X
    Categories: ทดลองอ่านท่านผู้เป็นดั่งดวงใจมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 13-15

หน้าที่แล้ว1 of 9

บทที่ 13

เฟิงซุ่นอินขยับริมฝีปาก เกือบจะพูดแล้วว่านั่นเอาไว้บูชาพระพุทธรูป แต่ดูจากแววตาของเขาแล้ว นางก็มองไม่ออกว่าเขายังเหลือความกริ่งเกรงอะไรต่อพระพุทธองค์อีก

ช่างเถอะ ลืมได้อย่างไรว่าเขาไม่ใช่สุภาพชนในอดีตผู้นั้นมานานแล้ว นางจึงหันตัวเดินกลับไปเสียเลย “ถึงอย่างไรก็อธิษฐานเสร็จแล้ว ข้าจะกลับเลย”

มู่ฉางโจวมองนางเดินไป ก่อนยื่นถ้วยคืนให้กับเซิ่งอวี่

ก่อนหน้านี้บรรดาบ่าวรับใช้จงใจเอารถม้าไปจอดไกลๆ เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน ตอนนี้ถึงเพิ่งนำกลับมา จอดอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวเท่านั้น

เฟิงซุ่นอินเดินไปขึ้นรถม้า เพิ่งจะนั่งลงก็ได้ยินเสียงเซิ่งอวี่พูดขึ้นที่ด้านนอก ต้องเข้าใกล้บานหน้าต่างถึงได้ยินชัด “ม้าของท่านผู้บัญชาการถูกจูงกลับไปแล้ว เชิญขึ้นรถม้ากลับไปพร้อมกับฮูหยินเถิดเจ้าค่ะ”

“…” นางย้อนคิดเล็กน้อย เมื่อครู่นี้ไม่เห็นม้าของเขาจริงๆ จึงได้แต่นั่งให้ดีๆ อย่างพูดไม่ออก

คล้ายว่าหูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งจะเดินเข้ามา มู่ฉางโจวเอ่ยเสียงไม่ดังไม่เบาบางอย่างกับพวกเขา ต่อมาเสียงก็เงียบหายไป

ตามด้วยม่านไม้ไผ่ของรถม้าถูกเลิกเปิด เฟิงซุ่นอินช้อนสายตามองเห็นเขาเข้ามา จัดชายชุดนั่งลงด้านขวาของนาง ราวกับเป็นเรื่องปกติสามัญ

รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้า นึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นนั่งรถม้ากลับไปด้วยกันจริงๆ

เฟิงซุ่นอินไม่พูดอะไร ทั้งยังไม่มองเขา สายตาตกลงบนบานหน้าต่างด้านข้าง ภายในรถม้าสลัวมัว บางครั้งมีแสงโคมจากถนนส่องผ่านเข้ามาสะท้อนเงาร่างของเขา เงาสูงใหญ่คลุมทับบนเงาของนางจนมิด

มู่ฉางโจวเองก็ไม่ได้พูดอะไร ประโยคก่อนหน้านี้เขาจงใจพูดจริงๆ มองออกว่าหากยังพูดอีกนางมีแต่จะยิ่งเย็นชาใส่เขามากขึ้น มิสู้รู้จักหยุดแต่พอดี

ภายในเมืองยังคงคึกคักมาก ต่อให้บังคับรถม้าออกมาไกลมากแล้วก็ยังได้ยินเสียงผู้คนอยู่ดี

จนกระทั่งรถม้าหยุดลงหน้าประตูจวนผู้บัญชาการในที่สุด เซิ่งอวี่เชิญพวกเขาลงจากรถม้าจากข้างนอก เฟิงซุ่นอินขยับตัวเล็กน้อย ถึงได้เคลื่อนสายตามองมู่ฉางโจว

ภายในรถม้าค่อนข้างมืด เขาขยับขาเล็กน้อย หันหน้ามาหานางแต่มองเห็นสีหน้าได้ไม่ชัด ก่อนเอ่ยขึ้นกะทันหัน “จริงสิ วันนี้ได้รับสิ่งนี้มา เกือบจะลืมให้อินเหนียงแล้ว” พูดจบก็หยิบบางอย่างจากในสาบเสื้อออกมาวางบนตักนาง จากนั้นเอื้อมมือไปเลิกม่านไม้ไผ่ขึ้นเดินออกไปก่อน

เฟิงซุ่นอินตกตะลึงไปวูบหนึ่ง นางคลำที่ตักแล้วรู้สึกได้ว่าคล้ายเป็นจดหมายฉบับหนึ่ง จึงรีบหยิบขึ้นมาทันทีก่อนจะชะโงกตัวออกไปข้างนอก

มู่ฉางโจวเดินนำเข้าไปในจวนก่อนแล้ว เขาปลดดาบที่เอวยื่นให้กับชางเฟิง

เฟิงซุ่นอินจงใจเดินช้าๆ ผ่านระเบียงทางเดินเข้าไปยังเรือนหลัง ระหว่างเดินก็อาศัยแสงจากโคมมองสิ่งของในมือแวบหนึ่ง เป็นจดหมายฉบับหนึ่งจริงๆ ฝีเท้าของนางรวดเร็วขึ้นทันที ตรงเข้าไปในห้อง

ภายในห้องจุดตะเกียงเอาไว้แล้ว นางงับประตูห้องปิด หลังปรับไฟตะเกียงที่โต๊ะให้สว่างขึ้นจึงมองเห็นตัวอักษรบนหน้าซองได้ชัดเจน จดหมายถูกส่งมาจากฉินโจว หัวใจนางเต้นเร็วขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ รีบเปิดออกอย่างรวดเร็ว

เป็นจดหมายตอบกลับจากเฟิงอู๋จี๋ จดหมายของนางได้มู่ฉางโจวอาศัยม้าเร็วส่งออกไป คำตอบกลับของเขาย่อมรวดเร็วเช่นกัน

เฟิงซุ่นอินอ่านอย่างตั้งใจ เฟิงอู๋จี๋บอกว่าตนเองสบายดีทุกอย่าง ตนอ่าน ‘จดหมายถึงครอบครัว’ ฉบับนั้นของนางอย่างตั้งใจจบแล้ว เพื่อไม่ให้โดนพะวงหา ยามวิกาลวันนั้นจึงส่งม้าเร็วพันหลี่ไปยังฉางอันควบคู่กับจดหมายเขียนมือของตนเองฉบับหนึ่ง

อ่านดูแล้วคล้ายกำลังพูดว่าด้วยกังวลว่ามารดาที่อยู่ไกลถึงฉางอันจะเป็นห่วง เขาจึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งไปตั้งแต่กลางดึกให้มารดาพร้อมกับจดหมายของนาง แต่ความจริงแล้วมีเพียงเฟิงซุ่นอินที่รู้ว่าจดหมายที่เขาเขียนคือคำอธิบายโดยละเอียดจากจดหมายฉบับนั้นของนาง และสถานที่ที่ส่งไปคือวังหลวงแห่งฉางอัน

ตอนหลังตามด้วยตัวอักษรสามพยางค์อันไร้ที่มาที่ไป

 

พึงใจมาก

มุมปากของเฟิงซุ่นอินค่อยๆ ยกยิ้ม เขาหมายถึงฮ่องเต้พอใจมาก เช่นนั้นแสดงว่าไม่ผิด ฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับชายแดนจริงๆ มิน่าเล่าถึงอนุญาตให้เขาใช้ม้าเร็วพันหลี่ ทั้งยังมอบคำตอบให้เขารวดเร็วเพียงนี้

ส่วนบรรทัดท้ายๆ ของจดหมายนั้นเป็นเพียงคำกำชับจิปาถะเท่านั้นเอง เฟิงอู๋จี๋เป็นห่วงนาง แทบจะถามทุกเรื่องของนางไปรอบหนึ่ง อย่างเช่นอาศัยอยู่ที่เหลียงโจวคุ้นชินหรือไม่ กินอาหารได้หรือไม่ ปรับตัวกับสภาพอากาศได้หรือไม่ รู้สึกไม่สบายอะไรหรือไม่ ขอให้นางดูแลตนเองให้ดีๆ ระวังความปลอดภัย…อ่านดูแล้วเหมือนแทบอยากจะมาดูให้เห็นกับตาตนเอง

สุดท้ายเขายังถามซักไซ้ติดต่อกันว่าสามีปฏิบัติต่อนางอย่างไร สรุปแล้วเป็นขุนนางคนใดของเหลียงโจวกันแน่

เฟิงซุ่นอินถึงนึกได้ว่าตอนที่ตนเองเขียนจดหมายหาเขา สนใจแต่เขียนเรื่องสถานการณ์ที่สังเกตเห็น กลับหลงลืมเรื่องของตนเองเสียสนิท

นางเก็บจดหมายก่อนก้าวรุดไปข้างหน้าต่าง มองออกไปข้างนอกทีหนึ่ง บังเอิญกับที่มู่ฉางโจวเดินเข้ามายังเรือนหลัง กำลังปลดปลอกแขนข้างหนึ่งอยู่ ทันใดนั้นเขาก็เอียงศีรษะคล้ายมองมาทางนี้

นางปิดหน้าต่างทันควัน ตอนที่หันหน้ากลับไปอดอมยิ้มอีกครั้งไม่ได้ ครั้นมองจดหมายในมือแล้วภายในใจนับว่าสบายใจขึ้นไม่น้อย…

 

ภายในเมืองแทบจะครึกครื้นอยู่ตลอดทั้งคืน จวบจนฟ้าสางถึงได้เงียบสงบลงจริงๆ

ภายในจวนผู้บัญชาการเริ่มยุ่งวุ่นวายแต่เช้า ชางเฟิงเดินไปถึงนอกห้องตะวันออก เห็นประตูเปิดอยู่ถึงได้เดินเข้าใกล้ ก่อนจะเห็นว่าเฟิงซุ่นอินลุกจากเตียงแล้วดังคาด เขาเอ่ยเสียงดัง “ฮูหยิน เมื่อวานการทลายรังโจรจบลงแล้ว เช้าวันนี้ได้รับคำสั่งจากจวนผู้บัญชาการใหญ่ ให้ตอนเที่ยงวันจวนผู้บัญชาการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองแก่ท่านรองและพลทหารนายอื่น ท่านผู้บัญชาการให้มาแจ้งกับฮูหยิน สอบถามว่าจะร่วมงานเลี้ยงหรือไม่ขอรับ”

เฟิงซุ่นอินไม่แปลกใจเลยสักนิด จางจวินเฟิ่งรับอำนาจทางการทหารไปทลายรังโจรจะทำการไม่สำเร็จได้อย่างไร ย่อมต้องมีคุณูปการให้ฉลอง มู่ฉางโจวช่วยดูแลกิจทหาร จะจัดงานเลี้ยงขึ้นในจวนผู้บัญชาการเองก็ไม่แปลก

เช่นนั้นดูท่าเมื่อวานตอนที่พวกเขากลับมาจากนอกเมืองก็ประสบความสำเร็จกับการรับช่วงต่อกองทัพซั่นโจวแล้ว

ทว่านางก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง จึงคิดแล้วเอ่ย “นี่เป็นเรื่องทางการทหาร ข้าไม่เข้าร่วมด้วยแล้ว” ก่อนหันมองไปทางห้องหลักทีหนึ่ง ประตูห้องปิดสนิท ตั้งแต่ตื่นเช้ามาก็ไม่เห็นมู่ฉางโจว เขาน่าจะออกจากเรือนหลังไปนานแล้ว

ชางเฟิงตอบรับ ก่อนออกจากเรือนหลังไปรายงานผล

เฟิงซุ่นอินอยู่ในห้อง นางยังคงเก็บจดหมายฉบับนั้นไว้ในแขนเสื้อ ก่อนหยิบออกมาอ่านดูอีกรอบหนึ่ง ยืนยันว่าไม่ได้อ่านตกหล่นไปสักตัวอักษรแล้วถึงได้เก็บไปอีกครั้ง

 

ใกล้เที่ยงวันจางจวินเฟิ่งที่ไปรายงานผลยังจวนผู้บัญชาการใหญ่ห้อตะบึงม้ามาถึงหน้าประตูจวนผู้บัญชาการ

หลังลงจากหลังม้าเขาเดินตามบ่าวรับใช้เข้าประตูจวนแล้วถามทันที “ท่านผู้บัญชาการอยู่หรือไม่”

บ่าวรับใช้ตอบกลับ “น่าจะอยู่ที่ห้องโถงขอรับ”

จางจวินเฟิ่งเร่งรุดไปทางห้องโถงทันควัน

ทันทีที่เข้าไปในห้องโถงก็เห็นว่าโต๊ะงานเลี้ยงถูกจัดรอไว้แล้ว มู่ฉางโจวนั่งอยู่ตรงโต๊ะตำแหน่งประธาน เขาเพิ่งปิดเอกสารทางการทหารฉบับหนึ่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้ามาก็ยกมือขึ้นเล็กน้อยแทนการบอกให้นั่งลง

จางจวินเฟิ่งไร้กะจิตกะใจจะนั่งลง แต่ก้าวปราดขึ้นหน้า “ท่านผู้บัญชาการช่างเก็บซ่อนลึกจริงๆ”

มู่ฉางโจวมองเขาปราดหนึ่ง “เหตุใดกัน”

จางจวินเฟิ่งเอ่ย “ข้าก็ว่าเหตุใดภิกษุชราถึงเอ่ยเช่นนั้น พอกลับไปใคร่ครวญอยู่นานถึงเข้าใจ”

ข้างประตูมีเสียงฝีเท้ารีบร้อนดังขึ้น หูเป้ยเอ๋อร์ที่ก้าวยาวๆ เร่งตามมาได้ยินครึ่งประโยคหลังเข้าพอดี เขาขยับเข้าใกล้ “อะไร ท่านรองใคร่ครวญเข้าใจเรื่องอะไร”

จางจวินเฟิ่งกลอกตามองอีกฝ่าย ก่อนขยับเข้าใกล้มู่ฉางโจวอีกหนึ่งก้าว “ท่านผู้บัญชาการเคยสอบผ่านเป็นจิ้นซื่อที่ฉางอัน ผู้อื่นไม่ทราบรายละเอียด แต่ข้ารู้เรื่องที่ท่านผู้บัญชาการเคยพำนักอยู่ฉางอันหลายปี คิดว่าที่ภิกษุชรานึกว่าท่านเป็นจิ้นซื่อสกุลเฟิงไม่ใช่เรื่องผิดทั้งหมด เกรงว่าเป็นเพราะเวลานั้นท่านพักอยู่ที่สกุลเฟิง จึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนสกุลเฟิงไป”

มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น

จางจวินเฟิ่งเห็นเขาไม่พูดอะไรก็แสดงว่ายอมรับเงียบๆ แล้ว นึกไม่ถึงว่าตนเองกลับคาดเดาถูกต้อง เขายืดตัวตรงด้วยความตกใจ ปากพึมพำ “บังเอิญเพียงนี้จริงๆ หรือนี่”

เมื่อคืนหลังจากมู่ฉางโจวกลับไป เดิมทีเขาคิดรอให้ทุกคนแยกย้ายก่อนแล้วค่อยไปสอบถามภิกษุชราโดยละเอียดอีกที คิดไม่ถึงว่าภิกษุชราบอกว่าจะไม่สนทางโลกก็ไม่สนทันที ไปจากแท่นสูงอย่างรวดเร็ว กระทั่งว่าเวลานี้ออกจากเหลียงโจวมุ่งตรงไปยังดินแดนซีอวี้แล้ว

หูเป้ยเอ๋อร์เองก็ไม่ได้โง่เขลา ฟังเพียงไม่กี่ประโยคพวกนี้ก็นึกถึงเรื่องในงานสรงน้ำพระเมื่อคืนขึ้นมาได้แล้ว สายตาเหลือบมองไปทางมู่ฉางโจว มองไปมองมากระทั่งเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขยิบเข้าใกล้จางจวินเฟิ่งพลางยักคิ้วหลิ่วตาใส่ ยังอยากรู้รายละเอียดเพิ่มอีก

จางจวินเฟิ่งไม่ได้สนใจอีกฝ่าย เขามองมู่ฉางโจวอีกครั้งก่อนเอ่ยเสียงเบา “ท่านผู้บัญชาการใหญ่จะต้องไม่ทราบเรื่องนี้แน่นอน”

มู่ฉางโจวยังคงไม่พูดอะไร เพียงยิ้มบางๆ

ข้างนอกห้องโถงมีรองแม่ทัพคนอื่นๆ ที่ไปกวาดล้างโจรด้วยกันมาถึงแล้ว ต่างยืนอยู่ที่ประตูคารวะให้กับมู่ฉางโจวโดยพร้อมเพรียง

บรรดาสาวใช้เดินตามเข้ามา เริ่มจัดวางอาหารและสุรา

จางจวินเฟิ่งกับหูเป้ยเอ๋อร์เก็บความคิดกลับมาทันที มองหน้ากันแล้วต่างย้ายไปนั่งที่โต๊ะกันเงียบๆ

พ้นช่วงเที่ยงวันมานานแล้ว เฟิงซุ่นอินกินข้าวในห้องเสร็จเรียบร้อย นางใคร่ครวญว่าควรตอบจดหมายเมื่อใดขณะที่เดินถึงประตู ก่อนมองออกไปทางเรือนชั้นนอก

เมื่อครู่นี้ยังได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว ตอนนี้ไม่ได้ยินอะไรแล้วทั้งนั้น ไม่แน่ว่างานเลี้ยงอาจจบลงแล้ว

นางเดาว่าต่อให้วันนี้มู่ฉางโจวไม่ออกจากจวนก็จะปรึกษากิจธุระกับผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ที่เรือนหน้า ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่น่าจะกลับมายังเรือนหลัง แต่นางเพิ่งหยิบจดหมายฉบับนั้นออกจากแขนเสื้ออีกครั้ง เมื่อช้อนสายตาขึ้นก็มองเห็นเงาร่างของมู่ฉางโจวเข้าพอดี

นึกไม่ถึงว่าเขาจะกลับมาเร็วถึงเพียงนี้

มู่ฉางโจวมองเห็นนางทันทีที่เดินเข้ามาในเรือนหลัง เดิมทีตั้งใจจะเดินผ่านสวนไป แต่ท้ายที่สุดก็หมุนเท้าเดินขึ้นระเบียงตรงมาถึงหน้าประตูห้องตะวันออก ก่อนมองของที่อยู่ในมือนางปราดหนึ่ง “วันนี้อินเหนียงหลีกเลี่ยงงานเลี้ยงเพราะยุ่งกับการอ่านจดหมายหรือ”

เฟิงซุ่นอินยัดจดหมายเข้าในแขนเสื้อ มุมปากหยักยกคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เพียงเอ่ยเรียบๆ “เปล่าเจ้าค่ะ แค่รู้สึกว่าที่นั่นมีแต่นักรบ ข้าไปแล้วก็ไม่มีอะไรให้พูด”

มู่ฉางโจวมองเห็นรอยยิ้มมุมปากนางแล้วมองนานขึ้นเล็กน้อย เมื่อวานยังมีสีหน้าเย็นชา แต่แค่จดหมายฉบับเดียวก็มีรอยยิ้มแล้ว

เฟิงซุ่นอินมองอีกฝ่าย ก่อนถามขึ้นมากะทันหัน “หลังจากนี้หากจะส่งจดหมายยังคงเหมือนเดิมหรือเจ้าคะ”

มู่ฉางโจวตอบ “แน่นอน”

เช่นนั้นมิใช่ว่ายังต้องถูกตรวจสอบอีกหรือ เฟิงซุ่นอินพูดไม่ออก

เซิ่งอวี่พาสาวใช้สองคนเดินมา เมื่อเห็นผู้บัญชาการอยู่ด้วยต่างก็ก้มหน้าหยุดรออยู่ด้านหลัง

มู่ฉางโจวเหลียวมอง “มีธุระ?”

เซิ่งอวี่ตอบ “ใกล้เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนฤดูแล้ว เลยมาเชิญฮูหยินวัดตัว จะได้เพิ่มเติมเสื้อผ้าชุดใหม่เจ้าค่ะ”

ตอนที่เฟิงซุ่นอินมาที่นี่อยู่ในสภาพตกอับจริงๆ พกมาเพียงห่อผ้าไหมสีเขียวที่ใส่เสื้อผ้าสองสามตัว แม้แต่ชุดเจ้าสาวก็ยังเป็นของที่ฮ่องเต้พระราชทานให้ เสื้อผ้าชุดใหม่แทบจะเพิ่มขึ้นมาหลังจากมาถึงเหลียงโจวทั้งสิ้น ล้วนมีเซิ่งอวี่เป็นผู้จัดแจง

เมื่อวานเฟิงซุ่นอินเข้าร่วมงานสรงน้ำพระ เซิ่งอวี่ก็รู้ว่าหลังจากนี้งานเล็กงานใหญ่ประเภทนี้จะมีมาอีกไม่น้อย จึงเรียกสาวใช้มาตัดชุดเพิ่มให้ทันท่วงที

มู่ฉางโจวได้ยินแล้วผงกศีรษะ “วัดเถิด”

เฟิงซุ่นอินนึกว่าเขาจะไปแล้ว นึกไม่ถึงว่าเขาพูดจบกลับเดินตรงเข้าห้องตนเอง ตอนที่เดินผ่านนางก็ชนถูกกระดิ่งลมเหนือประตูเกิดเป็นเสียงดังกังวาน

เซิ่งอวี่เอ่ยทันที “ท่านผู้บัญชาการอุตส่าห์อยู่ด้วย มิสู้วัดขนาดตัวไปด้วยกันเลยเถิดเจ้าค่ะ” พูดจบก็มองเฟิงซุ่นอิน ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรนี่เป็นเรื่องที่ภรรยาอย่างนางควรเป็นคนจัดแจง

แววตาของเฟิงซุ่นอินวูบไหวเล็กน้อย ได้แต่พูดว่า “เช่นนั้นก็เชิญท่านผู้บัญชาการวัดตัวก่อนแล้วกัน”

มู่ฉางโจวนั่งลงบนตั่ง วันนี้ไม่ได้ออกจากจวนจึงสวมชุดคลุมตัวหลวม ไม่ได้กระชับแขนเสื้อ สภาพผ่อนคลายทว่าสง่างาม “ไม่ต้องแล้ว ชางเฟิงรู้ขนาดตัวข้าดี ไปถามจากเขาก็ย่อมทราบขนาดตัวเช่นกัน”

เซิ่งอวี่ก้มหน้าขานรับ

เฟิงซุ่นอินเห็นเขาไม่มีท่าทีจะหลบเลี่ยงก็ได้แต่เดินเข้าไปในห้อง ก่อนกางแขนออกปล่อยให้สาวใช้ก้าวเข้ามาวัดตัว

มู่ฉางโจวที่นั่งอยู่เห็นนางจงใจเอียงตัวหลบเลี่ยง สาวใช้นำเชือกมาพันรอบเอวคอดกิ่วของนาง กระชับเบาๆ รัดเป็นทรวดทรงบอบบาง ดวงหน้าของนางเองก็หันไปทางอื่น

เขามองสำรวจขึ้นลงทีหนึ่ง สายตาเคลื่อนจากเอวของนางไปยังซีกหน้าด้านข้างของนาง

จวบจนสาวใช้วัดตัวเสร็จแล้วถอยออกไป เซิ่งอวี่เองก็ขอตัวลาไปเบิกผ้าแพรไหม เขาจึงถามขึ้นกะทันหัน “เหตุใดในจดหมายของอินเหนียงถึงไม่ได้พูดถึงเรื่องแต่งงานของพวกเรา”

เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ถูกถามเช่นนี้เข้าให้โดยไม่ทันตั้งตัวนางก็เกือบจะคิดไม่ทัน นางหันมองเขา ขณะนี้ได้สติกลับมาแล้ว “ท่านอ่านแล้ว?”

มู่ฉางโจวยกมุมปาก “ข้าเหมือนจะบอกว่าไม่อ่านแค่จดหมายฉบับก่อนเท่านั้น”

“…” เฟิงซุ่นอินใจเย็นลงในชั่วพริบตาเดียว ไม่เป็นไร จดหมายตอบกลับของเฟิงอู๋จี๋เองก็ไม่ได้พูดถึงอะไร ต่างเป็นถ้อยคำปกติธรรมดา แค่ไม่ได้พูดตรงไปตรงมาเท่านั้น นางคิดก่อนเอ่ย “เดิมทีข้าไม่ทราบว่าการส่งจดหมายจะยุ่งยากถึงเพียงนี้ ตั้งใจว่าครั้งหน้าค่อยเขียนเล่าโดยละเอียดเจ้าค่ะ”

มู่ฉางโจวไม่แสดงความเห็นอะไร เพียงถามต่อประหนึ่งถามเฉยๆ “เช่นนั้นครั้งหน้าเจ้าจะตอบอย่างไร”

เซิ่งอวี่ย้อนกลับมาอย่างรวดเร็ว ในมือประคองผ้าแพรไหมมาด้วยหลายม้วน นางก้มหน้าเข้าใกล้ เชิญให้เฟิงซุ่นอินเลือกสรร

มู่ฉางโจวเงียบลงชั่วคราว เพียงมองนาง

ทันใดนั้นก็เห็นเฟิงซุ่นอินหันไปเลือกผ้าไหมสีเข้มผืนหนึ่งมาจากบรรดาม้วนผ้า ก่อนเดินเข้าใกล้เอามาวางทาบลงบนไหล่เขา แล้วหันไปเอ่ยกับเซิ่งอวี่ “ผืนนี้เหมาะกับท่านผู้บัญชาการ เก็บไว้ให้เขา”

เซิ่งอวี่ขานรับทันที

มู่ฉางโจวมองไหล่ตนเอง นิ้วที่จับผ้าไหมสีเข้มของนางขาวผ่อง เพียงชั่ววูบสั้นๆ ก็ผละจากไป เนื้อผ้ากรีดผ่านข้างลำคอเขาเบาๆ ให้ความรู้สึกจั๊กจี้ จึงอดมองนางไม่ได้

เฟิงซุ่นอินมองสบตากับเขาแล้วหันไปวางม้วนผ้าลง ก่อนหน้านี้คุยเรื่องอะไรกันย่อมขาดช่วงลงแล้วเช่นกัน

บทที่ 14

ราตรีนั้นมีฝนตกลงมาที่เหลียงโจวอย่างหาได้ยาก ทว่าพื้นยังไม่ทันเปียกก็หยุดลงแล้ว ย่อมไม่มีทางเป็นอุปสรรคต่อการออกไปทำงานข้างนอกในวันรุ่งขึ้น

มู่ฉางโจวเดินออกจากห้องหลักตั้งแต่เช้าตรู่ ชางเฟิงยืนรออยู่หน้าประตูแล้ว สองมือยกดาบของเขายื่นให้พร้อมกับรายงาน “ไปเชิญฮูหยินเรียบร้อยแล้วขอรับ”

มู่ฉางโจวเดินออกไปข้างนอกเพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นเฟิงซุ่นอินที่เดินออกมาจากห้องตะวันออก ต่างฝ่ายต่างมาเจอกันตรงระเบียงทางเดินพอดี

เฟิงซุ่นอินสวมชุดกระโปรงหรูฉวินแขนสอบผ้าแพรสีเขียวที่สะดวกต่อการออกไปข้างนอก มือถือหมวกม่านแพร หลังจากรู้ว่าวันนี้จะออกไปข้างนอกก็เตรียมตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อออกมาเจอกับเขาดวงตานางกลอกเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นมาคล้ายหาเรื่องชวนคุย “ผ้าไหมที่เลือกให้พี่รองมู่ถูกส่งไปตัดชุดแล้วเจ้าค่ะ”

มู่ฉางโจวได้ยินแล้วยิ้มน้อยๆ นึกถึงสถานการณ์เมื่อวานขึ้นมาทันที ก่อนออกจากห้องของนาง คำพูดจากปากนางก็เหลือแต่เรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์แล้ว วันนี้พบหน้ากลับยังพูดถึงขึ้นมาอีก เขาก้าวขึ้นระเบียง เดินออกไปข้างนอกพร้อมกับนาง “เช่นนั้นก็รบกวนอินเหนียงแล้ว”

เฟิงซุ่นอินเดินตามฝีเท้าของเขาพลางตอบรับส่งๆ “พี่รองมู่ชอบก็พอเจ้าค่ะ”

เซิ่งอวี่ที่ตามอยู่ด้านหลังนางมองสบตากับชางเฟิงที่อยู่ด้านข้างทีหนึ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของผู้บัญชาการกับฮูหยินยิ่งดีขึ้นอีกแล้ว

หลังออกจากประตูจวน เฟิงซุ่นอินผ่อนฝีเท้าลงหนึ่งก้าว มองดูมู่ฉางโจวเหน็บดาบกับคล้องธนูแล้วขึ้นขี่ม้าก่อน นางถึงได้สวมหมวกม่านแพร เดินไปขึ้นม้าตัวที่อยู่ด้านข้าง ในใจคิดใคร่ครวญเรื่องตอบจดหมาย

เมื่อวานในห้องของนาง นางเบี่ยงประเด็นคำถามของเขาไปแล้ว แต่จะตอบจดหมายกลับอย่างไรกลับยังคิดไม่ตก พอใคร่ครวญไปมาก็ทำเอานางนอนหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน

ยังไม่ทันคิดเสร็จก็พลันสัมผัสได้ว่ามีสายตากำลังจ้องมองมาที่ตนเอง เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่บนหลังม้าหันมองไป จางจวินเฟิ่งกับหูเป้ยเอ๋อร์ที่คอยอยู่ท่ามกลางแถวพลธนูด้านหน้านั่งอยู่บนหลังม้านานแล้ว ขณะนี้แทบจะผละสายตาหลบไปพร้อมกัน คนหนึ่งดึงหนวดเครา อีกคนหนึ่งคล้ายกำลังมองเมฆครึ้มบนท้องฟ้า

นางตวัดสายตามองคนทั้งสองทีหนึ่ง รู้สึกว่าวันนี้พวกเขาทำตัวแปลกพิลึก แต่ก็ไม่มีใจจะสนใจ เพียงกระตุกบังเหียนควบม้าไปทางด้านซ้ายตามปกติ

ขบวนออกเดินทางอย่างชำนาญเส้นทาง

วันนี้เหมือนจะมีธุระหลายอย่าง เพิ่งถึงประตูเมืองทิศตะวันออกก็หยุดลง

ทหารรักษาการณ์บนกำแพงเมืองรีบรุดลงมายืนอยู่หน้าม้าของมู่ฉางโจว ก่อนยื่นบันทึกป้องกันเมืองให้อย่างนอบน้อม พร้อมรายงานเรื่องงานรักษาการณ์ จากนั้นจึงรายงานเรื่องสถานการณ์ที่สถานีส่งสารอีกด้วย “ระยะนี้มีคนส่งจดหมายไม่มาก เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วล้วนไม่พบความผิดปกติ เดิมทีจดหมายจากครอบครัวขุนนางก็น้อยอยู่แล้ว ระยะนี้ยิ่งไม่มีสักฉบับขอรับ”

มู่ฉางโจวพลิกเปิดบันทึกก่อนส่งคืนให้เขา “มีเรื่องค่อยรายงานอีกที”

ทหารรักษาการณ์รับคำสั่งแล้วกลับขึ้นไปบนกำแพง ขบวนคนถึงได้เดินทางออกนอกเมืองต่อ

เฟิงซุ่นอินได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นของทหารรักษาการณ์แล้ว สายตาก็มองไปทางสถานีส่งสารซึ่งตั้งอยู่ตรงกำแพงเมืองอย่างอดไม่ได้

เหลียงโจวในปัจจุบันนอกจากลู่เถียวก็ไม่มีขุนนางจากข้างนอกคนอื่นอีก จะยังมีขุนนางที่ใดส่งจดหมายออกไป ก็มีเพียงนางที่จะหงุดหงิดกับเรื่องนี้ เช่นนั้นมิใช่มีไว้ตรวจสอบนางคนเดียวโดยเฉพาะหรอกหรือ นางดึงสายบังเหียนในมือพลางหันมองมู่ฉางโจวที่อยู่ด้านหน้าฝั่งขวา

คล้ายสัมผัสได้ เขาเองก็หันมองมาทางนางพอดี

ผ่านม่านโปร่งที่ขวางกั้นอยู่ สายตาของเฟิงซุ่นอินยังไม่ทันสบกับเขาก็หันหน้าหนีก่อนแล้ว แสร้งทำเป็นตั้งใจมองเส้นทางนอกประตูเมืองตรงหน้า

ทว่าเพิ่งออกจากประตูเมืองทิศตะวันออก ม้าเร็วตัวหนึ่งก็ควบห้อตะบึงเข้ามาใกล้ตรงหน้า ก่อฝุ่นควันตลบยาวมาตามทางด้านหลัง

เฟิงซุ่นอินหันมองไป บนม้าเป็นพลทหารนายหนึ่ง เขามุ่งตรงมายังขบวน หลังหยุดลงไม่ทันลงจากหลังม้าก็คารวะให้กับมู่ฉางโจวก่อนแล้ว จากนั้นรีบร้อนรายงานจางจวินเฟิ่งว่า “ท่านรอง เกิดเรื่องขึ้นในค่ายขอรับ!”

จางจวินเฟิ่งได้ยินแล้วกระตุ้นม้าออกไปข้างนอกหนึ่งก้าว “เกิดเรื่องกับค่ายทหารที่ข้าคุม?”

มู่ฉางโจวเอ่ย “เจ้านำไปก่อน”

จางจวินเฟิ่งรับคำสั่ง จากนั้นควบม้าติดตามพลทหารนายนั้นไปอย่างรวดเร็วทันที

มู่ฉางโจวนำขบวนเดินทางต่อไปข้างหน้าด้วยความเร็วเท่าเดิม

เฟิงซุ่นอินจดจำเส้นทางเอาไว้แล้ว เป็นทางเดียวกับที่ไปค่ายทหารก่อนหน้านี้

ในไม่ช้าก็มาถึงจุดหมาย ค่ายทหารขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก ค่ายเดิมที่ตั้งอยู่ติดกับภูเขาตอนนี้ได้ขยายออกไปทางแนวราบ มีกระโจมทหารเพิ่มขึ้นมาไม่น้อยเช่นกัน

เฟิงซุ่นอินกวาดตามองรอบหนึ่ง คิดในใจว่า ทหารหาญห้าพันนายของซั่นโจวน่าจะเข้าร่วมที่นี่แล้ว

เพิ่งมาถึงหน้าประตูค่าย จางจวินเฟิ่งก็กลับออกมาแล้ว ซ้ำยังขี่ม้าอยู่ด้วย บรรดาทหารในค่ายด้านหลังต่างถืออาวุธ เหมือนว่าเพิ่งสยบความวุ่นวายลง ยังพอมีเสียงโหวกเหวกให้ได้ยินประปราย

จางจวินเฟิ่งขี่ม้ามาตรงหน้ามู่ฉางโจวแล้วรายงานทันที “ท่านผู้บัญชาการ อดีตรองแม่ทัพของกองทัพซั่นโจวก่อความวุ่นวาย ตอนนี้ถูกคุมตัวไว้แล้วขอรับ”

มู่ฉางโจวผงกศีรษะ ดูเหมือนจะไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด เขานั่งอยู่บนหลังม้าเอ่ย “ไต่สวนให้แน่ชัดว่ามีแผนการอะไร มีเจตนายุแยงหรือไม่ ถามรู้แน่ชัดแล้วค่อยส่งเขาออกเดินทาง” เสียงทุ้มออกคำสั่งอย่างเย็นชา

เฟิงซุ่นอินหันมองเขาอย่างแปลกใจ

มู่ฉางโจวเองก็หันมามองนางคล้ายนึกขึ้นได้ ก่อนกระตุกบังเหียนขี่ม้าไปทางซ้ายของนาง

จางจวินเฟิ่งกับหูเป้ยเอ๋อร์ก็ควบม้าตามไปทันที ดูเหมือนเขาจะไปสั่งการต่อ

เฟิงซุ่นอินไม่ได้ยินอีกว่าเขาพูดอะไร เห็นแค่ว่าหูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งตามกันเข้าไปในค่าย จากนั้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ข้างในนั้นก็เงียบสงบลง

นางเม้มปากน้อยๆ ก่อนหันมองเงาร่างบนหลังม้าด้านซ้ายปราดหนึ่ง ไม่ได้ตกใจกับคำสั่งทางการทหารเช่นนี้ การก่อเรื่องในกองทัพมีโทษหนักอยู่แล้ว แต่ตกใจที่คำพูดนี้ออกมาจากปากเขาอย่างนิ่งสงบเพียงนี้ ราวกับเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ไม่สลักสำคัญเรื่องหนึ่ง

มู่ฉางโจวไม่ได้เข้าไปในค่ายทหารด้วย จนกระทั่งพลทหารนายหนึ่งมารายงานว่าเรื่องสงบลงแล้ว เขาถึงได้ขี่ม้ากลับมาทางขวาของเฟิงซุ่นอิน มองนางแล้วเอ่ย “ไปกันเถิด”

ขบวนเดินทางผ่านหน้าค่ายทหาร มุ่งไปข้างหน้าต่อราวกับไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

เฟิงซุ่นอินกุมสายบังเหียนทำเป็นไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเช่นกัน เพียงมองไปทางเขาอีกวูบหนึ่ง ก่อนที่จู๋ๆ ก็คิดขึ้นมาว่า ไม่รู้ว่าเขาปฏิบัติต่อสายลับจงหยวนที่จับได้อย่างไร…

ขบวนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก

เฟิงซุ่นอินเก็บความคิดกลับมาแล้วขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังทางซ้ายของมู่ฉางโจวในระยะห่างที่พอเหมาะ ระหว่างทางนางคิดคำนวณระยะทางในใจ รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็เดินทางมาทางตะวันออกไกลมากแล้ว ไกลจนนางรู้สึกว่าเหมือนมุ่งหน้าเข้าสู่แผ่นดินจงหยวน นางมองท้องฟ้าทีหนึ่ง กระทั่งฟ้าที่เดิมทีอึมครึมยังเผยดวงอาทิตย์ให้เห็นแล้วด้วยซ้ำ

ด้านหลังมีเสียงกีบเท้าม้าเร่งร้อนดังมา จางจวินเฟิ่งกับหูเป้ยเอ๋อร์ห้อตะบึงม้าตามมาถึงแล้ว ตรงเข้าหามู่ฉางโจว

เฟิงซุ่นอินเหลือบเห็นแล้วก็หันหน้าไปอีกทางไม่ได้มองนาน รู้ว่าจัดการเรื่องในค่ายทหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงรีบมารายงานผล

ไม่ผิดจากที่คาด จางจวินเฟิ่งเข้าใกล้แล้วรายงานทันที “ท่านผู้บัญชาการวางใจได้ จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ”

หูเป้ยเอ๋อร์แค่นหัวเราะเสียงดังอย่างไม่ยี่หระ “ตอนก่อเรื่องไม่รู้จักหนักเบา ตอนจะถูกจัดการถึงรู้จักวิงวอนขอร้อง…”

มู่ฉางโจวพลันมองเขาทีหนึ่ง ก่อนกระตุกบังเหียนขี่ม้าออกไปทางด้านซ้าย

หูเป้ยเอ๋อร์ถูกเขามองก็เงียบลงทันที ก่อนจะตามไปอย่างเข้าใจ จากนั้นหัวเราะแห้งๆ เอ่ยเสียงเบาลง “ท่านผู้บัญชาการกำลังห่วงใยฮูหยินสินะ พอได้ยินรายละเอียดมาจากทางท่านรองบ้างแล้ว ท่านผู้บัญชาการกับฮูหยินเคยมีอดีตร่วมกัน มิน่าเล่าตอนเพิ่งแต่งงานถึงดูสนิทสนมกันแล้ว เห็นทีที่ข้าไปรับตัวเจ้าสาวมาจะยังมีความดีความชอบ ยามนี้ท่านผู้บัญชาการได้นอนกอดโฉมงามทุกค่ำคืน ทั้งยังเป็นคนคุ้นเคยจากอดีตอีก มิใช่ว่ายิ่งควรตกรางวัลข้าหรือขอรับ”

จางจวินเฟิ่งที่ตามมาด้านข้างได้ยินคำพูดหยาบโลนของอีกฝ่ายแล้วกลอกตาใส่

มู่ฉางโจวเหยียดยิ้ม นอนกอดโฉมงามทุกค่ำคืน คนคุ้นเคยจากอดีต? เขามองไปทางเฟิงซุ่นอิน เห็นนางขี่ม้าหันหน้ามองไปทางอื่นคล้ายไม่สนใจทางด้านนี้เช่นกัน เขามองหูเป้ยเอ๋อร์ทีหนึ่ง “รายงานเหตุการณ์ให้ข้าฟังโดยละเอียด”

หูเป้ยเอ๋อร์เลิกเล่นทันที ก่อนรายงานสถานการณ์การจัดการในค่ายทหารให้เขาฟังโดยละเอียด

เฟิงซุ่นอินกวาดตามองรอบข้างเสร็จไปรอบหนึ่ง นางคำนวณระยะห่างเรียบร้อย ภูมิประเทศก็ดูเสร็จแล้ว เมื่อหันไปมองทางสามคนนั้นอีกทีก็เห็นว่าพวกเขาขี่ม้ารั้งอยู่ทางซ้าย ยังคงพูดคุยกันอยู่

นางตัดสินใจขี่ม้าออกไประยะหนึ่งเสียเลย ไปดูทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ แสงแดดบางตา เมฆยังคงหนาชั้น ดูสลัวรางราวกับมีหมอกลง มองเห็นอะไรไม่ชัดทั้งนั้น ฝั่งนั้นคือทิศของฉินโจว อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยหลี่ ไม่มีทางมองเห็นอะไรทั้งนั้น

เฟิงซุ่นอินเริ่มคิดว่าควรจะทำอย่างไรกับจดหมายขึ้นมาอีกแล้ว นางลูบไล้ม่านโปร่ง หัวคิ้วขมวดแน่นก้มหน้าลง ทันใดนั้นก็มองเห็นรอยเท้าม้าบนพื้นชุดหนึ่ง นางรีบรั้งบังเหียนทันใด ม้าของนางถูกรั้งหลบทันท่วงทีถึงได้ไม่เหยียบลงไป

“ทุกคนอย่าขยับ” มู่ฉางโจวเอ่ยขึ้นกะทันหัน

เฟิงซุ่นอินเงยหน้าเห็นเขาย้อนกลับมาจากทางซ้ายนานแล้ว กำลังกระตุกบังเหียนขี่ม้าขึ้นไปบนเนินดินลูกหนึ่ง ก่อนหยุดยืนอยู่ตรงนั้นคล้ายกำลังฟังเสียงความเคลื่อนไหว เพียงครู่เดียวก็ลงจากหลังม้าแล้วออกคำสั่ง “หยุดตรวจสอบบริเวณนี้รอบหนึ่ง”

ทุกคนทยอยกันลงจากหลังม้าทันที

เฟิงซุ่นอินมองเขาชั่วขณะ ครั้งก่อนก็เคยเห็นการกระทำเช่นนี้ของเขาแล้ว นางตามลงจากหลังม้า

มู่ฉางโจวคลายมือจากบังเหียนม้าเดินมาหานาง ระหว่างเดินก็มองหูเป้ยเอ๋อร์ปราดหนึ่ง

เฟิงซุ่นอินเห็นเขาเดินตรงมาหาตนเอง นางชำเลืองมองพื้นดิน เดาว่าเขาน่าจะสังเกตเห็นแล้วจึงหลบไปสองก้าว

หูเป้ยเอ๋อร์ได้รับสายตาจากเขาจึงตามมา เมื่อมองเห็นพื้นก็นั่งยองๆ ลงลูบคลำตรวจสอบรอยเท้าม้าชุดนั้นทันที

มู่ฉางโจวหลุบตามองสั้นๆ ก่อนหันมองเฟิงซุ่นอินทีหนึ่ง นางหันหน้ามองไปทางอื่นอีกแล้ว ราวกับไม่สนใจเรื่องนี้สักนิด แต่เมื่อครู่นี้เขามองเห็นชัดเจนว่านางหลบเลี่ยงรอยเท้าม้าชุดนี้ทันท่วงที

“ท่านผู้บัญชาการ เหมือนจะเป็นม้าของจงหยวนขอรับ” หูเป้ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงเข้ม “เหลียงโจวไม่ตีเกือกม้าเช่นนี้”

เฟิงซุ่นอินมองไปอย่างห้ามไม่ได้ นางขมวดคิ้วอยู่หลังม่านโปร่ง ก่อนหันตัวเดินผละจากไปสองสามก้าว ในใจคิดว่า หากรู้แต่แรกคงให้ม้าย่ำทับไปแล้ว

“อินเหนียงคิดอย่างไร” เสียงของมู่ฉางโจวดังขึ้นจากทางฝั่งขวากะทันหัน

เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ก่อนหันมองไป “พี่รองมู่มาถามข้าด้วยเหตุใดเจ้าคะ”

มู่ฉางโจวเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับมองนาง “ข้าออกห่างจากจงหยวนมานาน ไม่แน่ชัดถึงสถานการณ์ทางด้านนั้น อินเหนียงเพิ่งมาที่นี่อาจจะรู้ชัด”

เฟิงซุ่นอินสงบจิตใจลง บนใบหน้าไร้คลื่นอารมณ์ “ข้าไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เสียหน่อยเจ้าค่ะ”

มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไร แค่ยังคงมองนาง

เฟิงซุ่นอินเห็นแววตาของเขาผ่านม่านโปร่งก็จงใจเปลี่ยนหัวข้อ “เมื่อครู่นี้พี่รองมู่บอกให้หยุด ไปฟังเสียงอะไรหรือเจ้าคะ”

หูเป้ยเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน ก่อนเอ่ยขึ้นจากทางนั้นอย่างได้ใจ “ย่อมฟังเสียงความเคลื่อนไหว โสตประสาทของท่านผู้บัญชาการยอดเยี่ยมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว!” พูดจบพลันปรายตามองนาง “เอ๋? ท่านไม่ใช่ควรรู้หรือ”

เฟิงซุ่นอินหันมองหูเป้ยเอ๋อร์ทีหนึ่ง อะไรที่ข้าควรรู้เล่า ต่อมามองเห็นนัยน์ตากลมโตแสดงความสงสัยของเขา สลับกับมองจางจวินเฟิ่งด้านข้างเขาที่เหลือบมองมาอีกที นางก็เริ่มเข้าใจขึ้นมา

มู่ฉางโจวมองรอยเกือกม้าอีกครั้ง คาดเดาว่าผู้ที่มาน่าจะจากไปไกลแล้ว บอกให้พวกเขาไปสำรวจรอบข้างต่อ

หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งรับคำสั่งแล้วพาคนออกไปดูรอบๆ

เฟิงซุ่นอินเห็นพวกเขาผละจากไปแล้วก็กดเสียงต่ำลงแล้วถาม “พี่รองมู่บอกเรื่องในอดีตของพวกเรากับพวกเขาแล้วหรือ” เพิ่งถามเสร็จเห็นมู่ฉางโจวเงยหน้ามองมา คิ้วคล้ายเลิกขึ้นเล็กน้อย มุมปากเผยรอยยิ้มบาง นางมุ่นคิ้วถาม “อันใดหรือเจ้าคะ”

มู่ฉางโจวเดินเข้าใกล้หนึ่งก้าวเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้ยิน ก่อนผินหน้าเข้าใกล้หูขวาของนางพอดี แล้วเอ่ยเสียงเบา “ไม่มีอะไร แค่กำลังคิดว่าระหว่างพวกเรามีอดีตเช่นไรบ้างเท่านั้น”

เฟิงซุ่นอินเม้มปาก ไม่มีอดีตอะไรทั้งนั้น หากคิดเล็กคิดน้อยก็มีเพียงเรื่องปฏิเสธการแต่งงานแล้วเท่านั้น ทันใดนั้นนางพลันเข้าใจขึ้นมา มิน่าเล่าเขาถึงรู้เรื่องปฏิเสธการแต่งงาน ทั้งยังคิดถึงคำพูดตอนที่ฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่มอบตำราให้นาง จะต้องถูกเขาได้ยินเข้าแน่นอน เขาถึงได้พูดว่านางไม่จำเป็นต้องใช้งานสิ่งของในนั้น นางมองเขาอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหูร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “ท่าน…หูดีมากจริงๆ หรือ”

มู่ฉางโจวเอ่ย “พอใช้ได้ แล้วก็พอจะอ่านปากเป็นด้วย” พูดมาถึงตรงนี้เขาพลันชะงัก มองหูซ้ายของนางทีหนึ่ง

เฟิงซุ่นอินถามโดยไม่รู้ตัว “อะไรอีกเจ้าคะ”

นางกลัวว่าเขาจะถามเรื่องเกือกม้าขึ้นมาอีก

มู่ฉางโจวมองใบหน้านางแล้วตอบ “ไม่มีอะไร” พูดจบก็ผละจากไปตรวจสอบรอบข้างต่อ

เมื่อครู่นี้เกือบจะพูดว่า ‘บังเอิญนัก พวกเรากลายมาเป็นสามีภรรยากัน กลับคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกลิขิตมาแล้ว’ แต่เพียงวาบผ่านไปในใจก็ถูกกลืนกลับลงไปแล้ว

บทที่ 15

รอบด้านถูกตรวจสอบจนทั่วหนึ่งรอบ ไม่พบร่องรอยใดๆ ตามคาด

จางจวินเฟิ่งนำกำลังคนกลับมาก่อน เขาเดินไปถึงด้านหน้ารอยเกือกม้าชุดนั้นแล้วเอ่ยอย่างครุ่นคิด “ม้าของจงหยวนมาถึงที่นี่ได้ บางทีอาจจะคุ้นเคยกับบริเวณใกล้ๆ นี้มากแล้ว”

หูเป้ยเอ๋อร์ที่ตามมาข้างหลังติดๆ มือหนึ่งกดดาบขณะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระด้าง “จะเป็นไปได้อย่างไร พวกเขาส่งสายลับเข้ามาไม่ได้ด้วยซ้ำ!” พูดถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักเล็กน้อย ชำเลืองมองเฟิงซุ่นอินแล้วรู้สึกว่าคำพูดจำพวก ‘สายลับของจงหยวน’ อย่าได้พูดต่อหน้านางจะดีกว่า จึงเปลี่ยนเรื่อง “มิสู้พวกเราไล่ตามไปทางตะวันออกต่อเป็นอย่างไรขอรับ”

มู่ฉางโจวถือคันธนูยาวเดินออกไปข้างนอกตามลำพังสิบกว่าก้าว หลุบตาลงมองรอยเกือกม้าชุดนั้นโดยไม่ได้พูดอะไร

เฟิงซุ่นอินยืนอยู่ไม่ไกลจึงได้ยินคำพูดของพวกเขา หัวใจนางบีบรัดเบาๆ มือกำอยู่ในแขนเสื้อ หรือว่าเฟิงอู๋จี๋อิงตามข้อมูลที่ข้ามอบให้ส่งคนมาที่นี่?

ดันมาเจอกับคืนที่มีฝนตก ทิ้งร่องรอยเอาไว้พอดี…แต่ต่อมานางก็คิดว่าไม่น่าใช่ นางยังอยู่ที่นี่ เฟิงอู๋จี๋ไม่ใช่คนทำอะไรบุ่มบ่าม อีกอย่างส่งคนมาจะมีประโยชน์อันใด ยังพบเห็นได้ไม่มากเท่านางที่อยู่ที่นี่เลยด้วยซ้ำ

นางหันมองไปทางด้านนั้น พลันเห็นมู่ฉางโจวเงยหน้าขึ้นคล้ายกำลังจะออกคำสั่ง นางเกือบเอ่ยปาก แต่ยังคงอดทนเอาไว้ได้

แต่สายตาของมู่ฉางโจวกลับมองมาอีกครั้ง “อินเหนียงคิดว่าอย่างไร”

เหตุใดถึงถามข้าอีกแล้ว เฟิงซุ่นอินคิดแล้วเอ่ย “ข้าแค่ห่วงว่าวันนี้จะไม่ได้ชมทิวทัศน์อะไรแล้วทั้งนั้น” พูดจบก็มองสบตาเขาผ่านม่านโปร่ง ยืนอยู่อย่างผ่าเผย ราวกับแค่พูดออกมาอย่างไม่ใส่ใจ

หูเป้ยเอ๋อร์คิดในใจว่า กำลังยุ่งกันอยู่นะ เขาเบิกตากว้างมองนาง “ฮูหยินสนใจเพียงเรื่องนี้หรือ”

เฟิงซุ่นอินถามกลับ “เช่นนั้นข้าควรสนใจเรื่องอะไร”

หูเป้ยเอ๋อร์โดนตอกกลับมาทีหนึ่ง ก่อนนึกขึ้นได้กะทันหัน เขาหันมองมู่ฉางโจว “เมื่อครู่นี้ท่านผู้บัญชาการจะออกคำสั่งหรือขอรับ”

มู่ฉางโจวมองเฟิงซุ่นอิน “ข้ากำลังคิดสั่งให้ย้อนกลับ ตรวจสอบไปทางทิศตะวันตก”

เฟิงซุ่นอินเม้มปากหันตัวกลับเงียบๆ นางเดินไปจูงม้า ในใจคิดว่า ยังดี เกือบหลงนึกว่าเขาจะออกคำสั่งให้ตรวจสอบไปทางจงหยวนแล้ว

พลธนูจูงม้าเดินมา มู่ฉางโจวตวัดกายขึ้นขี่ม้าก่อนออกคำสั่ง “ย้อนกลับไปทางตะวันตกทันที อ้อมเมืองไป”

ทุกคนทยอยกันขึ้นขี่ม้า

เฟิงซุ่นอินเองก็นั่งอยู่บนหลังม้าแล้วเช่นกัน ตอนที่ตามอยู่ด้านหลังเขาฝั่งซ้ายนางจงใจทิ้งระยะห่างช่วงหนึ่ง แสดงท่าทีไม่สนใจเรื่องพวกนี้ นางขี่ม้าอย่างเอ้อระเหยพลางหันมองรอบข้าง เพียงทำเป็นว่ากำลังมองหาทิวทัศน์ที่น่าสนใจอยู่จริงๆ

จางจวินเฟิ่งเห็นนางอยู่ห่างออกไปก็ควบม้าเข้าใกล้มู่ฉางโจว ถามเสียงเบา “ท่านผู้บัญชาการตั้งใจตรวจสอบไปทางตะวันตกจริงๆ หรือขอรับ”

มู่ฉางโจวผงกศีรษะ สายลับของจงหยวนไม่มีทางมาอีกในระยะเวลาสั้นๆ แค่เกือกม้าเหล็กชิ้นหนึ่ง ไม่ใช่ว่าภายในดินแดนเหอซีจะจงใจเลียนแบบออกมาไม่ได้

แต่คิดแล้วก็อาจจะมีตกหล่น เขาหันมองไปทางหูเป้ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลังทีหนึ่ง แสดงท่าทีให้อีกฝ่ายเข้าใกล้

หูเป้ยเอ๋อร์ขี่ม้าเข้าใกล้ทันที “ท่านผู้บัญชาการมีอะไรจะสั่งขอรับ”

มู่ฉางโจวกดเสียงลงเอ่ย “จับตามองความเคลื่อนไหวทางจงหยวนด้วย”

หูเป้ยเอ๋อร์รับคำสั่งแล้วขี่ม้าย้อนกลับไปด้านหลังอีกครั้ง

เฟิงซุ่นอินได้ยินเพียงเสียงพูดคุยแผ่วเบา เมื่อหันหน้าไปมองก็เห็นว่าขบวนกลับสู่ปกติแล้ว มู่ฉางโจวยังคงอยู่ด้านหน้าฝั่งขวาของนาง นำอยู่หน้าขบวน

เพียงแค่เดินทางไม่เร็วนัก ตลอดทางล้วนตรวจสอบรอบข้างไปด้วย

จวบจนดวงอาทิตย์ขึ้นสูงกว่าเดิม ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว มู่ฉางโจวถึงยกมือขึ้นเล็กน้อย

ทุกคนหยุดลง หูเป้ยเอ๋อร์กระโดดลงจากหลังม้า วิ่งไปทางเนินดินด้านหน้า เขานั่งยองๆ ลงข้างเนินแล้วคลำตรวจสอบมองสำรวจอยู่นาน ก่อนลุกขึ้นตะโกน “มีจริงๆ ด้วย!”

จางจวินเฟิ่งขี่ม้าเข้าหา จากนั้นหันมาเอ่ยกับมู่ฉางโจว “เป็นรอยเกือกม้าแบบเดียวกับก่อนหน้านี้ แต่เพิ่มมาหนึ่งชุดขอรับ”

มู่ฉางโจวมองไปข้างหน้า “เจ้ารออยู่ที่นี่ ปกป้องฮูหยิน” พูดจบเขาหันมองหูเป้ยเอ๋อร์ต่อ “เจ้าเลือกคนมาแล้วตามข้าไป”

หูเป้ยเอ๋อร์ขึ้นม้าทันที จากนั้นเรียกพลธนูจำนวนหนึ่งมาแล้วติดตามมู่ฉางโจวไป

มู่ฉางโจวหันมองเฟิงซุ่นอินแวบหนึ่ง ก่อนหันกลับไปแล้วกระตุ้นม้า นำกลุ่มคนวิ่งห้อตะบึงออกไป

เฟิงซุ่นอินที่นั่งอยู่บนหลังม้าเห็นเขาควบม้าห้อตะบึงจากไปก็ลอบโล่งอก นึกไม่ถึงว่าจะคาดเดาถูก ไม่ใช่ม้าที่มาจากทางจงหยวนจริงๆ ด้วย แค่ไม่แน่ใจว่าเป็นฝีมือสร้างความสับสนของคนจากดินแดนเหอซีของพวกเขาเองหรือไม่

นางรั้งบังเหียนเบาๆ หันไปมองจางจวินเฟิ่งที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้าง ก่อนคิดแล้วจงใจเอ่ย “ท่านผู้บัญชาการดูแลกิจทหารและงานเมืองของเหลียงโจว และยังมีส่วนร่วมในกิจการพลเรือนด้วย ทำงานตำแหน่งสำคัญของเหอซีแล้ว ในอาณาเขตเหอซียังมีคนต่อกรกับเขาอีกหรือไร”

จางจวินเฟิ่งคุมกำลังพลธนูที่เหลือ เดิมทีตั้งใจจะอยู่เฉยๆ ด้านข้างทำตัวเป็นองครักษ์จำเป็นต่อไป นึกไม่ถึงว่าวันนี้นางกลับเอ่ยปากพูดคุยกับตนเองก่อน เขามองนางแวบหนึ่งถึงได้ตอบ “ฮูหยินคงไม่คิดว่าตำแหน่งผู้บัญชาการเป็นกันง่ายหรอกนะ ตลอดเจ็ดปีท่านผู้บัญชาการเดินมาทีละก้าวๆ ถึงได้เดินมาถึงทุกวันนี้”

แววตาของเฟิงซุ่นอินวูบไหว พลันนึกที่ลู่เถียวเคยบอกว่ามู่ฉางโจวมาจากสายบัณฑิตขึ้นมาได้ ทั้งยังได้ครองตำแหน่งสูงตั้งแต่อายุยังน้อย มีหลายคนที่เห็นเขาขัดตา บางทีอาจเป็นเรื่องจริง นางจึงเม้มปากไม่พูดอะไรอีก

จางจวินเฟิ่งเองก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ไม่ว่ามองอย่างไรก็รู้สึกว่าฮูหยินท่านนี้เป็นชั้นวางประดับ* ชิ้นหนึ่ง ความคิดจะเรียบง่ายเกินไปแล้ว คิดว่าตำแหน่งผู้บัญชาการนั้นง่ายดายถึงเพียงนั้นหรือ เขาขี่ม้าถอยห่างออกไปสองก้าวเสียเลย ทำหน้าที่เป็นองครักษ์จำเป็นของตนต่อไปก็พอแล้ว

เมื่อไร้บทสนทนา รอบด้านก็เงียบสงัด

รออยู่ที่นี่เฉยๆ เป็นเวลานาน เฟิงซุ่นอินสำรวจภูมิประเทศรอบข้างทั่วแล้วด้วยซ้ำ ในที่สุดก็ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าดังมาจากที่ไกลๆ

นางมองหาถึงได้พบว่าเสียงมาจากทางด้านข้าง ก่อนจะเห็นมู่ฉางโจวที่กำลังห้อตะบึงมาทันที นี่ไม่ใช่ทิศทางที่เขาไปก่อนหน้านี้ น่าจะจงใจเลือกทางลัดกลับมา

หูเป้ยเอ๋อร์นำพลธนูตามติดมาด้านหลัง

เมื่อม้าเข้ามาใกล้แล้วจึงรั้งบังเหียนหยุด มู่ฉางโจวถือธนูดึงสายบังเหียน อีกมือหนึ่งยังกุมลูกธนูไว้สามดอก ก่อนหันไปยื่นให้กับพลธนูที่อยู่ด้านหลัง “เช็ดให้สะอาด ห้ามทิ้งร่องรอยเอาไว้”

พลธนูรับไปพร้อมตอบรับ ก่อนยื่นผ้าผืนหนึ่งให้กับเขา

เฟิงซุ่นอินมองอยู่ด้านข้างเงียบๆ บนหัวธนูทั้งสามดอกต่างย้อมด้วยเลือด ไหลอาบมาถึงตัวก้าน หลังมือของเขาเองก็เปรอะเลือด พอเขารับผ้าจากพลธนูมาเช็ดเลือดออกแล้วก็ส่งคืนให้อีกฝ่าย

พลธนูนำผ้ามาเช็ดหัวธนูต่อทันที หลังจากเช็ดจนสะอาดแล้วก็เก็บเข้าซองธนูหลังม้าของเขา จัดการรวดเร็วช่ำชองราวกับลูกธนูสามดอกนี้ไม่เคยเปื้อนเลือดมาก่อน

แววตาของเฟิงซุ่นอินเฉมองบนพื้น เดาว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรก สมัยก่อนนางรู้สึกว่าอย่างมากมือข้างนั้นของเขาก็จับพู่กันจับแท่งหมึก ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเห็นด้านเช่นนี้ของเขาในสักวัน…

จางจวินเฟิ่งถึงได้ขี่ม้าเข้าใกล้ “ดูท่าท่านผู้บัญชาการจะจัดการเรียบร้อยแล้ว”

หูเป้ยเอ๋อร์หัวเราะเสียงเย็นทีหนึ่ง “พวกลิ่วล้อสามตัว! เกือบจะไล่ตามไม่ทันอยู่แล้ว โชคดีที่ท่านผู้บัญชาการไปทางลัดจึงยิงธนูเก็บไปคนละดอก!” เขาพูดถึงตรงนี้ก็มองเฟิงซุ่นอินไปที เห็นมู่ฉางโจวไม่แสดงเจตนาหลบเลี่ยงถึงได้พูดต่อ “น่าจะเป็นทหารกานโจว”

ประโยคสุดท้ายยังคงจงใจกดเสียงลงเล็กน้อย แต่เฟิงซุ่นอินยังคงได้ยิน นึกไม่ถึงว่าจะเป็นทหารจากเมืองในดินแดนเหอซีเองจริงๆ นางช้อนสายตามองมู่ฉางโจวอย่างห้ามไม่ได้

จางจวินเฟิ่งร้องเหอะ ก่อนเอ่ยเสียงเบา “ทางหนึ่งก็ซั่นโจว อีกทางก็กานโจว อยู่ไม่สุขกันที่สุด ไม่แน่ว่าวันนี้พวกเขาอาจจงใจทิ้งร่องรอยไว้ทางตะวันออกเพื่อที่จะกลบเกลื่อน ตั้งใจสร้างปัญหาให้กับท่านผู้บัญชาการ”

มู่ฉางโจวขี่ม้ากลับมาอยู่ฝั่งขวาของเฟิงซุ่นอิน ก่อนเอ่ยขัด “ไม่ต้องโวยวาย เดินทางกลับได้”

ไม่มีใครพูดอะไรอีก ทุกคนจัดรูปขบวนแล้วเตรียมตัวย้อนกลับทันที

เฟิงซุ่นอินฟังมาถึงตรงนี้โดยไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่หัวใจที่กังวลแอบโล่งขึ้นเล็กน้อย

นางขี่ม้าไปอยู่ฝั่งซ้ายของมู่ฉางโจว ก่อนได้ยินเขาถามขึ้นมากะทันหัน “อินเหนียงยังรีบร้อนอยากชมทิวทัศน์อีกหรือไม่”

เฟิงซุ่นอินหันมองเขา พบว่าเขากำลังมองตนเองอยู่ นางจัดม่านโปร่งตรงหน้าเล็กน้อยก่อนเอ่ย “เดิมทีก็รีบร้อนเจ้าค่ะ แต่ในเมื่อตอนนี้พี่รองมู่มีธุระ ไฉนเลยจะยังร้อนใจกับเรื่องพวกนี้” พูดจบก็ย่นหัวคิ้ว เหตุใดวันนี้เหมือนเขาจะเอาแต่จับตามองนาง

มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไร เขาควบม้าไปนำทางอยู่ข้างหน้า

ขบวนเดินทางทำการตรวจสอบมาตลอดทางจึงอ้อมเส้นทางไปวงใหญ่ ค่อนข้างเดินทางมาไกลเกินไป แต่ขากลับกลับไม่ได้ย้อนมาทางเดิม แต่เลือกทางสายเล็กที่สันโดษแทน

หูเป้ยเอ๋อร์ถามขึ้นจากทางด้านหลัง “ท่านผู้บัญชาการจะกลับเมืองทางนี้หรือ ถึงแม้ทางนี้จะใกล้ แต่พาฮูหยินมาด้วยนะขอรับ” เขามองเฟิงซุ่นอินแวบหนึ่ง ก่อนถามต่อ “มิสู้เลือกอ้อมกลับประตูเมืองทิศตะวันออกทางเดิม?”

เฟิงซุ่นอินได้ยินแล้วมองถนนสายเล็กตรงหน้า เห็นว่ามีหญ้าเล็กๆ ขึ้นหนาแน่นพอสมควร ดูจากทิศทางแล้ว เดินตรงไปก็จะถึงประตูเมืองทิศตะวันตกซึ่งใกล้กว่ามากจริงๆ แต่นางก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงเอ่ยเตือนเช่นนั้น

เพียงไม่นานทางสายเล็กตรงหน้าก็มีทางแยกเพิ่มมาหลายสาย มู่ฉางโจวรั้งบังเหียนแล้วเอ่ย “ทางตรงหน้าเล็กแคบเดินทางไม่สะดวก พวกเจ้าแยกเดินทางสองฝั่ง ฮูหยินตามข้ามา”

หูเป้ยเอ๋อร์มองเขาสลับกับเฟิงซุ่นอิน ก่อนฉีกยิ้มด้วยสีหน้าอย่าง ‘เข้าใจแล้ว’ แล้วหันไปนำคนกลุ่มหนึ่งเดินไปทางซ้าย

จางจวินเฟิ่งได้แต่นำคนที่เหลือเดินไปทางขวา

เฟิงซุ่นอินมองพวกเขาตั้งใจขี่ม้าแปรขบวนเป็นแถวเดียวก็คาดเดาว่าเส้นทางนี้มีอุปสรรคบางอย่าง นางมองมู่ฉางโจวที่อยู่ตรงหน้าทีหนึ่ง ตอนที่ควบม้าติดตามเขาก็ระวังตัวขึ้นมาก

มู่ฉางโจวมือหนึ่งถือธนู อีกมือหนึ่งดึงสายบังเหียน นำทางอยู่ทางด้านหน้าฝั่งขวา เขาเอ่ยขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “ในบันทึกที่ปกติอินเหนียงจด มีเรื่องทางการทหารหรือไม่”

เฟิงซุ่นอินชะงัก มองแผ่นหลังของเขา “เหตุใดพี่รองมู่ถึงถามเช่นนี้เจ้าคะ”

“ไม่มีอะไร” มู่ฉางโจวไม่ได้หันหลังกลับมา “เพียงนึกขึ้นได้ว่าถึงอย่างไรอินเหนียงก็เป็นบุตรสาวเสนาบดีเฟิง หากในบันทึกจะมีพูดถึงเรื่องพวกนี้ก็ไม่แปลก” ไม่อย่างนั้นวันนั้นคงไม่ไปหลบอยู่ในคูได้ทันท่วงที อีกทั้งวันนี้ยังหลบเลี่ยงรอยเกือกม้าได้ทัน ความคิดอ่านละเอียดรอบคอบยิ่ง เรียกได้ว่าไม่ด้อยไปกว่าคนเคยเข้าร่วมกองทัพ

เฟิงซุ่นอินเอ่ยเรียบๆ “ไม่มีเจ้าค่ะ เรื่องพวกนั้นไม่อาจจดลงไปได้อยู่แล้ว”

มู่ฉางโจวผงกศีรษะ “ใช่แล้ว”

เฟิงซุ่นอินมองเขาอีกครั้ง ในใจคิดว่า เช่นนั้นท่านจะถามด้วยเหตุใด…

รอบด้านเงียบจนผิดปกติ นางเก็บความคิดกลับมาอย่างรวดเร็ว รู้สึกว่าที่แห่งนี้น่าจะไม่ค่อยมีคนผ่านไปมา มือกุมสายบังเหียนแน่น เดินหน้าไปพลางมองสำรวจสองฝั่งอย่างระมัดระวังไปพลาง เมื่อมองไปข้างหน้าอีกครั้ง มู่ฉางโจวขี่ม้ามาอยู่ฝั่งซ้ายของนาง เดินทางขนานไปด้วยกันแล้ว

นางหันมองอย่างแปลกใจ ตั้งแต่รู้เรื่องที่หูซ้ายของนางไม่ได้ยิน เขาก็คอยเดินอยู่ฝั่งขวามาตลอด เหตุใดจู่ๆ ถึงไปเดินฝั่งซ้ายได้

มู่ฉางโจวหันมาเห็นแววตานางก็ยิ้มเล็กน้อย “ข้าเดินฝั่งซ้ายช่วยระวังให้เจ้าได้ง่ายกว่า”

เฟิงซุ่นอินอยากถามว่าระวังอะไร ทันใดนั้นม้าก็เหยียบพุ่มหญ้าเตี้ยแล้วส่งเสียงจามออกมากะทันหัน นางเห็นว่าในพุ่มหญ้าฝั่งขวาคล้ายมีบางอย่างเป็นก้อนขมุกขมัวสีดำมองเห็นไม่ชัด จึงรั้งบังเหียนหยุดทันที

เสียงไม้ลั่นดังกร็อบ ม้าเหยียบลงไปแล้ว ฝั่งขวามีแผ่นไม้พลันดีดขึ้นมา

นางดึงบังเหียนอย่างแรง ม้าถูกกระชากให้เบี่ยงไปทางซ้าย ยกขาหน้าขึ้นหลบได้อย่างหวุดหวิด ไม่คาดคิดว่าด้านซ้ายก็มีเสียงบางอย่างเช่นกัน แต่นางไม่ได้ยิน ร่างกายเอียงจะร่วงลงจากหลังม้า ฝั่งซ้ายเป็นแอ่งเว้าลึกแอ่งหนึ่ง

เฟิงซุ่นอินหันหน้าไปไม่ทันมองให้ชัดก็ต้องกระโดดลงจากหลังม้าแล้ว เท้าของนางเหยียบลงบนพื้นทว่ายืนได้ไม่มั่นคง ก่อนที่มือข้างหนึ่งจะยื่นมาช่วยดันหลังและพยุงเอวนางไว้อย่างแน่นหนา นางจึงนับว่ายืนอยู่ได้ หลังจากหันมองก็พบว่าเป็นคันธนูยาว เมื่อหันกลับไปก็เกือบชนโดนแผงอกของมู่ฉางโจวเข้า นางตกตะลึงเล็กน้อย ถึงได้รู้ว่าเมื่อครู่นี้เขายืนอยู่ด้านหลังฝั่งซ้ายของตนเอง

เมื่อมองสองฟากทางอีกครั้ง ฝั่งขวาเป็นแผ่นไม้ ฝั่งซ้ายเป็นแอ่งเว้า เป็นกับดักม้าที่พบเห็นได้ทั่วไป ยังดีที่ไม่มีอาวุธทำร้ายคน มิน่าเล่าเขาถึงบอกว่าจะช่วยระวังให้นาง…

นางพลันรู้สึกตัวได้สติกลับมา อยากผละออกจากเขาทันที

มู่ฉางโจวยื่นมือออกไปพร้อมกระชับคันธนู กักตัวนางเอาไว้กะทันหัน

เฟิงซุ่นอินกระแทกชนกับแผงอกเขา นางตกตะลึง เงยหน้ามองใบหน้าอีกฝ่าย เห็นเขาอมยิ้ม ดวงตากำลังจับจ้องนางราวกับรออยู่นานแล้ว

“เมื่อครู่นี้อินเหนียงตอบสนองได้รวดเร็วนัก”

 

* ชั้นวางประดับ เปรียบเปรยถึงบุคคลที่มีดีแค่รูปโฉมภายนอก ไร้ความสามารถที่แท้จริง

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: