X
    Categories: ทดลองอ่านนวลหยกงามมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน นวลหยกงาม เล่ม 10 บทที่ 8

หน้าที่แล้ว1 of 4

          บทที่ 8

หานลี่พาหลูซื่อกับบุตรสาวออกจากสวนผูเจินไปที่ใดก็สุดรู้ พอหลี่ไท่รู้เรื่องจากปากผิงถงก็ส่งกำลังคนเริ่มต้นออกตามหาไปทั่วอย่างลับๆ แต่ไม่ได้ข่าวคราวใดเลย ราวกับว่าสองแม่ลูกสกุลหลูนั่งรถม้าไปจากตำบลหลงเฉวียนวันนั้นแล้วหายวับไปในอากาศก็ไม่ปาน แม้หลี่ไท่ยังส่งนักแกะรอยมือฉมังไปเสาะหาไม่หยุดก็ไม่พบร่องรอยใดสักกระผีกอยู่ดี

ไม่อาจไม่พูดว่ามีคนร้อยเล่ห์พันเหลี่ยมอย่างหานลี่อยู่ หากไม่ต้องการให้คนหาตัวเจอจริงๆ ต่อให้เป็นหลี่ไท่ก็สุดปัญญาไปชั่วขณะ

เกิดเรื่องอย่างนี้ขึ้น หลี่ไท่หัวเสียปานใดมิจำเป็นต้องพูดให้มากความ สองวันสุดท้ายของการประชันศาสตร์ห้าสำนัก ตกบ่ายเขายังคงไปสำนักอักษรดุจเก่า แต่เหล่าผู้ร่วมแต่งตำราในหอตำราคนใดบ้างมองไม่ออกว่าหลายวันนี้ท่านอ๋องผิดปกติ ใบหน้าหล่อเหลาที่แต่เดิมก็เฉยเมยไร้อารมณ์เหลือแสนอยู่แล้ว พอบึ้งตึงไปก็ยิ่งน่ากลัว คนขี้ขลาดล้วนไม่กล้าเข้าใกล้ด้วยกลัวจะโดนลงดาบ

“ทะ…ท่านอ๋อง” ฉีเจิ้งถือม้วนบันทึกเล่มหนึ่งด้วยสองมือแข็งใจยื่นส่งให้ “ส่วนของมณฑลเฮ่อโจวบทนี้เขียนผิดไปจากความเป็นจริงอยู่บ้างใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจำได้ว่าใน ‘ประมวลกิจสำคัญ’ เล่มหนึ่ง บอกว่า…”

ดวงตาสีมรกตคู่นั้นมองมา แววตาที่ยากจะแยกแยะอารมณ์ที่แท้จริงนั่นแอบแฝงประกายน่าพรั่นพรึง ประหนึ่งว่าขืนพูดต่ออีกคำเดียว เขาก็จะเอาดาบแทงร่างอีกฝ่ายเป็นแผลรอยหนึ่ง ทั้งสองสบตากันชั่วหนึ่งลมหายใจ ฉีเจิ้งก็หดมือกลับ กลืนคำถามในปากกลับลงไปอย่างยากเย็น เขาทำหน้าสลดลุกขึ้นเดินลงไปชั้นล่างค้นตำราเอง ขณะเดินถึงหัวบันไดยังลอบก่นด่าตนเองว่าไม่เอาไหน ปกติถ้อยคำเดียวก็ขอคำตอบจากหลี่ไท่ได้แต่เขากลับใจเสาะเสียได้ ทีนี้จะทำอย่างไรดี ในหอตำราใหญ่นี้มีหนังสือเป็นหมื่นเล่ม เขาจะหาเล่มนั้นเจอเมื่อใดเล่า

ฉีเจิ้งบ่นไปลงบันไดไปก็ชายตาเห็นเงาสีแดงสายหนึ่งวิ่งมา เขาไม่ทันอ้าปากเรียกไว้ คนผู้นั้นก็สวนผ่านข้างตัวเขาขึ้นไปชั้นบนอย่างเร่งร้อน คล้ายมองไม่เห็นตัวเขาสักนิดกระนั้น

“คุณหนูสกุลเฉิงผู้นี้กระโดกกระเดกไม่เรียบร้อยเอาเสียเลย” เขาลูบจมูกอย่างเก้อกระดาก ครั้นคิดขึ้นได้ว่าเฉิงเสี่ยวเฟิ่งเพิ่งมาก่อกวนเมื่อวานซืน ก็ใจกล้าขึ้นฉับพลัน เขากลอกตาทีหนึ่ง ก้มตัวต่ำเกาะราวบันไดลอบกลับขึ้นไป ก่อนจะหยุดยืนตอนใกล้จะถึงห้องใต้เพดานแล้วเงี่ยหูฟัง

“ไม่ทราบว่าท่านอ๋องรู้หรือไม่ว่าเสี่ยวอวี้ไม่อยู่ในตำบลหลงเฉวียน เพราะหลายวันก่อนอาการป่วยทรุดหนักเลยถูกส่งตัวไปที่อื่น” เฉิงเสี่ยวเฟิ่งกำหมัด ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยโทสะ นางเป็นคน ‘กล้า’ มาแต่กำเนิด จึงไม่รู้สึกรู้สาว่าท่าทางตอนนี้ของหลี่ไท่น่ากลัวขนาดไหน

อี๋อวี้ถอนตัวกลางคัน นางก็ไม่ไปชมการแข่งขันที่สำนักศึกษาหลวงอีก วันก่อนเฉิงฮูหยินได้แพรพรรณเนื้อดีมาสองพับ บอกให้นางเอาไปให้ นางก็รีบแล่นไปสวนผูเจินหาเพื่อนเล่น ผลลัพธ์เป็นอย่างไรไม่ต้องพูดถึง คนไม่ได้พบ พวกบ่าวยังไม่ยอมบอกอะไรแม้แต่ครึ่งคำ นางเลยไปหาหลี่ไท่ที่สำนักอักษร แต่หลี่ไท่มีนิสัยเช่นใด มีหรือจะพูดกับนางยืดยาว เพียงบอกคำเดียวว่า ‘ไม่รู้’ เป็นการไล่แขก

เฉิงเสี่ยวเฟิ่งรออีกสองวันถึงค่อยไปหาที่สวนผูเจินอีกครั้ง อวี๋ทงซึ่งถูกขังอยู่ในวังอ๋องก่อนหน้านี้ถูกปล่อยตัวกลับมาแล้วเล่าเรื่องให้ฟังอย่างละเอียดลออรอบหนึ่ง เมื่อเทียบเวลาดูแล้วคิดได้ว่านางป่วยตอนกลับไปหลังฝนตกหนักวันนั้นนั่นเอง ยังตรึกตรองสิ่งที่นางพูดกับตนทั้งก่อนและหลัง จึงได้วิ่งโร่มาไล่เลียงเอาผิดกับหลี่ไท่โดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งนั้น

“รู้แล้วมีอันใด” หลี่ไท่จ้องมองนางแวบเดียวก็ก้มหน้าขีดๆ เขียนๆ บนกระดาษ หากมีคนดูอยู่ด้านข้าง จะเห็นชัดเจนว่าต้นร่างดีๆ เล่มหนึ่งโดนเขาเอาหมึกป้ายเละเทะจนไม่เหลือสภาพเดิม กระนั้นท่าทางภายนอกของเขาในสายตาหญิงสาวเป็นความไม่สนใจไยดีโดยสิ้นเชิง มันไม่ต่างจากสาดน้ำใส่หน้านาง

“ท่าน…ท่าน…” เฉิงเสี่ยวเฟิ่งข่มใจจนหน้าแดง สองปีที่แล้วนางเคยประสบผ่านเหตุการณ์เช่นนี้มาหนหนึ่ง หลูจื้อตาย อี๋อวี้หายสาบสูญ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าช่วงเวลานั้นนางเที่ยวออกตามหาคนอย่างบ้าคลั่ง หวาดหวั่นสุดใจว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดกับอี๋อวี้ นางดีต่ออี๋อวี้ด้วยน้ำใสใจจริง ไม่ลำพังเพราะพวกนางเป็นสหายรู้ใจ ยังเพราะอี๋อวี้เป็นที่ปลอบประโลมใจเพียงหนึ่งเดียวของนางหลังจากหลูจื้อจบชีวิต ตราบใดที่อี๋อวี้ยังอยู่ นางก็รู้สึกอยู่เสมอว่าเขายังไม่จากไปไหน น้องสาวคนเล็กที่เขารักใคร่เอ็นดูที่สุดยังอยู่บนโลกนี้ เขาจะตายไปโดยที่แปดเปื้อนมีมลทินเช่นนั้นได้อย่างไร

“ล้วนเป็นเพราะท่านคนเดียว! เช้าวันนั้นข้าก็รู้สึกว่านางแปลกไป ฝนตกหนักขนาดนั้น ทั้งที่นางบอกว่าตอนบ่ายข้าไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้ว แต่ตอนเที่ยงจู่ๆ ก็มาหาข้าด้วยเนื้อตัวเปียกปอน ตรงหัวไหล่บวมช้ำเป็นปื้นใหญ่ ทั้งยังใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว พูดจาชอบกลๆ ท่านว่ามา ท่านรังแกนางใช่หรือไม่”

ปลายพู่กันกดลงบนกระดาษหนักๆ หลี่ไท่เงยหน้าขึ้นอีกครา นัยน์ตาสีเขียวขุ่นๆ มองกวาดไป ก่อนจะเอ่ยขึ้นเสียงเนิบ “นางพูดว่าอะไร”

“นางง่วงงุนหลับไปตื่นหนึ่ง พอตื่นขึ้นอยู่ดีๆ ก็เริ่มถามข้าเกี่ยวกับท่านบ้าง อู๋อ๋องบ้าง แล้วก็เรื่องของพวกท่านกับสองพี่น้องสกุลจ่างซุน ถามว่าเมื่อก่อนพวกท่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากใช่หรือไม่…” เฉิงเสี่ยวเฟิ่งพูดไปๆ แล้วชะงักนิ่ง จากนั้นนางก็ตบหน้าผากอย่างขุ่นเคืองตนเอง “ข้าก็ช่างกระไร รู้ทั้งรู้ว่านางชอบคิดมาก เหตุใดต้องตอบนางด้วย ยังพูดเรื่องท่านกับจ่างซุนซี ทีนี้จะทำอย่างไร นางคงโมโหจนไม่สบายเพราะอย่างนี้เป็นแน่ เป็นความผิดของข้าเอง เป็นข้าไม่ดี…ไม่สิ ไม่ถูก ล้วนเป็นความผิดของท่านต่างหาก”

นางเพิ่งตีตนเองไปสองทีก็ทำคอแข็ง ถามซักไซ้ชายหนุ่ม “ท่านบอกมา เช้าวันนั้นท่านรังแกนางใช่ไหม ใช่หรือไม่ว่าพูดอะไรกับนาง ใช่หรือไม่…ใช่หรือไม่ว่าให้นางเห็นอะไรที่ทำให้ไม่พอใจ”

ไม่อาจไม่พูดว่าคนตรงไปตรงมาก็มีข้อดีของตนเอง สุ่มเดาไปทีละเรื่อง อย่างไรก็ต้องบังเอิญเดาถูกสักเรื่อง ลำพังดูจากหลี่ไท่เม้มปากไม่กล่าวตอบ เฉิงเสี่ยวเฟิ่งก็ปักใจว่าเขาต้องทำเรื่องบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับจ่างซุนซีและเป็นต้นเหตุให้อี๋อวี้เสียใจ เมื่อย้อนนึกถึงวันนั้นที่เห็นหัวไหล่บวมแดงของอี๋อวี้ตอนผลัดอาภรณ์ นางก็โกรธจนหน้ามืด กำหมัดสืบเท้าสองก้าวปรี่เข้าไปอย่างกระฟัดกระเฟียด โน้มตัวพูดเสียงต่ำๆ ด้วยความคับแค้น

“ตกลงท่านรู้หรือไม่ว่าเสี่ยวอวี้กับสกุลจ่างซุนมีเรื่องอะไรกันอยู่ อาจื้อ…อาจื้อก็ถูกพวกคนตระกูลนั้นให้ร้ายจนตาย พอเจ้าลูกเต่าจ่างซุนฮ่วนตาย จ่างซุนเสียนแทบจะกินเลือดกินเนื้อเสี่ยวอวี้ ตามราวีอย่างเอาเป็นเอาตายทั้งโจ่งแจ้งและลับหลัง ท่านไม่ปกป้องนางก็ช่างเถิด เพราะอะไรยังจะสร้างความเสียใจให้นางอีก ท่านไม่เป็นห่วงนางเลยสักนิดใช่หรือไม่ กระทั่งนางคิดอะไรกลัวอะไร ท่านล้วนไม่ล่วงรู้กระมัง!”

ในหัวหลี่ไท่คล้ายมีบางอย่างขาดดังผึง เขาหรี่ตาลงหันไปมองดวงตะวันที่เริ่มตกดินทางนอกหน้าต่าง คำพูดของเฉิงเสี่ยวเฟิ่งอาจจะพาลพาโล แต่ประโยคสุดท้ายกลับกระแทกเข้ากลางใจเขาอย่างแท้จริง ตั้งแต่แยกจากกันที่เมืองผู่ซาหลัวผ่านไปหนึ่งปี ถึงเขาไม่อยากยอมรับก็กลบเกลื่อนความจริงข้อนี้ไม่ได้…บ่อยครั้งมากที่เขาไม่รู้จริงๆ ว่านางคิดอะไรอยู่

ทั้งที่งานเสกสมรสใกล้เข้ามาแล้ว เขากำลังจะได้ประทับตราเป็นเจ้าข้าวเจ้าของนางในที่สุด แต่นางกลับมุ่งไปในทิศทางที่ห่างไกลจากเขามากขึ้น ครั้นคิดจะดึงนางมาใกล้ๆ กลับบังเกิดความรู้สึกเหมือนอับจนหนทาง

เฉิงเสี่ยวเฟิ่งได้ระบายอารมณ์ยกหนึ่งแล้วหอบหายใจแฮกๆ นางดูออกว่าหลี่ไท่ถึงกับใจลอยในเวลานี้ ดวงตาทั้งคู่เปล่งประกายวาวโรจน์ ปากก็ยั้งไม่อยู่แต่แรกด้วยอารมณ์ร้อนชั่วแล่น

“ในเมื่อท่านไม่ใส่ใจนาง จะแต่งนางเป็นภรรยาไปไย ข้าว่านางไปแล้วไม่ต้องกลับมาอีกให้สิ้นเรื่องไป”

ด้ามพู่กันหักสะบั้นคามือชายหนุ่มเสียงดังป๊อก รัศมีพิฆาตแผ่รอบกายหลี่ไท่ เขาเบือนหน้ามองไปทางเฉิงเสี่ยวเฟิ่ง สีของดวงตาจากใสกระจ่างแปรเปลี่ยนเป็นขุ่นมัว ละม้ายห้วงน้ำหมุนวนอยู่ในนั้นดึงดูดความกล้าหาญของคนเข้าไปบดขยี้จนไม่เหลือแม้เศษเดน เขาอาจมีนิสัยเย็นชา แต่ความทะนงที่ฝังแน่นในแก่นแท้ไม่ยอมให้ใครคนใดก็ตามที่อ่อนแอกว่าแสดงความกำเริบเสิบสานเบื้องหน้าตน เขาปล่อยให้เฉิงเสี่ยวเฟิ่งเอะอะโวยวายอยู่ตรงนี้ครู่ใหญ่นับเป็นข้อยกเว้นมากแล้ว

เฉิงเสี่ยวเฟิ่งโดนเขาจ้องมองอยู่นานหลายอึดใจ ใบหน้าที่แดงก่ำเริ่มซีดเผือดลง นางอ้าปากออกทว่าแม้แต่จะเปล่งเสียงก็รู้สึกจุกแน่นในลำคอ “ท่าน…ท่าน…เสี่ยวอวี้นาง…”

สีหน้าของหลี่ไท่เปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อนึกถึงมิตรภาพระหว่างนางกับอี๋อวี้ เขาเบือนหน้าไปอีกทาง เอ่ยด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ออกไป”

บอกว่าเขาไม่ใส่ใจรึ หากแผ่นดินนี้มีใครคนหนึ่งที่เขาทำดีด้วยโดยไม่เห็นแก่ผลได้ผลเสีย เช่นนั้นก็มีเพียงนางผู้เดียวแล้ว กระนั้นความรู้สึกอันลึกซึ้งนี้ ตัวเขาเองแจ่มแจ้งก็พอ ไม่จำเป็นต้องบอกกล่าวคนที่ไม่เกี่ยวข้องใดๆ พวกเขาอยากเข้าใจผิดนักก็ปล่อยให้เข้าใจผิดไป

เฉิงเสี่ยวเฟิ่งหายใจคล่องขึ้นก็จะเอ่ยปากอีก แต่ถูกเสียงเรียกข้างหลังขัดจังหวะ

“อะ หาเจอแล้วๆ เล่มนี้นี่เอง ท่านอ๋องทอดพระเนตรดูสิ ใน ‘ประมวลกิจสำคัญ’ เล่มนี้เขียนว่า…เอ๊ะ คุณหนูเฉิงอยู่ที่นี่เหมือนกันหรือ บังเอิญยิ่งนัก ข้าว่าจะไปคุยกับท่านพอดี ตอนพวกท่านไปหลูโจว เสาะหาตำราพวกนั้นมา บางเล่ม…ช่างเถิด ท่านอ๋องทรงงานยุ่งอยู่ พวกเราลงไปสนทนากันข้างล่างดีกว่า ไปๆ คุยกันข้างล่าง”

ฉีเจิ้งถือม้วนบันทึกสีขาวเล่มหนึ่งในมือ เขาเข้าไปดึงตัวเฉิงเสี่ยวเฟิ่งไว้โดยไม่เปิดช่องให้คัดค้าน แต่นางดิ้นขัดขืน เขาฝืนต้านทานสายตาเย็นเยียบของหลี่ไท่ ฉุดลากหญิงสาวก้าวพรวดๆ ลงบันไดจนถึงชั้นสองค่อยหยุดฝีเท้า

“ปล่อย…ปล่อยข้านะ เจ้าจะทำอะไร ข้ายังพูดไม่จบ” เฉิงเสี่ยวเฟิ่งผลักฉีเจิ้งออกแล้วจะขึ้นไปข้างบนอีก

“นี่ๆ…” ฉีเจิ้งลุกลนดึงนางไว้ เขากล่าวหน้าละห้อย “ยังจะพูดอะไรเล่า ไม่เห็นพระองค์ชักสีพระพักตร์แล้วหรือ ยังจะกล้าพูดอีก คุณหนูเฉิงขอรับ ต่อให้ท่านใจกล้าปานใด แต่มองไม่ออกหรือว่าท่านอ๋องจวนกริ้วเต็มทีแล้ว”

“กริ้ว? เขามีสิทธิ์โกรธเคืองด้วยหรือ อี๋อวี้ล้มป่วยไปเพราะโมโหเขา หายตัวไปก็เพราะเขา เขา…อุบๆๆ…”

ไหนเลยฉีเจิ้งจะให้นางกล่าวสืบไป เขาหวาดหวั่นแต่ว่าถ้าหลี่ไท่อยู่ข้างบนได้ยินแม้เศษเสี้ยว ประเดี๋ยวตนเองจะพลอยเคราะห์ร้ายไปด้วย เขายกมืออุดปากเฉิงเสี่ยวเฟิ่งก็ถูกนางตีศอกเข้ากลางอก เจ็บจนหน้าเหยเกก็ไม่คลายมือ กลับใช้อีกมือหนึ่งยึดข้อมือนางและกระชับแขนโอบกอดนางไว้

ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาพบว่านางหยุดเคลื่อนไหว ก้มหัวลงดู เห็นหญิงสาวที่เตี้ยกว่าเขาเพียงครึ่งศีรษะแหงนหน้าขึ้น ดวงตาเรียวยาวถลึงมองอย่างเหี้ยมเกรียม สองแก้มแดงซ่าน จอนผมรุ่ยร่ายเล็กน้อย เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพราย กลับเป็นลักษณาการของหญิงงามดุดันทรงเสน่ห์อย่างยิ่ง ชายหนุ่มมองจนตาลอย ใจเต้นโครมครามไม่เป็นจังหวะระลอกหนึ่ง เขากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ สัมผัสนุ่มมือของผิวกายสตรีซึมซาบสู่สมอง มือที่โอบเอวนางไว้อดรัดแน่นขึ้นไม่ได้ กลิ่นหอมจากกายสาวกำจายเข้าโพรงจมูก เขายังไม่ทันได้ละเลียดลิ้มรสของมัน ความอ่อนนุ่มในฝ่ามือก็กลายเป็นความเจ็บปวด

“โอ๊ย!” ฉีเจิ้งปล่อยหญิงสาวในอ้อมอกทันที กุมมือที่ถูกกัดเต็มแรงคราหนึ่งผงะถอยก้าวหนึ่งไปชนกำแพง เขายังยืนทรงตัวไม่มั่น เท้าก็เจ็บแปลบตามมาด้วยเสียงร้องโอดโอยอีกเสียงก่อนก้มตัวลงกุมเท้าซ้าย

“ฮึ! เจ้าคนมากตัณหาสมควรตาย กระทั่งข้าก็ยังกล้าลวนลาม!” เฉิงเสี่ยวเฟิ่งจำไม่ได้เลยว่าบุรุษที่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวหนวดเคราเขียวครึ้ม ทั้งยังทำสายตาเจ้าชู้คนนี้เป็นบัณฑิตประจำสำนักอักษร นางคว้าคอเสื้อเขาดึงกระชากตัวชายหนุ่มที่สูงใหญ่กว่าตนเองขึ้นมา ลากไปตรงมุมชั้นหนังสือเรียงราวเป็นแถวๆ ของชั้นสอง พูดเสียงต่ำลอดไรฟัน

“เจ้าเคราะห์ร้ายเองนะ ช่วยไม่ได้ วันนี้ข้าอารมณ์ไม่ดีถึงขีดสุด ใช้เจ้าเป็นที่ระบายอารมณ์ได้พอดี”

ครู่หนึ่งให้หลัง เหล่าบัณฑิตที่เร่งเขียนต้นร่างอยู่ชั้นล่างก็ได้ยินเสียงโครมครามลอยแว่วมาจากชั้นบน พวกเขามองหน้ากันไปมา ถึงมีใจอยากขึ้นไปดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้น แต่คิดถึงเว่ยอ๋องหน้าดุซึ่งนั่งประจำการอยู่ในห้องใต้เพดานแล้ว แต่ละคนก็พากันล้มเลิกความคิดโฉดเขลานี้ในพริบตาแล้วต่างคนต่างทำงานของตนอย่างขะมักเขม้น

 

ติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: