X
    Categories: ทดลองอ่านธาราวสันต์ บุษบันจันทรามากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ธาราวสันต์ บุษบันจันทรา บทที่ 11-บทที่ 12

หน้าที่แล้ว1 of 12

บทที่สิบเอ็ด

 หยางเซวียนออกมาจากกระโจมที่เกาเฉียวอยู่แล้ว ทั้งหน้าผากแผ่นหลังก็เต็มไปด้วยเหงื่อร้อน คนยืนอยู่ตรงช่องลม ตากลมอยู่พักใหญ่ รอจนเหงื่อเบาลงบ้างแล้ว ในใจก็มีภาพท่าทีผิดปกติของสวี่มี่เมื่อครู่ก่อนที่ตอนแรกดูหงุดหงิดไม่พอใจ แต่แล้วจู่ๆ ก็กลับเป็นปกติผุดขึ้นมา

สกุลสวี่หลายปีมานี้เพื่อผลประโยชน์ของตระกูลได้แอบต่อสู้กันอย่างลับๆ กับสกุลเกา สกุลลู่มาโดยตลอด

สกุลสวี่แม้จะได้รับประโยชน์ในฐานะพระประยูรญาติ แต่ไม่ว่าจะพูดถึงด้านชื่อเสียงบารมีหรือกำลังความเข้มแข็งของตระกูลแล้ว การคิดจะกดข่มสกุลเกาก็มีความเป็นไปได้ไม่มาก แต่กับสกุลลู่เนื่องจากกำลังความเข้มแข็งพอๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเสนอแนะการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งของบุตรหลานลูกศิษย์ลูกหาหรือการได้มาซึ่งผลประโยชน์ในท้องถิ่นที่แท้จริง ล้วนแต่ยิ่งช่วงชิงกันรุนแรง

ครั้งนี้ต้องเผชิญหน้ากับการคุกคามของกำลังทหารที่มาจากเป่ยซย่า สวี่มี่ไม่เพียงสนับสนุนให้เกาเฉียวทำหน้าที่ผู้บัญชาการทหาร ยังแสดงท่าทีในราชสำนัก ให้เกาเฉียวโยกย้ายคนในกองทัพสกุลสวี่ใช้ได้ตามอำเภอใจ

อย่างไรเสียถ้ารังนกพลิกคว่ำ ยังจะมีไข่ในรังที่ไม่แตกอยู่หรือ ต่อให้สวี่มี่เห็นแก่ผลประโยชน์ของตระกูลเพียงใดก็คงไม่โง่เขลาถึงกับไม่เห็นชะตากรรมของบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญ และด้วยเหตุนี้เขาจึงได้รับชื่อเสียงที่ดีงามว่าเป็นผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

แต่นอกจากเหตุผลนี้แล้วเจตนารมณ์ของสวี่มี่เมื่อสืบสาวราวเรื่องลงไปถึงแก่นแท้ กลับหาได้มีเพียงแค่นั้น

คนนอกอาจไม่รู้ แต่หยางเซวียนกลับรู้อย่างกระจ่างชัด

ในช่วงเวลาที่เมฆหมอกแห่งสงครามกำลังแผ่ปกคลุมลงมา พวกเกาอวิ่นได้ไปจัดเตรียมการทำศึกที่เจียงเป่ยแล้ว ตามความเป็นจริงแล้วในต้าอวี๋ตอนนั้นทั้งราชสำนักและราษฎรตลอดจนเบื้องล่างเบื้องบนยังคงเต็มไปด้วยความท้อแท้ไม่มั่นใจ

เป่ยซย่าในอดีตตลอดเวลายี่สิบปีผ่านมาได้ทยอยยึดครองอำนาจการปกครองของชนต่างเผ่าน้อยใหญ่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชาวโหรวหราน ซยงหนู เซียนเปย พยายามรวบรวมดินแดนจงหยวนเป็นหนึ่ง

การศึกครั้งนี้ไม่ว่าจะดูจากจำนวนประชากรหรือกำลังทหาร เหนือใต้แตกต่างกันอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ แม้เกาเฉียวจะเคยกล่าวยืนยันในราชสำนักหลายครั้งเพื่อปลุกเร้าใจให้ฮึกเหิม โดยเห็นว่าเป่ยซย่าแม้จะดูเหมือนแข็งแกร่งเกรียงไกร แต่ความจริงแล้วภายในไม่มีพลังความเหนียวแน่น ถ้าต้าอวี๋ทั้งเบื้องล่างเบื้องบนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ตัดสินใจสู้ตายกับพวกเขา ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางเอาชนะได้ ทว่าเบื้องบนตั้งแต่ขุนนางในราชสำนัก ถึงเบื้องล่างราษฎรทั่วไป ทุกคนยังคงไม่มีความหวังว่าต้าอวี๋จะสามารถเอาชนะในการศึกครั้งนี้ได้สักเท่าใด

สวี่มี่เองก็ไม่ยกเว้น ครานั้นตอนส่งกำลังทหารไปก็อ้างเหตุเสริมการป้องกันทางตอนบนของแม่น้ำ แอบคงกำลังความแข็งแกร่งในแถบจิงเซียงที่ตนดูแลมานานปีเอาไว้

ตามการคิดคำนวณของสวี่มี่ สกุลเกาเป็นผู้นำในการทำศึกครั้งนี้ ถ้ารบแพ้ผู้ได้รับภัยพิบัติก่อนใครย่อมเป็นสกุลเกา สกุลสวี่ไม่เพียงไม่ต้องถูกประณาม ยังเป็นไปได้อย่างมากที่จะอาศัยกองกำลังทหารในเขตอำนาจของตนผืนนี้ ฉวยโอกาสในระหว่างที่สกุลเกาพบอุปสรรค ยึดอำนาจและเข้าแทนที่

ตอนนั้นดูจากการจัดวางกำลังของสวี่มี่ หยางเซวียนก็มองออกแล้ว รู้ว่าสวี่มี่หาได้ให้ความร่วมมืออย่างสุดกำลังเช่นที่รับปากเกาเฉียวไว้ก่อนหน้านี้ หยางเซวียนห่วงกังวลว่าจะไม่เป็นผลดีต่อการทำศึก ในใจจึงออกจะไม่ค่อยพอใจ

แต่ในฐานะขุนพลของกองทัพสกุลสวี่ เขาก็ได้แต่ต้องทำตามคำสั่ง

ที่สวี่มี่คิดไม่ถึงก็คือการทำศึกครั้งนี้ต้าอวี๋ไม่เพียงรบชนะแล้ว ยังได้รับชัยชนะอย่างรวดเร็วและงดงามเพียงนี้

และก็เป็นเพราะการทำศึกครั้งนี้ทำให้ชื่อเสียงบารมีของสกุลเกายิ่งรุ่งโรจน์โชติช่วง กลายเป็นทำให้สกุลสวี่ยิ่งอ่อนแอเป็นเท่าทวี

สกุลเกาก็แล้วไปเถิด แม้แต่สกุลลู่ที่เดิมก่อนการทำศึกมีอำนาจพอๆ กับสกุลสวี่ ดูแล้วด้วยผลงานอันยอดเยี่ยมของบุตรหลานและการเกี่ยวดองผ่านการแต่งงานกับสกุลเกา ย่อมจะทิ้งสกุลสวี่ไว้ข้างหลัง

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าทั้งสองครอบครัวเกี่ยวดองกันด้วยการแต่งงาน นับแต่นี้ก็ยิ่งแน่นแฟ้นเชื่อมผนึกอยู่ด้วยกัน ที่ยืนสุดท้ายไม่กี่ส่วนของสกุลสวี่ในราชสำนักเกรงว่าคงจะต้องถูกช่วงชิงไปแล้ว

ขอถาม…สวี่มี่จะยินยอมได้อย่างไร

วันนี้กลับประจวบเหมาะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น หลี่มู่ผู้มาจากครอบครัวยากจนถึงกับมีความคิดจะขอแต่งงานกับบุตรสาวของเกาเฉียว

กล่าวสำหรับสวี่มี่แล้ว นี่มิใช่มีโอกาสอันเหมาะสมส่งมาพอดีหรือ

ถ้าเกาเฉียวยอมยกบุตรสาวให้แต่งงานกับหลี่มู่ เพื่อจะรักษาไว้ซึ่งชื่อเสียงอันดีงามของการเป็นคนที่รับปากแล้วไม่คืนคำ สกุลเกาไม่เพียงต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงในหมู่ตระกูลขุนนาง สกุลลู่เองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถูกคนหัวเราะเยาะ ไม่เพียงแค่นั้น…ระหว่างสองสกุลก็ต้องเกิดความร้าวฉาน

ถ้าเกาเฉียวปฏิเสธการขอแต่งงานของหลี่มู่ โดยอ้างเหตุผลเรื่องตระกูลขุนนางกับสามัญชนไม่แต่งงานกัน และยังคงผูกสัมพันธ์กับสกุลลู่ผ่านการแต่งงานต่อไป ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตกเป็นขี้ปากชาวบ้านว่าเป็นคนไม่รักษาคำพูด กับหลี่มู่เองก็ย่อมกลายเป็นศัตรูไม่มองหน้ากัน

เรื่องนี้ไม่ว่าผลในท้ายที่สุดจะเป็นเช่นไร กล่าวสำหรับสกุลสวี่แล้วล้วนเป็นการซื้อขายที่มีแต่กำไรไม่มีทางขาดทุน แล้วเขาจะขัดขวางได้อย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้นด้วยความเข้าใจที่หยางเซวียนมีต่อสวี่มี่ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เกรงว่าเขาน่าจะยินดีที่จะได้เห็นหลี่มู่ขอแต่งงานสำเร็จมากกว่า

ถึงแม้หลี่มู่เพราะได้เป็นบุตรเขยของสกุลเกา วันหน้าจึงไปพึ่งพาอาศัยสกุลเกา แต่กล่าวสำหรับตระกูลที่มีอำนาจราชศักดิ์แล้ว คุณค่าของขุนพลที่ห้าวหาญผู้หนึ่งก็เป็นเพียงเครื่องมือที่ใช้ได้สะดวกชิ้นหนึ่งเท่านั้น

ถ้าเครื่องมือนี้คุกคามตนในวันข้างหน้าก็กำจัดทิ้งเสียแล้วกัน

ผลประโยชน์ของตระกูลต่างหากที่จัดอยู่ในอันดับหนึ่งเสมอ

ด้วยอายุของหลี่มู่และประสบการณ์ชีวิตในช่วงก่อนหน้านี้ เขาไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับตระกูลที่มีอำนาจราชศักดิ์เหล่านี้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะคิดได้ยาวไกลเช่นนี้

คิดดูแล้วครั้งนี้หลี่มู่คงเพียงฮึกเหิมเลือดร้อน ผ่านโลกมาไม่มาก ถึงได้คิดจะขอแต่งงานกับบุตรสาวสกุลเกาเท่านั้น

หลี่มู่อาจไม่รู้ว่าการกระทำในครั้งนี้ของเขาถึงกับกลายเป็นมีดเล่มหนึ่งที่อาจจะทำลายความสมดุลในการต่อสู้แข่งขันเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์ระหว่างสกุลเกา สวี่ ลู่ สามตระกูลขุนนางชั้นสูงสุดของราชสำนักที่ดูเหมือนรักษาความสมดุลมาได้อย่างยาวนานโดยไม่รู้ตัว

หยางเซวียนใคร่ครวญถึงห่วงโซ่สำคัญที่อยู่ภายในเรื่องนี้ได้แล้วก็อดสูดลมหายใจเข้าด้วยความหนาวเหน็บไม่ได้ เหงื่อร้อนที่เพิ่งเบาลงพลันผุดขึ้นมาอีก

พลังอำนาจของตระกูลที่มีอำนาจราชศักดิ์น่ากลัวเพียงใด เขารู้ดีอย่างที่สุด

ตระกูลเหล่านั้นสามารถเค้นคอครอบครัวสามัญชนอย่างพวกเขาไม่ให้อยู่รอด ทำให้ลูกหลานชนรุ่นหลังของพวกเขาไม่มีวันเงยหน้าอ้าปากได้ นับเป็นเรื่องที่ง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ

หยางเซวียนไม่ลังเลต่อไปอีก ตัดสินใจไปหาหลี่มู่เดี๋ยวนี้

จำเป็นต้องให้หลี่มู่รู้ว่ายากแล้วถอยเสีย จะได้ไม่ถูกพัดม้วนเข้าไปอยู่ในกระแสคลื่นใต้น้ำของการต่อสู้แย่งชิงของตระกูลที่มีอำนาจราชศักดิ์ในครั้งนี้โดยไม่รู้ตัว หาไม่เกรงว่าวันหน้าจะตายอย่างไรก็ยังไม่รู้

หยางเซวียนปาดๆ เหงื่อ รีบสาวเท้าเดินจากไป กลับได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังมาจากด้านข้าง “ขุนพลหยาง โปรดหยุดก่อน!”

หยางเซวียนหันหน้าไป เห็นชายหนุ่มหลายคนมายืนอยู่ตรงข้าม

คนหนึ่งคือเกาหวนหลานชายของเกาเฉียว อีกคนดูเหมือนจะเป็นลู่ฮ่วนจือแห่งสกุลลู่ เขาสวมหมวกใหญ่รองเท้าสูง เท้าเอวยืนอยู่ที่นั่น มองตนด้วยแววตาเฉยเมย

บุรุษอีกคนที่อยู่ด้านข้างของคนทั้งสองดูอายุมากกว่า อยู่ในวัยพอๆ กับหลี่มู่ อายุราวยี่สิบกว่า รูปร่างสูง หน้าตาหล่อเหลา ท่วงทำนองดุจหยกงาม แต่ช่วงหว่างคิ้วกลับมีกลิ่นอายของความองอาจผึ่งผายที่ยากจะพบเห็นในหมู่บุตรหลานตระกูลขุนนาง เมื่อเปรียบกับบรรดาบุตรหลานตระกูลขุนนางที่ผัดแป้งทาชาดนั่งรถเทียมวัวจากในเมืองมาดูการปูนบำเหน็จกองทัพที่พบเห็นอยู่ทั่วทุกหนแห่งในวันนี้แล้ว คนผู้นี้ก็ไม่ต่างอะไรกับนกกระเรียนในฝูงไก่ ดูโดดเด่นสะดุดตาคนยิ่ง

บุรุษหนุ่มผู้นี้ก็คือลู่เจี่ยนจือ บุตรชายคนโตของสกุลลู่ผู้มีชื่อเสียง

วันนี้ฮ่องเต้ซิงผิงเสด็จมาปูนบำเหน็จกองทัพ ชื่อของเขาก็โดดเด่นอยู่ในรายชื่อนายทหารผู้มีคุณูปการ ทั้งยังมีผลงานปราบกบฏหลินอี้ในช่วงก่อน ได้รับการปูนบำเหน็จพร้อมกันทั้งสองผลงาน อายุยังน้อยก็ได้เลื่อนขั้นเป็นข้าหลวงรับใช้ส่วนพระองค์และขุนพลเจี้ยนเวย

หยางเซวียนย่อมรู้จักเขา แต่เพราะฐานะแตกต่างกันมาก ปกติจึงไม่ได้คบค้าสมาคมกัน ยามนี้เขามุมปากเจือรอยยิ้มอบอุ่น แขนเสื้อต้องลม กำลังเดินตรงมาที่ตน หยางเซวียนอดแปลกใจไม่ได้ ก่อนรีบเดินเข้าไปหา

ลู่เจี่ยนจือกล่าว “ได้ยินชื่อท่านขุนพลมานาน วันนี้โชคดีได้มาพบตัวจริง ช่างองอาจห้าวหาญสมคำเล่าลือ”

หยางเซวียนยิ่งประหลาดใจมากขึ้น

เขาได้ยินมานานแล้วว่าลู่กวงแต่ไรมาเป็นคนหยิ่งผยองในฐานะของตน ให้ความสำคัญต่อความแตกต่างระหว่างตระกูลขุนนางกับสามัญชนอย่างมาก กลับคิดไม่ถึงว่าลู่เจี่ยนจือคุณชายใหญ่แห่งสกุลลู่ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังถึงกับมีท่าทางเฉกเช่นเกาเฉียว ในคำพูดคำจาไม่มีท่าทีหยามหมิ่นตนที่เป็นขุนพลจากครอบครัวต่ำต้อยยากจนแม้แต่น้อย เขารีบบอก “คุณชายยกย่องเกินไปแล้ว หยางเซวียนละอายมิกล้ารับ”

ทักทายกันเสร็จแล้ว ลู่เจี่ยนจือก็กล่าวขึ้น “ท่านขุนพลมีอานุภาพเหนือผู้คน หลี่มู่ที่อยู่สังกัดของท่านก็หาใช่ธรรมดา ศึกใหญ่เจียงเป่ยในครั้งนี้ไม่เพียงสร้างคุณูปการอันยอดเยี่ยม ทำศึกครั้งเดียวก็มีชื่อเสียงโด่งดัง ก่อนหน้านี้ยังช่วยจื่อเล่อมาจากแนวหน้า ความกล้าหาญของหลี่มู่ทำให้คนเลื่อมใสศรัทธา แต่ไรมาข้าก็เห็นจื่อเล่อเป็นดั่งน้องชายแท้ๆ ของตน อยากจะกล่าวขอบคุณหลี่มู่มานานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้การศึกพัวพัน ยังไม่เคยมีโอกาส มาบัดนี้เจียงเป่ยสงบลงแล้ว นับเป็นโอกาสอันดี ใกล้จะถึงเทศกาลฉงหยางแล้ว พี่น้องในเมืองเจี้ยนคังแต่ไรมาก็จะหาความสนุกสนานด้วยการปีนเขาในวันเทศกาลฉงหยาง ในวันนั้นข้าอยากจะเชิญหลี่มู่มาปีนภูเขาฟู่โจวที่อยู่ทางตอนเหนือของเมือง ร่วมชมทิวทัศน์ในฤดูใบไม้ร่วงด้วยกัน รบกวนท่านขุนพลช่วยถ่ายทอดคำพูดแทนข้าด้วย อีกสองสามวันข้าจะส่งเทียบเชิญมาให้เพื่อแสดงถึงความจริงใจ”

หยางเซวียนต้องประหลาดใจอีกครั้ง เขารีบพยักหน้า “ได้รับการเชื้อเชิญจากคุณชายเช่นนี้ ถือเป็นโอกาสอันหาได้ยากยิ่ง ข้าขอขอบคุณคุณชายแทนหลี่มู่ ข้าจะไปบอกเขาเดี๋ยวนี้”

ลู่เจี่ยนจือผงกศีรษะ หยางเซวียนประสานมือกล่าวอำลาแล้วจึงเดินจากไป

ขณะที่ทั้งสองสนทนากันเมื่อครู่ เกาหวนอยู่ที่ด้านข้างโดยตลอด เห็นหยางเซวียนจากไปแล้ว ใบหน้าก็เผยแววดีใจ เดินเข้ามาบอกว่า “ขอบคุณต้าซยงที่ช่วยให้บรรลุผลสมปรารถนา!”

สีหน้าบ่งบอกว่ารู้สึกขอบคุณอย่างมากล้นจนเกินถ้อยคำ

ลู่เจี่ยนจือบอกด้วยสีหน้ายิ้มๆ “ถึงเจ้าไม่เอ่ยปาก ข้าก็คิดจะขอบคุณเขาอยู่แล้ว สบโอกาสอันดีนี้เข้าพอดี ถึงตอนนั้นต้าซยงจะเชิญคนที่มีชื่อเสียงในเมืองเจี้ยนคังมาให้ทั่ว…เป็นอย่างไร”

เกาหวนดีใจอย่างมาก ทว่าลู่ฮ่วนจือที่อยู่ด้านข้างกลับย่นหัวคิ้วแสดงความเห็นแย้ง “ต้าซยง เขาช่วยจื่อเล่อไว้ พวกเราย่อมต้องขอบคุณ เพียงแต่ไม่จำเป็นต้องระดมผู้คนใหญ่โตเพียงนี้”

ลู่เจี่ยนจือหันมามองลู่ฮ่วนจือ สายตาจับนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของเขา

เช้านี้ลู่ฮ่วนจือออกจากเมืองมาชมงานพิธี ได้ทาขี้ผึ้งหอมบนใบหน้า ทั้งผัดแป้งไว้อย่างละเอียดชั้นหนึ่ง เวลาผ่านมาหนึ่งวันชั้นแป้งหลุดร่อนผสมปนเปกับเหงื่อ ทิ้งรอยคราบไว้บนหน้าผากเป็นแนว คราบแป้งสกปรกบางส่วนยังติดอยู่บนคิ้ว ดูแล้วไม่สุภาพเรียบร้อยสักเท่าใด

เกาหวนมองตามสายตาของลู่เจี่ยนจือ ทนไม่ไหวหัวเราะพรืดออกมา รู้สึกขบขันแล้ว

ครานี้ลู่ฮ่วนจือจึงได้รู้ตัว ลูบๆ ใบหน้า เอ่ยแก้ตัวเบาๆ “ตอนแรกก็ไม่ได้อยากทาหรอก แต่พวกที่มาด้วยกันเหล่านั้น ทุกคนต่าง…”

ลู่เจี่ยนจือย่นหัวคิ้วน้อยๆ “ลูกผู้ชายที่องอาจผึ่งผาย วันๆ กลับเอาแต่แต่งหน้าทาแป้ง มิน่าชนทางเหนือถึงได้เยาะเย้ยถากถางชาวใต้เราว่ามีแต่แม่บ้านกับเด็กที่ยังกินนมอยู่…”

ลู่ฮ่วนจือหน้าแดงหูแดง รีบหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาผืนหนึ่ง แล้วเช็ดใบหน้าแรงๆ

เกาหวนหัวเราะจนหยุดแล้วก็ไม่อาจทนเห็นสหายรักตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ รีบช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้ลงเอยด้วยดี ใจคอเบิกบานยิ่ง

ท่านลุงไม่รับปาก เช่นนั้นก็ถอยแล้วขอร้องอันดับรองลงมา สามารถเชิญในนามของลู่เจี่ยนจือก็ใช้ได้เช่นกัน คิดว่าถ้าหลี่มู่ทราบข่าวคงจะดีใจเป็นแน่

เดิมทีเกาหวนคิดจะไปหาหลี่มู่ด้วยตนเอง แต่เมื่อนึกถึงคำสั่งห้ามของท่านลุง แม้ครุ่นคิดเท่าใดก็ไม่เข้าใจ ลึกๆ ในใจเขายิ่งไม่พอใจ แต่สุดท้ายยังคงไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งอย่างโจ่งแจ้งจึงไปหาลู่เจี่ยนจือแทน ในที่สุดก็บรรลุความปรารถนา

เขาระงับจิตใจที่เฝ้ารอคอยเอาไว้ ระบายลมหายใจออกมายาวเหยียด เพียงตั้งตารอให้วันเทศกาลฉงหยางมาถึงเร็วหน่อยจึงจะดี

เป็นเวลากลางยามไฮ่ แล้ว

ปกติช่วงเวลานี้จวนสกุลเกาจะปิดประตูแล้ว และเกาลั่วเสินก็จะเข้านอนไปนานแล้ว

แต่คืนนี้ทั้งจวนสกุลเกากลับยังจุดโคมไฟสว่างไสว เกาชีพาบ่าวไพร่ในจวนชะเง้อคอรอคอยการกลับมาของเจ้าบ้านฝ่ายชายอยู่ที่ลานด้านนอก

เกาลั่วเสินยามนี้กำลังอยู่เป็นเพื่อนเซียวหย่งจยา

เซียวหย่งจยาเห็นบุตรสาวอ้าปากหาวจึงบอกให้นางกลับห้องไปนอนก่อน

เวลาเช่นนี้ต่อให้ง่วงนอนเพียงใด เกาลั่วเสินก็ไม่มีทางไปนอนก่อนแน่

นางถ่างตาจนกลมโต สั่นศีรษะ “ลูกไม่ง่วงเจ้าค่ะ ลูกจะรออาเหยียกลับมา อาเหนียง ลูกจะช่วยหวีผมให้ท่าน”

เกาลั่วเสินมีเส้นผมที่ดำขลับงดงาม ตอนปล่อยสยายอยู่ภายใต้แสงโคมแลคล้ายผ้าแพรไหมเนื้อดีที่งดงามเป็นมันวาว เหล่านี้ล้วนได้มาจากมารดาเซียวหย่งจยาทั้งสิ้น

เส้นผมดำทั้งศีรษะของเซียวหย่งจยางามจนเคยมีคนใช้เงินพันตำลึงจ้างคนแต่งบทกวีให้ เรื่องนี้ถึงกับแพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง

เกร็ดประวัติเรื่องนี้ เมื่อปีกลายมีอยู่ครั้งหนึ่งอาจวี๋ดื่มสุราเมาแล้วตอนพูดจ้ออยู่กับเกาลั่วเสินได้หลุดปากพูดออกมาโดยไม่เจตนา เล่าว่าตอนองค์หญิงใหญ่โตพอๆ กับเกาลั่วเสินในเวลานี้ เวลานั้นสกุลมู่หรงแห่งเซียนเปยยังไม่ถูกล้มล้าง ยังจงรักภักดีอยู่ภายใต้ร่มธงของต้าอวี๋ เคยส่งทูตลงใต้มาที่เมืองเจี้ยนคัง เข้าเฝ้าอดีตฮ่องเต้

ตอนนั้นในคณะทูตมีชายหนุ่มเชื้อพระวงศ์เซียนเปยผู้หนึ่ง บังเอิญได้พบองค์หญิงชิงเหอเข้าในงานเลี้ยงฉลองที่อดีตฮ่องเต้จัดขึ้นเพื่อต้อนรับคณะทูต และเกิดความลุ่มหลงในตัวองค์หญิง ไม่เพียงเลียนแบบคนทางใต้ทุ่มเงินก้อนโตจ้างคนแต่งบทกวี ถ่ายทอดความเลื่อมใสศรัทธาที่ตนมีต่อองค์หญิง ถึงกับยังหวังว่าต้าอวี๋จะยอมให้องค์หญิงแต่งงานกับตนด้วย

แน่นอนว่าอดีตฮ่องเต้จะยอมให้องค์หญิงผู้สูงศักดิ์ พระธิดาที่ทำให้ตนภาคภูมิใจแต่งไปอยู่แคว้นใต้อาณัติทางเหนือ ที่ฐานะบ้านเมืองไม่มั่นคงจะล้มมิล้มแหล่ได้อย่างไร จึงอ้างเหตุผลว่าองค์หญิงได้หมั้นหมายแล้ว ปฏิเสธชาวเซียนเปยผู้นั้น ชาวเซียนเปยผู้นั้นจึงจากไปด้วยความผิดหวัง

ผ่านไปหลายปีสิ่งของทุกอย่างยังอยู่คงเดิมแต่คนเปลี่ยนไปแล้ว

องค์หญิงในอดีตเวลานี้เป็นมารดาคนแล้ว ส่วนบ้านเมืองของชาวเซียนเปยก็ถูกชาวเจี๋ยล้มล้างไปเช่นกัน มู่หรงซีเชื้อพระวงศ์ผู้นั้น หลังจากยอมจำนนต่อเป่ยซย่า ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นต้าหนิงโหว เนื่องจากเชี่ยวชาญการยกทัพจับศึก จึงได้รับการขนานนามว่าขุนพลผู้ห้าวหาญอันดับหนึ่งแห่งทางเหนือ

ส่วนบทกวีที่แลกมาด้วยเงินก้อนโตบทนั้นก็สลายกลายเป็นคลื่นหมอกควันเหนือผิวน้ำบนแม่น้ำฉินไหว* ไปนานแล้ว ไม่เหลือร่องรอยใดๆ ให้เห็นอีก

แต่จากคำพูดของอาจวี๋ บทกวีทั้งบทบรรยายได้อย่างลึกซึ้งมีสีสัน ใช้วาทศิลป์ต่างๆ ที่งดงามที่สุดพรรณนาและชื่นชมความงามขององค์หญิงอย่างไม่สงวนถ้อยคำแม้แต่น้อย โดยเฉพาะเส้นผมดำขลับนั่น ยิ่งพรรณนาจนทำให้คนหลงใหลใฝ่ฝันหาในความงาม

ตอนนั้นหลังจากอาจวี๋ฟื้นจากความเมามายก็เอาแต่ปฏิเสธ บอกที่เล่ามาทั้งหมดตนเสกสรรปั้นเรื่องขึ้นมาเอง บอกเกาลั่วเสินอย่าถือเป็นเรื่องจริงจังเป็นอันขาด

ไม่ว่าเรื่องที่อาจวี๋พลั้งปากเล่ามาหลังจากดื่มสุราจะจริงหรือเท็จ ส่วนลึกของหัวใจเกาลั่วเสินก็ยังรู้สึกว่าเรื่องในอดีตของบิดามารดามีแต่ยิ่งถูกปิดคลุมไปด้วยความลึกลับอีกชั้นหนึ่ง

เซียวหย่งจยาแม้เวลานี้จะอยู่ในวัยสามสิบหกปีแล้ว แต่เส้นผมยาวทั้งศีรษะยังคงดำขลับเป็นประกายแวววาว

คืนนี้อาเหยียจะกลับมาแล้ว

ด้วยความรู้สึกส่วนตัวเล็กๆ ที่ไม่อาจให้ผู้อื่นล่วงรู้ของตน เกาลั่วเสินพลันอยากจะช่วยหวีผมให้มารดา เส้นผมจะได้ดูแล้วยิ่งนุ่มลื่นสลวยเงางาม ตราตรึงประทับใจคน

เกาลั่วเสินหยิบหวีหยกสีเขียวอมดำ กดร่างเซียวหย่งจยาให้นั่งลงตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ตนเองนั่งอยู่ด้านหลังนาง หันหน้าเข้าหาคันฉ่องแล้วหวีผมให้มารดาอย่างเบามือ

หลังจากหวีเสร็จเกาลั่วเสินก็เรียกสาวใช้ฝีมือดีมาเกล้ามวยผมทรงหุยซิน ที่มารดาชื่นชอบ แล้วใช้นิ้วก้อยของตนแตะขี้ผึ้งทาปากกุหลาบที่เพิ่งปรุงขึ้นมาเมื่อไม่กี่วันก่อนเล็กน้อย แตะไปที่กลีบปากทั้งสองของมารดาเบาๆ

ขี้ผึ้งทาปากชุ่มชื้นและเนียนละเอียด เมื่อแต่งแต้มอยู่บนริมฝีปากก็ดูงามสดใสดุจบุปผา กลิ่นหอมจางซึมซาบเข้ามาในจมูก

เกาลั่วเสินปกติไม่ค่อยชอบใช้ของเหล่านี้ แต่ก็ชอบกลิ่นเช่นนี้

ระหว่างที่นางมือไม้ยุ่งวุ่นวาย เซียวหย่งจยาแม้ปากจะบ่นว่าไม่หยุด แต่กลับยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ยิ้มพลางปล่อยให้บุตรสาวช่วยหวีผมแต่งแต้มริมฝีปากให้ตน

“อาเหนียง อาเหยียเหน็ดเหนื่อยเพียงนั้น ลำบากไม่น้อยกว่าจะได้กลับบ้าน ตอนกลางคืนท่านก็อย่าไล่เขาไปนอนที่ห้องหนังสือเลย ดีหรือไม่”

เกาลั่วเสินชะโงกหน้ามาจากด้านหลัง แขนที่นุ่มนิ่มสองข้างโอบกอดหัวไหล่ทั้งสองของเซียวหย่งจยา แนบริมฝีปากมาที่ข้างใบหูนาง เอ่ยวิงวอนขอร้องเบาๆ

เซียวหย่งจยาหันหน้ามา มองสบนัยน์ตาสุกใสแวววาวเจือไปด้วยการเฝ้ารอคอยคู่นั้นของบุตรสาว ในใจพลันแปลบปลาบ

ยังไม่ทันได้เปิดปากก็ได้ยินเสียงอาจวี๋ดังมาจากข้างนอก “เรียนองค์หญิงใหญ่ เซี่ยงกงกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”

เกาลั่วเสินหันไปมองมารดาทันที

เซียวหย่งจยาเบือนหน้าไป กล่าวเสียงราบเรียบ “พวกเจ้าออกไปต้อนรับก็แล้วกัน”

เกาลั่วเสินรู้ว่าไม่อาจใจร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะคาดหวังให้มารดาออกไปต้อนรับบิดาในตอนนี้เหมือนกับตน นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นางจึงพยักหน้า “อาเหนียงพักผ่อนก่อน ลูกจะไปต้อนรับอาเหยีย”

เกาเฉียวเดินเข้ามาในโถงด้านหลัง เห็นบุตรสาวออกมาต้อนรับตนแต่ไกล ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มทันที สาวเท้าเร็วๆ เข้ามาด้านใน

คนในครอบครัวได้พบหน้ากันเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุด เนื่องจากค่อนข้างดึกแล้วพูดคุยกันได้ไม่กี่คำเกาเฉียวก็บอกให้เกาลั่วเสินกลับห้องไปพักผ่อน

“อาเหยีย เพิ่งจะไม่กี่เดือน ท่านก็ผอมและดำไปมาก วันนี้ท่านคงเหนื่อยแล้ว เช่นนั้นก็พักผ่อนเร็วหน่อยเถิด อาเหนียงยังไม่นอน อยู่ในห้องเจ้าค่ะ”

ก่อนเกาลั่วเสินจะจากไป ได้หันไปกล่าวกับบิดา

เกาเฉียวยิ้มพลางพยักหน้า มองอาจวี๋เดินเป็นเพื่อนบุตรสาว รอจนเงาร่างทั้งสองค่อยๆ หายลับไป สีหน้าเขาพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมแล้ว สั่งบ่าวไพร่ในส่วนต่างๆ ให้แยกย้ายกันไป

มีบ่าวไพร่จัดเตรียมน้ำอาบไว้ให้แล้ว หลังจากอาบน้ำเสร็จ เกาเฉียวสวมเสื้อตัวในสีขาวที่สวมเป็นประจำเวลาอยู่บ้าน เดินไปห้องนอนด้วยจิตใจที่หนักอึ้ง

ประตูแง้มอยู่ ข้างในแสงเทียนส่องสว่าง

เกาเฉียวผลักประตูเข้าไปเห็นเซียวหย่งจยาหันหลังให้ประตู นั่งเอียงๆ เอนพิงหมอนอิงผ้าแพรปักดอกที่ยัดไส้ไว้จนอ่อนนุ่มอยู่บนตั่งที่ตั้งอยู่ด้านข้างของห้อง มือข้างหนึ่งงอศอกค้ำยันหน้าผาก มือข้างหนึ่งถือม้วนหนังสือ เส้นผมดำเงางามทั้งศีรษะปล่อยสยายอยู่ด้านหลังหนานุ่มดุจปุยเมฆ ร่างสวมกระโปรงหรูฉวิน ผูกเอวสีม่วงอมน้ำเงินยาวคลุมเข่า ด้านล่างกระโปรงมีหลังเท้าขาวผ่องดุจหิมะโผล่ออกมาเผยให้เห็นนิ้วเท้าที่ทาน้ำมันทาเล็บสีแดงสดเอาไว้ มองจากทางด้านหลัง รูปร่างนางดูอรชรอ้อนแอ้นราวกับเด็กสาวอายุสิบหก

นางหันหน้าไปทางโคมไฟที่ตั้งอยู่ปลายตั่ง คล้ายกำลังอ่านหนังสืออย่างใจจดใจจ่อ กระทั่งเขาเข้ามาแล้วก็ไม่ได้ยินเสียง เกาเฉียวจึงผ่อนฝีเท้าให้เบาลง เดินไปทางห้องด้านใน

ครั้นเดินมาถึงข้างกายนาง แสงโคมก็วูบไหว

เกาเฉียวหยุดฝีเท้า

“เมื่อวานลู่ฟูเหรินส่งคนมา บอกอีกสองวันจะมาปรึกษาหารือเรื่องแต่งงานของลูกๆ”

เซียวหย่งจยาเอ่ยปากเสียงเย็น สายตายังคงจับนิ่งอยู่ที่ม้วนหนังสือ

“เจ้าจัดการไปก็แล้วกัน”

เกาเฉียวตอบมาคำหนึ่งแล้วเดินเข้าไปข้างในต่อ ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็หยุดลงอีก หันหน้ากลับมามองนางแวบหนึ่ง ลังเลชั่วขณะ สุดท้ายยังคงเอ่ยปากขึ้น “ดึกแล้ว ระวังจะเสียสายตา ไปพักผ่อนเถิด”

เซียวหย่งจยาส่งเสียงอืมเบาๆ โยนหนังสือในมือลงบนตั่ง นางเหยียบตั่งลงมาด้วยเท้าเปล่า แล้วสวมรองเท้าปักลายด้วยเส้นไหมสีม่วงที่ถอดไว้กับพื้นคู่นั้น บิดตัวเดินเข้าไปในห้องด้านใน ตอนเดินผ่านข้างกายเกาเฉียวก็หยุดลง ชำเลืองตามองเสื้อที่สวมอยู่บนร่างของเขาตัวนั้น

“เสื้อตัวนี้ท่านสวมมากี่ปีแล้ว หรือจะเป็นตัวที่ตัดพร้อมกับจื่อเล่อเมื่อปีก่อน” น้ำเสียงของนางเจือความรังเกียจเล็กน้อย

“ข้าใส่ชินแล้ว เสื้อผ้าก็ยังดีอยู่ ยังไม่เคยเย็บปะ”

เกาเฉียวลูบๆ ตัวเสื้อด้านหน้า พูดอย่างคลุมเครือ

เซียวหย่งจยาส่งสายตาแสดงความรังเกียจมาอีกครั้ง นางไม่พูดอะไรอีก เพียงหมุนตัวเดินผ่านข้างกายเขาไป

เกาเฉียวเดินกลับมา ค้อมเอวลงเก็บม้วนหนังสือที่นางโยนไว้เมื่อครู่ขึ้นมาเงียบๆ ปิดให้ดี แล้ววางกลับไปบนโต๊ะเล็กตัวหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าตั่ง ก่อนเดินตามเข้าไปข้างใน

สองสามีภรรยาดับตะเกียงขึ้นนอนบนเตียง ต่างห่มผ้าคนละผืน

เซียวหย่งจยานอนหันหน้าเข้าด้านใน นางไม่ขยับร่างกาย คล้ายว่าหลับไปอย่างรวดเร็ว

เกาเฉียวนอนหงายอยู่บนหมอน คืนนี้เขาจะนอนหลับได้อย่างไร ในสมองครุ่นคิดแต่เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันเรื่องนั้น พลิกตัวไปมาอยู่ครู่หนึ่ง จิตใจออกจะว้าวุ่น ด้วยกลัวจะทำให้คนข้างกายตกใจตื่น จึงค่อยๆ ลุกขึ้นมานั่งแต่ไม่จุดตะเกียง อาศัยแสงจันทร์รางเลือนที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาลงจากเตียงเบาๆ กำลังก้มเอว คลำหารองเท้า ฉับพลันนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมาที่ด้านหลัง เซียวหย่งจยาลุกพรวดขึ้นมานั่ง

“เกาเฉียว! ตั้งแต่ท่านเข้ามา ข้าพูดกับท่าน ท่านก็ไม่ใสใจไยดี ตอนนี้กลางดึกกลางดื่นท่านพลิกไปพลิกมา ท่าทางราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม คราวนี้ยังจะออกไป? ท่านทำเช่นนี้เพราะอะไร หรือท่านรังเกียจที่ข้าอยู่ที่นี่ รบกวนความสงบสุขของท่าน ถ้าใช่ ท่านก็พูดออกมาตามตรงเสียแต่เนิ่นๆ ท่านจะได้ไม่ต้องทนทรมาน ข้าก็ไม่ต้องให้ท่านไล่ จะกลับไปเกาะไป๋ลู่ในทันที!”

เกาเฉียวไม่ทันระวังว่านางยังตื่นอยู่ เห็นนางจู่ๆ ก็เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ จึงรีบบอก “อาลิ่ง เจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าจะนอนเดี๋ยวนี้” พูดพลางก็เลิกผ้าห่ม ทำท่าจะนอนลงไป

“ศึกเจียงเป่ยได้รับชัยชนะ บุตรสาวจะมีงานมงคล ทุกเรื่องล้วนเป็นเรื่องดี ท่านกลับสีหน้าไม่เบิกบานใจ ที่แท้แล้วท่านมีเรื่องอะไรกันแน่”

“ไม่มีเรื่องอะไร นอนเถิด” เกาเฉียวตอบอย่างพอขอไปที

เซียวหย่งจยายิ้มหยัน พูดเสียงเยียบเย็น “ช่างเถิด ยังจะเสแสร้งอะไร ท่านคิดว่าข้าไม่รู้หรือ ข้ารู้ท่านไม่อยากจะเห็นหน้าข้าแม้ชั่วขณะเดียว! ถ้าไม่ใช่เพื่อเรื่องแต่งงานของบุตรสาว ท่านคิดว่าข้าอยากจะกลับมาหรือ! ในเมื่อข้ากลับมาแล้วก็ต้องนอนเตียง ถ้าท่านเห็นข้าแล้วกลัดกลุ้มรำคาญใจ ตนเองอยากไปที่ใดก็เชิญ!”

นางกลับลงไปนอน ยังคงหันหลังให้เกาเฉียว หลังพูดจบก็หลับตาลง

เกาเฉียวทั้งยังไม่ได้กลับลงไปนอน และไม่ได้ยืนขึ้นมา เพียงนั่งอยู่ที่ขอบเตียง เงาร่างนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับ

ครู่ใหญ่เขาค่อยๆ ลุกขึ้นมาพูดเสียงต่ำ “เจ้านอนเถิด ข้ารู้สึกอุดอู้เล็กน้อย จะไปสงบใจที่ห้องหนังสือสักหน่อย”

เซียวหย่งจยาหันหน้ามา มองผ่านม่านมุ้งฤดูร้อนบางๆ ชั้นหนึ่ง เห็นเงาร่างสามีเดินช้าๆ ไปทางประตู นางแทบจะขบฟันขาวดุจเงินยวงจนแตก หยิบหมอนสี่เหลี่ยมที่เขาหนุนเมื่อครู่ขึ้นมา เลิกม่านมุ้งขึ้น ขว้างไปที่แผ่นหลังเขา พูดด้วยน้ำเสียงเคียดแค้น “ท่านก็นอนอยู่ที่ห้องหนังสือของท่านก็แล้วกัน ไม่ต้องกลับมาอีก!”

ออกจากเมืองมาทางตะวันออก ห่างจากตัวเมืองไปหลายสิบหลี่ ตรงบริเวณชานเมืองมีทะเลสาบเชวี่ยอยู่แห่งหนึ่ง น้ำในทะเลสาบโหมซัดสาด ทัศนียภาพงดงาม ริมทะเลสาบมีที่ดินศักดินาอยู่ผืนหนึ่ง เรียกว่าเรือนเชวี่ย

วันถัดมาหลี่มู่ในชุดสีเขียวอมดำก็ขี่ม้ามาถึงเรือนเชวี่ยตามลำพัง ตอนลงจากหลังม้าบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งแต่งตัวเหมือนพ่อบ้านที่ยืนรออยู่ปากประตูรีบเดินเข้ามาต้อนรับ ยิ้มแล้วบอก “ท่านก็คือหลี่หู่เปิน?”

หลี่มู่พยักหน้า

พ่อบ้านบอก “ข้าน้อยเกาชี ได้รับคำสั่งจากนายท่าน มารออยู่ที่นี่นานแล้ว เชิญตามข้าน้อยมา”

หลี่มู่มองที่ดินศักดินาแวบหนึ่ง แล้วเดินตามเกาชีเข้าไปข้างใน

ที่ดินศักดินาแห่งนี้กว้างขวางยิ่ง มองไปไม่เห็นขอบเขต เกาชีคล้ายเจตนาให้หลี่มู่ได้เปิดหูเปิดตาชมพื้นที่ภายใน พาเขาเดินไปข้างหน้าช้าๆ พอเจอทัศนียภาพแห่งหนึ่งก็จะแนะนำให้เขาได้รู้จัก ตลอดทางที่เดินผ่านมาคดเคี้ยววกวน เพียงเห็นด้านในมีสายน้ำเล็ก สะพานน้อย ศาลาหอเก๋ง ทิวทัศน์แตกต่างกันไปในทุกย่างก้าว งดงามหลากหลายชมได้ไม่หวาดไม่ไหว

กระทั่งทั้งสองคนเดินมาถึงลานด้านหลัง หน้าเรือนสูงที่เจ้าบ้านพำนักอยู่ เกาชีถึงกล่าวยิ้มๆ “นอกจากที่ที่ท่านเห็นเมื่อครู่ ที่ดินผืนนี้ยังมีที่นาอุดมสมบูรณ์อีกหนึ่งพันหมู่ ที่ดินทั้งในน้ำและบนบกสองร้อยกว่าฉิ่ง ข้าว หม่อน ปลา ผักผลไม้ทั้งสี่ฤดู อะไรที่พึงมีก็ล้วนมีทุกอย่าง”

หลี่มู่ยังไม่ได้พูดอะไร เพียงเหลือบตามองไปทางประตูเรือน ที่นั่นมีบุรุษหนุ่มอายุยี่สิบห้ายี่สิบหกปีผู้หนึ่งเดินออกมา ผลัดชุดทำศึกออก สวมชุดสีขาวปลิวสะบัด รูปโฉมหล่อเหล่า สองตาเป็นประกายแวววาว เขาก็คือบุตรหลานสกุลเกาที่มีความสามารถยอดเยี่ยมอีกคนหนึ่ง…เกาอิ้น

เกาอิ้นตอนทำศึกใหญ่ที่เจียงเป่ยมีตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการทหาร กับหลี่มู่ย่อมรู้จักกันดี เขาไม่ได้วางท่าแม้แต่น้อย ถึงกับสาวเท้าเร็วๆ มาถึงเบื้องหน้าหลี่มู่ด้วยสีหน้าเจือรอยยิ้ม “จิ้งเฉิน เจ้ามาแล้วหรือ ข้ามารออยู่นานแล้ว!”

หลี่มู่ยิ้มน้อยๆ ทำความเคารพเขา แต่ถูกเกาอิ้นยับยั้งไว้แล้วพาเข้าไปในห้องโถง ข้างในได้จัดเตรียมโต๊ะดื่มสุราไว้สองตัวแล้ว ซ้ายขวาตรงข้ามกัน เกาอิ้นเองนั่งในตำแหน่งเจ้าบ้าน เชิญหลี่มู่นั่งในตำแหน่งแขก ทั้งสองเพิ่งจะลงนั่งเรียบร้อยก็มีบ่าวไพร่ยกสุราอาหารชั้นเลิศเข้ามาดุจสายน้ำไหล หลังจากเสร็จสิ้นเกาอิ้นก็สั่งเกาชีให้พาคนล่าถอยออกไปทั้งหมด ไม่ต้องปรนนิบัติอยู่ด้านข้างอีก

ในห้องโถงเหลือเพียงเกาอิ้นกับหลี่มู่สองคน เกาอิ้นเชิญหลี่มู่ดื่มจอกหนึ่ง ยิ้มแล้วบอก “เรือนแห่งนี้จิ้งเฉินเห็นเป็นอย่างไร”

“แดนเซียนบนโลกมนุษย์ก็คือเช่นนี้เอง” หลี่มู่ตอบ

เกาอิ้นแววตาแฝงรอยยิ้ม วางจอกสุราในมือลง ตบมือทีหนึ่ง

หลังสิ้นเสียงตบมือ เพียงเห็นที่ด้านหลังฉากบังลมตรงด้านข้างของห้องโถงมีเด็กสาวสิบกว่าคนเดินออกมาเป็นแถวยาว เกล้ามวยสูงสวมเสื้อผ้าหลากสีสัน อวบอิ่มเหมือนหยางอวี้หวน ผอมบางเหมือนจ้าวเฟยเยี่ยน ไม่มีคนใดไม่ใช่หญิงงามอันดับหนึ่ง เข้าแถวเป็นระเบียบอยู่กลางห้องโถง ขับให้รอบด้านดูสดใสขึ้นไม่น้อย

หญิงงามเอ่ยปากทักทาย เสียงประดุจนกขมิ้นขับขาน เกาอิ้นอมยิ้ม สั่งหญิงงามให้ขับร้องร่ายรำเพิ่มความสนุกสนาน มีหญิงชุดแดงผู้หนึ่งเป่าเซิง หญิงชุดเขียวผู้หนึ่งตีกลอง คนอื่นที่เหลือร่ายรำอย่างคล่องแคล่วตามท่วงทำนองของดนตรี

เพลงเดียวก็หยุด เกาอิ้นสั่งคนให้ล่าถอยออกไปทั้งหมด หันมาหาหลี่มู่ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “เมื่อครู่ที่หญิงงามขับร้องร่ายรำเป็นอย่างไร”

หลี่มู่ยิ้มน้อยๆ “หญิงงามของผู้บัญชาการขับร้องร่ายรำประหนึ่งเสียงดนตรีจากสรวงสวรรค์กับการร่ายรำของเหยาจี

เกาอิ้นยิ้มแล้วบอก “จิ้งเฉิน ถ้าเจ้าเห็นว่าพอใช้ได้ก็โปรดรับเรือนและที่ดินผืนนี้ไว้ อีกทั้งหญิงงามเมื่อครู่ ทั้งหมดนี้จะอยู่ในชื่อของเจ้าทั้งหมด คอยปรนนิบัติซ้ายขวาในวันข้างหน้า เจ้าเห็นเป็นอย่างไร”

หลี่มู่กล่าว “เจตนาดีของผู้บัญชาการหลี่มู่ขอรับด้วยใจ ของขวัญล้ำค่าเช่นนี้หลี่มู่ไม่กล้ารับ ท่านโปรดเก็บคืนไปเถิด”

เกาอิ้นมองจ้องเขา รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหาย สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมน่าเกรงขามขึ้นมา

“หลี่มู่ ข้าคิดว่าเจ้าเองก็คงรู้ เพราะเหตุใดวันนี้ข้าจึงนัดเจ้ามาเป็นการส่วนตัว เจ้ามีบุญคุณใหญ่หลวงต่อสกุลเกาของข้า ตอนนั้นท่านลุงก็รับปากเจ้าไว้จริง เพียงแต่สกุลขุนนางกับสามัญชนไม่แต่งงานกัน เจ้าน่าจะรู้แก่ใจดี เพราะเหตุใดกลับยังเรียกร้องอย่างเกินเลยเช่นนี้ อีกทั้งอาเม่ยของข้าก็มีคนที่ชอบอยู่แล้ว นางเล่นด้วยกันกับคุณชายใหญ่สกุลลู่มาตั้งแต่เด็ก ถ้าไม่ใช่เพราะเกิดสงครามขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า คิดว่าป่านนี้นางคงเป็นสะใภ้สกุลลู่ไปนานแล้ว เวลานี้เกาลู่สองบ้านกำลังหารือกันเรื่องการแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้น เจ้ากลับเสนอข้อเรียกร้องเช่นนี้ขึ้นมา ไยมิใช่เหลวไหลยิ่งหรือ”

เกาอิ้นลุกจากที่นั่ง เอามือไพล่หลัง เดินกลับไปกลับมาช้าๆ ส้นรองเท้าไม้พื้นสูงกระทบพื้นที่เกลี้ยงเกลา เกิดเป็นเสียงก๊อกๆ ดังก้องกังวาน

“จิ้งเฉิง ข้าเคารพบรรพบุรุษของเจ้าที่สละชีพเพื่อบ้านเมือง ได้ยินว่าเจ้าเข้าเป็นทหารในกองทัพตั้งแต่อายุสิบสามจนถึงปัจจุบัน ไม่เพียงสร้างความดีความชอบในการสู้รบ มีอยู่หลายครั้งที่ไม่ยอมทอดทิ้งสหายร่วมรบทั้งที่อยู่ท่ามกลางอันตราย น่ายกย่องเป็นอย่างมาก เจ้าเป็นบุรุษกระดูกเหล็ก เพราะเหตุใดครั้งนี้กลับสร้างความลำบากใจให้สกุลเกาเราเช่นนี้ เจ้าเคยคิดหรือไม่ ถ้าท่านลุงถูกบีบบังคับให้ทำตามคำมั่นในวันนั้น ให้อาเม่ยของข้าแต่งกับเจ้าจริง ไม่เพียงจิ้งเฉินที่จะถูกผู้คนตราหน้าว่าคิดจะอิงแอบผู้มีอำนาจเท่านั้น แล้วทางสกุลเกาเองเล่า เจ้าจะเอาสกุลเกาของข้าไปวางไว้ที่ใด เอาอาเม่ยของข้าไปวางไว้ที่ใด ถูกคนเยาะหยันเหน็บแนมก็แล้วไปเถิด เกรงว่าทั้งชีวิตของนางจะต้องอยู่อย่างคับแค้นใจไม่มีความสุขไปตลอดชีวิต!”

เขาหยุดฝีเท้า หันมาหาหลี่มู่

“วันนี้ข้าเชิญเจ้ามาที่นี่ก็ด้วยไม่ต้องการให้เรื่องนี้ลุกลามใหญ่โต นอกจากที่ดินผืนนี้กับหญิงงาม ถ้าเจ้ายังมีสิ่งใดที่ต้องการอีก ยกเว้นอาเม่ยของข้า ขอเพียงสกุลเกาเราสามารถให้ได้ก็จะรับปากทุกเรื่อง เจ้าเห็นเป็นอย่างไร”

เขาพูดจบ สายตาก็จับจ้องหลี่มู่นิ่ง

ตั้งแต่ต้นจนจบหลี่มู่ไม่ได้พูดอะไรแม้แต่คำเดียว รอจนเกาอิ้นพูดจบ เขาก็ลุกจากที่นั่งขึ้นมาช้าๆ

“ขอบคุณคำพูดจากใจจริงของผู้บัญชาการ ถ้าเซี่ยงกงมีอันใดไม่สะดวก หลี่มู่ก็จะเก็บข้อเรียกร้องเมื่อวานกลับคืนมาก็แล้วกัน ส่วนของอย่างอื่นท่านเก็บไว้เองเถิด ขอบคุณการต้อนรับในวันนี้ หลี่มู่ขออำลา!”

เขายิ้มๆ ประสานมือทำความเคารพเกาอิ้น

เกาอิ้นมองเงาด้านหลังสีเขียวอมดำที่ก้าวยาวๆ ออกไป หัวคิ้วขมวดมุ่น อดมองไปยังฉากบังลมบานหนึ่งในห้องโถงไม่ได้

บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวช้าๆ ออกมาจากด้านหลังฉากบังลม สีหน้าเคร่งขรึมสง่างาม ส่งเสียงตามเงาด้านหลังหลี่มู่ไป “หลี่มู่ ข้ามีคำพูดจะถามเจ้า!”

หลี่มู่หยุดฝีเท้า หันกลับมาเห็นเกาเฉียวปรากฏตัว เขาจึงเดินกลับมา

เกาเฉียวมองเกาอิ้นแวบหนึ่ง

เกาอิ้นผงกศีรษะเล็กน้อย แล้วล่าถอยออกไป

ในห้องโถงเหลือเพียงเกาเฉียวกับหลี่มู่สองคนยืนประจันหน้ากัน

หลี่มู่ทำความเคารพเกาเฉียว อากัปกิริยานอบน้อม

เกาเฉียวกิริยาท่าทีผิดไปจากปกติ ทั้งยังไม่บอกให้หลี่มู่ลุกขึ้น เพียงมองจ้องเขา ถามเสียงเยียบเย็น “เจ้าอาศัยคำพูดพลั้งปากในวันนั้นของข้ายืนกรานให้ข้ายกบุตรสาวให้แต่งงานกับเจ้าในวันนี้ ข้าคาดเดาว่าจะต้องไม่ใช่ความคิดที่เกิดขึ้นมาอย่างฉับพลันกะทันหัน เจ้าคิดการวางแผนทุ่มเทความคิดเช่นนี้ ที่แท้แล้วมุ่งหวังสิ่งใดกันแน่”

เขาเพิ่งพูดขาดคำก็พลันมีเสียงฝีเท้ากระชั้นถี่ดังมาจากด้านนอกห้องโถง

เกาเฉียวมองไป เห็นเกาชีถึงกับไม่คำนึงถึงมารยาทรีบร้อนเข้ามาข้างใน ก็ย่นหัวคิ้ว “มีเรื่องใดกัน ลุกลี้ลุกลนถึงเพียงนี้”

เกาชีสีหน้าไม่ชวนมองอย่างยิ่ง เขาหยุดลง มองหลี่มู่ปราดหนึ่ง แล้วก้าวเร็วๆ ไปถึงข้างกายเกาเฉียว ขยับไปที่ข้างหู กระซิบบอก “ต้าจยา แย่แล้วขอรับ เช้านี้ข่าวนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วกองทัพ บอกเซี่ยงกงรับปากแล้วไม่คืนคำ จะยกแม่นางน้อยให้แต่งงานกับหลี่มู่ เวลานี้ทุกคนต่างตื่นเต้นดีใจ ต่างพูดกันไปทั่ว!”

เกาเฉียวสีหน้าแปรเปลี่ยน หันไปมองหลี่มู่ทันที เห็นเขายืนอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าสงบนิ่ง ถึงกับไม่มีอะไรผิดปกติ มีเพียงส่วนลึกในดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า เกาเฉียวจับจ้องหลี่มู่ด้วยแววตาคมกริบดุจกระบี่ ยิ้มหยันพลางผงกศีรษะ “ดีๆ! คิดไม่ถึงว่าข้าเกาเฉียวผาดโผนมาครึ่งชีวิต ถึงกับถูกเจ้าซือหม่ากองนอกเล็กๆ ผู้หนึ่งเตะเล่นไปมาอยู่ระหว่างเท้ากับมือ! ช่างเป็นคนหนุ่มที่น่ายำเกรงอย่างแท้จริง!”

เขาพูดจบก็ไม่รั้งอยู่ต่อไปอีก หมุนตัวก้าวเร็วๆ ออกจากห้องโถงใหญ่ เงาร่างหายลับไปจากนอกประตูใหญ่อย่างรวดเร็ว แทบจะห้อตะบึงออกจากเขตที่ดินศักดินา

บ่าวไพร่ผู้ติดตามเห็นผู้เป็นนายออกมาแล้วก็รีบเข้าไปรับหน้า “ต้าจยารอสักครู่ บ่าวจะไปบังคับรถเทียมวัวมาเดี๋ยวนี้…”

“เตรียมม้าให้ข้า!”

เกาเฉียวตวาดออกมาคำหนึ่ง รอม้ามาถึงเขาก็กระโดดขึ้นหลังม้า แขนเสื้อกว้างพองลม เหวี่ยงแขนสะบัดแส้หวดไปทีหนึ่ง ควบม้ามุ่งหน้าไปยังคูเมืองอย่างรวดเร็ว

บทที่สิบสอง

 เกาเฉียวหวดแส้ควบม้าเร่งความเร็วมาตลอดทาง เร่งรุดมายังค่ายทหารที่ยังหยุดพักแรมอยู่นอกเมืองทางทิศเหนือชั่วคราว พอเข้าไปใกล้ในระดับที่มองเห็นแล้วเขากลับผ่อนฝีเท้าม้าลง

ประตูค่ายทหารก็อยู่ข้างหน้าไม่ไกลนี้แล้ว ระยะห่างชั่วยิงธนูไปถึง แต่เกาเฉียวกลับหยุดม้าลง เบิกตามองไปยังประตูค่าย เกิดอาการลังเลขึ้นมา

“ต้าจยา”

เมื่อครู่เกาชีขี่ม้าไล่ตามหลังมาตลอด ยามนี้ในที่สุดก็ตามมาทันแล้ว เมื่อเห็นเกาเฉียวหยุดลง เขาจึงเอ่ยถาม

“กลับไป! สั่งหลี่มู่ให้ออกหน้าปฏิเสธเรื่องนี้” เกาเฉียวกล่าว

เกาชีลังเลอยู่ชั่วขณะ “ถ้าเขาไม่ยอม…”

“ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาแล้ว!”

เกาเฉียวกล่าวเสียงเยียบเย็น พูดพลางหันหัวม้ากลับ ขณะกำลังจะกระตุ้นม้าจากไป พลันได้ยินเสียงหัวเราะคุ้นหูดังตามลมมาจากทางด้านหลัง

“จิ่งเซิน! เจ้ามาได้ประจวบเหมาะยิ่ง! พี่ชายผู้โง่เขลากำลังคิดจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”

เกาเฉียวหันมองไปตามเสียง เห็นในประตูค่ายมีคนออกมาหลายคน คนที่อยู่ด้านหน้าสุดก็คือสวี่มี่ ข้างหลังเขายังมีพวกหยางเซวียนตามมา ไม่มีคนใดสีหน้าไม่ยิ้มแย้ม พวกเขากำลังสาวเท้าเร็วๆ มาที่ตน

เกาเฉียวหัวคิ้วขยับเข้าหากันน้อยๆ จนแทบไม่สังเกตเห็น ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็พลิกตัวลงจากหลังม้า

“จิ่งเซิน เมื่อครู่พี่ชายผู้โง่เขลาบังเอิญมาที่ค่ายทหาร คิดไม่ถึงว่าจะได้ยินข่าวดีอันยิ่งใหญ่เข้าพอดี บอกหลี่มู่ขอแต่งงาน จิ่งเซินก็ทำตามคำมั่นในวันนั้น รับปากอย่างใจป้ำจะให้บุตรสาวแต่งกับเขา เป็นคนที่รับปากแล้วไม่คืนคำอย่างแท้จริง พี่ชายผู้โง่เขลารู้สึกเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง ทหารหาญในค่ายเหล่านั้นพอได้ยินข่าวแล้วก็เต็มไปด้วยความฮึกเหิมเร่าร้อน คำร้องขอของหลี่มู่ในครั้งนี้ เวลานี้แม้ดูแล้วจะเป็นการกระทำที่บุ่มบ่ามล่วงเกิน แต่ข้าเห็นว่าเขาไม่ธรรมดา วันหน้าจะต้องมีผลงานยิ่งใหญ่ จิ่งเซินได้บุตรเขยที่ดีเช่นนี้ช่างน่ายินดียิ่งนัก!”

สวี่มี่พูดจบก็หัวเราะเสียงดัง เสียงพูดคุยเสียงหัวเราะดึงดูดความสนใจของทหารที่อยู่บริเวณใกล้เคียงไม่น้อย

บรรดาทหารค่อยๆ ห้อมล้อมเข้ามามองเกาเฉียว ต่างมีสีหน้าปีติยินดี

หยางเซวียนกดข่มความระแวงและความร้อนใจต่างๆ ในใจเอาไว้ ลังเลอยู่ชั่วขณะ แล้วก้าวเข้ามาคารวะเกาเฉียว ใบหน้าเผยรอยยิ้ม “ผู้น้อยขอบคุณเซี่ยงกงแทนหลี่มู่…”

เกาเฉียวไม่รอให้เขาพูดจบก็โบกๆ มือ ตัดบทคำพูดของเขา

เกาเฉียวเหลือบตาขึ้นกวาดมองไปรอบด้านช้าๆ รอบหนึ่ง เพิ่มเสียงสูงขึ้น “คำพูดนี้ไม่เป็นความจริง คิดว่าคงมีเรื่องเข้าใจผิดกัน ยิ่งไม่รู้ว่าผู้ใดกระพือข่าวทำให้เกิดคำเล่าลือที่ผิดๆ จนถึงขั้นนี้!”

เขาพูดจบก็หันไปทางหยางเซวียน

“ขุนพลหยาง รบกวนเจ้านำคำพูดของข้าไปถ่ายทอดให้ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย หวังว่าทุกคนจะรู้กันทั่ว หลี่มู่นั้นข้ามีความชื่นชมเป็นอย่างมาก แต่เรื่องแต่งงานกับบุตรสาวนั้น เป็นเรื่องเสกสรรปั้นเท็จอย่างแท้จริง ไม่มีเรื่องเช่นนั้นเด็ดขาด”

หยางเซวียนตะลึงงัน

บรรดาทหารที่อยู่รอบด้านรอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหาย ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ มีเสียงอึงอลดังขึ้นมาเบาๆ

ในสายตาของทหารธรรมดาทั่วไปเหล่านี้ หลี่มู่มีชื่อเสียงบารมียิ่ง

เช้าวันนี้ตอนได้ยินข่าวที่ไม่รู้เริ่มต้นมาจากที่ใดเรื่องนี้ คนเหล่านี้ไม่มีใครไม่ตื่นเต้นดีใจ ในส่วนลึกของหัวใจถึงกับเกิดความรู้สึกเป็นเกียรติและโชคดีอย่างหนึ่ง

ขุนนางกับสามัญชนแบ่งแยกกันอย่างเข้มงวด ฐานะสูงศักดิ์ต่ำต้อยเพียงมองปราดเดียวก็รู้

แต่หลี่มู่กลับทลายน้ำแข็งที่แข็งแกร่งลงแล้ว เขาทำในเรื่องที่เมื่อก่อนพวกเขาคนเหล่านี้กระทั่งฝันก็ยังไม่เคยฝันได้สำเร็จ

ด้วยเหตุนี้พวกเขาถึงได้รู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างมากกับข่าวนี้ ไม่ถึงครึ่งวันก็เล่าลือจนรู้กันทั่วทั้งค่ายแล้ว

“ซือถู ข้ายังมีธุระ ขอตัวก่อน!”

เกาเฉียวไม่พูดอะไรมาก เหวี่ยงตัวขึ้นหลังม้าแล้วควบม้าจากไป

สวี่มี่มองเงาด้านหลังที่จากไปของเกาเฉียว หรี่ตาลง รอยยิ้มที่มุมปากยิ่งแฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้งอย่างเห็นได้ชัด

เกาเฉียวออกจากค่ายทหารก็รีบเข้าเมืองเร่งรุดกลับจวน

หลายปีมานี้น้อยครั้งที่ชาวบ้านในเมืองเจี้ยนคังจะได้เห็นขุนนางชั้นสูงในราชสำนักใช้ม้าในการเดินทางบนท้องถนน

ตระกูลขุนนางเหล่านั้นไปไหนมาไหนล้วนนั่งรถเทียมวัว เห็นว่าสง่างามกว่า การขี่ม้าถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมของทหารชั้นต่ำ จู่ๆ เห็นเซี่ยงกงขี่ม้าจากประตูเมืองเข้ามา ใครบ้างไม่รู้จักเขาจึงอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ พากันหยุดมอง

เกาเฉียวร้อนใจดุจไฟเผา แทบอยากจะติดปีกบินกลับไปที่จวนในทันที ไหนเลยยังจะมาคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ เขาควบม้าไปถึงหน้าประตูใหญ่จวนสกุลเกาในรวดเดียว คนเฝ้าประตูกำลังยืนอยู่บนขั้นบันได มองซ้ายแลขวา ใบหน้าดูกระวนกระวาย ครั้นเห็นเกาเฉียวขี่ม้ามาแต่ไกลก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบวิ่งเข้ามาหา

“เซี่ยงกง! เมื่อครู่องค์หญิงใหญ่กำลังถามหาเซี่ยงกงอยู่เชียวขอรับ! เซี่ยงกงก็กลับมาพอดี!”

เกาเฉียวในใจกระตุกวาบ

เมื่อคืนเขาปิดบังเรื่องนี้ไม่ให้เซียวหย่งจยารู้ เพราะเข้าใจนิสัยของเซียวหย่งจยาดี กลัวนางรู้แล้วจะมีท่าทีตอบสนองรุนแรงเกินไป อาจทำให้เรื่องราวใหญ่โตบานปลายได้ หลังจากไตร่ตรองดูแล้ว ในคืนนั้นเขาจึงไปหาเกาอิ้น บอกเล่าเรื่องราวให้รู้ และให้เขาออกหน้าไปพบหลี่มู่แทนตน สุดท้ายจะได้แก้ไขเรื่องนี้ไปอย่างเงียบๆ ให้หลี่มู่รู้ถึงความลำบากและยอมล่าถอย เรื่องนี้ให้ยุติลงแค่ตนและผ่านไปด้วยดี

ที่เขาคิดไม่ถึงก็คือเพียงชั่วเวลาแค่คืนเดียว เรื่องนี้กลับลุกลามจนถึงขั้นนี้แล้ว

เมื่อครู่ระหว่างทางกลับมา ในใจยังกอดความหวังอยู่จางๆ หวังว่าข่าวนี้จะยังมาไม่ถึงในจวน

ไม่ผิดจากที่คาด เขายังคงช้าไปก้าวหนึ่ง

เกาเฉียวหัวคิ้วขมวดมุ่น พลิกตัวลงจากหลังม้ารีบเดินเข้าไปห้องโถงด้านหลัง ทว่าไม่เห็นเงาร่างของบุตรสาว กลับปะทะเข้ากับสายตาที่มองมาของเซียวหย่งจยา

เซียวหย่งจยานั่งอยู่ที่นั่นด้วยสีหน้าหม่นขรึม พอเห็นตนก็ลุกขึ้นมาทันที

“ท่านตามข้ามา!” น้ำเสียงแข็งกระด้างยิ่ง นางพูดจบก็หมุนตัวเดินเข้าไปข้างใน

อาจวี๋มองมา ในดวงตามีความกังวล

เกาเฉียวเดินตามไปเงียบๆ เมื่อเดินมาถึงห้องด้านใน ประตูบานนั้นยังไม่ทันปิด เซียวหย่งจยาก็ตวาดขึ้น “เกาเฉียว! ท่านสติเลอะเลือนแล้วหรืออย่างไร ถึงกับทำเรื่องเช่นนี้ออกมา! ยกบุตรสาวของข้าให้ไปแต่งกับทหารนายหนึ่ง?”

เกาเฉียวรีบโบกมือ “อาลิ่ง เจ้าฟังข้าพูด! ไม่มีเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด!”

อาจวี๋ที่เดินตามมารีบช่วยปิดประตู ส่วนตนเองเดินออกไปห่างหน่อย สั่งบ่าวไพร่ไม่ให้เข้ามาใกล้

เรื่องมาถึงขั้นนี้เกาเฉียวย่อมไม่กล้าปิดบังอีก เขารีบเล่าความเป็นมาของเรื่องราวทั้งหมดตามความเป็นจริง

“…ตอนนั้นเขาช่วยชีวิตจื่อเล่อไว้ ยามกะทันหันข้าไม่ทันระวังตัว เผลอตกปากรับคำไป ตอนนั้นไม่เคยคาดคิดว่ามาบัดนี้เขาจะเอ่ยปากขอแต่งงานกับอาหมี วันนี้จึงเรียกเขาไปที่เรือนริมทะเลสาบเชวี่ย คิดจะให้เขาล้มเลิกความคิดนี้ด้วยตนเอง เรื่องนี้ก็จะได้จบกันไป คิดไม่ถึงว่า…”

“ปัง!”

เซียวหย่งจยาเดือดดาลหนัก ตบฝ่ามือลงบนโต๊ะ ขัดจังหวะคำชี้แจงของเกาเฉียว

“คนบ้าคลั่งผู้นี้มาจากที่ใดกัน! ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ อาศัยการช่วยชีวิตลิ่วหลางไว้ ถึงกับกล้าคิดเพ้อฝันมาถึงบุตรสาวของข้า!…ยังมีท่าน! เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นท่านถึงกับไม่บอกข้าสักคำ! ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้เรื่องเอะอะใหญ่โตขึ้นมา ท่านคิดจะปิดบังข้าไปเช่นนี้หรือ!”

เกาเฉียวไม่พูดอะไร เพียงปล่อยให้เซียวหย่งจยาบันดาลโทสะใหญ่โต ผ่านไปครู่หนึ่งเขาพลันคิดอะไรขึ้นมาได้ “อาหมีเล่า นางรู้เรื่องแล้วหรือ”

นึกถึงอาการตอบสนองที่อาจเกิดขึ้นของบุตรสาวตอนได้ยินข่าวนี้ เขาก็อดละอายใจไม่ได้

เซียวหย่งจยายิ้มหยัน “ยังต้องให้ท่านถามรึ ข้าสั่งให้คนปิดบังนางตั้งแต่แรกแล้ว ไม่อาจให้นางรู้แม้แต่น้อย! ทางสกุลลู่ก็ให้คนไปถ่ายทอดคำพูดแล้วด้วย!”

เกาเฉียวโล่งอก ก่อนกล่าวเสียงต่ำ “เรื่องนี้ต้องตำหนิข้าที่ใคร่ครวญไม่รอบคอบ เจ้าจะด่าอย่างไรก็ล้วนถูกทั้งสิ้น เจ้าผ่อนคลายโทสะลงบ้าง อย่าได้โกรธจนเสียสุขภาพเลย ข้าจะออกไปสักหน่อย จัดการเรื่องให้เรียบร้อยเสร็จสิ้น…เจ้าวางใจ ครั้งนี้จะต้องไม่เกิดเรื่องเกิดราวขึ้นอีก!”

“ท่านจะทำเรื่องอะไรได้สำเร็จอีก” เซียวหย่งจยายิ้มหยัน “ไม่ต้องให้ท่านยุ่งยากแล้ว! คนที่ชื่อหลี่มู่อะไรผู้นั้น ยังคงให้ข้าไปพบเขาด้วยตนเองดีกว่า ข้าอยากจะเห็นนัก ที่แท้แล้วเขามีสามเศียรหกกรหรืออย่างไร เหตุใดจึงไม่รู้จักประมาณตนถึงเพียงนี้ ถึงกับกล้าหมายตาบุตรสาวของข้า!”

เรื่องที่เกาเฉียวกังวลมากที่สุดยังคงเกิดขึ้นมาจริงๆ เขารีบยับยั้ง “อาลิ่ง เจ้าไม่ต้องไปหรอก ยังคงมอบหน้าที่จัดการเรื่องนี้ให้ข้า ส่วนเจ้าก็อยู่บ้าน สงบใจรอฟังข่าวจากข้าเถิด”

“ชื่อเสียงของบุตรสาวถูกคนเหยียบย่ำเช่นนี้ ท่านจะให้ข้าสงบใจได้อย่างไร”

เซียวหย่งจยาเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ ผลักเกาเฉียวออกไป “ข้าจะไปเอง!”

“อาลิ่ง!”

เกาเฉียวกำลังขวางเซียวหย่งจยาไว้ นอกประตูก็มีบ่าวไพร่วิ่งเข้ามาคนหนึ่ง ร้องตะโกนผ่านประตูเข้ามา “เซี่ยงกง องค์หญิงใหญ่! มีคำพูดมาจากในวัง บอกฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้เซี่ยงกงเข้าวัง ตรัสว่ามีเรื่องต้องการพบขอรับ”

สามีภรรยามองสบตากัน หยุดการเคลื่อนไหวไปทันใด

 

เพื่อจะเฉลิมฉลองชัยชนะใหญ่ที่เจียงเป่ย ราชสำนักจึงหยุดพักสามวัน

ยามนี้เกาเฉียวเร่งรุดมาถึงวังหลวงแล้ว

ฮ่องเต้ซิงผิงให้เกาเฉียวเข้าเฝ้าที่วังไท่ชู ด้านข้างคือสวี่มี่ ได้เข้าวังมาก่อนเขาแล้ว

ฮ่องเต้ซิงผิงกับองค์หญิงใหญ่เป็นพี่น้องร่วมพระมารดาเดียวกัน ฮ่องเต้ซิงผิงในวัยเด็กเคยเกือบถูกคนสังหารตอนอยู่ในวัง ครานั้นได้รับการปกป้องจากองค์หญิงใหญ่ สองพี่น้องจึงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกันเป็นพิเศษ กอปรกับเกาเฉียวแต่ไรมามีชื่อเสียงบารมี เป็นผู้นำของตระกูลขุนนาง ฮ่องเต้ซิงผิงจึงให้ความเกรงใจต่อเขาอย่างมากมาโดยตลอด

เกาเฉียวคุกเข่าถวายบังคม ฮ่องเต้ซิงผิงรีบลงจากตั่งประทับ แล้วประคองเขาขึ้นมา ตรัสยิ้มๆ “ที่นี่ไม่มีคนนอก ท่านไยต้องถือเคร่งในกรอบประเพณีกับเราเช่นนี้ เชิญนั่ง”

เกาเฉียวรีบบอกไม่ขาดปาก “มิกล้าๆ”

ฮ่องเต้ซิงผิงก็ไม่คิดฝืนใจเขา มองเกาเฉียวแล้วยิ้มตรัสว่า “เราตื่นขึ้นมาตอนเช้าก็ได้ยินนกสี่เชวี่ย ในอุทยานหลวงส่งเสียงร้องขับขาน เดิมก็นึกฉงนใจ นึกถึงว่าระยะนี้ในวังไม่มีเรื่องมงคลอะไรเลย เมื่อครู่ถึงได้รู้ว่าเพราะเหตุใดนกสี่เชวี่ยจึงส่งเสียงร้อง ได้ยินคนในวังพูดคุยกันว่าท่านยอมปล่อยวางความคิดเรื่องตระกูล ให้อาหมีแต่งกับหลี่มู่ เราจึงเรียกท่านสวี่มาถามดู ถึงได้รู้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริง เราปลื้มปีติยิ่ง ศึกใหญ่ที่เจียงเป่ยในครั้งนี้หลี่มู่สร้างความดีความชอบในการรบชนะ ทอดสายตามองไปทั่วแผ่นดินต้าอวี๋เรา มีใครเทียบได้บ้างเล่า ยิ่งหาได้ยากที่ท่านไม่ลืมคำพูดในวันนั้น รับปากแล้วไม่คืนคำ ยอมยกอาหมีให้แต่งงานกับหลี่มู่ เป็นเรื่องที่ดีงามยิ่ง…เรายินดีจะเป็นเจ้าภาพจัดงานมงคลสมรสให้หลี่มู่กับอาหมี ท่านเห็นเป็นเช่นไร”

ฮ่องเต้ซิงผิงตรัสจบ สวี่มี่ก็หัวเราะหึๆ พลางกล่าว

“จิ่งเซินอย่าได้ตำหนิพี่ชายว่าปากมาก ฝ่าบาทตรัสถาม ข้าไม่อาจไม่พูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่เป็นเรื่องที่ดี”

ก่อนเกาเฉียวจะเข้าวังก็คาดเดาอยู่ก่อนแล้ว เหตุใดจู่ๆ ฮ่องเต้จึงเรียกตนเข้าเฝ้าในช่วงหยุดพัก

เดิมทีในใจของเขาแอบมีเรื่องกังวลใจอยู่ เวลานี้เพราะคำพูดเหล่านี้ของฮ่องเต้ ความกังวลที่ซุกซ่อนอยู่ในใจมานานก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

หลังจากต้าอวี๋อพยพลงใต้ อำนาจฮ่องเต้ก็เสื่อมลงอย่างไม่อาจฟื้นคืนมาได้ ตระกูลขุนนางกับฮ่องเต้แทบจะทัดเทียมกัน

ฮ่องเต้ซิงผิงขึ้นครองราชย์ตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลาสิบห้าปีแล้ว

เปรียบกับฮ่องเต้หลายพระองค์ก่อนหน้านี้ ยังไม่พูดถึงความสามารถชั่วคราว แต่เห็นชัดว่าฮ่องเต้ซิงผิงเป็นผู้ที่มีความปรารถนาจะฟื้นฟูพระราชอำนาจพระองค์หนึ่ง

เกาเฉียวสังเกตออกแต่แรกแล้ว ฮ่องเต้ซิงผิงลอบระแวดระวังตนไปเสียทุกทาง

ก่อนหน้านี้หลายปีฮ่องเต้หนุ่มเลือดร้อนได้แต่งตั้งขุนนางใหญ่สองคนที่มีชาติกำเนิดจากครอบครัวสามัญชนเป็นคนสนิท พยายามจะใช้กำลังของสามัญชนต่อต้านตระกูลขุนนาง เป็นเหตุให้สวี่มี่กับลู่กวงไม่พอใจ และมาหาเกาเฉียว ปรึกษาหารือว่าจะกำจัดสองคนนั้น

ตอนนั้นเกาเฉียวไม่ได้เข้าร่วมด้วย แต่ก็ไม่ได้คัดค้าน

การที่ตนได้มาอยู่ในตำแหน่งเช่นนี้ โดยส่วนตัวจะโน้มเอียงไปทางใดนั้นหาใช่เรื่องสำคัญ

ไม่นานผู้ว่าการเมืองกุ้ยหลินก็อ้างเหตุว่าสองคนนั้นปลุกปั่นจิตใจฮ่องเต้ สร้างความวุ่นวายให้ใต้หล้า เป็นเหตุในการยกกำลังทหารขึ้นก่อการจลาจล ร้องขอให้ฮ่องเต้ซิงผิงกำจัดสองคนนั้นไปเสีย ตอนนั้นกองกำลังทหารที่ก่อจลาจลอานุภาพเกรียงไกรยิ่ง ข่มขู่จะบุกขึ้นเหนือ ฮ่องเต้หนุ่มโดดเดี่ยวขาดกำลังสนับสนุน ถูกบีบบังคับให้อับจนหนทาง จำต้องสั่งประหารสองคนนั้นทั้งน้ำตา การก่อจลาจลจึงได้สงบลง

และถัดจากนั้นเกาเฉียวได้นำกองทัพไปปราบปรามทางเหนือ ที่ต้องกลับมาด้วยความล้มเหลว นอกจากคนจากตระกูลที่มีอำนาจราชศักดิ์คอยแอบขัดขวางอยู่ข้างหลังแล้ว การอนุญาตโดยนัยของฮ่องเต้ก็ไม่แน่ว่าจะไม่ใช่สาเหตุหนึ่ง

เรื่องเหล่านี้ผ่านไปหลายปีแล้วเวลานี้ฮ่องเต้ซิงผิงกับสกุลเกา สกุลสวี่ สกุลลู่ก็อยู่ร่วมกันอย่างสงบ

แต่เกาเฉียวรู้ดี สองสามปีมานี้ตามชื่อเสียงบารมีของตนที่เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ความหวาดระแวงที่ฮ่องเต้มีต่อตนก็เปลี่ยนเป็นยิ่งล้ำลึกขึ้นแล้ว

นี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่าเพราะเหตุใดครั้งนี้เขาจึงทุ่มเทกำลังสนับสนุนการทำศึก สุดท้ายยังเข้าบัญชาการกองทัพใหญ่ และได้รับชัยชนะจากการศึกที่เจียงเป่ยอย่างงดงาม แต่ในรายงานปูนบำเหน็จความดีความชอบ กลับไม่ได้เอ่ยถึงคุณูปการของตนกับญาติผู้น้องเกาอวิ่นแม้แต่น้อย

ในใจตนยิ่งไม่ใช่ไม่เคยเกิดความคิดจะอาศัยโอกาสนี้ถอนตัวออกไปหรือ

ยามนี้ได้ยินฮ่องเต้ซิงผิงจู่ๆ ก็ตรัสเช่นนี้พลางมองตนด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม เกาเฉียวพลันนิ่งเงียบไป

เขาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งก็คุกเข่าลงโขกศีรษะ “กระหม่อมขอบพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเสกสรรปั้นเท็จ ในวันนี้หลี่มู่ได้ถอนคำพูดขอแต่งงานต่อหน้ากระหม่อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเองก็ไม่มีเจตนาจะยกบุตรสาวให้แต่งงานกับหลี่มู่ ฝ่าบาทโปรดทรงตรวจสอบให้แน่ชัดด้วย”

ฮ่องเต้ซิงผิงชะงักไปเล็กน้อย

“เอ๊ะ” สวี่มี่ร้องออกมาคำหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อว่า “เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้เล่า ไม่รู้ผู้ใดแพร่ข่าวออกมา เวลานี้ทั้งค่ายทหารไม่มีใครไม่รู้แล้ว ทุกคนแย่งกันเล่า บอกเซี่ยงกงรักษาสัจจะ ยอมทำลายความคิดเห็นที่แบ่งเป็นฝักฝ่าย ยกบุตรสาวให้แต่งงานกับหลี่มู่ หลี่มู่เดิมก็ครองใจทหารอย่างมากอยู่แล้ว มาบัดนี้เรื่องกลับกลายเป็นเช่นนี้ เกรงว่านายทหารและทหารหาญเหล่านั้นรู้เข้าย่อมต้องผิดหวัง”

น้ำเสียงของสวี่มี่ดูเสียใจอย่างมาก

“ผู่เซ่อฝ่ายซ้ายลู่ ขอเข้าเฝ้า…”

ในเวลานี้เองก็มีคนในวังตะโกนลากเสียงยาวขึ้นที่ด้านนอก

ลู่กวงก้าวเร็วๆ เข้ามาข้างใน หลังจากถวายบังคมฮ่องเต้ซิงผิงแล้วก็หันไปทางสวี่มี่ กล่าวเสียงเยียบเย็นต่อเบื้องพระพักตร์ ไม่หลบเลี่ยงแม้แต่น้อย “ซือถู ท่านเองก็รู้ สกุลลู่ของข้ากับสกุลเกามีการหมั้นหมายกันไว้ หลี่มู่เป็นคนในกองทัพของท่าน กระทำการลบหลู่ข้ากับเกาเซี่ยงอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ท่านในฐานะผู้เป็นนายของหลี่มู่ ก่อนเกิดเรื่องจะไม่รู้แม้แต่น้อยนิดเชียวหรือ”

สวี่มี่สีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ยิ้มแล้วว่า “ข้าไม่รู้จริงๆ เพียงแต่ผู่เซ่อฝ่ายซ้ายลู่ คำพูดของท่านออกจะไม่เหมาะสม หลี่มู่ขอแต่งงานกับบุตรสาวสกุลเกา ย่อมไม่รู้จักประมาณตน แต่จะนับเป็นการลบหลู่ได้อย่างไร ตอนนั้นเขาบุกเดี่ยวเข่นฆ่าสังหารเข้าไปในกองทัพข้าศึก ช่วยหลานชายจิ่งเซินออกมาได้ จิ่งเซินให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าผู้คน วันหน้าถ้ามีข้อเรียกร้องอันใดก็จะรับปากทุกเรื่อง ทุกถ้อยคำยังดังอยู่ข้างหู มาบัดนี้หลี่มู่ขอแต่งงาน ต่อให้ข้ารู้เรื่องก่อน ขอถามหน่อยเถิด ข้าจะอาศัยสิ่งใดไปขัดขวาง”

เขายิ้มหยันขึ้น “อย่าว่าแต่ท่านพูดไม่ขาดปากว่าได้หมั้นหมายการแต่งงานกับสกุลเกาไว้เลย ทั้งสองครอบครัวเคยทำพิธีสามแม่สื่อหกพิธี กันหรือไม่เล่า ถ้ายังนั่นก็เป็นแค่ข้ออ้างที่เอามาปฏิเสธเท่านั้น! ทหารนับพันนับหมื่นนายเพิ่งทุ่มเทกำลังรักษาผืนแผ่นดินต้าอวี๋เราไว้ ถ้าทหารสูญเสียขวัญและกำลังใจ ภายหน้าใครจะยินดีรบเพื่อต้าอวี๋เรา”

สวี่มี่คุกเข่าลงอย่างเป็นทางการ “ฝ่าบาท หลี่มู่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของกระหม่อม กระหม่อมกับเขารับเกียรติและความอัปยศร่วมกัน! หากฝ่าบาทเห็นว่าการกระทำในครั้งนี้ของหลี่มู่เป็นการลบหลู่ล่วงเกินก็ขอให้ฝ่าบาททรงลงโทษเขา กระหม่อมยินดีร่วมรับโทษทัณฑ์ด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

ลู่กวงเดือดดาลยิ่ง ก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง ชี้หน้าสวี่มี่ตวาดขึ้น “สวี่มี่! ท่านคอยจุดไฟพัดกระพืออยู่ตรงกลาง มีเจตนาเช่นไรกันแน่”

สวี่มี่ยิ้มหยัน “ต่อเบื้องพระพักตร์ท่านถึงกับกล้าไร้มารยาทเช่นนี้ ในสายตาของท่านยังมีพระพลานุภาพของฝ่าบาทอยู่หรือไม่!”

ฮ่องเต้ซิงผิงหางตาหลุบต่ำ สีหน้าเครียดขึง ไม่พูดแม้แต่คำเดียว

ลู่กวงโกรธจนพูดไม่ออก ชี้หน้าสวี่มี่ ท่าทางขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เกาเฉียวที่เมื่อครู่นิ่งเงียบมาโดยตลอด พลันเอ่ยปากขึ้น ทั้งสองหยุดโต้เถียงกัน ต่างหันมามองเขา

“ฝ่าบาท วันนั้นกระหม่อมเคยรับปากหลี่มู่จริง กระหม่อมไม่กล้าลืม มาบัดนี้หลี่มู่เอ่ยปากขอแต่งงานกับบุตรสาวของกระหม่อม ตระกูลขุนนางกับสามัญชนไม่แต่งงานกัน ฝ่าบาทก็ทรงทราบ…” เขาย่นหัวคิ้วน้อยๆ ลังเลอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดคล้ายตัดสินใจแน่วแน่แล้ว เหลือบสายตาขึ้นมองฮ่องเต้ “กระหม่อมมีบุตรสาวเพียงคนเดียว รักทะนุถนอมนางดุจชีวิต หากไม่ใช่ผู้เก่งกล้าสามารถก็ไม่อาจแต่งงานกับบุตรสาวของกระหม่อม! กระหม่อมยินดีจะให้โอกาสเขาสักครั้ง ถือเป็นการทำตามคำมั่นสัญญาในวันนั้น”

ดวงตาสามคู่ล้วนมองมาที่เขาพร้อมกัน

“ถ้าหลี่มู่ผู้นั้นสามารถผ่านการทดสอบของกระหม่อมได้ กระหม่อมก็จะยกบุตรสาวให้แต่งกับเขา” เกาเฉียวพูดจบก็หันไปทางลู่กวง ยิ้มอย่างขออภัย “พี่ลู่ ข้าทำผิดต่อท่านแล้ว ท่านเห็นเป็นอย่างไร”

ลู่กวงงงงันไปครู่หนึ่ง ฉับพลันคล้ายตระหนักขึ้นมาได้ พยับเมฆบนใบหน้าจึงจางหายไป พยักหน้าบอก “ก็ดี! จะได้ไม่ถูกคนที่มีเจตนาไม่ดีกล่าวหาว่าสกุลลู่เราใช้อำนาจกดข่มผู้อื่น!”

สวี่มี่เองตอนแรกก็ตื่นตะลึง คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วเกาเฉียวถึงกับยังมีลูกไม้นี้อยู่ เขาหัวเราะฮ่าๆ “จิ่งเซิน จิตใจของท่านโน้มเอียงไปที่ใครบางคนอยู่แล้ว เกรงว่าถึงตอนนั้นคงยากจะหลีกเลี่ยงความไม่ยุติธรรมได้”

เกาเฉียวยิ้มบาง “ข้าขอเชิญท่านไปร่วมตัดสินด้วยกันเสียเลย”

เขาหันไปทางฮ่องเต้ซิงผิง “ฝ่าบาทได้โปรดทรงเลือกวันดีให้กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ซิงผิงผงกศีรษะรับ “เช่นนี้ก็ดี อีกไม่กี่วันก็จะถึงเทศกาลฉงหยาง เลือกวันนั้นเป็นวันทดสอบ ถึงตอนนั้นเราจะไปด้วยตนเอง ไปชมเกาเซี่ยงทดสอบบุตรเขย”

ตะวันไม่เต็มดวงกำลังจะลาลับเหลี่ยมเขาที่อยู่ไกลออกไป แสงสายัณห์แผ่ปกคลุมไปทั่วผืนแผ่นดินอันราบเรียบ อาบย้อมสายน้ำเล็กที่ไหลคดเคี้ยวอ้อมผ่านกระโจมที่พักทหารให้ม้าได้อาศัยดื่มกินจนกลายเป็นสีแดงดั่งโลหิตสาดประกายวาววาม

หลี่มู่จูงม้าศึกสีดำตัวนั้นของเขามาหยุดอยู่ที่ริมแม่น้ำ ถือแปรงสำหรับแปรงขนจุ่มลงไปในน้ำ แล้วนำมาแปรงขนทั่วร่างทำความสะอาดให้มันด้วยตนเอง

เขาค้อมเอว ขณะจิตใจจดจ่ออยู่นั้น อูจุยก็หันหัวมาแลบลิ้นเลียฝ่ามือหยาบที่ยื่นออกมาของเขาข้างนั้น

เขามองอูจุย ส่วนลึกในดวงตาคล้ายมีคล้ายไม่มีรอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้น เขายกมือขึ้นตบหัวมันเบาๆ ด้วยท่าทีอ่อนโยน

ทหารน้อยที่ชื่อหลิวหย่งผู้นั้นกำลังวิ่งตรงมาที่แม่น้ำเล็กสายนี้

“ขุนพลหลี่!”

หลิวหย่งเรียกเขา…เพราะหลายวันก่อนเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นขุนพลจงหลาง เป็นเหตุให้ทหารน้อยต้องเปลี่ยนคำเรียกหาเขาใหม่

หลี่มู่เหยียดร่างขึ้น หันไปมองหลิวหย่งที่กำลังวิ่งห้อมาที่ตน

หลิวหย่งเป็นเด็กกำพร้าที่ร่อนเร่มาจากทางเหนือผู้หนึ่ง เพื่อจะหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องจึงมาเป็นทหาร หลายปีก่อนหลังการสู้รบครั้งหนึ่ง ตอนเก็บกวาดสนามรบถูกหลี่มู่ที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงหัวหน้ากองร้อยเก็บมาได้จากกองซากศพ หลังจากมีชีวิตรอดมาได้ก็ติดตามหลี่มู่มาตลอด

“ขุนพลหลี่! มีคนต้องการพบท่าน!” หลิวหย่งโก่งคอ ตะโกนบอก

หลิวหย่งเหมือนปีศาจวานร เขาพละกำลังมาก เกิดมามีขาสองข้างที่วิ่งได้เร็วยิ่ง…ก็ด้วยอาศัยขาสองข้างนี้ถึงได้เอาชีวิตรอดจากการสู้รบมาได้หลายครั้ง ยามนี้กลับวิ่งจนหายใจไม่ทันอย่างน้อยครั้งจะได้เห็น

“เป็นคนผู้นั้น! คุณชายใหญ่แห่งสกุลลู่!”

ในที่สุดหลิวหย่งก็วิ่งมาถึงเบื้องหน้าหลี่มู่แล้วหยุดลง หอบแฮกๆ มือชี้ไปทางด้านหลัง ทำไม้ทำมือไม่หยุด

หลี่มู่หันหน้ามองไปทางทิศที่ดวงอาทิตย์ตก บุรุษหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งกำลังก้าวยาวๆ เดินมาทางนี้ แสงอาทิตย์ยามสายัณห์ที่เหลืออยู่อาบย้อมทั่วร่างของเขาให้กลายเป็นสีทองจางๆ สายลมในทุ่งกว้างพัดชายเสื้อของเขาปลิวสะบัด สีหน้าของเขาเคร่งขรึม เดินตรงดิ่งใกล้เข้ามาทุกที ในที่สุดก็มาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลี่มู่

“หลี่หู่เปิน ข้าคือลู่เจี่ยนจือ บุ่มบ่ามมาที่นี่ก็เพราะมีคำพูดจะมาขอคำชี้แนะจากหลี่หู่เปินสักเล็กน้อยได้หรือไม่”

ดวงตาทั้งสองของเขามองตรงมาที่หลี่มู่ น้ำเสียงสงบราบเรียบ แต่ส่วนลึกในดวงตากลับซ่อนแฝงความโกรธแค้นที่กดข่มไว้อย่างลึกซึ้ง

แม้เขาจะไม่ได้แสดงออกมากนัก แต่จุดนี้แม้แต่หลิวหย่งก็ดูเหมือนจะมองออกแล้ว

เขาชายตามองหัวหน้าของตนอย่างไม่สบายใจแวบหนึ่ง ทางหนึ่งก็หันกลับมามองไม่หยุด ทางหนึ่งก็ค่อยๆ เดินห่างออกไป

หลี่มู่วางแปรงในมือลง ล้างมือแล้วลุกขึ้นมองจ้องลู่เจี่ยนจือ เอ่ยยิ้มๆ “มิบังอาจ คุณชายลู่มีอะไร เชิญพูด”

“หลี่หู่เปิน เพราะเหตุใดเจ้าจึงต้องขอแต่งงานกับบุตรีของเซี่ยงกง” ลู่เจี่ยนจือเอ่ยปากถาม “เจ้า…เพราะมีความดีความชอบด้านการทหาร เวลานี้จึงมีชื่อเสียงโด่งดัง เดิมควรฉวยโอกาสนี้ผูกไมตรีกับทุกฝ่าย วันข้างหน้าเปรียบประดุจปลาได้น้ำ อนาคตยาวไกลหาขอบเขตมิได้ เพราะเหตุใดเจ้ากลับเสี่ยงต่อสิ่งที่ผู้คนใต้หล้าเห็นว่าเป็นความผิดอย่างมหันต์ ยอมแบกรับคำตราหน้าว่าทำดีเพื่อหวังสิ่งตอบแทน ประจบสอพลอผู้มีอำนาจและอิทธิพล ทั้งไม่คำนึงว่าได้ล่วงเกินสกุลเกาและสกุลลู่ของข้าในเวลาเดียวกัน…เจ้าเข้าใจว่าสวี่ซือถูผู้บังคับบัญชาของเจ้าช่วยเจ้าด้วยความจริงใจหรือ เขาก็แค่ใช้เจ้าเป็นหมาก หาเรื่องลบหลู่สกุลลู่ของข้ากับสกุลเกา ยุแหย่ให้สองบ้านแตกคอกัน ส่วนเขาก็คอยนั่งเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเรื่องนี้เท่านั้น!”

เขาหยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนเอ่ยต่อว่า

“ถ้าเจ้าล่วงเกินสกุลเกา สกุลลู่สองสกุลนี้แล้ว เจ้าเข้าใจว่าสวี่ซือถูจะปกป้องเจ้าไปได้ชั่วชีวิตหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใช่ว่าข้าอยากตำหนิคนลับหลัง เจ้าล่วงเกินสกุลเกากับสกุลลู่สองสกุลในเวลาเดียวกัน ต่อไปก็ได้แต่พึ่งพาอาศัยสกุลสวี่ ด้วยนิสัยใจคอของสวี่ซือถู เขาไม่ใช่คนที่ใจกว้างมีความอดทนอดกลั้นต่อผู้อื่น ในเมื่อเขาใช้เจ้าเป็นหมาก วันหน้าจะใช้หรือทิ้งคนก็ล้วนขึ้นอยู่กับความคิดชั่ววูบเดียวของเขา ข้าเห็นเจ้าเป็นผู้กล้าคนหนึ่ง หรือว่าเจ้ายินดีจะตัดหนทางในวันหน้าของตนเองจริง”

หลี่มู่ยิ้ม “ขอบคุณคุณชายลู่ที่ให้เกียรติข้า ไม่ทราบคุณชายมาในวันนี้มีจุดประสงค์ใดหรือ”

“ข้าได้ยินว่าเพราะเจ้ายืนกรานจะขอแต่งงานกับบุตรสาวสกุลเกา เกาเซี่ยงกงถูกบีบบังคับจนไม่มีทางเลือก คิดจะทดสอบเจ้าในวันเทศกาลฉงหยางที่จะถึงนี้” ลู่เจี่ยนจือนิ่งเงียบไปชั่วครู่ เพียงมองจ้องหลี่มู่แล้วเอ่ยถาม “ต้องทำอย่างไรเจ้าจึงจะยอมล้มเลิกความคิดนี้ ไม่ทำให้สกุลเกาต้องลำบากใจเพราะเรื่องนี้อีก”

แสงสายัณห์สีโลหิตจางๆ บนยอดเขาที่อยู่ไกลออกไปพลันหายลับไป ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มขึ้นมาทันที แสงในทุ่งกว้างสลัวตามไปด้วย

ในที่ไกลออกไป นกกาที่บินกลับรังส่งเสียงร้องดังอึกทึก

สายลมยามราตรีพัดโหมม้วนชายเสื้อของคนทั้งสองปลิวสะบัด

ตามแสงสว่างที่เลือนหายไป ใบหน้าของหลี่มู่ก็ดูเหมือนจะมีเงามืดจางๆ ปกคลุมอยู่ชั้นหนึ่งไปด้วยทำให้สีหน้าของเขาดูเฉยเมยขึ้นมาหลายส่วนในทันที

“ข้ากับบุตรสาวของสกุลเกา แม้ไม่กล้าบอกว่าถูกตาต้องใจกัน แต่ก็รู้จักกันมาหลายปี ต่างรู้ใจกันเข้าใจกัน ในสายตาของข้าก็เห็นนางเป็นภรรยาที่ยังไม่ได้เข้าพิธีกันนานแล้ว เมื่อครู่ข้าถามเจ้า เพราะเหตุใดต้องเรียกร้องขอแต่งงานกับนาง เจ้าไม่ตอบ ถ้าข้าคาดเดาไม่ผิด หากไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ก็ต้องเพราะความรัก ถ้าเพื่อผลประโยชน์ ก็เช่นที่ข้าพูดไปเมื่อครู่นี้ ให้ผูกไมตรีกับทุกฝ่ายเสีย กอปรกับเจ้ามีบุญคุณต่อสกุลเกา วันข้างหน้าผลประโยชน์ที่เจ้าจะได้รับย่อมห่างไกลจากสิ่งที่เจ้าจินตนาการได้ในวันนี้มากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ที่เจ้าอาจจะต้องเผชิญหลังจากล่วงเกินสกุลเกาและสกุลลู่สองสกุลในเวลาเดียวกัน!

หลี่หู่เปิน ลมแรงรู้ถึงความแข็งแกร่งของต้นหญ้า แต่กลับพัดโค่นไม้ใหญ่ได้ หาใช่ข้าขู่ขวัญเจ้า ต่อให้เจ้าได้เป็นบุตรเขยเซี่ยงกงสมดังปรารถนาจริง แต่ก็ทำให้สกุลเกาเห็นถึงความชั่วร้าย การแต่งงานที่เกิดมาจากการบีบบังคับ วันหน้าจะเป็นโชคหรือเป็นภัยต่อเจ้ากันแน่ ไม่ต้องให้ข้าพูดกระมัง ถ้าเจ้าเป็นคนเฉลียวฉลาดผู้หนึ่ง ย่อมต้องคิดได้เอง…แต่ถ้าเจ้าทำไปเพราะจิตใจที่ชื่นชอบ เช่นนี้จึงจะคู่ควรต่อการช่วงชิงกับข้า…”

เขามองหลี่มู่แวบหนึ่ง เพิ่มน้ำหนักน้ำเสียงยิ่งขึ้น

“ข้าหวังว่าเจ้าจะไตร่ตรองให้รอบคอบ ข้าลู่เจี่ยนจือคบหาคน ไม่สนใจวงศ์ตระกูล เพียงดูนิสัยใจคอของคนผู้นั้น แต่ตระกูลขุนนางกับสามัญชนมีความแตกต่างกันอยู่ ประหนึ่งมีแผ่นฟ้าขวางกั้น เป็นสภาพปัจจุบันที่ไร้กำลังจะทำลายได้ เจ้าข้าจมลึกอยู่ในนั้น ไม่มีใครสามารถอยู่นอกเหนือ สำหรับการแต่งงานก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น ใช่ว่าข้าดูถูกเจ้า แต่ถ้าเจ้าทำไปเพราะจิตใจที่ชื่นชอบจริง เช่นนั้นเจ้าก็ยิ่งสมควรใคร่ครวญแทนนางให้มาก นางกับเจ้าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ยิ่งพูดไม่ได้ว่ามีการแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดกัน เจ้าเคยคิดหรือไม่ เมื่อนางรู้เรื่องนี้เข้าจะคิดอย่างไร ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าถ้านางถูกบีบบังคับให้แต่งกับเจ้าจริง ความไม่สะดวกต่างๆ ที่นางอาจจะต้องเผชิญในวันข้างหน้า…”

ลู่เจี่ยนจือลังเลอยู่ชั่วขณะ ในที่สุดยังคงพูดออกจากปาก

“ความไม่สะดวกก็ยังพอว่า แต่สำหรับนางถ้าแต่งเข้าครอบครัวสามัญชนแล้ว ในสายตาของคนนอกก็คือการเสื่อมเสียเกียรติอย่างมาก หลี่หู่เปิน ถึงเจ้าจะทำไปเพราะจิตใจที่ชื่นชอบ ทว่าจะเอานางไปวางไว้ที่ใด จะให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของนางไปมาหาสู่กับญาติมิตรที่เคยคบหามาอย่างไม่สะทกสะท้านเช่นเมื่อก่อนได้อย่างไร หลี่หู่เปิน เจ้าอย่าได้ตำหนิที่ข้าพูดตรงจนถึงขั้นนี้ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุหรือผล ที่ข้ากล่าวเช่นนี้ที่แท้แล้วมีเหตุผลหรือไม่ เจ้าควรลองใคร่ครวญดู”

หลี่มู่เพียงมองลู่เจี่ยนจือเงียบๆ ฟังเขาพูดต่อไปว่า

“นางไม่รู้เรื่องราวทางโลก จิตใจบริสุทธิ์ดีงาม ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าถ้าวันหน้านางต้องเผชิญกับสภาพความเป็นอยู่เช่นนั้น จะรับมือและจัดการกับตนเองอย่างไร…ข้าหวังอย่างจริงใจว่าเจ้าจะช่วยนางให้ได้สมปรารถนา ซึ่งก็เท่ากับช่วยตัวเจ้าเองให้ได้สมปรารถนาเช่นกัน”

ลู่เจี่ยนจือกล่าวจบ ถึงกับค้อมคำนับให้หลี่มู่จนต่ำ จากนั้นก็เหยียดร่างขึ้น มองจ้องหลี่มู่เขม็ง

ตอนลู่เจี่ยนจือกำลังพูด หลี่มู่ไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ

ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นมืดลงอย่างรวดเร็ว สายลมในทุ่งกว้างยิ่งพัดแรง

ดวงตาของหลี่มู่คล้ายถูกย้อมไปด้วยสีที่มืดมนของโลกหลังพระอาทิตย์ตก ในขณะที่สีหน้าเขาก็ยิ่งดูสงบนิ่งมากขึ้น

“ข้าไม่กล้ารับการแสดงความเคารพเช่นนี้จากคุณชายลู่หรอก สิ่งที่คุณชายลู่กล่าวมาทุกคำล้วนมีเหตุผล แต่คุณชายลู่อาจไม่รู้ ในสายตาของข้าหลี่มู่ ไม่มีคำว่า ‘ช่วยให้ได้สมปรารถนา’ หากข้าช่วยผู้อื่นให้ได้สมปรารถนา แล้วใครกันจะช่วยข้าให้ได้สมปรารถนาบ้าง ในเมื่อข้าเอ่ยปากขอเกาลั่วเสินแห่งสกุลเกาแต่งงานแล้ว ข้าย่อมไม่ล้มเลิกกลางคัน โชคภัยจะสำเร็จหรือล้มเหลว ฟ้ารู้ดินรู้ แต่เจ้ากับข้าต่างไม่รู้ รอถึงวันเทศกาลฉงหยางย่อมรู้ผล”

เขาทำความเคารพตอบ ก่อนหมุนตัวไปแปรงขนอาบน้ำให้อูจุยต่อ

ลู่เจี่ยนจือมองหลี่มู่ หัวคิ้วขมวดมุ่น ฉับพลันก็หมุนตัวเดินจากไป เงาด้านหลังหายลับไปในแสงสลัวยามสายัณห์ที่หนาหนักดุจเมฆหมอกอย่างรวดเร็ว

“ขุนพลหลี่ เมื่อครู่เขามาหาท่านด้วยเรื่องใดหรือ”

หลิวหย่งที่แอบมองอยู่ไม่ไกลมาโดยตลอดวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ถามด้วยความอยากรู้

ทุกคนในกองทัพต่างรู้กันทั่ว อีกสองวันเมื่อถึงวันเทศกาลฉงหยาง เกาเซี่ยงกงจะทำการทดสอบหลี่มู่ที่ขอแต่งงานกับบุตรสาวของเขา

ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยวันนั้น วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ตลอดเวลา

หลี่มู่แปรงบนขนตัวม้าตรงจุดสุดท้ายเสร็จก็ลุกขึ้น โยนบังเหียนม้าให้หลิวหย่ง ยิ้มแล้วบอก “ท้องฟ้ามืดแล้ว กลับกันเถิด”

รวมคำเรียกต่างๆ ภายในเรื่อง

 

      คำเรียก                                                                       ความหมาย 

 อาเหยีย                                                                                “บิดา”

อาเหนียง / อาหมู่                                                                 “มารดา”

ต้าซยง                                                                                  “พี่ใหญ่”

อาซยง                                                                                   “พี่ชาย”

อาเจี่ย                                                                                    “พี่สาว”

 อาเม่ย                                                                                   “น้องสาว”

อาตี้                                                                                      “น้องชาย”

อาเส่า                                                                                    “พี่สะใภ้”

อาจยา                                                                                   “แม่สามี”

                                               หลางจวิน                                    คำที่ภรรยาใช้เรียกสามี และใช้เรียกชายหนุ่มทั่วไปในเชิงยกย่อง

 

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 13 .. 65  เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 12

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: