X
    Categories: จันทราอัสดงทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน จันทราอัสดง เล่ม 4 บทที่ 109-110

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 109

ผ่านไปไม่ถึงสองวันเหยากวงกลับจากฝึกฝนในโลกมนุษย์ เอาเรื่องสนุกกลับมาเล่าให้หลีซูซูฟังมากมาย

“ตอนอยู่แดนมนุษย์ข้ายังเจอคนรู้จักผู้หนึ่งด้วย เจ้าทายสิว่าเป็นใคร” เหยากวงขยิบตาให้หลีซูซู

แดนมนุษย์? จะมีคนรู้จักได้อย่างไร

หลีซูซูส่ายหน้า

เหยากวงเฉลย “เป็นบุตรสาวบุญธรรมของประมุขตงอี้ก่อนหน้านี้ หากข้าจำไม่ผิด ชื่อไฉ่ซวงกระมัง ก่อนหน้านี้ตอนอยู่เผิงไหลข้าพบนางหลายครั้ง ท่าทางเสแสร้งอ่อนแอของนางน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก ไม่คิดว่าพบกันในแดนมนุษย์ครั้งนี้ร่างเซียนของนางหายไปแล้ว กลายเป็นหญิงชราใกล้ตายผู้หนึ่ง นั่งอยู่ในศาลเจ้าทรุดโทรม แย่งอาหารกับเหล่ายาจก”

หลีซูซูพูดเสียงค่อย “หมายความว่าไฉ่ซวงถูกส่งกลับแดนมนุษย์อย่างนั้นหรือ”

“ใช่ แต่ก่อนประมุขตงอี้ปกป้องนางที่สุดมิใช่หรือ ไฉนครั้งนี้จึงใจดำถึงเพียงนี้”

หลีซูซูพลันคิดถึงคทาหรูอี้ผลึกม่วงในถุงฟ้าดิน ยังมีคำพูดของไฉ่ซวงในวันนั้น นางบอกว่าชังจิ่วหมินไปเสาะหาน้ำตามนุษย์เงือกมาเป็นสินสอดให้นาง เป็นไปได้หรือไม่ว่า…น้ำตามนุษย์เงือกหาใช่สินสอดไม่…แต่เป็นข้อแลกเปลี่ยนระหว่างชังจิ่วหมินกับประมุขตงอี้เพื่อปฏิเสธการแต่งงานกับนาง

ประมุขตงอี้ปลอมตัวเป็นชังจิ่วหมินมาทำร้ายตน อาจจะจงใจสร้างความร้าวฉานระหว่างตนกับชังจิ่วหมิน

หลีซูซูใจลอยเล็กน้อย คำชี้แนะของชังจิ่วหมินตอนอยู่ในสระล้างกระบี่ ความโมโหของเขาตอนเจอตนกับศิษย์สำนักเผิงไหลในป่าซิ่ง ยังมีผลครามที่ส่งมาให้ทุกเช้า ล้วนบ่งบอกเรื่องหนึ่งว่า…เขาไม่เคยคิดทำร้ายตนมาก่อน

“หลีซูซู เจ้าเป็นอะไรไป” เหยากวงถามอย่างห่วงใย “เจ้ากับเยวี่ยฝูหยาอยู่ด้วยกันมานานถึงเพียงนี้ ไฉนจึงไม่เห็นวิญญาณชีวิตของเจ้าได้รับการซ่อมแซมเสียที”

หลีซูซูตอบว่า “ไม่มีอะไร”

จู่ๆ นางก็ไม่รู้ว่าควรอยู่ร่วมกับชังจิ่วหมินอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างระหว่างพวกเขา เขามิได้ติดค้างอะไรนางเลย ประมุขตงอี้ซึ่งเป็นคนเดียวที่ติดค้างนางก็ได้นำคทาหรูอี้ผลึกม่วงมาขอขมาแล้ว เมื่อไม่มีเรื่องให้โกรธแค้นเขา นางรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง

คนที่รวมวิญญาณกับตนหาใช่เยวี่ยฝูหยาไม่ แต่เป็นชังจิ่วหมิน ดังนั้น…เขาก็คือคู่บำเพ็ญของนางหรือ วิญญาณชีวิตอ่อนแอ พลังอำนาจจากมรรคาไร้รักจางลงทุกที นางกดหัวใจไว้ เกิดความรู้สึกแปลกๆ

ต่อให้ชังจิ่วหมินเป็นคู่บำเพ็ญของนางจริงๆ ดูเหมือนก็ไม่ได้แย่ถึงเพียงนั้น

 

หลีซูซูยังไม่ทันคิดได้ว่าควรทำอย่างไรดี เหวร้างในแดนมนุษย์ก็มีไอมารมหาศาลระเบิดออกมา

เรื่องนี้เกี่ยวพันกับสามพิภพ สำนักต่างๆ ล้วนให้ความสำคัญ

ตอนนี้ชังจิ่วหมินอยู่ในสำนักเหิงหยางด้วยฐานะของเยวี่ยฝูหยา อีกไม่นานย่อมต้องติดตามฉวีเสวียนจื่อเดินทางไปเหวร้าง เหวร้างเต็มไปด้วยอันตราย ด้วยสภาพร่างกายของหลีซูซูในตอนนี้ มิอาจติดตามพวกเขาไปด้วยได้

พอรู้ข่าวนี้แล้ว หลีซูซูฟุบอยู่บนโต๊ะ จ้องมองวิหคศักดิ์สิทธิ์นอกหน้าต่างฝูงหนึ่งส่งเสียงดังจอแจ

ชังจิ่วหมินกลัวนางอยู่แต่ในตำหนักเซียนจะเบื่อหน่าย จึงขนย้ายวิหคศักดิ์สิทธิ์บนบรรพตฉางเจ๋อมาไว้นอกตำหนักทั้งหมด ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาทำได้อย่างไร วิหคศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ชีวิตอยู่ที่ฉางเจ๋อมาชั่วชีวิตน่าสงสารยิ่งนัก

มองดูพวกมันแล้ว นางพลันหัวเราะออกมา

ตกกลางคืนชังจิ่วหมินกลับมา หลีซูซูพูดขึ้นว่า “ข้ามีของสิ่งหนึ่งอยากมอบให้เจ้า เจ้าต้องรอข้ากลับมานะ”

ชังจิ่วหมินเห็นนางรีบร้อนจะออกไปข้างนอกก็อึ้งงันเล็กน้อย “เจ้าจะไปที่ใด”

นางส่ายหน้าไม่ตอบ เอ่ยเพียงว่า “ก่อนฟ้าสางข้าจะกลับมาแน่นอน เจ้าอย่าเพิ่งไปที่ใดนะ” พูดจบ นางวิ่งออกจากประตู มุ่งหน้าไปบรรพตเซียนฉางเจ๋อ

ตั้งแต่ได้รับบาดเจ็บกลับมา นางก็ไม่ได้กลับบรรพตเซียนฉางเจ๋อนานแล้ว

หลีซูซูบังคับกระบี่ เหาะไปบนต้นอู๋ถงต้นหนึ่ง หยิบขนวิหคสีแดงอันหนึ่งออกมา

นี่เป็นขนที่ร่วงลงมาจากร่างเดิมของนางตอนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ท่านพ่อบอกนางให้เก็บรักษาไว้ให้ดี บางทีวันข้างหน้าอาจจะช่วยชีวิตนางได้

หลีซูซูถือขนวิหค นั่งอยู่ริมสระสวรรค์ ทำตัวให้กระปรี้กระเปร่า รวบรวมพลังวิเศษเป็นเส้นใย ถักทอพู่ห้อยกระบี่ ต้องผสานปราณวิเศษของตนเองลงในขนวิหคเท่านั้น ขนวิหคจึงจะสามารถใช้งานได้

บรรพตฉางเจ๋อเข้าสู่รัตติกาลแล้ว บนท้องฟ้าดารดาษไปด้วยดวงดาว ลมราตรีโชยพัดมาเอื่อยๆ หลีซูซูฝืนต้านความง่วงงุนที่เกิดจากวิญญาณชีวิตพร่องไป บอกตนเองว่าห้ามหลับ

นางไม่เคยทำอะไรให้ชังจิ่วหมินเลย แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน จู่ๆ นางก็อยากทำอะไรเพื่อเขาบ้าง

ของที่ดีที่สุดของนาง ก็คือขนวิหคล้ำค่าอันนี้

หลายปีให้หลังนอกห้วงฝัน หลีซูซูย้อนคิดถึงภาพนี้ เวลานั้นนางไม่รู้เลยว่าแม้ตนเองจะบำเพ็ญมรรคาไร้รักแล้ว ก็ยังคงคิดแต่จะเอาขนวิหคที่ล้ำค่าที่สุดของเฟิ่งหวงทำเป็นพู่กระบี่ คุ้มครองให้เขาปลอดภัย

ก่อนฟ้าสาง ร่างกายหลีซูซูโงนเงน

ตอนชังจิ่วหมินพบตัวนาง นางผล็อยหลับไปริมสระสวรรค์แล้ว มือกำพู่กระบี่พวงหนึ่งที่ใกล้จะทอเสร็จเอาไว้แน่น ขนวิหคสีแดงเปี่ยมด้วยปราณวิเศษที่ไหลเวียน เขาจ้องพู่กระบี่ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์พวงนั้น แววตาเย็นชาหนักอึ้ง มิอาจแยกแยะอารมณ์ ก่อนจะอุ้มนางขึ้นมา

ชังจิ่วหมินแค่นเสียงเบาๆ “ชอบเขาถึงเพียงนั้นจริงๆ หรือ”

เขากุมมือนาง เฝ้าอยู่ข้างเตียง จวบจนแสงแรกของวันสาดส่อง คนของสำนักเหิงหยางต่างรอเขาออกเดินทาง เขาจึงประทับจุมพิตลงบนริมฝีปากนาง “ข้าไปละ”

เขาทำตามสัญญารอนางจนฟ้าสาง แต่เป็นนางที่มิได้ตื่นขึ้นมาเอง

ก่อนชังจิ่วหมินจะจากไป เขาหันกลับมามองพู่กระบี่ในฝ่ามือนาง หัวเราะหยันเล็กน้อย ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ให้เขาอยู่ดี

ทั้งที่ตัดสินใจแล้วว่าจะเล่นละครเป็นคนอีกคน แต่พอเห็นนางรักปักใจ ทำดีต่อคนผู้นั้นสารพัด หัวใจเขายังคงถูกไอเย็นเยียบรุนแรงแผ่คลุม

 

จวบจนยามโพล้เพล้ หลีซูซูจึงตื่นขึ้นมา

นางวิ่งตามออกไป พบว่าคนของสำนักเหิงหยางออกเดินทางแล้ว นางมองพู่กระบี่ในฝ่ามือ ถอนหายใจอย่างหัวเสีย

ขบคิดเล็กน้อย นางรีบหยิบหอยสังข์ขอนหนึ่งออกมาจากถุงฟ้าดิน

น่าเสียดาย หอยสังข์ทำได้เพียงส่งเสียงของนางไปยังอีกฝั่ง นางไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด

“ท่านพ่อ ท่านได้ยินหรือไม่ ชัง…เยวี่ยฝูหยาอยู่ข้างๆ หรือไม่”

อีกทางหนึ่ง ฉวีเสวียนจื่อเหลือบมองชังจิ่วหมินที่หลับตาพักผ่อนอยู่

หลีซูซูพูดกับหอยสังข์ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกขัดเขินเล็กน้อย “ข้ามีบางอย่างยังไม่ทันได้บอกเขา ถ้าเขาอยู่ ท่านเอาหอยสังข์ให้เขาได้หรือไม่”

ฉวีเสวียนจื่อฉลาดเฉียบแหลมเพียงใด ไม่ต้องให้นางบอก เขาก็ยื่นหอยสังข์ใส่มือชังจิ่วหมินแล้ว

ชังจิ่วหมินไม่เข้าใจ มุ่นคิ้วมองเขา “อาจารย์?”

ฉวีเสวียนจื่อยิ้มไม่พูดจา ก่อนจะโคลงศีรษะเดินจากไปไกล

หอยสังข์ในมือเปล่งแสงสีขาว ชังจิ่วหมินได้ยินเสียงของนาง “มีเรื่องบางอย่าง เดิมทีอยากบอกเจ้าก่อนหน้านี้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะไม่ทันได้บอก พู่ห้อยกระบี่ก็ไม่ทันได้มอบให้เจ้า เจ้าต้องรักษาตัวให้ดีและกลับมาอย่างปลอดภัยนะ”

เงียบไปครู่หนึ่ง นางถึงพูดต่ออย่างจริงจัง “รอให้วิญญาณชีวิตของข้าซ่อมแซมเสร็จแล้ว พวกเราออกไปเที่ยวให้ทั่วดีหรือไม่ สามพิภพกว้างใหญ่ถึงเพียงนั้น พวกเราออกไปดูขุนเขาและสายน้ำ ไอหมอกที่ล่องลอย รุ่งอรุณและสนธยาในแดนมนุษย์ ก่อนหน้านี้มีเรื่องเข้าใจผิดมากมาย การพบกันก็ไม่ดีนัก ทว่าต่อจากนี้ไปข้าจะดีต่อเจ้า”

คิ้วตาของชังจิ่วหมินอ่อนโยนลง

นาง…จะดีต่อข้าอย่างนั้นหรือ

เขาพยายามไม่คิดเปรียบเทียบตนเองกับเยวี่ยฝูหยา ถือเสียว่าคำพูดนี้นางพูดกับเขา

จนกระทั่งตอนสุดท้าย หลีซูซูยิ้มพูด “ข้าเอาหญ้าเซียงหลันมาวางในตำหนักอีกไม่น้อย ข้ารู้แต่แรกแล้ว ว่าเจ้ามิได้รังเกียจกลิ่นนี้”

หอยสังข์เปล่งแสงวูบวาบ ก่อนจะคืนสู่ความเงียบงัน

ชังจิ่วหมินนิ่งงัน ตอนได้ยินคำว่าหญ้าเซียงหลัน หัวใจเขาแทบจะเต้นผิดจังหวะ

หญ้าเซียงหลัน…นี่มันอะไรกัน เยวี่ยฝูหยาเข้าใกล้หญ้าเซียงหลันไม่ได้มิใช่หรือ

เว้นแต่…! ชังจิ่วหมินกำหอยสังข์ในมือแน่น นางรู้ว่าข้าเป็นใคร!

รู้ว่าเขาเป็นใคร แต่ยังคงเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมา มิใช่พูดกับเยวี่ยฝูหยา แต่เป็นการพูดกับเขา

เขามิอาจอธิบายความรู้สึกในชั่วขณะนั้นของตน แม้แต่ตัวเขาเองยังยอมรับชะตาแล้ว รอให้ตนเองเปื่อยเน่าไปช้าๆ ท่ามกลางคำโกหก ทว่าสถานการณ์กลับพลิกผัน หลีซูซูบอกเขาว่านางรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเขาคือชังจิ่วหมิน

นั่นแสดงว่าระหว่างนางกับเขา ตอนที่นางกอดเขาหอมแก้มเขา ล้วนรู้ว่าเขาเป็นใคร

มือเขายกขึ้นปิดใบหน้าครึ่งซีก พลันหัวเราะเบาๆ ออกมา

ความขมขื่นและความริษยาทั้งหมดแปรเปลี่ยนเป็นความหวานปานน้ำผึ้งในเวลานี้

ความเบิกบานที่มาเยือนกะทันหัน ทำให้กลิ่นอายทึมทึบของเขาหายไปสิ้น ศิษย์สำนักเหิงหยางพากันหันมามองอย่างประหลาดใจ เห็นศิษย์พี่ที่ตอนออกเดินทางเมื่อเช้าหน้าบึ้งตึง ยามนี้มุมปากกลับยกขึ้น อารมณ์ดียิ่งกว่าใคร

เดินทางไปสถานที่อย่างเหวร้าง เขายังรื่นรมย์ได้เช่นนี้ สมแล้วที่เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนัก ทำให้คนเลื่อมใสโดยแท้

ชังจิ่วหมินกำหอยสังข์แน่น รอไว้เขากลับไป จะถอดเปลือกจอมปลอมนี้ออกและปล่อยตัวเยวี่ยฝูหยาที่ถูกขังไว้ เขาจะยอมรับผิด จะไปขอร้องฉวีเสวียนจื่อกับเยวี่ยฝูหยาอย่างจริงใจให้อภัยให้เขา เขาไม่หวาดกลัวอะไรทั้งนั้น ไม่กลัวสายตาของคนอื่น ไม่กลัวคำซุบซิบนินทาของผู้คน

เขานึกเสียใจภายหลังเล็กน้อย พู่ห้อยกระบี่นั้นเดิมทีหลีซูซูตั้งใจทำให้ตน น่าเสียดายเมื่อเช้าไฟริษยาจู่โจมจิตใจ เขาไม่ได้รอจนนางตื่น จะกลับไปเหิงหยางตอนนี้ก็ไม่ทันแล้ว

เขาพูดเสียงแผ่วว่า “รอข้ากลับมานะ”

มารฝันมองห้วงฝันดำเนินไปอย่างปากอ้าตาค้าง ที่แท้เมื่อให้ฐานะที่ดีหน่อยกับราชันมาร แม้เส้นทางจะขรุขระไปบ้าง แต่เขายังคงมีความฝันอันงดงาม

สิ่งที่ถานไถจิ้นขาดไป ที่แท้ก็แค่เพียงจุดเริ่มต้นอย่างยุติธรรมเท่านั้น

เขาเจ้าเล่ห์อำมหิต ทว่าก็ยืนหยัดไร้ความหวาดกลัว แม้วิธีการจะต่ำช้าไปบ้าง แต่สุดท้ายกลับสามารถพลิกสถานการณ์อันย่ำแย่ให้ดีขึ้นได้

ยามนี้ลูกแก้วหลิวหลีตรงหน้าร้าวจนใกล้แตกเต็มที มารฝันรีบโฉบไปข้างกายทั้งสองคน “ราชันมาร ตื่นเถอะ หลีเซียนจื่อ ตื่นเร็วเข้า!”

พลังจากไข่มุกแปลงโฉมไม่เพียงพอ ประคองฝันมาได้ถึงตอนนี้นับว่าไม่ง่ายแล้ว ของปลอมอย่างไรก็คือของปลอม ห้วงฝันของเขากำลังจะพังทลาย

ในลูกแก้วหลิวหลี ภาพต่างๆ หยุดนิ่ง

หญิงสาวในชุดขาวนั่งอยู่บนบรรพตเซียนฉางเจ๋อ ใบอู๋ถงเป็นสีแดงเข้ม นางทอดสายตามองไปไกลตรงทิศทางของเหวร้าง เฝ้ารอเขากลับมา

ชายหนุ่มเดินออกจากเหวร้างมืดมิด พูดคุยหัวเราะกับศิษย์พี่ศิษย์น้องข้างกาย ในมือถือหอยสังข์ขอนหนึ่ง

นางมีใจให้ชังจิ่วหมินแล้ว แต่สุดท้ายพวกเขากลับไม่ได้พบกันอีก

คำว่า ‘ชั่วชีวิต’ ของนาง สุดท้ายเป็นได้เพียงน้ำหยดหนึ่งผสานลงในความทรงจำของเขา

หน้าไม้พิฆาตเทวะรับรู้ได้ว่าผู้เป็นนายกำลังจะตื่นขึ้นมา ส่งเสียงอื้ออึงข้างกายทั้งสองคน มันดูดซับพลังของปีศาจอื่นๆ ไปหมดแล้ว ยามนี้จึงแข็งแกร่งกว่าเดิม

เสียดายที่ในพื้นที่คับแคบแห่งนี้ไม่มีเลือดมนุษย์ให้มันดื่ม มิอาจเข่นฆ่าได้ อดกลั้นจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว รอเพียงให้ถานไถจิ้นฟื้นขึ้นมา และพามันออกไปเข่นฆ่าเท่านั้น

มารฝันมองทั้งสองคนอย่างประหม่าพลางคิดในใจว่า แม้หนทางแตกต่าง แต่เป้าหมายเดียวกัน ภารกิจของข้านับว่าเสร็จสิ้นแล้วกระมัง ราชันมารคงจะ…คงจะไม่ถือสาหรอก

 

หลีซูซูลืมตาขึ้น

ห้วงรับรู้ของนางว่างเปล่าชั่วขณะ เมื่อสติกลับคืนมาจึงพบว่าตนเองอยู่ในพื้นที่คับแคบแห่งหนึ่ง รอบด้านมืดมิดเหมือนอยู่ใต้พิภพ

ฉงอวี่หมอบอยู่บนคอนางอย่างสงบนิ่ง อ้อมกอดเย็นเฉียบโอบกอดนางไว้ รอบด้านเต็มไปด้วยไอมาร

นางผุดลุกขึ้นนั่งทันใด จ้องมองมารฝันตรงมุมห้อง ตลอดจนหน้าไม้พิฆาตเทวะข้างกาย ยังมี…ชายหนุ่มอีกคนที่ลุกขึ้นนั่งช้าๆ มองนางอย่างเงียบงัน

ชุดสีขาวของเขาเปื้อนเลือด นัยน์ตาโลหิตสีแดงเปลี่ยนกลับมาเป็นปกติแล้ว

ถานไถจิ้น…ชังจิ่วหมิน…

ลมหายใจของหลีซูซูสับสน หญิงสาวในห้วงฝัน การจงใจกลั่นแกล้ง ความปวดร้าวและความยินดี นางกุมศีรษะตนเองอย่างห้ามไม่อยู่

ปลอม ล้วนเป็นของปลอมทั้งสิ้น

โลกนี้ไม่มีชังจิ่วหมิน เขาเป็นเพียงถานไถจิ้น คนที่มีกระดูกมารแต่กำเนิด กักขังนางและทอดทิ้งนาง

ก่อนพวกเขาจะเข้าสู่ความฝัน เขาก็มีหน้าไม้พิฆาตเทวะแล้ว

ที่แท้ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงอดีตหรือไม่ คนบางคนก็ถูกลิขิตให้อยู่กับความมืดมิดตั้งแต่เกิด โกวอวี้เสียสละตนเอง เพียงเพื่อหยุดยั้งมิให้เขาก้าวเดินมาถึงจุดนี้ ทว่าบัดนี้เขายังคงก้าวเดินมาบนทางสายนี้

ธรรมะกับอธรรมเดิมทีก็อยู่ร่วมกันไม่ได้อยู่แล้ว

“หลีซูซู”

“เจ้าอย่ามาแตะต้องข้า!” หลีซูซูถอยหลังทันใด “เจ้าหลอกข้า เจ้าเอาห้วงฝันมาหลอกข้า”

รอยยิ้มบนริมฝีปากของถานไถจิ้นจางลง “เจ้าคิดเช่นนี้หรือ”

ยามที่เขาไม่ยิ้ม กลิ่นอายทั่วร่างทั้งหนักอึ้งและน่ากลัว แตกต่างกับชังจิ่วหมินในห้วงฝันที่เกิดมาเพียบพร้อมโดดเด่นโดยสิ้นเชิง

หน้าไม้มารอยู่ตรงหน้าเขา เขาเอียงศีรษะ ท่าทางบริสุทธิ์จริงใจกลับคล้ายชังจิ่วหมินในความฝันอยู่บ้าง “เจ้าฟังข้าพูดก่อน ข้าจดจำคำพูดเมื่อห้าร้อยปีก่อนของเจ้าได้ ข้าจะไม่เป็นมาร หากเจ้าไม่ชอบหน้าไม้พิฆาตเทวะ ข้าจะผนึกมันไว้ตลอดกาล แค่ผนึกมันไว้ตลอดกาลก็ไม่เป็นไรแล้ว เจ้าบอกมิใช่หรือว่ารอข้ากลับมา ต่อจากนี้ไปจะดีต่อข้า”

เสียงเขาเบาหวิวพึมพำว่า “ข้าจะตั้งใจบำเพ็ญเซียน วันหน้ากลายเป็นเทพ ข้าไม่โกหกเจ้า อย่างน้อยเจ้าก็อย่าโกหกข้าอีกเลยนะ”

หลีซูซูส่ายหน้าเอ่ยว่า “นั่นล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงทั้งนั้น”

“หลอกลวง?” เขาถามเสียงเย็น ก่อนจะหัวเราะออกมา “หลีซูซู เจ้าลองถามใจตนเองดู เจ้าไม่รู้ความรู้สึกของข้าหรือ”

เขาถึงกับถามว่า ‘เจ้าไม่รู้ความรู้สึกของข้าหรือ’

หลีซูซูช้อนตาขึ้น ความโกรธแค้นในใจยามนี้สลายหายไปหมดแล้ว นางเอ่ย “ข้ารู้เพียงว่าข้าเคยอ้อนวอนอย่างยากลำบาก แต่เจ้ากลับเอาบุปผาอมตะไปประจบเอาใจเยี่ยปิงฉาง เหมันต์ในโลกมนุษย์หนาวเหน็บถึงเพียงนั้น มืดมนถึงเพียงนั้น แต่เจ้ายังคงเลือกเยี่ยปิงฉาง หากข้ามิใช่หลีซูซู ข้าคงจิตวิญญาณแตกซ่านไปนานแล้ว เจ้าเป็นคนบอกข้าเองว่าเจ้าชอบนางมากเพียงใด สามารถพลิกคว่ำปฐพีเพื่อนาง ไม่สนว่านางจะเป็นภรรยาคนอื่นแล้ว บัดนี้เจ้ากลับมาถามข้าว่าไม่รู้หรือ ข้าไม่รู้ ไยข้าต้องรู้ด้วย”

“จนถึงตอนนี้” นางข่มแววสะอื้นในน้ำเสียง “เจ้ายังคงหลอกข้า ถานไถจิ้น ทุกคนในโลกนี้ล้วนเป็นเพียงหมากในกำมือเจ้าหรือไร”

ตอนเจ้าบอกว่าชอบเยี่ยปิงฉาง เจ้าทุ่มเทความคิดความพยายามทั้งหมด แต่ตอนบอกว่าชอบข้า เจ้ากลับใช้ห้วงฝันมาสร้างสภาพแวดล้อมจอมปลอมพวกนั้นขึ้นมา

นัยน์ตาดำขลับของเขาทอประกายน้ำ

ริมฝีปากที่สั่นระริกอยู่นานพยายามเค้นรอยยิ้มและเอ่ยว่า “ข้าสำนึกผิดแล้ว หลีซูซู แต่ว่าข้าไม่มีหนทาง”

เขาทำทุกอย่างแล้ว นางเคยบอกว่าอยากให้เขาเป็นเทพ ปกปักรักษาใต้หล้า ดังนั้นเขาจึงคลานออกมาจากคงคาผีครวญ อยู่ในสำนักเซียวเหยาเรียนรู้ว่าจะเดินทางสายธรรมะอย่างไร เขาเก็บงำความต่ำช้าของตนเอง เลียนแบบผู้อื่นเคารพรักอาจารย์ ให้เกียรติศิษย์ร่วมสำนัก

หากเขาพอมีหนทาง เกิดมามีใยรัก มีมารดาคอยอบรมสั่งสอน ได้กินอิ่มนอนอุ่น คงไม่ต้องเดินมาถึงจุดนี้ หากเขาพอจะมีโอกาสได้อยู่ร่วมกับนางอย่างถูกต้องเปิดเผย เขาไยต้องใช้ห้วงฝันจอมปลอมมาหลอกตนเอง ไยต้องยอมลดศักดิ์ศรี ยินดีเป็นเงาของผู้อื่น เพื่อจะได้เป็นกระถางยาให้นางบำรุงวิญญาณเล่า

บทที่ 110

สำนึกผิดแล้ว?

หลีซูซูมองเขา

ไม่ เขาไม่ได้ทำอะไรผิด

การอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เรื่องนี้ใครจะผิดเล่า เขาเกิดมาเป็นราชันของพิภพมาร แต่กลับต้องเร้นกายหลายหมื่นปี ใต้หล้ามีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มีกระดูกมารแต่กำเนิด

เขาเกิดมาไม่รู้ว่าศักดิ์ศรีและความดีงามคือสิ่งใด ใจคิดแต่อยากมีชีวิตรอด ปรารถนาพลังและอำนาจ

ความผิดพลาดเพียงอย่างเดียวคือ นางเกิดมาเป็นเซียน แต่เขาเกิดมาเป็นมาร

แม้ไม่อยากจะยอมรับ แต่ในห้วงฝันนางหวั่นไหว ห้าร้อยปีก่อนนางก็เคยหวั่นไหว เพราะหวั่นไหว ในใจถึงได้โกรธแค้น

หลีซูซูรู้สึกโมโหตนเองอยู่บ้าง ทั้งที่บำเพ็ญมรรคาไร้รักแล้ว ทั้งที่ผ่านมาห้าร้อยปีแล้ว…

หลีซูซูมองหน้าไม้พิฆาตเทวะที่มีไอสังหารเข้มข้น สายตาเลื่อนกลับไปยังถานไถจิ้นอย่างเชื่องช้า

แม้ไม่มีเนตรมารแล้ว ไอมารบนตัวเขายังคงเข้มข้นมาก แค่เห็นเขาในสภาพนี้ ใครก็ไม่มีทางเห็นเขาเป็นผู้บำเพ็ญเซียนผู้หนึ่งได้

“ฉงอวี่”

ฉงอวี่ปรากฏในมือนาง นางกัดฟันมองเขา

หน้าไม้พิฆาตเทวะรับรู้ถึงไอสังหาร รอบด้านเกิดไอดุดันรุนแรง ชายหนุ่มกลับไม่ขยับเขยื้อน มิได้หยิบหน้าไม้พิฆาตเทวะขึ้นมา หากมิได้เห็นเขาเอาชนะกงเหยี่ยจี้อู๋ก่อนหน้านี้ หลีซูซูเห็นสีหน้ายามนี้ของเขาแล้ว ถึงขั้นคิดว่าเขาเป็นมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งที่อ่อนแอและน่าสงสาร

นางหันหลังทันใด ถือฉงอวี่เดินจากไป

หลีซูซูวิ่งออกไปไกล ก่อนจะนั่งยองๆ ข้างต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างโมโหตนเอง

ฉงอวี่แปรเปลี่ยนเป็นมือเรียวยาวขาวกระจ่างข้างหนึ่ง ลูบศีรษะนางพลางปลอบโยน “หลีซูซู อย่าตำหนิตนเองเลย ฉงอวี่รู้ว่าเจ้าไม่ฆ่ามารร้ายตนนั้นเพราะเอาชนะเขาไม่ได้ จึงต้องหนีออกมา ไม่เป็นไรหรอก ฉงอวี่สังเกตดูแล้ว เจ้าเป็นเด็กที่มีศักยภาพผู้หนึ่ง วันใดวันหนึ่งข้างหน้าเจ้าจะต้องสั่งสอนเขาจนเรียกหาบิดาร้องหามารดาได้แน่นอน”

เดิมทีหลีซูซูยังคงเศร้าใจ ทว่าพอฟังมันพูดแล้วเกือบจะหัวเราะออกมา “พูดเหลวไหลอะไรของเจ้า”

นางคิดว่าตนเองจะมีน้ำตา เมื่อยกมือขึ้นแตะดวงตาโดยไม่รู้ตัว กลับพบว่าไม่มีอะไรทั้งนั้น หลีซูซูลดมือลงช้าๆ

เป็นเพราะมรรคาไร้รักอย่างนั้นหรือ

ก่อนที่พวกเขาจะหมดสติไปโลกมนุษย์ยังอยู่ในช่วงฤดูร้อน ทว่าตอนนี้เห็นได้ชัดว่าเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว

ผ่านมานานถึงเพียงนี้เชียวหรือ

หลีซูซูหัวใจจมดิ่ง ข้างนอกจะต้องเกิดเรื่องแน่ๆ

ซื่ออิงกับกงเหยี่ยจี้อู๋ยังอยู่ เวลานี้เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะไม่เคลื่อนไหว กงเหยี่ยจี้อู๋มีกระบี่ผ่าเวหา นี่เป็นข่าวร้ายของพิภพเซียน ตอนนี้ถานไถจิ้นยังมีหน้าไม้พิฆาตเทวะอีก แม้เขายังมิได้เป็นพวกเดียวกับซื่ออิง แต่เรื่องในอนาคตใครก็บอกไม่ได้

ถือเสียว่าฉงอวี่พูดถูก นางมิใช่ไม่ลงมือ แต่ถึงจะลงมือ ตอนนี้ก็มิอาจเอาชนะถานไถจิ้นที่มีหน้าไม้พิฆาตเทวะได้

หลีซูซูเลิกคิดฟุ้งซ่าน มองพิณคงโหวฉงอวี่ที่แปรเปลี่ยนเป็นมือข้างหนึ่ง “เจ้าเปลี่ยนรูปได้หรือ”

เสียงไร้เดียงสาเหมือนเด็กน้อยตอบว่า “เรื่องนั้นจะยากอันใด หลีซูซูลืมไปแล้วหรือ ฉงอวี่เป็นวัตถุเทพนะ”

“ไหนลองเปลี่ยนรูปเป็นกระบี่เล่มหนึ่งซิ”

ฉงอวี่ไม่รอช้า เปลี่ยนตนเองเป็นกระบี่สีฟ้าเล่มหนึ่งทันที มันชอบความหรูหรางดงาม บนตัวกระบี่จึงมีรัศมีสีฟ้าไหลเวียนอยู่ด้วย

“เพียงแต่เมื่ออยู่ในรูปทรงอื่นจะไม่ร้ายกาจเท่าคงโหวที่เป็นร่างดั้งเดิมเท่านั้น”

หลีซูซูกำฉงอวี่ที่เปลี่ยนรูปเป็นกระบี่ มีความมั่นใจมากขึ้นหลายส่วน

สถานการณ์ยังไม่นับว่าเลวร้ายจนเกินไป อย่างน้อยโลกนี้ยังเหลือวัตถุเทพชิ้นสุดท้ายอย่างพิณคงโหวฉงอวี่

มันอยู่ในแดนลับชังหยวนหมื่นปี ไม่ค่อยประสีประสา แต่พลังกลับแข็งแกร่งยิ่ง เพียงแต่ตอนนี้นางยังไม่อาจสำแดงพลังของมันออกมาได้อย่างเต็มที่เท่านั้น

นางหันไปมองยังทิศทางของถานไถจิ้นอีกครั้ง ใจรู้ดีว่าจะรอช้าอีกไม่ได้ จึงบังคับกระบี่เหาะกลับสำนักเหิงหยางทันที

หลีซูซูจากไปแล้ว ถานไถจิ้นกลับยังอยู่ที่เดิม

มารฝันก็ไม่กล้าหนีไป หน้าไม้พิฆาตเทวะยังอยู่ด้านข้างจ้องจะลงมือ

ปีศาจเสือในถุงฟ้าดินของถานไถจิ้นอดเปิดถุงออกมามิได้ มันเคยเห็นอดีตของหลีซูซูกับเขา ไม่รู้จะปลอบใจเขาอย่างไร จึงชะโงกหน้าเอ่ยว่า “ฝ่าบาท ท่านเก็บหน้าไม้พิฆาตเทวะนั่นเถอะ น่ากลัวเสียจริงเชียว”

ไอดำบนหน้าไม้พิฆาตเทวะเข้มขึ้น ปีศาจเสือรีบหดตัวเข้าไปในถุง

ครู่ใหญ่ที่ถานไถจิ้นมิได้ตอบสนอง ผ่านไปเนิ่นนานเขาถึงยกมือขึ้น หน้าไม้พิฆาตเทวะหลอมรวมเข้าไปในร่าง

เขาหยิบกระบี่ฮุ่นหยวนของท่านเซียนจ้าวโยวขึ้นมา และไปจากสถานที่มืดทึบแห่งนี้

เจ้าเสือดีอกดีใจ ที่แท้มันมิใช่จะไร้ความหมายเสียทีเดียว เลียแข้งเลียขาเขามาหลายร้อยปี นี่เป็นครั้งแรกที่ฝ่าบาทฟังคำพูดของมัน

เพิ่งจะคิดเช่นนี้มันก็ถูกถานไถจิ้นหิ้วตัวออกมาจากถุงฟ้าดิน

ชายหนุ่มขอบตาแดง ริมฝีปากก็แดง เหมือนถูกคนข้างนอกรังแกอย่างแสนสาหัส กลับบ้านจึงอยากจะฆ่าคนระบายความแค้น

พอเห็นสายตาที่เขาพิจารณาตนช่างน่ากลัว เจ้าเสือพูดตัวสั่น “เนื้อเสือไม่อร่อยหรอกนะ”

เขาเอ่ยเสียงต่ำทุ้ม “ข้าจะไม่เป็นมาร”

รู้แล้วรู้แล้ว ไม่เป็นมาร ข้าเชื่อท่าน อย่าทำสายตาน่าสยองถึงเพียงนั้นสิ

ถานไถจิ้นจ้องปีศาจเสือเขม็ง อาจเพราะติดตามเขามานาน ทั้งยังเข้าสู่พิภพเบื้องล่างด้วยกัน ปีศาจเสือจึงมีลักษณะไม่ค่อยเหมือนเสือ กลับดูคล้ายคลึงกับเทาเที่ยบนดวงตราชำระไขกระดูกในอาณาจักรมารอยู่หลายส่วน

จริงๆ ด้วย สิ่งที่อยู่ข้างกายเขาล้วนค่อยๆ กลายเป็นสัตว์ประหลาด

ถานไถจิ้นยัดปีศาจเสือกลับลงไปในถุงฟ้าดิน ดวงอาทิตย์ในโลกมนุษย์ทิ่มแทงดวงตาเขาจนเจ็บแสบ ดวงตะวันร้อนแรงบนท้องฟ้าแผ่ความร้อนอบอ้าว อุณหภูมิสูงจนไม่น่าเชื่อ เขามองถนนหนทางว่างเปล่าในโลกมนุษย์ มารปีศาจเผยโฉมรอบด้าน บ้านเรือนส่วนใหญ่มีไอปีศาจลอยสูง

ถานไถจิ้นใช้กระบี่ฮุ่นหยวนสังหารปีศาจตนหนึ่งที่กำลังดูดพลังจากคน

สำนักเซียวเหยาที่เคยถ่อมตนและเป็นมิตรในวันวานยังจะยอมรับเขาได้อีกหรือไม่

 

“สำนักเซียวเหยาไม่ยอมรับเขาอีกต่อไป” ผู้อาวุโสชิงอู๋ตีหน้าเย็นชา “เขาเป็นมาร แต่กลับแฝงตัวเข้ามาอยู่ในสำนักเซียวเหยาหลายปี ตอนนี้ศิษย์คนโตของสำนักเซียวเหยาจั้งไห่กำลังนำคนตามจับชังจิ่วหมิน”

“ใช่ พวกเราบอกแต่แรกแล้วว่าเขาไม่ปกติ วันนั้นในแดนลับชังหยวนเขาทำร้ายฝูหยากับหลีซูซู หากชังจิ่วหมินไม่ใช่ผู้บำเพ็ญมาร จะทำร้ายคนของสำนักเซียนได้อย่างไร!”

“หลีซูซู เจ้าว่าอย่างไร”

หลีซูซูคิดไม่ถึงเช่นกันว่าเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือน จะเกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกแผ่นฟ้าคว่ำปฐพีเช่นนี้

ปีศาจฮั่นป๋าซื่ออิงเปิดอาณาจักรมาร ร่วมมือกับกงเหยี่ยจี้อู๋ อาศัยกระบี่ผ่าเวหาเรียกมารปีศาจทั้งแปดทิศมารวมตัวกัน ปล่อยให้มารปีศาจทะลักเข้าไปในแดนมนุษย์ ดูดพลังและสารอาหารจากมนุษย์ธรรมดาเพื่อให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น

ทุกหนแห่งที่ปีศาจฮั่นป๋าไปเยือน พืชพรรณเฉาตาย สายธารเหือดแห้ง น้ำในบ่อระเหยสิ้น โลกมนุษย์เริ่มเกิดภัยแล้งและโรคระบาด

สำนักเซียนรีบให้ความช่วยเหลือ ส่งลูกศิษย์ออกไปนับไม่ถ้วน กระจายไปตามสถานที่ต่างๆ ไล่ล่ามารปีศาจ ขจัดโรคระบาด โดยเฉพาะลูกศิษย์ที่มีแก่นวิญญาณธาตุน้ำยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้น

เยวี่ยฝูหยาบาดเจ็บเพิ่งหายดี ก็เริ่มวิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกทุกวันแล้ว

แม้จะเป็นเช่นนี้ แต่การช่วยคนไหนเลยจะง่ายดายเหมือนฆ่าคนเล่า เสียงโอดครวญดังอยู่ทั่วทุกแห่งหนในแดนมนุษย์ เรื่องที่ถานไถจิ้นใช้หน้าไม้พิฆาตเทวะในวันนั้นแพร่ไปทั่วหกพิภพแล้ว สำนักเซียนและมนุษย์ธรรมดาเกลียดแค้นมารปีศาจ มิอาจยอมรับเขาได้

ทุกคนต่างหันมามองหลีซูซู

หลีซูซูเงียบงันครู่หนึ่งและเอ่ยว่า “เขาใช้หน้าไม้พิฆาตเทวะเพื่อช่วยข้ากับศิษย์พี่หญิง ยังมีศิษย์พี่จั้งไห่อีกคน”

ทุกคนมองนางอย่างไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะชิงอู๋ เขาตีหน้าเย็นชา กระทุ้งไม้เท้าเซียนในมือ “หลีซูซู เจ้าเป็นคนของสำนักเหิงหยาง ไฉนจึงพูดเข้าข้างมารปีศาจ”

“แต่ที่ข้าพูดเป็นความจริง ข้าไม่รู้ว่าวันหน้าเขาจะกลายเป็นมารหรือไม่ แต่ตอนนี้ข้ายังไม่เคยเห็นเขาทำร้ายมนุษย์”

ชิงอู๋สีหน้าเปลี่ยนไป หันไปมองเหยากวง “ต่อให้วันนี้มิใช่มาร เมื่อถูกหน้าไม้พิฆาตเทวะควบคุมก็ต้องกลายเป็นมารวันยังค่ำ เหยากวง เจ้าพูดซิ”

เหยากวงเหลือบมองหลีซูซูแวบหนึ่ง จากนั้นมองชิงอู๋ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้ำอึ้งว่า “อาจารย์อา ที่หลีซูซูพูดเป็นความจริง”

“พวกเจ้าสองคน!” ชิงอู๋โมโหจนควันแทบออกเจ็ดทวาร “ไปสำนึกผิดที่หุบเขาเก้าคำนึง!”

บัดนี้คนในสำนักเซียนเมื่อพูดถึงมารปีศาจ ใครบ้างที่ไม่เคียดแค้นจนอยากจะฆ่า ในจำนวนนั้นชิงอู๋ซึ่งเป็นผู้อาวุโสคุมกฎชิงชังมารปีศาจเป็นที่สุด แต่ในเวลาเช่นนี้หลีซูซูกับเหยากวงยังจะกล้าออกหน้าพูดแทนถานไถจิ้น!

หุบเขาเก้าคำนึงมีแต่ลูกศิษย์ที่กระทำผิดเท่านั้นที่ไป

ฉับพลันผู้อาวุโสชิงเชียนรีบพูด “เด็กสองคนเพียงแต่แสดงความคิดเห็นของตนเองเท่านั้น หาได้เข้าข้างมารร้ายไม่ บัดนี้ลูกศิษย์สำนักเซียนยุ่งจนมิอาจปลีกตัว ให้พวกนางไปหุบเขาเก้าคำนึง มิสู้ส่งพวกนางไปโลกมนุษย์สักครั้ง ดูความทุกข์เข็ญของผู้คนก็ดี เสกน้ำไปช่วยเหลือคนก็ช่าง ถึงอย่างไรก็มีความหมายกว่าการไปหุบเขาเก้าคำนึงแน่ๆ เจ้าสำนัก ท่านว่าใช่หรือไม่”

ฉวีเสวียนจื่อที่ไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นผงกศีรษะ “ชิงเชียนกล่าวถูกต้อง ให้หลีซูซูกับเหยากวง รวมถึงฝูหยาไปโลกมนุษย์ด้วยกัน”

ฉวีเสวียนจื่อเอ่ยปากแล้ว ชิงอู๋มุ่นคิ้ว โค้งกายแล้วไม่พูดอะไรอีก

แน่นอนว่าหลีซูซูไม่มีทางฝ่าฝืนคำสั่งของฉวีเสวียนจื่อ

รอจนคนอื่นๆ จากไปเกือบหมดแล้ว ฉวีเสวียนจื่อพูดขึ้น “หลีซูซู ตามข้ามา”

“ตั้งแต่เจ้าออกจากแดนลับชังหยวน บิดาก็ยังไม่ได้คุยกับเจ้าดีๆ เลย” ฉวีเสวียนจื่อว่า “ผู้อาวุโสชิงอู๋เกลียดความชั่วร้ายประหนึ่งชิงชังศัตรู เจ้าอย่าได้เก็บมาใส่ใจ”

หลีซูซูส่ายหน้า “ข้าทราบเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านทะลวงผ่านแล้วหรือ”

ฉวีเสวียนจื่อหยิบศิลาหยั่งพลังก้อนหนึ่งออกมา ศิลาหยั่งพลังเปล่งประกายสีฟ้า แต่กลับกำลังค่อยๆ อับแสง

หลีซูซูหันไปมองเขาทันทีพลางถามว่า “ไฉนจึงเป็นเช่นนี้”

ฉวีเสวียนจื่อยิ้มพูด “หลีซูซู ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคน หากมิอาจเป็นเทพ ย่อมต้องเดินมาถึงจุดนี้ ข้าติดอยู่ในขั้นผ่านด่านเคราะห์มาร้อยปีแล้ว แต่กลับมิอาจทะลวงผ่านได้ ข้ารู้มานานแล้วว่าต้องมีวันนี้ ข้าทำใจได้ เจ้าเองก็ไม่ต้องเสียใจไป”

หากยังทะลวงผ่านไม่ได้ ไม่พ้นร้อยปีเขาย่อมต้องแตกดับ

ข่าวร้ายที่ประดังประเดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลีซูซูทุกข์ใจเหลือเกิน ฉวีเสวียนจื่อลูบผมนาง “ลูกพ่อ พ่อดีใจมากที่วันนี้เจ้ายังคงเป็นเจ้า โกวอวี้เคยสอนเจ้าว่าไม่ว่ามารร้ายหรือเทพเซียนล้วนก้าวเดินมาจากหงฮวงทั้งสิ้น เคยผ่านเคราะห์สวรรค์มาเหมือนกัน มีเทพเซียนที่เลว ก็ย่อมต้องมีมารปีศาจที่ดี”

“เจ้าบอกว่าถานไถจิ้นมิได้ฆ่าคน บิดาเชื่อเจ้า” ฉวีเสวียนจื่อถอนหายใจ “ทว่าหลีซูซู ชิงอู๋มีคำพูดหนึ่งที่กล่าวถูกต้อง คนที่เคยใช้หน้าไม้พิฆาตเทวะ สุดท้ายก็ต้องก้าวสู่วิถีมารอย่างช้าๆ ใจมุ่งแต่เข่นฆ่าสังหาร”

วิถีมารสามารถฉกชิงพลังจากคนอื่นมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตนเอง เร็วกว่าการฝึกบำเพ็ญอย่างยากลำบากของผู้บำเพ็ญเพียรมาก เป็นทางลัดที่หลายคนยากจะปฏิเสธ

“ฟังเหยากวงบอกว่าเจ้ามีวัตถุเซียนชิ้นหนึ่งที่ร้ายกาจมาก” ฉวีเสวียนจื่อมองพิณคงโหวฉงอวี่ เดาได้ว่าใครเป็นคนทิ้งมันไว้ให้หลีซูซู เขายิ้มเอ่ย “ตอนนี้เจ้าอาจจะยังใช้งานมันได้ไม่เต็มที่ แต่เมื่อเจ้าตัดสินใจแน่วแน่ ผสานมรรคาไร้รักเข้ากับญาณหยั่งรู้โดยสมบูรณ์ เจ้าย่อมสามารถควบคุมมันได้”

“ข้าต้องทำอย่างไรจึงจะผสานมรรคาไร้รักเข้ากับญาณหยั่งรู้ได้”

ฉวีเสวียนจื่อโคลงศีรษะ “ใครก็มิอาจสอนเจ้าได้ ความรักและศรัทธาเป็นสิ่งที่มิอาจตัดทิ้งได้โดยง่าย รอให้ถึงวันที่เจ้าเข้าใจอย่างถ่องแท้ ย่อมตระหนักได้เอง”

เมื่อเห็นฉวีเสวียนจื่อจะจากไป หลีซูซูพลันร้องเรียกเขา “ท่านพ่อ”

นางเม้มปาก “ประมุขตงอี้…มีบุตรหรือไม่”

ฉวีเสวียนจื่อดูเหมือนคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ นางจะถามคำถามนี้ เขาเงียบงันชั่วครู่ “เคยมี เด็กคนนั้นความสามารถโดดเด่น เปี่ยมด้วยพรสวรรค์และสติปัญญา น่าเสียดายที่ภายหลังตายไป”

มารฝันสร้างฝันโดยมีข้อมูลอ้างอิงจริงๆ หลีซูซูคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเดิมทีโลกนี้จะมีบุคคลเช่นนั้นอยู่ด้วย หากถานไถจิ้นมิได้เกิดมาเป็นตัวประหลาดในวังหลวงแคว้นโจว แต่เป็นบุตรชายของประมุขตงอี้ บางทีเรื่องราวอาจเป็นอีกแบบหนึ่ง

โลกมนุษย์แห้งแล้ง ผืนแผ่นดินแตกระแหง

หลีซูซูประคองคนผู้หนึ่งที่ริมฝีปากแห้งแตกขึ้นมาพลางหันกลับไปเรียก “ฝูหยา”

เยวี่ยฝูหยาถือชามมา เขามีแก่นวิญญาณธาตุน้ำ เสกน้ำได้อย่างง่ายดาย

เหยากวงมองโลกมนุษย์ที่เต็มไปด้วยภัยพิบัติ “สภาพเช่นนี้ เมื่อใดจึงจะจบสิ้น”

“วันที่สงครามใหญ่ระหว่างเซียนกับมารยุติลง” หลีซูซูพูด

เหยากวงแววตาหม่นหมอง

หลีซูซูรู้ว่าสภาพจิตใจของเหยากวงย่ำแย่ กงเหยี่ยจี้อู๋กลายเป็นมาร ช่วงเวลานี้สูญเสียสติสัมปชัญญะ สังหารผู้บำเพ็ญเพียรไปมากมาย หากไม่มีใครสามารถช่วยกงเหยี่ยจี้อู๋กลับมาได้ มิใช่เขาฆ่าพวกตน ก็คือพวกตนเป็นฝ่ายฆ่าเขา

เหยากวงกำลังจะพูดอะไร พลันมีคนวิ่งเข้ามา “ท่านเซียนช่วยชีวิตด้วย มารปีศาจมาฆ่าคนแล้ว!”

หลายคนรีบมองไป คิดไม่ถึงว่าจะเห็นจั้งไห่และศิษย์สำนักเซียวเหยากลุ่มหนึ่ง

จั้งไห่ยิ้มเก้อ “ไม่พบกันนานเลย”

ชายหนุ่มหลบอยู่หลังเยวี่ยฝูหยา ชี้ไปที่จั้งไห่พลางพูด “พวกเขานี่ล่ะ พวกเขาเป็นปีศาจ”

หลีซูซูเอ่ยปาก “เจ้าไม่ต้องกลัว พวกเขาเป็นคนของสำนักเซียนเช่นกัน”

ชายหนุ่มมองหลีซูซู จากนั้นมองจั้งไห่ เลือกที่จะเชื่อคำพูดนาง เขาพูดอย่างลังเล… “ท่านเซียนโปรดอภัยที่พวกเราเข้าใจผิด มิใช่พวกเราจงใจจะเข้าใจผิดท่านเซียน แต่ก่อนหน้านี้มีพี่ชายท่านหนึ่งแต่งกายเหมือนพวกท่านทุกประการ บนเสื้อผ้าก็มีลวดลายเช่นนี้” ชายหนุ่มชี้ไปที่ลายมัจฉาบนชุดของจั้งไห่ “เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง เข้ามาในตำบลและฆ่าคนไปไม่น้อย”

สวมชุดสำนักเซียวเหยา?

“ใช่แล้ว อาวุธของเขาเป็นหน้าไม้คันหนึ่ง รูปร่างสูงมาก หน้าตาหล่อเหลา แต่จิตใจกลับโหดเหี้ยมอำมหิต” ชายหนุ่มกัดฟัน เห็นได้ชัดว่าทั้งเกลียดทั้งกลัว

หลายคนสบตากัน ต่างเข้าใจว่ามนุษย์ผู้นี้กำลังพูดถึงใคร

จั้งไห่กุมกำปั้น เอ่ยกับพวกหลีซูซู “ทำให้สหายเซียนขบขันแล้ว ลูกศิษย์เนรคุณทรยศสำนักเซียวเหยา สร้างหายนะแก่มวลมนุษย์ เป็นความผิดของสำนักเซียวเหยา”

จั้งไห่หัวเราะเสียงขื่น คำพูดเช่นนี้เขามิใช่ได้ยินจากคนในท้องที่นี้เพียงแห่งเดียว ต่อให้เชื่อใจศิษย์น้องเล็กมากเพียงใด ความเชื่อมั่นในใจก็ค่อยๆ สั่นคลอนทีละนิด

เขาเที่ยวสังหารผู้คนไปทั่ว ดูดพลังจากมนุษย์จริงหรือไม่

หลีซูซูพลันเอ่ยขึ้น “ศิษย์พี่จั้งไห่ ในเมื่อแต่ก่อนท่านเชื่อใจเขา ครั้งนี้มิสู้ลองหาตัวเขาให้พบแล้วถามเขาดูก่อนค่อยปักใจเชื่อ”

จั้งไห่ตะลึงงัน เหยากวงก็ตะลึงงันเช่นกัน

เหยากวงกระซิบเสียงค่อย “หลีซูซู ตอนนี้เวลาพูดถึงเขา เจ้าไม่เหมือนแต่ก่อนเสียแล้ว”

หลีซูซูหลุบตาตอบว่า “ไม่มีสิ่งใดแตกต่าง”

คิดถึงชังจิ่วหมินในห้วงฝันที่สง่าผ่าเผย เป็นที่เคารพเลื่อมใสของผู้คน เปรียบเทียบกับถานไถจิ้นที่ไม่รู้ไปหลบซ่อนอยู่ในซอกมุมใด ถูกหกพิภพไล่ล่าประหนึ่งเงามืดที่ชั่วร้าย นางก็รู้สึกปวดใจเล็กน้อย

เพียงเพราะเขาไม่มีฐานะที่โดดเด่นเพียบพร้อมเท่านั้น

หรือว่าชะตาของดาวหายนะเดียวดายถูกลิขิตไว้แล้วจริงๆ ว่าต้องถูกทุกคนทอดทิ้งและรังเกียจ ทั้งที่จั้งไห่เคยปกป้องเขาถึงเพียงนั้นแท้ๆ

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 .. 65 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: