X
    Categories: ทดลองอ่านนวลหยกงามมากกว่ารักเรื่องเด่นวันนี้

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม บทที่ 15

หน้าที่แล้ว1 of 7

บทที่สิบห้า

“เป็นกลิ่นนี้นี่ล่ะ”

เสียงทุ้มต่ำของหนุ่มน้อยประหนึ่งอสนีบาตที่ฟาดลงมาทำให้อี๋อวี้ที่นิ่งงันไปสะดุ้งรู้ตัว!

นางดึงสติที่เคลิ้มลอยไปกับความหล่อเหลากลับมาแล้วกลืนน้ำลายอึกใหญ่ก่อน จากนั้นเบนสายตาออกจากนัยน์ตาสีเขียวมรกตคู่นั้น สูดลมหายใจสองสามทีให้หัวใจที่เต้นถี่รัวกลับเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

หลังสงบอกสงบใจลงได้ นางต่อว่าต่อขานในใจ ไฉนท่านผู้มีพระคุณคนนี้ถึงแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปทุกคราที่พบเจอกัน จากคนประหลาดไร้มนุษยสัมพันธ์ มาเป็นคุณชายสูงศักดิ์ผึ่งผาย จนถึงนัยน์ตาทรงเสน่ห์สีเขียวมรกตเบื้องหน้านี้ บันดาลให้เขากลายเป็นหนุ่มน้อยเลือดผสมรูปงามไปเสียแล้ว

อี๋อวี้ลอบมองดูสีของลูกตาคู่นั้นซ้ำอีกคราหนึ่งจนแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาดไปเอง ความอยากรู้อยากเห็นก็ถูกกระตุ้นขึ้นมาทันควัน ดวงตาที่ละม้ายลูกแก้วคู่นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรกัน ด้วยนี่คือสิ่งบ่งบอกว่าเป็นพวกเลือดผสม ไหนบอกว่าเขาได้รับบาดเจ็บที่ตาเลยโดนแสงไม่ได้มิใช่หรือ ทำไมตอนนี้หายดีแล้ว ไม่รู้ว่าคนอื่นๆ ในคฤหาสน์พักผ่อนหลังนี้เคยเห็นดวงตาที่ผิดแปลกคู่นี้ของเขาหรือไม่ อี๋อวี้นั้นย่อมชินตากับคนเลือดผสมจนไม่เห็นเป็นเรื่องแปลกอันใด แต่ผู้คนในยุคโบราณสามารถยอมรับได้มากถึงขั้นนั้นหรือ

กล่าวไปแล้วคุณชายฉางผู้นี้ช่างลึกลับเอาการอยู่ คฤหาสน์เสียนหรงหลังใหญ่ขนาดนี้ มีเขาเป็นเจ้านายคนเดียวก็ช่างเถิด แต่ดูคล้ายยังไม่มีคนรู้ว่าคุณชายฉางมีนามเต็มว่าอะไร ทุกคนต่างเรียกขานเขาด้วยความยกย่องแค่ว่า ‘คุณชาย’ แม้พวกหลูซื่อจะสนใจใคร่รู้เป็นอันมาก แต่หาได้มีเจตนาสืบถามความเป็นมาของผู้มีพระคุณของตน ส่วนพ่อบ้านหลี่นั่นเคยเอ่ยขึ้นคราหนึ่งว่าตนเป็นบ่าวที่เขาซื้อเข้ามาเมื่อสามปีก่อน

อี๋อวี้ค่อยๆ เขยิบตัวไปด้านข้างให้ห่างจากดวงหน้าที่อยู่ในระยะประชิดเกินไปแล้วชวนให้หัวหมุนคว้าง นางลุกขึ้นยืนแล้วกระโดดออกจากแปลงดอกไม้ด้วยท่าทางว่องไวปราดเปรียว ยังถอยหลังไปอีกหลายก้าวหยุดยืนตรงจุดซึ่งไกลจากคนที่อยู่ข้างแปลงดอกไม้ผู้นั้นออกไปครึ่งจั้ง ถึงเผยรอยยิ้มแห้งๆ พร้อมส่งเสียงเรียกขานออกมา “ผู้มีพระคุณ”

คุณชายฉางที่นั่งยองๆ บนพื้นลุกขึ้นยืนตัวตรงอย่างเชื่องช้า แสงตะวันบ่ายคล้อยอาบไล้เสี้ยวหน้างามสง่าและเสื้อคลุมยาวสีฟ้าเข้ม อี๋อวี้เลื่อนสายตาไปมองหน้าเขา เห็นเรียวปากที่ทาทาบด้วยประกายสีทองครึ่งหนึ่งหยักแย้มขึ้นเล็กน้อย ชั่วขณะเดียวก็ทำให้จิตใจนางปั่นป่วนอีกแล้ว

นี่…นี่…นี่เขายังจะเป็นหนุ่มน้อยสดใสเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์อีกด้วยหรือ

คุณชายมองนางด้วยแววตาราบเรียบพลางเอ่ย “ที่แท้หน้าตาเจ้าเป็นอย่างนี้”

รอยยิ้มบางๆ กลางแสงแดดเมื่อครู่นี้คล้ายเป็นภาพลวงตา ตอนที่อี๋อวี้มองไปอีกครา รู้สึกได้ว่าใบหน้าของคนผู้นี้กลับไปเคร่งขรึมไร้ความรู้สึกใดๆ ดังเดิม นานๆ ทีท่านผู้มีพระคุณเป็นฝ่ายกล่าววาจากับนางก่อน นางกลับพบว่าตนเองไม่อาจพูดตอบได้สักนิด หรือจะให้บอกว่า ‘ใช่น่ะสิ หน้าตาข้าก็เป็นอย่างนี้เอง’ หรือ ‘ขออภัยด้วยที่หน้าตาข้าเป็นอย่างนี้’ ทว่าสองประโยคนี้ล้วนกวนโมโหอยู่มาก ด้วยเหตุนี้นางได้แต่หัวเราะแห้งๆ เป็นคำรบที่สอง

คุณชายฉางอาจมิได้ตั้งใจฟังคำตอบจากนาง พอกล่าวถ้อยคำหนึ่งจบ เขาก้มหน้าลงดูอาภรณ์ของตนเอง อี๋อวี้มองตามสายตาเขาไป ปราดเดียวก็เห็นเสื้อคลุมที่ทำจากผ้าไหมชั้นดี มีรูกว้างสองฉื่อจากต้นขาซ้ายยาวไปถึงน่องปรากฏขึ้น เผยให้เห็นเสื้อตัวในสีขาว ส่วนผ้าชิ้นที่ถูกนางดึงขาดเมื่อครู่นี้นั้นยังติดอยู่ตรงชายเสื้อคลุมห้อยลงมาระพื้น

เสียงหัวเราะของอี๋อวี้ชะงักกึกที่ลำคอ นางจับๆ ติ่งหูอย่างละอายใจ พร้อมพูดเสียงกระซิบ “เมื่อครู่นี้ข้าไม่ได้เจตนาเจ้าค่ะ” ในใจกลับพูดว่า ใครใช้ให้ท่านจู่ๆ ก็มายืนอยู่ด้านข้าง ทำให้ข้าสะดุ้งตกใจ

เขาไม่แยแสคำขอขมาของนาง ใช้มือข้างหนึ่งยกชายเสื้อที่มีผ้าขาดห้อยร่องแร่งขึ้น ฉีกออกดังแควกแล้วโยนทิ้งไปด้านข้าง จากนั้นหมุนกายจากไปโดยไม่มองนางแม้สักแวบเดียว

จวบจนแผ่นหลังของเขาหายลับไปตรงหัวมุมประตูเรือน อี๋อวี้ถึงระบายลมหายใจเฮือกหนึ่ง ลอบรำพึงว่าเคราะห์ดีที่เขาไม่ได้ให้ชดใช้ แพรพรรณนั่นดูท่าทางราคาไม่ถูกเลยจริงๆ

นางปัดฝุ่นดินบนตัวออกระหว่างที่เดินไปที่ข้างแปลงดอกไม้ตรวจดูว่าต้นปั้วเหอที่ถูกนางล้มทับพวกนั้นยังพอมีทางรอดหรือไม่ หากในใจกลับฉงนสนเท่ห์ว่าคนที่ไม่มีข่าวคราวมาเกือบสองเดือน เหตุใดจึงมาที่นี่กะทันหัน หรือเพราะสนใจความคืบหน้าของต้นปั้วเหอนี้กันนะ

หลูซื่อไปพบพ่อบ้านหลี่กลับมา ทันทีที่ก้าวเข้าประตูมาเห็นอี๋อวี้นั่งซักผ้าอยู่ในลาน นางเอ่ยถามอย่างงุนงง “อาภรณ์เพิ่งผลัดเปลี่ยนเมื่อเช้า เหตุใดเอามาซักตอนนี้”

อี๋อวี้เบะปากตอบ “หกล้มในแปลงดอกไม้จนเปรอะดินไปทั้งตัวเจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านรู้ไหมว่าข้าได้เจอกับผู้ใด”

“เจอผู้ใดหรือ”

“เมื่อครู่นี้คุณชายฉางมาที่เรือนเราเจ้าค่ะ”

หลูซื่อประหลาดใจในทีแรก ต่อมาก็เอ่ยด้วยสีหน้ากังขา “เมื่อครู่นี้พ่อบ้านหลี่เรียกข้าไปหา บอกว่าพรุ่งนี้จะไปเมืองฉางอันกับพวกเรา ให้พวกเราไม่ต้องเช่ารถม้าในเมืองแล้ว เจ้าว่าคุณชายฉางจะไปด้วยใช่หรือไม่”

เห็นอี๋อวี้สั่นศีรษะเป็นเชิงว่าไม่รู้ หลูซื่อคิดคำนึงในใจ ในเมื่อรู้ว่าเขากลับมาแล้วสมควรไปเยี่ยมคารวะสักหน่อย ดังนั้นนางบอกกล่าวบุตรสาวคำหนึ่งแล้วหันหลังสาวเท้าออกจากเรือน ผ่านไปถึงครึ่งเค่อก็ย้อนกลับมา อี๋อวี้เห็นสีหน้านางก็รู้ว่าไม่พบคน จึงไปตากเสื้อผ้าโดยไม่พูดไม่ถามอะไรมาก

เพราะคราวนี้ไปเมืองฉางอันเพื่อแจ้งข่าวให้หลูจื้อรับรู้เท่านั้น หลิวเซียงเซียงอ้างว่าไม่สะดวกขอรั้งอยู่ที่เรือน เช้าวันต่อมา หลูซื่อพาอี๋อวี้ไปรอคอยที่หน้าประตูใหญ่ของคฤหาสน์พักผ่อนก่อนเวลาที่นัดหมายกับพ่อบ้านหลี่หนึ่งเค่อ

ยามนี้มีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่นอกประตูแล้ว ลักษณะภายนอกงดงามหรูหรากว่าคันที่อี๋อวี้เคยเห็นครั้งแรก อาชาเทียมรถสองตัวอาจดูไม่แข็งแรงล่ำสันเหมือนม้าสีปลั่งแก่ก่อนหน้านี้ แต่คึกคักประเปรียวอย่างมาก

สารถีซึ่งยิ้มอวดไรฟันกับพวกนางคืออาเซิงที่มิได้พบหน้าค่าตามาหลายวัน หลูซื่อพาอี๋อวี้ก้าวเข้าไปทักทาย ไม่นานนักพ่อบ้านหลี่เดินออกมาจากข้างใน เห็นหลูซื่อรออยู่ข้างรถม้า เขาเอ่ยอย่างยิ้มแย้ม “ฮูหยินขึ้นไปรอบนรถม้าสักครู่ ประเดี๋ยวคุณชายก็มาถึงแล้ว”

สองแม่ลูกสบตากับแวบหนึ่ง นึกในใจว่าคุณชายฉางร่วมเดินทางไปด้วยดังคาด

จากนั้นพวกนางขึ้นไปนั่งรถบนรถม้าไม่ถึงหนึ่งเค่อ เห็นม่านกั้นถูกเปิดออกจากด้านนอก คุณชายฉางในชุดแพรสีฟ้าน้ำทะเลแหวกชายเสื้อไปด้านข้างก้าวเข้ามาในตัวรถม้า นั่งลงฝั่งตรงข้ามกับพวกอี๋อวี้

ด้านในรถม้าปิดมิดชิดทุกด้าน ก่อนอาเซิงจะปล่อยผ้าม่านลง หลูซื่อกวาดสายตาไปเห็นดวงตาที่ผิดแปลกจากคนทั่วไปของคุณชายฉางคู่นั้น กลับมิได้ตกตะลึงอย่างที่อี๋อวี้นึกไว้ นางแค่นิ่งงันไปเล็กน้อย ก่อนสีหน้าจะเป็นปกติในเวลาอันรวดเร็ว

“ผู้มีพระคุณ” หลูซื่อเรียกขานทักทายคำหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยาอะไร ทั้งรู้นิสัยไม่ชอบพูดจาของเขาดี นางก็เลยไม่รบกวนต่อ

อี๋อวี้อาศัยแสงรำไรเห็นคุณชายฉางหลับตาทำสมาธิเช่นเคยแล้วกลอกตาขึ้นอย่างระอา ฝ่ายหลูซื่อเห็นบุตรสาวลอบทำกิริยาไม่เหมาะก็ขึงตาปราม นางถึงไม่ทำแผลงๆ อีก เพียงบ่นอยู่ในใจหลายคำเช่นว่า คนประหลาด ไม่มีมนุษยสัมพันธ์และอื่นๆ

ขณะที่อี๋อวี้ลอบค่อนขอดอีกฝ่ายลับหลัง รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกวิ่งไปข้างหน้าดังกุบกับๆ ด้วยเป็นละแวกใกล้เคียงเมืองหลวง พื้นถนนจึงเรียบเสมอกัน นั่งอยู่บนรถม้าก็ไม่รู้สึกสะเทือนโคลงเคลงมากนัก แค่ว่าระหว่างทางน่าเบื่อเหลือแสน อีกทั้งยังมีผู้สูงศักดิ์นั่งวางปึ่งอยู่ด้วย สองแม่ลูกต่างมิได้พูดคุยกันสักเท่าไหร่ ได้แต่แง้มม่านมองดูทิวทัศน์ด้านนอกเป็นครั้งคราวเพื่อจดจำเส้นทางไปด้วย

ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม รอบข้างมีเสียงผู้คนดังขึ้นเรื่อยๆ อี๋อวี้แลลอดรอยแยกม่านหน้าต่างที่หลูซื่อเลิกขึ้นออกไปข้างนอก เห็นรถม้าแล่นอยู่บนถนนที่กว้างมากสายหนึ่ง สองข้างทางเป็นดงไม้ มีคนเดินเท้าเป็นกลุ่มเล็กๆ กระจัดกระจายอยู่ริมทาง รถม้าของพวกเขาวิ่งแซงหน้ารถม้าหลายคันที่ไปทางเดียวกัน จากนั้นกำแพงเมืองสูงใหญ่ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าสายตาอยู่ไกลๆ อาเซิงชะลอความเร็วลงทีละน้อยแล่นต่อไปข้างหน้าอีกหลายสิบจั้ง ถึงกำแพงเมืองมหึมาที่มีช่องประตูสามช่องเปิดอ้าอยู่ นางเพิ่งเห็นตัวอักษรใหญ่บนพื้นเขียวคำว่า ‘อันฮว่า’ที่สลักอยู่เหนือประตูเมืองสูงหลายจั้งนั่นได้ชัดถนัดตาไม่ทันไร หลูซื่อก็ปล่อยผ้าม่านลง

ทหารยามตรงสองข้างของประตูเมืองสกัดรถม้าที่เคลื่อนเนิบนาบเข้ามาใกล้ อาเซิงชักสายบังเหียนหยุดฝีเท้าม้า ล้วงป้ายสีแดงเข้มจากอกเสื้อโบกไปมาตรงหน้าพวกเขา ทหารยามทั้งหลายโค้งกายถอยออกไป อี๋อวี้กับมารดาอยู่ในรถม้าหาได้ล่วงรู้เหตุการณ์ข้างนอกไม่ เพียงรับรู้ว่ารถม้าหยุดชะงักครู่เดียวแล้วเริ่มแล่นต่อไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า

เมืองหลวงฉางอันแบ่งเป็นฟากตะวันออกกับฟากตะวันตกโดยมีถนนจูเชวี่ยคั่นอยู่ตรงกลาง ฟากตะวันออกขึ้นอยู่กับอำเภอฉางอัน ครอบคลุมพื้นที่ห้าสิบห้าฟาง ฟากตะวันตกขึ้นอยู่กับอำเภอวั่นเหนียน ครอบคลุมพื้นที่ห้าสิบสามฟาง เมื่อตัดย่านการค้าขนาดใหญ่ของแต่ละฟากออก ย่านอื่นๆ ล้วนมีอาณาบริเวณใกล้เคียงกัน ประกอบด้วยบ้านช่องเรือนชานและวัดวาอารามต่างๆ บ้างมากนับหลายร้อย บ้างน้อยแค่ไม่กี่สิบ

ทุกย่านจะก่อกำแพงรอบล้อมอาณาเขตสี่ด้าน มีทางเข้าอยู่ทางทิศตะวันออกและตะวันตก ย่านเรือนอาศัยห้ามออกนอกเคหสถานยามไฮ่ ส่วนย่านร้านค้าของทั้งสองฟากห้ามออกนอกเคหสถานยามซวี

หลังจากรถม้าแล่นเข้าเมืองแล้ว ได้ยินเสียงร้องถามของอาเซิงดังลอยมาจากข้างนอก “ฮูหยิน ได้ยินพ่อบ้านหลี่บอกว่าท่านต้องการไปสืบถามที่พักของบุตรชายที่วัดติ้งสุ่ย คุณชายกำชับไว้ให้ข้าพาพวกท่านไปส่งก่อนขอรับ”

สองสามวันที่แล้ว หลูซื่อถามจากพ่อบ้านหลี่ได้ความว่าสามารถไปถามไถ่ที่ตั้งเรือนพำนักของบัณฑิตได้ที่วัดติ้งสุ่ยในไท่ผิงฟาง นางเลยตัดสินใจไปสืบดูที่นั่นก่อน ครั้นได้ยินอาเซิงกล่าวเช่นนี้ นางชั่งใจนิดเดียวก็ตอบตกลง

เสียงผู้คนนอกรถดังขึ้นทุกทีๆ อี๋อวี้เลิกมุมหนึ่งของม่านขึ้นมองไปด้านนอกด้วยความสนอกสนใจ รถม้ากำลังแล่นอยู่กลางถนนด้วยความเร็วสม่ำเสมอ แนวกำแพงย่านชุมชนสีดำแกมน้ำตาลสูงหนึ่งจั้งทอดตัวขนานไปกับถนน ตรงริมกำแพงผู้คนสัญจรไปมาพลุกพล่าน มีคนสวมชุดหรูหราขี่ม้าผ่านไป และคนเร่ขายของอยู่ข้างทางประปรายปะปนกัน ยังสามารถเห็นยอดเรือนตึกหนึ่งหรือสองหลังโผล่ขึ้นมาได้เป็นพักๆ

พอแล่นไปข้างหน้าสิบกว่าจั้ง เห็นทางเข้าย่านชุมชนที่กว้างพอให้คนเดินผ่านได้หกเจ็ดคน ป้ายศิลาเขียวที่แขวนอยู่ตรงกลางเหนือช่องประตูสลักคำว่า ‘ต้าอัน’ เมื่อชายตามองผ่านเข้าไปไวๆ เห็นฝูงชนขวักไขว่ไปมาตามถนนหนทางและตรอกซอกซอยแยกย่อยมากมาย

หลูซื่อเห็นดวงตาบุตรสาวทอแววอยากรู้อยากเห็น ได้แต่ยิ้มฝืดๆ ไม่กล่าวอะไรมาก อี๋อวี้จับสังเกตได้แต่แรกแล้วว่าหลังจากเข้าเมือง สีหน้าของมารดาแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ร่างกายที่อยู่ชิดกับตนเองก็แข็งเกร็งไปบ้าง นางเดาบางอย่างออกได้เลาๆ จึงสะกดความรู้สึกอยากชมความครึกครื้นไว้แล้วดึงม่านลงปิด

ราวหนึ่งเค่อต่อมา รถม้าค่อยๆ ชะลอลงแล้วจอดนิ่ง

“ฮูหยิน” อาเซิงตะโกนเรียกอยู่ด้านนอก ก่อนจะเปิดม่านกั้นออก เอ่ยกับหลูซื่ออย่างยิ้มแย้ม “ถึงแล้วขอรับ”

หลูซื่ออุ้มอี๋อวี้ลงจากรถม้า หมุนกายไปเห็นอาเซิงชี้ไปที่ประตูย่านชุมชนสองบานที่เปิดอ้ากว้างตรงถนนตะวันออกสายหนึ่งพลางบอก “เข้าไปแล้วเดินตรงไป หลังที่สองทางฝั่งซ้ายก็คือวัดติ้งสุ่ย ข้าจะรอพวกท่านที่ประตูอันฮว่าตอนพลบค่ำยามโหย่ว* หากจำทางไม่ได้ ถามจากคนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้เลยขอรับ”

หลูซื่อพยักหน้าขอบคุณ ยังกล่าวอำลากับคุณชายฉางบนรถม้าที่ไม่พูดจาสักคำ จากนั้นจับจูงมือน้อยๆ ของบุตรสาวเดินเข้าสู่ไท่ผิงฟาง

 

ทั้งคู่สืบรู้เบาะแสของหลูจื้อได้ที่วัดติ้งสุ่ยอย่างราบรื่น เมื่อคิดถึงว่าจวนเจียนจะได้พบหน้าหลูจื้อกับหลูจวิ้นที่จากกันนานสองเดือน บันดาลให้พวกนางต่างปีติยินดีเต็มอก

หลูซื่อถามทางไปตลอดทางจนถึงวัดหงฝู นางก้าวเข้าสู่ภายในวัดที่เงียบสงบรื่นรมย์ และเดินไปหาเณรตัวน้อยรูปหนึ่งที่กวาดพื้นอยู่ ไต่ถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ซือฟู่ น้อย ข้าอยากถามถึงคนผู้หนึ่งจะได้หรือไม่”

เห็นเณรน้อยหน้ากลมตอบตกลง นางก็เอ่ยต่อ “บัณฑิตที่จะสอบเข้ารับราชการที่มาอาศัยอยู่ในห้องพักแขกเรือนหลังของพวกท่านมีคนหนึ่งนามว่าหลูจื้อ ข้าเป็นมารดาของเขา ท่านสะดวกจะพาข้าไปพบเขาได้หรือไม่”

เณรน้อยหน้ากลมได้ยินที่นางพูดแล้วเงยหน้านิ่งคิดครู่หนึ่ง ถึงกล่าวตอบด้วยสีหน้าแปลกพิกล “มีคนชื่อว่าหลูจื้อจริงๆ เขายังพาพี่น้องมาด้วยใช่หรือไม่”

หลูซื่อรีบพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม กลับเห็นเณรรูปนั้นมองตนเองแวบหนึ่งอย่างประหลาดใจ นางนึกฉงนอยู่ในใจ ก็ได้ยินเขาพูดขึ้น “พวกเขาจากไปเมื่อหนึ่งเดือนก่อนแล้ว ได้ยินว่าไม่ได้รับสารเสนอชื่อ…สีกา ท่านเป็นอะไรไปหรือ” เณรรูปนั้นยังกล่าวไม่จบ พบว่าหลูซื่อหน้าถอดสีไปทันใด เขาอดส่งเสียงถามไถ่ไม่ได้

หลูซื่อฝืนข่มความร้อนรุ่มใจไว้ ปั้นยิ้มเฝื่อนๆ ออกมา “ซือฟู่น้อย ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเขาไปที่ใด” ในใจกลับวาดหวังว่าสองพี่น้องยังรั้งอยู่ในเมืองฉางอัน

เณรน้อยตอบอย่างไม่รู้เรื่องรู้ราว “คงกลับบ้านไปแล้วกระมัง”

หลูซื่อฟังเขากล่าวจบ หัวสมองเริ่มอึงอลสับสน รู้สึกเพียงว่าความหวังสุดท้ายพลอยดับวูบไปด้วย ร่างของนางซวนเซไป

อี๋อวี้ด้านข้างรีบพยุงไว้พร้อมพูดปลอบ “ท่านแม่ ท่านอย่าเพิ่งกังวลใจไป ไม่แน่พี่ใหญ่อาจยังไม่กลับไปก็เป็นได้เจ้าค่ะ”

ตอนกล่าวคำนี้ ความหวั่นวิตกในอกนางหาได้ลดทอนลงสักกระผีก หากพวกหลูจื้อกลับไปยังหมู่บ้านเค่าซานเมื่อหนึ่งเดือนก่อนก็ไม่ได้การแล้ว ยังมิต้องเอ่ยถึงว่าพวกเขาจะร้อนใจสักปานใดเมื่อไม่พบพวกนางแม่ลูก ถ้าเกิดพบกับพรรคพวกของสกุลจาง นั่นต่างหากถึงเรียกว่าเป็นเรื่องร้ายโดยแท้

เณรน้อยรูปนั้นเห็นท่าทางของคนทั้งสองแล้วก็เดินโคลงศีรษะจากไปเงียบๆ

หลูซื่อให้อี๋อวี้พยุงไปนั่งที่ข้างต้นไม้ นางพักผ่อนครู่หนึ่งจนหายจากอาการวิงเวียนตาลาย ถึงจับมือบุตรสาว กล่าวอย่างร้อนรน “ที่นี่จะทำเช่นไรกันดี ถ้าจื้อเอ๋อร์กับจวิ้นเอ๋อร์…ไม่ได้! พวกเรารีบกลับเถอะ เก็บสัมภาระกลับไปที่หมู่บ้านเค่าซานกัน”

อี๋อวี้รู้เช่นกันว่าความเป็นไปได้ที่พวกหลูจื้อจะกลับบ้านนั้นมีอยู่เก้าส่วน นางนึกเสียใจทีหลังสุดจะกล่าวขึ้นมากะทันหัน ไฉนไม่คิดว่าหลูจื้ออาจจะไม่ได้รับสารเสนอชื่อ ไฉนไม่รีบมาหาพวกเขาที่ฉางอันเร็วกว่านี้

“ท่านแม่ อย่าเพิ่งใจร้อนสิเจ้าคะ พวกเราไม่มีรถม้าจะกลับไปอย่างไร รอถึงยามโหย่วแล้วกลับไปพร้อมกับพวกผู้มีพระคุณก่อนค่อยวางแผนกันอีกทีนะเจ้าคะ” มาตรว่าอี๋อวี้จะร้อนรุ่มใจเหลือแสน แต่มิได้เสียกระบวนเฉกเดียวกัน นางแจกแจงสถานการณ์ในเวลานี้ให้มารดาฟังสั้นๆ แล้วกล่าวคำปลุกปลอบอีกพักหนึ่ง จวบจนหลูซื่อเยือกเย็นลง และตัดสินใจรอตกเย็นกลับถึงตำบลหลงเฉวียน ค่อยขอยืมรถม้าของคุณชายฉางกลับสู่หมู่บ้านเค่าซาน

ระหว่างที่พวกนางนั่งปรึษาหาทางแก้ปัญหาอยู่ใต้ต้นไม้ อีกด้านหนึ่งมีบัณฑิตหน้าตาหมดจดสวมเสื้อคลุมเรียบง่ายผู้หนึ่งสาวเท้าเข้ามาทางประตูหน้าวัด ขณะกำลังเดินอ้อมผ่านต้นไม้เก่าแก่ที่พวกนางนั่งพิงอยู่ พลันได้ยินเสียงคนใต้ต้นไม้เอ่ยถึง ‘จื้อเอ๋อร์’ และ ‘จวิ้นเอ๋อร์’ ไม่หยุด จึงตวัดสายตามองพวกนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาละล้าละลังเล็กน้อยก่อนจะเดินไปหยุดยืนตรงเบื้องหน้าทั้งคู่ห่างออกไปห้าหกก้าว

“ฮูหยิน…ฮูหยินขอรับ” บัณฑิตผู้นั้นเรียกขานหลูซื่ออย่างสุภาพ พอนางเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ถึงกล่าวต่อ “เมื่อครู่ได้ยินพวกท่านพูดคุยกันโดยไม่ตั้งใจ ไม่ทราบจื้อเอ๋อร์กับจวิ้นเอ๋อร์ที่ท่านเอ่ยถึงจะเป็นสองพี่น้องสกุลหลูที่น้องชายติดตามพี่ชายมาเข้าร่วมการสอบหรือไม่ขอรับ”

หลูซื่อฟังสำเนียงของคนผู้นี้ออก เมื่อได้ยินถ้อยคำของเขา นางรีบลุกขึ้นยืนตัวตรง กล่าวเสียงรัวเร็ว “ใช่ๆ พวกเขาเป็นบุตรชายของข้า สหายน้อยท่านนี้ ท่านรู้จักบุตรชายข้าหรือ”

บัณฑิตผู้นั้นเผยสีหน้าแจ่มแจ้งในบัดดล เขายิ้มบางๆ “ขอรับ ข้าน้อยมีนามว่าจี้อีเหยียน เป็นเซียงก้งที่มาจากอำเภอชิงหยางเหมือนกัน ตอนเดือนสองเช่ารถม้าร่วมเดินทางมาพร้อมกับสองพี่น้องสกุลหลู เหตุใดพวกท่านมาหาพวกเขาที่นี่เล่า ขณะนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว”

ว่าไปแล้วช่างประจวบเหมาะนัก บัณฑิตที่กล่าววาจาอยู่ผู้นี้คือจี้เต๋อที่มาขออาศัยอยู่ในวัดหงฝูกับหลูจื้อในตอนนั้นนั่นเอง

ความหวังริบหรี่ที่เพิ่งจุดประกายขึ้นของหลูซื่อดับมอดไปอีกครา นางพยักหน้าพลางพูดด้วยหน้าตาไม่สู้ดี “ข้ารู้แล้ว เมื่อครู่นี้ซือฟู่น้อยท่านหนึ่งบอกว่าพวกเขากลับบ้านไปเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว”

จี้เต๋อทำหน้างุนงงกล่าวขึ้น “ถ้อยคำนี้ของฮูหยินมีความหมายใดกัน พวกเขายังมิได้กลับบ้าน ข้าเพิ่งไปหาพวกเขามาเองขอรับ”

สองแม่ลูกล้วนมีสีหน้าดีขึ้น หลูซื่อสืบเท้าขึ้นหน้าสองก้าว ถามอย่างลุกลน “อะไรนะ พวกเขายังมิได้กลับบ้านหรือ”

จี๋เต๋อเห็นใบหน้านางฉายแววตื่นเต้น ก็รู้อยู่ในใจว่าเรื่องนี้ต้องมีอะไรเข้าใจผิดกัน เขาเอ่ยปลอบด้วยวาจานุ่มนวล “ฮูหยินไม่ต้องเป็นกังวล ขณะนี้พวกเขาพำนักอยู่ในสำนักศึกษาหลวง ข้าเพิ่งกลับมาจากที่นั่น ท่านยังคงไม่รู้เป็นแน่ว่าสหายหลูเป็นที่ชื่นชมของใต้เท้าท่านหนึ่ง จนเขียนสารแนะนำเขาเข้าศึกษาในสำนักซื่อเหมินเสวีย และย้ายไปที่เรือนพักศิษย์เมื่อเดือนก่อนแล้ว…”

เขาเล่าถึงความเป็นไปของหลูจื้อให้หลูซื่อฟังคร่าวๆ รอบหนึ่ง ยังเสนอตัวพาพวกนางไปตามหาคนที่สำนักศึกษาหลวง หลูซื่อย่อมขอบอกขอบใจเขาด้วยความตื้นตันเป็นธรรมดา

อี๋อวี้แลเห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างที่ทอแววปลื้มปีติอย่างยากจะเก็บงำไว้ได้ของมารดา ลอบรำพึงรำพันอย่างสะท้อนใจว่า เคราะห์ดีที่ได้พบกับคนผู้นี้ หาไม่แล้วเกือบต้องคลาดกันไปอย่างหวุดหวิดเพราะความเข้าใจผิดโดยไม่ตั้งใจ

เมื่อเข้าสู่อู้เปิ่นฟางอันเป็นที่ตั้งของสำนักศึกษาหลวง จี้เต๋อพาหลูซื่อกับอี๋อวี้เดินลัดเลาะไปถึงประตูหลังของเรือนพักศิษย์อย่างคุ้นเคยที่ทาง ด้วยที่นี่ตั้งกฎระเบียบไว้ พวกนางจำต้องรออยู่ด้านนอกรอเขาเข้าไปเรียกคนให้

หลูซื่อย่ำเท้าวนไปวนมาอยู่บนแท่นบันไดหินหน้าประตูอย่างกระวนกระวายใจอยู่บ้าง นางมองผ่านประตูที่อ้ากว้างเข้าไปด้านในเป็นระยะ เห็นแต่ต้นไม้ดอกไม้ในลานเท่านั้น

อี๋อวี้มิได้ร้อนรนทนไม่ไหวมากเท่ามารดา เพียงมองสำรวจไปรอบด้านอย่างเงียบๆ นางเพิ่งร้องชมในใจว่ากระทั่งประตูหลังยังประดับประดาอย่างโอ่อ่าเพียงนี้ ก็เห็นเด็กหนุ่มสามคนในชุดเสื้อคลุมยาวสีม่วงอ่อน สวมเกี้ยวครอบมวยทำด้วยผ้าโปร่งสีดำบนศีรษะแบบเดียวกันก้าวออกมาจากลาน

หนึ่งในนั้นเป็นเด็กหนุ่มแก้มตอบเล็กน้อย ห้อยหยกแดงงามประณีตอยู่ตรงเอว เขาปรายตามองพวกนางแวบหนึ่งแล้วแค่นหัวเราะ พูดกับอีกสองคนข้างกาย “เห็นหรือยัง นี่เป็นญาติพี่น้องยากจนของเจ้ายาจกคนใดอีกก็ไม่รู้” เด็กหนุ่มท่าทางเหมือนลูกไล่สองคนเบนสายตามาจับที่ตัวพวกหลูซื่อ จากนั้นเออออคล้อยตามตามเขาด้วยรอยยิ้มประจบประแจง

พวกเขามิได้ลดสุ้มเสียงลง หลูซื่อกับอี๋อวี้จึงได้ยินชัดถนัดถนี่ คนหนึ่งกัดฟันกรอดๆ คนหนึ่งมองพวกเขานิ่งๆ

เด็กหนุ่มคนนั้นกล่าวจบแล้วเดินไปข้างหน้าหลายก้าว ชำเลืองเห็นหน้าของอี๋อวี้ทางหางตาก็ส่งเสียงแค่นฮึเบาๆ เขาหมุนกายเดินนำหน้าลูกไล่สองคนเข้ามาหา หยุดยืนห่างจากพวกนางสองก้าว เหยียดมือชี้นิ้วไปที่อี๋อวี้ และพูดเสียงสูงกับคนด้านหลัง “พวกเจ้าดูสิ แววตาของเด็กคนนี้คล้ายคนผู้หนึ่งหรือไม่”

นิ้วมือที่ยื่นมาห่างจากปลายจมูกอี๋อวี้แค่สองชุ่น หลูซื่อกระชับมือข้างที่จับจูงบุตรสาวเข้าหากันแน่น ก้าวถอยหลังหลบหลีกนิ้วมือนิ้วนั้น นางต้องใช้แรงใจมหาศาลถึงสะกดอารมณ์ชั่วแล่นอยากเข้าไปตบหน้าเขาไว้แล้วเอ่ยเสียงทุ้ม “เจ้าให้เกียรติกันบ้างนะ”

ได้ยินคำพูดของนาง เด็กหนุ่มผู้นั้นหลุดเสียงหัวเราะพรืดหนึ่งทันทีก่อนจะหัวร่องอหายยกใหญ่ เขาหัวเราะไปชี้หน้าหลูซื่อพูดเสียงดังไป “ได้ยินไหม บอกให้ข้าให้เกียรตินางบ้าง ฮ่าๆ เรียกให้คุณชายอย่างข้าให้เกียรติคนชั้นต่ำพวกนี้…ฮ่าๆ”

ลูกไล่สองคนขยับมาอยู่ด้านข้าง ช่วยหัวเราะเยาะตามไปด้วย

อี๋อวี้เอียงหน้าหนีน้ำลายที่กระเด็นมาตอนเขาพูด หันไปบอกกับมารดาพลางชี้ที่หน้าตนเอง “ท่านแม่เช็ดให้หน่อย น้ำลายกระเด็นเป็นฝอยๆ มาโดนหน้าข้า เหม็นมากเลยเจ้าค่ะ”

เสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มที่ห้อยหยกแดงตรงหน้าหยุดกึก เขายื่นสองมือผลักลูกไล่สองคนที่อ้าปากหัวเราะขบขันอยู่ออกไปเต็มแรง ย่างสามขุมเข้าไปหาสองแม่ลูก คว้าหมับที่แขนซ้ายของอี๋อวี้แล้วฉุดตัวนางมาที่เบื้องหน้าโดยที่หลูซื่อไม่ทันตั้งตัว เขาถลึงดวงตาที่เบิกจนกว้างแล้วยังดูไม่ใหญ่นัก พูดเสียงลอดไรฟัน “เจ้าว่าใครปากเหม็น”

“เจ้าจะทำอะไร!” ไม่รออี๋อวี้พูดตอบ หลูซื่อตะคอกเสียงดุ ยื่นมือดึงบุตรสาวกลับมาที่ข้างกายอย่างว่องไว

ใบหน้าของเด็กหนุ่มยิ่งบูดบึ้งขึ้น เขาหันหน้าไปสบถเสียงต่ำด่าอีกสองคนที่ถูกเขาผลักออกไป “เจ้าโง่ มัวยืนทื่ออยู่ทำไม! ยังไม่เข้าไปลากนางเด็กตัวเหม็นนั่นมาให้ข้าอีก”

อี๋อวี้ลอบนึกเสียใจที่เมื่อครู่นี้เหตุใดตนเองต้องพูดเพื่อความสาแก่ใจชั่วครู่ชั่วยามนั่นด้วย สองคนนั้นก็รุมเข้ามาพร้อมยื่นมือตั้งท่าจะจับคน นางได้ยินเสียงไอเบาๆ คละเคล้าเสียงพูดแหบแห้งลอยแว่วมา “แค่กๆ จ่างซุนจื่อ แค่กๆ พวกเจ้ารังแกคนอีกแล้วหรือ”

เมื่อได้ยินเสียงนี้ พวกเขาหยุดชะงักไปอย่างน่าอัศจรรย์ใจ และเดินไปอยู่ข้างหลังเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนมีนามว่า ‘จ่างซุนจื่อ’ อย่างลุกลี้ลุกลนอยู่บ้าง

อี๋อวี้ฉวยจังหวะหลูซื่อคลายมือออกเล็กน้อยชะโงกหัวออกมา เอียงคอมองเห็นเด็กหนุ่มร่างผอมสูง อายุสิบห้าสิบหกปี เดินเยื้องย่างออกจากมาจากประตู เสื้อคลุมยาวสีม่วงอ่อนที่สวมอยู่บนร่างยิ่งทำให้เขาดูผอมบางขึ้น เขายกมือหนึ่งปิดปากไอเบาๆ ดวงหน้าหมดจดขาวเซียวๆ แฝงเค้าอมโรค

จ่างซุนจื่อหน้าเปลี่ยนสีไปยามแลเห็นผู้ที่มาถึง เขาแค่นเสียงฮึแล้วกล่าว “ตู้รั่วจิ่น เจ้าคนขี้โรค ยังไม่หายดีก็วิ่งโร่ออกมายุ่งไม่เข้าเรื่อง ประเดี๋ยวเป็นลมไปข้าไม่ส่งเจ้ากลับไปหรอกนะ”

เด็กหนุ่มนามว่าตู้รั่วจิ่นได้ยินถ้อยคำนี้กลับไม่ขุ่นใจ เขาลดมือที่กุมปากไว้ลง มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจางๆ “แค่กๆ ถ้าเจ้ารู้ว่าใต้เท้าจ่างซุนหาตัวเจ้าอยู่ที่เรือนหน้า แค่ก…เวลานี้กำลังเดินมาที่ประตูหลัง เกรงว่าเจ้ายังต้องขอบคุณข้าที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง”

จ่างซุ่นจื่อทำท่าลนลานขึ้นมาทันใด ไม่หลงเหลือความหยิ่งยโสตอนวางอำนาจข่มเหงผู้ด้อยกว่าเมื่อครู่นี้แม้สักกระผีก เขาหมุนกายมาถลึงตาใส่พวกอี๋อวี้แล้วพาลูกไล่ทั้งสองวิ่งลิ่วๆ หายลับไปไม่เห็นเงา

หลูซื่อจูงอี๋อวี้เดินเข้าไป กล่าวเสียงเบาๆ ขอบคุณเด็กหนุ่มอ่อนแออมโรคที่ยังปิดปากไอเบาๆ เขายกมือขวาโบกไปมายิ้มๆ จากนั้นเดินห่างไปไกลพร้อมเสียงไอตลอดทาง

ขณะที่อี๋อวี้ชายตามองแผ่นหลังเขาพลางครุ่นคิดในใจ พลันได้ยินเสียงคนร้องเรียกด้านหลัง

“ท่านแม่! เสี่ยวอวี้!”

นางหันไปมองเห็นร่างคนสองคนในชุดเทากับชุดขาววิ่งทะยานตามหลังกันจากหน้าประตูตรงเข้ามาหาพวกนาง ยามที่เพิ่งเห็นหน้าชัดว่าเป็นหลูจวิ้น ก็สัมผัสถึงพละกำลังระลอกหนึ่งพุ่งมาที่ใต้รักแร้ยกร่างนางลอยสูงขึ้นจากพื้นแล้ว

“เสี่ยวอวี้ คิดถึงพี่รองหรือไม่” อี๋อวี้ถูกหลูจวิ้นอุ้มตัวชูขึ้นหมุนกลางอากาศ นอกจากเวียนหัวแล้วไม่อาจรับรู้สิ่งอื่นใดอีก ไหนเลยจะได้ยินชัดเจนว่าเขาพูดอะไรบ้าง แต่พอเห็นใบหน้าที่ยื่นเข้าใกล้กะทันหันอีก นางเอาฝ่ามือแปะบนหน้าผากพี่ชายแล้วผลักออกไป ทางหนึ่งร้องบอกให้เขาวางนางลง ทางหนึ่งลอบเคืองตนเองที่เมื่อครู่นี้ทำไมไม่ยืนอยู่ข้างหลังมารดา

“ท่านแม่” หลูจื้อยังควบคุมตนเองได้ดี แม้เขามีสีหน้าตื่นเต้นดุจเดียวกัน กลับมิได้แสดงกิริยาอาการออกนอกหน้าเกินไป

ขอบตาของหลูซื่อแดงระเรื่อ นางขานรับซ้ำๆ ติดกันหลายคำแล้วจับแขนของหลูจื้อ ลูบหัวลูบหลังเขา ประเดี๋ยวพูดว่าเขาซูบผอมลง ประเดี๋ยวพูดว่าเขาตัวสูงขึ้น

ทางนี้ชาวสกุลหลูได้มาพบกันหลังแยกจากกันไกลพันลี้เป็นภาพที่ซาบซึ้งตราตรึงใจดุจฉากหนึ่งในละคร อีกฟากหนึ่งก็มีคนผู้หนึ่งวิ่งมาจากประตูหลังของเรือนพักแต่ไกล เขาหยุดหายใจหอบแฮกๆ อยู่ด้านหลัง กล่าวเสียงกระหืดกระหอบ “จะ…เจ้าสองคน…เหตุใด…ต้องวิ่งเร็วขนาดนี้ด้วย…”

ผู้มาถึงคือจี้เต๋อที่พาหลูซื่อมาหาบุตรชายนั่นเอง หลูจื้อเห็นท่าทางของเขาแล้ว เดินทำหน้าขอลุแก่โทษเข้าไปช่วยลูบหลังให้เขาหายใจสะดวกขึ้นพลางพูดเสียงต่ำ “พี่จี้ เมื่อครู่นี้ฉุกละหุก ไม่ทันได้กล่าวคำขอบคุณท่าน ข้าขอขมาท่านไว้ตรงนี้ และขอบคุณที่ท่านพาท่านแม่กับน้องสาวข้ามาที่นี่”

หลูซื่อเองก็พาอี๋อวี้ก้าวเข้าไปขอบคุณเขาอีกครั้ง

จี้เต๋อผ่อนลมหายใจเป็นปกติแล้วส่ายหน้าเป็นพัลวันพร้อมพูดว่า “ไม่เป็นไร” เขาออกตัวว่ายังมีธุระ และกล่าวล่ำลาแยกจากไป

พอเขาไปแล้ว ชาวสกุลหลูทั้งสี่จึงพากันไปนั่งในห้องส่วนตัวของร้านน้ำชาเงียบสงบแห่งหนึ่งในละแวกใกล้ๆ

ปึ้ง! ฝ่ามือของหลูจวิ้นฟาดลงบนพื้นโต๊ะตัวเตี้ยตรงหน้าเต็มแรง ใบหน้าหล่อเหลาแดงก่ำด้วยความโกรธา “ท่านแม่ ไฉน…ไฉนพวกนั้นถึงไร้ความเป็นคนเช่นนี้!”

หลูจื้อก็หน้าตาบูดบึ้ง กำถ้วยชาในมือแน่นโดยไม่พูดจา

เมื่อได้ฟังมารดาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านหลังพวกเขาจากมา ยังมีที่น้องสาวพูดเสริมขึ้นเสียงค่อยๆ เป็นระยะ พาให้ไฟโทสะลุกโชนขึ้นตรงกลางอกของเด็กหนุ่มทั้งสอง พวกเขาทั้งสงสารที่มารดากับน้องสาวต้องประสบเคราะห์ภัย ทั้งชิงชังความไร้ยางอายของคนเหล่านั้น

ตั้งแต่พวกนางถูกให้ร้ายจนต้องหลบหนี บัดนี้ผ่านมานานสองเดือนแล้ว ตลอดช่วงเวลานี้พวกนางได้อยู่อย่างสงบผ่อนคลาย ส่งผลให้จิตใจที่เต็มไปด้วยความชิงชังและแค้นเคืองในตอนแรกค่อยๆ เยือกเย็นลง ทั้งยังปลงตกไปได้มาก ถ้าพูดว่าไม่ผูกใจเจ็บคงเป็นไปไม่ได้ ส่วนว่าอยากแก้แค้นจนทนรอไม่ไหวนั้น พวกนางแม่ลูกกลับปราศจากความคิดนี้

ใครๆ ล้วนพูดว่าใจคอคับแคบเป็นนิสัยประจำตัวสตรี แต่เมื่อมองจากตัวหลูซื่อกับอี๋อวี้ กลับเห็นได้ไม่ชัดปานนั้น

อี๋อวี้เห็นท่าทางเดือดดาลของพี่ชายสองคน กลับต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าความรู้สึกอยาก ‘แล่เนื้อเถือหนัง’ คนที่เป็นตัวการทำให้พวกนางต้องหนีกระเซอะกระเซิงพวกนั้นเลือนหายไปนานแล้ว เพียงบังเกิดความโกรธเกรี้ยวยามคิดไปถึงเรื่องราวเหล่านั้น

หลูซื่อจับมือบุตรชายพูดปลุกปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนพักหนึ่ง รอเมื่อสีหน้าของพวกเขาผ่อนคลายลงถึงกล่าวขึ้น “เอาล่ะ พวกเจ้าอย่าโมโหให้เสียสุขภาพเลย ตอนนี้ข้ากับเสี่ยวอวี้ปลอดภัยดีมิใช่หรือ กรรมดีกรรมชั่วย่อมสนองตอบผู้กระทำ คนเลวพวกนั้นต้องได้รับผลกรรมสักวันแน่นอน พวกเราไม่จำเป็นต้องวุ่นวายใจให้มากไป จื้อเอ๋อร์ เล่าเรื่องของพวกเจ้าให้แม่ฟังเถอะ เวลานี้แม่ยังงุนงงอยู่เลย”

หลูซื่อไม่อยากให้บุตรชายทั้งสองกลัดกลุ้มเกินไป จึงเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนาอย่างรู้จังหวะ

หลูจื้อประจักษ์แจ้งแก่ใจดีว่าถึงชิงชังคนกลุ่มนั้นปานใดก็สุดปัญญาจะล้างแค้นให้พวกนางได้ในตอนนี้ เขาทำได้แค่จดจำบัญชีนี้ไว้ในใจแล้วพูดตอบหลูซื่อ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ว่าเล็กหรือใหญ่หลังจากพวกเขามาถึงเมืองฉางอันให้มารดากับน้องสาวฟังอย่างละเอียด

 

วันนั้นหลูจื้อได้รับป้ายหยกม่วงซึ่งเป็นของประจำตัวของตู้หรูฮุ่ยมาแล้วมิได้รีบร้อนไปพบอีกฝ่าย เขาใช้เวลาหลายวันสืบเรื่องต่างๆ จนผ่านไปเจ็ดวันเต็มถึงถือป้ายหยกม่วงไปเยี่ยมคารวะที่จวนสกุลตู้

ตู้หรูฮุ่ยไม่ถามไถ่ว่าเหตุใดเขาถึงมาล่าช้า วันเดียวกันนั้นก็พาเขาไปดำเนินการเข้าเล่าเรียนในสำนักการศึกษา บันทึกชื่อลงในระเบียนบัณฑิตของสำนักซื่อเหมินเสวีย และยังใช้อภิสิทธิ์จัดการให้พวกเขาได้เข้าพำนักในเรือนพักสำหรับลูกศิษย์ดีเด่นเป็นเลิศในสำนักโดยเฉพาะที่เรือนหลัง เพียงรอคอยวันเริ่มต้นการเรียน

พอหลูจื้อเล่าถึงตอนที่พวกเขาย้ายไปที่เรือนพักศิษย์ หลูซื่ออ้าปากถามอย่างห้ามไม่อยู่ “เหตุใดน้องรองอยู่ในเรือนพักนั่นได้ หากไม่สะดวก ตอนเย็นให้เขาไปกับพวกข้าเถอะ”

หลูจื้อกล่าวยิ้มๆ “ที่นี่มีลูกหลานขุนนางมากมาย คนตระกูลใดบ้างจะไม่พาเด็กรับใช้ติดตามมาเล่าเรียนขอรับ ด้วยเหตุนี้ห้องพักล้วนเป็นห้องส่วนตัว แค่ว่าเขาต้องฝืนใจอยู่ในฐานะเด็กรับใช้เท่านั้น ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วง จะอย่างไรท่านกับเสี่ยวอวี้ยังอาศัยชายคาเรือนผู้อื่น พาน้องรองไปด้วยคงไม่สะดวกนัก ให้เขาอยู่กับข้าที่นี่ไปก่อน รอไว้พวกเราซื้อเรือนแล้วค่อยว่ากัน”

หลูซื่อคลายใจลงได้ นางยังซักถามเขาถึงปัญหาเรื่องการกินการอยู่ต่อ เห็นหลูจื้อตบหน้าผากเบาๆ แล้วเอ่ยกับหลูจวิ้นด้านข้าง “น้องรอง เจ้ากลับไปหยิบเงินที่ข้าเก็บเอาไว้มาที”

เขาพยักหน้ารับแล้วไม่รอให้มารดาทัดทาน เลิกม่านประตูห้องขึ้นวิ่งฉิวออกไปปานลมพัด

อี๋อวี้ถามขึ้นอย่างฉงนใจ “เงินอะไรหรือเจ้าคะ”

รอยยิ้มบนหน้าหลูจื้อขยายกว้างขึ้น “ข้าเล่าเรียนอยู่ที่นี่ ยังได้รับเงินสองตำลึงทุกเดือน” เห็นสีหน้าตกตะลึงของหลูซื่อกับอี๋อวี้ เขากล่าวสืบไป “มิใช่แค่เงินทอง อาหารสามมื้อกับขนมน้ำชาล้วนเป็นทางสำนักศึกษาจัดเตรียมให้ ทั้งยังแจกอาภรณ์สามชุดในแต่ฤดู” กล่าวถึงตรงนี้ เขาลุกขึ้นให้พวกนางดูชุดใหม่บนตัว

อี๋อวี้สังเกตเห็นแต่แรกแล้วว่าอาภรณ์ที่หลูจื้อสวมใส่เป็นแบบเดียวกับลูกหลานชนชั้นสูงสามคนนั้น ต่างกันที่ชุดของหลูจื้อเป็นสีขาว บนศีรษะสวมเกี้ยวครอบมวยทำจากผ้าโปร่งสีขาวเหมือนกัน แล้วเสื้อคลุมยาวสีขาวที่สวมบนอยู่ร่างหลูจื้อนี้ ยิ่งขับเน้นรูปหน้าที่หล่อเหลากระจ่างตา และท่วงท่ากิริยาละเมียดละไมของเขาให้โดดเด่นมากขึ้น

มารดากับน้องสาวของเขารู้ใจกันอย่างยิ่ง ต่างไม่ปริปากเล่าเรื่องที่ประสบพบเจอตอนรอคอยอยู่นอกประตู หลังนั่งดื่มน้ำชากับขนมไปอีกครู่หนึ่ง หลูจวิ้นที่วิ่งไปเอาเงินก็กลับมาแล้ว

หลูซื่อรับห่อผ้าเล็กๆ สีขาวที่เขายื่นมาให้บนมือตนเองไว้ รู้สึกได้ว่ามันค่อนข้างหนัก นางเปิดห่อออกแล้วกะประมาณน้ำหนักของก้อนเงินหลายก้อนนั่น มีมากถึงสิบกว่าตำลึง นางไม่ทันได้เอ่ยปากถามด้วยความประหลาดใจ ก็ได้ยินหลูจวิ้นโพล่งขึ้น “ท่านแม่ พี่ใหญ่ประหยัดน่าดู เงินที่ท่านให้พวกข้าตอนจากเรือนมาใช้ไปแค่ครึ่งเดียว รวมกับเงินตำลึงที่พี่ใหญ่รับมาเมื่อสองสามวันก่อน ในนี้มีสิบหกตำลึงถ้วนๆ เลยนะขอรับ”

หลูซื่อรีบพูด “พวกเจ้ากระเบียดกระเสียรขนาดนี้ด้วยเหตุใดกัน แม่พอมีเงินทองอยู่ พวกเจ้าเก็บก้อนนี้ไว้ใช้เถอะ” ว่าแล้วก็ห่อก้อนเงินพวกนั้นไว้ดังเก่า

หลูจื้อได้ยินวาจานี้ก็ตบหัวหลูจวิ้นทีหนึ่ง เอ็ดใส่เขายิ้มๆ “ประหยัดที่ใดกัน ข้าเคยให้เจ้าต้องอดอยากเมื่อไรรึ” เขาหันไปทางหลูซื่อ “ท่านแม่อย่าฟังเขาพูดเหลวไหล พวกเราสองคนอยู่ที่นี่ไม่ต้องใช้สอยเงินทองอะไร ข้าขอไว้สองตำลึงก็พอขอรับ ท่านแม่เก็บเงินก้อนนี้ไว้ให้ดีๆ ซื้อของให้พี่เซียงเซียงบ้าง ข้าอยากขอบคุณนางมากจริงๆ อีกอย่างข้าเห็นเสื้อของเสี่ยวอวี้สั้นหมดแล้ว ชุดบนตัวท่านแม่ก็เป็นของเมื่อหลายปีก่อน กลับไปซื้อผ้าเนื้อดีๆ เย็บอาภรณ์สองสามชุดยังดีกว่าให้ข้าเก็บเอาไว้เฉยๆ นะขอรับ”

หลูซื่อได้ยินคำพูดของเขาแล้วอึ้งงันไปในทีแรก จากนั้นเอี้ยวกายไปคว้าแขนของอี๋อวี้ที่ชักกลับไม่ทันไว้อย่างว่องไว พบว่าปลายแขนเสื้อของชุดที่นางสวมอยู่บนตัวสั้นไปราวสองชุ่นจริงๆ แม้จะซักสะอาดสะอ้านแต่จุดที่ถูกเสียดสีจากการคัดลายมือทุกวันเป็นสีซีดจางจนสะดุดตา

หลูซื่อเงยหน้ามองดวงหน้าเล็กๆ ที่น่ารักของบุตรสาว สะกดความแปลบปลาบใจไว้ กล่าวเสียงนุ่ม “พักนี้งานยุ่งจนไม่ได้เอาใจใส่เจ้าเลย ครั้งก่อนตอนเย็บอาภรณ์ให้พี่เซียงเซียง เหตุใดเจ้าไม่บอกแม่ว่าชุดของเจ้าสั้นไปแล้ว”

อี๋อวี้กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโต ถึงทุกปีจะตัดเย็บอาภรณ์ไม่มาก แต่ตอนอยู่ที่หมู่บ้านเค่าซาน ทุกคราที่นางตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ถ้าหลูซื่อไม่แก้ให้ใหญ่ขึ้นก็จะเย็บตัวใหม่ ไม่เคยปล่อยให้นางสวมเสื้อผ้าสั้นเต่อ นับแต่ปีก่อนหลูจื้อเข้าร่วมการสอบรับราชการต้องรวบรวมเงิน เป็นเหตุให้อี๋อวี้สวมเสื้อผ้าชุดเก่า มาบัดนี้พอได้พิศดูดีๆ ถึงกับสั้นไปมากขนาดนี้

อี๋อวี้เห็นหน้ามารดาก็รู้ว่าตนเองเป็นต้นเหตุให้นางต้องปวดใจ กระแสอบอุ่นระลอกหนึ่งเอ่อท้นขึ้นกลางอกในชั่วพริบตา นางมองหลูจื้อที่กำลังทำหน้าเป็นเชิง ‘ข้าพูดผิดไปแล้ว’ แวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยกับหลูซื่อ “ยังเป็นพี่ใหญ่ที่ตาไวเช่นเคย ตัวข้าเองยังไม่ทันสังเกตเห็นเลย สงสัยคงจะตัวสูงขึ้นตอนมาถึงตำบลหลงเฉวียนกระมังเจ้าคะ”

เห็นขอบตาของหลูซื่อยังแดงเรื่อๆ นางรีบกอดแขนมารดาพูดออดอ้อน “ในเมื่อท่านแม่สงสารข้า กลับไปแล้วเย็บกระโปรงสวยๆ ให้ข้าก็สิ้นเรื่อง เงินที่พี่ใหญ่ให้มา ท่านเก็บไว้เถอะ ข้าว่าพวกเขาสองคนอยู่ที่นี่มาหนึ่งเดือน กินจนอ้วนท้วนแล้ว”

หลูจื้อสบช่องผสมโรง “ใช่แล้วท่านแม่ อาหารการกินในสำนักศึกษาไม่เลวเลย มีผักมีเนื้อ ซ้ำส่วนใหญ่ผัดด้วยน้ำมัน จริงสิ ได้ยินพี่จี้บอกว่าแถวนี้มีร้านอาหารแห่งหนึ่งรสชาติไม่เลว ราคาก็ถูก ตอนนี้เที่ยงวันแล้ว พวกเราไปกินให้อิ่มท้องแล้วค่อยคุยกันต่อ ดีไหมขอรับ”

เมื่อเห็นสามพี่น้องต่างทำสีหน้า ‘หิวสุดจะทานทน’ หลูซื่อตอบตกลงด้วยรอยยิ้มทั้งน้ำตา

 

ระหว่างที่ชาวสกุลหลูทั้งสี่กินอาหารและพูดคุยยิ้มหัวกันอยู่นั้น ณ มุมเปลี่ยวร้างของเมืองฉางอัน ภายในเรือนอาคารงดงามวิจิตรหลังหนึ่งกลางคฤหาสน์ส่วนตัวอันเงียบสงบ อาเซิงกำลังเฝ้าอยู่นอกประตูห้องห้องหนึ่งบนชั้นสอง รอรับคำสั่งจากผู้เป็นนาย

“เข้ามา” เสียงทุ้มต่ำจากอีกด้านหนึ่งของประตูดังมากระทบหู เขาผลักบานประตูไม้สลักลายเบื้องหน้าออกเบาๆ ย่างเท้าเข้าห้องแล้วหมุนกายปิดประตูตามเดิม ถึงเดินค้อมกายเข้าไป

ด้านในห้องนอนที่ตกแต่งประดับประดาอย่างประณีตหรูหรา คุณชายฉางในชุดแพรสีฟ้าน้ำทะเลนั่งเอนหลังบนตั่งนวมโครงไม้แดงตัวหนึ่งข้างหน้าต่างติดม่านผ้าโปร่งบางสีเขียว เรือนผมดำสนิทปล่อยสยายลง มีเส้นผมสองสามปอยคลอเคลียข้างแก้ม ดวงตาทั้งคู่หรี่ปรือน้อยๆ คล้ายกึ่งหลับกึ่งตื่นส่องประกายสีเขียวมรกตเรืองๆ ออกมาเป็นครั้งคราว

ถ้าอี๋อวี้มองเห็นท่วงท่าเอื่อยเฉื่อยตามสบายของท่านผู้มีพระคุณในขณะนี้ ต้องร้องโวยวายเป็นแน่ว่าถูกหลอกลวงตบตา และสงสัยว่าคนผู้นี้กับคนประหลาดไร้มนุษยสัมพันธ์ซึ่งนั่งตัวตรงสง่าเป็นนิจที่ตนเองเคยเห็นนั้นเป็นคนคนเดียวกันหรือไม่

“ทางนั้นยังไม่ยอมเปิดปากหรือ”

“ข้าน้อยไร้ความสามารถ พวกเขาไม่ยอมบอกขอรับ” อาเซิงก้มหน้ากล่าวคำนี้จบ ในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ จวบจนมีเสียงรายงานดังจากนอกประตูอีก เสียงพูดที่ยังเจือเค้าความเยาว์วัยของเด็กหนุ่มถึงดังขึ้นแผ่วๆ

“ฆ่าให้หมด” เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนกล่าวต่อ “เหลือศพให้ครบร่าง ถึงอย่างไรก็เป็น…” คุณชายฉางมิได้กล่าวถ้อยคำที่เหลือออกจากปาก เขายกฝ่ามือเนียนกระจ่างข้างหนึ่งขึ้นโบกเบาๆ อาเซิงก็หันหลังออกจากห้องไป

อีกคนหนึ่งเดินค้อมกายเข้ามาต่อจากอาเซิงด้วยฝีเท้าแผ่วเบา เขาหยุดอยู่ตรงจุดที่ห่างจากหน้าตั่งนวมสามก้าว สองมือประคองถุงผ้าปักไหมเงินใบหนึ่งยื่นให้ หลังจากคุณชายฉางหยิบไป จึงถอยออกไปอย่างว่องไว

คุณชายฉางใช้ปลายนิ้วหยิบใบไม้สีเขียวสดใบหนึ่งออกมาจากในนั้น เพียงดมทีหนึ่งก็ถอนใจเบาๆ พึมพำกับตนเอง “ทั้งๆ ที่เป็นของอย่างเดียวกันกลับใช้ไม่ได้ผล ไฉนต้อง…”

กล่าวถึงตรงนี้ เขาโยนถุงผ้าปักไหมเงินใบนั้นทิ้งลงบนพื้น ล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อหลวมกว้างควานหาใบไม้สีเขียวบอบบางเล็กเท่าปลายก้อยใบหนึ่งออกมาจ่อไว้ใต้จมูก ดวงตาปรือปิดลงช้าๆ พร้อมเสียงกระซิบดังลอดจากเรียวปากบางนุ่ม

“ต้องกลิ่นนี้ถึงจะใช่…”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

หน้าที่แล้ว1 of 7

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: