X
    Categories: LOVEทดลองอ่านปภาวินท์

ทดลองอ่าน ปภาวินท์ บทที่ 4

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 4 โอกาสที่ไม่ปล่อยให้ลอยผ่านไป

ถึงแม้ปริยากรจะสันนิษฐานไว้ว่าอาชวินน่าจะรู้เรื่องโครงการรีโนเวตโรงแรมของเจ้าสัวประดิษฐ์อยู่แล้วและน่าจะสนใจโครงการนี้อยู่ด้วย แต่เขาก็ไม่ได้แสดงออกให้ปภาวรินท์รับรู้ ไม่มีคำพูดใดที่ใกล้เคียงกับการเสนอตัวเองเลย เขาเพียงเล่าถึงขั้นตอนในการคัดเลือกบริษัทสถาปนิกซึ่งก็มีหลากหลายวิธี การเซ็นสัญญาซึ่งมีหลายแบบ ไล่ไปจนถึงขั้นตอนการทำงานหลังจากนั้นตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงตอนที่สร้างตึกเสร็จ และเขาก็ไม่แสดงท่าทีรำคาญเลยสักนิดเมื่อเธอขอหยุดเพื่อจดข้อมูลลงในมือถือ แถมยังทวนรายละเอียดให้เธอฟังอย่างใจเย็นด้วย

ยิ่งแพ้ผู้ชายใจดีอยู่ด้วย…สาวร่างเล็กทอดถอนใจ เธอเปิดบทสนทนาเรื่องนี้เพื่อเป็นเหตุผลในการได้ใช้เวลากับอาชวินก็จริง แต่เธอก็มีอีกเหตุผลคือการเอาข้อมูลพวกนี้ไปคุยกับพ่อ ท่านจะได้เห็นว่าเธอมีความรู้ด้านนี้พอที่จะช่วยงานได้ด้วย

“ป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย” ปภาวรินท์ร้องออกมาเมื่อเห็นเวลาบนหน้าจอมือถือ จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มอย่างเกรงอกเกรงใจ “ปินไม่ได้ตั้งใจจะรบกวนเวลาพี่วินนานขนาดนี้ ขอโทษนะคะ”

“ไม่เป็นไรครับ คุยเพลินๆ พี่หายปวดหัวแล้วด้วย” เขาส่ายหน้ายิ้มๆ “แล้วนี่น้องปินจะกลับเลยหรือเปล่า เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง”

“ไม่เป็นไรค่ะ” เธอรีบโบกไม้โบกมือ “ปินตั้งใจว่าเดี๋ยวจะไปเดินซื้อมื้อเย็นกลับไปกินที่ห้องก่อนด้วย”

“อืม นั่นก็เป็นความคิดที่ดีนะ” อาชวินคิดตามและเห็นว่าไม่เลว นี่ก็บ่ายแก่แล้ว ถ้าเขากลับขึ้นห้องพักเลยตอนนี้อีกไม่นานก็ต้องกลับลงมาซื้อของกินอยู่ดี “เอาล่ะ งั้นพี่ก็ขอพ่วงไปด้วยแล้วกัน”

ปภาวรินท์มองรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาแล้วเกือบเผลอครางออกมา…โอ๊ย แบบนี้มันก็คล้ายกับเดตเลยไม่ใช่เหรอ!

 

ปภาวรินท์พยายามสะกดตัวเองอย่างเต็มที่ไม่ให้เพ้อเจ้อขณะเดินไปกับสถาปนิกหนุ่ม…โครงการนี้เพิ่งเปิดอย่างเป็นทางการไม่นาน ส่วนที่เป็นคอนโดฯ ที่พักยังเปิดใช้งานไม่ครบทุกตึก แต่โซนร้านค้าเปิดเกือบครบทั้งหมดแล้ว ด้วยความที่มันอยู่ใกล้ในระยะเดินจากคอนโดฯ ที่พักได้แบบไม่เหนื่อยเธอจึงแวะมาที่นี่อยู่เนืองๆ ทว่าวันนี้มันต่างออกไปโดยสิ้นเชิงเมื่อมีอาชวินเดินอยู่ด้วย

เขาให้เธอเลือกร้านอาหารที่อยากสั่งข้าวกลับไปกินเป็นมื้อเย็น หญิงสาวชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งแล้วเลือกร้านอาหารเกาหลีเจ้าดัง แม้จะรู้ว่าร้านนี้ต้องรอคิวนานมาก แต่เธอก็คิดว่ามีเวลา…อีกอย่างเธอจะได้ใช้เวลากับอาชวินนานๆ ด้วย

ตอนไปถึงที่ร้าน มีคนทั้งนั่งและยืนออต่อคิวจำนวนมาก ยิ่งไปถามพนักงานจนได้รู้จำนวนคิว จากที่ตอนแรกเธอคิดว่าไม่เดือดร้อนกับการรอก็ชักไม่แน่ใจ และเธอก็เกรงใจชายหนุ่มด้วย

“เปลี่ยนไปร้านอื่นกันดีไหมคะ”

“น้องปินอยากกินไม่ใช่เหรอ คิวเยอะก็ไม่เป็นไรหรอก เรากดคิวแล้วก็สั่งอาหารทิ้งไว้ พอถึงคิวแล้วได้อาหารก็ค่อยให้พนักงานโทรไปเรียกก็ได้ ส่วนเราก็ไปเดินเล่นรอกัน” เขาแนะ

ทั้งหมดทั้งมวลที่ปภาวรินท์สนใจอยู่ที่ประโยคสุดท้ายนั่นเอง ดังนั้นเธอเลยตอบตกลงแล้วหันกลับไปเจรจากับพนักงาน รวมถึงแนะนำเมนูอาหารให้ชายหนุ่มซึ่งบอกว่าเขาไม่เคยกินอาหารร้านนี้มาก่อนด้วย จากนั้นเขาก็ชวนเธอเดินไปทางลานอเนกประสงค์ด้านหลังของโครงการซึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ปกติเธอไม่ค่อยได้เดินลึกไปแถวนั้นเท่าไหร่เพราะมันไกล แต่แน่นอนว่าครั้งนี้เธอไม่อิดออดอยู่แล้ว

ใจหญิงสาวนั้นอยากทำความรู้จักอาชวินให้มากกว่านี้ แต่เธอก็เตือนตัวเองว่าต้องสงวนท่าทีเอาไว้บ้าง เธอจึงเลือกชวนเขาคุยเรื่องงานแทน เพราะเท่าที่คุยกันเธอก็ตระหนักว่าเขารักและภูมิใจในงานของตัวเองมาก เธอเลยสารภาพกับชายหนุ่มว่ารู้จักชื่อเสียงของเขาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยและติดตามผลงานของเขาเรื่อยมา เขาดูแปลกใจ แต่ขณะเดียวกันเธอก็สังเกตเห็นประกายสว่างไสวในดวงตาคม นั่นทำให้เธอรู้ว่าตัดสินใจถูกแล้วที่ชวนคุยเรื่องนี้

ปภาวรินท์ใช้เรื่องที่ตัวเองทำงานสายออกแบบเหมือนกันเป็นข้ออ้าง ขอให้เขาเล่าเกี่ยวกับการทำงานและแรงบันดาลใจให้ฟัง ดังนั้นระหว่างเดินไปยังลานอเนกประสงค์เขาเลยเล่านู่นเล่านี่ให้ฟังเยอะแยะ และมีไม่น้อยที่เกี่ยวกับโครงการสกายไลน์ ซึ่งกลายเป็นเธอฟังเพลินไปจริงๆ เสียด้วย

ที่ลานมีคนอยู่พอสมควร โต๊ะและม้านั่งถูกจับจองหมดแล้ว แต่ก็ยังมีเนินลาดที่ปูด้วยหญ้าเทียมที่ให้คนใช้นั่งเล่นได้ สองหนุ่มสาวเลยเลือกจับจองเนินหญ้าจุดที่ว่าง

“แสดงว่าตรงนี้ก็ออกแบบเพื่อรับลมจากแม่น้ำให้เย็นสบายด้วยใช่ไหมคะ ตอนแรกปินนึกว่าออกแบบให้สวยงามเฉยๆ เสียอีก” หญิงสาวเหลือบมองหลังคาซึ่งอยู่สูงขึ้นไป

“ครับ อย่างที่พี่บอกแหละ พี่เน้นหลักสบายตาสบายตัว ถ้าเป็นอะไรที่เกี่ยวกับคน มันจะต้องใช้งานได้ตามฟังก์ชันที่ควรจะเป็น และในขณะเดียวกันก็สวยน่ามองด้วย…อ้อ แล้วที่สำคัญคือห้ามเกินงบ” อาชวินหัวเราะปิดท้าย

“พอมานั่งในวันที่พอมีลมแบบวันนี้ก็เย็นสบายใช้ได้เหมือนกันนะ พี่วินเก่งจัง”

“ไม่ใช่พี่คนเดียวหรอก โครงการใหญ่แบบนี้ใช้ทีมงานเยอะมาก พี่โชคดีที่มีทีมงานดีๆ อย่างวี…เพื่อนสนิทพี่น่ะ เป็นคนคอยดึงพี่ไว้ไม่ให้ใช้งบเกินตลอดเลย ถ้าไม่มีวีป่านนี้พี่อาจต้องปิดบริษัทไปแล้วก็ได้”

คนเราเนาะ เก่งแล้วยังถ่อมตัว น่ารัก…ปภาวรินท์รู้ตัวว่ากำลังลำเอียงด้วยฉันทาคติส่วนตัว แต่เธอก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะชื่นชมเขา

“ปินโชคดีจังที่ได้คุยกับพี่วิน ปินชอบงานพี่วินมานานเพราะเห็นว่ามันสวยดี พอได้คุยกันปินยิ่งรู้สึกว่าเลือกไอดอลถูกคนแล้วเพราะงานของพี่วินมีอะไรลึกซึ้งกว่าความสวยเยอะเลย ต่อไปเวลาทำงานปินจะพยายามคิดอะไรให้รอบด้านแบบพี่วิน” หญิงสาวตั้งใจจะอวยเขาก็จริง แต่ขณะเดียวกันเธอก็พูดออกไปจากใจจริงด้วย

อาชวินหันไปสบตากับหญิงสาว ที่ผ่านมามีคนแสดงความชื่นชมเขาไม่น้อย สำหรับครั้งนี้เขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจของเธอ ดังนั้นเขาจึงยกมุมปากเป็นรอยยิ้มตอบกลับไป…ความจริงที่เขาเล่าอะไรต่อมิอะไรให้เธอฟังหลักๆ แล้วอาจพูดได้ว่าเขาหวังผล แม้ไม่รู้ว่าเธอจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกบริษัทสถาปนิกไปทำโครงการรีโนเวตโรงแรมไหม แต่ในเมื่อมีโอกาสขายงานแบบเนียนๆ เขาก็ไม่คิดจะปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไป

“พี่วิน”

เสียงเรียกดังมาจากด้านหลัง อาชวินหันไปมอง พอเห็นว่าเป็นใครก็ยิ้มทักทายอย่างแปลกใจ

“กานต์ ทำไมมาเดินแถวนี้ได้ล่ะ พี่นึกว่าวันหยุดเราไปอยู่ที่บ้านริมน้ำเสียอีก”

“ก็อยู่ที่บ้านริมน้ำแหละ เพิ่งขึ้นมาจากเรือเลยเนี่ย” หญิงสาวผมซอยสั้นในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงยีนขาเดฟพยักพเยิดไปทางท่าเรือ ก่อนจะคุกเข่าลงมานั่งคุยกับสองหนุ่มสาว

“พี่ไม่ทันสังเกตเลย” ชายหนุ่มหันมองตามและพบว่าตอนนี้มีเรือยอชต์มาเพิ่มจากเดิมลำหนึ่งจริงๆ ครั้นหันกลับมาก็พบว่าสายตาของเพื่อนรุ่นน้องเบนไปหาปภาวรินท์แล้ว แต่ก่อนที่เขาจะเอ่ยอะไรเธอก็ทักขึ้นมาก่อน

“คุณปินใช่ไหมคะ”

“ค่ะคุณกานต์…เอ๊ะ จะว่าไป โครงการสกายไลน์นี้เป็นของครอบครัวคุณกานต์นี่นา” สาวร่างเล็กนึกขึ้นได้

“ค่ะ แล้วคุณปินแวะมาเที่ยวหรือว่าพักอยู่ในโครงการนี้ด้วยคะเนี่ย”

“ฉันอยู่คอนโดฯ ใกล้ๆ นี้ค่ะ พอดีแวะมาหาอะไรกินแล้วก็บังเอิญเจอพี่วิน” ปภาวรินท์อธิบาย

อาชวินดูหญิงสาวสองคนคุยกันเงียบๆ ไม่แปลกใจที่ทั้งสองรู้จักกัน คนหนึ่งเป็นลูกสาวเจ้าสัวประดิษฐ์ซึ่งมีหน้ามีตาในสังคม ขณะที่อีกคนเป็นอดีตลูกน้องสถาปนิกของเขา แต่ตอนนี้มีฐานะเป็นภรรยาของธีรดนย์ ภักดิ์โภคิน นักธุรกิจใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการสกายไลน์แล้ว อย่างน้อยที่สุดทั้งสองก็ต้องเคยเจอกันตามงานสังคม

“น้องปินเป็นรุ่นน้องเรียนมหา’ลัยเดียวกับพี่น่ะ…ก็เพื่อนร่วมมหา’ลัยของกานต์ด้วยนั่นแหละ” ชายหนุ่มอธิบายยิ้มๆ เมื่อรุ่นน้องหันกลับมามองเขา

“จริงเหรอเนี่ย เจอกันมาตั้งนานแล้วไม่รู้เลย” กานต์หันกลับไปฉีกยิ้มให้ปภาวรินท์อีกรอบ

“แล้วนี่กานต์มาที่คอนโดฯ ทำไม หรือว่ามาซื้อของ”

“เปล่า มาดูร้านเจลาโต้ให้คุณน้าบุษ…ท่านไปเที่ยวอิตาลีแล้วเจอร้านเจลาโต้แบบอร่อยมาก ท่านนึกอยากให้มีสาขาที่เมืองไทยจะได้กินได้ทุกเมื่อที่อยากกิน เลยไปขอซื้อแฟรนไชส์มาเปิดร้าน” สถาปนิกสาวยิ้มขันเมื่อเล่าถึงความง่ายในการเลือกทำธุรกิจของน้าสามี…เหตุผลคือความพอใจล้วนๆ ไม่ต้องคำนวณตัวเลขให้ยุ่งยาก “ร้านจะเปิดพรุ่งนี้แล้ว แต่เหมือนการตกแต่งในร้านจะมีปัญหา ท่านเลยโทรเรียกมาช่วยดู”

“ให้พี่ไปช่วยไหม”

“โอ๊ย จะรบกวนพี่วินขนาดนั้นได้ไง แล้วกานต์ก็ยังเป็นสถาปนิกนะ เพิ่งต่ออายุสมาชิกสมาคมฯ ไปเองเนี่ย” กานต์หัวเราะ “แต่ยังไงถ้าพรุ่งนี้พี่วินว่างก็เชิญไปเป็นสักขีพยานเปิดร้านนะ อ้อ ไม่ต้องหาของขวัญด้วย คุณน้าบุษงดรับ แค่มากินพอ รายได้วันแรกท่านจะทำบุญหมดเลย…เชิญคุณปินด้วยนะคะ”

อาชวินถามถึงที่ตั้งร้าน กานต์อธิบายให้ฟังก่อนที่เธอจะขอตัวผละไป

“ร้านอยู่ตรงไหนเหรอคะ มันเป็นโซนเปิดใหม่ใช่ไหม” ปภาวรินท์ถามเมื่อเหลือกันอยู่สองคน ปกติเธอวนอยู่แถวโซนด้านหน้าเพราะขี้เกียจเดิน และลำพังแค่แถวนั้นก็มีร้านอาหารเยอะแยะจนกินวนได้ไม่เบื่อแล้วด้วย

“ครับ เป็นโซนด้านในที่เพิ่งเปิดทีหลัง” เขาชี้มือให้ดูแล้วอธิบายทิศทาง แต่พูดไปนิดเดียวเขาก็เปลี่ยนใจ “พรุ่งนี้น้องปินจะมางานเปิดร้านใช่ไหม งั้นเอางี้ดีกว่า เรานัดกันแถวร้านกาแฟที่เราบังเอิญเจอกันวันนี้ก็ได้ เดี๋ยวพี่ไปรับแล้วพาไปร้านเจลาโต้เอง”

หญิงสาวตาโตกับข้อเสนอที่ได้รับ แน่นอนว่าเธอคว้ามันไว้แบบไม่ลังเลเลย…โอย ทำไมอาชวินใจดีแบบนี้ แล้วทำไมเธอถึงโชคดีขนาดนี้เนี่ย

 

เมื่อวานนี้พอกลับถึงห้องคอนโดฯ ปภาวรินท์ก็แทบไม่เป็นอันทำอะไร เธอโทรไปหาปริยากร หวีดร้องสรรเสริญถึงความบังเอิญและความดีงามของอาชวิน เพราะหลังจากไปรับอาหารที่สั่งไว้ด้วยกันแล้ว เขาก็ยังอุตส่าห์เดินตามมาส่งเธอถึงหน้าคอนโดฯ โดยให้เหตุผลว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว และเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งได้ยินว่ามีการวิ่งราวแถวนี้ด้วย แต่ลึกลงไปเธอก็ไม่แน่ใจว่าเขานึกถึงเหตุการณ์ที่ตึกจอดรถเมื่อวันนั้นหรือเปล่า

เช้านี้อารมณ์ของหญิงสาวสดใสเป็นพิเศษ เธอสวมชุดที่เลือกอย่างพิถีพิถันตั้งแต่เมื่อคืนแล้วคว้ากระเป๋าเดินออกจากห้องพักตรงไปยังสกายไลน์ตามที่นัดกับอาชวินไว้ ตอนแรกทุกอย่างก็ดูปกติดี ทว่าตอนเดินออกจากอาคารคอนโดฯ ไปยังถนนด้านหน้าเธอก็รู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก ดวงหน้าสวยหันขวับไปมองทางด้านหลัง แต่ก็พบเพียงหมู่ต้นไม้ที่คุ้นตา ไม่มีอะไรผิดปกติ นอกนั้นก็มีแค่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่เดินอยู่ไกลๆ

คิดไปเองแหละมั้ง…ปภาวรินท์ออกเดินต่อ ทว่าแม้จะบอกตัวเองอย่างนั้น ความกังวลก็เอ่อขึ้นมาเต็มอกเรียบร้อยแล้ว เธอปลุกปลอบตัวเองและเร่งฝีเท้า แต่กระทั่งตอนที่เดินอยู่บนบาทวิถีพ้นจากด้านหน้าคอนโดฯ แล้ว ความรู้สึกเหมือนกำลังโดนจับตามองก็ยังพลุ่งพล่านไม่หยุด เธอหยุดเดินกลางทางแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยและหันขวับกลับไปมองด้านหลังอีกหน แต่ก็ไม่เจออะไรผิดปกติเหมือนเดิม

หญิงสาวพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้ตัวเองเชื่อว่ามันไม่มีอะไร ก่อนหน้านี้เธอก็เคยหลอนไปเองแบบนี้มาแล้ว ทว่าประสบการณ์ในอดีตก็ไม่ช่วยให้มันง่ายขึ้นเลย เธอหยุดเดินกลางทางอีกครั้งก่อนถึงสกายไลน์ แต่เมื่อหันกลับไปก็ยังไม่พบอะไรที่ชวนให้สงสัยเช่นเคย ผู้คนที่เดินตามมาด้านหลังก็ดูจะไม่ได้ใส่ใจเธอกันสักคนด้วยซ้ำ

ปภาวรินท์สั่งตัวเองให้เลิกประสาทเสีย แต่เธอก็ไม่ได้ลดความเร็วฝีเท้าลง สองมือบีบกันแน่นแม้จะเดินเข้าสู่เขตโครงการสกายไลน์ซึ่งคนพลุกพล่านกว่าเดิมแล้วก็ตาม…เธอนึกถึงการได้เจออาชวินเพื่อให้เส้นอารมณ์ผ่อนคลายลง มันได้ผลค่อนข้างดีทีเดียว จนกระทั่งเธอเดินผ่านงานศิลปะที่ทำจากกระจกเงาแล้วเห็นภาพของบุรุษผู้หนึ่งสะท้อนอยู่ในนั้น สองขาเรียวชะงักกึก ไอเย็นเฉียบแล่นไปทั่วร่างในพริบตา แล้วความกลัวก็ทะลักทลายออกมาราวทำนบพัง

หญิงสาวนึกว่าตัวเองจะกรี๊ดออกมาเสียแล้ว แต่ในความเป็นจริงสองเท้าของเธอก้าวออกวิ่งอัตโนมัติ เธอไม่มีสติรับรู้ด้วยซ้ำ กระทั่งสองแขนถูกยึดไว้ด้วยมือแข็งแรงซึ่งจับเธอเขย่าเบาๆ

“น้องปินครับ…น้องปิน…เกิดอะไรขึ้น!”

อีกครั้งที่สาวร่างเล็กเกือบกรี๊ดออกมา ทว่าครั้งนี้เธอยั้งไว้ได้ทันเมื่อตระหนักว่าเจ้าของมือที่ยึดร่างเธอไว้คืออาชวิน เธอกะพริบตาถี่ๆ จนแน่ใจว่าเป็นเขาแน่ จากนั้นก็เหมือนจะเข่าอ่อนไปเสียเฉยๆ กระทั่งชายหนุ่มต้องช่วยประคองเอาไว้

“ปิน…ขอโทษค่ะ” ปภาวรินท์พึมพำแบบไม่มีสติเท่าไหร่นัก

“ไม่เป็นไรๆ แล้วเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า น้องปินเหมือนกำลังวิ่งหนีใครหรืออะไรเลย” ดวงตาคมกวาดมองคนตัวเล็กอย่างสำรวจ สถาปนิกหนุ่มมาถึงหน้าร้านกาแฟซึ่งเป็นจุดนัดพบครู่หนึ่งแล้ว และเขาก็สังเกตเห็นความผิดปกติจากการที่เธอวิ่งหน้าตาตื่นมาแต่ไกล และถ้าเขาไม่ตั้งตัวเพื่อคว้าร่างเธอไว้แต่แรก อีกฝ่ายก็คงจะวิ่งผ่านร้านกาแฟไปแล้วแน่ๆ

“ปิน…เห็นเหมือนมีคนตามมา” ตอนแรกเธอลังเล แต่พอคำพูดหลุดออกไปได้แล้วมันก็รัวจนแทบฟังไม่ทัน “พี่วินเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่ ใส่เสื้อเชิ้ตลายตารางกับกางเกงยีนไหม”

อาชวินเงยหน้ามองไปยังทิศทางที่หญิงสาววิ่งมา ใช้เวลาสอดส่ายสายตาครู่หนึ่งแล้วก็ส่ายหน้า

“ไม่เห็นนะ แต่น้องปินแน่ใจใช่ไหม ถ้ายังไงเราไปขอดูกล้องวงจรปิดได้นะ เดี๋ยวเราน่าจะได้เจอคุณบุษ ท่านน่าจะช่วยได้”

พอมาถึงจุดนี้ปภาวรินท์กลับลังเล แล้วเธอก็ส่ายหน้าไปมาหลังจากใช้เวลาตัดสินใจครู่หนึ่ง

“น้องปินแน่ใจนะว่าไม่อยากดูกล้องสักหน่อย มันมีอะไรเกี่ยวข้องกับการที่น้องปินกลัวว่ามีคนตามที่ลานจอดรถโรงแรมเมื่อวันก่อนนู้นด้วยหรือเปล่า” ชายหนุ่มไม่ราข้อ มือเรียวที่ยึดอยู่กับท่อนแขนของเขานั้นเย็นเฉียบ ไหนจะสีหน้าท่าทางตื่นตระหนกจนเกือบเป็นสติแตกของเธออีก ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าเธอกำลังกลัวมากจริงๆ

“คือปินเคยโดนคนสะกดรอยตาม” หญิงสาวพูดเสียงแผ่วเบาแทบเป็นกระซิบ “แล้วตั้งแต่นั้นบางทีปินก็ประสาทเสียและคอยแต่จะหลอนไปเอง เมื่อกี้ปินก็ไม่รู้ว่ามีคนตามมาจริงไหม ปินแค่รู้สึกอย่างนั้น…แต่มานึกดูอีกทีมันก็อาจไม่มีอะไรก็ได้ เพราะปินดูแล้วดูอีกตอนเดินมานี่ก็ไม่เห็นอะไร กระทั่งเห็นภาพผู้ชายคนหนึ่งสะท้อนในกระจกแล้วปินก็สติแตก”

“แต่ยังไงก็ดูกล้องเพื่อความแน่ใจได้นะ”

“คงไม่มีอะไรหรอกค่ะ ขอโทษพี่วินด้วยนะคะที่ทำให้ตกใจ แล้วก็ขอบคุณมากที่ดึงปินไว้” ปภาวรินท์ส่ายหน้าไปมา

“โอเค” อาชวินไม่ดึงดันอีก เพราะเขาก็ไม่ได้สนิทสนมกับอีกฝ่ายมากพอ อีกอย่างเขาก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเจ้าตัวด้วย “แล้วนี่น้องปินไหวไหม นั่งพักก่อนดีรึเปล่า…หรือถ้าไม่อยากไปร้านเจลาโต้แล้วเดี๋ยวพี่เดินไปส่งที่คอนโดฯ ได้นะ พี่จะบอกกานต์ให้เองว่าน้องปินไม่สบาย”

“ไม่เป็นไรค่ะ ปินไม่เป็นไร…อยู่ในที่ที่คนเยอะๆ ดีกว่า ปินจะได้ดึงสติกลับมาได้”

“โอเค งั้นเราค่อยๆ เดินกันไปแล้วกัน” ชายหนุ่มส่งยิ้มให้อีกฝ่าย ขณะเดียวกันก็ลอบเหลือบมองรอบตัวตอนที่ปภาวรินท์ไม่ทันสังเกตเพื่อไม่ให้เธอตกใจ…เขายังคงไม่พบผู้ชายที่เธอกล่าวถึง ทางที่ดีก็ขอให้เป็นการเข้าใจผิดไปเองของเธอน่าจะดีกว่า

 

ปภาวรินท์ตระหนักดีว่าอาชวินดูแลเธออย่างดีเหลือเชื่อตลอดการเดินทางไปยังร้านเจลาโต้ เขาชวนเธอคุยเรื่องสัพเพเหระไร้สาระให้เธอผ่อนคลาย และที่สำคัญเขาไม่หัวเราะเธอเลยสักนิดกับอาการสติแตกที่ประสบพบเจอ ดังนั้นเธอจึงออกปากจะเลี้ยงเจลาโต้เพื่อขอบคุณเขา ตอนแรกชายหนุ่มดูแปลกใจ แต่สุดท้ายก็ยิ้มรับง่ายๆ

ร้านเจลาโต้อยู่ในโซนใหม่ที่เพิ่งเปิดไม่นาน ยังมีหลายร้านที่อยู่ในระหว่างตกแต่ง แต่ปภาวรินท์ก็สังเกตเห็นว่ามีร้านเก๋ๆ น่าสนใจหลายร้าน ส่วนร้านเจลาโต้นั้นโดดเด่นชนิดเห็นแต่ไกลด้วยโทนสีพาสเทล และยิ่งวันนี้เป็นวันเปิดร้านก็มีการตกแต่งดึงดูดสายตาเป็นพิเศษ บริเวณหน้าร้านมีลูกค้าค่อนข้างหนาแน่น เท่าที่หญิงสาวกวาดตามองผ่านๆ มีคนคุ้นหน้าคุ้นตาพอสมควรทีเดียว

ส่วนกานต์ซึ่งเป็นคนชวนสองหนุ่มสาวเมื่อวานนั้นนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าร้าน ดูเหมือนเธอกำลังป้อนเจลาโต้ให้ลูกสาวในรถเข็นเด็กกินอยู่ พอเงยหน้ามาเจอสองหนุ่มสาวเดินมาด้วยกันก็ร้องทัก

“อ้าว พี่วิน คุณปิน สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่มานะ”

“ต้องมาสิ” อาชวินพยักหน้าทักทายรุ่นน้อง ก่อนจะคุกเข่าลงข้างรถเข็นเด็ก “สวัสดีค่ะกีกี้ ไม่ได้เจอกันแป๊บเดียวโตขึ้นเยอะเลย”

“กีกี้จำคุณลุงวินได้ไหมลูก ธุจ้าหน่อยเร็ว” กานต์วางถ้วยเจลาโต้แล้วทำท่ายกมือไหว้ ซึ่งลูกสาวตัวน้อยก็ทำตาม แม้มันจะดูเหมือนเธอตบมือเล่นมากกว่าก็ตาม

“จ้า” เด็กน้อยร้อง

“เก่งจริง” ชายหนุ่มชม จากนั้นก็ยื่นหน้าเข้าไปหาเด็กหญิงเพราะเห็นเธอยื่นมือมาทำท่าเหมือนอยากแตะ

“อินเนอร์ชอบคนหล่อออกอีกแล้ว” ผู้เป็นแม่หัวเราะขัน ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้ปภาวรินท์ และเลยไปถึงสามีที่เพิ่งเดินออกมาจากด้านในร้าน

ธีรดนย์ทักทายสองหนุ่มสาวผู้มาใหม่ จากนั้นก็นำทั้งสองเข้าไปในร้านด้วยตัวเอง ทั้งคู่ใช้เวลาเลือกเจลาโต้อยู่พักหนึ่ง อาชวินปล่อยให้เธอเลี้ยงตามที่ขอไว้ ครั้นจ่ายเงินแล้วหันไปเจอที่ว่างตรงโต๊ะบาร์ซึ่งเอาไว้ยืนกิน ทั้งสองเลยไปอยู่ตรงนั้น รอจังหวะให้บุษบาผู้เป็นเจ้าของร้านตัวจริงคุยกับเพื่อนเสร็จแล้วค่อยเข้าไปทักทาย

ปภาวรินท์กำลังวิจารณ์รสชาติของเจลาโต้ตอนที่มีหญิงสาวอีกคนก้าวเข้ามา

“พี่วิน โอ๊ย ไม่คิดว่าจะได้เจอพี่วินที่นี่ ดีใจจัง”

“อ้าว นาว” อาชวินเลิกคิ้วแปลกใจเมื่อหันไปเจอนิภารัตน์ “ไปไงมาไงน่ะเรา มาไกลบ้านเชียว”

“แหม พี่วินก็…นาวเป็นอินฟลูเอนเซอร์ไงคะ งานคือรีวิวนู่นนี่ พอมีร้านเปิดใหม่ก็ต้องรีบมา” หญิงสาวชี้ให้เห็นความจริง ก่อนจะหันไปหาสาวร่างเล็ก

“อ้อ นี่น้องปิน เป็นเพื่อนของพี่เอง…น้องปิน นี่นาวครับ เรียกได้ว่าเป็นน้องสาวของพี่เลย” ชายหนุ่มแนะนำสองสาวให้รู้จักกัน เขาหันมองทั้งสองสลับกันไปมา “อืม จะว่าไปทั้งน้องปินทั้งนาวน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันล่ะมั้ง”

“สวัสดีค่ะ” ปภาวรินท์ส่งยิ้มไปทักทายอีกฝ่าย เธอได้รับรอยยิ้มตอบกลับมา ทว่าดูเหมือนนิภารัตน์จะไม่สนใจอยากทำความรู้จักเธอไปมากกว่านั้นและหันกลับไปหาอาชวินอย่างรวดเร็ว

“แล้ววันนี้พี่วินกลับบ้านไหม ไปกินมื้อเย็นกับคุณลุงจรัญหรือเปล่า”

“เปล่า อาทิตย์นี้พี่ไม่ได้นัดกับคุณพ่อ” อาชวินปฏิเสธเสียงเรียบเรื่อย

“อีกแล้วเหรอ พี่วินน่ะกลับบ้านให้บ่อยกว่านี้หน่อยสิ พอพี่วินไม่กลับบ้านเราเลยพลอยเจอกันน้อยไปด้วยเลย” นิภารัตน์กระเง้ากระงอด

“เวลาเราออกมาทำคอนเทนต์ก็แวะหาพี่ออกบ่อย”

“แหม มันเหมือนกันที่ไหนล่ะคะ แถมบางทีไปหาก็ไม่เจอพี่วินอีก”

“ก็งานพี่เป็นแบบนี้ เหมือนงานของนาวแหละ ต้องไปนู่นมานี่ไม่หยุด” สถาปนิกหนุ่มยังยิ้มเหมือนเดิม ก่อนที่เขาจะเหลือบไปมองปภาวรินท์ที่ขยับเคลื่อนไหวเงียบๆ ตรงหางตา พอเห็นว่าเธอน่าจะตรงไปหาบุษบาที่เพิ่งลุกจากโต๊ะของเพื่อน เขาเลยเห็นควรว่าต้องตามไปด้วย “นาวไปทำงานต่อเถอะ เดี๋ยวพี่ทักทายเจ้าของร้านแล้วก็จะไปทำธุระต่อแล้วล่ะ”

พอพูดจบอาชวินก็ก้าวตามปภาวรินท์ไปโดยไม่รอฟังแม้แต่คำล่ำลาของอีกฝ่าย จากนั้นเขาก็เข้าไปร่วมวงทักทายบุษบา และแม้จะตระหนักดีว่านิภารัตน์ยังคงมองมา ทว่าเขาก็ไม่คิดจะสนใจเธออีก

นิภารัตน์เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่เขาคุ้นเคยตั้งแต่เด็ก โดยที่เขามาทราบในภายหลังว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นลูกสาวของคนรักเก่าพ่อ เขาห่างกับเธอตอนย้ายออกจากบ้านช่วงก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่กลายเป็นว่าจรัญกลับไปสนิทสนมกับแม่ของนิภารัตน์ในช่วงนั้น…อาชวินปลงเรื่องการใช้ชีวิตของพ่อกับแม่ตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นแล้ว และเขาก็มองว่านิภารัตน์ไม่ได้ผิดอะไรเลย ยังเห็นเธอเป็นน้องสาวตามเดิม กระทั่งช่วงหลังมานี้อยู่ดีๆ จรัญก็เกิดเป็นห่วงที่เขายังโสด แล้วเริ่มสนับสนุนหญิงสาวที่อาจเรียกได้ว่าเป็นลูกเลี้ยง ตั้งแต่นั้นเขาเลยดึงตัวออกห่าง

ที่แย่ก็คือ…ชายหนุ่มเดาว่าวิภาดาน่าจะรู้ข่าวนี้ และก็คงเหมือนเรื่องอื่นๆ ที่ท่านไม่มีทางยอมแพ้สามีตามกฎหมาย แม่ถึงพยายามหาหญิงสาวคุณสมบัติดีมาเสนอให้เขาทำความรู้จักเป็นระยะ ซึ่งลองถ้าเขาคบหากับคนที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้การสนับสนุนก็คงเกิดสงครามเย็นอีก ดังนั้นเขาเลยตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะหาแฟนเองเหมือนอย่างที่ผ่านมา

แต่ถึงจะเป็นแฟนที่เขาหาเอง ผู้หญิงคนนั้นก็มีแนวโน้มจะโดนกดดันจากทั้งพ่อและแม่ของเขาให้เลือกข้างอยู่ดี…อาชวินซ่อนความเหนื่อยหน่ายใจไว้ใต้รอยยิ้มการค้าแบบมืออาชีพยามสนทนาพาทีกับบุษบา

มานึกดูอีกที มันอาจดีกว่าก็ได้ถ้าเขาเป็นโสดแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ

 

“พี่วินดีมากแก”

ปริยากรเงยหน้าจากจานส้มตำเพื่อมองหน้าเพื่อนสนิท ก่อนจะกลอกตาแล้วพยักหน้า

“เออ ฉันเชื่อ เพราะแกพูดประโยคนี้มาเป็นรอบที่สิบสองแล้ว”

“แหม แกอ่า…” ปภาวรินท์ทำปากยื่น…อีกครั้งที่เธอตัดสินใจจะไม่เล่าเรื่องที่ตนเองสติแตกให้เพื่อนฟัง

“ก่อนอื่น ขอสรุปแบบสั้นๆ ง่ายๆ ว่าแกจะเอาไงต่อ”

ตอนแรกปริยากรตั้งใจจะมาหาเพื่อนที่คอนโดฯ ตั้งแต่กลางวันเพื่อเม้าท์กันโดยเฉพาะ แต่พอทราบว่าสาวร่างเล็กนัดกับอาชวินไว้ก่อนเที่ยงเลยเปลี่ยนใจ เพราะคิดว่าเผื่อปภาวรินท์จะชวนหนุ่มไปกินมื้อเที่ยงด้วยสำเร็จ เอาเข้าจริงเหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าหลังออกจากร้านเจลาโต้แล้วเขาแค่มาส่งเธอที่คอนโดฯ ก่อนจะขอแยกตัวไป ทว่าเท่าที่ฟังมาเพื่อนของเธอก็ไม่ได้มีทีท่าผิดหวังแต่อย่างใด

“ฉันจะไปคุยกับป๊าเรื่องโครงการรีโนเวตโรงแรมนั่น แต่เหตุผลไม่ใช่เพราะฉันชอบพี่วินนะ” ปภาวรินท์ยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามเมื่อเห็นเพื่อนทำท่าจะพูด “เมื่อวานฉันได้คุยกับพี่วิน ได้เห็นและเข้าใจการทำงานของเขาจากโครงการสกายไลน์ มันดีมาก ฉันเลยคิดว่ามันน่าจะเป็นผลดีกับโครงการของป๊าถ้าอย่างน้อยพี่วินมีโอกาสได้เข้าไปขายไอเดีย มีตัวเลือกเยอะๆ ย่อมดีกว่าจริงไหม…ส่วนพี่วิน เขาดีและฉันชอบเขาก็จริง แต่ตอนนี้มันก็ยังไม่มีอะไรมากกว่านั้น ฉันต้องรู้จักเขามากกว่านี้ก่อน แต่เรื่องฉันกับเขาจะเป็นแค่ผลพลอยได้ ประเด็นสำคัญคือโครงการของป๊า”

ปริยากรพยักหน้ารับ ไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะถึงเพื่อนสนิทจะดูปลื้มใครต่อใครง่าย แต่เอาเข้าจริงก็ปักใจรักคนยาก ต่อให้ดูเหมือนอีกฝ่ายปลื้มอาชวินมากเป็นพิเศษก็ตาม…กระนั้นอย่างไรเธอก็อดสงสัยไม่ได้

“นี่ไม่เกี่ยวกับการที่แกเจอผู้หญิงที่ดูสนิทกับพี่วินนั่นใช่ไหม”

“ไม่อ่ะ…ไม่เชิง” ปภาวรินท์แก้คำหลังจากนิ่งไปอึดใจ “ตอนแรกฉันก็เซ็งๆ นะ เพราะผู้หญิงคนนั้นเหมือนมาแสดงตัวเต็มที่เลยว่าสนิทกับพี่วิน แต่เอาเข้าจริงมันทำให้ฉันเห็นนะว่าวิธีที่พี่วินพูดกับฉันมันคือเรื่องปกติของเขา ไม่ใช่ว่าเขาใจดีกับฉันเป็นพิเศษเลย เพราะเขาก็วางตัวกับผู้หญิงคนนั้นเหมือนที่ทำกับฉัน มันเป็นอะไรที่อธิบายยากแต่สัมผัสได้น่ะ ซึ่งมันก็ช่วยดึงสติฉันได้หน่อยนึงอ่ะแหละ แต่เรื่องงานฉันตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนไปร้านเจลาโต้อยู่แล้วด้วย”

“แกคิดได้งี้ก็ดี” ปริยากรพยักหน้าอีกรอบ ถึงเพื่อนจะรักคนยาก แต่การปลื้มคนคนหนึ่งมากก็อาจพัฒนากลายเป็นความรักได้ง่ายๆ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เพิ่งรู้จักอาชวินไม่กี่วัน ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า

“แต่ตอนนี้มีปัญหาอย่างนึง” ปภาวรินท์ดึงความสนใจของเพื่อนกลับมาจากจานส้มตำอีกครั้ง ครั้นได้สบตากันเธอก็ยิ้มแห้งๆ “แกช่วยฉันคิดหน่อยดิว่าฉันจะไปคุยกับป๊ายังไงดีโดยไม่โดนพี่รัญขวาง”

สาวตาคมฟังแล้วถึงกับกลอกตา…เอากับเพื่อนเธอสิ!

 

ติดตามบทที่ 3-4 ได้แล้ววันนี้!

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: