฝ่ายชิงรถม้าก่อน ส่วนสตรีผู้นี้ไม่รู้ความจริงจึงกระทำไปเพื่อปกป้องตนเอง ไม่ว่าจะพินิจตามกฎหมายหรือศีลธรรมก็ไม่ควรเอาผิด แต่ว่า…นางเต็มใจลงโทษตนเอง คุกเข่าในศาลบรรพชนก็ไม่เลว…”
ร่างของฉู่หลินหลางทรุดลงกระแทกพื้นเบาๆ อะไรกัน คนที่ชื่อซือถูผู้นั้นมิใช่จะเหยียบย่ำซ้ำเติมหรือ กลายเป็นว่าข้าอวดฉลาดไม่เข้าเรื่องเสียแล้ว
กระนั้นนางรู้สึกอยู่มิวายว่าคนผู้นี้ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย เขาจะใจดีเช่นนี้จริงๆ หรือ
องค์ชายหกฟังคำยกยอปอปั้นของสตรีแล้วก็เบิกบานใจขึ้นบ้าง ปกติสตรีที่เขาได้พบปะพูดคุยส่วนใหญ่เป็นสตรีชนชั้นสูงที่ออกเรือนแล้วซึ่งมีกิริยามารยาทงดงามและสุภาพอ่อนน้อม แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยพบเจอสตรีคนใดที่มีเสียงหวานใสนุ่มนวลดุจสายน้ำไหลรินเช่นฮูหยินผู้ตรวจการผู้นี้มาก่อน อีกทั้งถ้อยคำสรรเสริญเยินยอยังแฝงชั้นเชิงพลิกแพลงไร้ที่สิ้นสุด
เขาได้ยินเสียงอ่อนหวานกังวานใสของนางแล้วเพลิงโทสะก็บรรเทาลงไม่น้อย เป็นอย่างที่นางพูด หากลงโทษสตรีผู้นี้จะมิเท่ากับยอมรับว่าตนเองไม่มีความเป็นบุรุษอกสามศอกแม้แต่น้อย ถึงกับถูกสตรีอ่อนแอจับเป็นตัวประกันหรือไร
องค์ชายหกผู้ผอมแห้งแรงน้อยทว่าทรงอำนาจน่าเกรงขามมาแต่กำเนิดไม่เต็มใจยอมรับว่าตนเองถูกสตรีร่างเล็กบอบบางรัดคอไว้จนขยับตัวไม่ได้!
สิ่งสำคัญที่สุดคือมุ่งความสนใจไปที่การจัดการลงโทษงูเจ้าถิ่นที่ก่อกรรมทำชั่วของที่นี่ การเข้าใจผิดของสตรีพรรค์นี้ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจมากเกินไป แม้เขาจะมีวิธีที่เด็ดขาดแข็งกร้าว แต่ต้องใช้กับเรื่องที่ร้ายแรงกว่า
องค์ชายหกคิดคำนึงเช่นนี้แล้วก็โบกมือไปมาพลางกล่าวอย่างสุภาพ “พวกข้าเป็นฝ่ายเสียมารยาทก่อน แต่เพราะไม่มีทางเลือกถึงได้ถือวิสาสะกระโดดขึ้นรถม้าของสตรีในเรือนขุนนาง โทษมิได้ที่จะเกิดความเข้าใจผิดกันโดยใช่เหตุ เรื่องลงโทษนั่นก็ยกเว้นไปเถิด ไม่ทราบว่าฮูหยินเป็นสตรีเรือนในของใต้เท้าท่านใดหรือ”
ยามนี้โจวสุยอันจึงรีบก้าวออกจากแถวแล้วบอกว่าเป็นสตรีในเรือนตนเอง องค์ชายหกเอ่ยขอบคุณเสียงอ่อนโยน ทั้งยังสั่งให้ประทานเงินรางวัลกับแพรพรรณให้ฉู่หลินหลางเป็นการแสดงความขอบคุณ
เมื่อใช้พระคุณเสร็จสิ้น ต่อจากนั้นก็ถึงคราวใช้พระเดชแล้ว
องค์ชายหกจะซักไซ้ไล่เลียงเจ้าเมืองเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ฉู่หลินหลางในฐานะสตรีเรือนในไม่เหมาะจะฟังต่อเป็นธรรมดา นางจึงกล่าวขอตัวออกไป
ตอนฉู่หลินหลางก้าวออกจากที่ว่าการ ทั้งที่เป็นเดือนสิบสองที่หนาวเย็น นางกลับหลั่งเหงื่อเต็มแผ่นหลัง ดังนั้นนางจึงยืนตรงจุดใต้ลมของประตูทางเข้ารอให้เหงื่อแห้ง
สาวใช้นามซย่าเหอยังหวาดผวาไม่หาย นางเช็ดเหงื่อเย็นทั่วใบหน้าออกพลางเอ่ยถามฉู่หลินหลาง “ฮูหยินใหญ่ พวกเราจะกลับจวนก่อนหรือไม่เจ้าคะ”
ฉู่หลินหลางเงยหน้ามองพระอาทิตย์ “วันนี้ท่านพี่คงไม่ได้กลับเร็วนัก อาหารกลางวันก็ไม่น่าจะกลับมากิน ยังไม่ได้ซื้อผ้าเลยมิใช่หรือ ไปเถิด ไปซื้อผ้ากัน”
เอ๊ะ? ซย่าเหอได้ยินแล้วก็อึ้งงันไป นางรู้ว่านายหญิงเป็นคนใจกล้า แต่เพิ่งก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้น มิหนำซ้ำยังเกือบถูกองค์ชายลงโทษ มิใช่เรื่องง่ายดายกว่าจะเอาตัวรอดมาได้อย่างปลอดภัย ยังมีแก่ใจซื้อผ้าอีกหรือ
ฉู่หลินหลางหาได้สงบนิ่งอย่างที่ซย่าเหอคิด แท้จริงแล้วหัวใจนางยังเต้นรัวเร็วอยู่
มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าองค์ชายหกผู้นั้นมีนิสัยใจคอเป็นเช่นไร อันที่จริงนางก็ไม่มั่นใจว่าคำพูดของตนเมื่อครู่จะสามารถโน้มน้าวใจท่านผู้สูงศักดิ์ได้หรือไม่ แม้ว่าจะรอดมาได้อย่างปลอดภัย แต่นางเห็นสามีมองตนเองด้วยสายตาขุ่นเขียว กลับไปคงต้องถูกเทศนาสั่งสอนอีกเป็นแน่
ในเมื่อเป็นเช่นนี้มิสู้รีบซื้อของไปประจบสามีดีกว่า
ด้วยเหตุนี้ฉู่หลินหลางไม่เพียงซื้อผ้าให้สามี ยังซื้อพวกปิ่นปักผมกับผ้าเช็ดหน้าปักลายไปฝากมารดากับน้องสาวสามีด้วย
เภทภัยครั้งใหญ่เพิ่งผ่านพ้นไปย่อมต้องเสียเงินสะเดาะเคราะห์สักหน่อย นางตั้งใจจะติดสินบนคนทั้งครอบครัว วันนี้จะได้ไม่ต้องถูกดุด่าว่ากล่าวหนักเกินไป
เพียงแต่ตอนซื้อของ ฉู่หลินหลางใจคอไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว…นางรู้สึกอยู่มิวายว่าอาจารย์ซือถูผู้นั้นดูคุ้นตาอยู่บ้าง แต่คิดไม่ออกในชั่วครู่ชั่วยามว่าเคยพบกันที่ใด
ทว่าเขาพูดสำเนียงเมืองหลวงอย่างคล่องปาก นางเองก็ไม่เคยพบเจอชาวเมืองหลวงคนใดมาก่อน ถ้าเคยเห็นบุรุษรูปงามปานนี้จริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลที่นางจะลืมไปได้อย่างง่ายดาย
นางคิดพลางล้วงกระเป๋าเสื้อเตรียมจะจ่ายเงิน แต่หลังจากมือเล็กสอดเข้าไปแล้วก็ไม่ดึงออกมาสักที นางคลำหาไปทั่วกระเป๋าเสื้ออย่างลุกลี้ลุกลน…แย่แล้ว! รายการบัญชีปลอมที่ใช้หลอกคนแผ่นนั้นหายไปแล้ว!
คราวนี้ฉู่หลินหลางเริ่มหน้าเสียเล็กน้อย นางไม่มีแก่ใจจะซื้อของต่อ พาสาวใช้ย้อนกลับไปตามทางเดิม เสาะหารายการบัญชีปลอมโดยไม่รอช้า
ทางด้านองค์ชายหกหลังตำหนิติเตียนเจ้าเมืองแล้วก็สั่งให้จับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เขาหันหน้าไปก็พบว่าซือถูเซิ่งพระอาจารย์ของตนหายไปที่ใดแล้วก็สุดรู้
ครั้นถามไถ่จากผู้ติดตามข้างกาย องค์ชายหกก็ตามไปหาเขาที่ห้องหนังสือของที่ว่าการ
บุรุษร่างสูงใหญ่ที่ช่วยเขาไว้ในยามคับขันเมื่อครู่นี้ผลัดเปลี่ยนชุดที่เปื้อนเลือดออกเป็นชุดคลุมยาวสีเรียบรัดสายคาดเอวกว้าง ยืนก้มหน้าหันหลังให้ประตูอยู่ตรงริมหน้าต่าง
องค์ชายหกเอ่ยขึ้นเสียงดัง “ท่านอาจารย์ซือถู ท่านได้รับบาดเจ็บอยู่ อย่ายืนตากลมที่ข้างหน้าต่างเลย”
ซือถูเซิ่งเงยหน้าขึ้นช้าๆ ยัดกระดาษแผ่นหนึ่งที่เก็บได้ที่ใต้รถม้าเข้าไปในแขนเสื้อด้วยสีหน้าเป็นปกติ จากนั้นก็สาวเท้าเข้าไปคารวะพร้อมกล่าวกับองค์ชายหก
“วันนี้เกิดเรื่องชุลมุนวุ่นวายมาก องค์ชายส่งคนมาเรียกตัวกระหม่อมก็ได้ ไยต้องทรงลำบากเหน็ดเหนื่อยเองเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายหกมองไปทางพระอาจารย์ของตนด้วยสีหน้าเลื่อมใส “ปกติรู้แค่ว่าท่านอาจารย์มีวิชาความรู้สูงส่งเหนือใคร ไม่คิดว่าวรยุทธ์จะล้ำเลิศเพียงนี้!”
ซือถูเซิ่งหลุบตาลงพลางกล่าวว่า “เมื่อครั้งวัยเยาว์กระหม่อมสุขภาพไม่ดี มารดาจึงจ้างคนมาสอน เพียงมุ่งหวังให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะสามารถนำมาใช้รักษาชีวิตได้พ่ะย่ะค่ะ”
แม้ซือถูเซิ่งจะพูดถ่อมตน แต่กลับทำให้องค์ชายหกรู้สึกนับถือเลื่อมใสยิ่งขึ้น
ในบรรดาพระโอรสทั้งหลาย องค์ชายหกไม่นับว่าโดดเด่น มารดาเขามีชาติตระกูลต่ำต้อย เป็นคนหัวช้าไร้ไหวพริบ ส่วนเขาก็ร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิด ถูกบิดามองข้ามมานานแล้ว พระโอรสที่ไม่ได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ไม่มีทางได้ร่วมเล่าเรียนกับรัชทายาท พระอาจารย์ที่จัดสรรให้ก็มิใช่พหูสูตชื่อดังหรือมหาปราชญ์เช่นเดียวกับพระอาจารย์ของรัชทายาท
ซือถูเซิ่งผู้นี้เป็นเพียงราชบัณฑิตหนุ่มที่ไม่มีคนหนุนหลังแต่อย่างใด เขาเป็นขุนนางอยู่ในสำนักราชบัณฑิตในตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญนัก
เดิมทีบุตรหลานจากครอบครัวยากจนที่โชคดีสอบขุนนางผ่านได้จำพวกนี้ องค์ชายหกไม่ใคร่เห็นอยู่ในสายตาสักเท่าไร ทั้งยังแคลงใจว่าซือถูเซิ่งเป็นพวกไร้ค่าไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ ที่ถูกยัดเยียดมาให้ตน ทำให้วาจาของเขามักแฝงการออกคำสั่ง ไม่มีความเคารพนับถือต่อผู้เป็นอาจารย์
โชคดีที่ซือถูเซิ่งเป็นคนง่ายๆ ตามสบาย ถึงองค์ชายหกจะดื้อรั้นไม่ใฝ่หาความก้าวหน้า เขาก็ไม่ยกคำสอนโบราณมาตักเตือน เพียงวางสี่ตำราห้าคัมภีร์* ไว้แล้วคัดเลือกบันทึกเรื่องแปลกในท้องถิ่นน่าสนุกมาเล่าให้อีกฝ่ายฟัง
ไปๆ มาๆ เรื่องน่าสนุกพวกนี้กลับดึงดูดความสนใจขององค์ชายหกได้ ขณะที่บรรดาพระอาจารย์ทั้งหลายจะสอนหนังสือตามแบบแผนดั้งเดิม เขาจึงชอบเรียนหนังสือกับอาจารย์ซือถูมากที่สุด
พระโอรสหางแถวนอกคอกเช่นนี้ย่อมไม่ต้องสอบวัดคุณสมบัติ ถ้าพระอาจารย์ตั้งอกตั้งใจสอนวิชาความรู้ ถ่ายทอดวิถีแห่งการเป็นฮ่องเต้ต่างหากถึงจะผิดข้อต้องห้ามร้ายแรงของเชื้อพระวงศ์
ดังนั้นอาจารย์ศิษย์คู่นี้ต่างชอบใจที่ได้เอ้อระเหยไปวันๆ นับวันยิ่งเข้ากันได้ดีขึ้นทุกที
การสอนหนังสือของซือถูเซิ่งไม่ยึดติดกับแบบแผนดั้งเดิม ยามว่างยังพาองค์ชายหกไปปลูกพืชผักในที่นาหลวง ถือโอกาสจับจิ้งหรีดทองดำมาต่อสู้กัน พร้อมกับเล่าเรื่องการทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์ในที่ต่างๆ ทั่วทุกทิศ
สรุปได้ว่าช่วยเปิดหูเปิดตาพระโอรสผู้โง่เขลาของราชสำนักให้ได้รู้ความเป็นไปของโลกกว้างภายนอกอาณาเขตวังหลวง
กระทั่งตอนรัชทายาทพุดคุยสัพเพเหระกับน้องชายคนอื่นๆ หลังรำพึงรำพันถึงความสามารถอันสูงส่งและความดุดันเคร่งครัดของพระอาจารย์ตน บางครั้งก็จะกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉาว่ายังคงเป็นพระอาจารย์ของน้องหกที่เข้ากับคนง่าย สนุกสนานอิสรเสรีเหลือหลาย ไม่เหมือนกับพวกตนที่มีพระอาจารย์เข้มงวดกวดขันต้องบากบั่นขยันท่องตำราทุกวัน
กระนั้นองค์ชายหกก็ค่อยๆ เริ่มรู้สึกว่าดูเหมือนสิ่งที่พระอาจารย์ผู้นี้สอนสั่งตนหาใช่ไร้ประโยชน์ใดๆ โดยสิ้นเชิง
ดังเช่นพักก่อนบิดาเรียกตัวพวกพระโอรสไปนั่งล้อมวงชงชากันในพระราชอุทยานอย่างอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว ระหว่างที่สนทนาสั้นๆ ก็เอ่ยถึงวิถีชีวิตของผู้คนในชายแดน
รัชทายาทกับพระโอรสซึ่งเป็นที่โปรดปรานสองสามพระองค์ต่างพูดถึงแผนการใหญ่ว่าด้วยการป้องกันชายแดนเพื่อความสงบสุขมั่นคงและแสนยานุภาพที่เกรียงไกรของแผ่นดิน ทว่าล้วนไม่รู้เรื่องกิจการภายในของหน่วยราชการชายแดนกันสักเท่าไร
ในตอนดื่มชากันเป็นองค์ชายหกที่เล่าถึงความรู้เชิงภูมิลักษณ์ของพื้นที่ชายแดนรวมถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านท้องถิ่นโดยไม่ได้คิดอะไร
ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมของแคว้นต้าจิ้นถูกพระโอรสที่ทรงเรียกชื่อผิดบ่อยครั้งผู้นี้กระตุ้นความสนใจขึ้นมา เขาถามสองสามคำไปตามเรื่องตามราวแล้วก็พบว่าแม้พระโอรสผู้ผอมแห้งแรงน้อยผู้นี้จะไม่รอบรู้งานประพันธ์ชั้นสูง แต่มีความเป็นชาวยุทธ์ที่ชื่นชอบการผาดโผนผจญภัยแฝงอยู่ในตัว พูดถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านชายแดนได้แคล่วคล่องเป็นล่องน้ำ
แล้วเขากำลังต้องการคนไปตรวจราชการที่ชายแดน ทำหน้าที่เป็นมีดคมกริบตัดเนื้อร้ายอยู่พอดี ถึงเขาจะมีพระโอรสมากมาย แต่ถ้าตัดพวกที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ออก คนที่เลี้ยงดูรอดจนเติบใหญ่สามารถใช้งานได้กลับเหลืออยู่ไม่กี่คนนี้เท่านั้น
การตรวจราชการคราวนี้คงต้องทำงานสกปรกบ้าง ถ้าส่งรัชทายาทไปเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของรัชทายาท มิสู้ส่งพระโอรสซึ่งไม่มีภาระหน้าที่ใดไปจะดีกว่า เป็นตัวแทนของอำนาจเด็ดขาดของราชสำนัก ทั้งยังไม่ต้องกลัวว่าเขาจะทำงานล้มเหลว แล้วถ้าสามารถบ่มเพาะขุนนางมีฝีมือได้คนหนึ่งก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
หลังจากทดสอบลองเชิงหลายครั้ง ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมค้นพบว่าเจ้าหกผู้นี้มีความเข้าใจในกิจการภายในของหน่วยราชการเป็นอย่างดี มิใช่พวกเกียจคร้านไม่เคยขยับตัวทำอะไร ได้ยินว่าช่วงเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิและช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง องค์ชายพระองค์นี้มักไปช่วยลงแรงดำนาเกี่ยวข้าวยังที่นาหลวงเสมอ เป็นคนสมถะอย่างยิ่ง
ดังนั้นโอรสสวรรค์จึงมีพระราชโองการมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เขา องค์ชายหกถึงได้เดินทางเข้าสู่เมืองเหลียน
องค์ชายหกอาจไม่มีคุณสมบัติของผู้ปกครองแผ่นดิน ทว่าคนที่มีชีวิตรอดจนเติบใหญ่ในวังหลวงได้ล้วนต้องมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง เขาเพิ่งตระหนักได้ในภายหลังว่าสิ่งที่บิดาซักถามล้วนเป็นสิ่งที่พระอาจารย์ที่ไม่เอาจริงเอาจังของตนถ่ายทอดให้
จะพูดอย่างไรดี แม้จะสอนความรู้ให้น้อย ทว่าใช้ประโยชน์ในจังหวะสำคัญได้ทั้งสิ้น!
คราวนี้ความรู้สึกดูถูกดูแคลนในกาลก่อนของเขาลดทอนลงไปมากกว่าครึ่ง แล้วการเดินทางมาปฏิบัติงานในครั้งนี้เขาก็พาซือถูเซิ่งติดตามมาด้วย ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ความจริงแล้วการกวาดล้างอย่างแข็งกร้าวเด็ดขาดมาตลอดทางนี้ไม่ใช่วิสัยขององค์ชายหกแม้แต่น้อย
ขุนนางทุจริตเบื้องล่างล้วนมีสายสัมพันธ์โยงใยอย่างซับซ้อนอยู่ในเมืองหลวง ดังคำกล่าวที่ว่าดึงผมเส้นเดียวสะเทือนไปทั้งร่าง องค์ชายที่ไร้ฐานอำนาจเช่นเขาใช่ว่าอยากจะหาเรื่องใส่ตัว ตอนแรกเขาตั้งใจจะลงโทษสั่งสอนแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น
แต่ซือถูเซิ่งกลับถามเขาว่า ‘องค์ชายหกทรงเมตตาปรานีเช่นนี้เพราะหวงแหนเกียรติของพระองค์ หมายจะสร้างชื่อเสียงว่าเป็นพระโอรสผู้ปราดเปรื่องทรงคุณธรรมหรือ’
บทที่ 4
คำกล่าวนี้ทำให้องค์ชายหกหลั่งเหงื่อทั่วแผ่นหลัง ทั้งยังขนลุกชันด้วยความตกใจ
ยามนี้ชายแดนมีปัญหาทุจริตสั่งสมมานาน บิดาเองก็คิดจะเปลี่ยนแปลงอย่างแน่วแน่ ตอนส่งเขาออกเดินทางก็เอ่ยให้กำลังใจให้เขาทำอย่างเต็มที่สุดกำลัง ทว่าโรคร้ายที่เรื้อรังมาเนิ่นนานปานนี้ คนหนุ่มผู้หนึ่งจะจัดการสะสางให้เรียบร้อยหมดจดได้หรือ
แต่บิดากลับบอกเขาว่าไม่จำเป็นต้องกริ่งเกรงอะไร ลองทุ่มสุดตัวดูสักครา เห็นได้ชัดว่าตั้งใจใช้เขาเป็นดาบสังหารคน
ถ้าองค์ชายที่ไร้ภาระหน้าที่อย่างเขาไม่ยอมเป็นดาบ มิหนำซ้ำยังกระทำตัวเป็นคนดีมีศีลธรรม สร้างชื่อเสียงเป็นผู้ปราดเปรื่องทรงคุณธรรมติดตัวกลับไป ย่อมเป็นการยกตัวเทียบเคียงรัชทายาท อยากสืบทอดราชสมบัติเองแล้ว
หลังจากได้ฟังคำพูดเตือนสติ ดาบอาญาสิทธิ์แห่งราชสำนักก็ชักออกจากฝักเปิดฉากเข่นฆ่ามาตลอดทาง หนังสือฎีกาฟ้องร้ององค์ชายหกถูกนำขึ้นถวายไม่ขาดสาย แต่บิดาไม่ได้ออกพระราชโองการตำหนิติเตียนอยู่จนแล้วจนรอด
เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าฮ่องเต้ตัวจริงไม่แสดงอำนาจบารมี ทว่ากลับยั่วยุให้ฮ่องเต้กำมะลองูเจ้าถิ่นของที่นี่แผลงฤทธิ์ วันนี้เขาเผชิญอันตราย ถ้าไม่ใช่เพราะซือถูเซิ่งมีวรยุทธ์ล้ำเลิศ ผลลัพธ์ที่ตามมาคงเลวร้ายจนไม่กล้าคิด!
เมื่อนึกถึงความสุขุมเยือกเย็นไม่แตกตื่นลนลานในสถานการณ์ล่อแหลมของซือถูเซิ่ง องค์ชายหกก็ยิ่งเลื่อมใสพระอาจารย์ของตนอย่างสุดจิตสุดใจ จึงอดไม่ได้ที่จะไต่ถามถึงการดำเนินการขั้นต่อไป
ตามความคิดของเขาคือให้เจ้าเมืองประกาศจับคนร้ายแล้วออกจากสถานที่ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งยุ่งยากแห่งนี้ ถึงอย่างไรงานก็ใกล้ลุล่วงเต็มที องค์ชายหกอยากกลับไปรายงานตัวที่เมืองหลวงโดยไว จะได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม
ทว่าซือถูเซิ่งกลับกล่าวว่า “เมืองเหลียนมีอาหารรสโอชามากมาย ตลอดจนทิวเขาและบ่อน้ำพุร้อน องค์ชายหกจะลองอยู่พำนักสักสองสามวันก็ไม่เสียหาย จะได้ผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายหกฟังแล้วก็บังเกิดความสนใจขึ้นมาทันที ตอนนี้เขาเพิ่งอายุสิบแปดปี เป็นวัยที่รักความสนุกพอดี ตลอดการเดินทางมานี้เขาได้แต่รับหน้าที่เป็นพญายมตัดสินโทษตัดศีรษะคน นานทีจะได้ออกจากวังหลวง คงไม่มีอะไรดีไปกว่าได้พักผ่อนหย่อนใจบ้าง!
ครั้นเอ่ยถึงเรื่องสนุกสนานรื่นรมย์เช่นนี้ จิตใจขององค์ชายหกก็ผ่อนคลาย เขาเริ่มคุยเล่นกับพระอาจารย์อย่างครึ้มอกครึ้มใจ
“วันนี้อันตรายเหลือเกิน เคราะห์ดีที่ได้พบฮูหยินผู้ตรวจการผู้นั้น คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าในเมืองชายแดนจะมีหญิงงามหยาดเยิ้มอรชรอ้อนแอ้นเช่นนี้…น่าเสียดายที่ออกเรือนมีสามีแล้ว…”
ซือถูเซิ่งมององค์ชายหกที่แสดงสีหน้าเสียดายคราหนึ่งก่อนกล่าวเรียบๆ “หากองค์ชายหกรู้สึกว่าค่ำคืนยาวนานเหลือทนก็ให้เจ้าเมืองจัดงานเลี้ยงสุรา ย่อมมีสตรีโฉมงามมากหน้าหลายตาที่เลือกเฟ้นมาอย่างดีเข้าสู่ห้องบรรทม ช่วยปรนบัติพระองค์ให้คลายความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าได้พ่ะย่ะค่ะ”
นี่มิใช่ถ้อยคำที่อาจารย์ผู้เข้มงวดจะกล่าวกับศิษย์ของตน กลับคล้ายเป็นการชักชวนกันทำเรื่องเหลวไหลของกลุ่มสหายเสเพลร่วมสำนักศึกษา
ซือถูเซิ่งไม่ใช่คนปล่อยเนื้อปล่อยตัว องค์ชายหกเคยได้ยินองครักษ์ประจำตัวบอกว่าปกติอาจารย์ซือถูนอกจากสอนหนังสือ ยามอยู่เพียงลำพังล้วนกินอยู่อย่างเรียบง่าย เป็นคนเงียบขรึมสันโดษยิ่ง ไม่ดื่มสุราสรวลเสเฮฮากับพวกองครักษ์ ยิ่งไม่มีทางไปเที่ยวเตร่ในตรอกโคมแดง
เขามีรูปโฉมหมดจดงามสง่า ขณะที่กล่าวประโยคนี้เขาเพียงมององค์ชายหกอย่างสงบ ไม่แสดงสีหน้าใดๆ ต่อให้เสนอความเห็นไร้สาระก็ไม่คล้ายชักชวนไปหาความสำราญ กลับแฝงท่าทีประชดประชันไว้เล็กน้อย
องค์ชายหกถูกคนดูหมิ่นเหยียดหยามลับหลังตั้งแต่วัยเยาว์ จึงหยิ่งในศักดิ์ศรีและอ่อนไหวอย่างยิ่ง เขาได้สติทันใด ตนเองได้รับความสำคัญจากบิดาเป็นครั้งแรก ถูกส่งตัวมาปฏิบัติงาน เขาจะเถลไถลหลงเพลิดเพลินในความสุขชั่วครู่ชั่วยามได้หรือ
องค์ชายหกไม่มีแก่ใจหวนรำลึกถึงรูปโฉมงดงามของสตรีในเรือนขุนนางท้องถิ่นต่ออีก เพียงโบกมือบอกปัดว่าตนเองมีงานรัดตัว ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องสตรี ขอให้เขาสบายใจได้
พอกล่าวคำนี้จบแล้วก็หาข้ออ้างขอตัวออกไปพักผ่อนก่อน
ซือถูเซิ่งเดินกลับไปตรงริมหน้าต่างมองดูปุยหิมะปลิวโปรยปราย นิ้วเรียวยาวดึงกระดาษรายการบัญชีในแขนเสื้อแผ่นนั้นออกมา เขาหลุบตาเพ่งมองนิ่งๆ
ตอนเขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งในชุดสีแดงงดงามอยู่ที่นอกหน้าต่าง…
ฉู่หลินหลางทำของหายไปจึงออกตามหามาตลอดทาง นางหาไปพลางทบทวนความจำสุดชีวิตไปพลาง…นางเก็บกระดาษรายการบัญชีที่ปลอมแปลงขึ้นมาไว้ในกระเป๋าเสื้อ ต่อให้ทำหล่นก็ต้องอยู่ในรถม้าหรือไม่ก็ในที่ว่าการแน่นอน
แต่บนรถม้าไม่มีวี่แววสักนิด ดังนั้นจึงน่าจะตกอยู่ในที่ว่าการแล้ว พอนางคิดว่าถ้ากระดาษรายการบัญชีแผ่นนั้นตกอยู่ในมือจางเสี่ยนหรือผู้ประสงค์ร้าย…คงเดือดร้อนครั้งใหญ่เป็นแน่!
พอคิดเช่นนี้หิมะเกล็ดใหญ่ดุจขนห่านที่ปลิวลงมาบนกลางศีรษะซึ่งมีเหงื่อผุดซึมของนางก็แทบระเหยเป็นไอน้ำทันที
นางมองหาอยู่หลายรอบแล้วก็ตัดสินใจพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นเคย จึงล้วงกระดองเต่าทำนายดวงชะตาในอกเสื้อออกมาเขย่าแรงๆ หวังว่าจะเสี่ยงทายทิศทางได้
น่าเสียดายที่วันนี้กระดองเต่าทำตัวเกเรเสียแล้ว เหรียญสำริดข้างในกระเด็นออกมาแล้วกลิ้งไปตามพื้น
ฉู่หลินหลางรีบไล่ตามไปแล้วก้มตัวลงเก็บ กลับเห็นรองเท้าทรงสูงที่ซักจนเริ่มเก่าเล็กน้อยคู่หนึ่งปรากฏเบื้องหน้าสายตา
นางเงยหน้าขึ้น บุรุษหล่อเหลาในชุดสีขาวกำลังมองนางอยู่ด้วยสายตาเฉยเมย ดวงตาที่ลุ่มลึกดุจบึงน้ำมืดมิดคู่นั้นราวกับมีพลังอำนาจบางอย่าง ทำให้คนมองเห็นแล้วบังเกิดความประหม่าอยากหลบตาอย่างสุดระงับ
ฉู่หลินหลางหลบเลี่ยงโดยพลัน แต่พอลุกขึ้นเดินย้อนกลับไปได้ไม่กี่ก้าว บุรุษผู้นั้นกลับสาวเท้าก้าวใหญ่ไล่ตามมา เอ่ยปากถามตามสบาย
“เมื่อครู่เห็นฮูหยินเดินวนอยู่แถวนี้ ไม่ทราบว่ากำลังหาอะไรอยู่ ข้าพอจะช่วยได้หรือไม่”
ฉู่หลินหลางจำต้องหยุดฝีเท้าหันกายมา นางก้มหน้ามองชายชุดคลุมยาวของเขา คารวะพลางกล่าวว่า “ข้าทำปิ่นปักผมหาย…เป็นของไม่มีราคา ข้าหาเองได้…ใต้เท้าไม่จำเป็นต้องวุ่นวายใจ เชิญไปทำงานของท่านเถิดเจ้าค่ะ”
ตามหลักแล้วเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ บุรุษทั่วไปพึงออกห่างสตรีในเรือนขุนนาง ปลีกตัวไปอย่างรู้กาลเทศะจึงจะถูก ทว่าชุดคลุมสีขาวตรงหน้าฉู่หลินหลางไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย น้ำเสียงเฉยชายังคงดังวนเวียนพร้อมหิมะปลิวโปรยปรายอยู่เหนือศีรษะ
“เมื่อครู่เห็นฮูหยินตามหาอย่างร้อนรนยิ่ง ไม่คล้ายเป็นของไม่มีราคา…”
ฉู่หลินหลางฟังถึงตรงนี้แล้วเงยหน้าขึ้น มองเข้าไปในดวงตาลุ่มลึกเกินหยั่งคู่นั้น นางควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติแล้วกล่าวยิ้มๆ อย่างไม่โอหังไม่เจียมตน
“ใต้เท้าหมายความว่า…ข้ากำลังหลอกลวงท่านหรือเจ้าคะ ข้าแค่ทำของหายไป มิใช่พวกโจรป่าแบ่งของที่ปล้นสะดมมา ใครพบใครได้ ต่อให้ทำของล้ำค่าหายไปจริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลต้องปิดบังใต้เท้าถูกหรือไม่เจ้าคะ”
ยามสตรีผู้นี้ถือปิ่นปักผมขู่เข็ญองค์ชายหก เพียงเห็นคราเดียวก็มองออกถึงเนื้อแท้ที่แข็งกร้าวของนาง อีกทั้งนิสัยป่าเถื่อนที่แฝงอยู่ยังเผยออกมาชั่วขณะเหมือนดั่งดอกถานฮวาที่บานให้เห็นเพียงชั่วครู่* ช่างแตกต่างกับตอนนางหมอบลงกับพื้นขออภัยเบื้องหน้าองค์ชายหก ตอนนั้นนางแลดูอ่อนแอราวกับไร้กระดูกปานนั้น
ดังนั้นนางจะแสดงความปากกล้าต่อหน้าตนเอง ซือถูเซิ่งก็ไม่ประหลาดใจ เพียงเอ่ยอธิบายเสียงเรียบ “ข้าแค่อยากช่วยเหลือท่านเท่านั้น มีอะไรหรือ ฮูหยินคิดว่าข้าเกะกะขวางทางรึ”
ฉู่หลินหลางมองบุรุษที่ดูคล้ายสุภาพมีมารยาทตรงหน้า แต่ในใจกลับนึกถึงความดุร้ายโหดเหี้ยมตอนที่เขาหิ้วตัวองค์ชายหกพร้อมกับกวัดแกว่งดาบฟันใส่คนร้ายด้วยสีหน้าปราศจากอารมณ์
คนสกุลซือถูผู้นี้นางเคยได้ยินฮูหยินเจ้าเมืองเอ่ยถึงหลายครั้งหลายครา ว่ากันว่าเขาคือพระอาจารย์ขององค์ชายหก และเป็นบัณฑิตทั่นฮวาของการสอบหน้าพระที่นั่ง** ปีก่อน แม้ว่าจะเกิดในครอบครัวยากจน ทว่ามีวิชาความรู้ไม่สามัญ เขาเข้าสู่สำนักราชบัณฑิตได้ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่เพราะไม่มีผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลังจึงได้รับแค่ตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญ คอยสร้างความบันเทิงด้วยการเดินหมากแต่งกลอนเป็นเพื่อนพวกองค์ชาย
ต่อมาไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด ซือถูเซิ่งซึ่งไม่มีฐานอำนาจแม้แต่น้อยผู้นี้ถึงกับเลื่อนตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ขององค์ชายหก คราวนี้ยังได้ติดตามมาปฏิบัติงาน
นางเห็นท่าทางองค์ชายหกที่เชื่อถือเขาทุกเรื่องก็พอจะบอกได้ว่าคนผู้นี้รู้จักเข้าหาผู้มีอำนาจ เชี่ยวชาญการปีนป่ายขึ้นสู่ฐานะที่สูงขึ้น ไม่ได้มีจิตใจสูงส่งเช่นปัญญาชนที่ซื่อตรงสุจริตอย่างที่เห็นภายนอกแน่นอน
ฉู่หลินหลางฟังถ้อยคำของอาจารย์ซือถูแล้วก็คาดเดาเจตนาของเขาไม่ถูกไปชั่วขณะ…นี่เขาติดอกติดใจในความงามของข้าถึงได้เดินเข้ามาหาข้ออ้างพูดจาเกี้ยวพาน หรือว่ามีความนัยอื่นแฝงอยู่…จึงหยั่งเชิงด้วยวาจา
ความคิดในสมองนางแล่นกลับไปกลับมา…นางไม่กลัวอย่างแรก ถึงอย่างไรสามีนางก็เป็นผู้ตรวจการของที่นี่ เป็นขุนนางอย่างถูกต้องแท้จริง ส่วนครั้งนี้องค์ชายหกมาปฏิบัติงานอย่างเอาจริงเอาจัง ต่อให้อาจารย์ซือถูผู้นี้เกิดตัณหาหน้ามืดก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามที่นี่เป็นการทำลายชื่อเสียงขององค์ชายหก
สิ่งที่นางกลัวที่สุดคือรายการบัญชีปลอมแผ่นนั้น! ใช่หรือไม่ว่า…บุรุษผู้นี้จะเก็บได้ ดังนั้นพอเขาเห็นข้าค้นหาอยู่ถึงได้เดินเข้ามาพูดหยั่งเชิง
หากรายการบัญชีปลอมนั่นตกอยู่ในมือองค์ชายหก เช่นนั้นคงเกิดปัญหายุ่งยากตามมาไม่จบไม่สิ้นแน่
จังหวะนี้เองซือถูเซิ่งก็เอ่ยถามขึ้นอีก “ฟังสำเนียงของฮูหยินไม่เหมือนคนท้องถิ่นของเมืองเหลียน ไม่ทราบว่าท่านเป็นคนที่ใดหรือ”
ฉู่หลินหลางกำลังจะบอกว่าตนเป็นชาวริมน้ำอำเภอเจียงโข่วก็มีคนพูดทางด้านหลังนางกะทันหัน “เหตุใดเจ้ายังอยู่ที่นี่ ยังไม่รีบกลับจวนอีก!”
พอนางหันหน้าไป โจวสุยอันสามีนางมาถึงเมื่อไรก็สุดรู้ เขาขัดจังหวะการสนทนาของนางกับซือถูเซิ่ง
เมื่อได้ยินนางบอกว่าตามหาปิ่นปักผมอยู่ เขาก็โบกมือไปมาด้วยท่าทางรำคาญเล็กน้อย “องค์ชายหกยังประทับอยู่ที่นี่ เจ้าอย่าสร้างปัญหาขึ้นอีก รีบกลับไปเสีย ทำอะไรหายไปค่อยซื้อใหม่วันหลังก็สิ้นเรื่อง”
ฉู่หลินหลางก้มหน้าขานรับแล้วจะกลับไปก่อน แต่นางออกเดินไปไม่กี่ก้าวก็อดเหลียวมองไม่ได้ เห็นซือถูเซิ่งผู้นั้นกำลังพูดคุยกับโจวสุยอันด้วยสีหน้าสุภาพอ่อนโยน บนใบหน้าหล่อเหลาประดับรอยยิ้มตามมารยาท ทว่าแฝงความห่างเหินไว้น้อยๆ
ระยะทางจากที่ว่าการถึงจวนไม่นับว่าไกลมากนัก แต่ก็เพียงพอให้ฉู่หลินหลางสงบจิตใจที่ว้าวุ่นลงได้
รายการบัญชีแผ่นนั้นเป็นของปลอม อย่างไรก็ไม่มีวันกลายเป็นของจริงไปได้! หากพินิจดูตราประทับบนนั้นให้ดีๆ ก็แยกแยะได้ว่าจริงหรือปลอม ถึงเวลานั้นนางยืนกรานไม่ยอมรับว่าสิ่งนี้เป็นของนางเสียอย่าง ใครจะทำอะไรได้
ต่อให้สุดท้ายถูกเปิดโปงขึ้นมา อย่างมากจางเสี่ยนก็รู้แค่ว่านางวางอุบายหลอกให้กลัวเท่านั้นเอง สถานการณ์คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้สักเท่าไร
ถ้าซือถูเซิ่งเก็บได้ เขาต้องลองหยั่งเชิงโจวสุยอันแน่นอน แต่สามีนางไม่รู้เรื่องสักนิด จึงไม่ต้องกลัวว่าเขาจะถาม ประเดี๋ยวรอโจวสุยอันกลับจวนมาก็คงจะได้คำตอบแล้ว
ฉู่หลินหลางเป็นคนใจกล้ามาแต่ไหนแต่ไร นางใคร่ครวญเช่นนี้แล้วก็เลิกคิดทันที แค่เตรียมตัวพลิกแพลงไปตามสถานการณ์ จะได้ไม่ตีตนไปก่อนไข้
นางลงจากรถม้าไม่ทันไรก็มีบ่าวรับใช้สูงวัยมารออยู่หน้าประตู “ฮูหยินใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่ามีแขกมาเยี่ยมเยียนที่เรือน สั่งไว้ว่าพอท่านกลับมาแล้วให้ไปพบเจ้าค่ะ”
ฉู่หลินหลางได้ยินคำบอกของบ่าวรับใช้สูงวัยก็ไม่กล้าชักช้า นางไม่แม้แต่จะผลัดอาภรณ์ เพียงถอดชุดคลุมออกแล้วไปที่เรือนของจ้าวซื่อ* มารดาสามี
นางยังไม่ทันก้าวเท้าเข้าไปก็ได้ยินเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะแผ่วเบาของสตรีลอยมาจากด้านใน
เมื่อเข้าไปในเรือน นอกจากจ้าวซื่อยังมีสตรีออกเรือนแล้วแปลกหน้าอีกคน ข้างกายสตรีออกเรือนแล้วยังมีสตรีรูปโฉมงดงามนั่งอยู่คนหนึ่ง
ฉู่หลินหลางเดินไปคารวะมารดาสามีก่อนเอ่ยทักทายแขกอย่างยิ้มแย้ม
จ้าวซื่อเอ่ยกับสตรีที่ดูท่าทางขัดเขินอยู่บ้างผู้นั้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “นางหนูฟาง มารู้จักภรรยาพี่ใหญ่โจวของเจ้า นางอายุมากกว่าเจ้าห้าปี เจ้าเรียกว่าพี่สาวก็แล้วกัน”
สตรีผู้นั้นได้ยินแล้วก็รีบลุกขึ้นค้อมกายคารวะฉู่หลินหลางแล้วเรียกเบาๆ ว่า “ข้าขอคารวะพี่สาวเจ้าค่ะ”
ฉู่หลินหลางได้ยินมารดาสามีแนะนำว่าสองแม่ลูกคู่นี้เป็นสตรีเรือนในของคหบดีอิ่น…สหายขุนนางที่สนิทสนมกับบิดาสามีผู้ล่วงลับ นางก็คลี่ยิ้มคารวะหลิวซื่อหรืออิ่นฮูหยินทันที
หลังจากนั้นนางก็จับมือของอิ่นเสวี่ยฟาง พูดยิ้มๆ กับมารดาสามี “ท่านแม่เจ้าคะ ในเมื่อนางนับถือท่านพี่เป็นพี่ชาย เช่นนั้นควรเรียกข้าว่าพี่สะใภ้จึงจะถูก ที่ให้เรียกว่า ‘พี่สาว’ มีเหตุผลหรือเจ้าคะ”
เรื่องนี้เดิมทีอธิบายได้ง่ายมาก แต่มารดาสามีไม่ตอบเหมือนกับไม่ได้ยิน มัวแต่พูดคุยกับหลิวซื่อสหายเก่าที่ไม่พบหน้ากันมานาน
ฉู่หลินหลางถูกปล่อยให้ยืนเก้ออยู่ด้านข้าง รอยยิ้มบนหน้านางค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย
อิ่นเสวี่ยฟางรู้กาลเทศะยิ่ง รีบต่อบทสนทนาทันที “ได้ยินมานานแล้วว่าพี่ใหญ่โจวมีภรรยาโฉมงามปานบุปผา ตอนนี้ได้เห็นแล้วไม่เป็นความเท็จ ดูไปแล้วพี่สาวยังอ่อนเยาว์กว่าข้า ถ้าฮูหยินผู้เฒ่าโจวไม่บอก ข้าคงนึกจริงๆ ว่าท่านเป็นน้องสาว…”
ถ้อยคำนี้เป็นการพูดเยินยอได้เหมาะสมยิ่ง จู่ๆ จ้าวซื่อก็ไม่หูตึงอีกแล้ว นางแย้มยิ้มพลางพูดกับหลิวซื่อ “นางหนูฟางฉลาดหัวไวตั้งแต่เด็ก เดี๋ยวนี้ยิ่งดูอ่อนหวานถ่อมตน ถูกใจข้าจริงๆ น่าเสียดายที่ตอนนั้นไร้วาสนา…เฮ้อ…อย่าไปเอ่ยถึงเลย”
* สี่ตำราห้าคัมภีร์ เป็นตำราปรัชญาคำสอนของลัทธิข่งจื่อ (ขงจื๊อ) สี่ตำรา ได้แก่ หลุนอวี่ เมิ่งจื่อ ต้าเสวีย จงยง ห้าคัมภีร์ ได้แก่ ซือจิง ซั่งซู หลี่จี้ โจวอี้ ชุนชิว
* ดอกถานฮวาที่บานให้เห็นเพียงชั่วครู่ เปรียบเปรยถึงสิ่งที่ปรากฏเพียงชั่วครู่ก็หายไป ดอกถานฮวาอยู่ในวงศ์กระบองเพชร มีสีขาวนวล ตั้งแต่ดอกบานจนเหี่ยวเฉาจะใช้เวลาราวสี่ชั่วโมงเท่านั้น จึงเป็นที่มาของสำนวนนี้
** การสอบขุนนางในสมัยโบราณของจีน (เคอจวี่) จะสอบเลื่อนทีละระดับขั้น เริ่มจากระดับท้องถิ่น (อำเภอหรือจังหวัด) เรียกว่าการสอบถงซื่อ ผู้สอบผ่านได้เป็นซิ่วไฉ มีสิทธิ์เข้าร่วมสอบเซียงซื่อในระดับมณฑล หากสอบผ่านจะได้เป็นจวี่เหริน ซึ่งต้องเข้ามาสอบระดับฮุ่ยซื่อที่เมืองหลวงเพื่อขึ้นเป็นจิ้นซื่อและได้เข้าเป็นขุนนางในราชสำนัก เมื่อผ่านการสอบทั้งสามระดับจะได้เข้าสอบหน้าพระที่นั่งคือการสอบเตี้ยนซื่อ เพื่อคัดเลือกเป็นบัณฑิตเอกสามชั้น ซึ่งบัณฑิตเอกชั้นหนึ่งมีสามคน เรียงตามลำดับคะแนนจากมากที่สุด ได้แก่ จ้วงหยวน (จอหงวน) ปั่งเหยี่ยน และทั่นฮวา
* ธรรมเนียมการเรียกขานสตรีที่แต่งงานแล้วของจีนจะใช้คำว่า ‘ซื่อ’ (แปลว่านามสกุล) ต่อท้ายนามสกุลเดิมของสตรี บางครั้งอาจเพิ่มนามสกุลของสามีไว้หน้าสุดเพื่อระบุให้ชัดเจนก็มี
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 31 ก.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.