X
    Categories: ทดลองอ่านนางแอ่นขับขาน สกุณาแซ่ซ้องมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน นางแอ่นขับขาน สกุณาแซ่ซ้อง เล่ม 4 บทที่ 129-130

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 129 ดาวเด่นของหอ

สตรีหนึ่งคือดวงใจ สตรีทั่วไปไว้ดูชม แม้จะมีสตรีนับไม่ถ้วนรายล้อม แต่ก็ไม่ยอมให้สตรีใดผูกมัด นี่คือความคิดที่คุณชายสี่สกุลกู้ยึดมั่นมาโดยตลอด

แม้ตอนแต่งงานกับเยี่ยนเอ๋อร์เขาจะยังเป็นไก่อ่อนสอนขันที่แสนน่าอาย แต่นั่นก็เพราะช่วงแรกๆ ยังไม่ประสีประสาเรื่องทางโลก ภายหลังก็เพราะแสร้งทำตัวเป็นผู้เจนจัดจึงไม่กล้าไปขอคำชี้แนะจากผู้อื่น แต่ตอนนี้เขากับเยี่ยนเอ๋อร์ได้ร่วมหอกัน รู้ละเอียดทุกขั้นตอนว่าต้องทำอย่างไรบ้าง หากจะรับสตรีเป็นพะเรอเกวียนเข้าตำหนักในย่อมไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด

กู้เจาเป่ยคิดอย่างฮึกเหิม เขาเอาอย่างตาแก่เช่นเสด็จพ่อก็ได้ กับผู้อื่นก็เพียงเล่นไปตามท่วงทำนอง เก็บรักแท้ไว้ให้เยี่ยนเอ๋อร์เพียงผู้เดียว

ชีวิตของฮ่องเต้เต็มไปด้วยสตรีและอำนาจอยู่แล้ว ขอเพียงจัดสรรให้ดีก็ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่มีความสุข

“ในเมื่อเจ้าอยากอยู่ต่อ พรุ่งนี้เราจะออกพระราชโองการเลื่อนตำแหน่งสนมชายาในตำหนักในเสียหน่อย สถานะของเจ้ากับสีกุ้ยเหรินจะได้มั่นคงขึ้น”

ฮวาผินหมอบคำนับฮ่องเต้ด้วยความปรีดา “เป็นพระมหากรุณาธิคุณเพคะ!”

อวี่เหวินฉางชิงที่ยืนฟังด้านนอกอยู่นานใช้นิ้วแคะหู ก่อนหันไปมองจุยอวิ๋นที่อยู่ข้างๆ “นายเจ้าหลายใจถึงเพียงนี้ เจ้าไม่ห้ามปรามสักนิดเลยหรือไร”

จุยอวิ๋นนึกถึงเป่าซั่นแล้วทอดถอนใจอย่างจนปัญญา “จุยอวิ๋นเป็นเพียงองครักษ์เท่านั้นขอรับ”

องครักษ์ทำได้แต่สิ่งที่ควรทำ อย่างเช่นการเกี้ยวพานนางกำนัลเป็นต้น

อวี่เหวินฉางชิงจุปากสองที พอเห็นว่าคนข้างในน่าจะสนทนากันจบแล้วถึงให้จุยอวิ๋นเข้าไปรายงาน

ฮวาผินเดินออกมาด้วยแววตายินดี กู้เจาเป่ยนั่งยิ้มอย่างสบายอกสบายใจอยู่หลังโต๊ะทรงพระอักษร “แม่ทัพอวี่เหวิน”

ประตูถูกปิดลง อวี่เหวินฉางชิงประเคนหมัดใส่คนตรงหน้าอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง

ทั้งคู่ตีกันมาหลายปีจนเป็นเรื่องปกติไปแล้ว กู้เจาเป่ยตอบสนองอย่างฉับไวด้วยการเบี่ยงตัวหลบพร้อมคว้าหมับเข้าที่ข้อมือของอวี่เหวินฉางชิง เท้าก็ยกขึ้นยันอีกฝ่ายจนกระเด็น

วันนี้เขากำลังอารมณ์ดีจึงถอดเสื้อคลุมทิ้ง จากนั้นกระโจนออกไปยังพื้นที่ว่างข้างหน้า แล้วตีกับแม่ทัพหนุ่มให้สะใจ

วรยุทธ์ของอวี่เหวินฉางชิงเป็นรองกู้เจาเป่ยมาได้สักพักแล้ว ทว่าฮ่องเต้ยุ่งอยู่กับการเค้นสมองวางแผนไม่เว้นแต่ละวัน นับจากขึ้นครองราชย์ก็ไม่ได้ฝึกปรือหมัดมวยอีกเลย ดังนั้นจึงเริ่มตกเป็นรองทีละน้อยหลังผ่านไปได้สิบกระบวนท่า

อวี่เหวินฉางชิงอารมณ์ติดพัน ไม่สนใจอีกแล้วว่าอีกฝ่ายเป็นฮ่องเต้หรืออะไร เอาแต่รัวหมัดไม่ยั้ง พอเห็นว่าหมัดนี้หลบไม่พ้นแน่ กู้เจาเป่ยพลันฉุกคิดอะไรได้ รีบเงื้อเท้าถีบเก้าอี้ข้างตัวเสียปลิว

เสียงโครมดังลั่น องครักษ์ด้านนอกได้ยินก็พากันผลักประตูกรูเข้ามาในห้อง อวี่เหวินฉางชิงด่าคู่ต่อสู้ในใจว่าไร้ยางอายพลางดึงมือกลับมาแทบไม่ทัน

ตอนที่จุยอวิ๋นเข้ามาข้างใน ทั้งสองคนอยู่ในท่ายืนอย่างสุขุมเรียบร้อยแล้ว

“ฝ่าบาท?”

กู้เจาเป่ยโบกมือเรียบๆ พลางยิ้มอย่างหน้าหนา “ไม่มีอะไร ออกไปให้หมด…ไม่ต้องปิดประตูล่ะ”

อวี่เหวินฉางชิงพรูลมหายใจยาวเหยียด เมื่อเห็นว่าจุยอวิ๋นนำองครักษ์ทั้งหมดออกไปแล้วก็กัดฟันเค้นเสียงออกมาประโยคหนึ่ง “ฝ่าบาทเข้าพระทัยในการใช้อุบายเสียจริง”

บุรุษสถานะสูงส่งทำตัวหน้าหนาเรียกว่า เข้าใจใช้อุบาย สตรีสถานะสูงส่งทำตัวหน้าหนาเรียกว่า ช่างวางแผน มีแต่เวลาสามัญชนคนธรรมดาทำตัวหน้าเท่านั้นถึงจะถูกขว้างหัวผักเน่าๆ ใส่และขุดโคตรเหง้าบรรพชนขึ้นมาสรรเสริญ

เมื่อด่าในใจไปแล้ว สีหน้าของแม่ทัพหนุ่มจึงสุขุมเยือกเย็นอย่างยิ่ง ซ้ำยังประสานมือคำนับอีกฝ่ายเสียด้วย

กู้เจาเป่ยตบบ่าเขายิ้มๆ เหมือนจะบอกว่า ‘พวกเราไม่ใช่คนอื่นคนไกลน่า’ ก่อนจะเอ่ย “แม่ทัพอวี่เหวินทำงานถูกใจเราเสมอ ครานี้มีกิจอันใดจะรายงานเล่า”

ประตูยังเปิดทิ้งไว้อยู่ อวี่เหวินฉางชิงไม่กล้าพูดมาก ได้แต่ส่งจดหมายแนะนำที่เมื่อครู่ราชบัณฑิตฟู่ประทับลายนิ้วมือไปให้

“ไม่เลว” กู้เจาเป่ยจริงจังขึ้นเล็กน้อย “การกำจัดอำนาจของญาตินอกทำไม่สำเร็จภายในวันสองวันหรอก หวังเพียงแต่ว่าคนผู้นี้จะทำประโยชน์ให้ได้”

แม่ทัพหนุ่มยิ้ม “พี่ชายของเยี่ยนผินทั้งที จะแย่อย่างไรก็ไม่แย่เกินไปนักหรอกพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ชะงัก เขม้นตามองนามนั้นอีกครั้ง

เสิ่นกุยอู่…เสิ่นกุยเยี่ยน…ท่าทางจะเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ เช่นนี้ยิ่งเบาใจเข้าไปใหญ่ กู้เจาเป่ยทำท่าจะไปตำหนักซิ่วจวงอย่างเบิกบาน “เรากำลังจะไปทวงรางวัลอยู่พอดี”

“ฝ่าบาท” ขันทีใหญ่สำนักพระราชวังเดินเข้ามาในจังหวะนั้นพอดีแล้วประสานมือบอก “ตามพระบัญชาของฝ่าบาทก่อนหน้านี้ สี่วันต่อเดือนของเยี่ยนผินถูกใช้ครบแล้วพ่ะย่ะค่ะ จวงเฟยสิ้นพระชนม์ไป ในวังหลวงยังมีตำหนักเสิ่นเฟยที่ฝ่าบาทต้องเสด็จไปห้าวันพ่ะย่ะค่ะ”

อารมณ์ที่ปลอดโปร่งแจ่มใสมาทั้งวันระเหยกลายเป็นไอไปสิ้นเมื่อได้ยินประโยคนั้น

“เราอยากยกเลิกกฎนี้แล้วไปค้างตำหนักที่อยากไปไม่ได้หรือไรกัน”

ขันทีใหญ่อึกอักเล็กน้อยก่อนจะตอบเบาๆ “หากเป็นพระบัญชาย่อมได้อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่กฎนี้เพิ่งเริ่มใช้เพียงครึ่งเดือนก็จะยกเลิกเสียแล้ว กระหม่อมเกรงว่าจะเกิดความไม่พอใจขึ้นในตำหนักใน หากวันหน้ากำหนดกฎเกณฑ์อื่นอีกคงยากที่สนมชายาทั้งหลายจะยอมปฏิบัติตาม หากฝ่าบาททรงประสงค์จะเปลี่ยนกฎจริง อย่างน้อยรอให้ครบเดือนก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”

กู้เจาเป่ยสูดหายใจเข้าปอด ไฉนชีวิตฮ่องเต้ถึงได้เป็นเช่นนี้นะ เตียงที่ไม่อยากนอน สำนักพระราชวังก็จะบังคับให้เขานอนให้ได้ เช่นนี้มิเท่ากับว่าเขาต้องเข้าราชสำนักในตอนเช้า ได้พักผ่อนตอนเที่ยง พอตกเย็นยังต้องขึ้นเตียงด้วยความจำใจเหมือนเวลาเข้าราชสำนักอีกหรือ

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

อวี่เหวินฉางชิงมองฮ่องเต้ด้วยความเห็นใจสุดซึ้งแล้วประสานมือคำนับ “กระหม่อมยังมีงานต้องทำ ขอทูลลาก่อนพ่ะย่ะค่ะ”

กู้เจาเป่ยโบกมือ พอฝ่ายนั้นออกไปแล้วถึงค่อยหันมาคำรามใส่ขันทีใหญ่ “เราจะไปตำหนักซิ่วจวง!”

ขันทีใหญ่ตัวสั่นงันงกอยู่สักพัก กระนั้นก็ยังยืนกรานกฎในวังหลวงให้กู้เจาเป่ยฟังอย่างไม่ยอมลดราวาศอก “ตำหนักในมีสนมชายาจำนวนมาก จัดการลำบาก หากฝ่าบาทไม่ทรงปฏิบัติตามกฎ กระหม่อมเกรงว่าจะเกิดปัญหาขึ้นภายหลังได้พ่ะย่ะค่ะ”

กู้เจาเป่ยรับฟังอีกฝ่ายด้วยสีหน้าบึ้งตึง

ขันทีใหญ่ผู้นี้นับว่าทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยม ถึงขนาดย้อนความหลังให้เขาฟังเป็นฉากๆ ว่าแต่ก่อนพวกสตรีฝ่ายในแก่งแย่งชิงดีกันอย่างไรบ้าง กว่าจะพูดจบก็ใช้เวลาสามก้านธูปจนกู้เจาเป่ยแทบโงกหลับอยู่รอมร่อ

“ฝ่าบาท” เสียงหนึ่งดังขึ้นหน้าประตู

เขาลืมตาขึ้นมองอย่างหงุดหงิดใจ

เสิ่นเฟยยืนส่งยิ้มอย่างขอโทษขอโพยอยู่ตรงนั้น “ในเมื่อฝ่าบาททรงเหนื่อยแล้วก็เสด็จกลับตำหนักซิ่วจวงไปพักผ่อนก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันจะถือว่าฝ่าบาทเสด็จไปค้างที่ตำหนักหม่อมฉัน รับรองว่าจะไม่ร้องทุกข์ใดๆ”

อะไรนะ กู้เจาเป่ยขยี้ตามองเสิ่นหานลู่ที่อยู่ตรงหน้า สตรีผู้นี้ถูกประตูหนีบศีรษะมาหรือไร เหตุใดวันนี้ถึงได้ว่าง่ายผิดหูผิดตา

เสิ่นหานลู่ยิ้มบางๆ ดูผิดกับท่าทางเห่อเหิมเอาแต่ใจที่เคยมีโดยสิ้นเชิง ขนาดย่อกายคารวะยังทำอย่างเรียบร้อย “หม่อมฉันทราบว่าเรื่องในอดีตทำให้ฝ่าบาทไม่โปรดหม่อมฉันนัก นับแต่ได้ออกจากตำหนักเย็น หม่อมฉันก็คิดได้แล้วเพคะ ขอเพียงฝ่าบาทไม่ทรงผลักไสหม่อมฉัน ยอมให้หม่อมฉันได้เข้าเฝ้าบ้างก็พอ ต่อให้ไม่เสด็จไปประทับที่ตำหนักหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะไม่รบเร้า”

นางเอกทะลุมิติใจคอคับแคบแบบเดิมๆ ได้ยกระดับเป็นพระชายาผู้มีปัญญาเฉียบแหลม รู้กาลเทศะแล้ว สุดยอดจริงๆ เสิ่นหานลู่ลอบกระหยิ่มใจ

กู้เจาเป่ยกวาดตามองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอยู่หลายตลบ ก่อนจะเลิกคิ้ว “ในเมื่อเสิ่นเฟยรู้ความเช่นนี้ เราก็จะไปตำหนักซิ่วจวง”

“น้อมส่งเสด็จฝ่าบาท” เสิ่นหานลู่ค้อมกายอย่างสงบเสงี่ยม ไม่แสดงความขุ่นเคืองออกมาแม้แต่น้อย “ไว้พรุ่งนี้หม่อมฉันค่อยไปถวายพระพรนะเพคะ”

กู้เจาเป่ยเสียวสันหลังวาบ สตรีที่เปลี่ยนได้วันละสามเวลาเช่นนี้น่ากลัวเกินไปแล้ว

วันนี้เสิ่นกุยเยี่ยนเข้าครัวทำอาหารโดยเฉพาะ แม้เป่าซั่นจะบอกว่าบัดนี้นางเป็นถึงเยี่ยนผิน จะเฉียดกรายใกล้ห้องครัวอีกไม่ได้ แต่ตอนอยู่ในจวนสกุลกู้สามีชอบกินอาหารที่นางทำ ครั้งนี้นางจึงเข้าครัวแสดงฝีมือเอง ถือเสียว่าเป็นการฉลอง

ไม่ง่ายเลยกว่าจะมาถึงจุดนี้

ยืนรอตรงประตูตำหนักสักพักกู้เจาเป่ยก็มาถึง ทันทีที่ก้าวเข้ามาภายในตำหนักซิ่วจวงเขาก็เดินยิ้มเข้ามากอดนางแล้วเหวี่ยงไปรอบๆ เหมือนไม่มีผู้อื่นอยู่ด้วย “ชายารัก”

เป่าซั่นหลุดขำแล้วเตือนเบาๆ “ฝ่าบาท นายหญิงยังไม่ใช่พระชายานะเพคะ ฝ่าบาทต้องทรงเปลี่ยนคำเรียกเสียใหม่”

กู้เจาเป่ยอุ้มเสิ่นกุยเยี่ยนมานั่งที่โต๊ะแล้วยิ้มตาแทบปิด “วันนี้ยังไม่ใช่ แต่พรุ่งนี้จะใช่แล้ว”

เสิ่นกุยเยี่ยนผงะ

“ตอนแรกข้ายังคิดว่าจะแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาไปเลยดีหรือไม่ อย่างไรเสียยายแก่สารพัดพิษนั่นก็กระดิกกระเดี้ยไม่ได้” เขากล่าว “แต่ดูเหมือนในราชสำนักจะยังมีคนคัดค้าน ข้ายังไม่ได้ดันสกุลเสิ่นของเจ้าขึ้นมามีอำนาจด้วย หากแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาออกจะมุทะลุเกินไป พรุ่งนี้ข้าจะถ่ายทอดคำสั่งให้แต่งตั้งเจ้าเป็นกุ้ยเฟยไปก่อน”

นางตอบยิ้มๆ “เป็นอะไรก็เหมือนกันนั่นล่ะเพคะ”

กู้เจาเป่ยสังเกตสีหน้าท่าทางของคู่สนทนาอย่างระมัดระวัง “เจ้าไม่โกรธหรือ”

นับแต่ขึ้นครองราชย์เขาติดค้างตำแหน่งฮองเฮากับนางมาโดยตลอด จนป่านนี้ก็ยังมอบให้ไม่ได้ หากเขาเป็นนางคงโกรธไปแล้ว

“หม่อมฉันชอบมองสิ่งที่เกิดขึ้นในทางเลวร้ายเสมอ ต่อให้ผลออกมาไม่ดีนัก หม่อมฉันก็จะไม่ผิดหวังจนเกินไป” เสิ่นกุยเยี่ยนยิ้มละไม “ฮองเฮาไม่ได้เป็นกันง่ายๆ ข้อนี้หม่อมฉันทราบ ได้เลื่อนตำแหน่งจากผินเป็นกุ้ยเฟยก็ถือว่าได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทมากแล้วเพคะ”

กู้เจาเป่ยถอนหายใจเฮือกแล้วโอบกอดนาง “ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่ให้เจ้าคับอกคับใจอีกแล้ว เจ้าไม่ได้เป็นฮองเฮา ผู้อื่นก็ไม่ได้เป็นเหมือนกัน จะไม่มีใครได้ครองตำแหน่งสูงกว่าเจ้าทั้งนั้น”

“เพคะ” เสิ่นกุยเยี่ยนพยักหน้าแล้วจับมือเขา “เลิกพูดเรื่องพวกนี้ดีกว่า เสวยก่อนเถิดเพคะ วันนี้หม่อมฉันเข้าครัว…”

พูดยังไม่ทันจบประโยคอีกฝ่ายก็ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา

“เจ้าเข้าครัวทำเองหรือ” กู้เจาเป่ยมองอาหารบนโต๊ะแล้วตาเป็นประกาย วางกระดาษแผ่นนั้นไว้อีกทาง “เช่นนั้นก็กินข้าวกันก่อนเถิด นี่คือรายนามแต่งตั้งสนมชายาของตำหนักใน ประเดี๋ยวกินข้าวเสร็จค่อยดูแล้วกัน”

กระดาษแผ่นนั้นเขียนตัวอักษรไว้แน่นขนัด เสิ่นกุยเยี่ยนสะดุ้งวาบเมื่อได้ยินว่าเป็นรายนามแต่งตั้งสนมชายา อดหยิบขึ้นมาดูไม่ได้

บุปผางามละลานตาเลยทีเดียว เสิ่นกุยเยี่ยนเห็นแล้วก็นึกเสียใจที่ทำอาหารให้เขา จะทำไปด้วยเหตุใด ปล่อยให้หิวตายไปเสียดีกว่า เสียแรงที่ช่วงนี้นางอุตส่าห์ซาบซึ้ง คิดว่ากู้เจาเป่ยแน่วแน่มั่นคงกับตนเพียงคนเดียว และครุ่นคิดวางแผนการต่างๆ นานาเพื่อให้ได้ครองคู่กับนางจนแก่เฒ่า

ปรากฏว่ารายนามแต่งตั้งนี้มีชื่อสตรีตำหนักในสิบห้าคนเป็นอย่างต่ำ นอกจากคนที่นางรู้จักอย่างฮวาผิน สีกุ้ยเหริน เจียงกุ้ยเหริน ยังมีคนที่นางไม่รู้จักแม้แต่น้อยด้วย อีกทั้งหางตายังเหลือบไปเห็นชื่อชิงกุ้ยเหรินอีกคน อืม…บอกว่าปรนนิบัติรับใช้ฮ่องเต้มาโดยตลอด ให้เลื่อนตำแหน่งเป็นผิน

ฮวาผินเลื่อนเป็นหวาเฟย สีกุ้ยเหรินเลื่อนเป็นสีเฟย เสิ่นเฟยดำรงตำแหน่งเดิม ชิงกุ้ยเหรินเป็นชิงผิน ส่วนชื่อของนางนั้นกู้เจาเป่ยเขียนไว้ลำดับแรกสุดด้วยเส้นหมึกเข้มหนา

 

เยี่ยนกุ้ยเฟย

 

ขอบคุณยิ่งนักที่เขาอุตส่าห์ดีกับนางเป็นพิเศษ เมื่อครู่ตอนได้ยินว่าเขาจะแต่งตั้งนางเป็นชายา เสิ่นกุยเยี่ยนไม่ได้ใส่ใจด้วยซ้ำว่าตำแหน่งชายาเป็นเพียงอนุ ขอเพียงได้อยู่ข้างกายเขา จะเป็นอนุหรือเป็นภรรยาเอกก็ไม่สำคัญทั้งนั้น

ทว่า…เหตุใดท้ายชื่อนางถึงได้มีชื่อสตรีอื่นตามมาอีกเป็นพรวนกันเล่า หากแก้หัวข้อ ‘คำสั่งแต่งตั้งสนมชายา’ เป็น ‘หอเงาบุปผาเมามัว’ เสีย นางจะกลายเป็นดาวเด่นของหอไปทันที

“อร่อยจริง” กู้เจาเป่ยกินอย่างออกรส พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็เห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเสิ่นกุยเยี่ยน

“เป็นอะไรไป” เขาถามพลางทำหน้าเหลอหลา “มีตรงที่ใดเขียนผิดหรือ”

“ไม่ผิดหรอกเพคะ” นางสูดหายใจลึกๆ แล้ววางกระดาษลง จากนั้นก็หยิบกุ้งกระจกที่เขากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยขึ้นมา “กับข้าวเย็นหมดแล้ว หม่อมฉันจะเอาไปอุ่นถวาย”

ไม่เย็นเสียหน่อย เขากำลังกินอร่อยทีเดียว กู้เจาเป่ยกำลังจะขยับปากห้าม ทว่าเสิ่นกุยเยี่ยนยกจานออกไปเรียบร้อยแล้ว สักพักก็กลับเข้ามาบอกเขาด้วยสีหน้าราบเรียบ “ฝ่าบาทเสวยอย่างอื่นเถิดเพคะ หม่อมฉันเผลออุ่นจนเละหมดแล้ว”

บทที่ 130 บุปผางามละลานตา

กู้เจาเป่ยถือตะเกียบพลางมองนางอึ้งๆ

เละหมดแล้ว? เพิ่งได้กินกุ้งไปเพียงไม่กี่คำก็เละหมดเสียแล้ว?

เสิ่นกุยเยี่ยนทรุดตัวลงนั่งอย่างเยือกเย็น แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาเริ่มกินข้าวเงียบๆ ปล่อยให้ฮ่องเต้นั่งทำหน้าเหมือนถูกฟ้าผ่าอยู่อย่างนั้น ขนาดผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่ได้สติกลับมา

หลังมื้ออาหารที่ไร้บทสนทนาผ่านพ้น กู้เจาเป่ยโอบนางพาเดินเล่นที่ลานในตำหนักซิ่วจวง แล้วยกมือชี้ท้องฟ้า “เยี่ยนเอ๋อร์ ดวงจันทร์บนฟ้ากลมหรือไม่”

“กลมเพคะ” นางตอบทั้งที่ไม่เงยหน้า

“ดวงดาวลิบๆ นั่นสุกสว่างหรือไม่”

“สว่างเพคะ”

ท่านว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น เสิ่นกุยเยี่ยนได้แต่อ้าปากตอบพลางจ้องชายกระโปรงตนเองอย่างเหม่อลอย

“เจ้าโกรธเราอยู่สินะ” กู้เจาเป่ยตั้งใจเอ่ยขึ้น เปลี่ยนคำแทนตัว

“เพคะ”

นางเผลอปากไวเสียแล้ว หลุมพรางรออยู่ตรงหน้า เสิ่นกุยเยี่ยนร่วงโครมลงไปเรียบร้อย

กู้เจาเป่ยเผยสีหน้าเข้าใจกระจ่าง แล้วสวมกอดนางพลางยิ้มจนตาหยี “มีสิ่งใดไม่สบอารมณ์เหตุใดถึงไม่บอกกันเล่า”

‘เรา’ …สรรพนามที่ทั่วทั้งแผ่นดินใช้ได้เพียงคนเดียว สรรพนามสำหรับบุรุษผู้อยู่ในฐานะสูงสุด มีใจกว้างขวาง เสิ่นกุยเยี่ยนหลุบตาลงพร้อมยกยิ้มตรงปาก สมัยที่อยู่ในจวนสกุลกู้นางยังอาจบอกได้ แต่เมื่ออยู่ในวังหลวงอันยิ่งใหญ่เช่นในตอนนี้จะมีสิ่งใดต้องพูดกันอีกเล่า

ให้บอกตรงๆ ได้หรือว่านางไม่ชอบให้มีป้ายชื่อตนเองห้อยอยู่ในสำนักพระราชวัง จะได้พบเขาก็ต่อเมื่อเขาอยากพบนางเท่านั้น หรือจะให้บอกว่านางไม่อยากเห็นสตรีมากหน้าหลายตารุมล้อมรอบกายเขา ต้องแบ่งปันกันครอบครองเขาเหมือนฝูงสุนัขป่าแบ่งก้อนเนื้อกันกิน ซ้ำเนื้อก้อนนั้นยังอาจเปรอะน้ำลายจนชุ่ม?

หากนางเอาแต่ใจกว่านี้คงพูดออกไปตรงๆ ได้ ไม่แน่ว่ากู้เจาเป่ยอาจดีใจเสียด้วยซ้ำเพราะเห็นว่านางใส่ใจตน

แต่หลังจากนั้นเล่า เขาเป็นฮ่องเต้ ตำหนักในของเขาจะมีนางเพียงคนเดียวไม่ได้ หากตอนนี้พูดออกไป ภายหลังก็ต้องพูดอีก เมื่อพูดซ้ำซากเขาก็คงไม่ดีใจแล้ว จะหน่ายแหนงนางเสียมากกว่า

แค่คิดว่าจะถูกกู้เจาเป่ยหน่ายแหนง ใจนางก็เจ็บเสียจนหดลีบ เสิ่นกุยเยี่ยนเม้มปาก ใบหน้าเผือดสีเล็กน้อย

“เป็นอะไรไป” กู้เจาเป่ยขมวดคิ้ว “ไม่สบายตรงที่ใดหรือ”

“เพคะ ปวดหัว” นางตอบ “หม่อมฉันอยากกลับเข้าไปพักผ่อนแล้ว ตรงนี้ลมค่อนข้างเย็น”

กู้เจาเป่ยอยากตบตนเองสักทีที่ลืมไปเสียสนิทว่านางกำลังมีครรภ์ เขาดันพานางออกมาตากลมเสียอย่างนั้น

เขารีบประคองนางกลับเข้าไป เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจชั่วคราว

จำได้ว่าเมื่อนานมาแล้วเขาเคยโมโหกับความเฉยชาของเสิ่นกุยเยี่ยนมาก่อน คิดว่านางมีใจให้ตนไม่มากเท่าไร ต่อมาภายหลังถึงเพิ่งเข้าใจว่าเยี่ยนเอ๋อร์เพียงเป็นภรรยาที่ดี รู้จักหน้าที่ของตนเอง และปล่อยวางได้เท่านั้น

เพราะเหตุนี้เขาจึงไม่คิดแม้แต่น้อยว่านางจะโกรธเพราะรายนามแต่งตั้งสนมชายาเมื่อครู่

เสิ่นกุยเยี่ยนเข้านอนทันทีที่ขึ้นเตียงโดยไม่ได้พูดอะไรมากนัก เพียงขยับเข้ามาแอบอิงเขาหลวมๆ กู้เจาเป่ยวางมือลงบนครรภ์ของอีกฝ่าย สัมผัสด้วยความสนใจใคร่รู้อยู่นาน ก่อนจะค่อยๆ หลับไปในที่สุด

วันรุ่งขึ้นมีการประกาศพระราชโองการแต่งตั้งสนมนางใน ตำหนักซิ่วจวงเคยเปื้อนเลือดมาก่อน กู้เจาเป่ยจึงยกตำหนักหย่งเหอให้เสิ่นกุยเยี่ยนอยู่

ตำหนักหย่งเหออยู่ไม่ไกลจากตำหนักบรรทมของฮ่องเต้ ซ้ำตำหนักข้างในยังโอ่อ่าหรูหรา ฤดูหนาวอบอุ่น ฤดูร้อนเย็นสบาย นับเป็นตำหนักที่เหมาะแก่การบำรุงครรภ์ เนื่องจากได้รับตำแหน่งเป็นกุ้ยเฟย เสิ่นกุยเยี่ยนจึงเป็นที่ยำเกรงของคนในวังหลวงขึ้นมา ตำหนักยังจัดไม่ทันเรียบร้อยก็ต้องรับแขกกลุ่มใหญ่

หวาเฟยกับสีเฟยนั้นนางไม่รังเกียจแต่อย่างใด แต่เมื่อเสิ่นเฟยมาหา เสิ่นกุยเยี่ยนมองอีกฝ่ายนิ่งๆ อยู่สักพัก

เสิ่นหานลู่เหมือนเกิดใหม่เป็นคนละคนจริงๆ ท่าทางหัวอ่อนนอบน้อม สายตาที่มองนางก็ไม่เป็นประกายคมกริบเหมือนเมื่อก่อน กลับนุ่มละมุนดุจแสงจันทร์ “ถวายพระพรกุ้ยเฟยเพคะ”

“ลุกขึ้นเถิด” เสิ่นกุยเยี่ยนทอดสายตามองไป ด้านหลังของอีกฝ่ายยังมีสนมชายาอีกเจ็ดแปดคนเป็นอย่างต่ำ

ขณะให้เป่าซั่นจัดที่นั่ง นางนึกปวดเศียรเวียนเกล้าขึ้นมาน้อยๆ ก่อนมองกลุ่มคนตรงหน้า “ไม่ต้องรีบมากันเร็วถึงเพียงนี้ก็ได้ ข้ายังจัดข้าวของในตำหนักไม่เรียบร้อยเลย”

“ข้ารับใช้ในตำหนักพระชายายังถูกจัดสรรมาไม่ถึง หม่อมฉันกับหวาเฟยเลยมาช่วยเพคะ” สีเฟยกล่าวยิ้มๆ “ทุกคนไม่ได้มีฐานะสูงส่งอะไร มาช่วยจัดตำหนักถวายพระชายาได้อยู่แล้ว” พูดพลางลุกขึ้นมาม้วนแขนเสื้อ เตรียมพร้อมทำงานเต็มที่

สีเฟยเป็นคนใจร้อนวู่วามและตรงไปตรงมา นางมีพื้นเพจากหอเงาบุปผาเมามัวจึงไม่สนใจความสูงต่ำทางฐานะ แต่สตรีข้างๆ ที่เพิ่งเข้าวังหลวงกลับนึกฉุนอยู่ในใจ สายตาที่มองนางจึงพลอยเจือความเหยียดหยามเอาไว้เล็กน้อย

ทุกคนเป็นสนมชายาทั้งนั้น ผู้ใดบ้างจะอยากทำงานของนางกำนัล เช่นนั้นก็เสียหน้าแย่

“พวกเราเงอะงะงุ่มง่าม อย่าแตะต้องข้าวของในตำหนักกุ้ยเฟยให้เสียหายเลยจะดีกว่า” สตรีแปลกหน้าที่อยู่ข้างๆ พูดขึ้น “สีเฟยมีน้ำพระทัยประเสริฐ แต่ให้ข้ารับใช้จัดการดีกว่ากระมังเพคะ”

สีเฟยหันไปมองคนพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเป็นใคร”

คำถามนั้นทำให้ฟู่โหย่วอี๋หน้าแดงวาบ นางแทบไม่ได้ออกจากตำหนัก ผู้อื่นจะไม่รู้จักก็ไม่แปลก แต่สีเฟยผู้นี้ช่างไม่มีมารยาทเอาเสียเลย ถามขึ้นกลางธารกำนัลเช่นนี้ ไม่รู้จักไว้หน้าผู้อื่นแม้แต่น้อย

“หม่อมฉันเป็นหลานสาวสายตรงของจวนสกุลฟู่ นามฟู่โหย่วอี๋ เป็นกุ้ยเหรินอยู่ในตำหนักเหอฮวนเพคะ”

เสิ่นกุยเยี่ยนชะงักแล้วผินหน้าไปมอง สกุลฟู่…คนในครอบครัวราชบัณฑิตฟู่?

สีเฟยเบ้ปาก “ไหนว่าวังหลวงเคร่งครัดกฎเกณฑ์มารยาทนักหนา คนตำแหน่งสูงกว่ากำลังพูดอยู่ คนตำแหน่งต่ำกว่าห้ามพูดแทรกอย่างไรเล่า”

“สีเฟย” หวาเฟยที่อยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วมองพลางดึงมือเจ้าตัว

“มีอะไร ข้าพูดไม่ถูกหรือไร” สีเฟยหันไปมองหวาเฟย “ตอนนี้ในตำหนักในมีเพียงกุ้ยเฟยที่ตำแหน่งสูงกว่าพวกเราไม่ใช่หรือ”

คนพูดจาขวานผ่าซากมักไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เสิ่นกุยเยี่ยนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เห็นทีหากสีเฟยยังอยู่ในวังหลวงต่อไป ข้าคงต้องช่วยสักหน่อยแล้ว

“เอาล่ะ เลิกเถียงกันเถิด” นางเอ่ย “พวกเจ้าพาข้ารับใช้มาด้วยทุกคนไม่ใช่หรือ ขอข้ายืมตัวสักหน่อยแล้วกัน นับเท่าที่เห็นตอนนี้ก็มีนางกำนัลเจ็ดแปดคนเข้าไปแล้ว พอใช้แล้วล่ะ”

หากให้นางกำนัลไปช่วยจัดตำหนัก ทุกคนย่อมไม่ขัดข้อง เสิ่นหานลู่หันไปสั่งซิ่วผิงที่ยืนอยู่ด้านหลัง “ตั้งใจสักหน่อยล่ะ ไม่ใช่ช่วยให้ยิ่งยุ่ง”

“เพคะ” นางกำนัลรับคำสั่ง ก่อนเดินไปช่วยงานเป่าซั่นพร้อมนางกำนัลจากตำหนักอื่นๆ

เหลือแต่กลุ่มสตรีแต่งกายหรูหรางดงามนั่งสนทนากันในห้องโถงใหญ่

“วันนี้ทุกท่านมาคารวะข้าเป็นครั้งแรก ทั้งยังมีหน้าใหม่เข้ามาอยู่ในวังหลวงไม่น้อย เช่นนั้นมาทำความรู้จักกันสักหน่อยดีกว่า” เสิ่นกุยเยี่ยนหันไปมองด้านข้าง “มาให้หมดทุกคนนั่นล่ะ”

สตรีตำหนักในหน้าใหม่หลายคนเดินแช่มช้อยเข้ามาหา หัวแถวคือฟู่โหย่วอี๋ที่ย่อกายคารวะนางอย่างสำรวม “หม่อมฉันฟู่ซื่อจากตำหนักเหอฮวนเพคะ”

สตรีที่ยืนถัดไปพูดบ้าง “หม่อมฉันเยี่ยซื่อจากตำหนักเฟยเยี่ยนเพคะ”

เสิ่นกุยเยี่ยนกวาดตาพิจารณาทั้งคู่แล้วพยักหน้า ดูเหมือนมีเพียงสองคนนี้เท่านั้นที่ค่อนข้างโดดเด่นสะดุดตา ส่วนสตรีที่เหลือเป็นพรวนหลังจากนี้นางฟังคำแนะนำตัวแล้วจำอะไรไม่ได้สักอย่าง

จวบจนคนสุดท้าย

“หม่อมฉัน…เกาซื่อจากตำหนักเยี่ยถิงเพคะ”

เสิ่นกุยเยี่ยนสะดุ้งวาบ จ้องมองเจ้าตัวอยู่พักใหญ่ก่อนจะเรียกอย่างไม่แน่ใจนัก “จิ่นซิ่ว?”

เกาซื่อเงยหน้าขึ้น ใบหน้ากลมอิ่มอ่อนโยนดวงนี้เป็นของเกาจิ่นซิ่ว บุตรสาวที่เกิดกับภรรยาเอกของรองเสนาบดีเกาแน่นอน

เสิ่นกุยเยี่ยนรู้สึกสับสนซับซ้อนอยู่ในใจ สมัยเด็กๆ นางกับเกาจิ่นซิ่วเคยเป็นสหายรักกัน อูซื่อผู้เป็นมารดาก็ดีกับนางมาก ภายหลังยังช่วยนางแก้ปัญหาเรื่องสินเจ้าสาวอีกด้วย

นึกไม่ถึงว่าสหายเก่าจะเข้ามาอยู่ในวังหลวงเช่นกัน

เกาจิ่นซิ่วมองคนรอบตัวอย่างลนลานน้อยๆ แล้วก้มหน้า เสิ่นกุยเยี่ยนได้สติกลับมาแล้วเพิ่งตระหนักว่าตนเองจ้องอีกฝ่ายนานเกินไป จึงรีบคลี่ยิ้ม “ไม่นึกเลยว่าบัดนี้จะได้มาพบกันอีกครั้ง กลับไปนั่งก่อนเถิด ไว้ว่างๆ ค่อยมาคุยกันให้เต็มที่”

“เพคะ” เกาจิ่นซิ่วถอยกลับไปอยู่อีกทางอย่างสงบเสงี่ยม

ไฉเหรินสองคนที่ยืนข้างเกาจิ่นซิ่วดึงแขนนางพลางกระซิบกระซาบ “เจ้ารู้จักกับกุ้ยเฟยเลยหรือนี่ ก้าวหน้าใหญ่แล้ว!”

เกาจิ่นซิ่วส่ายหน้าก่อนทอดถอนใจ ข้ารู้แต่แรกแล้วว่าเยี่ยนเอ๋อร์เข้ามาอยู่ในวังหลวง ดังนั้นข้าเองไม่อยากแก่งแย่งชิงดีกับนางเลยจริงๆ ทว่า…เฮ้อ

เสิ่นกุยเยี่ยนตั้งสติ กำลังจะขยับปากพูดอะไรตามมารยาทสักสองสามคำ เสียงร้องก็พลันดังขึ้นจากด้านหลัง “ว้าย”

ดูเหมือนจะเป็นเสียงซิ่วผิง

เสิ่นเฟยหน้าตาตื่น รีบลุกขึ้นมองไปด้านหลัง “ซิ่วผิง เจ้าก่อเรื่องหรือ”

เป่าซั่นก้าวออกมาด้วยสีหน้าขอโทษขอโพย “เมื่อครู่หม่อมฉันไม่ทราบว่ายังมีน้ำชาอยู่ในกา เลยทำหกเข้าไปในแขนเสื้อของซิ่วผิงโดยไม่ได้ตั้งใจ จนเสียงดังรบกวนพระชายาทั้งหลาย ขอประทานอภัยเพคะ”

เสิ่นกุยเยี่ยนเหลือบมองเสิ่นหานลู่แล้วว่า “ไม่เป็นไร พวกเจ้าจัดของต่อเถิด เสิ่นเฟยก็ไม่ต้องเคร่งเครียดนักหรอก”

เสิ่นหานลู่นั่งลงอย่างไม่สบายใจ หลังจากทำตาละห้อยมองเสิ่นกุยเยี่ยนอย่างน่าสงสารอยู่สักพักก็เม้มปากแล้วพูดขึ้น “แต่ก่อนหม่อมฉันกับกุ้ยเฟยขัดแย้งกันมามาก แต่ตอนนี้หม่อมฉันเพียงอยากใช้ชีวิตในตำหนักในอย่างสุขสงบจนแก่ตายเท่านั้น ไม่อยากมีปัญหาใดๆ อีกแล้ว ดังนั้นจึงกลัวว่ากุ้ยเฟยจะเข้าพระทัยผิด…”

ใช้ชีวิตอย่างสุขสงบจนแก่ตาย? เสิ่นกุยเยี่ยนหัวเราะ หากนางเชื่อก็โง่เขลาเต็มที นางเห็นเล่ห์เพทุบายของเสิ่นหานลู่มานักต่อนัก ถ้าไม่เพราะอีกฝ่ายเพิ่งออกจากตำหนักเย็นแล้วทำตัวสงบเสงี่ยมจนจับผิดไม่ได้ล่ะก็ เสิ่นกุยเยี่ยนคงขอให้ฮ่องเต้ส่งเจ้าตัวออกจากวังหลวงไปนานแล้ว

แต่ท่าทางในตอนนี้ก็ดูน่าสงสารจริงๆ พอมองอย่างละเอียดก็พบว่าตรงมุมปากของอีกฝ่ายเหมือนจะมีรอยแผลที่เพิ่งได้มาไม่นาน ไม่รู้ว่าระหว่างอยู่ในตำหนักเย็นเสิ่นหานลู่ทำอะไรบ้าง…จู่ๆ นางก็เกิดฉงนสงสัยขึ้นมา

แน่นอนว่ามีผู้อื่นอยู่ด้วยหลายคน พวกนางย่อมพูดจากันมากนักไม่ได้ จวบจนนางกำนัลข้างในจัดตำหนักเสร็จแล้วเดินออกมา เสิ่นกุยเยี่ยนถึงค่อยเอ่ย “วันนี้ทุกคนกลับไปก่อนเถิด พวกที่จัดตำหนักก็เหนื่อยกันแล้ว ประเดี๋ยวไปรับเงินรางวัลจากเป่าซั่นแล้วกัน”

“ขอบพระทัยกุ้ยเฟยเพคะ” เหล่าสนมชายาลุกขึ้นคำนับแล้วแยกย้ายกลับตำหนักกับคนของตน

ตอนเกาจิ่นซิ่วเดินออกไป เป่าซั่นชะโงกตัวไปกระซิบตรงริมหูอย่างคล่องแคล่ว “ตกบ่ายกุ้ยเหรินกลับมาอีกครั้งนะเจ้าคะ”

ไฉนเป่าซั่นจะไม่รู้ว่าเจ้านายตนสนิทสนมกับคุณหนูเกา หลังจากได้พบกันวันนี้นายหญิงของนางจะต้องยังมีเรื่องอยากพูดคุยด้วยแน่ นางจึงชิงบอกไว้ก่อน

เกาซื่อพยักหน้ารับคำก่อนจะเดินออกไป

เหลือเสิ่นหานลู่คนเดียวที่ยังอยู่ในห้องโถงใหญ่

เนื่องจากคาดเดาได้อยู่แล้ว เสิ่นกุยเยี่ยนจึงเอื้อมมือไปหยิบจานเมล็ดแตง เตรียมรอฟังคำพูดของอีกฝ่าย

“กุ้ยเฟยเพคะ” เสิ่นหานลู่หลุบตาลงต่ำ “ทุกอย่างที่แล้วมาเป็นเพราะหม่อมฉันยังเด็ก ไม่เข้าใจว่าอะไรควรไม่ควร กุ้ยเฟยจะประทานโอกาสให้หม่อมฉันอีกสักครั้งได้หรือไม่เพคะ”

หากข้าจับมารดาเจ้าโยนลงสระบัวกลางฤดูหนาวแล้วค่อยดึงขึ้นมา จากนั้นก็แย่งว่าที่สามีเจ้าในวันแต่งงาน มิหนำซ้ำยังตามตอแยสามีคนปัจจุบันของเจ้าอย่างหน้าไม่อาย เจ้าจะให้โอกาสข้าอีกครั้งหรือไม่เล่า

เสิ่นกุยเยี่ยนนิ่งเงียบไม่ตอบคำ ขณะแค่นหัวเราะในใจ

เสิ่นหานลู่กัดฟันคุกเข่าลงตรงหน้านางแล้วถลกแขนเสื้อขึ้น “พระชายาทรงคิดว่าหม่อมฉันยังรับโทษทัณฑ์ทางกายมาไม่พออีกหรือเพคะ หากยังไม่พอหม่อมฉันยินดีรับเพิ่ม”

แขนข้างนั้นลายพร้อย เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ รอยแส้เฆี่ยน รอยแผลเป็น เสิ่นกุยเยี่ยนสะดุ้งเฮือกด้วยความตกใจ

“รอยพวกนี้มาจากที่ใด”

เสิ่นหานลู่แค่นยิ้ม “พระชายาไม่ทรงทราบหรอกเพคะว่าตำหนักเย็นเป็นสถานที่เช่นใด ตอนหม่อมฉันเข้าไปเนื้อตัวยังเนียนเกลี้ยงไร้ตำหนิ แต่พอไปอยู่ข้างในต้องถูกตบตี ถูกข่มเหงรังแกไม่เว้นแต่ละวัน ในนั้นมีแต่หญิงสติไม่ดีกับบ่าวไพร่ที่ชอบดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น ที่นั่นไม่ใช่โลกมนุษย์หรอกเพคะ เป็นนรกต่างหาก”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 5 .. 66 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: