X
    Categories: LOVEฌาลิสสาทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน ฌาลิสสา บทนำ-บทที่ 2

หน้าที่แล้ว1 of 9

บทนำ

หลง…หลงแน่ๆ!

เด็กหญิงร่างเล็กเหลียวซ้ายทีขวาทีอย่างจนปัญญา มองไปทางใดก็ไม่พบเชฟที่ตนแอบติดรถตามมาด้วยสักนิด ทั้งที่เธอจำได้แม่นว่านัดแนะมาเจอกันตรงนี้และเวลานี้นี่นา

ลลิสสาคือเจ้าหญิงน้อยวัยเพียงสิบเอ็ดขวบผู้เป็นแก้วตาดวงใจของรานีอุษมา ด้วยความที่ ‘ซุกซนเกินเด็กผู้หญิง และมีความคิดอ่านเกินเด็กในวัยเดียวกัน’ ทำให้เจ้าหญิงน้อยมีเพื่อนไม่มากนัก อีกทั้งเพื่อนที่มียังล้วนแล้วแต่เป็นเด็กผู้ชาย หากไม่ใช่ลูกขององครักษ์ ก็เป็นลูกคนงานในตำหนักฤดูร้อนที่รานีอุษมาพำนักอยู่กับหลานสาว ดังนั้นพอสบโอกาสเมื่อใดเจ้าหญิงน้อยจึงมักจะแอบหลบออกนอกวัง ติดรถคนครัวมาซื้อของสดที่ตลาดเป็นประจำ และวันนี้ก็ไม่ต่างกัน

หลังจากนัดแนะเวลากับหัวหน้าเชฟแล้ว เจ้าหญิงน้อยก็เดินเที่ยวตลาดชายแดนตามลำพังอย่างเพลิดเพลิน เพราะเธอมาบ่อย จึงคุ้นชินกับพ่อค้าแม่ค้าที่นี่แล้ว ตลาดชายแดนเต็มไปด้วยรถราและร้านค้ามากมาย ลูกค้าในตลาดส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้หญิง แต่วันนี้กลับมีชายฉกรรจ์รูปร่างใหญ่โต หน้าตาดุดันเดินปะปนอยู่ในตลาดจนผิดสังเกต

แม้ชายเหล่านั้นจะสวมเสื้อผ้าปอนๆ แต่ท่าทางการเดินเหินกลับเป็นจังหวะมั่นคงเหมือนพวกทหารหรือไม่ก็คนที่เคยผ่านการรบมาก่อน ดูแล้วไม่ใช่คนทั่วไปแน่ๆ ลลิสสาแกล้งหยิบรองเท้าสานบนแผงขึ้นมาดู แต่สายตากลับเหลือบมองรอยสักรูปเสือตรงข้อมือชายฉกรรจ์ที่ยืนห่างจากตนไปเล็กน้อย

นักรบภูเขา!

ทูลกระหม่อมย่าเคยเล่าว่าคนกุณฑ์ชาลาเป็นคนภูเขา มีรูปร่างใหญ่โต แข็งแรง แม้แต่ผู้หญิงก็รูปร่างหนา ไม่บอบบางเหมือนคนพื้นราบแบบพูรัม

ภูมิประเทศที่โอบล้อมไปด้วยแนวเทือกเขาสลับซับซ้อน ทำให้ในอดีตความเจริญก้าวหน้าแทรกซึมเข้าสู่กุณฑ์ชาลาช้ากว่าพูรัม แต่ก็มีข้อดีตรงที่ทำให้กุณฑ์ชาลารอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกในยุคล่าอาณานิคมรุ่งเรือง เพราะพื้นที่ที่ยากต่อการโจมตีทำให้กองทหารต่างชาติไม่สามารถยึดครองกุณฑ์ชาลาได้เหมือนประเทศติดทะเลอย่างพูรัม

‘ย่าว่าอีกเหตุผลสำคัญคือสมัยก่อนมีนักรบภูเขา’

‘นักรบภูเขาคือใครเพคะ’

‘เป็นนักรบที่ถูกฝึกมาให้ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ ว่ากันว่าคนพวกนี้มักมีรอยสักรูปเสือและพกเขี้ยวเสือติดตัว เชื่อกันว่าเขี้ยวเสือจะช่วยกันภัยร้ายในป่า เสียดายที่ภายหลังถูกปราบอย่างหนัก เพราะมีเรื่องขัดแย้งกับมหาราชาของราชวงศ์ก่อน จึงถูกใส่ความว่าเป็นกบฏและจับไปประหาร’

‘แล้วไม่มีนักรบภูเขาหลงเหลือเลยเหรอเพคะทูลหม่อมย่า’

‘ยังมีอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนเป็นกองโจรใต้ดิน ใช้ชีวิตปะปนกับชาวบ้านทั่วไป’

‘ถ้างั้นสมัยโบราณตอนพูรัมรบกับกุณฑ์ชาลา ส่วนใหญ่พูรัมแพ้รึเปล่าเพคะ’

‘ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ พูรัมอาศัยวิทยาการอย่างพวกปืนใหญ่และระเบิดจากนักเดินเรือทางทะเล แต่พวกกุณฑ์ชาลาอาศัยว่ารูปร่างใหญ่โตแข็งแรง และมีชัยภูมิดีกว่าจึงรบเก่งต่างหาก’

‘ทูลหม่อมย่าเคยไปกุณฑ์ชาลาไหมเพคะ สวยเหมือนในรูปไหม’

‘พูรัมสวยกว่าเยอะ’

หากทูลกระหม่อมย่าพูดแบบนี้แล้ว ความเป็นจริงก็คือตรงกันข้าม เหตุผลคงเป็นเพราะไม่อยากให้เธอซุกซน ข้ามชายแดนไปกุณฑ์ชาลาต่างหาก

‘ลิสสาอยากไปกุณฑ์ชาลาเพคะ’

‘ไปทำไมกัน มีแต่พวกคนเถื่อน คนภูเขาทั้งนั้น พวกกุณฑ์ชาลาเกลียดต่างชาติหัวทองตาฟ้าที่สุด’

‘แต่ลิสสาเป็นคนพูรัม ผมดำตาสีน้ำตาลเพคะ’

‘ดู๊ดูนะมันจู เลี้ยงกันยังไง เถียงคำไม่ตกฟากเลย’

รานีอุษมาผินหน้าไปทางพี่เลี้ยงร่างอวบของเจ้าหญิงลลิสสา อีกฝ่ายจนคำพูดจึงได้แต่ยิ้มแห้งๆ

‘ลิสสาแค่อยากเปิดหูเปิดตาบ้างนี่เพคะทูลหม่อมย่า’

‘ตอนนี้กุณฑ์ชาลาวุ่นวายจะตาย มหาราชาประชวร บรรดาเชื้อพระวงศ์ก็แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเอง ลิสสาเป็นเจ้าหญิงพูรัม ไปต่างบ้านต่างเมืองแบบนั้น คิดไหมว่าย่าจะห่วงแค่ไหน’

‘ลิสสาปลอมตัวเป็นชาวบ้านได้เพคะ’

‘ดูเถอะมันจู เด็กคนนี้เคยกลัวเสียที่ไหน’

แม้ถูกตำหนิ แต่เจ้าหญิงน้อยกลับคลี่ยิ้มแฉ่ง ดวงตากลมโตสุกใสบนใบหน้ารูปไข่ส่งให้เด็กหญิงร่างเล็กไม่ต่างจากตุ๊กตามีชีวิต แม้ไม่อาจข้ามชายแดนไปกุณฑ์ชาลา แต่อย่างน้อยการเดินเที่ยวตลาดชายแดนก็สร้างความเพลิดเพลินให้เด็กหญิงที่ต้องขลุกอยู่แต่ในพระราชวังฤดูร้อนมาหลายปีได้

เพราะวันนี้ไม่เจอเชฟที่นัดกันไว้ เจ้าหญิงน้อยจึงเดินกลับไปยังลานจอดรถ แต่แล้วระหว่างทางเธอดันพบขอทานหญิงขาขาดกำลังอุ้มลูกน้อยด้วยมือข้างหนึ่งและใช้มืออีกข้างไถตัวเองกับกระดานไม้ไปขออาหารที่ร้านขายเนื้อแพะย่างเสียบไม้

“ไปข้างหน้าโน่น ไป๊!”

ขอทานหญิงตื๊ออยู่ครู่หนึ่งก็ไถกระดานหลบออกจากหน้าร้านท่ามกลางเสียงร้องแผดจ้าของทารกน้อยในอ้อมแขน เจ้าหญิงลลิสสาเห็นแล้วสงสารจึงจ่ายเงินซื้อเนื้อแพะย่างมาห้าไม้ แล้วเดินกึ่งวิ่งตามขอทานแม่ลูกอ่อนเข้าไปในตรอกซึ่งส่งกลิ่นเน่าเหม็นจากขยะที่กองสุมกันอยู่ข้างทาง

“เดี๋ยวก่อน!” ลลิสสาไล่ตามขอทานหญิงไปจนเกือบสุดตรอกซึ่งมีทางแยกออกไปสองทาง “เดี๋ยวจ้ะ”

ขอทานหญิงหันมาทางแม่หนูน้อยที่ไล่ตามมา มองถาดกระดาษบรรจุอาหารกลิ่นหอมฉุยตรงหน้าด้วยความลังเล

“รับไปสิ เราให้”

“ขอบใจจ้ะแม่หนู”

ขอทานหญิงรีบรับอาหารไปจากมือป้อม เจ้าหญิงน้อยเห็นสภาพขอทานและเด็กน้อยในอ้อมแขนเนื้อตัวเปรอะเปื้อนจึงตัดสินใจล้วงเอาธนบัตรมูลค่าสามร้อยเวฬออกมาให้แม่ลูกอ่อนตรงหน้า

“เอาไว้ซื้อนมให้ลูกนะ เรามีเงินติดตัวแค่นี้ ไม่งั้นคงให้มากกว่านี้แล้ว”

“ขอบใจจ้ะ ขอองค์ศิวะเทพประทานพรมหารานีด้วยเถิด”

“เราไม่ใช่มหารานีสักหน่อย”

ขอทานหญิงกดมุมปากเป็นรอยยิ้ม ดวงตาดำจัดลึกล้ำเกินกว่าเด็กหญิงวัยสิบเอ็ดขวบจะอ่านออก

“ผู้ใดจะรู้ลิขิตขององค์เทพ วันหนึ่งแม่หนูอาจเป็นมหารานีก็ได้”

“พูรัมมีมหารานีแล้วนะ”

“ฉันพูดถึงพูรัมที่ไหนเล่า”

ลลิสสายักไหล่ให้กับคำทำนายเพ้อฝันแล้วหันหลังเดินย้อนกลับมาต้นทาง แต่ยังไม่ทันจะถึงปากตรอกดวงตากลมโตกลับเหลือบเห็นชายร่างสูงใหญ่ ไหล่กว้างบึกบึนเหมือนพวกนักรบภูเขาเดินเลี้ยวเข้ามาในตรอก แสงอาทิตย์ที่ส่องเข้ามาจากทางด้านหลังทำให้เธอเห็นรายละเอียดบนใบหน้าชายฉกรรจ์ไม่ชัด แต่ก็พอคะเนว่าเขามีกรอบหน้าบึกบึน ไว้หนวดเคราเฟิ้มส่งให้ดูน่าสะพรึงกลัว

เขาสวมผ้าคลุมเนื้อหยาบสีดำคลุมเข่า ช่วงขายาวซ่อนอยู่ในกางเกงยีนสีดำกับรองเท้าบูตสีน้ำตาลเข้ม ก้าวฉับๆ อย่างรีบร้อนคล้ายกำลังหนีใครมา ทว่าจังหวะก้าวเดินไม่มั่นคงนัก มือข้างหนึ่งซ่อนอยู่ในผ้าคลุมขณะที่มืออีกข้างทิ้งลงข้างตัว หยดเลือดที่ไหลจากชายผ้าบ่งบอกว่าชายคนนี้กำลังบาดเจ็บ

เจ้าหญิงน้อยหันรีหันขวางด้วยสีหน้าตื่นตระหนก หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำยามดวงตาดำจัดจับจ้องมาที่ตน เธอรีบเดินเบี่ยงมาชิดกำแพงด้านหนึ่งด้วยหวังว่าจะหลบพ้นผู้ชายตัวใหญ่แล้วหนีออกไปจากตรอกนี้ให้ได้ แต่จังหวะที่กำลังเดินสวนกับชายร่างยักษ์ จู่ๆ ช่วงแขนยาวก็ยื่นออกมาคว้าไหล่เล็กไว้ กระชากตัวเธอเข้าไปหา ก่อนวางท่อนแขนหนักอึ้งลงบนลาดไหล่บอบบาง มืออีกข้างซึ่งซ่อนอยู่ใต้ผ้าคลุมกดอาวุธปลายแหลมเข้าที่บั้นเอว ออกคำสั่งเสียงเข้ม

“เดิน!”

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนเจ้าหญิงน้อยตั้งตัวไม่ทัน ชายคนนั้นทำราวกับเธอเป็นไม้เท้าที่คอยพยุงร่างเขาไม่ให้ล้ม ลลิสสาพยายามรวบรวมสติปัญญาหาทางออกเร็วจี๋

“ปล่อยเราไป ต้องการเท่าไหร่ เราจะให้”

ชายคนนั้นแค่นหัวเราะ ทั้งที่น้ำเสียงดูไม่มั่นคงนักละม้ายว่าเขากำลังข่มความเจ็บปวดสุดกำลัง

“ลุงบาดเจ็บ ไปได้ไม่ไกลหรอก”

“แช่ง?”

“แค่พูดลอยๆ ถ้าให้เราแช่ง เราจะแช่งให้ลุงเป็นหมัน นกเขาไม่ขัน พวกผู้ชายกลัวกันไม่ใช่เหรอ”

“แก่แดด!”

“ก็เราได้ยินมหาด…เอาเป็นว่าเราเคยได้ยินแล้วกัน” เจ้าหญิงน้อยรีบเม้มปาก เกือบหลุดปากว่าตนเองแอบได้ยินมหาดเล็กคุยกัน “ลุงจะพาเราไปไหน ปล่อยเราเถอะ เราสัญญาว่าจะไม่เอาเรื่อง”

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ ก้มมองเด็กหญิงร่างเล็กที่มีเม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นเต็มดวงหน้า ดวงตากลมโตเจือความหวาดหวั่น แต่กลับฝืนทนข่มความกลัวได้ไม่เลวทีเดียว

“ไม่ต้องกลัว”

“ลุงก็ลดมีดก่อนสิ”

“ขืนฉันทำแบบนั้น เธอก็หนีน่ะสิ”

เรื่องอะไรจะรอล่ะ!

เจ้าหญิงน้อยขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความเจ็บใจ ความกลัวในทีแรกลดน้อยลงเมื่อได้พูดคุยกัน สัมผัสว่าเขาไม่ได้น่ากลัวเหมือนหน้าตา

“เดินไปเหอะน่า ไม่เอาไปฆ่าหรอก”

“เอาไปขายก็ไม่ได้นะลุง ย่ามีเราคนเดียว ถ้าเราเป็นอะไรไป ย่าต้องเสียใจมากๆ เราเป็นกำลังหลักของบ้านนะลุง ย่าแก่แล้ว เดินเหินไม่ไหว”

“ตัวเล็กแค่นี้ ทำงานอะไรเป็น ยกถังน้ำยังยกไม่ขึ้นเลยมั้ง”

“อย่างน้อยเราก็แบกลุงได้”

ดวงหน้าเล็กจ้อยประกอบด้วยดวงตากลมโตทอประกายสุกใสราวกับมีหยาดน้ำหล่อเลี้ยง จมูกเล็กรั้นขึ้นแบบเด็กดื้อ ริมฝีปากเล็กอิ่ม ผิวพรรณขาวผุดผ่องอมชมพูเหมือนลูกผู้มีอันจะกิน ผิดกับเด็กทั่วไปที่เคยเห็นตามชายแดน

“เรียกลุงอยู่นั่นแหละ ฉันไม่แก่ถึงกับเป็นลุงของเธอหรอกนะเด็กน้อย”

“เราไม่ใช่เด็ก”

“อายุเท่าไหร่”

“ไม่ใช่เรื่องของคนแปลกหน้า”

ระหว่างพูดคุยกันนั้นเขาไม่ได้หยุดเดินแม้แต่น้อย กลับพาเธอลัดเลาะไปตามตรอกเล็กซอยน้อยจนน่าเวียนหัว แล้วจะกลับอย่างไร หลงทางแน่ล่ะคราวนี้! คิดได้เพียงครู่เดียวเจ้าหญิงน้อยก็เบ้หน้าเพราะเขาทิ้งน้ำหนักตัวลงมาบนไหล่เธอมากกว่าเดิม ละม้ายว่าเรี่ยวแรงของเขากำลังลดน้อยลงทุกที

“ทำไมยิ่งเดินตัวยิ่งหนักขึ้นล่ะลุง ที่ลุงเลือดออกนี่โดนยิงหรือโดนแทง”

“ไม่ใช่เรื่องของเด็ก”

“แต่ลุงให้เด็กแบกอยู่นะ จะไม่ให้เรารู้เลยเหรอว่าเกิดอะไรขึ้นกับลุง”

เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอก่อนเปล่งเสียงแหบแห้งออกมา “โดนทำร้าย!”

ตอบซะกว้าง ไม่อยากรู้ก็ได้

ลลิสสาชักสีหน้าใส่อย่างหงุดหงิด “อีกไกลไหม เราเหนื่อยแล้ว”

“ทำไมหมดแรงง่าย ยังเด็กอยู่แท้ๆ”

“ลุงก็ลองมาแบกเหมือนเราบ้างสิ คนอะไรตัวหนักชะมัด”

“ถึงที่แล้วมีรางวัลให้”

“ไม่แพง เราไม่รับหรอกนะ”

คนบาดเจ็บหัวเราะหึๆ ไม่ต่อความอีก กลับลัดเลาะพาเด็กหญิงตัวน้อยเดินไปข้างหน้าไม่หยุด ครู่หนึ่งก็มาถึงอาคารพาณิชย์สามชั้นริมถนนสายเล็ก ห่างจากตลาดมาพอสมควร สภาพอาคารเหมือนยังก่อสร้างไม่เสร็จ ตัวตึกยังทาสีไม่เรียบร้อย จึงเห็นผนังอิฐสีแดงสลับกับสีขาวที่ถูกทาไว้ครึ่งๆ กลางๆ

ด้านหน้าอาคารมีชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งดื่มการัมจายหรือชานมร้อนสีส้มผสมเครื่องเทศอยู่บนเก้าอี้หวายสาน ทันทีที่ชายหนุ่มปรากฏกาย ชายชราก็รีบกุลีกุจอลุกขึ้น ก่อนตะโกนเรียกคนข้างในร้านขายของชำ

“พี่ใหญ่มาแล้ว!”

เหล่าชายฉกรรจ์รูปร่างบึกบึนสูงใหญ่ไม่แพ้ผู้ถูกเรียกว่า ‘ลุง’ รีบกระวีกระวาดออกมาจากอาคาร พวกเขาพูดภาษากุณฑ์ชาลาเร็วปรื๋อจนเจ้าหญิงน้อยฟังไม่ทัน แต่ดูจากสีหน้าท่าทางแล้ว พวกเขากริ่งเกรงผู้ชายคนนี้มากทีเดียว

“ขอบคุณมากที่ช่วยพี่ใหญ่ไว้นะหนู”

ชายฉกรรจ์คนหนึ่งในกลุ่มเอ่ยเป็นภาษาพูรัมด้วยน้ำเสียงชัดแจ๋ว แปลว่าชายคนนี้น่าจะอยู่ในพูรัมมานานแล้ว ซึ่งไม่แปลกนักเพราะที่นี่เป็นแถบชายแดน แต่จะแปลกก็ตรงที่ลักษณะท่าทางของพวกเขาไม่เหมือนชาวบ้านเลยสักนิด ชายฉกรรจ์ที่เหลือพยุงคนเจ็บเข้าไปด้านใน เหลือเพียงเธอกับชายฉกรรจ์อีกคนที่พูดภาษาพูรัมได้

“เราขอยืมโทรศัพท์ได้ไหม เราพลัดหลงกับพ่อที่ตลาด”

ชายคนนั้นมองริมฝีปากเล็กที่สั่นระริกและหยาดน้ำตาที่ทำทีจะหล่นจากขอบตาของเด็กหญิงตัวน้อยอายุน่าจะไม่ถึงสิบขวบก็ตกใจ

“เอ่อ หนูไม่ต้องกลัว พวกเราไม่ทำอะไรหนูหรอก”

“พี่ใหญ่ของพวกคุณบังคับเรามา เรากลับไม่ถูก”

ชายคนนั้นพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ จำยอมยื่นหูโทรศัพท์บ้านให้เด็กหญิงแปลกหน้า แต่ยังไม่วายยืนปักหลักเยื้องอยู่ทางด้านหลังละม้ายกำลังจับตาดูอยู่ เจ้าหญิงน้อยจึงรีบกดเบอร์โทรศัพท์ไปยังปลายทาง

“ลิสสาเองค่ะ…พ่อ”

“เจ้าหญิงอยู่ที่ไหนพ่ะย่ะค่ะ ลูกน้องของเชฟมีเรื่องกับพวกนักเลงในตลาด เชฟเข้าไปช่วยเลยถูกซ้อม พอกลับมาที่รถแล้วไม่พบเจ้าหญิงจึงรีบโทรหากระหม่อม ตอนนี้กระหม่อมอยู่ที่ตลาดแล้ว”

“ลิสสาขอโทษค่ะ…พ่อ”

“ทำไมเรียกกระหม่อมแบบนั้น หรือว่า…”

“ค่ะ…พ่อ”

โค้ดลับระหว่างเจ้าหญิงลลิสสากับกาบีร์ องครักษ์ประจำพระองค์ หากตกอยู่ในอันตรายเจ้าหญิงน้อยจะเรียกกาบีร์ว่า ‘พ่อ’ เพราะเธอมีเพียงรานีอุษมาที่เลี้ยงตนมาแต่เล็ก เป็นทั้งพ่อและแม่ในคนเดียวกัน

“ทรงใช้เบอร์ของพวกมันโทรเข้ามือถือใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ”

“ค่ะพ่อ”

“กระหม่อมจะรีบให้คนตามรอยเบอร์นี้ให้เร็วที่สุด ทรงบรรยายสถานที่มาได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ มีจุดเด่นอะไรบ้าง”

“ลิสสาไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนค่ะพ่อ รู้แต่ว่าเลยออกจากตลาดพอสมควร เป็นร้านขายของชำ ด้านหน้า…”

ตู๊ด!!!

เสียงสัญญาณขาดหายไป เจ้าหญิงลลิสสามองปลายนิ้วสีเข้มที่กดตัดสัญญาณด้วยความขุ่นเคือง แต่เพราะอยู่ในห้วงเวลาคับขันจึงแสร้งข่มอารมณ์ขุ่นมัวแล้วเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายอย่างตื่นตระหนก

“ฉันจะพาหนูไปส่งที่ตลาดเอง”

ชายฉกรรจ์คนนั้นตัดบท พาเด็กหญิงแปลกหน้าออกมาถึงแค่หน้าอาคาร ชายอีกคนก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากด้านในแล้วพูดภาษากุณฑ์ชาลารัวเร็วจนเธอฟังไม่ทัน ต้องอาศัยชายอีกคนแปลให้

“พี่ใหญ่อยากให้หนูเข้าไปพบ พี่ใหญ่จะให้รางวัลหนู”

เจ้าหญิงลลิสสาส่ายหน้าหวือ ขืนเดินผ่านม่านสีเข้มเข้าไปข้างในเธอคงไม่ได้ออกมาอีก แค่เธอแข็งใจฝืนความกลัวพาคนเจ็บมาส่งถึงที่หมายก็นับว่าใช้ความกล้าหาญมากแล้ว

“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เรื่องเล็กน้อย เราต้องรีบไปแล้ว พ่อเรารออยู่”

“แต่พี่ใหญ่ต้องการพบหนู”

“งั้นให้เขาออกมาดีกว่า เราไม่เข้าไปหรอก”

ครู่หนึ่ง ‘พี่ใหญ่’ ก็ถูกพยุงเดินออกมาหาเด็กหญิงตัวเล็กที่ยืนเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก ทำทีเชิดหน้ายืนขึงไหล่ตรงอย่างทระนง ทั้งที่ดวงตาสุกใสเจือความกังวลทำให้เขาลอบชื่นชมในใจ ก่อนยื่นมือหนาไปตรงหน้า

“แทนคำขอบคุณ”

เจ้าหญิงน้อยหรี่ตามอง ‘เขี้ยวสัตว์’ บนฝ่ามือนั้นด้วยสีหน้างุนงง

“เขี้ยวเสือ…ฉันให้!”

“พี่ใหญ่!”

ชายฉกรรจ์ที่ยืนล้อมอยู่บริเวณนั้นร้องเสียงหลง มองเขี้ยวเสือในมือ ‘พี่ใหญ่’ ด้วยท่าทีตระหนก แต่พอเห็น ‘พี่ใหญ่’ ส่งสายตาปราม พวกเขาจำต้องก้มหน้างุด

“รับไปสิ”

“ไม่เอาหรอก”

“เมื่อกี้ยังขอรางวัลอยู่เลย”

“แล้วไอ้นี่ขายได้ราคาไหม”

เขาหัวเราะเสียงแผ่ว หากไม่บาดเจ็บเสียงหัวเราะคงไม่ขาดช่วงแบบนี้

“ถ้าจะขายก็เอาคืนมา เอาเงินไปแทน”

เจ้าหญิงลลิสสาก้มดูเขี้ยวเสือสีขาวออกเหลืองในมือหนาอย่างสนใจก่อนหยิบมาพลิกเล่น

“ขอบใจนะลุง”

ทูลกระหม่อมย่าเคยตรัสว่าพวกนักรบภูเขาจะพกเขี้ยวเสือติดตัว หรือว่าเขาจะเป็น…

“ทำไมลุงพกเขี้ยวเสือเหมือนพวกนักรบภูเขาของกุณฑ์ชาลาล่ะ”

เรียวคิ้วหนาเลิกขึ้น ชายฉกรรจ์ตัวใหญ่ซึ่งยืนล้อมกรอบเป็นป้อมปราการมีสีหน้าตกใจเช่นเดียวกัน

“อายุไม่น่าเกินสิบขวบ รู้จักนักรบภูเขาได้ยังไง”

“ก็ทู…ย่าเคยเล่าให้เราฟัง ย่าบอกว่านักรบภูเขาเก่งมาก ใครก็ล้มไม่ได้ เสียดายที่มีเจ้านายผิด เลยหายสาบสูญ”

“ก็แค่เรื่องเล่าในตำนาน”

“ถ้าลุงไม่ใช่นักรบภูเขาของกุณฑ์ชาลา แล้วทำไมลุงพกเขี้ยวเสือ”

“เป็นคนภูเขา มีเขี้ยวเสือไม่เห็นจะแปลก”

“แต่มันดูมีค่ามาก น้องๆ ของลุงยังตกใจที่ลุงให้เขี้ยวเสือเราเลย”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าฉันเป็นนักรบภูเขา เธอจะแจ้งตำรวจรึไง”

“เราไม่แจ้งตำรวจหรอก”

แต่จะบอกองครักษ์ให้มาลากคอเข้าคุกให้หมด

เจ้าหญิงลลิสสาเข่นเขี้ยวในใจ อุตส่าห์แบกคนตัวใหญ่มาเป็นกิโล หากปล่อยให้ผู้ชายคนนี้หลุดรอดเงื้อมมือไปได้ อย่ามาเรียกเธอว่าเจ้าหญิงลลิสสาเลย

คอยดูเถอะ! จะให้คุณกาบีร์จับไปทรมาน มือข้างไหนเอามีดจิ้มเอว จะบอกคุณกาบีร์หั่นให้กุด

“เราไปได้รึยังลุง”

เจ้าหญิงน้อยเค้นเสียงขึงขัง ฝืนวางมาดราวกับผู้ใหญ่ ทั้งที่สูงไม่ถึงข้อศอกของคนหน้าดุด้วยซ้ำ

“เราน่ะชื่ออะไร”

“แล้วลุงล่ะชื่ออะไร คงไม่ได้ชื่อ ‘พี่ใหญ่’ หรอกใช่ไหม”

คนเจ็บหัวเราะเต็มเสียงกับคู่ต่อกรจอมแสบพลางยกมือขึ้นกุมบั้นเอว

“เธอไปเถอะ คนของฉันจะไปส่ง”

แล้วชายฉกรรจ์สองคนก็พาเจ้าหญิงลลิสสาลัดเลาะไปส่งแถวตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่าน

“พวกฉันส่งแค่นี้ หนูเดินตรงไปอีกหน่อยก็ถึงหน้าตลาดแล้ว”

“อืม ขอบใจนะ”

เจ้าหญิงลลิสสาแจกรอยยิ้มแฉ่งให้ แต่ก่อนจากกันจู่ๆ ชายคนหนึ่งก็พูดขึ้น

“เก็บเขี้ยวเสือไว้ให้ดีๆ อย่าขายนะ”

“มีค่ามากเหรอ” ชายสองคนนั้นพยักหน้า “งั้นพวกลุงเก็บไว้เถอะ เราไม่เอาหรอก”

“ไม่ได้ๆ ขืนพี่ใหญ่รู้ว่าพวกเราขัดคำสั่ง มีหวัง…”

ชายคนนั้นเม้มปาก หยุดคำพูดตัวเองไว้ทัน ก่อนจะกล่าวอำลาเด็กหญิงตัวน้อย แล้วรีบสาวเท้ากลับทางเดิม พอแน่ใจว่าอยู่ตามลำพังแล้วเจ้าหญิงลลิสสาก็รีบเปิดกระเป๋าหยิบโทรศัพท์มือถือกดโทรออกทันที

“คุณกาบีร์ ลิสสาเองค่ะ”

เธอบอกจุดที่ตนยืนอยู่ รอไม่นานองครักษ์หนุ่มก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบมาหา

“เป็นยังไงบ้างพ่ะย่ะค่ะ บาดเจ็บตรงไหนรึเปล่า”

“ลิสสาไม่เป็นอะไร แต่มีเรื่องจะให้คุณกาบีร์ทำ”

หลังเท้าความเรื่องที่เกิดขึ้นเจ้าหญิงน้อยก็อาสาพาองครักษ์และตำรวจเกือบยี่สิบนายย้อนกลับไปยังร้านขายของชำแห่งนั้น ทว่าเมื่อไปถึงกลับพบว่าอาคารพาณิชย์ดังกล่าวปิดประตูแน่นหนาเหมือนไม่มีคนอยู่

“หายไปไหนแล้ว เมื่อกี้ยังยืนออกันอยู่ข้างหน้าเลย” เจ้าหญิงลลิสสาเอ่ยอย่างหัวเสีย

“พังประตูเข้าไป”

ตำรวจใช้ชะแลงเหล็กพังประตูเหล็กม้วนตามคำสั่ง แต่เมื่อเข้าไปในอาคารได้กลับไม่พบผู้ใด ข้าวของข้างในถูกวางระเกะระกะและเอียงกระเท่เร่เหมือนถูกทิ้งร้าง ไม่ได้เป็นระเบียบเหมือนเมื่อครู่ ทำให้เหล่าตำรวจทหารที่มาด้วยพากันจับจ้องเด็กหญิงราวกับว่าเธอเป็นเด็กเลี้ยงแกะ

“ลิสสามาที่นี่จริงๆ นะคุณกาบีร์”

“พวกมันอาจจะหนีไปแล้วก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”

เจ้าหญิงลลิสสากวาดตามองไปรอบๆ อย่างขัดใจ ถ้าจับตัวคนร้ายได้อย่างน้อยทูลกระหม่อมย่าคงบ่นเธอน้อยลงเพราะอย่างน้อยตนก็สร้างความดีความชอบบ้าง แต่นี่นอกจากจับคนร้ายไม่ได้แล้ว เธอยังถูกมองเป็นเด็กเลี้ยงแกะอีก มีหวังคงถูกกักบริเวณเป็นเดือนแน่ๆ

“กระหม่อมจะลองไปสอบถามชาวบ้านแถวนี้ดูพ่ะย่ะค่ะ” กาบีร์หายไปครู่หนึ่งก็เดินส่ายหน้ากลับมา“คนพวกนั้นมาปักหลักที่นี่ไม่กี่วันก่อน แต่เพิ่งนั่งรถจากไปเมื่อครู่นี่เองพ่ะย่ะค่ะ”

เจ้าหญิงลลิสสากวาดมองบริเวณรอบๆ อีกครั้งก่อนถอนหายใจอย่างจำนน

“กลับกันเถอะค่ะคุณกาบีร์ ลิสสาเหนื่อยแล้ว”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“คุณกาบีร์ช่วยปิดเรื่องนี้ไว้ได้ไหมคะ”

“เอ่อ…ตอนกระหม่อมออกมาจากวัง คาดว่ารานีจะทรงทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

แย่แล้ว…กักบริเวณแหงๆ

เจ้าหญิงลลิสสาหน้าง้ำ เดินไปขึ้นรถโฟร์วีลส์ซึ่งเคลื่อนเข้ามาจอดรออยู่หน้าอาคาร โดยมีองครักษ์หนุ่มก้าวตามขึ้นไป หลังจากขบวนมหาดเล็กและตำรวจเคลื่อนออกไปครู่หนึ่ง กลุ่มชายฉกรรจ์ก็ก้าวออกมาจากที่ซ่อน หรือจะเรียกให้ชัดคือออกมายืนที่ระเบียงของอาคารซึ่งตั้งอยู่บนถนนฝั่งตรงข้ามร้านชำนั่นเอง

“เด็กคนนั้นเป็นใคร” พี่ใหญ่ถามเสียงเครียด

“กระหม่อมจะสอบถามให้พ่ะย่ะค่ะ” ผู้เป็นลูกน้องตอบรับอย่างนอบน้อมด้วยเพราะฐานะแท้จริงของพี่ใหญ่นั้นเป็นถึงมกุฎราชกุมารของกุณฑ์ชาลา

หลังรับคำแล้ว เขาก็จัดการโทรศัพท์ไปหาชายชราซึ่งยืนห่างจากร้านชำไม่ไกลนัก อาคารแถวนี้ล้วนเป็นที่อยู่อาศัยของคนกุณฑ์ชาลาที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานและทำมาหากินในพูรัม บางคนย้ายมาค้าขาย แต่บางคนก็เป็นคนที่ ‘พี่ใหญ่’ ส่งเข้ามาแทรกซึมในพูรัม เพียงครู่เดียวเขาก็ได้รับคำตอบ

“เด็กผู้หญิงคนนั้นคือเจ้าหญิงลลิสสา หลานสาวของรานีอุษมาพ่ะย่ะค่ะ”

ราชนิกุลหนุ่มหัวเราะหึๆ ยามหวนนึกถึงเรื่องราวของเจ้าหญิงคนนี้ เจ็บใจนักที่ถูกเด็กแสบพาพรรคพวกบุกมาจับตนเอง หากเขาไม่บาดเจ็บเพราะถูกศัตรูตามล่า คงไม่ถูกเจ้าหญิงน้อยเอาคืนเสียแสบสันแบบนี้

“กระหม่อมขอถามได้ไหมพ่ะย่ะค่ะว่าเหตุใดพระองค์ถึงมอบเขี้ยวเสือให้กับเจ้าหญิงลลิสสา มันเป็นของโบราณตกทอดมา ทรงหวงแหนมาก กระหม่อมไม่คิดว่า…”

“แล้วใครบอกว่าฉันให้ของจริงไป”

“ถ้างั้นเขี้ยวเสือนั่น…”

“แค่ของเลียนแบบที่บรรจุจีพีเอสติดตามตัวไว้”

มหาดเล็กของเจ้าชายฌาร์มานเลิกคิ้ว “เหตุใดจึงทำเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ”

“ทีแรกตั้งใจว่าจะส่งของรางวัลไปตอบแทนที่ช่วยชีวิต แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว แสบแบบนี้ต้องเอาคืน”

เจ้าชายฌาร์มานกดมุมปากด้วยรอยเยาะหยัน ไม่เคยมีใครกล้าลูบคมตนเช่นนี้มาก่อน ยิ่งคนคนนั้นเป็นเด็กหญิงตากลมตัวกะเปี๊ยก ยิ่งทำให้ฌาร์มานรู้สึกคันไม้คันมือ อยากจับเด็กแสบมาฟาดสักสองสามที

“หายดีเมื่อไร คงต้องแวะไปทักทายซะหน่อย!”

บทที่ 1

สิบปีต่อมา

“เสียดายที่คุณกาบีร์ไม่ได้มาด้วย”

“ไม่มาก็ดีแล้ว อย่าลืมสิเพคะว่าเขาไม่ใช่องครักษ์ของเจ้าหญิงแล้ว”

เจ้าของเสียงเป็นสาวร่างท้วมสวมชุดส่าหรีสีเขียวกำลังเดินเคียงร่างเล็กอ้อนแอ้นไปยังประตูทางออกสนามบินนานาชาติกุณฑ์ชาลาโดยมีขบวนเจ้าหน้าที่ทูต ข้าราชการและองครักษ์หลายคนจากพูรัมคอยตามประกบด้านหลัง

“ลิสสาชอบลืมอยู่เรื่อยเลย คุณกาบีร์ดูแลลิสสามาตั้งแต่เล็ก พอลิสสาไปเรียนอังกฤษ พี่ราชเลยย้ายคุณกาบีร์ไปนั่งตำแหน่งใหญ่ขึ้น จะให้เป็นองครักษ์ลิสสาไปจนแก่ได้ไงเนอะ”

“ขนาดไปรับตำแหน่งใหญ่ๆ โตๆ ในกระทรวงแล้ว ยังแวะมาฝากท้องที่ตำหนักแทบจะทุกอาทิตย์ คนอะไรเห็นแก่กิน”

น้ำเสียงกระเง้ากระงอดนั้นชวนให้เจ้าหญิงหน้าหวานหวนนึกถึงเหตุผลเบื้องหลังที่กาบีร์ถูกย้ายเข้ากรมกองไม่ได้ เขากับพี่เลี้ยงมันจูเคยเป็นคนรักกันมาก่อน แต่องครักษ์หนุ่มพลาดทำผู้หญิงอื่นท้องจนเป็นเหตุให้ต้องแต่งงานด้วย หากให้กาบีร์อยู่อารักขาเธอต่อคงพานเข้าหน้ากันไม่ติด พี่ชายของเธอก็เลยย้ายเขาไปตำแหน่งอื่น

“เขาแวะมาเพราะพี่มันจูรึเปล่าจ๊ะ”

“เฮอะ! ผู้ชายหลายใจแบบนั้น หม่อมฉันไม่แลให้เสียสายตาหรอกเพคะ”

“คุณกาบีร์พลาดท่าทำผู้หญิงคนนั้นท้องเลยต้องรับผิดชอบ พี่มันจูก็เห็นว่าคุณกาบีร์กับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้รักกัน แต่ต้องอยู่ด้วยกันเพื่อรับผิดชอบลูก ตอนนี้ลูกเขาก็โตแล้ว แถมคุณกาบีร์ยังหย่าแล้วด้วย เป็นพ่อม่ายเนื้อหอมเชียวนะพี่มันจู”

คนถูกแซวส่งเสียงฮึขึ้นจมูกจนเจ้าหญิงลลิสสากลั้นสรวลแทบไม่อยู่

“แหม อย่าใจแข็งนักเลยพี่มันจู ลิสสารู้หรอกว่าคุณกาบีร์แคร์พี่มันจูแค่ไหน”

“ถ้าแคร์หม่อมฉันจริง คงไม่ทำแม่นั่นท้องจนกลายเป็นข่าวฉาวไปทั่ววังหรอกเพคะ”

“โอ๋ๆ พี่มันจูอย่าน้อยใจไปเลยนะ ใครไม่รักก็ช่างเขา ลิสสารักพี่มันจูก็พอแล้ว”

“หม่อมฉันไม่ได้น้อยใจหรอกเพคะ เรื่องมันผ่านมาหลายปีแล้ว รื้อฟื้นขึ้นมาก็ไม่มีประโยชน์” มันจูพูดอย่างปลงๆ ก่อนหันไปมองผู้คนที่เดินขวักไขว่ในสนามบินจนหนาตา “คนเยอะจังเลยนะเพคะ”

“ไม่เยอะได้ยังไงล่ะพี่มันจู นี่สนามบินนะ” น้ำเสียงหวานใสเอ่ยแซวพลางแย้มยิ้มให้พี่เลี้ยงวัยต้นสี่สิบ

“สนามบินพูรัมยังคนไม่เยอะขนาดนี้เลยเพคะ”

“พูรัมกับกุณฑ์ชาลาเหมือนกันที่ไหนล่ะ แค่สนามบินก็กว้างขวางทันสมัยกว่าพูรัมตั้งเยอะ”

“กุณฑ์ชาลาเงินหนากว่านี่เพคะ เอาเงินมาถมแม่น้ำจนราบเป็นพื้นดินยังเหลือด้วยซ้ำ”

ลลิสสายิ้มบางๆ ดึงแขนเสื้อยืดลายทางลงมาคลุมเสมอข้อมือเพราะรู้สึกถึงลมหนาวที่แทรกตัวผ่านช่องว่างหน้าต่างเข้ามา ยังดีที่เธอสวมกางเกงยีนเนื้อหนาเลยค่อยยังชั่วหน่อย

“ทำไงได้ล่ะพี่มันจู พูรัมไม่มีเหมืองทอง ไม่มีสินแร่หายากเหมือนกุณฑ์ชาลานี่นา ไม่งั้นเราคงมีเงินมาสร้างโน่นสร้างนี่ให้ทันสมัยไม่ต่างจากกุณฑ์ชาลาหรอก”

“เสียดายที่พูรัมมีแต่สินค้าเกษตรนะเพคะ”

“สินค้าเกษตรก็ไม่แย่นักหรอกพี่มันจู เลี้ยงปากเลี้ยงท้องผู้คนได้”

“จริงด้วยเพคะ ลองพูรัมไม่ส่งสินค้าเกษตรให้กุณฑ์ชาลา ดูสิ จะทนได้ถึงอาทิตย์ไหม”

เจ้าหญิงน้อยส่ายหน้าค้าน “เราไม่ขายให้กุณฑ์ชาลา เขาก็หันไปซื้ออินเดียแทน เราไม่ได้มีแต้มต่อเยอะหรอกพี่มันจู ไม่งั้นพี่ราชคงไม่ขอร้องแกมบังคับให้ลิสสามาร่วมงานวันเกิดของมหาราชาหรอก”

“หม่อมฉันคิดว่าฝ่าบาททรงหวังดีหรอกเพคะถึงส่งเจ้าหญิงมาร่วมงาน”

“ร้อยวันพันปีมหาราชาไม่เคยจัดงานวันเกิด จู่ๆ ปีนี้ทำไมถึงจัด แล้วจัดเป็นงานภายใน ทำไมต้องเชิญลิสสามาด้วย ส่งท่านทูตไปแทนก็ได้ นี่อะไร สั่งให้ลิสสาบินตรงมาจากลอนดอน ยังเที่ยวไม่ทันชุ่มปอดเลย”

“ฝ่าบาททรงสนิทกับมหาราชาฌาร์มานนี่เพคะ หากส่งแค่ทูตอาจไม่สมพระเกียรติกระมังเพคะ”

“แล้วส่งลิสสามาสมพระเกียรติที่ไหน อย่างน้อยถ้าพี่ราชไม่ว่างก็ต้องส่งระดับรานีปัทมาวตีรึเปล่า ส่งเจ้าหญิงกิ๊กก๊อกมาทำไมก็ไม่รู้”

“ฝ่าบาทคงอยากให้เจ้าหญิงน้อยมีพระสหายเพิ่มล่ะมังเพคะ”

คำตอบนั้นทำให้เจ้าหญิงลลิสสาส่ายหน้าหวือ

“ไม่เห็นอยากรู้จักเลย ลิสสาเคยเจอพวกเชื้อพระวงศ์กุณฑ์ชาลาที่ลอนดอน แต่ละคนโอ้อวดทับถมคนอื่นอย่างกับอะไร เห็นแล้วไม่อยากเข้าใกล้ กลัวคนอื่นจะรู้ว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน”

“มหาราชาคงไม่เป็นแบบนั้นหรอกเพคะ”

“ไม่เป็นหรอก รายนี้ขึ้นชื่อเรื่องความโหด กุดหัวคนเป็นว่าเล่น”

“ข่าวลือทั้งนั้นเพคะ”

เจ้าหญิงลลิสสาหรี่ตาแคบลงก่อนเย้ากลั้วหัวเราะ

“ถ้าพี่มันจูไม่เลี้ยงลิสสามาตั้งแต่เล็ก ลิสสาคงคิดว่าพี่มันจูเป็นหนอนบ่อนไส้ของกุณฑ์ชาลาแล้ว”

“ว้าย!!! หาคุกให้หม่อมฉันแล้วนะเพคะเจ้าหญิงน้อย”

มันจูยกมือขึ้นทาบอก ขณะที่เจ้าหญิงลลิสสากลับหัวเราะเสียงใส ทำเอามันจูค้อนปะหลับปะเหลือก มันจูเห็นเจ้าหญิงน้อยเป็นเหมือนลูกสาวตัวน้อยของตนเสมอมา แม้ว่าบัดนี้เจ้าหญิงน้อยเติบใหญ่เป็นหญิงสาวแสนสวย เป็นที่หมายปองของราชนิกุลต่างชาติและลูกหลานคหบดีทั่วพูรัมแล้วก็ตาม

“ลิสสาล้อเล่นน่า พี่มันจูตกใจไปได้”

“ล้อเล่นแบบนี้หม่อมฉันไม่สนุกด้วยนะเพคะ ขืนมหารานีได้ยินเข้า หม่อมฉันคงชะตาขาด”

“พี่วตีไม่ดุสักหน่อย”

“พระทัยดีกับเจ้าหญิงองค์เดียวน่ะสิเพคะ แต่กับนางกำนัลทรงเข้มงวดนัก”

“ลิสสาจะฟ้องพี่วตีว่าพี่มันจูนินทา”

“โธ่ เจ้าหญิงน้อย อย่าแกล้งหม่อมฉันสิเพคะ”

เจ้าหญิงน้อยหัวเราะคิก พลางโอบไหล่พระพี่เลี้ยงด้วยท่าทีเป็นกันเอง

“โอ๋ๆ ลิสสาล้อเล่นน่า ไม่แกล้งแล้วก็ได้ ขืนพี่มันจูทนไม่ไหวลาออกไป ลิสสาจะหาใครแกล้ง…เอ้ย ใครที่รู้ใจได้เท่าพี่มันจูอีกล่ะ”

“ทรงแหย่หม่อมฉันอยู่เรื่อย ไม่เห็นใจคนแก่บ้างเลย”

“ใครว่าพี่มันจูแก่ ลิสสาจะตีปากให้”

กิริยาน่ารักน่าเอ็นดูที่เห็นจนชินตาทำให้มันจูโกรธเจ้าหญิงน้อยไม่ลง ขณะที่พระพี่เลี้ยงกำลังคิดอะไรเพลินๆ ระหว่างเดินตามเจ้าหน้าที่มายังประตูทางออก จู่ๆ ความสงสัยก็ถาโถมเข้ามาเมื่อเห็นรถยนต์เอสยูวีสีดำติดฟิล์มมืดจำนวนสี่คันจอดห่างไปในระยะไม่ไกลนัก

“แปลกจัง ทำไมเจ้าหน้าที่ถึงพามาประตูข้างล่ะ รวยอู้ฟู่ระดับกุณฑ์ชาลารับรองแขกด้วยรถเอสยูวีเหรอเพคะ ทำไมไม่ส่งรถหรูกว่านี้มารับ เหมือนไม่ให้เกียรติเจ้าหญิงน้อยของหม่อมฉันเลย”

“ลิสสาบอกแล้วไงว่าส่งเจ้าหญิงกิ๊กก๊อกมาร่วมงานวันเกิด หรือจะสู้ส่งพี่วตีมาล่ะ”

“แต่หม่อมฉันว่า…”

“ไปเถอะ ลิสสาอยากเข้าโรงแรมเต็มที ง่วงจังเลย นอนบนเครื่องมาก็ไม่หลับ”

“จะบรรทมได้ยังไงล่ะเพคะ ทรงดูหนังทั้งคืน”

“นั่งเครื่องเฉยๆ มันเบื่อนี่นาพี่มันจู จากลอนดอนมากุณฑ์ชาลาตั้งหลายชั่วโมง”

“หม่อมฉันก็บอกให้เสด็จตั้งแต่เมื่อวาน วันนี้จะได้มีเวลาพักผ่อน แล้วค่อยไปร่วมงานฉลองในวันพรุ่งนี้ แล้วดูสิเพคะ ทรงห่วงแต่ปาร์ตี้กับพระสหายจนลืมดูแลองค์เอง”

“เรียนจบทั้งทีไม่ปาร์ตี้ได้ยังไงล่ะพี่มันจู แล้วอีกอย่างเพื่อนๆ ลิสสาน่ะระดับลูกหลานมหาเศรษฐีกับนักการเมืองทั้งนั้น คีพคอนเน็กชั่นไว้ วันหลังเกิดปัญหากับกุณฑ์ชาลา จะได้ขนผักขนหมูไปขายพวกเขาไงล่ะ”

“ไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหญิงสักหน่อย ทรงรอวันเษกสมรสดีกว่าเพคะ”

เจ้าหญิงลลิสสาเบะปาก “เชยสุดๆ เลยพี่มันจู โลกมันไปถึงไหนแล้ว เดี๋ยวนี้ผู้หญิงทำงานทัดเทียมผู้ชายเยอะแยะ ลิสสากลับถึงพูรัมเมื่อไร จะปฏิวัติความคิดสาวๆ ให้หมด มีชีวิตอยู่เพื่อตัวเอง ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินไปสู่ขอผู้ชายอีกแล้ว”

ดวงตากลมโตสุกใสเปล่งประกายแรงกล้าอย่างหมายมั่นในใจ

“คิดเช่นนี้ได้ยังไง มันผิดธรรมเนียมนะเพคะ”

“ธรรมเนียมล้าสมัยก็ยกเลิกไปสิพี่มันจู ที่สำคัญใครบอกพี่มันจูว่าลิสสาจะแต่งงาน”

“อ้าว! ไม่เษกสมรส แล้วจะทรงทำอะไรเพคะ”

“ก็ทำงานน่ะสิ ลิสสาจะเป็นอาร์ติสต์สร้างงานศิลปะของพูรัมให้ดังไปทั่วโลก เป็นเจ้าหญิงสวยแซ่บไปจนแก่เลย”

“แล้วหนุ่มๆ ที่ต่อแถวจีบเจ้าหญิงน้อยไม่อกหักแย่เหรอเพคะ”

“ช่วยไม่ได้ อยากรอก็รอไป แต่ไม่แน่นะ ถ้าได้ทองสักยี่สิบตันเป็นค่าสินสอด ลิสสาอาจจะคิดอีกที”

“ทองตั้งยี่สิบตัน ผู้ชายหน้าไหนจะยอมยกให้ล่ะเพคะ”

“ลิสสาก็เลยจะอยู่เป็นโสดไปจนแก่น่ะสิจ๊ะ”

“เฮ้อ! หม่อมฉันทูลรานีแล้วว่าอย่าส่งพระองค์ไปเรียนที่ลอนดอน พวกฝรั่งมังค่าความคิดความอ่านไม่เหมือนชาวพูรัม รานีก็ตามพระทัยเจ้าหญิงน้อยตลอด แล้วดูสิเพคะ ดำริแต่ละอย่าง แผลงๆ ทั้งนั้น”

“ลิสสาเชื่อว่าถ้าพี่วตีไม่เจอพี่ราชก่อน พี่วตีก็คงคิดแบบลิสสานี่แหละ”

“แต่หม่อมฉันว่าเจ้าหญิงเสด็จร่วมงานคราวนี้อาจทรงพบเจ้าชายในฝันก็ได้นะเพคะ”

“ไม่มีทาง ลิสสาตรวจสอบรายชื่อแขกแล้ว หากไม่แต่งงานแล้วก็แก่หงำเหงือก ไม่มีใครน่าสนสักคน”

“แล้วมหาราชาล่ะเพคะ ทรงรูปงามนัก แถมยังไม่เษกสมรสด้วยนะเพคะ”

“ยังไม่เษกสมรส แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีสนมนางในสักหน่อย แล้วอีกอย่างลิสสาได้ยินคนลือกันว่าฝ่าบาทโปรดเพศเดียวกัน จะว่าไปก็เข้าเค้าอยู่นะพี่มันจู ฝ่าบาทเป็นเพื่อนพี่ราช อายุอานามคงสักสี่สิบกว่าแล้ว”

“สามสิบเก้าเพคะ”

“ก็เหยียบสี่สิบนั่นแหละ แต่จนป่านนี้ยังไม่แต่งงาน จะให้คิดเป็นอื่นได้ไงล่ะ ถ้าไม่เป็นเพราะมีสนมนางในเพียบ ก็ต้องชอบผู้ชายด้วยกันแหงเลย”

“ไม่น่าเป็นไปได้นะเพคะ ฝ่าบาททรงเป็นหัวหน้าหน่วยรบเขี้ยวพยัคฆ์ จะเป็นเกย์ได้ยังไงเพคะ”

“ยิ่งน่าสงสัยเข้าไปใหญ่ หน่วยรบที่มีแต่ผู้ชายตัวล่ำบึ้กอาจจะถูกพระทัยก็ได้”

“อย่าทรงเอ็ดไปนะเพคะ ใครได้ยินเข้าจะหาว่าเจ้าหญิงหลู่พระเกียรติ”

“ลิสสาก็พูดให้ได้ยินแค่สองคนนี่แหละ ข้างนอกนี่หนาวจังนะพี่มันจู”

“ประเทศในหุบเขาก็แบบนี้แหละเพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าช่วงนี้มีลมมรสุมด้วย บางวันก็ฝนตกหนัก บางวันก็มีหิมะเพคะ”

ไม่ทันขาดคำกลุ่มลมหนาวก็พัดกรรโชกผ่านประตูทางออก เส้นผมยาวกลางแผ่นหลังปลิวสยายไปตามแรงลมจนต้องยกผ้าคลุมขึ้นกระชับวรกาย

“ประทับบนรถก่อนเถอะเพคะ”

มันจูหลีกทางให้ผู้เป็นนายก้าวขึ้นไปบนรถพระที่นั่งซึ่งจอดรออยู่หน้าประตูทางออก โดยมีเจ้าหน้าที่สวมเครื่องแบบประจำราชวงศ์โค้งคำนับเจ้าหญิงอยู่ที่ข้างรถ

“กระเป๋าของเจ้าหญิงมาครบไหม”

“เรียบร้อยครับคุณมันจู เดี๋ยวผมนำไปใส่รถคันหลังครับ”

มันจูพยักหน้ารับพลางกำชับองครักษ์ซึ่งอยู่อารักขาเจ้าหญิงลลิสสาที่ลอนดอนมาตลอด

“สัมภาระของเจ้าหญิงแพงๆ ทั้งนั้น มีชุดที่องค์รานีกำชับให้ใส่ร่วมงานฉลองพระชนมพรรษาด้วย หายไม่ได้เด็ดขาด”

“ครับคุณมันจู ผมจะลำเลียงขึ้นรถเองครับ”

องครักษ์เข็นรถตามเจ้าหน้าที่ชายที่สวมกางเกงสีขาวคลุมทับด้วยเสื้อคอตั้งยาวปิดเข่าสีน้ำเงินติดเข็มกลัดตราราชวงศ์ไว้ที่อกเสื้อไป หลังจากมันจูและเจ้าหญิงก้าวขึ้นรถแล้ว รถยนต์พระที่นั่งก็เคลื่อนออกจากจุดจอดรถทันทีทำเอาพี่เลี้ยงท้วงขึ้น

“ไม่ต้องรอคันอื่นก่อนเหรอคะคุณ องครักษ์ของเจ้าหญิงยังไม่ได้ขึ้นรถเลย”

“เดี๋ยวก็ตามมาครับคุณ สนามบินคนเยอะ จอดนานไม่ได้”

“ที่นี่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองกันแบบนี้เหรอคะ ปกติจะมีจุดจอดรถวีไอพีโดยเฉพาะนะ แล้วก็ไม่ใช่จะมาเร่งแขกกันแบบนี้ด้วย”

“ขอโทษครับคุณผู้หญิง วันนี้ผมต้องวิ่งรอกรับแขกวีไอพีจากหลายประเทศ เลยต้องรีบทำเวลาครับ”

“แต่ว่า…”

“ช่างเถอะพี่มันจู อย่าเรื่องมากเลย เขาจะว่าเอาได้” เจ้าหญิงน้อยโบกมือตัดบท ก่อนยกมือขึ้นนวดขมับ “ลิสสาเวียนหัวจัง พี่มันจูให้เขาขับช้าลงหน่อยสิจ๊ะ”

มันจูซึ่งเริ่มมีอาการวิงเวียนศีรษะไม่ต่างจากเจ้าหญิงน้อยยื่นหน้าไปบอกคนขับรถหนวดเฟิ้มเสียงเขียว

“ขับช้าๆ หน่อยคุณ เจ้าหญิงทรงเวียนพระเศียร”

ทว่านอกจากจะไม่ตอบแล้ว คนขับรถยังไม่ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย สัญชาตญาณระวังภัยร้องเตือน มือบางเลื่อนแตะเขี้ยวเสือที่คอราวกับเป็นเครื่องรางสำคัญ

ตั้งแต่ได้เขี้ยวเสือมาเธอก็สวมติดกายตลอด เพราะทุกครั้งที่เกิดเหตุคับขัน ไม่นานก็จะมีคนมาช่วยให้รอดปลอดภัยราวกับปาฏิหาริย์ ทว่าดูเหมือนวันนี้เครื่องรางชิ้นนี้จะเสื่อมมนตร์ขลังเสียแล้ว เพราะสติสัมปชัญญะของเธอกำลังนับถอยหลังไม่ต่างจากพี่เลี้ยงที่พิงศีรษะกับพนักพิงไปแล้ว เธอเงยหน้าขึ้นสบตากับคนขับรถผ่านกระจกมองหลังแล้วเปล่งเสียงขุ่นเคืองก่อนสลบไป

“บัง…อาจ!”

 

“จนป่านนี้แล้วทำไมยังไม่โทรมารายงานอีก” เจ้าของเสียงเข้มเดินกลับไปกลับมาในห้องทำงานด้วยสีหน้าร้อนใจ “ให้มาพักในวังก็ไม่ยอม จะไปพักโรงแรมทำไมก็ไม่รู้”

หัวหน้านางกำนัลยิ้มแห้งๆ ก่อนตอบเสียงอ่อน

“ทางพูรัมแจ้งว่าเจ้าหญิงต้องการความเป็นส่วนตัวเพคะ จึงขอพักที่โรงแรม”

ดวงตาดำจัดเปล่งประกายกล้าบ่งบอกความเจ้าอารมณ์ก่อนแค่นเสียงฮึ

“อยู่โรงแรมดูแลความปลอดภัยลำบาก อยู่วังยังอุ่นใจกว่า ไกลหูไกลตาแบบนั้น เกิดอะไรขึ้นจะช่วยทันไหม”

เรือนกายสูงใหญ่ในชุดซัลวาร์ กามีซ* สีน้ำเงินเข้มแลดูบึกบึนตามแบบคนภูเขาเดินกลับไปกลับมาอีกสองสามรอบ เรียวคิ้วหนาบนกรอบหน้ารูปไข่ขมวดเข้าหากันรอบแล้วรอบเล่า

“ฝ่าบาททรงวางองครักษ์ไว้ทั่วโรงแรม คงไม่มีใครกล้าบุกเข้าไปทำร้ายเจ้าหญิงหรอกเพคะ”

“มาธุรี! เห็นว่าเป็นลูกสาวแม่นมแล้วเราจะไม่กล้าดุรึไง”

“โอ๊ย หม่อมฉันกลัวแล้วเพคะ”

ฌาร์มานแค่นเสียงฮึ นัยน์ตาดำจัดบนดวงหน้ารูปไข่ทอประกายวาววับ

ทว่าคนถูกเฉ่งกลับยังทำหน้าระรื่น หากเป็นผู้หญิงคนอื่นถูกมหาราชาจับจ้องไม่วางตา ถ้าไม่กลัวหัวหดก็คงอ่อนระทวยราวขี้ผึ้งลนไฟ แต่คนที่เห็นกันมาตั้งแต่เล็ก รู้นิสัยเจ้าอารมณ์ของอีกฝ่ายดีกลับหลงไม่ลง

เสียงส้นรองเท้าของมหาดเล็กประจำพระองค์ดังกระทบพื้นหินขัดนำมาก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องทรงงาน

“แย่แล้วฝ่าบาท เจ้าหญิงหายไปพ่ะย่ะค่ะ”

“ลิสสาหายไป? หายได้ยังไง คนของเราหายไปไหน!”

เรียวคิ้วหนาของคนฟังมุ่นเข้าหากัน นัยน์ตาดำจัดวาวโรจน์ราวกับมีกองไฟนับพันสุมอยู่ในนั้น

“ตอนกระหม่อมไปถึงห้องรับรองที่สนามบิน คณะของเจ้าหญิงลิสสาก็หายตัวไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

“คณะของลิสสามากันกี่คน”

“สี่คนพ่ะย่ะค่ะ”

“ทำไมมาแค่นั้น คนของพูรัมหายไปไหนหมด”

“ทรงลืมแล้วเหรอพ่ะย่ะค่ะว่าเจ้าหญิงเสด็จมาจากลอนดอน ไม่ได้มาจากพูรัม เจ้าหญิงไม่อยากให้เอิกเกริก ไม่โปรดความวุ่นวาย เลยขอให้ต้อนรับเป็นการส่วนตัว ไม่รบกวนประชาชน”

“ถึงคณะของลิสสาจะน้อย แต่คนของเรามีตั้งหลายคน ทำไมถึงปล่อยให้ลิสสาหายไปได้”

“คือไฟลต์จากลอนดอนมาถึงเร็วกว่ากำหนดพ่ะย่ะค่ะ ทาง ผ.อ. สนามบินบอกว่ากำลังจะส่งคนไปรับคณะของเจ้าหญิงที่เกต แต่มีเจ้าหน้าที่ชิงตัดหน้าไปก่อน”

“เจ้าหน้าที่? คนไหน”

ปานเดย์หน้าซีดเผือด ขนาดทำงานกับเจ้านายมานานเป็นสิบปี พอเจอแววตาดุดันกับน้ำเสียงแข็งกระด้างเอ็ดเข้าก็ชักใจฝ่อเหมือนกัน

“คือ…กระหม่อมเช็กกล้องวงจรปิดของสนามบิน ปรากฏว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์สวมชุดเจ้าหน้าที่ทูตกับชุดเครื่องแบบมหาดเล็กของวังไปรับเจ้าหญิงน้อยก่อนจะพากันไปยังประตูข้าง กระหม่อมตรวจสอบแล้วไม่คุ้นหน้าเลยพ่ะย่ะค่ะ”

“แล้ว ผ.อ. สนามบินว่ายังไง”

“พอกระหม่อมแจ้งว่าเจ้าหญิงน้อยเป็นแขกพิเศษของฝ่าบาท ท่าน ผ.อ. ก็เป็นลมไปเลยพ่ะย่ะค่ะ” องค์ราชันขบฟันกรอด มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเห็นเส้นเลือดปูดโปน “กระหม่อมโทรศัพท์ไปยังโรงแรมที่ประทับ ปรากฏว่าเจ้าหญิงยังไม่ถึงที่ประทับพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมก็เลยประสานกับทางตำรวจให้เช็กกล้องวงจรปิดทุกจุดและติดตามคนร้ายอยู่”

ปัง!

เสียงฝ่ามือกระแทกโต๊ะทำงานทำให้สองหนุ่มสาวสะดุ้งเฮือก ดวงตาดำจัดกร้าวขึ้นจนแม้แต่มาธุรียังต้องก้มหน้างุด

“คาจาล!!!”

ชื่อ ‘ผู้ต้องสงสัย’ เพียงหนึ่งเดียวที่ฌาร์มานคาดว่าอยู่เบื้องหลังการลักพาตัวครั้งนี้ถูกเอ่ยขึ้น คาจาลเป็นทั้งแม่เลี้ยง อดีตมหารานีของกุณฑ์ชาลา และเป็นคู่แค้นของเขามาอย่างยาวนาน

แม้ก่อนหน้านี้คาจาลและพรรคพวกจะขอรอมชอมด้วยเงื่อนไขให้เขาแต่งงานกับหลานสาวของคาจาลเพื่อประสานรอยร้าวระหว่างสองขั้วอำนาจ แต่เขาไม่อาจรับความหวังดีประสงค์ร้ายนั้นได้

“จะทำยังไงดีพ่ะย่ะค่ะ”

ฌาร์มานไม่ตอบแต่ลุกขึ้นไปยืนอยู่ข้างหน้าต่าง กวาดสายตามองเทือกเขาที่ทอดตัวยาวอยู่เบื้องหน้าละม้ายกำลังข่มอารมณ์พลุ่งพล่านและกอบกู้สติกลับมาแก้ปัญหา อึดใจต่อมาเขาก็เดินกลับไปคว้าโทรศัพท์มือถือแล้วกดเข้าแอพพลิเคชั่นบนหน้าจอ ไม่นานสีหน้าคร้ามคมก็ผุดรอยยิ้มขึ้นบนเรียวปากหยักลึก

“ฉันรู้แล้วว่าลิสสาอยู่ที่ไหน!!!”

บทที่ 2

กลิ่นเหม็นอับเหมือนกลิ่นที่มักอบอวลในห้องปิดทึบปลุกร่างเล็กตื่นจากภวังค์ ดวงตากลมโตเบิกโพลงขึ้น สายตาระแวดระวังกวาดมองไปโดยรอบ สัญชาตญาณระวังภัยที่เจ้าหญิงน้อยสั่งสมมาหลายปีเตือนว่าเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย

ตอนนี้เธอกำลังนั่งพิงเสาไม้ต้นใหญ่ภายในกระท่อมทรุดโทรมหลังหนึ่ง บนพื้นไม้กระดานปูด้วยฟางข้าว จังหวะขยับกายเตรียมจะลุกขึ้นเจ้าหญิงน้อยก็พบว่าตนเองถูกตรึงเอาไว้ด้วยเชือกหนาที่ผูกรั้งอยู่ตรงบั้นเอว

“ตื่นแล้วเรอะ!”

เจ้าหญิงน้อยหรี่ตาฝ่าเปลวแดดที่ส่องเข้ามาผ่านทางหน้าต่างเพื่อจับภาพเจ้าของเสียงแหบ เขาเป็นชายรูปร่างหนา สวมเสื้อผ้ามอซอ ที่เอวเหน็บปืนสั้นไว้สองกระบอก

“คุณเป็นใคร”

“เสือก!”

ต้องหยาบคายเบอร์นี้ไหม

ลลิสสาค่อนขอดในใจ แต่เพราะตนตกเป็นรองจึงได้แต่ข่มความไม่พอใจไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย

“แล้วพี่เลี้ยงฉันล่ะ คุณเอาเขาไปไว้ที่ไหน”

“โยนทิ้งข้างทางสิวะ กูจะหิ้วมันมาให้เกะกะทำไม”

“แล้วจับฉันมาต้องการอะไร”

“สวยๆ แบบมึง กูจะต้องการอะไรล่ะวะ”

โจรร่างหนาแสยะยิ้ม ดวงตาเรียวเล็กกวาดมองเหยื่อด้วยแววหื่นกระหาย ทำให้เจ้าหญิงพยายามขยับหนี แผ่นหลังก็เลยยิ่งชนกับเสา วินาทีจนมุมทำให้เธอก้มมองเขี้ยวเสือที่มักสวมติดคอ ทว่าบัดนี้มันกลับอันตรธานหายไป

“หาไอ้นี่อยู่เหรอ”

เขี้ยวเสือกลายเป็นเครื่องรางที่เธอสวมไว้เพื่อความอุ่นใจตลอดหลายปีมานี้ เธอจึงรู้สึกหวาดวิตกลึกๆ เมื่อมันตกอยู่ในมือคนอื่น แต่เพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายจับพิรุธได้เลยแสร้งวางมาดเฉยแทน

“ทำไมเจ้าหญิงจากพูรัมถึงมีเขี้ยวเสือของไอ้พวกนักรบภูเขาวะ”

“ทำไมคิดว่าเป็นเขี้ยวเสือของพวกนักรบภูเขาล่ะ มันก็แค่เขี้ยวเสือธรรมดา แล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นใคร”

“กูไม่ได้โง่โว้ย ข่าวในทีวีออกหราว่ามึงจะมาร่วมงานวันเกิดไอ้ฌาร์มาน”

เจ้าหญิงน้อยหรี่ตามองคนตรงข้าม น้ำเสียงแหบแห้งนั้นแฝงสำเนียงแบบคนฝรั่งเศส

“คุณไม่ใช่คนพูรัม”

“ก็ไม่ใช่น่ะสิวะ”

“แล้วก็ไม่ใช่คนกุณฑ์ชาลาด้วย แต่เป็น…คูชรี?”

คูชรีเป็นประเทศติดทะเลซึ่งมีพรมแดนติดกุณฑ์ชาลาและพูรัม เมื่อก่อนเคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสมาหลายสิบปี ชาวคูชรีจึงติดสำเนียงของเจ้าอาณานิคมกระทั่งถึงปัจจุบัน

“แล้วยังไง กูเป็นโจรจากคูชรีแล้วยังไง”

“เป็นแค่โจรเรียกค่าไถ่ แต่มีเส้นสายอยู่ในกรมพิธีการทูต เดินเข้าออกพื้นที่ชั้นในของสนามบินได้อย่างเปิดเผย แปลว่ามีคนใหญ่คนโตร่วมมือด้วยสินะ คงไม่ใช่โจรกระจอก หรือว่า…รานีคาจาล?”

โจรร่างหนาหน้าถอดสี แหวใส่เสียงเขียว “มึงแส่ให้มันน้อยๆ หน่อยอีเจ้าหญิง เพ้อเจ้อไม่เข้าท่า!!”

หญิงสาวยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน ดวงตากลมโตทอประกายวาวละม้ายตื่นเต้นที่ได้ค้นพบปริศนาสำคัญของโลก

“แปลว่าจริงสินะ รานีให้จับฉันทำไมล่ะ”

เท่าที่ลลิสสาได้ยินมา มหารานีคาจาลคือซูสีไทเฮาเวอร์ชั่นกุณฑ์ชาลา คอยบงการควบคุมราชสำนักชั้นในลามมาจนถึงอยู่เบื้องหลังกลุ่มอำนาจเก่าในกุณฑ์ชาลา ว่าแต่…มันเกี่ยวอะไรกับเจ้าหญิงจากพูรัมเล่า

“ฉันเป็นแค่เจ้าหญิงกิ๊กก๊อกจากพูรัม ไม่ใช่ทายาทสายตรง ไม่มีสิทธิ์ได้บัลลังก์ด้วยซ้ำ ฉันไม่มีอำนาจอะไรเลย จับฉันมาจะต่อรองอะไรได้ เสียเวลาเปล่า”

“เสือก!”

“พูดดีๆ ก็ได้ ไม่เห็นต้องหยาบคายเลย”

“กูจะพูดยังไงก็เรื่องของกู” โจรร้ายสาวเท้าเข้าหาด้วยท่าทีมุ่งร้าย “สวยๆ อย่างมึงไม่น่าสอดรู้เลย”

มือหนายื่นเข้ามาหมายจะบีบคางเจ้าหญิงน้อย แต่ปลายนิ้วยังไม่ทันเอื้อมถึงปลายคางมน เสี้ยววินาทีนั้นเองมีดโค้งก็พุ่งทะลุหน้าต่างแทงเข้าที่กลางฝ่ามือ ก่อนประตูไม้แผ่นหนาของกระท่อมจะล้มตึงในอีกไม่กี่วินาทีถัดมา ลลิสสาผินหน้าไปทางต้นเสียง หรี่ตามองใบหน้าของคนที่ไม่ได้พบมาเป็นแรมปี

“นมัสเต…เจ้าหญิงลิสสา!”

“ลุง!”

‘ลุง’ พยักหน้าทักทายก่อนสาวเท้าเข้ามายืนกลางห้องด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อย เขาสวมผ้าคลุมหนาสีดำยาวลงมาปิดเข่า เผยให้เห็นเพียงกางเกงพอดีตัวสีดำและรองเท้าบูตสีน้ำตาลขะมุกขะมอมดังเช่นทุกครั้งที่เจอกัน โจรร้ายนิ่วหน้า ถลันตัวลุกขึ้นทั้งที่บนฝ่ามืออาบด้วยเลือดสด

“ใครวะ!”

“พ่อมึงไง!”

เขากระตุกยิ้มร้ายกาจ ยกเท้าถีบเข้าที่กลางท้องจนอีกฝ่ายล้มตึงลงไปนอนกองกับพื้น รองเท้าบูตหนากดลงบนกลางอกอีกฝ่าย ก่อนก้มลงกระชากเขี้ยวเสือจากกระเป๋าเสื้ออีกฝ่ายแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกง

“อย่ามาแตะของของกู”

น้ำเสียงแข็งกร้าวดังขึ้นตามมาด้วยส้นรองเท้าบูตที่กระแทกเข้ากลางเป้ากางเกง ก่อนขยี้ซ้ำจนโจรร้ายแผดเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

“มึงกล้าแตะลิสสา ต่อให้มึงไม่อยากตาย กูก็จะสงเคราะห์ให้”

ช่วงขายาวกำลังจะกระแทกลงที่กลางลำตัวอีกครั้ง แต่เสียงหวานใสกลับร้องห้าม

“อย่านะลุง…เราขอ”

“มันทำร้ายเธอ ไม่เห็นรึไง”

“เรารู้ แต่ถ้าลุงฆ่ามัน เราจะไม่รู้ว่าใครจ้างมันมา”

คนที่ถูกเรียกว่าลุงขบฟันกรอด วางเท้าลงบนพื้นไม้ ก่อนเดินไปแก้มัดร่างเล็กแล้วพยุงให้ลุกขึ้น แต่ทันทีที่เขาปล่อยมือ เรือนร่างบางก็เข่าอ่อนเกือบจะทรุดลงไปที่พื้น วงแขนแข็งแรงจึงรวบเอวหญิงสาวไว้ราวกับจะเป็นหลักให้

“ปล่อยเถอะลุง เรายืนได้”

“อย่าดื้อ!”

เขาส่งเสียงเข้มพลางขึงตาใส่ ก่อนเลื่อนแขนจากเอวขึ้นมาประคองไหล่บางแทน จังหวะที่กำลังจะเดินผ่านโจรร้าย สายตาของคนที่ผ่านการต่อสู้มาอย่างโชกโชนก็เหลือบเห็นประกายวาบของมีดเล็กในมืออีกฝ่ายเข้าพอดี ชายหน้าบากจึงยกส้นเท้ากระแทกเข้าที่ใบหน้าอีกฝ่ายจนเกิดเสียงกร๊อบ

“ลุง!”

“ไม่ตายหรอกน่า”

เขาประคองหญิงสาวร่างบางออกมายืนรับลมนอกกระท่อม กลิ่นเหม็นอับจากด้านในถูกแทนที่ด้วยกลิ่นฉ่ำชื้นของผืนป่า กลุ่มลมเย็นพัดโชยเข้ามาทักทายให้ความรู้สึกสดชื่นและเบาสบาย คนในอ้อมแขนขยับตัวออกอย่างเป็นธรรมชาติ

“สวมไว้สิ”

ลลิสสาก้มมองเขี้ยวเสือในมือลุง ก่อนวินาทีต่อมาเขาจะเป็นฝ่ายสวมสร้อยร้อยด้วยเขี้ยวเสือให้โดยที่เธอยังไม่ได้ร้องขอ

“วันหลังอย่าถอดอีก”

“เราไม่ได้ถอด มันขโมยของเราไป” เจ้าหญิงลลิสสาฟ้อง ทำเอา ‘ลุง’ ยิ้มออก

“ติดกายไว้แล้วจะปลอดภัย รู้ใช่ไหม”

เจ้าหญิงน้อยพยักหน้า นับตั้งแต่ได้เขี้ยวเสือมาตอนอายุสิบเอ็ดขวบ วันใดที่สวมเขี้ยวเสือไว้เธอจะปลอดภัยเสมอ แต่หากวันใดเธออยากลองดี พิสูจน์ความขลังของมัน เธอก็มักจะเจอดีจริงๆ แม้ไม่ถึงกับเลือดตกยางออก แต่ก็ต้องเจอกับความซวยอย่างช่วยไม่ได้ หลังจากนั้นหญิงสาวจึงสวมเขี้ยวเสือติดตัวมาโดยตลอด

“ที่เรารอดตายทุกครั้ง เป็นเพราะลุงเหรอ”

ลุงยืนกอดอก ตอบด้วยท่าทีเอื่อยเฉื่อยเหมือนแมวขี้เกียจที่ไม่สนใจโลกรอบตัว

“ฉันดูว่างขนาดนั้นเลยเหรอ”

คำตอบของลุงไม่ทำให้เจ้าหญิงน้อยแปลกใจ เพราะถามแบบนี้ทีไรลุงก็มีท่าทีแบบนี้เสมอ แต่ก็อดซักเขาไม่ได้ทุกที ไม่ใช่แค่ครั้งสองครั้งที่มีคนคิดร้ายกับเธอ ทว่าทุกครั้งที่เกิดขึ้นเธอจะรอดตายราวกับมีปาฏิหาริย์ บางครั้งเป็นลุงที่เข้ามาช่วย แต่ก็มีหลายครั้งที่เป็นคนแปลกหน้ารูปร่างและท่าทางใกล้เคียงนักรบภูเขาแบบลุงมาช่วยเธอไว้แทน ต่อให้เขาไม่ยอมรับ เธอก็คิดว่าคงเป็นคนของเขาแน่ๆ ที่คอยติดตามช่วยเหลือเธอมาตลอด

“เขี้ยวเสือเป็นเครื่องรางของนักรบภูเขา มันจะช่วยคุ้มครองเธอ”

“ถ้างั้นนักรบภูเขากับหน่วยเขี้ยวพยัคฆ์ของกุณฑ์ชาลาคือกลุ่มเดียวกันรึเปล่า”

“จะสอดแนมกุณฑ์ชาลารึไงลิสสา”

ว่าพลางยกมือขึ้นโคลงศีรษะของเจ้าหญิงจอมแสบ ดวงตาดำจัดทอประกายอ่อนโยน รอยยิ้มที่หาชมยากผุดขึ้นบนเรียวปากที่มีหนวดเคราปกคลุม

“เราไม่ใช่เด็กนะลุง”

“รู้ว่าไม่ใช่เด็กแล้ว” น้ำเสียงของเขาทุ้มนุ่ม แววตาเปล่งประกายลึกล้ำที่เธออ่านไม่ออก แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่แววกรุ้มกริ่มแบบผู้ชายหื่นกระหายก็แล้วกัน “ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะมืดก่อน”

“เราอยากถามมันก่อน”

“ไม่ใช่หน้าที่ เดี๋ยวฉันให้คนมาสอบปากคำเอง”

“ใคร?”

ลุงถอนหายใจแรงๆ หนึ่งที “คนของฉัน ไปกันเถอะ”

“ไปไหน”

“กลับพูรัม”

“แล้วพี่มันจูล่ะ? คนร้ายทิ้งพี่มันจูไว้ที่ไหนก็ไม่รู้”

“ตำรวจช่วยมันจูไว้แล้ว ตอนนี้กำลังส่งกลับพูรัม”

“แต่เราต้องร่วมงานวันเกิดของฝ่าบาทนะลุง”

“เจ้าของงานไม่อยู่ งานจะจัดได้ไง”

“แล้วแขกที่เชิญมาล่ะ”

“ยกเลิกหมดแล้ว แค่งานเล็กๆ เชิญกันภายใน ไม่มีปัญหาหรอก”

ลลิสสาย่นคิ้วเข้าหากัน นึกสงสัยว่าเหตุใดลุงถึงรู้เรื่องเยอะจัง เธอกำลังจะขยับปากถาม แต่เสียงเข้มกลับดังลอดมาจากทางด้านหลังเสียก่อน

“พี่ใหญ่!”

ความสนใจของเจ้าหญิงน้อยตกไปอยู่ที่ชายหนุ่มร่างสูงแต่งกายคล้ายลุง พันผ้าคลุมหน้าไว้มิดชิด เว้นไว้เพียงดวงตา

“จัดการคนในกระท่อมให้เรียบร้อยด้วย”

“ครับพี่ใหญ่”

“แล้วทางชายแดนล่ะ”

“เคลียร์แล้วครับพี่ใหญ่”

ฌาร์มานพยักหน้าพลางแตะข้อศอกเจ้าหญิงน้อย “ไปเถอะลิสสา”

หญิงสาวทอดมองชายแปลกหน้าสลับกับลุงด้วยความสงสัย แต่ไม่ได้ปริปากถามกระทั่งเดินลัดเลาะผ่านแนวป่า สายลมเย็นพัดพาความชุ่มฉ่ำของผืนป่ามาต้องผิวเนียนให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ทว่าการสวมรองเท้าส้นสูงเดินบนพื้นดินชื้นแฉะทำให้เดินลำบากไม่น้อย ดูเหมือนลุงจะสังเกตจึงเปรยถามด้วยสีหน้ากังวล

“เดินไหวรึเปล่า ให้ฉันแบกไหม”

“ไม่เป็นไรหรอกลุง แค่นี้เอง เราเดินได้” ถึงเขามีบุญคุณช่วยชีวิตเธอไว้หลายครั้ง แต่เราไม่ได้สนิทสนมกันถึงขนาดแตะเนื้อต้องตัวได้เสียหน่อย “คนเมื่อกี้…น้องชายลุงเหรอ”

“ก็อายุน้อยกว่า”

“ตอบไม่ตรงคำถาม”

“ไม่มีใครสอนเหรอว่าอย่ายุ่งเรื่องคนอื่น”

“ลุงไม่ใช่คนอื่น”

คำตอบของหญิงสาวทำให้หัวใจคนฟังเต้นแรง เลือดสูบฉีดไปทั่วกาย เสียดายที่หน้ากากหนังบนใบหน้ากลบรอยแดงเรื่อจนมิด

“แล้วฉันเป็นอะไร”

“ลุงเก๊าะ…เป็นเทวดาประจำตัวเราไง”

“ไม่เคยมีใครชมว่าฉันเป็นเทวดา ส่วนใหญ่จะด่าว่าเป็นซาตานมากกว่า”

“ลุงไม่ใช่คนเลวหรอก”

“แต่ก็ไม่ใช่คนดี”

หญิงสาวอมยิ้มกับการที่เขาเอาตัวรอดจากคำถามของเธอ จะว่าไปเจอกันแต่ละครั้งเขาก็พูดจากวนเธอแบบนี้เสมอต้นเสมอปลาย

“ลุงรู้ได้ไงว่าเราอยู่ที่นี่”

“ป่าคือบ้านของนักรบภูเขา หาไม่ยากหรอก”

“ที่จริงแล้วลุงเป็นนักรบรับจ้างใช่ไหม ใครจ้างลุงมาช่วยเรา พูรัมหรือกุณฑ์ชาลา”

“ฌาร์มาน”

“ฝ่าบาทน่ะเหรอ” ลุงพยักหน้ารับ “แต่ฝ่าบาทมีหน่วยรบเขี้ยวพยัคฆ์ ทำไมต้องเสียเงินจ้างลุงด้วยล่ะ”

“หน่วยรบอยู่ในเมือง นักรบอยู่ในป่า”

“นั่นสินะ ฝ่าบาทคงไม่อยากผิดใจกับพี่ราช ถ้าเราหายไปคงวุ่นน่าดู”

“ฌาร์มานเป็นห่วงเธอ”

“เขาจะห่วงเราทำไม เราไม่สนิทกันสักหน่อย”

เจ้าหญิงน้อยหวนนึกถึงช่วงเวลาที่ตนได้เจอกับมหาราชาแห่งกุณฑ์ชาลาที่ลอนดอนแล้วยิ่งไม่เชื่อใหญ่ มหาราชาผู้นั้นทำหน้านิ่ง พูดเสียงเย็นชา ไม่มีวี่แววก้อร่อก้อติกหรือท่าทีจีบเธอแม้แต่น้อย เรียกว่าเย่อหยิ่งจนน่าหมั่นไส้ด้วยซ้ำ

“เดี๋ยวนะ ทำไมลุงเรียกฝ่าบาทว่าฌาร์มานเฉยๆ ล่ะ ไม่กลัวหัวหลุดจากบ่าเหรอ”

“ฌาร์มานไม่ทำแบบนั้นหรอก”

“เราได้ยินว่าเขาชอบกุดหัวคนเล่น”

“ข่าวลือทั้งนั้น”

“ได้ยินว่าที่เขาไม่ยอมแต่งงานเพราะเลี้ยงสนมนางในไว้เพียบ”

“ไม่มีสักคน”

“แล้วก็ได้ยินอีกว่าเขาตั้งหน่วยเขี้ยวพยัคฆ์ขึ้นมาบังหน้า แต่จริงๆ เอาไว้ใช้เป็นฮาเร็ม เลี้ยงผู้ชายล่ำๆ”

“บังอาจ!”

เจ้าหญิงน้อยหัวเราะคิก ดวงตากลมโตสุกใสจ้องมองคนที่ยืนกอดอกหน้าบึ้งด้วยความฉงน

“ทำไมลุงต้องโกรธด้วย ลุงเป็นอะไรกับฝ่าบาท”

“ไม่ได้เป็นอะไรกัน”

“แล้วทำไมต้องเข้าข้างเขา”

“ไม่ได้เข้าข้าง เพียงแต่ไม่ชอบให้ใครพูดถึงเจ้าของเงินในทางเสียหาย ข่าวโคมลอยพวกนั้นเชื่อไปได้ไง”

“ไม่ได้เชื่อ แค่บอกว่าได้ยินเฉยๆ”

“วันหลังไม่ต้องไปฟัง ไร้สาระ ไม่จริงสักอย่าง”

“ฝ่าบาทคงให้เงินลุงเยอะมากสินะ ลุงถึงหัวเสียแบบนี้”

“ฌาร์มานไม่ใช่คนเลวร้ายนักหรอก ที่แน่ๆ เขารักเดียวใจเดียว”

พูดจบหนุ่มใหญ่ก็เดินตึงตังนำหน้าไป พานให้เจ้าหญิงน้อยมองตามด้วยความงุนงง

แก้ตัวให้ขนาดนี้ ยังว่าไม่เป็นอะไรกันอีก!

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 14 .. 65  เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: