บทที่ 53
ความจริงแล้วหากลองคิดดีๆ เหตุการณ์ครั้งแรกนั้นถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย สถานการณ์คับขันคนทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกันจึงได้แต่คายส่งให้กันทางปาก
ภายหลังตอนมอบคืนสถานการณ์มิได้จวนตัวเช่นนั้นแล้วก็น่าจะมีวิธีอื่นอยู่บ้างจริงๆ
อย่างน้อยก็ไม่น่าจะต้องประกบริมฝีปากแนบชิดกันถึงเพียงนั้น!
ยิ่งไปกว่านั้นเจ้าศิษย์เนรคุณผู้นั้นยังทำ ‘ล้มเหลว’ หลายครั้ง เอาเปรียบนางหน้าซื่อๆ
ฉินหลิงเซียวสมแล้วที่เป็นศิษย์ของเว่ยเจี๋ยมาหลายปี เขามองนิสัยแย่ๆ ของปรมาจารย์วิถีมารของตนเองออกอย่างเฉียบขาดแม่นยำยิ่ง
ครั้นชุยเสียวเสี่ยวคิดได้ดังนี้ก็ลงจากเขาอย่างเร็วรี่ประหนึ่งติดเพลิงไว้ใต้ฝ่าเท้า
สองสามวันมานี้เว่ยเจี๋ยออกไปสืบข่าวคราวตลอด นางคะเนเวลาดู เขาก็น่าจะกลับมาแล้ว
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวกลับมาถึงคฤหาสน์ก็เห็นเว่ยเจี๋ยนั่งอยู่ที่ลานเรือน กำลังฟังอวี๋หลิงเอ๋อร์ที่ลากถังโหย่วซู่กลับมาฟ้องความ
แต่เมื่อชุยเสียวเสี่ยวเดินจ้ำๆ ปึงปังดั่งติดเพลิงไว้ใต้ฝ่าเท้าเข้ามาในบ้าน ทั้งยังแผ่ไออำมหิตจิตอาฆาตออกมารอบกาย อวี๋หลิงเอ๋อร์พลันรู้สึกขนลุกขึ้นมา เสียงพูดถึงกับเบาลงไปสามส่วนโดยไม่รู้ตัว
เว่ยเจี๋ยยืดเหยียดขาทั้งสองข้าง ก่อนจะลุกขึ้นหมายพูดคุยกับชุยเสียวเสี่ยว แต่นางไม่แม้แต่จะมองเขาด้วยซ้ำ เพียงใช้ไหล่กระแทกชนตัวเขาแล้วเดินประคองกล่องขนมเปี๊ยะเข้าเรือนไป
เมื่อครู่เว่ยเจี๋ยฟังอวี๋หลิงเอ๋อร์มาเล่าฟ้องวกไปวนมาส่งเดช พอจับความได้ว่าอาจารย์ของเขาพาศิษย์หลานของนางไปกระทำเรื่องไม่ดีไม่งามในป่า
แต่เขาไม่คิดว่าชุยเสียวเสี่ยวจะนึกอยากฝึกวิชาสำนักร่วมเริงรมย์เช่นนั้น นางคงจะเห็นถังโหย่วซู่แล้วคิดถึงบิดาที่ลาลับไปนานแล้วของนางเสียมากกว่า
เพราะชุยเสียวเสี่ยวเคยเล่าว่าถังโหย่วซู่หน้าตาเหมือนบิดาของนาง แม้ภายหลังเว่ยเจี๋ยจะได้ยินนางเผลอพูดว่าตนเองกำพร้าบิดามาตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดาจึงไม่เคยเห็นหน้าบิดามาก่อนก็ตาม
บางทีบิดาในภาพคิดของนางอาจจะเป็นเงาซ้อนทับกับภาพของถังโหย่วซู่กระมัง?
ครั้นแล้วชุยเสียวเสี่ยวก็กลับมาพอดี เดิมทีเว่ยเจี๋ยคิดว่าหลังจากอวี๋หลิงเอ๋อร์ก่อกวนปั่นป่วนครั้งนี้ ตอนชุยเสียวเสี่ยวกลับมาคงจะทำหน้าวางตัวไม่ถูกอยู่บ้าง เขาเห็นว่าจะต้องออกหน้าปลอบโยนนางเสียหน่อย
แต่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าชุยเสียวเสี่ยวจะเดินกระแทกกระทั้นเข้ามาชนตัวเขาออกอย่างไม่นับหกญาติ ทำราวกับว่าเขาเป็นคนที่ดึงมือศิษย์หลานของนางไม่ยอมปล่อยอย่างไรอย่างนั้น
เว่ยเจี๋ยลูบต้นแขนของตนเองพลางตามหลังชุยเสียวเสี่ยวไปติดๆ แล้วรินน้ำส่งให้นางอย่างเคยชิน เมื่อเห็นนางหน้าตาบูดบึ้งก็กระเซ้าว่า “เป็นอะไรไปเล่า เอาเปรียบศิษย์ในสำนักยังไม่หนำใจจนต้องโกรธหน้าตาบูดเบี้ยวไปหมดเลยหรือ เช่นนั้นข้าให้เจ้ายืมมือไปลูบคลำเองดีหรือไม่เล่า”
ชุยเสียวเสี่ยวมิได้รับถ้วยน้ำมา เพียงนั่งลงข้างโต๊ะแล้วชำเลืองมองเว่ยเจี๋ย “ข้าขอถามเจ้า วิธีโอนถ่ายโอสถภายในมีเพียงการใช้ปากคายส่งให้อีกฝ่ายวิธีเดียวเท่านั้นหรือ”
หลังจากคืนโอสถภายในไปครั้งนั้น ชุยเสียวเสี่ยวสั่งกำชับเขาให้ลืมเหตุการณ์นี้เสีย ทั้งอาจารย์และศิษย์จะไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีก
ไม่คาดคิดว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วันชุยเสียวเสี่ยวกลับเป็นฝ่ายทำลายกฎนี้เสียเอง
เว่ยเจี๋ยค่อยๆ คลี่ยิ้มเผยฟันขาวสะอาด จากนั้นก็นั่งลงข้างนางแล้ววางศอกบนโต๊ะ เท้าคางลอยหน้าลอยตาอย่างไม่รู้สึกรู้สา “ไหนเจ้าบอกว่าให้ลืมเรื่องนี้ไป แล้วไยถึงพูดขึ้นมาอีกเล่า”
ใบหน้าของเว่ยเจี๋ยงดงามปานภูตมาร แต่เมื่อแย้มยิ้มอย่างจริงใจ เผยเขี้ยวพยัคฆ์แวววาวน่าเอ็นดูคู่นั้นก็ยิ่งดูไร้เดียงสาเพิ่มขึ้นอีกหลายส่วนอย่างบอกไม่ถูก ลดแววเล่ห์ร้ายดุดันตามปกติของเขาลงได้ไม่น้อย
ชุยเสียวเสี่ยวเห็นรอยยิ้มหล่อเหลาและสดใสเช่นนี้ก็หยิบถ้วยน้ำขึ้นจิบเงียบๆ อึกหนึ่ง พยายามกุมสติไม่ให้ถูกบุรุษยั่วยวนให้ลุ่มหลง
“ฉินหลิงเซียวบอกข้าว่าการถ่ายโอนโอสถภายในมีมากมายหลายวิธี ไฉนเจ้าไม่บอกข้า”
เขี้ยวพยัคฆ์ของเว่ยเจี๋ยค่อยๆ ผลุบหายไปด้านหลังริมฝีปากบาง ดวงตาของเว่ยเจี๋ยวูบไหวเล็กน้อย “เจ้าไปพบเขามาเมื่อไร เขาพูดอะไรกับเจ้าบ้าง”
ชุยเสียวเสี่ยวเล่าเรื่องที่ฉินหลิงเซียวตามมาหานางเมื่อครู่คร่าวๆ รวมทั้งสิ่งที่เขาบอกกับนาง จากนั้นจึงถามเว่ยเจี๋ยกลับ “เจ้าโกหกข้า ยังจะอธิบายว่าอะไรอีก”
เว่ยเจี๋ยแค่นหัวเราะ “เจ้าทำร้ายบิดาของเขา เขาเลยตามมายุแยงเราสองคน แล้วยังมอบขนมเปี๊ยะให้เจ้าอีก? ถ้าข้าเป็นบิดาเขาคงได้จับเจ้าลูกเนรคุณนี่หลอมเป็นกระบี่สังเวยฟ้า เจ้าพวกต่ำช้าเลี้ยงไปก็เสียข้าวสุกเปล่าๆ!”
ชุยเสียวเสี่ยวนึกขำทั้งที่ยังโกรธ “คิดๆ ดูแล้วเขามิได้คิดบัญชีแค้นแทงข้าเป็นรูพรุน เจ้ายังไม่พอใจอีกหรือ”
เว่ยเจี๋ยไล่มองสังเกตชุยเสียวเสี่ยวด้วยสีหน้าหยั่งเชิง “เจ้าดูไม่ออกหรือว่าฉินหลิงเซียวผู้นั้นคิดอย่างไรกับเจ้า”
ชุยเสียวเสี่ยวมิได้โง่เง่า ย่อมรู้ว่าฉินหลิงเซียวคิดอะไรกับตนเองอยู่บ้าง เรื่องที่ตัวปลอมของฉินหลิงเซียวในเมืองมายากระทำนั้นนางก็ยังจำได้อย่างชัดเจน
แน่นอนว่านี่ยังมิได้ตัดความเจ้าคิดเจ้าแค้นของฉินหลิงเซียวผู้ซึ่งเคยนอนฟืนแข็งชิมดีขม ยอมแฝงตัวอยู่ใกล้เว่ยเจี๋ยในตอนนั้น เขาอาจจะหลอกให้ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกดีกับตนแล้วคอยหาโอกาสแก้แค้นแทนบิดาก็เป็นได้
เพียงแต่ตอนนี้นางอยากจะตักเตือนผู้ที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า นางอาศัยเวลาที่เว่ยเจี๋ยยังไม่เกิดความคิดร้ายกาจอย่างจอมมารมากนัก ดึงรั้งเขาไม่ให้มีใจลิงจิตม้า* ที่ไม่ควรจะมีไว้แต่เนิ่นๆ
เพราะถึงอย่างไรนางและเขาก็ไม่อาจเป็นเพียงคนเคยพบผ่านหน้า แต่ก็เหมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า ‘คุณธรรมกับความชั่วช้าไม่อาจยืนอยู่ร่วมกัน’ และ ‘อาจารย์และศิษย์ไม่อาจนอนร่วมเตียง’
ยิ่งไปกว่านั้นแท้จริงแล้วในสองร้อยปีข้างหน้า คนทั้งสองยังมีความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์คือเป็นอาจารย์ปู่กับศิษย์หลานกันอีกด้วย
ลูกไม้ที่เขาใช้ล่อลวงเด็กสาวก็เอาไว้ใช้กับผู้อื่นเถิด!
เพียงแต่สิ่งที่ศิษย์ผู้นี้ของนางเชี่ยวชาญที่สุดก็คือ ‘สี่ตำลึงปาดพันชั่ง’
ชุยเสียวเสี่ยวถามจี้เขาถึงเพียงนี้แล้ว เว่ยเจี๋ยก็ยังเสไปแกะกล่องขนมเปี๊ยะของฉินหลิงเซียวอย่างสบายอารมณ์ พูดอย่างใจเย็นว่า “แม้แต่อาจารย์ยังไม่รู้ว่ามีวิธีอื่น แล้วข้าผู้เป็นศิษย์จะรู้ได้จากที่ใด เขาพูดแค่ไม่กี่คำ เจ้าก็ตามมาเอาผิดกับข้าแล้วหรือ เขาเป็นใครมาจากที่ใด เป็นอาจารย์เขยของข้าอย่างนั้นรึ”
ชุยเสียวเสี่ยวถูกเว่ยเจี๋ยยั่วโมโหจนพูดไม่ออก ได้แต่แค่นยิ้มตอบโต้ว่า “ข้าจัดการศิษย์เนรคุณไม่อยู่ ดูท่าคงต้องหาอาจารย์เขยที่เก่งกาจให้เจ้าสักคนแล้วจริงๆ”
เว่ยเจี๋ยหัวเราะไม่ออกบ้าง เขามองชุยเสียวเสี่ยวด้วยสายตาลึกซึ้งเกินหยั่ง จากนั้นสายตาก็เลื่อนไปหยุดที่กล่องขนมเปี๊ยะ ภายในกล่องมีแต่ขนมเปี๊ยะที่ทำขึ้นอย่างพิถีพิถัน หากมองผ่านๆ อาจคิดว่าเป็นผลไม้ เพราะขนมเปี๊ยะนั่นทำเป็นรูปผลมี่เถา ผิงกั่ว และยังมีกระต่ายขาวตัวเล็กๆ น่ารักตัวหนึ่งด้วย แต่ละชิ้นประณีตสมจริง เมื่อหยิบขึ้นมาบิออกภายในยังเต็มไปด้วยไส้หอมหวนชวนกิน
เจ้าหนูแซ่ฉินนี่ยอมควักเลือดทุ่มเงินหนักจริงๆ!
เว่ยเจี๋ยหยิบขนมเปี๊ยะแสนประณีตชิ้นหนึ่งขึ้นกัดอย่างไม่เกรงใจ จากนั้นก็ขมวดคิ้ว “รสอะไรแปลกๆ ไม่อร่อยเลยสักนิด!”
เว่ยเจี๋ยไม่รอให้ชุยเสียวเสี่ยวอ้าปากก็เหวี่ยงแขนยาวๆ คราหนึ่ง ขนมเปี๊ยะทั้งกล่องซึ่งน่าจะต้องจ่ายถึงสิบตำลึงเงินก็ถูกเขาโยนออกไปนอกหน้าต่าง เข้าไปในเล้าหมูข้างลานเรือนด้านหลัง
ดูที่เขาทำสิ! ถ้าไม่บอกอาจทำให้คนเข้าใจว่าเขาต่างหากที่เป็นเจ้าสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานตัวจริง
ชุยเสียวเสี่ยวโกรธมากจนตบศีรษะเขา “ของนี่คนเขามอบให้ข้า ต้องให้เจ้ามาเจ้ากี้เจ้าการรึ!”
แต่เว่ยเจี๋ยกลับฉวยโอกาสนี้จับข้อมือเรียวของนางไว้แล้วดึงตัวนางเข้ามาในอ้อมแขนของเขา พร้อมก้มลงเอาหน้าผากแนบกับหน้าผากนางพลางกระซิบเบาๆ “เอาล่ะๆ ข้าผิดเอง เช่นนั้น…ข้าพาเจ้าเข้าเมืองไปซื้อของอร่อยชดเชยให้เจ้าดีหรือไม่”
ชุยเสียวเสี่ยวไม่ทันตั้งตัว ใบหน้าอยู่ใกล้กับเขามากถึงเพียงนี้ เห็นคิ้วเรียวกระบี่ สันจมูกสูงโด่ง อีกทั้งมุมปากที่อมยิ้มเล่ห์ร้าย แก้มของนางพลันร้อนฉ่าขึ้นมาอย่างควบคุมไม่อยู่
นางไม่ต้องส่องคันฉ่องก็เดาได้ว่าใบหน้าของตนแดงซ่านดุจอรุณเบิกฟ้าแล้ว
เว่ยเจี๋ยจ้องมองอาจารย์ผู้น่าเอ็นดูในอ้อมแขนของตนด้วยสายตาเร่าร้อน พวงแก้มสีชมพูนั้นดูแล้วน่าหอมหวานยิ่งกว่าขนมเปี๊ยะผลมี่เถาเสียอีก…
จู่ๆ ชุยเสียวเสี่ยวก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วผลักเขาออกไปทันใด
ฉินหลิงเซียวพูดไว้ไม่ผิดเลย จอมมารผู้นี้ล่อลวงแม่นางน้อยได้คล่องแคล่วมาแต่เกิดราวกับปลาได้น้ำเลยจริงๆ
พลั้งเผลอเพียงนิดเดียวก็อาจถูกเขาหลอกพรากวิญญาณให้หลุดลอยได้
ตอนนี้นางเคราะห์ร้ายต้องกลายเป็นมารแทนเขา หากถูกเขายั่วยวนจนหน้ามืดตามัวอีก นางไม่ต้องยกชีวิตให้เขาไปเลยหรือ
เว่ยเจี๋ยรู้ดีว่าเวลาชุยเสียวเสี่ยวหงุดหงิดจริงๆ จะมีท่าทางเช่นไร ก่อนที่ ‘แมวน้อยจอมดุ’ จะข่วนหน้าคน เขารีบหยุดการกระทำ ไม่เซ้าซี้นางต่อ “ที่เจ้าคนแซ่ฉินนั่นพูดก็มีเรื่องจริงอยู่บ้าง มีคนกำลังใส่ร้ายสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานของเราให้เสื่อมเสียชื่อเสียง”
สองวันมานี้เว่ยเจี๋ยพาชาวเผ่าจิ้งจอกหลายคนออกไปสืบข่าวคราว เห็นในตำบลอำเภอใกล้เคียงมีภาพวาดเหมือนของเขาและชุยเสียวเสี่ยวแปะอยู่เต็มไปทั่ว
ส่วนในหมู่บ้านละแวกนี้ก็เกิดเหตุที่ชาวไร่ชาวนาถูกจับไปสูบเลือดจนแห้งตาย แล้วจับห้อยแขวนไว้บนต้นไม้ในป่า
บางคนไปเล่าอย่างจริงจังว่าเห็นตอนที่สองคนในภาพวาดนั้นก่อเหตุมากับตา โดยสตรีนั้นปล่อยผมยาวสยายทั้งศีรษะ ใช้กรงเล็บดำทำร้ายคน ชั่วประเดี๋ยวเดียวก็กลายเป็นมาร
ครั้นแล้วทางการก็ตั้งรางวัลนำจับไว้สูงลิ่ว เชิญชวนให้ผู้มหัศจรรย์มากความสามารถจากแต่ละที่มาจับจอมมารทั้งสองแห่งสำนักยันต์คาถา ช่วยชาวประชากำจัดทุกข์ภัย
เหตุการณ์ช่วงนี้ไม่มีในตำราลับของท่านอาจารย์เลย
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือเหตุการณ์ที่ชาวบ้านจำนวนมากล้มตายลงอย่างปริศนานี้ เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เพิ่งเกิดขึ้นหลังจากที่นางย้อนมิติทะลุเวลามายังภพนี้นั่นเอง
ชุยเสียวเสี่ยวเดินวนไปวนมาอยู่ที่เดิมหลายรอบ ก่อนจะถามเว่ยเจี๋ยว่า “พวกเราต้องไปสืบที่หมู่บ้านเหล่านั้นเพื่อดูว่าจะเจอเบาะแสอะไรบ้างหรือไม่”
เว่ยเจี๋ยกล่าวว่า “ข้าเคยไปมาแล้ว บนไหล่ของคนตายเหล่านั้นล้วนถูกตะปบแตกและเสียเลือดมากจนตาย…”
ชุยเสียวเสี่ยวได้ยินดังนี้ก็พลันนึกถึงเรื่องที่ตนเองเคยตะครุบไหล่ของฉินเฮ่อประมุขหอเทียบเมฆาได้ทันที ดูท่าจะมีคนหยิบยกเอาเหตุครั้งนั้นมาจัดฉากสังหารชาวบ้านเพื่อใส่ร้ายนาง
ผู้ที่สามารถใช้อุบายเช่นนี้ได้คงหนีไม่พ้นพวกฉินเฮ่อผู้เคยบาดเจ็บกระดูกแตกหักจนแทบเอาตัวไม่รอดมาแล้วและวั่นเหลียนซือแห่งสำนักภูตผีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง
ส่วนวั่นเหลียนซือผู้นั้นก็เป็นลิ่วล้อที่ชั่นอ๋องใช้มาอีกที ช่างเป็น ‘แมลงพิษ’ ที่ถูกมัดร้อยบนเชือกเดียวกัน สมควรถูกถอนรากถอนโคนไปพร้อมกันรวดเดียวจริงๆ
ดังนั้นหากพวกนางต้องการเปิดโปงตัวการร้ายที่ชักใยอยู่เบื้องหลังเพื่อล้างมลทินให้ตนเอง กอบกู้ชื่อเสียงสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานกลับคืนก็ต้องไปพบชั่นอ๋องผู้นั้นดูสักครั้ง
แต่ชั่นอ๋องยังคงปิดประตูวังไม่ยอมออกมา การจะเข้าพบพระองค์ได้นั้นจึงเป็นปัญหาอยู่บ้าง ยิ่งไปกว่านั้นวังอ๋องยังมีรูปเคารพเซี่ยจื้อคอยปกปักคุ้มครองไม่ให้ใครบุกรุกฝ่าเข้าไปได้
ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวกำลังใช้ยันต์เงินมาปรับปรุงยันต์เร้นกายให้ดียิ่งขึ้น ผลที่ได้คือพลังแกร่งกล้ากว่าแต่ก่อนมากนัก แต่ไม่รู้ว่าจะสามารถรอดหูรอดตาเซี่ยจื้อได้หรือไม่
นอกจากนี้อานุภาพของยันต์ยังมีกำหนดเวลาจำกัด สามารถอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น เพียงแต่หนึ่งชั่วยามก็เพียงพอแล้ว
พวกเขาทั้งสองตัดสินใจจะบุกเข้าไปในวังชั่นอ๋องในตอนกลางคืน เพื่อดูซิว่าในวังซ่อนปีศาจมารชั่วร้ายอะไรไว้กันแน่
ครั้นแล้วสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานก็จัดแจงข้าวของ เตรียมพร้อมที่จะบุกเข้าไปในเมืองลั่วอี้อีกครั้ง
เพียงแต่เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้เมืองลั่วอี้ สายตาอันพิเศษเลิศล้ำของชุยเสียวเสี่ยวก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของกำแพงและคูเมืองที่ผิดแผกไปจากเดิมมาก
เมื่อทอดมองไปจนสุดสายตาจะเห็นว่ามุมทั้งสี่ด้านของกำแพงเมืองล้วนแปะยันต์หนังมนุษย์ซึ่งอาบชุ่มไปด้วยเลือดไว้เต็มทั่ว ยันต์อาบโลหิตเหล่านี้หยดหยาดเชื่อมต่อเป็นแผ่นเดียว โยงใยกลายเป็นตาข่ายจนกำแพงเมืองทั้งด้านเหมือนถูกปกคลุมด้วยไอโลหิตอย่างไรอย่างนั้น
เว่ยเจี๋ยเคยสำรวจดูหลายครั้งหลายคราแล้วถึงได้เข้าใจประโยชน์ใช้สอยของยันต์โลหิตเหล่านั้น จึงอธิบายว่า “ยันต์โลหิตเหล่านี้มีไว้เพื่อทำเครื่องหมายแขกที่มิได้รับเชิญ ผู้ใดก็ตามที่ข้ามกำแพงเมืองเข้าไปโดยไม่ผ่านประตูเมือง ยันต์โลหิตจะเปื้อนติดอยู่บนร่าง ใช้น้ำล้างอย่างไรก็ไม่ออก นับจากนั้นไม่ว่าจะไปที่ใดก็จะถูกผู้คุมยันต์พบตัว ไม่มีทางหลบซ่อนได้เลย”
ดูท่าหลังจากชั่นอ๋องล่วงเกินสี่ยอดสำนักใหญ่ไปครานั้นก็ทรงรู้สึกหวาดหวั่นพรั่นพรึงใจ กลัวว่าคนที่ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของพระองค์จะเข้าเมืองมาสร้างอันตรายต่อตนเองได้ ท่านอ๋องจึงทรงติดยันต์โลหิตนี้เป็นเครื่องสกัดขัดขวางไม่ให้ผู้มหัศจรรย์มากความสามารถเหินฟ้ามุดดินข้ามกำแพงมาโดยพลการ
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็เกิดปัญหาเสียแล้ว ถ้ายันต์โลหิตเหล่านั้นสามารถสร้างรอยเลือดบนตัวคนได้ ต่อให้พวกชุยเสียวเสี่ยวล่องหนเร้นกาย เกรงว่าบนตัวก็อาจเปื้อนเลือดได้เช่นกัน และคงถูกเขี้ยวเล็บที่ชั่นอ๋องทรงเลี้ยงไว้จับได้แน่ๆ
หากไม่อยากเปื้อนยันต์โลหิตก็มีแต่ต้องผ่านประตูใหญ่ของเมืองทางเดียวเท่านั้น
ชุยเสียวเสี่ยวมองดูประตูใหญ่ เห็นว่านอกจากมีทหารคอยเฝ้ารักษาการณ์แล้วยังมีชายผู้หนึ่งซึ่งมีดวงตาสองข้างลักษณะและสีสันต่างกัน โดยข้างหนึ่งนั้นสามารถเปลี่ยนเป็นขีดยาวเหมือนกับดวงตาของงู
ทุกครั้งที่มีคนผ่านเข้าเมือง เขาจะจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็งราวกับจ่อโคมส่อง ไม่เว้นไปเลยสักคน
เว่ยเจี๋ยเล่าว่าบุรุษดวงตาสองสีผู้นี้ใช้ดวงตางูจากในทะเลสาบเป่ยเจ๋อมาแทนที่ดวงตาข้างหนึ่งของตนเอง
เมื่อมีดวงตางู ต่อให้แปะยันต์เร้นกายไว้เขาก็คงตรวจจับได้ทันที เพราะดวงตางูสามารถมองเห็นได้ต่างจากคนทั่วไป มิได้มองที่เงาร่างของมนุษย์ แต่จับไอร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกาย
ต่อให้เป็นยันต์เร้นกายที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่านี้ เมื่ออยู่ต่อหน้านัยน์ตานาคาแห่งเป่ยเจ๋อก็ใช้ไม่ได้ผลแล้ว ดูท่าวั่นเหลียนซือจะรู้ว่าครั้งก่อนพวกเขาใช้ยันต์เร้นกายแฝงตัวมา แม้เขาจะดูถูกความอ่อนด้อยของสำนักยันต์คาถา แต่ก็เตรียมการป้องกันอย่างรอบคอบรัดกุมรอบด้านไว้เช่นกัน
เมื่อเป็นเช่นนี้คนที่ถูกวาดภาพเหมือนแปะประกาศจับไปทั่วเช่นพวกเขาทั้งคู่คงไม่อาจลอบเข้าไปทางประตูเมืองได้แล้ว
ทว่าที่จริงเว่ยเจี๋ยได้คิดเกี่ยวกับข้อนี้เอาไว้แล้ว เขาจงใจเลือกยามตะวันพลบค่ำก่อนที่ประตูเมืองจะปิดลง จัดแจงให้คนของหอดนตรีช่วยพาพวกเขาลอบผ่านเข้าประตูเมือง
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวเบิกตามองเสื้อผ้าที่เว่ยเจี๋ยยื่นส่งให้นางก็อดกระซิบถามไม่ได้ว่า “เจ้า…จะให้ข้าใส่ชุดนี้?”
เว่ยเจี๋ยพยักหน้า “ไม่ใช่แค่เจ้า ข้าเองก็ต้องใส่ด้วยเช่นกัน…เร็วเข้า ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวขบวนรถยอดบุปผาของหอดนตรีมาพวกเราจะขึ้นไม่ทัน”
เสื้อผ้าที่เว่ยเจี๋ยยัดใส่มือชุยเสียวเสี่ยวคือชุดนางระบำของหอดนตรีที่สวมใส่ยามแสดงระบำหน้าท้อง
เพราะพวกเขาต้องติดสอยห้อยตามขบวนรถยอดบุปผาของหอดนตรีเข้าไปยังกลางเมือง…
ก่อนหน้านี้เมืองลั่วอี้จัดงานประชันยอดบุปผาอยู่เสมอ นางระบำนางขับร้องจากเมืองใกล้เคียงจึงมาเข้าร่วมมิได้ขาด และดูเหมือนว่าระยะนี้ชั่นอ๋องจะทรงจัดเลี้ยงต้อนรับคนสำคัญจึงจำเป็นต้องเชิญยอดบุปผาจากที่อื่นมาสับเปลี่ยนสร้างความตื่นตาตื่นใจ
เพราะเมื่อซือหลิงไม่อยู่ หอดนตรีในเมืองลั่วอี้ก็ไม่มีหญิงงามเลิศล้ำที่เทียบเทียมนางได้อีกแล้ว
ซือหลิงมีคนรับใช้ที่จงรักภักดีอยู่ในหอดนตรีหลายคน ดังนั้นเว่ยเจี๋ยจึงยืมชื่อเสียงของมารดา อ้างเป็นยอดบุปผาสองอันดับปะปนไปกับขบวนได้โดยง่าย ทำให้พาชุยเสียวเสี่ยวเข้าไปด้วยกันได้พอดี
หลังจากชุยเสียวเสี่ยวเปลี่ยนเป็นชุดกระโปรงนางระบำสีแดงเพลิงในป่าเสร็จแล้ว นางก็จับดึงอาภรณ์บางเบา ปิดเอวบางของตนที่เผยผิวพ้นผ้าอย่างเหนียมอาย จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นถามเว่ยเจี๋ย “ข้าแต่งเช่นนี้แล้วจะไม่ถูกใครจับได้จริงหรือ”
แต่หลังจากถามออกไปนานสองนานกลับมิได้รับคำตอบจากเว่ยเจี๋ยเสียที กระทั่งนางเงยหน้ามองเขาอีกครั้ง ถึงพบว่าเว่ยเจี๋ยกำลังจ้องมองนางด้วยสายตาเร่าร้อน
หากมองแค่ใบหน้าของชุยเสียวเสี่ยวจะรู้สึกว่านางเป็นเพียงแม่นางที่ผอมบาง
ยามปกติเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ไม่ใช่แบบแนบเนื้อพอดีตัว มักใหญ่หลวมโพรกทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่าแบบบางยิ่งนัก
คาดไม่ถึงเลยว่าเมื่อชุยเสียวเสี่ยวสวมชุดกระโปรงเนื้อบางเบาเย้ายวนของนางระบำอย่างดินแดนตะวันตกแล้ว ถึงพบว่าที่แท้ ‘ลำไม้ไผ่’ เรียวบางก็ซ่อน ‘ผลมี่เถา’ เอาไว้…
ส่วนที่ไม่ควรเล็ก ชุยเสียวเสี่ยวก็มิได้เล็กเลยแม้แต่น้อย…
โดยเฉพาะผิวขาวผ่องนวลเนียนของนางช่างโดดเด่นในชุดกระโปรงสีแดงเพลิง เสริมให้ดวงตาวาวใสคู่นั้นเปล่งประกายงดงามชวนให้ผู้คนหลงรัก
เอวบางเพียงหนึ่งมือจับพันคล้องสายโซ่กระพรวนสีทองเล็กๆ ส่งเสียงกรุ๊งกริ๊งขณะก้าวเดิน พาให้สายตาเหลียวมองจับจ้องทรวดทรงโค้งเว้าอันงดงามที่ขับเน้นด้วยกระโปรงสีแดงโดยไม่รู้ตัว…
เพียงแค่สาวงามหมดจดเปลี่ยนเสื้อผ้า กลับให้ความรู้สึกเหมือนกลายเป็นคนละคน ดั่งนางภูตพริ้งเพริศกลับชาติมาเกิดอย่างไรอย่างนั้น
สายตาของเว่ยเจี๋ยกวาดมองวนเวียนอยู่ที่ลำคอเรียวระหงและทรวงอกอวบอิ่มของนางไม่วางตา สีหน้าท่าทางยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งตึงเครียดอย่างบอกไม่ถูก…
เขารู้สึกเสียใจที่มิได้สังเกตให้ดีว่าชุดนางระบำนี้จะทำให้ชุยเสียวเสี่ยวกลายเป็นมีเสน่ห์เย้ายวนใจคนได้ถึงเพียงนี้
เดิมทีเว่ยเจี๋ยคิดว่านางจะปะปนกลมกลืนไปกับเหล่านางระบำมากเสน่ห์เพริศพราย ไม่เป็นที่สะดุดตาของทหารองครักษ์ประจำประตูเมือง
แต่รูปลักษณ์ที่ทั้งบริสุทธิ์อ่อนโยนและทั้งยวนเสน่ห์น่าหลงใหลนี้ของนางจะกลมกลืนไปได้อย่างไรกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่ชุยเสียวเสี่ยวสวมชุดนางระบำพลิ้วบางแนบเนื้ออวดเสน่ห์เช่นนี้ นางจึงเงอะงะทำอะไรไม่ถูก แต่เมื่อนางชะโงกดูเงาตนเองในลำธารก็รู้สึกว่าเช่นนี้ก็งดงามดีเช่นกัน
แม้จะดูไม่ค่อยสำรวมนัก แต่ตั้งแต่เล็กจนโต นี่ก็เป็นครั้งแรกที่นางได้สวมใส่กระโปรงงามๆ เช่นนี้
ความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของเด็กหญิงก็คือการได้ยินผู้อื่นเอ่ยชมว่างามนั่นเอง
เดิมทีนางคิดว่าเว่ยเจี๋ยเห็นเช่นนี้แล้ว อย่างน้อยก็คงจะชมนางสักสองสามคำ แต่คิดไม่ถึงว่าคิ้วได้รูปของเขาจะขมวดมุ่น สีหน้าราวกับไม่พอใจ นานกว่าเขาจะเอ่ยปากขึ้นว่า “เจ้าเปลี่ยนกลับเป็นชุดเดิมเถิด เดี๋ยวข้าจะคิดหาวิธีอื่นให้ใหม่…”
ชุยเสียวเสี่ยวหน้าม่อยลงเล็กน้อย ข้าดูแย่ถึงกับทำให้คนไม่อาจทนมองตรงๆ เลยหรือ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ชุยเสียวเสี่ยวก็ไม่อยากปกปิดอีกต่อไปแล้ว นางสะบัดผ้าโปร่งบางบนไหล่ออกแล้วกล่าวว่า “แต่ข้าว่าเช่นนี้ไม่เลวเลย ดูเหมือนกับนางระบำที่เคยเห็นไม่ผิดเพี้ยน…”
นางว่าพลางเลียนแบบท่าทางระบำจิ้งจอกของอวี๋หลิงเอ๋อร์
ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องพรสวรรค์ในการร่ายระบำของชุยเสียวเสี่ยว นางเพียงบิดส่ายเอวน้อยๆ แล้วเขย่งย่างพลางหมุนตัวเบาๆ ผมเปียที่ถักไว้หลวมๆ ก็เหวี่ยงสะบัด ผมดำยาวสยายพลิ้วไปพร้อมกับกระโปรงแดง เมื่อนางหยุดเท้าลง ปอยผมดำขลับก็ปรกลาดไหล่และเนินอก…ชั่วเวลานั้นนางดุจดั่งภูตน้อยผุดขึ้นกลางดอกไม้ เปรียบดั่งเทพธิดาในสรวงสวรรค์ลงมาสู่แดนดิน
แต่ไหนแต่ไรมาเว่ยเจี๋ยไม่ใช่วิญญูชนผู้สำรวมในกฎเกณฑ์อะไรนักอยู่แล้ว เขาประพฤติตนตามแต่ใจปรารถนามาโดยตลอด
จังหวะที่ปลายผมดำสลวยปลิวพลิ้วเรี่ยระแก้มของเขา เขาก็ทนข่มกลั้นตนเองไม่ไหวอีกต่อไป
กระพรวนทองที่เอวบางยังไม่ทันสิ้นเสียง ร่างทั้งร่างของชุยเสียวเสี่ยวก็ถูกชายหนุ่มรวบอุ้มขึ้นโดยพลัน
บุรุษหนุ่มรูปงามร่างสูงใหญ่คว้าเอวคอดเพรียวของชุยเสียวเสี่ยว แล้วจับนางตรึงไว้กับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แม้ชุยเสียวเสี่ยวจะเตี้ยกว่าเขามาก แต่เวลานี้เขากลับยกตัวนางขึ้นมาให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกัน
หลังของนางพิงกับต้นไม้ จะหลบอย่างไรก็ไร้ทางหนี นางมองใบหน้าหล่อเหลาของชายหนุ่มประชิดเข้ามาใกล้ด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ
สุดท้ายนางทำได้เพียงยื่นมือออกไปยันตัวเขา พูดเสียงสั่นเครือว่า “นี่ เจ้าจะทำอะไร”
เว่ยเจี๋ยจดจ้องมองแต่ริมฝีปากแดงของนาง นัยน์ตาเร่าร้อนดั่งไฟ สันจมูกสูงโด่งจรดใกล้ใบหน้านางพลางกระซิบ “นางระบำต้องนั่งอิงแอบแนบชิด ร่วมร่ำสุราสนทนาพาที เจ้ารู้หรือว่าต้องรับมือเช่นไร”
ชุยเสียวเสี่ยวรู้ดีว่าตนเองมีปัญหามักอึ้งตะลึงยามที่มองหน้าหล่อเหลาของเขา
เวลานี้ใบหน้าของเขาชิดใกล้นางถึงเพียงนี้ ชุยเสียวเสี่ยวพลันนึกถึงตอนที่ถ่ายโอนโอสถทองภายในกับเขาขึ้นมาในทันที ความรู้สึกชาหนึบแล่นวาบมาตามสันหลังทำให้นางไม่อาจเงยหน้าขึ้นมองสบตากับดวงตาสีม่วงของเว่ยเจี๋ยได้ตรงๆ
เพียงแต่คำพูดของเจ้านี่น่ารังเกียจเสียจริง นางแค่แต่งกายปลอมเป็นนางระบำ จะต้องนั่งร่วมร่ำสุรากับใครที่ใด
“ข้ารับมือไม่เป็น แล้วเจ้าทำเป็นหรือ”
เว่ยเจี๋ยได้ยินอาจารย์ถามอย่างไม่สบอารมณ์ก็หัวเราะเบาๆ “อย่างน้อยก็จะโกรธจนแก้มป่องหรือแอบใช้สายตาคว้านแทงใครมิได้เด็ดขาด”
เขาพูดพลางเชยคางชุยเสียวเสี่ยวขึ้น ให้นางมองสบตาเขาแล้วกระซิบว่า “มองข้าสิ…”
ชุยเสียวเสี่ยวคล้ายกับถูกคำพูดของเขาสะกด เหลือบตาขึ้นมองเขาโดยไม่รู้ตัว
นางกำลังคิดจะถามว่าให้มองเขาด้วยเหตุใด เขาก็ก้มหน้าลงประทับริมฝีปากเย็นๆ ลงบนริมฝีปากของนางอีกครั้งแล้ว…
แม้นางจะเคยสัมผัสแนบชิดปากต่อปากกับเขามาแล้วหลายครั้ง แต่ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเพราะมีเหตุผลสมควรให้กระทำ นางถึงหลับตาหลอกตนเองและผู้อื่น ยอมรับการกระทำเช่นนั้นได้
แต่คราวนี้ที่ทั้งสองจูบกันในที่รโหฐานโดยไม่มีเค้าลางมาก่อนแม้แต่น้อย พวกเขาจะอ้างเหตุผลแก้ตัวอะไรมาหลอกตนเองได้เล่า
ครั้นคิดได้เช่นนี้ชุยเสียวเสี่ยวที่เผลอไผลหลวมตัวคล้อยตามเขาไปอยู่ครู่หนึ่งก็รีบเก็บมือไม้ที่โอบรอบคอของเขากลับแล้วผลักเขาออกสุดแรง
เมื่อชุยเสียวเสี่ยวผลักเว่ยเจี๋ยกระเด็นไป ตัวนางก็ร่วงลงกับพื้น นางหอบหายใจเล็กน้อย จ้องเขาพลางตวาดเสียงโกรธเกรี้ยว “เจ้าเก่งนักนะ! คงจะเคยร่ำสุราเคล้านารีสิท่า!”
ริมฝีปากบางของเว่ยเจี๋ยโค้งเป็นรอยยิ้มเล่ห์ร้าย ตอบกลับอย่างสัตย์ซื่อ “ข้าเคยแต่ร่ำสุรากับเจ้าบนหลังคานั่น…”
ชุยเสียวเสี่ยวนึกถึงเมื่อครั้งที่ถูกอวี๋หลิงเอ๋อร์เอาลำไผ่กระทุ้งไล่ก็อดหลุดหัวเราะออกมามิได้ หลังจากขบขันแล้วนางก็รีบเก็บสีหน้าเป็นเคร่งขรึมดังเดิม พร้อมเตือนตนเองในใจว่าจะคลุกคลีกับเขาเช่นนั้นอีกมิได้
“วันนี้ข้าจะขอพูดกับเจ้าให้ชัดเจน แม่นางดีๆ ทั่วหล้านี้มีมากมาย เจ้ารักจะเกี้ยวพานใครก็ได้ แต่เกี้ยวพานข้ามิได้…”
เว่ยเจี๋ยจ้องมองนางสายตาแน่วนิ่ง รอยยิ้มตรงมุมปากค่อยๆ จางหายไป “เพราะเหตุใด เพราะเจ้าเป็นอาจารย์ของข้ารึ ถ้าเช่นนั้นข้าตัดความสัมพันธ์อาจารย์และศิษย์กับเจ้าเดี๋ยวนี้ทันทีเลยก็ได้…”
ชุยเสียวเสี่ยวกุมศีรษะขยำผมดำยาวของตนเองอย่างหงุดหงิด “บอกไปเจ้าก็ไม่เข้าใจหรอก สรุปว่าเจ้ากับข้าไม่เหมาะสมกันนั่นล่ะ!”
จะให้นางพูดอย่างไร บอกว่าตัวนางทะลุมิติย้อนเวลากลับมาอย่างนั้นหรือ แล้วก็บอกว่าอีกไม่กี่ปีเขาก็จะตายแล้ว?
เดิมทีสายสัมพันธ์ระหว่างเขาและนางนอกจากขึ้นชื่อว่าเป็นอาจารย์ปู่กับศิษย์หลานแล้ว นางก็มิได้มีจุดเชื่อมโยงอื่นใดกับเขาเลยสักนิด
เพียงแต่ท่าทางวางมือวางไม้ไม่ถูกของนาง ในสายตาของเว่ยเจี๋ยกลับเห็นเป็นท่าทีของคนที่ไม่รู้ว่าจะปฏิเสธผู้ที่มาตามตอแยอย่างไรดี
สายตาเร่าร้อนของเว่ยเจี๋ยค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเย็นชา ชั่วขณะหนึ่งไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ เพียงแต่เพ่งนัยน์ตาสีม่วงคู่นั้นจดจ้องพลางเม้มริมฝีปากแน่น
เขาจ้องมองชุยเสียวเสี่ยวอยู่เช่นนี้ราวกับลูกสุนัขที่เพิ่งกระดิกหางตามติด แต่กลับถูกถีบออกนอกประตู พาให้คนเห็นแล้วรู้สึกสงสารจับใจ…
ทันใดนั้นด้านนอกป่าก็มีเสียงเกือกม้าย่ำใกล้เข้ามา พร้อมเสียงบุรุษร้องเรียกเบาๆ ว่า “เอ้อ อาเจี๋ยอยู่หรือไม่”
เว่ยเจี๋ยรู้ทันทีว่าเป็นรถม้าของหอดนตรีที่เขานัดแนะมาไว้
ชุยเสียวเสี่ยวถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
เมื่อครู่ตอนเว่ยเจี๋ยมองมาเช่นนั้น นางเกือบจะใจอ่อน รู้สึกผิดที่ตนเองทำร้ายเขาเสียแล้ว
เห็นได้ชัดว่าพลังล่อลวงให้สตรีลุ่มหลงของจอมมารนั้นเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่เกิด สมแล้วที่มีสายเลือดของนางมารตัณหา พาให้คนหลงใหลเมามัวจนยอมตายถวายชีวิตได้จริงๆ!
ตอนนี้จะให้นางเปลี่ยนเสื้อผ้ากลับก็ไม่ทันแล้ว เว่ยเจี๋ยได้แต่หันกายเดินไปขึ้นรถม้าแล้วขอชุดคลุมไหล่หนาๆ ตัวหนึ่งมายื่นให้ชุยเสียวเสี่ยว พูดเสียงเรียบห้วนว่า “อากาศหนาวแล้ว คลุมนี่เสีย”
ชุยเสียวเสี่ยวคร้านจะเถียงเขาว่าช่วงนี้เป็นปลายเดือนเจ็ด ตกกลางคืนอากาศร้อนอบอ้าวยิ่งกว่าอะไร
นางมิได้ห่มคลุมชุดคลุมไหล่ เพียงก้าวขึ้นรถม้าไปเงียบๆ
หลังจากเข้ามาในรถม้า ชุยเสียวเสี่ยวถึงเพิ่งเห็นว่าภายในรถมีสตรีทั้งอวบอัด ทั้งผอมบาง แต่งกายสวยสดงดงามเสียยิ่งกว่านางนั่งอยู่ก่อนแล้ว พวกนางต่างก็กำลังไล่สายตามองชุยเสียวเสี่ยวตั้งแต่หัวจรดเท้า
“สตรีผู้นี้มามา ไปหามาจากที่ใดกัน งามเข้าขั้นดีแท้” พวกนางหลายคนเพิ่งถูกรับตัวมาจากนอกพื้นที่ห่างไกลจึงจำหน้านางมารที่อยู่บนใบประกาศตามจับมิได้
กระทั่งมีสตรีบางคนเข้ามาคว้าแขนจับเอวของชุยเสียวเสี่ยวอย่างไม่เกรงใจ “หน่วยก้านสมกับฝึกร่ายรำมาจริงๆ อีกเดี๋ยวตอนไปแห่ขบวนก็ออกแรงเรียกแขกให้ครึกครื้นด้วยเล่า”
ชุยเสียวเสี่ยวได้แต่ยิ้มรับ ฟังจากบทสนทนาของพวกนาง ที่แท้คืนนี้ก็มีรถม้าของยอดบุปผามากมายเข้าเมืองมาแห่ขบวน เพื่อให้ผู้สูงศักดิ์ในเมืองเลือกชิดชม
เพราะว่าจู่ๆ นางขับร้องซือหลิงผู้มากเสน่ห์ยวนเย้าทั้งเมืองให้ลุ่มหลงเกิดหายตัวไปกะทันหัน ทำให้อันดับยอดบุปผาในปีนี้เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง
บรรดาสตรีทั้งหลายต่างก็ทุ่มเทกันอย่างสุดกำลัง ประโคมแต่งองค์ทรงเครื่องให้สะสวยเพื่อแย่งชิงป้ายอันดับหนึ่งมาเป็นของตน
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 ม.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.