X
    Categories: LOVEทดลองอ่านปรารถนา... ให้เป็นคุณ ชุด Wishing You ด้วยรัก... และปรารถนา

ทดลองอ่าน ปรารถนา… ให้เป็นคุณ ชุด Wishing You ด้วยรัก… และปรารถนา บทที่ 3

หน้าที่แล้ว1 of 9

บทที่ 3

“แฟชั่นใหม่เหรอหนูจิ”

เจ้าของร้านขายข้าวราดแกงภายในศูนย์อาหารของอาคารสำนักงานทักจิรัศยาขึ้นเมื่อเห็นเธอใส่ชุดที่ไม่เข้ากับสถานการณ์เอาเสียเลย และเป็นครั้งแรกที่นางเห็นหญิงสาวใส่ชุดทำนองนี้ มันเป็นกางเกงวอร์มขายาวกับเสื้อยืดสีขาว แถมมีเสื้อสูทคลุมทับอีกชั้น หากคุณป้าเจ้าของร้านเห็นรองเท้าผ้าใบที่เธอสวมอยู่ด้วยคงคิดว่าจิรัศยาพร้อมที่จะไปออกกำลังกายตอนเที่ยงวันนี้แน่

“สวยไหมคะป้า” จิรัศยาถามกลับอย่างอารมณ์ดี “เดี๋ยวเย็นนี้ทำงานเสร็จก็จะได้ไปวิ่งที่สวนลุมเลย”

“อ้อ งั้นเหรอ รีบใส่ตั้งแต่ตอนนี้เลย” พูดแล้วก็หัวเราะร่าด้วยความเอ็นดูหญิงสาวร่างเล็กที่เป็นลูกค้าประจำ “วันนี้จะกินอะไรดี”

“หนูอยากกินไก่ผัดขิง”

“ได้เลย ป้าจะตักไก่ผัดขิงให้ เอาขิงเยอะๆ เลยนะ แล้วเอาอะไรอีก”

“ไข่เจียวค่ะ”

“เฮ้อ กินเหมือนเดิมซ้ำๆ ไม่เบื่อบ้างรึไงหนูจิ”

“ไม่ค่ะ เรายังต้องกินข้าววันละตั้งสามมื้อเลยนี่คะ มีมื้อหนึ่งกินไก่ผัดขิงกับไข่เจียวแสนอร่อยของป้า ก็ยังเหลืออีกตั้งสองมื้อที่ได้กินอย่างอื่น”

“เอ้าๆ ไม่เถียงแล้ว เหมือนเดิมก็เหมือนเดิมจ้ะ”

คนตักอาหารทั้งใจดี ทั้งมีเมตตาต่อพนักงานบริษัทสาวร่างเล็ก ดูเหมือนจะเป็นความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันได้เพราะอาหารกลางวันที่แสนอร่อยในราคาประหยัดโดยแท้ มันทำให้จิรัศยาฝากท้องไว้กับร้านข้าวแกงแห่งนี้ได้ทุกวัน และบางวันเธอจะสั่งกับข้าวไปเป็นอาหารค่ำของตัวเองอีกด้วย

หญิงสาวถือถาดอาหารแล้วชะเง้อมองหาโต๊ะที่ยังว่างอยู่ ในช่วงกลางวันอย่างนี้ศูนย์อาหารประจำห้างสรรพสินค้าซึ่งอยู่ชั้นล่างของอาคารสำนักงานนั้นจะคลาคล่ำไปด้วยพนักงานของบริษัทต่างๆ ซึ่งทยอยลงมารับประทานอาหารในเวลาเดียวกัน จิรัศยามองเห็นที่นั่งซึ่งว่างอยู่เพียงที่เดียวเธอจึงรีบตรงดิ่งไปทันที มันเป็นเก้าอี้บาร์ที่อยู่ติดกระจก คนนั่งตรงนั้นจะสามารถมองออกไปด้านนอกตัวอาคารได้ ซึ่งทิวทัศน์เบื้องหน้าจะเป็นสถานีรถไฟฟ้าชิดลม

จิรัศยาวางถาดอาหารและเครื่องดื่มของเธอลงบนโต๊ะบาร์แล้วนั่งมองผ่านกระจกนิ่ง เธอชอบมองดูขบวนรถไฟฟ้าจอดเทียบชานชาลาแล้วค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป เธอชอบมุมนี้ของอาคาร เพราะมันได้เห็นผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ ทำให้รู้สึกถึงพลังของการใช้ชีวิตในวันธรรมดาของแต่ละคน หญิงสาวชอบความธรรมดาและเรียบง่ายเพราะมันทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย ไม่ต้องมีเรื่องตื่นเต้นอะไรให้ลำบาก เมื่อมองจนพอใจแล้วเธอก็เริ่มลงมือรับประทานอาหาร…

ยังไม่ทันข้าวแกงจะหมดจานโทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น เมื่อดูหน้าจอแล้วจิรัศยาก็รีบรับ

“ว่าไงตา เป็นไงบ้าง”

“อื้อ ก็สวยนะ เขาทำสีใหม่สวยมากเลยแหละ”

“แล้วตกลงซื้อเลยมั้ย”

“อยากได้แต่ติดปัญหาอีกนิดหน่อย”

“ทำไมเหรอ”

“เดี๋ยวค่อยกลับไปคุย กินข้าวเสร็จรึยัง”

“เกือบแล้ว”

“งั้นไปเจอกันที่ออฟฟิศเลยแล้วกันนะ เราแวะซื้อขนมปังก่อนแล้วจะเข้าไป”

“ได้ เดี๋ยวเจอกัน”

จิรัศยาวางสายด้วยความแปลกใจ การไปดูรถยนต์มือสองสภาพเหมือนใหม่ของกวิตาในวันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เพื่อนร่วมงานของเธอมีความสุข เพราะกวิตาเคยบอกว่าจะตัดสินใจซื้อมันในเร็ววันนี้แล้วแท้ๆ แต่จากน้ำเสียงเมื่อครู่เหมือนกับว่าทุกอย่างไม่เป็นไปอย่างที่คิด

ก่อนเวลาเข้างานเพียงห้านาทีกวิตาก็เดินเข้ามาในบริษัทด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย จิรัศยาซึ่งนั่งประจำเคาน์เตอร์ของตัวเองแล้วเงยหน้าสบตากับเพื่อนร่วมงานคนที่เธอสนิทมากที่สุดทันที

“เป็นไงบ้างตา ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ”

“เราขอแอบกินขนมปังตรงใต้โต๊ะจิได้ไหม ยังไม่ได้กินข้าวเลย”

“มาสิ เดี๋ยวเราดูเจ้านายของตาให้ ตอนนี้ยังไม่ขึ้นมาเลย”

กวิตาพยักหน้ารับแล้วเดินอ้อมโต๊ะประชาสัมพันธ์มานั่งด้านหลัง ตรงหน้าตู้เอกสารของจิรัศยามีเก้าอี้เตี้ยๆ ตัวหนึ่งซึ่งหญิงสาวมักใช้เป็นที่วางเท้าเวลานั่งนานๆ ตอนนี้กวิตาได้ฉวยมันไปใช้ประโยชน์แทน เธอนั่งจุมปุ๊กเพื่อที่จะหลบสายตาของพนักงานคนอื่นที่จะเดินเข้าออกบริษัท รวมถึงลูกค้าที่อาจจะเข้ามาติดต่องานตอนนี้ด้วย จากนั้นกวิตาก็ดึงขนมปังไส้กรอกจากถุงพลาสติกที่หิ้วติดมือขึ้นมากินอย่างหิวโหย จิรัศยาก้มลงมองดูเพื่อนด้วยความสงสารปนเห็นใจ

“ไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าวเที่ยงเลยเหรอ”

“ใช่ ก็ตั้งแต่ออกไปตอนเที่ยงเราก็วุ่นๆ อยู่แต่ในเต็นท์รถนั่นแหละ”

“แล้วมันมีปัญหาอะไรล่ะ เล่าตอนนี้ได้มั้ย”

กวิตาพยักหน้า เธอกลืนขนมปังคำโตก่อนตอบ “เขาขึ้นราคาจากที่เคยตกลงกันไว้”

“เอ้า ทำไมเป็นอย่างนั้น…”

“มันมีตัวแปรใหม่เข้ามา คือเฮียเจ้าของเต็นท์เขาบอกว่ามีคนที่ให้ราคามากกว่าเรา แล้วทางนั้นพร้อมจะวางเงินทันทีด้วย”

“อย่างนี้ก็ไม่ยุติธรรมกับเราสิ เราเจอรถคันนั้นก่อน แถมตกลงราคากันไว้แล้วด้วย แค่รอทำสีใหม่เท่านั้นเอง”

“แต่เราก็มีปัญหาของเราเหมือนกัน คือตอนนี้เราหมุนเงินไม่ทันน่ะ”

“อ้าว ตาเคยบอกว่าเงินอยู่ในธนาคารแล้วไม่ใช่เหรอ”

กวิตาทิ้งมือที่กำลังจะส่งขนมปังเข้าปากลงบนตักอย่างคนหมดเรี่ยวแรง จิรัศยาที่ต้องสนใจทั้งเพื่อนและงานไปพร้อมๆ กันนั้นก็ยังสามารถรับรู้ถึงอารมณ์หมดอาลัยตายอยากนั้นได้ กวิตาถอนหายใจยาวก่อนตอบ

“เมื่อสัปดาห์ก่อนแม่เราโทรมาขอเงินไปก้อนหนึ่งเพื่อเอาไปรักษาพ่อที่ไม่สบายอยู่ในโรงพยาบาล เราก็เลยจำเป็นต้องยอมถอนเงินก้อนนั้นออกมาบางส่วน ตอนนั้นเราคิดแค่ว่าต้องทำเพื่อครอบครัว อีกอย่างก็ไม่คิดว่าทางเต็นท์อยากจะขายรถเร็วอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเราก็คงพอจะหาเงินมาโปะส่วนที่ขาดไปได้ทัน”

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมากวิตาพูดถึงรถยนต์ส่วนตัวที่เป็นความฝันของเธอให้ฟังเสมอ แม้จะเป็นรถยนต์มือสองแต่มันก็เป็นความภาคภูมิใจที่เธอจะสามารถซื้อมันมาได้ด้วยเงินเก็บของเธอเอง ชีวิตของกวิตาน่าสงสาร เธอเป็นเด็กต่างจังหวัดที่ต้องอยู่ห่างไกลพ่อแม่ หญิงสาวต้องทำงานหาเงินเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย ดังนั้นการมีทรัพย์สินชิ้นใหญ่ที่เป็นของตัวเองสักชิ้นจึงเป็นความฝันของเด็กสาวธรรมดาๆ คนหนึ่งซึ่งจิรัศยาเองก็เข้าใจความรู้สึกของเพื่อนอย่างลึกซึ้ง

“ยังขาดอีกเท่าไรเหรอ”

กวิตาเหลือบตาขึ้นมามอง สีหน้าของเธอขาวซีดอย่างเห็นได้ชัด “เก้าหมื่น”

“โห นี่พ่อของตาต้องไม่สบายมากเลยสิ แล้วท่านดีขึ้นรึยัง”

หญิงสาวถามในสิ่งที่กวิตาคาดไม่ถึง แต่เธอก็ไหวตัวทัน “ดะ…ดีขึ้นมาหน่อยแล้ว นี่ถ้ามีรถนะเราก็คงขับกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อได้”

จิรัศยาฟังแล้วก็นิ่งไปชั่วครู่ และในจังหวะที่เธอกำลังจะขยับปากประตูกระจกหน้าบริษัทก็ถูกผลักเข้ามา เสียงกระพรวนที่แขวนไว้ตรงประตูดังกรุ๊งกริ๊งช่วยเตือนพนักงานประชาสัมพันธ์ของบริษัทว่าให้เตรียมพร้อมต้อนรับแขกที่มาเยือน หญิงสาวผู้ทำหน้าที่นั้นจึงต้องละความสนใจจากเพื่อนสนิทมาทำหน้าที่ของตนเองก่อน

“สวัสดีค่ะ Perfect Furniture ยินดีต้อนรับ”

เธอพูดประโยคติดปากโดยอัตโนมัติ ทั้งที่ยังไม่ได้ทันพิเคราะห์ว่าคนที่เดินเข้ามานั้นเป็นใคร และเมื่อพอจะตั้งสติได้คิ้วเรียวบางก็ขยับเข้าหากันทันที

“ติดต่อเรื่องอะไรคะ”

ผู้หญิงคนหนึ่งแต่งชุดคล้ายพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าเดินถือถุงกระดาษสีขาวขนาดใหญ่มาด้วย เธอคนนั้นวางมันลงบนเคาน์เตอร์ จิรัศยาเพิ่งเห็นว่าบนถุงมีอักษรภาษาอังกฤษอยู่ พนักงานสาวตอบคำถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“สวัสดีค่ะ ดิฉันมาจากร้านคริสตัลบนชั้นสามของห้างสรรพสินค้านะคะ ต้องการพบคุณจิรัศยาค่ะ”

ประชาสัมพันธ์สาวลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ “ฉันเองค่ะ”

“อ้อ พอดีเลย นี่เป็นของขวัญของคุณค่ะ”

“ของขวัญอะไรกันคะ แล้วใครส่งมา”

“มีนามบัตรอยู่บนกล่องแล้วค่ะ ดิฉันหมดหน้าที่แล้ว ลากลับเลยนะคะ”

พูดจบเธอก็หมุนตัวออกไปทันที จิรัศยายังงงอยู่จึงไม่ทันห้าม เมื่อประตูปิดลงอีกครั้งกวิตาจึงลุกขึ้นจากที่กำบังกายของเธอ

“ของขวัญอะไรเหรอ หูย…จากร้านคริสตัลเหรอ หรือว่าคุณคนนั้นส่งมาให้ จิดูที่นามบัตรสิ”

จิรัศยาดึงกล่องขนาดมหึมาออกมาจากถุงกระดาษ บนกล่องมีโบสีขาวขนาดใหญ่ผูกไว้ และนามบัตรใบหนึ่งก็เสียบอยู่ตรงกึ่งกลางของโบพอดี หญิงสาวหยิบนามบัตรมาอ่านในใจก่อนที่จะตอบ

“ไม่ใช่ คนนั้นชื่อพารณ ไม่ใช่กัณฑ์อเนก”

“หืม กัณฑ์อเนก ชื่อคุ้นๆ นะ เหมือนเราจะเคยได้ยินมาจากที่ไหน” กวิตาทำท่าครุ่นคิดก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองขึ้นมาเปิดหาข้อมูลบางอย่าง “ใช่เลย! คนนี้ไง ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง MC เก่าอย่างฉันก็ยังติดตามความเป็นไปในโลกธุรกิจอยู่นะ”

กวิตายื่นหน้าจอมาให้จิรัศยาเห็น หญิงสาวอุทานขึ้นมาทันที

“พ่อเทพบุตร!”

“ใช่มั้ยๆ คนนี้ใช่มั้ยที่มีเรื่องกับจิเมื่อเช้า”

“ใช่!”

แล้วทั้งคู่ก็หันไปมองเจ้ากล่องใบเขื่องที่วางนิ่งอยู่บนเคาน์เตอร์พร้อมกัน

“จากร้านคริสตัล…หรือว่าเป็นเพราะจิไม่ได้ไปเลือกเสื้อผ้าใหม่ตามที่เขาสั่ง เขาก็เลยส่งชุดใหม่มาให้เอง”

“ต้องทำถึงขนาดนั้นเลยเหรอ”

“เปิดดูสิ เราก็อยากรู้เหมือนกัน”

จิรัศยาเอื้อมมือไปแตะโบสีขาวนั้นด้วยความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ เธอไม่ได้คิดเลยว่าสิ่งที่อยู่ในนั้นเป็นของเธอ แม้คนที่เอามาส่งจะระบุชัดเจนแล้วก็ตาม เนื้อผ้าของโบลื่นและเป็นมันวาวให้ความรู้สึกดีเมื่อสัมผัส หญิงสาวค่อยๆ ดึงมันออก กิริยาเชื่องช้าอย่างคนที่ไม่มั่นใจจนกวิตาชักจะทนไม่ไหว

“เราแกะให้มั้ยจิ”

จิรัศยาดึงมือออกแล้วพยักหน้าอนุญาต ในใจของเธอกำลังคิดและทบทวนว่าทำไมเขาต้องพยายามทำสิ่งเหล่านี้ พยายามที่จะให้เธอยอมรับสิ่งของจากเขา พยายามที่จะขอโทษ ชดใช้ หรืออะไรก็ตามที่เขาคิดอยู่ แต่สิ่งนั้นมันกลับยิ่งทำให้เธอรู้สึกอึดอัด

กวิตาแกะโบได้เร็วกว่า เธอตื่นเต้นเกินหน้าเกินตาเจ้าของกล่องตัวจริงไปมากโข และตอนนี้หญิงสาวก็หันมาขออนุญาตจิรัศยาอีกครั้ง

“ให้เราเปิดกล่องเลยมั้ย”

“อื้ม”

ความหรูหราของมันทำให้รู้สึกเหมือนกล่องนั้นมีแสงสว่างจ้าออกมาได้ด้วยตัวของมันเอง บนฝากล่องสีฟ้าอ่อนมีโลโก้ของร้านคริสตัลติดอยู่ด้วย กวิตาค่อยๆ ดึงฝารูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขึ้นช้าๆ ด้วยความตื่นเต้น เมื่อเปิดออกแล้วยังมีกระดาษไขสีขาวห่อสิ่งของในนั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง หัวใจของจิรัศยาเต้นไม่เป็นส่ำ เธอไม่เคยได้สัมผัสความตื่นเต้นจากการได้รับของขวัญบ่อยนัก โดยเฉพาะข้าวของที่มีราคาแพงมากๆ เช่นนี้ นิ้วมือยาวเรียวของกวิตากำลังคลี่กระดาษไขนั้นออก แล้วมันก็เผยให้เห็นเสื้อสีโอลด์โรสซึ่งถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย

“โห…สีสวยมากเลย เอาออกมาดูได้ไหมจิ”

“ตามสบาย”

คนที่กล้าดึงสิ่งที่อยู่ในนั้นออกมาคนแรกคือกวิตา เธอหยิบเสื้อสูทขึ้นมาดูอย่างทะนุถนอม ซึ่งทำให้เห็นว่ายังมีเสื้อผ้าอีกชิ้นอยู่ในกล่องนั้น

“โอ๊ย สวยมาก เนื้อผ้าดี คัตติ้งเริด นี่เป็นสูทสั้น ในนั้นเป็นกระโปรงรึเปล่า เอ้า จิ…ถือนี่ไว้ก่อน”

จิรัศยารับผ้าชิ้นแรกมาถือไว้ มันเป็นสูทสั้นที่น่ารักมาก เธอยังชื่นชมชิ้นนี้ไม่เสร็จกวิตาก็เริ่มชื่นชมชิ้นที่สองให้เธอฟังแล้ว

“มันเป็นชุดแส็กแบบไม่มีแขน! สวยเข้าชุดกับสูทนี่เลย โห คนเลือกเทสต์ดีมากๆ หรือไม่อย่างนั้นร้านคริสตัลก็มีแต่ของดี ถึงจะจับชิ้นที่ถูกที่สุดในร้านก็ยังเป็นของที่เริดที่สุดในชีวิตของพวกเราอยู่ดี ฮือออ อิจฉาจิที่ได้เสื้อผ้าสวยๆ จากคนหล่อ แถมโพรไฟล์ดีคนนั้น”

กวิตาคร่ำครวญพร้อมกับทำสายตาออดอ้อน แต่จิรัศยากลับไม่ได้อยู่ในอารมณ์นั้นด้วย จริงอยู่ที่เธอดีใจและตื่นเต้น แต่ความกังวลก็มีอยู่มากเกินกว่าที่จะแสดงอารมณ์ออกไปตรงๆ อย่างกวิตาได้

“มันจะไม่มากไปหน่อยเหรอ ถ้าเทียบกับชุดของเราที่เปื้อนไปน่ะ”

“หืม…จิ ใครเขาให้เอามูลค่าชุดมาเปรียบเทียบกันเล่า นี่มันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีของผู้ชายคนหนึ่งนะ เขาทำชุดของเราเปื้อน เขาก็ชดใช้ด้วยเสื้อผ้าที่เขามีกำลังจ่ายกลับคืนมาเท่านั้นเอง”

“เราควรรับมันไว้เหรอ”

หญิงสาวร่างเล็กมองชื่อในนามบัตรนั้นด้วยความกังวล สิ่งนี้จะเป็นของชดเชยความเสียหายที่มีมูลค่ามากที่สุดในชีวิตซึ่งเธอเคยได้รับมา แต่ถ้าคิดในแง่ของคนให้แล้วเขาคงจะไม่เดือดร้อนเลย เพราะในนามบัตรบอกไว้ว่ากัณฑ์อเนกเป็นถึงรองประธานบริษัท เฟรชคูล จำกัด (มหาชน)

“ควรสิ! จิควรรับไว้ แล้วก็ควรจะโทรศัพท์ไปขอบคุณเขาด้วย เผื่อจะกลายเป็นโอกาสดีๆ ที่จะได้คุยกันด้วยไง”

กวิตาลืมเรื่องทุกข์ใจของตัวเองไปเสียสนิท ตอนนี้กลับกลายเป็นฝ่ายตื่นตาตื่นใจแทน เธอเฝ้าแต่คะยั้นคะยอให้จิรัศยาเห็นว่านี่เป็นสิ่งดีๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในชีวิตซึ่งเคยราบเรียบมาตลอด จนคนฟังเองก็เริ่มจะคล้อยตามบ้างแล้ว

“จิโชคดีจังนะ มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น แต่เราสิ เฮ้อ…”

“เอ้อ ขอโทษทีที่เรามัวแต่สนใจเรื่องของตัวเอง เมื่อกี้เรากำลังจะบอกตาว่าถ้าตาอยากได้รถคันนั้นจริงล่ะก็ เราพอจะช่วยตาได้นะ”

“หา! จริงเหรอ จิพูดจริงเหรอ”

สีหน้าของกวิตาสว่างวาบขึ้นด้วยความหวัง ดวงตาเป็นประกายอย่างที่มันควรจะเป็น

“อื้ม เราอยากให้ตาได้ขับรถไปเยี่ยมพ่อ ถ้าเป็นเงินเก้าหมื่นเราก็พอจะช่วยได้ แต่ตาสัญญาได้ไหมว่าจะคืนเราหลังจากเงินโบนัสออก”

“ได้สิ! สัญญา! เพราะตอนแรกเราก็คิดไว้แล้วว่าจะเอาเงินโบนัสก้อนที่กำลังจะได้นี้แหละมาโปะ แต่ถ้าจิให้เรายืมก่อนเราก็จะได้ไปออกรถทันทีเลย”

กวิตาร้องกรี๊ดเบาๆ แล้วโผเข้ากอดจิรัศยาด้วยความดีใจสุดขีด มันทำให้คนใจดีพลอยยิ้มกว้างไปด้วย จิรัศยาดีใจที่เห็นเพื่อนร่วมงานซึ่งสนิทสนมที่สุดมีความสุข กวิตาเป็นเพื่อนคนแรกที่เดินเข้ามาทำความรู้จักกับเธอในวันเริ่มต้นการทำงาน กวิตาจึงเปรียบเสมือนพี่เลี้ยงของพนักงานใหม่ จิรัศยาไม่เคยลืมความปรารถนาดีที่หญิงสาวหยิบยื่นมาให้

 

เมื่อกัณฑ์อเนกไม่ต้องการเขา พารณจึงใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายประสานงานกับทีมงานที่ขอสัมภาษณ์เจ้านายของเขาในวันพรุ่งนี้ เลขาหนุ่มนั่งทำงานอยู่ภายในสำนักงานที่มีการประชุมในช่วงเช้า โดยปกติชีวิตการทำงานของเขาจะผูกติดกับกัณฑ์อเนกเป็นหลัก ดังนั้นหากเจ้านายหนุ่มไปไหนเขาก็จำเป็นต้องติดตามไปด้วย ยกเว้นหากเป็นเรื่องส่วนตัวจริงๆ และไม่มีกำหนดการจำเพาะเจาะจงกัณฑ์อเนกก็จะไม่ต้องการเขา เหมือนเช่นตอนนี้

เฟรชคูลเป็นกิจการหลักของตระกูลและมีสำนักงานใหญ่อยู่ภายในอาคารให้เช่าแห่งนี้มานานหลายปีจนกลายเป็นรายได้ก้อนใหญ่ของผู้ให้เช่า แม้กมลพัชรจะสามารถสร้างอาณาจักรแห่งใหม่ขึ้นมาเพื่อเป็นสำนักงานของบริษัทย่อยๆ แล้ว แต่เฟรชคูลเองยังอยู่ที่นี่ เหตุผลใหญ่ก็เพราะอาคารแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวง การคมนาคมด้วยรถไฟฟ้าก็แสนจะสะดวกสบายถูกใจทั้งผู้บริหารและพนักงาน กมลพัชรจึงยังยอมให้บริษัทยังอยู่ที่นี่ต่อไป ดังนั้นหากมีการประชุมใหญ่ประจำปีหรือนัดประชุมสำคัญๆ ก็จะมีการจัดงานขึ้นที่นี่เสมอ

พารณกำลังอ่านคำถามจากอีเมลที่นักข่าวส่งมาให้เขากรองก่อนที่จะมีการสัมภาษณ์จริง ระหว่างที่กำลังนั่งทำงานเงียบๆ อยู่นั้นเสียงโทรศัพท์มือถือก็ส่งสัญญาณสั้นๆ บอกว่ามีข้อความเข้า ชายหนุ่มชำเลืองมองพอเห็นว่ามันมาจากเจ้าของห้องเสื้อคริสตัล เขาจึงละสายตาจากงานมาเปิดอ่านข้อความแทน

 

‘ส่งชุดที่คุณพารณเลือกไปให้คุณจิรัศยาที่บริษัท Perfect Furniture เรียบร้อยแล้วค่ะ เธอรับมันไว้ด้วยตัวเอง’

จากนั้นก็มีภาพกล่องเสื้อผ้าส่งมาประกอบด้วย พารณพยักหน้าอย่างพอใจแล้วพิมพ์ตอบกลับไปแค่คำว่าขอบคุณครับ งานของเขายังเหลืออีกอย่างที่จะต้องทำก่อนปิดภารกิจนี้ นั่นก็คือการส่งข่าวไปบอกให้กัณฑ์อเนกทราบ พารณส่งรูปที่ทางร้านคริสตัลส่งมาให้เขาเมื่อครู่ต่อไปยังเครื่องของเจ้านาย พร้อมรายงานรายละเอียดเพิ่มเติม

 

‘เธอไม่ได้ไปที่ร้านครับ ผมเลยแก้ปัญหาโดยการส่งชุดใหม่ไปให้พร้อมกับนามบัตรของคุณกัณฑ์’

 

ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก ปัดเรื่องน่ารำคาญใจไปได้แล้วหนึ่งเรื่อง จากนั้นก็กลับมาสนใจงานในมืออีกครั้ง เขาขีดฆ่าคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องความรักและผู้หญิงออกทั้งหมด แล้วโน้ตด้วยตัวหนังสือเล็กๆ ลงไปว่าให้แทนด้วยงานอดิเรก

งานของเขาบางครั้งก็ดูสำคัญหากเรื่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับบริษัท ทว่าบางครั้งมันกลับดูไร้สาระหากเกี่ยวข้องกับการที่เขาต้องคอยดูแลกัณฑ์อเนกราวกับเป็นเด็กเล็กๆ แต่ทุกอย่างล้วนเป็นหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมา ตำแหน่งที่พารณทำอยู่ไม่มีใครสามารถทำได้ดีเหมือนเขา ชายหนุ่มเป็นที่ยอมรับทั้งจากผู้บริหารบริษัทและคนในครอบครัวซึ่งมีกมลพัชรเป็นประมุขสูงสุดอยู่ เงินเดือนที่พารณได้รับในแต่ละเดือนเกือบเท่ากับผู้บริหารระดับสูงบางคนด้วยซ้ำไป มันอาจดูมากเกินจริง แต่ถ้ามาติดตามชีวิตของเขาในแต่ละวันจะรู้ว่าเขาต้องแบกรับความกดดันไว้มากแค่ไหน หากมีใครต้องการหาคนใหม่มาทำแทนเขาก็คงต้องยอมรับความเสี่ยงอีกว่าคนคนนั้นจะอยู่ทนหรือไม่

พารณไม่คาดหวังว่ากัณฑ์อเนกจะอ่านข้อความของเขาทันที ดังนั้นเมื่อมีข้อความเข้าหลังจากที่ส่งไปไม่นานนั้นจึงทำให้เขาค่อนข้างประหลาดใจ เลขาฯ หนุ่มหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูอีกครั้ง ข้อความที่เข้ามาไม่ใช่จากหมายเลขโทรศัพท์ของเจ้านาย แต่มันมาจากใครสักคนที่เขาไม่รู้จัก

 

‘ขอบคุณสำหรับเสื้อผ้าชุดใหม่ที่คุณส่งมาให้ค่ะ ความจริงฉันคิดว่ามันไม่ใช่ความผิดของคุณและมันมากเกินไป แต่ฉันก็จะรับไว้เพราะถ้าไม่รับ ฉันกลัวว่าคุณจะส่งอะไรที่แพงมากกว่านี้มาให้อีก…จิรัศยา’

 

เขาอ่านข้อความของเธอหลายรอบเพื่อวิเคราะห์ว่าคนที่ใช้ถ้อยคำเหล่านั้นจะเป็นคนแบบไหน หนึ่งล่ะเธอสุภาพพอที่จะกล่าวขอบคุณและไม่ถือโทษ โวยวายในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นความผิดของใคร เธออาจจะไม่ใช่คนเจ้าคิดเจ้าแค้น สองเธอบอกว่าเสื้อผ้าชุดนั้นมันมากเกินไป ซึ่งอาจจะหมายถึงมูลค่าของมัน ก็แน่นอนอยู่แล้วว่าพนักงานออฟฟิศธรรมดา แถมเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้ทำรายได้หลักให้องค์กร เธอก็ไม่น่าจะมีเงินมากพอที่จะซื้อเสื้อผ้าจากร้านคริสตัล เพราะฉะนั้นการชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในครั้งนี้จึงมีค่ามากสำหรับเธอ

แต่ข้อความต่อจากนั้นต่างหากที่เขาค่อนข้างแปลกใจเพราะไม่เคยมีผู้หญิงคนไหนที่กัณฑ์อเนกส่งของขวัญไปให้พูดกลับมาเช่นนี้…

“กลัวว่าจะส่งอะไรที่แพงกว่านี้มาให้”

พารณอ่านทวนข้อความนั้นแล้วเลิกคิ้วของเขาขึ้นสูงอย่างประหลาดใจ

“แต่ก็ยังย้ำชื่อมาให้จำ”

แล้วเขาก็แสยะยิ้มอย่างร้ายกาจกับตัวเอง นี่เป็นวิธีที่พารณพบบ่อยที่สุดหลังจากที่นามบัตรใบนั้นถูกแนบไปกับช่อดอกไม้หรือกล่องของขวัญตามคำสั่งของกัณฑ์อเนก ผู้หญิงร้อยเปอร์เซ็นต์จะติดต่อกลับมาที่หมายเลขซึ่งปรากฏบนนามบัตร ถ้าไม่ส่งข้อความตอบกลับมาก็มักจะโทรมาด้วยตัวเอง ทุกคนล้วนคิดว่าเป็นหมายเลขที่สามารถติดต่อกัณฑ์อเนกได้โดยตรง แต่ความจริงแล้วคนที่ถือหมายเลขนี้ไว้คือเขาเอง ดังนั้นทุกคนจึงต้องได้พูดคุยกับเขาก่อน รายนี้ก็ไม่แตกต่างจากคนอื่นๆ เขาชินแล้ว พารณตอบกลับไปเพียงสั้นๆ ว่า…ยินดีครับ

แค่นั้นก็จบความสัมพันธ์แบบบังเอิญระหว่างกัน ตามธรรมเนียมหลังจากมีการส่งของขวัญให้กับผู้หญิงคนไหนแล้วกัณฑ์อเนกก็พร้อมจะลืมเธอไปในทันที พารณก็ทำแบบเดียวกัน และจิรัศยาก็เป็นหนึ่งในผู้หญิงเหล่านั้น

 

หัวใจของจิรัศยาเต้นไม่เป็นจังหวะตั้งแต่เห็นข้อความถูกส่งกลับมาแทบจะในทันที เหมือนกับว่าคนทางนั้นก็รอข้อความขอบคุณจากเธออยู่ หญิงสาวเผลอยิ้มกับตัวเอง ความรู้สึกที่เคยได้พิงแผ่นอกของเขาโดยบังเอิญนั่นทำให้เธอแสดงท่าทีเขินอายออกมาอย่างลืมตัว หรือนี่จะเป็นพรหมลิขิตอย่างที่กวิตาพูดไว้…

เพื่อนสาวเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เธอกล้าเขียนข้อความขอบคุณเจ้าของชุดใหม่ แถมยังช่วยคัดสรรถ้อยคำที่จะทำให้ไม่ดูเป็นผู้หญิงขี้อ่อยจนเกินไป และที่สำคัญคือต้องลงชื่อของตัวเองให้ชัดเจนเพื่อที่ชายหนุ่มจะได้รู้ว่าใครคือคนที่เขาส่งของขวัญชิ้นสำคัญมาให้ เผื่อในวันข้างหน้าจิรัศยากับเขาอาจมีโอกาสที่จะได้พบกันอีก กวิตาเชื่อมั่นเช่นนั้น

ตลอดช่วงบ่ายจนใกล้จะเลิกงานจิรัศยาเหลือบมองกล่องของขวัญทุกครั้งที่คิดถึงคนให้ แต่เธอก็ไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนั้น หญิงสาวยังคงสวมชุดออกกำลังกายโดยมีเสื้อสูทคลุมทับไว้เหมือนเดิม เพราะเธอรู้สึกว่าชุดนี้มันพิเศษเกินกว่าที่จะใส่ทำงาน

อีกสิบนาทีจะเลิกงานกวิตาส่งข้อความมาเตือนเธอว่าอย่าลืมนัดสำคัญในเย็นวันนี้ แล้วกวิตาจะเป็นคนเลี้ยงอาหารค่ำเอง จิรัศยาส่งสติ๊กเกอร์รูปการ์ตูนกลับไปว่าโอเค จากนั้นก็เริ่มเก็บข้าวของเพื่อเตรียมตัวเลิกงาน ถุงของขวัญกลายเป็นสัมภาระชิ้นใหญ่ที่หญิงสาวต้องนำมันกลับไปด้วย แต่ก็เป็นสิ่งของที่เธอเต็มใจหิ้วไป เพราะถ้าสาวๆ คนอื่นเห็นเธอถือถุงของร้านคริสตัลแล้วล่ะก็ ทุกคนต้องอิจฉาแน่ๆ

จิรัศยาหยิบกระจกขึ้นมาเพื่อเติมแป้งและลิปสติกสีอ่อน จากนั้นก็ไขกุญแจเพื่อเปิดลิ้นชักช่องที่ใส่ของสำคัญไว้ ในนั้นมีกระเป๋าส่วนตัวอยู่ หญิงสาวตรวจดูสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ก่อนที่จะปิดกระเป๋า โชคดีที่เธอพกสมุดบัญชีธนาคารมาด้วย อันที่จริงจิรัศยาตั้งใจไว้ว่าวันนี้จะนำมันไปอัพยอด แต่ในตอนนี้เธอกลับต้องไปถอนเงินในบัญชีธนาคารแทน หญิงสาวแอบใจหายนิดๆ แต่ก็คอยปลอบตัวเองว่าอีกไม่นานเงินก้อนนี้ก็จะกลับมาอยู่ที่เดิมของมัน

“ตอกบัตรได้แล้วจิ”

“จ้า แป๊บนึงๆ”

เสียงเรียกของกวิตาทำให้เธอเร่งมือเร็วขึ้น หญิงสาวถอดสูทพาดไว้กับพนักเก้าอี้แล้วสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า มือข้างขวาคว้าถุงใบใหญ่ขึ้นมาถือไว้ ถุงของคริสตัลทำให้จิรัศยาภูมิใจได้มากอย่างที่เธอเองก็เพิ่งเคยสัมผัสความรู้สึกนี้ และเมื่อจิรัศยาเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ เพื่อนพนักงานคนอื่นที่เห็นเธอถือถุงนั้นต่างก็ร้องกรี๊ดขึ้นมาเบาๆ โดยเฉพาะพนักงานหญิง

“นั่นอะไรอ่ะจิ”

“ร้านคริสตัลบนชั้นสามน่ะเหรอ”

“จิซื้ออะไรมา ขอดูได้มั้ย”

“ถูกหวยมาเหรอถึงมีเงินไปซื้อของในร้านนั้นได้น่ะ”

“อะไรเนี่ย เมื่อเช้ามีคนส่งรถอาหารเช้าจากโรงแรมหรูมาให้ ตกเย็นได้ของขวัญกล่องโตอีก คนให้คนเดียวกันรึเปล่าจ๊ะ”

ประชาสัมพันธ์หน้าบริษัทตัวเล็กๆ กลายเป็นจุดสนใจของพนักงานทุกคนตรงบริเวณจุดตอกบัตรเพื่อออกจากงาน นั่นทำให้จิรัศยารู้สึกเต็มตื้นอย่างประหลาด เพียงเพราะไม่ค่อยเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยนัก เธอไม่ได้เป็นที่สนใจของใครๆ มากมาย หญิงสาวก็แค่มาทำงานของตัวเองเงียบๆ นั่งคนเดียวหลังเคาน์เตอร์หน้าบริษัทนั่นตั้งแต่เช้าจรดเย็น ไม่มีโอกาสคุยเล่นกับใครเหมือนพนักงานคนอื่นๆ ที่นั่งรวมกันในโถงของออฟฟิศ ดังนั้นเมื่อเธอกลายเป็นจุดสนใจและได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งนั้นจึงกลายเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นสำหรับจิรัศยา และมันทำให้หญิงสาวขี้อายมีความสุขขึ้นมาอีกนิด

เธอไม่ได้ตอบ เอาแต่ยิ้มน้อยๆ อย่างเดียว แต่คนที่คุยจ้อแทนกลับเป็นกวิตา

“มันอาจจะเป็นพรหมลิขิตก็ได้นะพี่ ก็คนที่ทำชุดจิเปื้อนนั่นแหละ ทั้งส่งอาหาร ทั้งส่งชุดใหม่มาให้ พี่คิดดูว่าเขาจะรวยมากขนาดไหน เขาเป็นถึง…อุ๊ย!”

จิรัศยาหยิกหมับไปที่แขนของเพื่อน เพราะไม่อยากให้เธอคุยโวไปมากกว่านี้ ที่สำคัญเธอไม่อยากให้คนอื่นจับจ้องไปที่กัณฑ์อเนก หญิงสาวรู้สึกว่าเขาสูงส่งเกินไปสำหรับเธอ

“ไปเถอะตา เรามีเรื่องสำคัญที่ต้องทำไม่ใช่เหรอ”

“อ้อ ใช่ๆ งั้นไปนะคะทุกคน”

กวิตายกมือขึ้นโบกกลางอากาศราวกับนางงาม จากนั้นก็เดินควงแขนจิรัศยาออกจากออฟฟิศไป

“ทำไมไม่ให้เราพูดล่ะ”

“ก็ตาพูดเกินจริง”

“เกินจริงตรงไหน เราพูดความจริงทั้งนั้น”

จิรัศยาส่ายหน้าไม่เห็นด้วย แต่แก้มเริ่มแดงระเรื่อ เธอรีบเปลี่ยนเรื่องพูดในขณะที่ยังยืนรอลิฟต์อยู่

“จะไปธนาคารก่อนหรือกินข้าวก่อน”

กวิตายกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู

“ธนาคารในห้างปิดทุ่มนึงใช่มั้ย งั้นไปธนาคารก่อนแล้วค่อยไปกินข้าว เผื่อคนเยอะ” เธอพูดแล้วทำออดอ้อน “ขอบใจจิมากเลยนะ โบนัสออกเมื่อไรเราคืนทันทีเลย คืนเร็วด้วยเพราะเรามีบัญชีอีแบงกิ้ง ว่าแต่จิเถอะทำไมไม่ทำเป็นบัญชีที่โอนผ่านอินเตอร์เน็ตได้นะ สะดวกสบายจะตายไป ไม่ต้องไปรอคิวอย่างนี้”

จิรัศยาหัวเราะเบาๆ “ก็เราไม่อยากให้การถอนเงินมันสะดวกสบายเกินไปไง ให้มันลำบากหน่อยจะได้ไม่ต้องเบิกบ่อย”

“เออ มันก็จริงนะ” กวิตายอมรับด้วยสีหน้าสำนึกผิดนิดๆ “ลิฟต์มาแล้ว”

พนักงานจากหลายออฟฟิศบนชั้น 15 ที่ยืนออกันอยู่หน้าประตูค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าไปด้านใน แต่ก็มีเพียงบางส่วนเท่านั้นที่เข้าไปได้ ทิ้งให้คนอีกกลุ่มหนึ่งต้องรอลิฟต์ตัวต่อไป

บรรยากาศหลังเลิกงานในย่านธุรกิจกลางใจเมืองซึ่งแวดล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำนั้นค่อนข้างคึกคัก โดยเฉพาะช่วงนี้เป็นช่วงใกล้ปลายปี ผู้คนมักจะจับจ่ายเพื่อหาซื้อของขวัญปีใหม่สำหรับคนในครอบครัวหรือเพื่อนฝูง นอกจากนั้นยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ซึ่งเดินทางเข้ามาในกรุงเทพมหานครช่วงเทศกาลวันหยุดยาวจากก่อนวันคริสต์มาสไปจนถึงพ้นวันขึ้นปีใหม่อีกด้วย สองสาวเดินออกจากตัวตึกตรงทางออกของอาคารบนชั้นสอง ซึ่งมีทางเดินเชื่อมไปสู่สถานีรถไฟฟ้า พวกเธอเลี้ยวซ้ายซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามทางเข้าสถานี เพื่อมุ่งหน้าไปยังสกายวอล์กที่เชื่อมตึกสำคัญต่างๆ บนถนนเพลินจิตเข้าด้วยกัน

“ตกลงไปเซ็นทรัลเวิลด์นะ” กวิตาถาม

“อื้ม เราอยากกินข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่นที่นั่น ใครบอกจะเลี้ยงข้าวนะ ตั้งใจจะล้มทับให้เต็มที่เลย”

“ได้เลย ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว กินทุกเมนูในร้านก็ยังได้”

“โห ไม่ต้องเป็นเจ้าแม่บุญทุ่มขนาดนั้นหรอก เก็บเงินไว้ซื้อรถเถอะจ้ะ”

กวิตาหัวเราะคิกคัก แล้วสายตาก็เหลือบไปมองถนนเบื้องล่างซึ่งเป็นบริเวณสี่แยกราชประสงค์ เธอเห็นผู้คนและรถราขวักไขว่จนชินตา แต่ที่น่าสังเกตมากกว่าก็คือจำนวนคนที่เดินทางมากราบไหว้ขอพรในศาลของท่านท้าวมหาพรหม หน้าโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ ซึ่งท้าวมหาพรหมนี้เป็นเทวรูปองค์สีทองขนาดไม่ใหญ่นัก ท่านเป็นที่เคารพสักการะของบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะคนที่นับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาลนี้มีชื่อเสียงโด่งดังทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ เพราะผู้คนที่เคยมากราบไหว้และขอพรท่านนั้นมักจะเกิดผลสัมฤทธิ์ จนทำให้คนที่เคยมาแล้วนั้นอยากกลับมากราบไหว้และแก้บนอีกครั้ง

“วันนี้คนมาไหว้พระพรหมเยอะจัง ควันธูปลอยเหมือนมีไฟไหม้เลย”

จิรัศยาเห็นด้วย เสียงปี่พาทย์ของนางรำที่ทำหน้าที่รำแก้บนดังจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงพูดคุยกัน เธอจำต้องเอียงศีรษะเข้าหาเพื่อนเพื่อตอบ

“ใกล้ปีใหม่คนคงมาขอพรกันนั่นแหละ หรือไม่ก็แก้บน”

ทั้งสองไม่ได้หยุดเดิน เพราะมีเป้าหมายแล้วว่าจะไปที่ไหน จึงเดินไปคุยกันไปไม่เร่งรีบ

“จิเคยขอพรท่านมั้ย”

“เคยครั้งหนึ่ง ขอเฉยๆ นะไม่ได้บนบานอะไร”

“แล้วเรื่องอะไรเหรอ สำเร็จรึเปล่า”

จิรัศยาพยักหน้า

“จริงเหรอ เรื่องอะไร เล่าให้เราฟังหน่อยสิ”

“เรื่องงานที่ทำอยู่นี่แหละ วันที่เรามาสัมภาษณ์งานเรามาไหว้ท่านก่อน แล้วภาวนาขอพรให้ท่านช่วย เราบอกว่าถ้ามีวาสนาได้ทำงานแถวนี้จริงก็ขอให้ท่านมีเมตตาช่วยให้การสัมภาษณ์ผ่านไปด้วยดี ทำนองมาขอกำลังใจจากท่านน่ะ”

“โห แล้วก็สำเร็จเลย ดีจังนะ ท่านศักดิ์สิทธิ์จริงๆ”

สองสาวเดินพ้นสี่แยกราชประสงค์ไปแล้ว การมีทางเดินเชื่อมระหว่างตึกช่วยให้การเดินเท้ารื่นรมย์ขึ้น ทำให้ทางเข้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ดูเหมือนอยู่ไม่ไกลนัก จู่ๆ กวิตาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เธอกระตุกแขนของจิรัศยาแล้วหยุดเดินทันที

“แล้วนั่นล่ะ!”

“อะไร! ตกใจหมด ทำไมเหรอ”

“มีท่านท้าวมหาพรหมแล้วก็ต้องมีพระตรีมูรติ* จิรู้มั้ยว่าท่านมีความเชี่ยวชาญเรื่องอะไร”

จิรัศยาหัวเราะคิกคัก “พูดอะไรแบบนั้น เดี๋ยวท่านก็ไม่ช่วยให้สมหวังเรื่องความรักหรอก”

“อ้าว รู้นี่นา”

“ฟังเขาพูดมาน่ะ ไม่เคยไปขอด้วยตัวเองหรอก”

“งั้นก็ขอตอนนี้เลยสิ” กวิตาแกล้งยั่ว “พูดเลยๆ ตรงนี้แหละ”

“บ้าน่า พูดลอยๆ ได้ไง เสียมารยาท ถ้าจะขอก็ต้องซื้อเครื่องบูชาท่านด้วยสิ”

“อ้าว ท่านเป็นเทพ ท่านต้องได้ยินทุกเสียงของเรานั่นแหละ ไม่เชื่อก็ลองขอดู”

จิรัศยานึกสนุกตามเพื่อนไปด้วย เธอหลับตาแล้วพูด “ขอให้หนูเจอเนื้อคู่คนที่จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตสักทีนะคะ…อย่างนี้ได้มั้ย”

“น่าจะได้ เราก็จะรอดูว่าจะมีคนหล่อ รวย จิตใจดีเข้ามาเป็นเพื่อนเขยเมื่อไร”

ทั้งสองหัวเราะพร้อมกันแล้วเริ่มเดินอีกครั้ง จากทางเดินยกระดับตรงนั้นสามารถมองลงไปเห็นลานกว้างด้านหน้าของห้าง ซึ่งในมุมหนึ่งของลาน ฝั่งติดถนนพระรามที่หนึ่งนั้นมีมณฑปสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ สี่แยกนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานอยู่มากมาย ตรงที่กวิตาบุ้ยใบ้ให้จิรัศยาดูก็เช่นเดียวกัน

งานอดิเรกอย่างหนึ่งของกัณฑ์อเนกที่เขาโปรดปรานตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศก็คือ การสะสมรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ค่อนข้างแรงหรือเหมาะที่จะเป็นรถแข่ง หากไปพัทยาเมื่อใดก็เดาได้เลยว่าเขาต้องไปเพราะเรื่องนี้ ชายหนุ่มมีเพื่อนที่เปิดบริษัทนำเข้ารถยนต์ บางคนเป็นเจ้าของธุรกิจที่สนับสนุนนักกีฬาแข่งรถและยังเป็นเจ้าของสนามแข่งขันเสียด้วย กัณฑ์อเนกชอบความเร็วมาตั้งแต่เป็นวัยรุ่น แต่เพราะถูกห้ามจากมารดาไว้ทุกวันนี้เขาจึงไม่ได้เป็นนักแข่งรถอย่างที่ต้องการ อย่างเดียวที่เขาขอทำเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับสิ่งที่ชอบนั่นก็คือ การสะสมรถยนต์นั่นเอง

การมาพัทยาคราวนี้ไม่ได้มีเรื่องเร่งด่วนอะไร นอกจากการมาพบปะสังสรรค์กันตามประสาหนุ่มโสดแต่ไม่สดของเหล่าคุณชายผู้มาจากตระกูลมีอันจะกินทั้งหลาย และสถานที่นัดหมายกันวันนี้ก็เป็นคลับหรูแห่งหนึ่งในตัวเมืองพัทยาที่เพื่อนคนหนึ่งของกัณฑ์อเนกสั่งปิดเพื่อกลุ่มวีไอพีของเขาโดยเฉพาะ

กัณฑ์อเนกมาจอดรถที่หน้าคลับตอนเกือบทุ่ม เขาขับฟอร์ด มัสแตงสีน้ำเงินเข้มมาจากกรุงเทพฯ แวะเข้าไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คอนโดมิเนียมส่วนตัวแล้วจึงมาโผล่ที่นี่ ตลอดวันเพื่อนๆ ต่างโทรศัพท์ตามตัวเขายิก ดังนั้นเมื่อชายหนุ่มส่งสัญญาณไปว่าใกล้ถึงที่นัดหมายแล้วเพื่อนสนิทของเขาจึงออกมายืนรอรับด้านนอก

“มาแล้วพระเอกของเรา…เฮ้! เพื่อน”

“หวัดดีไอ้ป้อง”

กัณฑ์อเนกเดินไปหาปกป้องด้วยรอยยิ้มกว้าง จากนั้นคนตัวสูงใหญ่ทั้งคู่ต่างก็กอดทักทายกันตามประสาเพื่อนรัก

“วันนี้คนเยอะมั้ย”

คนที่เพิ่งมาใหม่บุ้ยใบ้ไปทางประตูทางเข้าคลับซึ่งตรงนั้นมีพนักงานต้อนรับยืนรออยู่สองคน

“เยอะ ไอ้ภพเอานักแข่งรถที่เพิ่งชนะการแข่งขันมาฉลองด้วย เริ่มกรึ่มๆ แล้วล่ะ กินกันตั้งแต่ห้าโมงเย็น”

ปกป้องพูดถึงเอกภพ ซึ่งเป็นเจ้าของสนามแข่งรถในเมืองพัทยา

“ว้าว แล้วมึงล่ะเมารึยัง”

“ยัง กูรอเมาพร้อมมึงเนี่ย ไป เข้าไปข้างใน”

ปกป้องกอดคอกัณฑ์อเนกเข้าไปข้างในคลับ เขาเป็นลูกชายคนเดียวของเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ในภาคตะวันออก และเป็นคนที่อยู่เบื้องหลังการช่วยกว้านซื้อที่ดินในโครงการหาแหล่งกักเก็บน้ำดิบของบริษัทเฟรชคูล ด้วย เมื่อเดินผ่านพนักงานต้อนรับและประตูอัตโนมัติไปแล้วก็เหมือนการเข้าสู่โลกอีกใบหนึ่งซึ่งแตกต่างจากข้างนอกอย่างสิ้นเชิง ไม่มีแสงสว่างตามธรรมชาติ มีเพียงแสงไฟสลัวที่ส่องเฉพาะจุด ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่มืด กัณฑ์อเนกต้องพยายามปรับสายตาของตัวเองอยู่ครู่หนึ่งจึงจะเริ่มชิน

เขาเห็นบาร์เครื่องดื่มขนาดใหญ่ โซฟาทรงกลม และผู้คนมากมาย แต่เสียงต่างหากที่ทำให้เขาเริ่มคุ้นชินกับสถานที่

“ทางนี้โว้ยกัณฑ์”

“โน่น ไอ้ภพอยู่ที่บาร์”

ปกป้องตบบ่าของกัณฑ์อเนกให้เดินตามเขาไป เอกภพยิ้มเผล่รออยู่ ในมือมีแก้วเหล้า และข้างกายก็มีหญิงสาวนุ่งสั้นนั่งอยู่ข้างๆ ด้วย เขาเป็นผู้ชายโครงร่างใหญ่และน้ำหนักเยอะ แต่ใบหน้าดูเป็นคนใจดี

“มีผู้หญิงด้วยเหรอ” กัณฑ์อเนกกระซิบถาม

“พริตตี้จากสนามแข่งตามมาฉลองด้วย”

น้ำเสียงของปกป้องบอกให้รู้ว่าไม่ค่อยชอบใจนัก เพราะโดยปกติหากพวกเขานัดสังสรรค์กันเองก็จะไม่มีผู้หญิงมาร่วมวงด้วย เมื่อทั้งสองคนเดินไปถึงบาร์เอกภพก็ลุกขึ้นมากอดทักทายกัณฑ์อเนก ส่วนปกป้องนั้นได้หันไปสั่งเครื่องดื่มที่บาร์ให้เพื่อน

“วันนี้ไม่เมาไม่เลิก ฉลองนักแข่งในสังกัดกูชนะ”

“งั้นมึงควรเลิกไอ้ภพ มึงเมาแล้ว”

“บ้า…”

คนไม่เมาปฏิเสธเสียงอ่อน แก้มทั้งสองข้างแดงระเรื่อ เอกภพมีรูปร่างหนามากกว่าเพื่อนอีกสองคน คงเพราะบวมแอลกอฮอล์ตามสภาพของนักดื่มตัวยง เขายกมือเชิงไล่ผู้หญิงซึ่งเคยนั่งอยู่ข้างๆ ให้ออกไปก่อน แต่ก่อนออกไปเธอคนนั้นยังอุตส่าห์ส่งสายตาหวานฉ่ำมาให้กัณฑ์อเนก ชายหนุ่มไม่ได้สนใจ เขานั่งลงบนเก้าอี้แทนที่เธอแล้วเริ่มสัมภาษณ์เพื่อนเก่าสมัยเรียนด้วยกันที่ต่างประเทศ

“หมดฤดูกาลรึยัง”

“ยัง เหลืออีกสองแมตช์ แม่งนักแข่งรุ่นนี้มันโคตรเก่ง ไม่เสียแรงที่ทุ่มซื้อตัวมา”

“เฮ้ย ชมรถด้วย รถล็อตล่าสุดของมึงมันสุดยอด”

“จริงครับพี่ นั่นก็คือล็อตที่พี่ซื้อด้วยคันหนึ่งครับ” เอกภพล้อ “แล้วลองขับแบบเต็มสปีดรึยัง”

“ก็รอสนามมึงว่างอยู่เนี่ย”

“ได้ๆ เดี๋ยวให้เด็กล็อกวันว่างให้ ทีนี้คุณชายกัณฑ์จะมาลองรถใหม่ก็ได้เลยครับ เดี๋ยวผมเตรียมสนาม อาหาร เครื่องดื่ม และสาวๆ ไว้รอต้อนรับ”

“สาวๆ ไม่ต้อง! เดี๋ยวแม่กูมาฆ่ามึงด้วยอีกคน”

“อุ๊ย!”

เอกภพแกล้งสะดุ้ง ต่างก็รู้ดีว่าห้ามยุ่งกับเรื่องรักของกัณฑ์อเนกเด็ดขาด เพราะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวที่ชายหนุ่มจะสามารถจัดการเองได้ แต่มันคือเรื่องของธุรกิจที่มารดาจะต้องดำเนินการให้เท่านั้น หากเขาจะมีภรรยาก็ต้องเป็นคนที่สามารถทำให้มูลค่าหุ้นในตลาดของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นได้ด้วย นั่นคือเป้าหมายสำคัญ

ปกป้องกลับมารวมกลุ่มพร้อมเครื่องดื่มในมือสำหรับทั้งตัวเองและกัณฑ์อเนก เขาไม่ยอมนั่งแต่ยืนคุยตรงกลางระหว่างเก้าอี้ของเพื่อนทั้งสอง

“นักแข่งดื่มเก่งเหมือนเจ้าของสนามเลยว่ะ พรุ่งนี้ไม่มีแข่งอีกใช่ไหม กลัวมันเอารถมึงไปชนฉิบหายหมด”

“ไม่ๆ พักสามวัน ให้มันเมาเถอะ ไอ้นี่เก่งแต่เครียดง่าย พอมันชนะมันเลยต้องการปลดปล่อย”

“ได้ปลดปล่อยทั้งคืนแน่ ผู้หญิงสี่ห้าคนนั่งล้อมอยู่ตรงนั้น”

ปกป้องพยักพเยิดไปทางโซฟาทรงกลมซึ่งตอนนี้มีกลุ่มคนราวเจ็ดคนใช้พื้นที่ตรงส่วนกลางห้องอยู่ พวกเขาเริ่มส่งเสียงดังเอะอะ ฝ่ายผู้ชายร้องเพลงและผู้หญิงก็ปรบมือให้จังหวะ แต่ในเมื่อเอกภพซึ่งเป็นเจ้าภาพยังพึงพอใจกับเหตุการณ์ตอนนี้อยู่จึงไม่มีใครกล้าห้าม การปิดคลับเพื่อการฉลองส่วนตัวก็มีข้อดีอยู่ตรงนี้ ใครอยากจะทำอะไรก็ทำได้

“ไม่มีเด็กอายุต่ำกว่ายี่สิบปีนะมึง” ปกป้องถามเอกภพ

“ไม่มี ออร์แกไนเซอร์ที่ดูแลพริตตี้กรองมาให้แล้ว กูไม่พลาดน่าเรื่องแบบนี้” เอกภพหันกลับไปสนใจกัณฑ์อเนก “คุณหญิงแม่ของผมเป็นยังไงบ้างครับ”

“สบายดี เพิ่งเจอกันเมื่อเช้า”

“เอ้า ไม่ได้นอนบ้านเดียวกันเหรอ”

“ไม่ กูออกมาอยู่คอนโดฯ”

“แล้วแม่ยอม?”

“ยอมกันคนละเรื่อง แม่กลัวไม่มีคนทำงานให้เลยต้องยอม”

สามหนุ่มหัวเราะอย่างรู้ใจกัน

“นี่กิ่งก็ใกล้จะกลับมาแล้ว”

“กูว่างานมงคลของมึงคงใกล้เข้ามาเต็มทีแล้วว่ะ” ปกป้องขู่ “ถ้าน้องกิ่งกลับมาเมืองไทยก็คงต้องมีงานใหญ่ให้ออกแหละ”

“กูยังไม่รู้เลยว่าจะแต่งกับใคร แล้วมันจะมีงานได้ยังไงวะ”

เอกภพหัวเราะคิกคัก “หน้าที่หาลูกสะใภ้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณหญิงแม่เถอะ เชื่อกู ถ้ามึงหาเองเขาก็ไม่ถูกใจอยู่ดี”

“เออ จริง”

ปกป้องเห็นด้วย แต่กัณฑ์อเนกหัวเราะไม่ออก เขายกเครื่องดื่มขึ้นจิบพลันสายตาก็ไปหยุดที่ชายหญิงสามคนที่กำลังกึ่งลากกึ่งจูงกันอยู่ ชายหนุ่มมองเงียบๆ ลักษณะของชายคนนั้นดูจะมึนเมาเต็มที่ เพราะต้องให้ผู้หญิงสองคนคอยประคองปีกไป แต่เขาก็ยังอุตส่าห์ตะโกนบอกคนรอบตัว

“จะไปฉี่ อย่าเพิ่งกลับนะทุกคน ขอแชมป์ไปฉี่ก่อนแล้วจะกลับมาดื่มต่อ ไปสาวๆ พาพี่ไปห้องน้ำที”

แขนทั้งสองข้างโอบกอดหญิงสาวทั้งคู่แล้วเดินโผเผไปทางห้องน้ำของคลับ กัณฑ์อเนกส่ายหน้าช้าๆ สิ่งนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับเขา แม้เขาจะดื่มแต่เขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองขาดสติโดยเด็ดขาด เขามีชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ต้องรักษาไว้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อวงศ์ตระกูลและธุรกิจของเขาด้วย

“แล้วเรื่องเลือกประธานบริหารคนใหม่จะเริ่มเมื่อไรวะกัณฑ์ น้องกิ่งกลับมาอย่างนี้คงไม่ใกล้ไม่ไกลนี้ล่ะมัง”

“ใช่” เขาหันมาสนใจปกป้อง “ช่วงนี้แม่ก็เลยเข้มงวดกับกูมากเลยไง ขยับตัวไปไหนแทบไม่ได้”

“ไม่จริงมั้ง วันนี้มาพัทยายังไม่มีเจ้ารณมาคุมเลย”

“ฮะฮะฮ่า กูหาเรื่องให้เลขาฯ ทำงาน ตัวเองจะได้หนีมาที่นี่ต่างหาก…พรุ่งนี้ก็มีงานนะ”

“งั้นคืนนี้ก็นอนคอนโดฯ ที่พัทยาสิ”

“เออ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับ มีงานช่วงบ่าย”

แล้วเอกภพก็แทรกเข้ามาคุยโม้เรื่องสนามแข่งรถของเขา ซึ่งตอนนี้กำลังเฟื่องฟูและเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นมาก เดือนหน้าก็จะมีการแข่งรถยนต์ระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะมีดารานักแข่งระดับโลกมาลงแข่งขันในสนามของเอกภพอีกหลายคน กัณฑ์อเนกก็พลอยชื่นชมกับความสำเร็จของเพื่อนไปด้วย แต่คุยกันได้ไม่นานก็มีคนส่งเสียงดังทำลายบรรยากาศขึ้น เสียงตะโกนนั้นดังมากจนเสียงเพลงที่เปิดไว้ในคลับยังไม่สามารถกลบมันได้

“ไม่หายใจๆ ตายแล้ว ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยที ผมไม่ได้ทำนะ ผมไม่ได้ทำ ผู้หญิงคนนั้นช็อกไปเอง!”

“อะไรวะ! นักแข่งรถของกูเป็นอะไรวะ”

เอกภพลุกขึ้นยืนจากนั้นก็พุ่งตรงไปที่ต้นกำเนิดของเสียง ซึ่งตอนนี้กำลังวิ่งพล่านไปทั่ว ปกป้องมีสติดีกว่า เขารีบบอกให้เพื่อนอยู่นิ่งๆ

“มึงนั่งอยู่นี่ก่อน เดี๋ยวกูไปดูเอง”

จากนั้นอีกหลายคนก็วิ่งกรูกันเข้าไปในห้องน้ำรวมถึงเอกภพกับปกป้องด้วย กัณฑ์อเนกยังคงนั่งอยู่ที่เดิมตามคำสั่งของเพื่อน แต่เขาก็เปิดหูเปิดตากว้างเพื่อเก็บบรรยากาศอันแสนวุ่นวายในช่วงนี้ไว้ ไม่ถึงสองนาทีปกป้องก็กลับมาหา…

“ไอ้กัณฑ์ ออกไปจากที่นี่เถอะ”

“เกิดอะไรขึ้นวะ” กัณฑ์อเนกอยากรู้

“ไม่ดีแล้ว พริตตี้คนหนึ่งช็อกหมดสติ อาจจะมีเรื่องยาด้วยรึเปล่ากูก็ไม่แน่ใจ ตอนนี้มีคนกำลังปั๊มหัวใจให้อยู่ ไอ้นั่นท่าจะเล่นแรง ตอนกูเข้าไปเห็นคือผู้หญิงเปลือยท่อนบนนอนนิ่งอยู่ที่พื้นแล้ว ส่วนอีกคนก็เอาแต่ร้องไห้เสียขวัญอยู่”

“อะไรวะ มันพาผู้หญิงไปมีเซ็กซ์ในห้องน้ำของคลับเหรอ ไอ้บ้าเอ๊ย!”

“เอาเถอะ ไม่ใช่เรื่องของมึง ออกไปตอนนี้ดีกว่า อีกไม่นานรถพยาบาลจะมาถึง กูกลัวว่าตอนนั้นตำรวจกับนักข่าวก็จะตามมาด้วย พัทยามันเป็นเมืองเล็กนะ มีเรื่องทำนองนี้เมื่อไรได้เป็นข่าวดังเมื่อนั้น”

“แล้วไอ้ภพล่ะ”

“ไม่ต้องห่วงมันหรอก มันสติแตกอยู่ เดี๋ยวกูอยู่เป็นเพื่อนมันเอง มึงไปก่อนเลย”

กัณฑ์อเนกยังห่วงหน้าพะวงหลังจนปกป้องต้องผลักหลังให้เขาออกเดิน

“ไปเร็ว มึงคงไม่อยากให้แม่เห็นมึงอยู่ในข่าวนี้ใช่ไหม”

ชายหนุ่มหันไปสบตากับเพื่อนสนิทแล้วต้องยอมรับว่าปกป้องพูดถูก “งั้นฝากดูแลไอ้ภพด้วยนะ กูจะกลับไปที่คอนโดฯ มีอะไรก็โทรมาแล้วกัน”

“เออๆ ไปเถอะ”

กัณฑ์อเนกจำเป็นต้องเดินออกจากคลับไป ในตอนที่เขากำลังจะเปิดประตูรถยนต์ส่วนตัวนั้น ชายหนุ่มก็ได้ยินเสียงไซเรนของรถพยาบาลดังแว่วๆ มาแต่ไกล

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

หน้าที่แล้ว1 of 9

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: