X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 124

หน้าที่แล้ว1 of 7

บทที่ 124

เผยเซียวหยวนมือเปล่าไม่มีอาวุธ คิดจะไล่ตามไปต่อสู้ระยะประชิด กล่าวสำหรับเขาแล้วกลับจะได้เปรียบ

เพิ่งจะขยับเท้า กลิ่นสาบฉุนก็พุ่งเข้ามา เสือดาวสองตัวที่อดใจรอไม่ไหวตัวหนึ่งอยู่ข้างหน้าตัวหนึ่งอยู่ข้างหลังพากันพุ่งเข้าใส่เขา

เผยเซียวหยวนถูกบังคับให้หยุดฝีเท้าและเคลื่อนตัวไปอยู่หลังเสาต้นหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง หลบการโจมตีขนาบข้างของเสือดาวไปได้ชั่วคราว

ประตูศาลปิดดังปัง มีเสียงโซ่กระทบกันดังก้อง

ขณะเดียวกันลูกธนูแหลมคมจุดไฟก็พุ่งเข้ามาจากช่องโหว่บนหลังคาศาลเกิดเสียงดังปึก แล้วปักเฉียงเข้าไปในตัวเสาอย่างแรง

ท่ามกลางเสียงลูกไฟที่พุ่งแหวกอากาศดังพึ่บๆ ไม่ขาดหู ลูกธนูจุดไฟจำนวนมากก็พุ่งลงมาจากช่องโหว่หลังคาดุจสายฝนโถมกระหน่ำ ธงปลายแหลมที่ขาดเปื่อยหลายผืนติดไฟขึ้นมาก่อน เปลวไฟพวยพุ่งขึ้นด้านบน

แสงไฟและควันที่พวยพุ่งขึ้นมาในศาลอย่างฉับพลันทำให้เสือดาวยิ่งคลุ้มคลั่ง

เสือดาวทั้งสองตัวรูปร่างแข็งแรงปราดเปรียว กรงเล็บแหลมคมดุจตะขอ ทั้งดุร้ายและว่องไว ในมือเผยเซียวหยวนไม่มีอาวุธ ขณะพยายามตอบโต้ เสือดาวตัวหนึ่งก็พุ่งเข้ามาตรงหน้า มีเสียงดัง ‘แควก’ กรงเล็บแหลมคมของมันกรีดแขนเสื้อของเขาขาด อีกตัวหนึ่งก็โจมตีจากทางด้านหลัง ประจวบเหมาะกับเวลานี้เองเหนือศีรษะก็มีลูกธนูดอกหนึ่งยิงเข้ามาอีก เผยเซียวหยวนฉากหลบช้าไปเล็กน้อยจึงถูกกัดเข้าที่รองเท้าหุ้มแข้งทีหนึ่ง คนก็ถูกกระชากล้มลงกับพื้น เขาบิดเอว งอเข่ายกเท้าอีกข้างหนึ่งขึ้นมา หันพื้นรองเท้าไปยังเสือดาวที่พุ่งเข้ามาจะกัดคอเขาแล้วถีบหน้าผากมันเต็มแรง เสือดาวถูกถีบกระเด็นกลิ้งไปกับพื้น

ในเวลาเดียวกันนั้นเสือดาวอีกตัวที่เขาเพิ่งหลบไปได้ก็แยกเขี้ยวกางกรงเล็บพุ่งเข้ามาอีกครั้ง

เผยเซียวหยวนคำรามด่าเสียงต่ำว่าสัตว์เดรัจฉาน ครานี้เขาไม่หลบอีก กระโดดขึ้นมาจากพื้น ปลดสายรัดเอวเตี๋ยเซี่ยที่ทำจากหนังสัตว์มากุมไว้ในมือแล้วสะบัดออกไปเหมือนแส้ ฟาดไปยังหัวเสือดาวที่กระโจนเข้าใส่

ด้วยกำลังแรงที่ฟาดออกไปของเขา สายห้อยสิ่งของประดับทองแดงบนสายรัดเอวเตี๋ยเซี่ยก็ไม่ต่างอะไรกับหนามเหล็ก เสือดาวคำรามด้วยความเจ็บปวดแล้วกระโดดหลบ

เผยเซียวหยวนใช้โอกาสสั้นๆ นี้หลบหนี วิ่งไปที่ด้านหลังประตูพยายามดึงให้เปิด แต่พบว่าประตูถูกใส่กุญแจอย่างแน่นหนาจากด้านนอก

ประตูศาลสูงใหญ่และหนักอึ้ง เขาออกแรงกระแทกหลายครั้ง ฝุ่นดินและหินแตกร่วงหล่นลงมาจากด้านบนประตูเนื่องจากแรงกระแทก แต่ก็ไม่สามารถพังประตูได้ ส่วนหน้าต่างนั้นเนื่องจากศาลหลิงก่านแห่งนี้ไม่ใช่ศาลของทางการ ราชสำนักไม่ยอมรับ องค์รัชทายาทจิ่งเซิงลอบสร้างขึ้นเพื่อจะแก้ฝันร้าย ย่อมต้องยิ่งรอบคอบระมัดระวัง เลือกสถานที่ลึกเข้าไปในภูเขา อยู่ระหว่างผนังผาสองด้าน ผนังผาจึงเป็นผนังศาลโดยธรรมชาติและมีประตูใหญ่เปิดได้เพียงบานเดียว ไม่มีหน้าต่าง…เห็นได้ถึงการเลือกสถานที่พบเจอในครั้งนี้อย่างพิถีพิถันของหลี่เหยียน หากเผยเซียวหยวนยอมรับใช้อีกฝ่ายจริงย่อมไม่มีอะไร แต่หากเป็นเรื่องเท็จ เมื่อประตูถูกปิด ไฟถูกจุดขึ้น และมีเสือดาวทั้งสองตัวเข้าโจมตี โอกาสจะรอดชีวิตก็คงริบหรี่

พริบตาเดียวเสือดาวหนึ่งในสองก็กระโจนเข้ามาอีก เผยเซียวหยวนอาศัยควันไฟที่เริ่มหนาทึบในศาลอำพราง อ้อมเสาหลบไปอีกครั้ง

เสือดาวสองตัวนี้ต้องโหยหิวมาสามวันแล้ว ในที่สุดก็มีเหยื่อให้ล่า ทั้งถูกควันไฟกระตุ้นยั่วยุก็ยิ่งคลุ้มคลั่ง ไล่ตามติดไม่ลดละ

ขณะที่หนึ่งในนั้นไล่ตามมาทันแต่ตะครุบพลาดอีกครั้ง เผยเซียวหยวนก็คำรามลั่น คว้าขาหลังข้างหนึ่งของเสือดาวและออกแรงผ่านหัวไหล่เหวี่ยงมันขึ้นไปในอากาศ ขว้างออกไปอย่างแรง เสือดาวกระแทกเข้ากับเสา กระดูกสันหลังแตกในทันทีก่อนจะร่วงลงไปกองกับพื้น เอ็นฉีกและกระดูกแตก ของเสียในร่างกายไหลออกมาพร้อมกัน ส่งเสียงครางอูๆ ด้วยความเจ็บปวดน่าเวทนาออกมาจากลำคอ ไม่สามารถลุกขึ้นได้อีกแล้ว

เสือดาวอีกตัวหนึ่งกระโจนเข้าใส่ เผยเซียวหยวนถูกตรึงล้มอยู่กับพื้น มันอ้าปากจะกัดลำคอเขา กลิ่นสาบและน้ำลายข้นเหนียวไหลลงมาจากฟันของมันหยดลงใบหน้าและศีรษะเขา เขาออกหมัดรวดเร็วดุจสายฟ้าทุบเข้าไปที่หน้าผากเสือดาวอย่างแรง กระแทกหัวของมันให้เบี่ยงไปด้านข้าง กรงเล็บที่ตรึงเขาไว้จึงอ่อนแรงลง เขาฉวยจังหวะนี้เหวี่ยงสัตว์ร้ายออกไป จากนั้นก็พุ่งกระโจนพลางยื่นมือไปดึงลูกธนูที่ปักอยู่บนพื้นดินดอกหนึ่งขึ้นมาแล้วหันหลังกลับ แทงลูกธนูเข้าที่ดวงตาข้างหนึ่งของเสือดาวซึ่งไล่ตามมาข้างหลังเกิดเสียงดัง ‘ฟุ่บ’ ก่อนที่เขาจะบิดมือหักก้านธนูแล้วใช้ก้านธนูในมือที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งแทงดวงตาอีกข้างของมัน

ดวงตาทั้งสองข้างของเสือดาวถูกแทงจนเจ็บปวด มันแผดเสียงคำรามวิ่งพล่านไปมาอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดเผยเซียวหยวนก็หลุดพ้นมาได้

เวลานี้รอบด้านควันไฟทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เผยเซียวหยวนทางหนึ่งกลั้นหายใจและวิ่งอย่างรวดเร็ว ทางหนึ่งก็ถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่ติดไฟแล้วออก วิ่งฝ่าควันไฟแถบหนึ่งมาจนถึงหน้ารูปปั้นเทพองค์หนึ่งซึ่งยังไม่พังทลาย เขาปีนขึ้นไปบนยอดรูปปั้นอย่างรวดเร็วแล้วเหยียดแขนกระโดดขึ้นสูงกลางอากาศประหนึ่งอินทรีก่อนจะคว้าคานเหนือศีรษะไว้ได้ สองแขนดึงร่างขึ้นไปแล้วพลิกตัว สองเท้าเหยียบลงบนคานที่ไฟยังลามมาไม่ถึงอย่างมั่นคง

เขาก้มตัวลงเดินเร็วๆ อยู่บนคานหลายก้าวแล้วมุดออกไปทางช่องแตกของหลังคา จากนั้นก็ปีนขึ้นไปบนสันหลังคาเพื่อมองสำรวจรอบบริเวณ

ตอนนี้เฉินเซ่า จางตุนอี้ หลิวป๋อ และคนอื่นๆ ได้แยกกลุ่มกันเข้าล้อมศาลหลิงก่านแห่งนี้จากหลายเส้นทาง

เมื่อครู่แม้ระยะห่างจะใกล้มาก กระทั่งมองเห็นหลังคาผุพังของศาลร้างที่ซ่อนตัวอยู่ระหว่างผนังผาได้ชัดเจน คล้ายอยู่ห่างออกไปชั่วลัดนิ้วมือเดียวเท่านั้น ทว่าในความเป็นจริงพื้นดินใต้ฝ่าเท้ากลับเต็มไปด้วยเถาวัลย์ทับถมพันเกี่ยวและพุ่มไม้เตี้ยที่มีหนาม เส้นทางที่ปกติเดินขึ้นบันไดภูเขาไม่กี่สิบขั้น ยามนี้กลับคดเคี้ยววกวนและสิ้นเปลืองเวลาเดินทางมากทีเดียว

ยังเร่งเดินทางมาไม่ถึงศาลร้างก็เห็นบนหลังคามีควันหนาทึบพวยพุ่ง นึกถึงว่าราชบุตรเขยสกุลเผยไปตามนัดหมายเพียงลำพัง ไม่รู้ว่าความปลอดภัยของเขาเป็นอย่างไรบ้าง ทุกคนต่างอดร้อนใจไม่ได้

เฉินเซ่าพากำลังคนเร่งรุดมาถึงเป็นกลุ่มแรก กำลังจะพุ่งเข้าไปฟันโซ่เหล็กที่ล่ามประตูข้างนอกออก เงยหน้าขึ้นไปก็เห็นเผยเซียวหยวนยืนปะทะลมอยู่บนสันหลังคาสูง กำลังกวักมือให้ตนแล้วชี้ไปทางด้านหลังศาล เขาก็เข้าใจทันทีและรีบไล่ตามไป

เมื่อครู่เผยเซียวหยวนมองจากที่สูงลงมา ในที่สุดก็เห็นสภาพพื้นที่โดยรอบศาลหลิงก่านแห่งนี้ได้อย่างชัดเจน ศาลนี้สร้างขึ้นระหว่างหน้าผาสองข้างที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน มีลักษณะคล้ายรอยแยกของหุบเขาลึกที่ประกอบกันขึ้นเป็นช่องแคบหน้าผาสูงชัน บนหน้าผาด้านหนึ่งมีทางเดินคดเคี้ยวที่ใช้ประโยชน์จากรอยแยกตามธรรมชาติของหินลงสู่ด้านล่าง สุดทางน่าจะเป็นพื้นที่ราบระหว่างภูเขา

รอยแยกของหินคะเนด้วยสายตาน่าจะกว้างหลายจั้ง หากไม่ใช่มองจากมุมสูง ทางเข้าจะปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และร่มเงาของต้นไม้โบราณ ต่อให้เดินเข้าไปใกล้ก็ยากจะสังเกตเห็นว่าที่แห่งนี้มีเส้นทางลับลงจากภูเขาอยู่เส้นหนึ่ง

หลี่เหยียนทั้งกลุ่มจะต้องหนีไปตามเส้นทางนี้แน่นอน

เผยเซียวหยวนหันไปหาจางตุนอี้และหลิวป๋อซึ่งตามหลังอยู่เล็กน้อยแล้วแยกชี้ทางให้พวกเขา จากนั้นเขาก็กระโดดลงมาจากหลังคาศาลที่เปลวไฟเริ่มลุกลามและร่วมไล่ตามไป

ยิ่งลงไปด้านล่างมากเท่าไร ลักษณะพื้นที่ก็ยิ่งดูสูงชันและอันตราย เพียงเห็นหน้าผาฝั่งตรงข้ามตั้งตระหง่านน่าครั่นคร้าม มองไปเหมือนท้องฟ้ากำลังจะถล่ม พร้อมจะเอียงทับลงมาได้ทุกเมื่อ ตรงกลางหน้าผาทั้งสองมีเหวลึกเวิ้งว้างกว้างราวจั้งกว่า หากพลั้งเผลอไม่ระวังร่วงตกลงไปร่างย่อมแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี

ไล่ตามมาได้ระยะหนึ่งก็มองเห็นกลุ่มของหลี่เหยียนที่อยู่ด้านล่างได้ตะคุ่มๆ คะเนด้วยสายตาน่าจะมีราวยี่สิบสามสิบคน หลี่เหยียนถูกองครักษ์เจ็ดแปดคนคุ้มกันอย่างแน่นหนาอยู่ด้านหน้า กำลังสาวเท้าเร็วๆ ไปยังก้นหุบเขา ข้างกายเขาคล้ายยังมีสตรีผู้หนึ่งติดตามอยู่ด้วย

แม้จะตกอยู่ในสภาพทุลักทุเลเช่นนี้ เขายังคงดูแลสตรีผู้นั้นเป็นอย่างดี มือหนึ่งถือกระบี่ มือหนึ่งจับจูงมือนางไว้แน่น เพื่อที่นางจะได้ตามทัน ไม่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง

ด้านล่างสุดซึ่งอยู่ห่างจากพวกเขาไปไม่ไกล ตรงจุดที่หน้าผาทั้งสองข้างค่อยๆ แคบลง มีปากทางแคบๆ ช่องหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นทางออก เผยเซียวหยวนเห็นเหมือนมีคนพาม้ามารอรับหลี่เหยียนอยู่

เมื่อไรที่ปล่อยให้หลี่เหยียนออกไปจากทางออกนี้แล้วเข้าสู่พื้นราบที่กว้างขวางก่อนจะขี่ม้าจากไป ส่วนพวกตนทางด้านนี้เดินเท้าไล่ตาม คิดจะไล่โจมตีให้ทันนั้นระดับความยากเพียงคิดดูก็รู้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่รู้ว่าข้างนอกนั่นหลี่เหยียนยังมีคนมาหนุนเนื่องอีกหรือไม่

จำเป็นจะต้องสกัดพวกเขาไว้ก่อนจะถึงปากทางออก

เฉินเซ่าเองก็น่าจะตระหนักถึงปัญหานี้แล้ว จึงนำหน้าไล่ตามอย่างรวดเร็วพลางตวาดลูกน้องให้เร่งฝีเท้า ทว่าเส้นทางคับแคบ จุดที่กว้างที่สุดเพียงพอให้คนสองคนเดินกระทบไหล่สวนกันได้เท่านั้น ทั้งอีกด้านหนึ่งยังเป็นเหวลึก เส้นทางหินที่พวกเขาเดินอยู่ไม่มีคนเดินมาเป็นเวลานานปีแล้ว แทบจะปกคลุมไปด้วยตะไคร่ หากไม่ระวังก็อาจลื่นหกล้มได้

เมื่อเห็นกลุ่มของหลี่เหยียนสาวเท้าเร็วไม่หยุดทั้งเข้าใกล้ทางออกขึ้นทุกที เฉินเซ่าจึงสั่งคนให้ยิงธนูลงไปสกัดกั้น ทว่าด้วยสภาพพื้นที่ข้างบนกับข้างล่างไม่ใช่เส้นทางตรง ตรงกลางคดเคี้ยววกวน การโจมตีเช่นนี้อานุภาพจึงมีจำกัด

คนของหลี่เหยียนก็รู้ว่าใกล้จะหนีรอดแล้วจึงค่อยๆ ชะลอความเร็วลง รอจังหวะยิงธนูตอบโต้กลับไปหลายครั้ง

ลูกธนูพุ่งขวับๆ ผ่านผนังผา เฉินเซ่าทางหนึ่งสั่งผู้ใต้บังคับบัญชาให้ระมัดระวังหลบลูกธนู ทางหนึ่งก็ไล่ตามต่อไป

เผยเซียวหยวนมุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย เขาหยุดอยู่บนแท่นหินค่อนข้างใหญ่ก้อนหนึ่งข้างผนังผาที่เว้าเข้าไป ชะโงกตัวออกไปสำรวจลักษณะพื้นที่อีกครั้ง

ลูกธนูที่ยิงส่งๆ มาจากด้านล่างพุ่งไปถูกผนังผาด้านบนที่อยู่ใกล้เคียง ทำให้หินบนหน้าผาหลุดร่วง เศษหินใหญ่เล็กไม่เท่ากันตกลงมาจากเหนือศีรษะเขา

“ราชบุตรเขยระวังด้วย!” เฉินเซ่าตะโกนเสียงดัง

เผยเซียวหยวนหลบก้อนหินที่ร่วงหล่นลงมา ไม่นานก็มีเสียงสะท้อนหนักทึบและสับสนปนเปของก้อนหินที่หล่นไปถึงก้นเหว

แววตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยคล้ายเกิดประกายความคิดขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นทันที มองไปยังผนังผาฝั่งตรงข้าม

ที่นั่นมีก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งถูกแรงลมกัดเซาะจนเป็นรูปไข่ คะเนดูแล้วน่าจะหนักถึงพันจวิน ต้องใช้คนห้าถึงหกคนจึงจะโอบได้รอบ มีเพียงส่วนล่างที่ติดอยู่กับหน้าผา บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยรากต้นไม้ซึ่งสอดไขว้กันไปมาและเถาวัลย์แห้งเหี่ยว ส่วนที่เหลือของหินยื่นขึ้นไปในอากาศ

ถ้าสามารถทำให้หินใหญ่ก้อนนี้ร่วงลงไปได้…

“เอาเชือกมา!” เผยเซียวหยวนสั่ง

เฉินเซ่ามองตามสายตาของเขา จับนิ่งไปที่หินใหญ่ก้อนนั้นแล้วชะโงกตัวมองลงไปด้านล่างก็เข้าใจทันที รีบถ่ายทอดคำสั่ง

พวกเขาเตรียมการอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนออกเดินทาง และแน่นอนว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับการปีนเขาอย่างเชือกย่อมไม่มีทางขาด

ครู่เดียวเชือกเส้นยาวที่ประกอบด้วยเชือกป่านหนาเท่าแขนเด็กหลายเส้นก็จัดเตรียมพร้อม เผยเซียวหยวนผูกบ่วงบาศไว้ที่ปลายข้างหนึ่ง เล็งเป้าหมายดีแล้วก็เหวี่ยงไปยังฝั่งตรงข้าม

เชือกลอยไปกลางอากาศ ทอดยาวออกเป็นช่วงๆ ปลายเชือกด้านหน้าสุดลอยอยู่เหนือก้อนหิน บ่วงบาศตกลงบนหินใหญ่ก้อนนั้นพอดี เมื่อห่วงเชือกเลื่อนไปถึงตรงกลางหินก้อนนั้นเผยเซียวหยวนก็ออกแรงดึงทันที เชือกจึงรวบเข้าหากัน ปมเงื่อนรัดแน่น คล้องก้อนหินเอาไว้อย่างแน่นหนา

เฉินเซ่าทางหนึ่งสั่งคนให้ยิงธนูไปทางด้านล่างต่อ พยายามหน่วงเหนี่ยวกลุ่มของหลี่เหยียนให้ไปถึงทางออกช้าที่สุด ทางหนึ่งก็เรียกคนที่มีพละกำลังมากมาสิบกว่าคนให้ช่วยกันออกแรงฉุดดึงหินใหญ่ก้อนนั้น

ตำแหน่งของหินใหญ่ก้อนนี้อยู่ด้านบนของทางออกพอดี ขอเพียงทำให้มันร่วงหล่นลงไปก็จะอุดทางออกสกัดคนไว้ได้

หินก้อนใหญ่ถูกดึงอย่างแรงจากด้านตรงข้ามจึงเริ่มสั่นสะเทือนเล็กน้อย หินก้อนเล็กและดินทรายจำนวนมากที่อยู่บริเวณใกล้เคียงก็ร่วงหล่นลงไป

ทุกคนออกแรงดึงต่อ หินก้อนใหญ่สั่นไหวรุนแรงขึ้น เชือกยิ่งถูกดึงจนตึง ส่งเสียงดังเอี๊ยดๆ แต่ไม่ว่าจะออกแรงเพียงใดก็เหมือนยังขาดกำลังอยู่อีกเล็กน้อย

ที่ฐานหินนอกจากมีกรวดทรายที่เกาะติดกับผนังผาแล้ว รากต้นไม้และเถาวัลย์แห้งเหี่ยวซึ่งเกาะพันอยู่บนผิวก้อนหินก็หนาแน่นมากเช่นกัน พวกมันยื่นออกมาจากรอยแตกของหน้าผาราวกับหนวดที่เหนียวและแข็งแกร่งจำนวนนับไม่ถ้วน โอบหินก้อนใหญ่เอาไว้แน่นและยึดมันไว้กับที่

ส่วนทางเผยเซียวหยวนด้านนี้ เพราะบนแท่นหินมีขีดจำกัด ไม่อาจรับคนมากกว่านี้แล้ว

“พวกเจ้าดึงเชือกไว้ ข้าจะข้ามไป!” เขาเอ่ยขึ้น

เฉินเซ่าตระหนักรู้ในทันที ก้มหน้าลงมองก้นเหวแวบหนึ่งแล้วรีบเอ่ยยับยั้ง “ไม่ได้ขอรับราชบุตรเขย! ข้าจะข้ามไปเอง!”

“ให้ข้าไปดีกว่า!” เผยเซียวหยวนคว้าดาบตรงเอวขององครักษ์ที่อยู่ใกล้ๆ ขึ้นมาถือไว้

“ราชบุตรเขยไม่อาจเสี่ยงภัย ให้ข้าไปเถิด!” เฉินเซ่าพยายามห้ามปราม

“มีเวลาไม่มากแล้ว ไม่ต้องโต้เถียงกัน ข้าอายุน้อยกว่าเจ้า ข้าไปดีกว่า”

เผยเซียวหยวนกล่าวจบก็ย่อตัวลง จับเชือกด้วยมือทั้งสองข้างแล้วลองดึงดู จากนั้นเพียงเห็นเขาไถลตัวออกไป คนห้อยอยู่บนเชือกกลางอากาศราวกับวานร

เขาใช้สองมือเกาะเชือกเหนือศีรษะ สองแขนไขว้สลับ พาตนเองข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว

เฉินเซ่าอดรู้สึกตึงเครียดไม่ได้ สั่งคนให้ดึงเชือกทางด้านนี้ให้มั่น ในเวลานี้เองคนที่ด้านล่างก็สังเกตเห็นความผิดปกติที่ด้านบนเหนือศีรษะ ครู่เดียวก็มีลูกธนูยิงส่งๆ เข้าใส่เขา

“คุ้มกันราชบุตรเขย!”

เฉินเซ่าแผดเสียงก้อง มือยิงธนูโจมตีกลับไปอย่างรุนแรง อาศัยความได้เปรียบจากการอยู่ในที่สูงกว่า ในที่สุดก็ยับยั้งการโจมตีครั้งนี้ไว้ได้

ตอนนี้เผยเซียวหยวนใกล้จะถึงฝั่งตรงข้ามแล้ว

ที่ด้านล่าง หลี่เหมิ่งสั่งคนให้รีบคุ้มกันหลี่เหยียนไปยังทางออกเร็วหน่อย ส่วนตนเองเลือกตำแหน่งที่ดีที่สุดแล้วน้าวคันธนูขึ้นเล็ง ยิงธนูติดๆ กันสามดอกไปยังเผยเซียวหยวน

เผยเซียวหยวนห้อยอยู่กลางอากาศ เหวี่ยงตัวไปมาหลบลูกธนูสองดอกแรกที่พุ่งเข้าใส่ก่อนจะเตะลูกธนูดอกที่สามออกไป จากนั้นก็เคลื่อนตัวไปข้างหน้าต่ออย่างรวดเร็ว มือคว้าเถาวัลย์เส้นใหญ่ที่พันเกาะอยู่บนหินก้อนใหญ่ไว้แล้วปีนขึ้นไปบนหน้าผา

แผ่นหลังของเขาแนบติดกับผนังผาขณะเคลื่อนตัวไปยังด้านหลังหินก้อนใหญ่ จากนั้นก็ชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว เริ่มฟันรากไม้ใหญ่หลายรากและเถาวัลย์เส้นหนาที่พันเกี่ยวอยู่กับก้อนหิน ตลอดขั้นตอนทั้งหมดไม่ได้หยุดชะงักแม้แต่น้อย

รากไม้และเถาวัลย์ถูกเขาฟันขาดอย่างราบรื่น เฉินเซ่าสั่งคนให้ออกแรงดึงอีกครั้ง

ในที่สุดครั้งนี้หินก้อนใหญ่ก็หลุดออกจากหน้าผาพร้อมกับเสียงเคลื่อนตัวหนักดังแครกๆ ที่ฟังดูแปลกหู

“ปล่อยมือ!”

ทันทีที่เฉินเซ่าตะโกนขึ้น ทุกคนก็ปล่อยมือออกจากเชือก ขณะเดียวกันเผยเซียวหยวนก็รีบปลดบ่วงบาศออกจากก้อนหินอย่างรวดเร็ว

ประหนึ่งมียอดเขาเล็กลูกหนึ่งหล่นลงมาจากฟ้า หินก้อนใหญ่ร่วงลงมาจากหน้าผาด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัว ทำให้คนเห็นแล้วใบหน้าถอดสี

ทันใดนั้นก็เกิดเสียงกระแทกดังสนั่นหวั่นไหวราวกับมาจากนรกขึ้นที่พื้นหุบเขาแคบๆ หินก้อนใหญ่พาก้อนหินใหญ่น้อยที่กระแทกถูกระหว่างทางร่วงตกลงมาด้วย

เวลานี้หลี่เหยียนเกือบจะถึงปากทางออกแล้ว ม้ากำลังรออยู่ข้างหน้า ทว่าเขาถูกเสียงดังสนั่นหวั่นไหวจากเหนือศีรษะดุจภูเขาไท่ซานกดทับลงมาที่เกิดขึ้นฉับพลันกะทันหันทำให้ตกตะลึง ชั่วขณะนั้นจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ ถึงกับลืมท่าทีตอบสนองไปแล้ว

“พระราชนัดดาระวัง!”

เสียงร้องด้วยความตื่นตระหนกของเว่ยอินเหนียงที่อยู่ข้างกายทำให้เขาได้สติ

“คุ้มกันพระราชนัดดา!”

ในเวลานี้เองหลี่เหมิ่งก็พุ่งกระโจนเข้ามา ผลักหลี่เหยียนให้ถอยไปข้างหลัง

เกิดเสียงโครมดังสนั่น ตามมาด้วยเสียงคนร้องอย่างน่าเวทนาและเสียงม้าร้องดังสับสน ก้อนหินขนาดใหญ่ร่วงลงมาทับคนหลายคนที่หนีไม่ทัน ก่อนจะกระแทกกับพื้นหุบเขาอย่างแรง

ปานประหนึ่งแผ่นดินไหวภูเขาโยกคลอน ฝุ่นดินตลบฟุ้งขึ้นสูงเป็นจั้ง คนที่อยู่ใกล้กับคนที่ถูกหินทับและโชคดีรอดมาได้ก็ถูกแรงสั่นสะเทือนจนพากันล้มลงกับพื้น

รอฝุ่นควันค่อยๆ จางลง เพียงเห็นทางออกข้างหน้าถูกหินก้อนใหญ่และท่อนไม้หักนับไม่ถ้วนอุดปิดแล้ว ยังมีก้อนหินจำนวนมากกลิ้งตกลงมาจากบนหน้าผาด้านข้างกองสูงขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายช่วงล่างของคนผู้หนึ่งถูกทับอยู่ใต้หินก้อนใหญ่ โลหิตไหลออกมาจากตา หู และจมูกไม่หยุด ในปากที่เปิดอ้ามีเศษเนื้อปนเลือดหลุดออกมาข้างนอกเป็นท่อนๆ แลดูคล้ายลำไส้ แต่เขากลับยังไม่สิ้นใจ มือข้างหนึ่งเกาะพื้น สองตามองไปยังสหายร่วมทางของตน ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลืออย่างไร้สุ้มเสียง

ทว่าสหายร่วมทางที่อยู่ด้านข้างนั้นตนเองก็ยังเอาตัวไม่รอด พวกเขาเจ็ดแปดคนถูกหินก้อนเล็กกว่าที่กลิ้งหล่นตามลงมาร่วงใส่ เบาหน่อยก็ศีรษะแตกเลือดไหล ที่หนักก็เอ็นขาดกระดูกหัก

หลี่เหมิ่งถูกหินก้อนหนึ่งร่วงลงมากระแทกแขน ถูกบีบบังคับให้ต้องถอยห่างจากหลี่เหยียน ตอนเขาตั้งตัวได้ก็ไม่คำนึงถึงบาดแผลที่แขนของตน กระโดดขึ้นจากพื้นพลางมองหาหลี่เหยียนไปทั่ว

“พระราชนัดดา! พระราชนัดดา! ท่านอยู่ที่ใด!”

มีเสียงครางด้วยความเจ็บปวดที่สะกดกลั้นไว้ไม่อยู่ดังขึ้น เขาเห็นขาข้างหนึ่งของหลี่เหยียนถูกหินก้อนหนึ่งหนักอย่างน้อยหลายสิบชั่งทับอยู่ บนขามีโลหิตสดไหลซึมออกมา หลี่เหมิ่งสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด รีบพุ่งเข้าไปผลักก้อนหินออก จากนั้นก็เรียกคนสนิทหลายคนที่อยู่ใกล้ๆ และปลอดภัยดีมาช่วยกันพยุงผู้เป็นนายขึ้นหลังม้า

“พระราชนัดดาไปกับข้าน้อย! ยังมีอีกเส้นทางหนึ่ง ออกไปทางข้างหนองน้ำ!”

เส้นทางนี้เป็นทางอ้อม เทียบกันแล้วไกลกว่า ทั้งยังต้องผ่านหนองน้ำระยะหนึ่ง ทว่าแม้จะมีอันตรายซ่อนแฝงอยู่รอบด้านแต่ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง ไม่ว่าอย่างไรก็ดีกว่าถูกกักขังอยู่ที่นี่และสู้แบบสุนัขจนตรอก

“พานางไปด้วย!” หลี่เหยียนใบหน้าซีดขาวแต่ยังคงกัดฟันออกคำสั่ง

เมื่อครู่เว่ยอินเหนียงเพิ่งรอดพ้นจากภัยพิบัติ ยามนี้กำลังใช้สองมือกอดตนเอง ขดตัวอยู่ด้านในของก้นหุบเขาเพื่อหลบเศษหินเหนือศีรษะที่ยังร่วงหล่นลงมาไม่หยุด

นางอยู่ที่ฉางอันมาโดยตลอด แต่ไม่ได้ติดต่อกับสตรีที่ตนเคยเรียกว่า ‘น้องสาว’ ซึ่งภายหลังได้กลับคืนสู่ฐานันดรศักดิ์องค์หญิงแห่งราชวงศ์อย่างเป็นทางการผู้นั้นอีก กระทั่งตอนสตรีผู้นั้นแต่งงานและให้คนส่งขนมอบมงคลมาให้ นางก็ปิดประตูไม่รับ

น้องสาวผู้นั้นเฉลียวฉลาดยิ่ง น่าจะเข้าใจความปรารถนาของนาง หลังจากนั้นก็ไม่เคยรบกวนนางอีกเลย

เรื่องนี้ทำให้เว่ยอินเหนียงรู้สึกขอบคุณอย่างยิ่ง

นางสามารถพูดคุยเรื่องเก่าๆ กับ ‘น้องสาว’ ที่ชื่อเยี่ยซวี่อวี่ผู้นั้นเหมือนไม่เคยมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น พวกนางคนหนึ่งเป็นพี่สาวสกุลเว่ยในตอนนั้น อีกคนเป็นท่านหญิงน้อยในจวนอ๋อง ทว่านางก็ไม่อาจแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็เหมือนที่นางไม่อาจลบบ้านออกไปจากความทรงจำได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นสลักไว้ในกระดูก เฝ้ารอคอยที่จะได้สุขสมใจจากการแก้แค้นเช่นคนรักเก่าของนาง

เว่ยอินเหนียงสูญเสียที่มาและไม่รู้ว่าตนเองจะกลับไปที่ใด นี่อาจจะเป็นความเศร้าอาดูรอย่างที่สุดของนาง

นอกจากเรือนหลังเล็กที่คุ้นเคยหลังนั้นแล้ว นางก็ไม่รู้ว่าตนเองยังจะไปที่ใดได้อีก

เดิมนางเข้าใจว่าชีวิตความเป็นอยู่ที่สงบนิ่งดุจสายน้ำที่ไม่ไหลไปของตนจะเป็นเช่นนี้สืบเนื่องต่อไป กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้หลี่เหยียนที่หายตัวไปได้ส่งคนมาติดต่อนางอีกครั้ง จากนั้นไม่กี่วันก่อนนี้เอง ไม่รู้ว่าเขาใช้สายสัมพันธ์เช่นไรพานางออกจากฉางอันมาเงียบๆ

หลี่เหยียนบอกว่าเรื่องใหญ่ของเขาใกล้จะสำเร็จลุล่วงแล้ว เขาจะไปจากฉางอันก่อนชั่วคราว ดังนั้นจึงพานางไปด้วยเพื่อชดเชยที่เมื่อก่อนเขาติดค้างนาง

เขาจะให้นางได้เห็นเขาขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยตาของตนเอง ให้นางร่วมแบ่งปันเกียรติยศกับเขา

ตอนฟังหลี่เหยียนบอกเล่าเรื่องเหล่านี้ ในใจของเว่ยอินเหนียงสงบนิ่งไม่มีระลอกคลื่นใดๆ

บางทีอาจเป็นเพราะสิ่งที่นางประสบในช่วงเป็นเด็กสาว นางจึงไม่เชื่อว่าชีวิตของตนยังจะมีแสงสว่างใดๆ อีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสิ่งที่เรียกว่า ‘เกียรติยศ’ ที่มีชีวิตอยู่ก็เพียงเพราะยังไม่ตายไปเท่านั้น นางไม่ได้เชื่ออย่างสนิทใจถึงอนาคตที่ฟังดูสดใสงดงามและรุ่งโรจน์โชติช่วงอย่างที่เขาบรรยายไว้ แม้เขาจะสาบานมั่นเหมาะ เน้นย้ำกับนางซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเขามีกำลังมหาศาลอยู่แล้วก็ตาม

ถึงกระนั้นสุดท้ายนางก็ไม่ได้ขัดจังหวะเขา ฟังอย่างสงบนิ่งด้วยสีหน้ายิ้มน้อยๆ ฟังเขาบอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่าง เพียงเพราะยามที่เขาพูดถึงเรื่องเหล่านี้กับนาง นางเห็นประกายแวววาวในดวงตาของเขาที่ไม่ได้เห็นมานานแล้ว

นางใจไม่แข็งพอที่จะปฏิเสธ ทำให้เขาเสียกำลังใจและกลับไปอยู่ในความเจ็บปวดมองไม่เห็นความหวังเช่นเมื่อก่อนอีก

เขาเคยซุกซ่อนความเจ็บปวดที่ต้องสะกดกลั้นเหล่านั้นไว้ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่ง ใต้หล้านี้ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีไปกว่านาง ยิ่งรู้สึกเหมือนเกิดขึ้นกับตนเอง

ด้วยเหตุนี้ในที่สุดแม้จะยังคงสับสนงุนงงอยู่หลายส่วน นางยังคงถูกชายในดวงใจพาตัวออกมาและมาถึงที่นี่

ตามที่หลี่เหยียนเล่า เขาจะมาพบคนคนหนึ่งที่นี่ รอพบหน้าเสร็จแล้วเขาจะพานางไปจากฉางอัน ไปยังสถานที่ใหม่ ที่นั่นจะเป็นสถานที่เริ่มต้นอนาคตทั้งหมดของเขากับนาง

เว่ยอินเหนียงไม่เคยคิดมาก่อนว่าสุดท้ายแล้วสถานการณ์จะกลายเป็นเช่นนี้

หลี่เหมิ่งหันมามองเว่ยอินเหนียงแวบหนึ่ง ลังเลอยู่ชั่วขณะ

“ไป! คำสั่งของข้า เจ้ากล้าไม่ปฏิบัติตามหรือ!” หลี่เหยียนฉีกชายเสื้อลวกๆ มาพันแผลที่ขาของตนแล้วตวาดเสียงเฉียบขาด

หลี่เหมิ่งนิ่งชะงักพลางกัดฟัน ที่สุดแล้วก็ยังคงปฏิบัติตามคำสั่ง หันหลังวิ่งไปแบกเว่ยอินเหนียงขึ้นมา หลบหลีกฝนหินเหนือศีรษะ พานางมาส่งยังข้างกายหลี่เหยียน

หลี่เหยียนดึงนางขึ้นมาบนหลังม้า ร่วมขี่ม้าไปด้วยกัน เปลี่ยนทิศทางไปตามพื้นที่ขรุขระเบื้องล่างหน้าผา

ม้าที่หลี่เหยียนขี่เป็นม้าแข็งแรงตัวหนึ่ง แบกทั้งเขาและหญิงสาวสองคนได้อย่างไม่มีผลกระทบอะไรมาก เส้นทางแม้จะยากลำบาก แต่โชคดีที่ในที่สุดก็สามารถสลัดกองทหารซึ่งไล่ตามมาข้างหลังออกไปได้และเข้าสู่หุบเขาเงียบสงบผืนหนึ่ง

“พระราชนัดดาระวังทางด้วย! มาทางนี้!”

หลี่เหยียนตามหลี่เหมิ่งที่นำทางอยู่ข้างหน้า หลบเลี่ยงหนองน้ำที่ปกคลุมไปด้วยหญ้านานาชนิด ขณะที่เขาเพิ่งได้พักหายใจ กระตุ้นม้าให้เดินผ่านต้นไทรต้นหนึ่งและเร่งความเร็วไปข้างหน้า ฉับพลันนั้นเองใต้ร่างก็รู้สึกหนักขึ้นมาเล็กน้อย ครั้นก้มหน้ามองลงไปจึงพบว่ากีบเท้าหลังข้างหนึ่งของม้าติดอยู่ในดิน

บริเวณนี้เป็นพื้นที่รกร้างเต็มไปด้วยหินก้อนเล็กๆ ที่ดูธรรมดาผืนหนึ่ง

พอเขาตระหนักถึงความผิดปกติ คิดจะกระตุ้นม้าให้รีบหนีก็สายเกินไปแล้ว พื้นดินที่อยู่ห่างจากต้นไทรไม่กี่ฉื่อเริ่มสั่นไหวเล็กน้อย กีบเท้าม้าจมลงไปอีก

ม้าของเขาเริ่มดิ้นรน พยายามจะยืนให้มั่น ทว่ายิ่งทำเช่นนั้นก็ยิ่งจมลงไปเร็วขึ้น

เพียงชั่วไม่กี่ลมหายใจของเขา ขาหลังทั้งสองข้างของม้าก็จมลงไปถึงข้อขาแล้ว

เว่ยอินเหนียงที่นั่งอยู่ด้านหน้าไม่อาจรักษาสมดุลไว้ได้ ร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง คนก็ร่วงลงไปจากหลังม้า เท้าและเข่าก็จมลงไปทันที

หลี่เหมิ่งและผู้ติดตามอีกหลายคนตกใจจนหน้าถอดสี รีบมาที่ใต้ต้นไทร หลายคนลองก้าวเท้าขยับเข้ามาช้าๆ

“พระราชนัดดา อย่าขยับตัวส่งเดช!” หลี่เหมิ่งถอดเสื้อตัวนอกออก จับปลายข้างหนึ่งไว้แล้วโยนปลายอีกข้างให้หลี่เหยียน “รีบจับไว้! ฉวยโอกาสที่ยังไม่ได้จมลงไป พวกเราจะดึงท่านออกมา!”

หลี่เหยียนยังนั่งอยู่บนหลังม้า เพียงแต่สองเท้าจมอยู่ในโคลน เขามือหนึ่งคว้าเสื้อที่โยนมาให้ตนไว้แน่น จากนั้นมืออีกข้างก็ยื่นไปหาเว่ยอินเหนียงที่ตกจากม้า คิดจะดึงนางขึ้นมาพาออกไปด้วยกัน

“ไม่ทันแล้ว! พวกเขาไล่ตามมาแล้ว! สองคนหนักเกินไป ดึงไม่ขึ้น!”

หลี่เหยียนคว้ามือเว่ยอินเหนียงได้แล้ว ครั้นลองดึงดูก็พบว่าไม่อาจพานางออกมาได้จริงๆ การออกแรงเช่นนี้ไม่เพียงไม่มีประโยชน์ กลับทำให้ตนเองพลอยจมตามม้าลงไปหลายส่วน

“พระราชนัดดาโปรดนึกถึงตนเอง ใคร่ครวญเพื่องานใหญ่!” หลี่เหมิ่งตะโกนขึ้น

หลี่เหยียนขอบตาแดงขึ้นมาทันที เขาหันหน้าไปมองเว่ยอินเหนียง

“พระราชนัดดาไม่ต้องสนใจข้าแล้ว”

ร่างของเว่ยอินเหนียงตั้งแต่ต้นขาลงไปจมอยู่ในบ่อโคลน นางมองสองตาของหลี่เหยียนที่มองตน ยามเอ่ยคำพูดประโยคนี้น้ำเสียงสงบนิ่ง กระทั่งมุมปากยังมีรอยยิ้มจางๆ

“ท่านไปคนเดียวเถิด” พูดจบนางก็ดึงมือของตนออกจากมือของชายหนุ่ม

จากนั้นหลี่เหยียนก็ถูกหลายคนบนฝั่งออกแรงดึงขึ้นไป สุดท้ายก็เหลือเพียงรองเท้าหุ้มแข้งสองข้างปักอยู่กลางบ่อโคลน

หลี่เหยียนถูกคนพยุงจนแทบจะอุ้มไป เดินโซซัดโซเซไปข้างหน้า ในที่สุดก็ขึ้นไปบนหลังม้าอีกตัวหนึ่ง

“อินเหนียง…ขออภัยด้วย…ข้าจะแก้แค้นให้เจ้า…”

เขาขยับลำคอ ทว่าศีรษะเพิ่งจะหันกลับมาได้เพียงครึ่งเดียวก็เหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบเค้นไว้ ไม่อาจขยับต่อได้อีก สุดท้ายเขาก็ค่อยๆ ก้มหน้าลง เอ่ยเสียงสั่นเครือแทบจะเป็นสะอื้น ตอนกล่าวคำพูดนี้ออกมา ชั่วขณะนั้นดวงตาของเขาคล้ายมีโลหิตหยาดหยด แต่ก็ถูกหลี่เหมิ่งและคนอื่นๆ เร่งเร้าและพาออกเดินทางไปข้างหน้าต่อ ท่าทางราวกับเป็นหุ่นไม้ไร้ชีวิตร่างหนึ่ง

ที่ด้านหลังของเขา เว่ยอินเหนียงหลับตาลงนานแล้ว

ช่วงเวลาสุดท้ายก่อนชีวิตของนางจะสิ้นสุดลง น่าประหลาดยิ่งนักที่นางไม่มีความรู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย ห้วงสมองมีภาพคนในครอบครัววาบผ่าน มีภาพสิ่งละอันพันละน้อยที่เคยเกิดขึ้นในกองสังคีตและหอคณิกา สุดท้ายก็ไม่รู้เพราะเหตุใด เบื้องหน้าพลันมีภาพของเด็กหญิงตัวน้อยที่ชอบเดินตามหลังนางกับหลี่เหยียนในอดีตผู้นั้นปรากฏขึ้น

‘…ในใจของข้ายังหวังว่าสักวันหนึ่งท่านจะพาข้าไปกินขนมแป้งย่างโรยงาอีก ขนมที่เพิ่งออกจากเตาใหม่ๆ และท่านก็กำชับเหนียงจื่อให้นางโรยงาให้ข้ามากหน่อย…’

ข้างหูเว่ยอินเหนียงคล้ายมีคำพูดประโยคนี้ของสตรีผู้นั้นดังขึ้น ขอบตานางร้อนผ่าวอย่างควบคุมไม่อยู่ น้ำตาไหลรินออกมา

ทันใดนั้นในเวลานี้เองเชือกเส้นหนึ่งก็ลอยมาในอากาศแล้วร่วงตกลงมาคล้องร่างช่วงบนของเว่ยอินเหนียงที่ยังโผล่พ้นผิวโคลนอยู่ จากนั้นนางก็รู้สึกว่าแขนและไหล่ตึงเพราะถูกรัดจนแน่น

นางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ถึงกับเห็นเผยเซียวหยวนปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า

เขาหยุดอยู่ใต้ต้นไทรและโยนบ่วงบาศเส้นหนึ่งมา พยายามจะช่วยนาง

เว่ยอินเหนียงตะลึงงันไปแล้ว นางจะไม่รู้ได้อย่างไร เขาก็คือคนที่หลี่เหยียนเสี่ยงภัยมาพบหน้าในวันนี้ และหลี่เหยียนก็คือคนที่เขาต้องการจับตัว

ทว่าเวลานี้…

“คุณชายเผย ท่านไปทำเรื่องของท่านเถิด ไม่จำเป็นต้องสนใจข้า! นี่ไม่เกี่ยวกับท่าน!”

นางมีคุณธรรมความดีอะไรที่จะกล้ารับความช่วยเหลือเช่นนี้ พอตั้งสติได้ก็พยายามดิ้นรนจะให้หลุดจากบ่วงบาศ

เมื่อครู่หลังจากเผยเซียวหยวนบรรลุเป้าหมายแล้ว เขาไม่ได้หาทางกลับไปฝั่งเดิมอีก แต่เอาเชือกผูกกับเถาวัลย์หนาพุ่มหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ แล้วปล่อยเชือกลงไป จากนั้นก็เกาะไปตามเชือก กระโดดลงจากหน้าผาไปถึงก้นหุบเขาจากฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว

ขณะที่เฉินเซ่าและคนอื่นๆ ยังมาไม่ถึง เขาเป็นคนแรกที่ชิงเอาม้าซึ่งกำลังตื่นตระหนกอยู่ในความโกลาหลมาตัวหนึ่ง ข้ามผ่านคนที่นอนอยู่กับพื้นส่งเสียงร้องครวญครางเหล่านั้น ไล่ตามไปยังทิศทางที่หลี่เหยียนหนีไป กระทั่งมาเห็นภาพนี้

เขามุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย “เจ้าอย่าขยับตัวส่งเดช! ข้าจะดึงเจ้าขึ้นมา ถ้าให้องค์หญิงรู้ว่าข้าไม่ช่วยเจ้า นางจะต้องโกรธและตำหนิข้าแน่นอน!”

แพขนตาของเว่ยอินเหนียงสั่นไหวเล็กน้อย ใบหน้าเปลี่ยนเป็นซีดขาว

นางไม่ดิ้นรนอีก ค่อยๆ ปล่อยแขนทั้งสองข้างลง ให้เผยเซียวหยวนดึงนางขึ้นจากโคลนทีละชุ่น ในที่สุดก็ลากขึ้นมาบนฝั่ง

ในเวลานี้เองเฉินเซ่าและคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างหลังก็เร่งตามมาถึง เผยเซียวหยวนสั่งคนให้ช่วยดูแลเว่ยอินเหนียง ส่วนตนเองพาคนออกไล่ตามหลี่เหยียนต่อไป ทว่าเวลานี้พลาดโอกาสดีไปแล้ว เมื่อทั้งกลุ่มตามร่องรอยการหลบหนีของหลี่เหยียนไปข้างหน้า ในที่สุดก็ออกจากหุบเขา ครั้นเลี้ยวมาถึงเส้นทางกว้างยาวหน้าเนินเขา เงาร่างขี่ม้าของหลี่เหยียนและคนที่เหลืออยู่ข้างกายไม่กี่คนนั้นก็อยู่ข้างหน้าไกลลิบแล้ว

จากนั้นเงาของคนเหล่านั้นก็ลงจากเนินเขา หายลับไปตรงเส้นขอบฟ้า

 

ลมพัดกระโชกแรง

“เผยเซียวหยวน! รอก่อนเถิด! ละครฉากใหญ่ที่แท้จริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้น!”

เสียงที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้นของหลี่เหยียนดังแว่วมาตามสายลม ยังไม่ทันจบประโยคดีก็ถูกลมแรงพัดกระจาย หายลับไปในป่าเขากว้างสุดลูกหูลูกตา

เยี่ยซวี่อวี่เร่งรุดมาถึงและสั่งคนให้ส่งเว่ยอินเหนียงกลับไป

เผยเซียวหยวนหยุดอยู่ตามลำพังบนที่ราบสูง ยืนหันหน้าไปทางทิศเหนือ

ลมแรงพัดมา เสื้อคลุมที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตและเถ้าเขม่าของเขาปลิวไสว เงาด้านหลังของเขากลับสงบนิ่งไม่ขยับราวกับรูปปั้น

ชิงโถวทางหนึ่งเป่านกหวีดเรียกเหยี่ยวหัวขาวที่ยังคงบินฉวัดเฉวียนอยู่กลางอากาศ ทางหนึ่งก็เดินตามหลังเยี่ยซวี่อวี่ทุกฝีก้าวพลางทอดถอนใจ

“อีกนิดเดียว อีกนิดเดียวเท่านั้น น่าเสียดายยิ่งนัก! ผลงานยิ่งใหญ่ต้องสูญสิ้นไป…”

“หยุดปาก!” เยี่ยซวี่อวี่ตวาดเบาๆ คำหนึ่ง

ชิงโถวมองเงาด้านหลังของผู้เป็นนายที่อยู่เบื้องหน้าแล้วปิดปากทันใด

เยี่ยซวี่อวี่เดินไปถึงด้านหลังชายหนุ่ม ยังไม่ทันเอ่ยปากก็เห็นเขาหมุนตัวมาช้าๆ แล้วกล่าวเสียงต่ำ “เป็นข้าที่ไร้ความสามารถ เคลื่อนพลมามากเพียงนี้ สุดท้ายกลับจับตัวหลี่เหยียนไม่ได้ องค์หญิงโปรดอภัย”

“ไม่เป็นไร” เยี่ยซวี่อวี่มองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคับแค้นใจของเขา “ข้าพูดมาตั้งแต่แรกแล้ว ‘แผนอยู่ที่คนวาง สำเร็จหรือไม่อยู่ที่ฟ้า’ จะโทษท่านได้อย่างไร ท่านทำสุดความสามารถแล้ว ครั้งนี้ไม่สำเร็จก็ช่างเถิด ยังมีครั้งต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นท่านยังช่วยชีวิตพี่สาวของข้าไว้ ข้าซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง”

เผยเซียวหยวนฟังแล้วเหยียดมุมปากออกเล็กน้อยคล้ายคิดจะยิ้มให้นาง แต่เขากลับไม่รู้ว่ารอยยิ้มนี้ฝาดฝืนเพียงใด เยี่ยซวี่อวี่เห็นแล้วในใจกลับนึกสงสาร

“ท่านก็เหน็ดเหนื่อยแล้ว กลับกันเถิด” นางกล่าวเสียงนุ่มนวล

เขากลับนิ่งเงียบไปชั่วขณะก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าอยากอยู่คนเดียวอีกสักพัก องค์หญิงกลับไปก่อนเถิด” พูดจบแล้วเขาก็คล้ายตระหนักว่าตอบเช่นนี้ออกจะไม่เหมาะสมจึงรีบเปลี่ยนคำพูด ยิ้มน้อยๆ บอก “ก็ดี! ข้าจะส่งท่านกลับไปก่อน เมื่อคืนท่านไม่ได้นอน น่าจะเหนื่อยยิ่งแล้วกระมัง”

สายตาของเยี่ยซวี่อวี่จับนิ่งที่ใบหน้าเขาครู่หนึ่ง “ข้าไม่เหนื่อย ข้าพลันนึกขึ้นมาได้ว่ายังมีธุระอื่นอีกเล็กน้อย ไม่สู้ข้าไปก่อน ท่านตามสบาย รอท่านเสร็จธุระแล้วค่อยกลับไปก็แล้วกัน ข้าจะรอท่านที่จุดพักม้า นานเพียงใดก็ไม่เป็นไร”

เยี่ยซวี่อวี่กล่าวจบก็ยิ้มน้อยๆ ให้เขา จากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไป

ทันใดนั้นเพียงได้ยินชิงโถวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลร้องออกมาคำหนึ่ง “องค์หญิง! คุณชาย! ทางนั้นมีคน ดูเหมือนจะเป็น…” เขาหรี่ตาพยายามแยกแยะแล้วตะโกนเสียงดัง “เป็นองค์ชายอาสื่อน่า! เป็นเขา! มิน่าเมื่อครู่ชิงสุ่นไม่ฟังคำสั่งข้า เอาแต่บินอยู่เหนือศีรษะ”

เผยเซียวหยวนหันขวับไปทันที เป็นเช่นนั้นจริง ฝั่งตรงข้ามที่อยู่ไกลออกไปบนยอดเนินเขาอีกลูกหนึ่งมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้า ท่ามกลางแสงแดดสาดส่องเขามองเห็นเงาตะคุ่มๆ คนผู้นั้นสวมหมวกปลายแหลม ร่างสวมเสื้อคลุมยาวหนังสัตว์ คอปกเสื้อพับลงมา เงาร่างดูคุ้นเคยยิ่ง เป็นเฉิงผิงจริงๆ

เฉิงผิงน่าจะเฝ้ามองการต่อสู้ทำศึกกันจากที่สูงแห่งนี้ อาจได้เห็นกับตาว่าสุดท้ายแล้วหลี่เหยียนหนีรอดไปได้อย่างไร แต่ตนเองกลับไม่ได้จากไปในทันที เพียงยกแขนขึ้นเรียกเหยี่ยวชิงสุ่นลงมาให้มันเกาะอยู่บนแขนของตน ลูบไล้มันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ปล่อยให้มันบินไป

เหยี่ยวชิงสุ่นบินวนอยู่เหนือศีรษะเขาสองรอบแล้วจึงเปลี่ยนทิศทางบินกลับมาเกาะอยู่บนไหล่ชิงโถว จากนั้นเฉิงผิงก็หันหัวม้าจากไปอย่างรวดเร็ว

ส่วนลึกในดวงตาของเผยเซียวหยวนเต็มไปด้วยพยับเมฆ

เขาพลันเป่าปากเรียกม้าที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้าแล้วคว้าดาบกับธนูจากทหารองครักษ์ที่อยู่ใกล้ๆ นายหนึ่งมา กระตุ้นม้าให้ไล่ตามไป

เยี่ยซวี่อวี่ปีนขึ้นไปบนเนินสูงใกล้ๆ แล้วเบิกตามองไปไกล

ในทุ่งกว้างเฉิงผิงควบม้าอยู่ข้างหน้าหนีไปอย่างรวดเร็ว เผยเซียวหยวนตามติดไม่ลดละ ทั้งสองควบม้า คนหนึ่งอยู่หน้าคนหนึ่งอยู่หลัง รวดเร็วดุจดาวตก ทันใดนั้นเผยเซียวหยวนก็หยุดลง

เขาปลดคันธนูยาวออกจากไหล่ พาดลูกธนูขึ้นสาย น้าวคันธนูจนโค้งกลมดุจจันทร์เต็มดวงเล็งไปยังเงาร่างด้านหลังของคนที่ควบม้าอยู่ข้างหน้าเงียบๆ ผ่านไปพักใหญ่กระทั่งม้าตัวหน้าใกล้จะหลุดพ้นจากระยะยิงธนูแล้วเขาจึงปล่อยลูกธนูออกไปทันที

ชั่วพริบตาที่นิ้วหัวแม่มือซึ่งเคยปล่อยลูกธนูออกไปจำนวนนับไม่ถ้วนปล่อยสายธนูที่เกี่ยวแน่นออกจากนิ้วมือ เปลือกตาข้างหนึ่งบนใบหน้าที่แข็งแกร่งซื่อตรงก็กระตุกอย่างห้ามไม่อยู่

ลูกธนูแหลมคมพุ่งแหวกสายลมในท้องทุ่ง แผดเสียงก้องต่ำและแหลมคมเสียดแก้วหู ไล่กวดไปยังเป้าหมายที่อยู่ข้างหน้าก่อนจะปักลึกเข้ากลางแผ่นหลังของคนผู้นั้น

เฉิงผิงร่วงตกลงมาจากหลังม้า คนฟุบอยู่บนพื้นราวกับตายแล้ว ทว่าผ่านไปครู่หนึ่งกลับเห็นเขาเหมือนฟื้นขึ้นมามีลมหายใจอีกครั้ง ถึงกับคลานแล้วลุกยืนอย่างยากลำบาก เดินโซเซไปหาม้าที่อยู่ข้างหน้า ม้าตัวนั้นคงรับรู้ได้ว่าเจ้าของมีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงย้อนกลับมา เมื่อคนและม้าพบกัน เฉิงผิงก็คว้าสายบังเหียนและปีนกลับขึ้นไปบนหลังม้า ตอนม้าเริ่มออกวิ่งอีกครั้งเขาก็ฟุบอยู่บนหลังม้าไม่กระดุกกระดิก

ผ่านไปครู่หนึ่งฉับพลันนั้นเฉิงผิงก็หันหน้ากลับมาช้าๆ จ้องมองเงาร่างที่หยุดนิ่งอยู่ข้างหลังซึ่งเปลี่ยนเป็นเล็กลงทุกที ปล่อยให้ม้าพาเขาไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดก็หายลับไปในทุ่งกว้างสุดลูกหูลูกตาที่เชื่อมต่อกับดินแดนทางเหนืออย่างสิ้นเชิง

 

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนพฤษภาคม 2569)

หน้าที่แล้ว1 of 7

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: