X
    Categories: ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพรายทดลองอ่านมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ดุจรักดั่งห้วงดาราพร่างพราย เล่ม 1 บทที่ 10

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 10

ตามคำกล่าวของเฉิงเซ่าซาง นี่เป็นงานเลี้ยงครอบครัวที่สมัครสมานมื้อหนึ่ง เป็นงานเลี้ยงครอบครัวที่กลมเกลียวมื้อหนึ่ง และก็เป็นงานเลี้ยงครอบครัวที่ประสบความสำเร็จมื้อหนึ่ง

หลังงานเลี้ยงยุติลง คนทั้งหมดควรทำสิ่งใดก็แยกย้ายกันไปทำสิ่งนั้น ฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงดื่มสุรามากไปหลายจอก จึงขับร้องเพลงพลางกลั้วหัวเราะ ขาดก็แต่ร่ายรำออกมา หูเอ่ารีบประคองนางกลับเข้าห้องชั้นในไปพักผ่อน ขณะที่อารองเฉิงเฉิงลุกขึ้นจะจากไป เฉิงเซ่าซางค่อยสังเกตเห็นว่าขาข้างหนึ่งของเขากะเผลกนิดๆ เฉิงสื่อยุดน้องชายไว้ไม่ยอมให้เขาสลัดหลุด บอกว่าอยาก ‘จับเข่าคุยกัน’ ประสาพี่น้อง จากนั้นเฉิงเฉิงก็ถูกดึงตัวออกไปอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจนัก

ครั้นหนูน้อยเฉิงโอวที่ขาวจ้ำม่ำหาวหวอดพลางถูกฟู่หมู่ของเขาพาออกไป แม่นางน้อยตาโตเฉิงยางก็ก้มหน้าเดินตามหลังเฉิงโอวผู้เป็นน้องชาย ตั้งแต่กินอาหารเมื่อครู่เฉิงเซ่าซางก็คอยจับตานางแล้ว เดิมทีคิดจะตามไป ‘คบหาสหาย’ ใครจะรู้กลับถูกชิงชงฮูหยินจูงไปถึงข้างกายเซียวฮูหยิน บอกว่าต้อง ‘ส่งแขก’ ก่อน

พ่อลูกสกุลต่งเดินหน้าม่อยคอตก ต่งหลี่ว์ซื่อเดินหน้าชื่นตาบาน เซียวฮูหยินผู้ซึ่งแต่ไรมาลงมือไม่ธรรมดาได้มอบผู้คุ้มกันสองคนให้ต่งหลี่ว์ซื่อไปโดยตรงแล้ว หากพ่อลูกสกุลต่งจะตำหนิตบตีต่งหลี่ว์ซื่อ ให้ผู้คุ้มกันลงมือได้ทันที รอจนอีกหลายปีผ่านไป ต่งหลี่วซื่อยึดกุมสกุลต่งทั้งในนอกอยู่ในกำมือก็จะไม่ต้องหวาดกลัวอันใดอีก

เซียวฮูหยินคิดอ่านรัดกุม ก่อนจากยังกำชับต่งหลี่ว์ซื่อสองสามประโยค “นับจากนี้พ่อลูกสกุลต่งไม่มีสิ่งใดจะบังคับควบคุมเจ้าได้อีก เว้นก็แต่เรื่องหนึ่ง…หากสักวันน้องหย่งสิ้นไร้มโนสำนึก จะไปยังที่ว่าการเพื่อเป็นบิดาฟ้องร้องบุตร หมายใช้ลูกๆ ข่มขู่คุกคามเจ้า เจ้าควรทำเช่นไร…

มิสู้เจ้าบอกพ่อลูกสกุลต่งไปเลย หากเจ้าขาดบุตรธิดา เจ้าจะหย่าแล้วแต่งงานใหม่ เรื่องยักยอกเอายุทโธปกรณ์ไปขายกับบุกรุกยึดครองที่นาชาวบ้านล้วนยังไม่จบ หากพวกเขาไม่ยอมใช้ชีวิตไปอย่างสงบเสงี่ยม เจ้าสามารถฟ้องร้องเรื่องนี้ได้ทุกเวลา ดูซิพวกเขายังจะมีชีวิตหาเรื่องต่อไปหรือไม่”

ชิงชงฮูหยินกับเฉิงเซ่าซางที่ยืนอยู่ทางซ้ายและขวาของเซียวฮูหยินต่างมองหน้ากัน ชิงชงฮูหยินมิได้ประหลาดใจกับคำพูดของเซียวฮูหยิน หากแต่ตระหนกว่าคำพูดเช่นนี้ปล่อยให้คุณหนูเล็กฟังได้อย่างไร ฝ่ายเฉิงเซ่าซางคิดในใจว่า บิดาฟ้องร้องบุตรเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากเลยหรือ

เซียวฮูหยินหันหน้ามาถามพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ “ลูกแม่ เจ้ารู้สึกว่าคำพูดเมื่อครู่ของแม่เป็นอย่างไรบ้าง”

เฉิงเซ่าซางไม่ทันตั้งตัว ดวงตาจึงเบิกค้างอยู่บ้าง นางหันคอไปมองชิงชงฮูหยิน ก่อนเห็นว่าหญิงรับใช้อาวุโสรอบกายล้วนก้มหน้านั่งคุกเข่าอยู่บนทางระเบียงที่ห่างออกไปเจ็ดแปดก้าว ท่าทางราวไม่ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้โดยสิ้นเชิง ส่วนหญิงรับใช้อาวุโสเดิมของเก่อซื่อล้วนไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้พวกนางในรัศมีหนึ่งจั้งอยู่แล้ว เฉิงเซ่าซางเงยหน้ามองเซียวฮูหยินซึ่งสูงกว่าตนถึงหนึ่งศีรษะครึ่ง แลเห็นหยกสีมรกตที่ริมหูของอีกฝ่ายไหวเบาๆ ท่ามกลางสีหิมะบนยอดกิ่งไม้ที่อยู่ไกลตา พาให้บังเกิดวงรัศมีที่ชวนให้หัวใจหนาวสั่น ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้ดวงหน้าอันขาวหมดจดของอีกฝ่ายยิ่งดูละเอียดไร้ตำหนิ

“ย่อมจะ…ย่อมจะ…” เฉิงเซ่าซางว่อกแว่ก “ท่านแม่ย่อมจะกล่าวถูกต้องยิ่งเจ้าค่ะ”

“อ้อ ประโยคใดเล่าที่ถูกต้องยิ่ง”

แววตาของเซียวฮูหยินเรียบเย็นเฉียบแหลม เฉิงเซ่าซางแรกสบแววตานั้นย่อมไม่แคล้วร้อนตัว แต่หากนางรู้ว่าอักษร ‘กลัว’ เขียนอย่างไร ชาติก่อนก็คงจะไม่ไปคลุกคลีกับนักเลงหญิงหรอก

“คำพูดของท่านแม่ถูกต้องทุกประโยค ดีต่อสกุลต่ง และดีต่อสกุลเฉิงด้วย” เฉิงเซ่าซางตอบอย่างคลุมเครือ

มุมปากอันงดงามของเซียวฮูหยินยกขึ้นนิดๆ เจืออารมณ์เยาะหยันอยู่หลายส่วน นางจรดมองเฉิงเซ่าซางเนิ่นนานค่อยเอ่ยปาก “กลับห้องเจ้ากันก่อน” ชิงชงฮูหยินดันตัวเฉิงเซ่าซางที่ยืนทึ่มทื่อ พอยกมือขึ้นอีกหน หญิงรับใช้อาวุโสที่นั่งคุกเข่าอย่างนอบน้อมอยู่รอบด้านก็พร้อมใจกันลุกขึ้นเดินตามมา

ในฤดูเหมันต์อันหนาวจัด แผ่นหลังของเฉิงเซ่าซางถึงกับผุดเหงื่อชั้นบางๆ ออกมาครู่หนึ่ง เด็กสาวรีบเดินตามจนกลับเข้ามาในห้องนอนอันแคบเล็กห้องนั้น เหลียนฝางกับเฉี่ยวกั่วอบไออุ่นไว้ทั่วห้องแล้ว ครั้นเห็นกลุ่มของเซียวฮูหยินมาถึง ต่างก็รีบหมอบคำนับพร้อมขานเรียก

เซียวฮูหยินเดินตรงไปนั่งบนเตียงที่อยู่กลางห้อง เพียงโบกมือหนเดียว ชิงชงฮูหยินก็สั่งให้เหล่าหญิงรับใช้อาวุโสถอยออกไป เฉิงเซ่าซางรีบเดินไปใกล้ ส่วนเหลียนฝางยกน้ำผลไม้สำหรับล้างปากซึ่งเตรียมไว้เมื่อครู่แก่ชิงชงฮูหยิน ก่อนดึงตัวเฉี่ยวกั่วถอยออกไปอย่างรวดเร็ว

ชิงชงฮูหยินรินน้ำผลไม้ลงในถ้วยที่มีหูจับเล็กๆ สองใบ ประคองถ้วยใบหนึ่งให้เซียวฮูหยินก่อน ค่อยยกถ้วยอีกใบให้เฉิงเซ่าซาง

“พวกเราสองแม่ลูกไม่ได้พบกันมาสิบปี มีความห่างเหินอยู่บ้างก็เป็นธรรมดา” เซียวฮูหยินจิบน้ำผลไม้คำหนึ่งก่อนเอ่ยเนิบช้า “แม่ไม่รู้ว่าอาสะใภ้รองสอนอันใดแก่เจ้าบ้าง แม่ขอฝากเจ้าประโยคเดียว…มีถ้อยคำใดจงเอ่ยตามตรง พูดคำเท็จคำลวงออกมาจะมีคุณค่าความหมายใด”

ชิงชงฮูหยินเอ่ยอย่างเคร่งเครียด “นายหญิง…”

เซียวฮูหยินยกมือยับยั้งไม่ให้อีกฝ่ายพูดต่อ สายตาเพ่งตรงไปหาเฉิงเซ่าซางพลางกล่าว “หลายวันมานี้แม่งานยุ่งเหลือเกิน จึงไม่มีเวลาพูดคุยกับเจ้าอย่างเต็มที่ ทว่าท่านพ่อเจ้ามาเยี่ยมเจ้าทุกวัน และบอกแม่ทุกวันว่าเจ้าเฉลียวฉลาด ฉะนั้นลูกแม่ไยต้องแสร้งเขลา”

เฉิงเซ่าซางวางถ้วยที่มีหูจับใบนั้นลงช้าๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นเอ่ยอย่างเยือกเย็น “ไม่แสร้งเขลา จะอยู่รอดเบื้องหน้าอาสะใภ้รองต่อไปได้อย่างไร ลูกยิ่งโง่เขลา นางก็ยิ่งได้ใจ หากลูกเฉลียวฉลาดแต่เล็ก นางมิต้องเสาะหาวิธีการอื่นมาจัดการลูกหรือ”

เซียวฮูหยินคลี่ยิ้มน้อยๆ “ดังนั้น…เจ้าจึงไม่รู้จักกระทั่งตัวหนังสือ?”

เฉิงเซ่าซางนับว่าเป็นคนหน้าหนาแล้ว กระนั้นฟังจบก็ยังหน้าแดงอย่างห้ามไม่อยู่

เดิมทีนางนึกว่าอักษรซึ่งใช้กันที่นี่คืออักษรตัวเต็ม จึงเคยพกพาความมั่นใจขอตำราจากชิงชงฮูหยินมาอ่าน หมายถือโอกาสทำความเข้าใจว่าตอนนี้ตนอยู่ที่ใดกันแน่ ทว่ายามที่ชิงชงฮูหยินใช้ถาดยกหนังสือไม้ไผ่หนักๆ หลายม้วนออกมา นางก็ลอบรู้สึกว่าท่าจะไม่ดีแล้ว จริงดังที่คิดไว้ อักษรในนั้นนางไม่รู้จักเลยสักตัว จะว่าไปอักษรเหล่านี้ดูคุ้นตาอยู่หลายส่วน คล้ายเคยเห็นบนป้ายร้านหรือในละครโทรทัศน์บางเรื่อง ลายเส้นหลากชนิดที่บิดไปงอมานี้ดูเก่าแก่เรียบง่ายทว่างามสง่าอย่างน่าอัศจรรย์ ดูแสนจะคุ้นตาทว่ากลับไม่รู้จักเลย

ตอนนั้นชิงชงฮูหยินสังเกตเห็นสีหน้าของเฉิงเซ่าซาง จึงประคองหนังสือไม้ไผ่ที่ดูค่อนข้างใหม่มาอีกหลายม้วน ขอบคุณฟ้าดิน หนนี้ในอักษรสิบตัวเฉิงเซ่าซางรู้จักสามสี่ตัวแล้ว เด็กสาวตื้นตันจนหวิดจะหลั่งน้ำตาออกมาทีเดียว

ด้วยเหตุนี้พื้นฐานความรู้ของนางจึงถูกชิงชงฮูหยินรู้กระจ่างทันใด ชิงชงฮูหยินรู้แล้ว เฉิงสื่อสามีภรรยาย่อมจะรับรู้ด้วย เซียวฮูหยินยังไม่เท่าไร บุตรสาวที่ถูกเลี้ยงอยู่กับเก่อซื่อมาสิบปีผู้นี้นางเตรียมใจในทางที่ย่ำแย่กว่านี้ตั้งแต่แรก ทว่าเฉิงสื่อโกรธมิใช่เบา โวยวายอยู่หลายรอบว่า ‘ต้องหย่าเก่อซื่อนั่นทิ้งเสีย’

เฉิงเซ่าซางตอบอึกอัก “ลูกก็พอจะรู้จักเป็นบางตัว…”

เซียวฮูหยินประชดตรงๆ “แค่ไม่กี่ตัวนั่นก็นับว่ารู้จัก? อีกอย่างอักษรที่เจ้ารู้จักเหล่านั้นเดิมทีเป็นเจ้าหน้าที่เล็กๆ ประดิษฐ์ขึ้น แม้ย่อลายเส้นให้ชัดเจนเข้าใจง่าย ทั้งปัจจุบันผู้คนก็ใช้กันมาก…” นางขมวดคิ้ว “ทว่าอักษรบนตำราในยุคก่อนราชวงศ์ฉินกลับมิใช่เขียนด้วยอักษรเหล่านี้” นางรู้อยู่แล้วว่าเก่อซื่อหญิงพรรค์นั้นไม่ได้สัมผัสน้ำหมึกสักหยด อย่าว่าแต่ไม่ได้คิดจะสอนเลย ต่อให้คิดจะสอนก็ไม่มีปัญญาจะสอนสิ่งดีๆ อันใดได้หรอก

เฉิงเซ่าซางรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสมัยประถมกับมัธยมต้น ถูกคุณครูตำหนิเรื่องการเรียนทุกวัน จึงพูดด้วยสีหน้าเหี่ยวเฉา “ลูกบอกอาสะใภ้รองว่าลูกไม่ชอบเล่าเรียน ไม่ต้องเอ่ยถึงว่านางดีใจมากเพียงใด”

เก่อซื่อก็ช่างอับโชคนัก วันรุ่งขึ้นที่เฉิงสื่อรู้ว่าบุตรสาวเป็นคนไม่รู้หนังสือ ขณะพานางไปหาผู้เป็นย่า บังเอิญเจอเก่อซื่อซึ่งเปลือกนอกมาคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงแต่ที่จริงจะมาพูดใส่ไฟเช่นเคย เขาจึงด่ากราดออกไปทันที แม้เก่อซื่อรีบชี้แจงว่าเป็นเฉิงเซ่าซางบ่นเหนื่อยห่วงเล่นไม่ยอมเรียนเอง กระนั้นก็ยังคงถูกเฉิงสื่อด่าไปยกใหญ่

“ฮูหยินรองก็ช่าง…” ชิงชงฮูหยินเอ่ยอย่างขุ่นแค้น “นายหญิงรอบรู้เพียงนี้ นางถึงกับทำให้บุตรสาวของท่านกลายเป็น…กลายเป็น…”

คนไร้การศึกษา! เฉิงเซ่าซางแอบช่วยเติมคำให้ครบ นางนึกภาพออกเลยว่าทุกครั้งที่เห็นนางไม่มีความรู้ความสามารถใดๆ ในใจเก่อซื่อจะสุขสมใจถึงเพียงไหน

“ไม่เป็นไรหรอก” ชิงชงฮูหยินฝืนยิ้มกล่าว “วันหน้ายังอีกยาวไกล ต่อไปคุณหนูเสริมคืนมาก็ได้ คุณหนูยังไม่รู้ เมื่อก่อนความรอบรู้ของนายหญิงอย่าว่าแต่ในตำบลบ้านเกิดเลย กระทั่งระดับอำเภอไปถึงทั้งเมืองก็เป็นที่เลื่องลือ”

เฉิงเซ่าซางรู้สึกตงิดๆ ว่าไม่สู้ดีแล้ว จึงรีบยิ้มบอก “อันที่จริงอาสะใภ้รองมิได้กล่าวผิดเสียทั้งหมด ข้าไม่ชอบเล่าเรียนจริงๆ อาจได้ส่วนนี้มาจากท่านพ่อก็เป็นได้” วันนั้นเพื่อปลอบโยนบุตรสาวคนเล็กที่ไม่รู้หนังสือ เฉิงสื่อย้ำโดยตลอดว่าอันที่จริงเขาเองก็ด้อยความรู้ยิ่ง

ชิงชงฮูหยินตะลึงงัน เป็นหนแรกในชีวิตที่บังเกิดความรู้สึกว่า ‘นั่งอยู่ก็ซวนเซได้’ จึงมองไปทางเซียวฮูหยินอย่างทำอะไรไม่ถูก

เซียวฮูหยินผู้รอบรู้กว้างขวางผลิยิ้มอยู่ในใจ คิดว่าคำเล่าลือข้างนอกเกี่ยวกับบุตรสาวไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าเช่นนี้ดียิ่ง นางยากจะทนกับคนโง่เง่าเช่นเก่อซื่อแล้ว เจอกับคนโง่เง่าไม่ว่าเจ้าพูดอย่างไรก็ไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง ต้องให้ฉีกหน้าจนเห็นเลือดก่อนจึงจะรู้จักหวาดกลัว ฉลาดสิดี อย่างไรก็ดีกว่าหัวทึบ

“เช่นนั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป” เซียวฮูหยินกล่าว “ท่านพ่อเจ้าวัยเด็กยุ่งอยู่กับงานในไร่นา ต่อมาก็ออกศึกไม่หยุดหย่อน กระทั่งอายุสามสิบจึงเริ่มเล่าเรียน บัดนี้หนังสือกราบทูลเกี่ยวกับงานราชการตลอดจนรายงานจากพื้นที่ต่างๆ เขาล้วนอ่านคล่องไม่มีติดขัดแล้ว”

เฉิงเซ่าซางร้องทุกข์อยู่ในใจ ได้แต่ขานรับว่า “เจ้าค่ะ”

เซียวฮูหยินกล่าวต่อ “เรื่องในบ้านหลายวันมานี้เจ้าล้วนเห็นอยู่ในสายตา รู้สึกว่าแม่กับท่านพ่อเจ้าคุกคามผู้อื่นเกินไปหรือไม่”

“ลูกจะคิดเช่นนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ” ในเมื่อเปิดอกพูดคุยแล้ว เฉิงเซ่าซางก็กล้าที่จะตอบ “สกุลต่งอาศัยว่ามีท่านย่าปกป้อง จึงเกาะติดร่างท่านพ่อดุจปลิงดูดเลือดตัวหนึ่ง เกื้อหนุนประปรายเป็นเรื่องเล็ก แต่ลูกได้ยินท่านพ่อเล่าว่าพวกเขาอยู่ข้างนอกยังข่มเหงชาวบ้านด้วย หากวันหน้าก่อภัยใหญ่โตขึ้นมาจะทำเช่นไรกันเล่า” นางพยายามเลียนอย่างน้ำเสียงคนโบราณที่ได้ยินมาตลอดหลายวันนี้ รู้สึกว่าตนเองกล้อมแกล้มได้ดีทีเดียว

หากเปลี่ยนเป็นนายหญิงตระกูลใหญ่อื่นๆ ต่อให้ต้องการชี้แนะบุตรสาว ก็จะไม่เปิดเผยเรื่องลับเฉพาะตัวหรือเรื่องขายหน้าของผู้ใหญ่ออกมาอย่างชัดเจนโจ่งแจ้งเช่นนี้แน่ ทว่าเซียวฮูหยินผจญมรสุมใหญ่ตั้งแต่วัยแรกรุ่น สิ่งที่ชิงชังที่สุดในชีวิตจึงเป็นการเลี้ยงลูกให้ไม่รู้จักภยันตรายที่น่ากลัวบนโลกใบนี้ ในขณะที่ชาติก่อนเฉิงเซ่าซางแทบจะนับได้ว่าไม่เคยมีมารดา ซ้ำชาตินี้ยังมาสวมร่างผู้อื่นอีก จึงถกความเห็นออกมาอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่รู้ว่าวิธีอยู่ร่วมกันประสาแม่ลูกแบบใดถึงนับว่าเหมาะควร ความจริงคำตอบที่ถูกต้องในตอนนี้ควรจะเป็น ‘เรื่องของผู้ใหญ่ คนเป็นผู้เยาว์ไหนเลยจะเอ่ยส่งเดชได้’

เพียงแต่เห็นชัดว่าเซียวฮูหยินคิดบัญชีนี้ไปที่ ‘การปล่อยปละไม่สั่งสอน’ ของเก่อซื่อทั้งหมด

“ทว่า…” เฉิงเซ่าซางลังเลเล็กน้อย มองเซียวฮูหยินแวบหนึ่ง อันที่จริงนางรู้สึกอยู่ตลอดว่าอีกฝ่ายมองทะลุอุปนิสัยของนางแต่แรกแล้ว ขืนแสร้งมึนงงโง่เขลา รังแต่จะทำให้อีกฝ่ายเอือมระอา และยิ่งรู้สึกว่านางมีความประพฤติไม่ดี มิสู้พูดไปอย่างซื่อตรงจะดีกว่า

เซียวฮูหยินกล่าว “พูดตามตรงมาได้เลย”

เฉิงเซ่าซางเอ่ย “ในเมื่อพวกเขากระทำผิดแล้วถูกท่านพ่อจับได้ เหตุใดไม่ให้ทางการลงโทษตามตรงเสียเล่า แน่นอนว่าเป็นญาติสายเลือดเดียวกัน ให้ถึงขั้นถูกตัดศีรษะย่อมไม่ได้ แต่ลูกได้ยินท่านพ่อบอกว่าตัดสินเนรเทศก็ได้นี่เจ้าคะ เหตุใดไม่ส่งไปต่างเมืองเสีย เช่นนี้จะไม่สงบเงียบยิ่งกว่าหรือ”

เซียวฮูหยินขมวดคิ้วตอบ “เจ้าเป็นเด็กเป็นเล็ก รู้หรือว่าอันใดคือเนรเทศ ด้วยสังขารของพวกเขาสองพ่อลูกที่รู้จักแต่กินดื่มเที่ยวเล่น หากถูกเนรเทศยังจะมีทางรอดอยู่หรือ ขัดต่อหลักปรองดองโดยแท้ เพียงแต่…” นางพลันยิ้มเยาะ “วิธีนี้แม่ก็เคยคิด เจ้ารู้หรือไม่เหตุใดแม่จึงไม่ใช้”

“เหตุ…ใดเจ้าคะ” มิใช่เพราะขัดต่อหลักปรองดองหรือไร ท่านก็พูดเองยังมาถามข้าอีก

เซียวฮูหยินโน้มกายลงเอ่ยเสียงเบากับเฉิงเซ่าซางที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น “เจ้าตรองดูเองให้ดีๆ”

พูดจบประโยคนี้เซียวฮูหยินก็ลุกขึ้นเดินจากไป ทิ้งให้เฉิงเซ่าซางค่อยๆ ขบคิดตามลำพัง

เหลียนฝางกับเฉี่ยวกั่วรุดเข้ามา ปรนนิบัติคุณหนูเปลี่ยนชุดยาวตัวใหม่เอี่ยม เช็ดหน้าล้างมือบ้วนปาก พานางซุกร่างเข้าไปในผ้าห่มอันอุ่นร้อน จากนั้นดึงปิดผ้าม่านเนื้อหนา ‘เชิญ’ นางนอนกลางวันด้วยถ้อยคำที่นุ่มเบา

เฉิงเซ่าซางอยากจะหัวเราะยิ่งนัก นางถูกจัดอยู่ในอิริยาบถนี้แล้ว ไม่นอนกลางวันยังจะทำสิ่งใดได้ ขณะเอนร่างอยู่บนเตียง นางพลันนึกถึงแม่สามีกับลูกสะใภ้คู่หนึ่งในตำบลอวี๋เมื่อชาติก่อน คนเป็นแม่สามีด่าลูกสะใภ้ว่าเป็นโจร ค้ำจุนสกุลเดิมมาตั้งหลายปี ตอนนี้กระทั่งค่าบ้านในเขตโรงเรียน* ของบุตรชายก็ยังขโมยไปซื้อเรือนหอให้น้องในสกุลเดิมซึ่งไม่รู้ว่าคนที่เท่าไรแล้ว แม่สามีจึงต้องการจะหย่าลูกสะใภ้ให้ได้ สุดท้ายได้หย่าหรือไม่นั้นเฉิงเซ่าซางก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าสามีบ้านนั้นโกรธจนออกไปทำงานข้างนอก และไม่ยอมส่งเงินให้ภรรยาอีก ลูกชายของสามีภรรยาคู่นี้ก็เอาอย่างย่า ไม่ยอมไยดีแม่แล้ว ดังนั้นจึงสลับเป็นฝ่ายลูกสะใภ้ออกมาด่าทอกลางถนนทั้งวันว่าสามีไร้มโนธรรม

โดยเนื้อแท้แล้วฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงไม่ใช่มารอุ้มน้อง** แบบสมบูรณ์เต็มตัว ไม่เหมือนลูกสะใภ้รายนั้นที่ยอมให้ตนเองกับสามีและบุตรชายอยู่อย่างอัตคัดก็จะขอให้สกุลเดิมได้อยู่ดีกินดี ไม่เช่นนั้น…อืม คาดว่าเซียวฮูหยินคงได้แต่ทำลายความปรองดองทิ้งแล้ว อันที่จริงพ่อลูกสกุลต่งควรจะขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าเฉิงด้วยซ้ำ หาไม่เซียวฮูหยินจะใช้วิธีการถึงขั้นใดจัดการพวกเขาก็สุดจะรู้ได้

 

เซียวฮูหยินผู้โชคดีไม่ต้องทำลายความปรองดองทิ้งนั้นพอกลับถึงห้องพักชั่วคราวของตน ก็เห็นเฉิงสื่อเอนครึ่งร่างอยู่บนเตียงแล้ว ทั่วกายคลุ้งด้วยกลิ่นสุรา ใบหน้าส่วนที่ไม่ถูกปกคลุมด้วยหนวดดกเผยสีแดงจัด

เซียวฮูหยินมิได้ตำหนิแม้แต่น้อย ถอดปิ่นกับหยกประดับอย่างไม่รีบไม่ร้อน หลังจากให้ชิงชงช่วยผูกสายรัดแขนเสื้อขึ้น เซียวฮูหยินก็คลายคอเสื้อของเฉิงสื่อออกอย่างชำนิชำนาญ เผยให้เห็นหน้าอกซึ่งเคลือบด้วยคราบเหงื่อกับไอร้อน รอจนหญิงรับใช้อาวุโสยกน้ำร้อนมาหนึ่งอ่างใหญ่ เซียวฮูหยินก็เช็ดตัวประคบร้อนให้สามีด้วยตนเอง เฉิงสื่อค่อยๆ รู้สึกตัวตื่น รับน้ำแกงสร่างเมามาดื่มจนหมดในรวดเดียว ก่อนหัวเราะคิกไปทางภรรยา “หยวนอี”

ชิงชงกับหญิงรับใช้อาวุโสประจำหลายคนต่างป้องใบหน้าแอบยิ้มอยู่อีกด้าน เซียวฮูหยินขึงตาใส่เฉิงสื่อ คลายสายรัดแขนเสื้อออกแล้วก็สั่งให้คนทั้งหมดถอยออกไป ค่อยมานั่งข้างกายผู้เป็นสามี “บอกให้ท่านไปพูดคุยกับน้องรองดีๆ ท่านกลับทำดีนัก ดื่มจนมีสภาพเยี่ยงนี้!”

เฉิงสื่อฉวยผ้าร้อนมาเช็ดใบหน้าพลางกล่าว “น้องรองเงียบขรึมมานานปี ข้าไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยปากกับเขาอย่างไรแล้ว ไม่กี่วันนี้ข้าเอ่ยเรื่องย้ายจวนกับเขา เขาก็เอาแต่นิ่งเงียบ พอพูดเร่งเข้า เขาก็บอกว่าตนเองไม่ต้องย้าย รั้งอยู่อ่านตำราที่นี่แล้วกัน ทำเอาข้าโมโหนัก แค่ก…ก็แค่ขาไม่ค่อยสะดวกเท่านั้นมิใช่หรือ ขืนข้าไม่ฉวยจังหวะที่วันนี้น้องรองเริ่มเมา รีบกรอกสุราเขาเพิ่มอีกหลายจอก จะทำให้เขาพูดความในใจออกมาได้อย่างไร”

เซียวฮูหยินขยับไปใกล้อีกหน่อยก่อนถาม “เช่นนั้น…หนนี้เขายอมพูดแล้ว?”

เฉิงสื่อแปะผ้าร้อนไว้บนหน้าของตนพลางตอบอย่างอึดอัดใจ “เขาเพียงพูดกับข้าซ้ำไปซ้ำมาว่า ‘พี่ใหญ่ ท่านไม่ได้ผิดต่อข้า เป็นข้าไม่เอาไหนเอง’ บนแขนเสื้อข้ามีแต่หยดน้ำตาของเขา”

 

* บ้านในเขตโรงเรียน คือบ้านในเขตพื้นที่ซึ่งหน่วยงานด้านศึกษาธิการจะกำหนดเปลี่ยนแปลงไปตามข้อมูลรายปี นักเรียนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่นี้จะมีสิทธิเข้าเรียนได้รับการศึกษาภาคบังคับโดยไม่ต้องสอบเข้า

** มารอุ้มน้อง เป็นคำสแลงบนโลกอินเทอร์เน็ต หมายถึงพี่สาวที่ได้รับอิทธิพลจากครอบครัวจึงอุทิศตนเพื่อสนับสนุนอุ้มชูน้องชายโดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่ต้องสูญเสีย

เซียวฮูหยินตะลึงงันไปชั่วครู่ นึกถึงเรื่องในอดีตแล้วทอดถอนใจออกมา “ในครอบครัวพวกเรา…คนที่ได้รับความไม่เป็นธรรมที่สุดก็คือน้องรอง”

เฉิงสื่อดึงผ้าลงมาแล้วเอ่ยเสียงเบา “วัยเด็กทางบ้านขัดสน ไม่มีเงินให้เขาไปเล่าเรียน ต่อมาเกิดศึกสงคราม กลับทำให้พวกเราได้คบหาบัณฑิตหลายคน มีผู้หนึ่งจะช่วยฝากเขาเข้าสำนักศึกษาที่ภูเขาไป๋ลู่ไปเล่าเรียนกับอาจารย์ซังผู้เฒ่า ทว่า…” สองตาเขาน้ำตารื้น “พวกเราสู้ศึกอยู่ข้างนอก อย่างไรก็ต้องมีคนดูแลครอบครัว เขาจึงอาสารั้งอยู่บ้าน ให้น้องสามไปแทน”

เซียวฮูหยินหลั่งน้ำตากล่าว “ต่อมาน้องสามเล่าเรียนประสบความสำเร็จ เป็นที่ชื่นชมของฝ่าบาทจึงได้รับตำแหน่งขุนนาง ตอนนั้นน้องรองยินดียิ่งกว่าใคร เสีย…เสียดายก็แต่ตัวเขาเอง…”

เฉิงสื่อปาดน้ำตาก่อนเอ่ย “เขาไม่เหมือนกับน้องสาม เขาเล่าเรียนมิใช่เพื่อเป็นขุนนางหรือแสวงหาความร่ำรวย หากแต่เพราะรักในการศึกษาค้นคว้าตำราปรัชญาข่งจื่อ หนนี้…ข้าจะต้องให้เขาได้สมปรารถนา!”

เซียวฮูหยินถามด้วยความยินดี “น้องรองรับปากแล้ว?”

“ในที่สุดก็ผงกศีรษะจนได้!” เฉิงสื่อพรูลมหายใจ ขบคิดเล็กน้อยก่อนเอ่ยเย้า “ตอนนั้นให้น้องสามไปเล่าเรียนที่ภูเขาไป๋ลู่ก็ดีเหมือนกัน เจ้าหนุ่มนี่หน้าตาละม้ายท่านพ่อยิ่งกว่าใคร สุดท้ายถึงกับขอได้บุตรีที่เป็นดั่งไข่มุกกลางฝ่ามือของอาจารย์ซังผู้เฒ่า ตอนนี้ครอบครัวพวกเราก็นับว่าย่างเท้าข้างหนึ่งข้ามธรณีประตูไปแล้ว มีคนแนะนำฝากตัว จะไปยังเรือนรับรองของบัณฑิตใหญ่ท่านใดก็ล้วนได้ทั้งสิ้น”

เซียวฮูหยินตบเตียงเอ่ยอย่างเฉียบขาด “ดี ฉลองปีใหม่แล้วก็ส่งน้องรองเดินทางเลย ข้าต้องการจะให้หญิงต่ำช้านั่นรอเก้ออยู่พอดี!”

เอ่ยถึงเก่อซื่อ เฉิงสื่อเองก็มีไฟโทสะเต็มท้อง “ให้รอเก้ออันใดกัน หย่าทิ้งไปเลยก็สิ้นเรื่อง มีสตรีเยี่ยงนี้อยู่ข้างกายคอยติเตียนทั้งวี่วันว่าตาขาวไม่เอาไหน น้องรองถึงได้ห่อเหี่ยวเช่นนี้! หากหญิงต่ำช้านี่แค่ยุแยงอยู่ในเรือนหลังก็ยังพอทำเนา แต่นี่ถึงกับฉวยจังหวะที่พวกเราไม่อยู่ เจ้ากี้เจ้าการจะขายลูกเมียของเถียนติ่ง! หากมิใช่การศึกแนวหน้าสำคัญยิ่ง ข้าก็อยากจะกลับมาหวดแส้ใส่นางยกหนึ่งเดี๋ยวนั้นเลย! เฮอะ นายท่านผู้เฒ่าเก่อรักถนอมนางเพียงใด ในเมื่อนางไม่เห็นน้องรองเข้าตา รีบๆ แต่งสามีใหม่ก็ดีออก สกุลเก่อไม่มีทางจะไม่ยินยอม ไยต้องทนมองหน้ากันให้ระอาเช่นนี้ด้วย”

เซียวฮูหยินเอ่ยอย่างเหยียดหยาม “ท่านนึกหรือว่านางไม่เคยคิดจะแต่งงานใหม่” ตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนนางก็เคยคิดแล้ว!

“เช่นนั้นเหตุใดนางไม่แต่งงานใหม่ไปเสียเล่า” เฉิงสื่อเสียดายยิ่งนัก

เซียวฮูหยินค้อนเขาหนึ่งวง “เรื่องนี้ท่านไม่ต้องยุ่งดีกว่า” นางเอ่ยพลางจัดแต่งเสื้อผ้า ท่าทางจะออกไปข้างนอก

เฉิงสื่อถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าจะไปที่ใดหรือ”

เซียวฮูหยินหันมากล่าวเสียงเย็น “หญิงต่ำช้านั่นเพิ่งถูกพวกเราประณามในโถงจัดเลี้ยง เมื่อครู่ท่านอยู่กับน้องรอง นางไม่สะดวกจะเข้าไป ตอนนี้ท่านกลับห้องมาแล้ว มีหรือนางจะไม่ไปร้องไห้โวยวายใส่น้องรอง พวกเรากลับมาอยู่เมืองหลวงแล้ว ยังจะเบิกตามองน้องรองถูกหญิงต่ำช้านั่นลบหลู่อีกหรือ!”

 

 

ติดตามรายละเอียดการ Pre-order จากเพจมากกว่ารัก

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: