บทที่ 96
ในขณะที่แม่นางฝูกำลังกล่าวอยู่นั้น ลูกแก้วปีศาจบนฝ่ามือของนางก็เปล่งแสงสว่างพร่างพรายจนใจคนเกิดกิเลสตัณหา อยากจะให้ตนเองนำมาใช้สอยเสียให้ได้…
ในขณะที่ความคิดวาบผ่านเข้ามา สองพ่อลูกสกุลฉินถึงกับไม่ต้องปรึกษากัน ต่างหันไปทางแม่นางฝูแล้วพุ่งเข้าใส่โดยพร้อมเพรียงกัน หมายแย่งชิงลูกแก้วปีศาจในมือของนางมา
น่าเสียดายที่ทันทีที่แม่นางฝูโบกมือ ลูกแก้วปีศาจลูกนั้นก็หายวับไปทันที
ต่อให้ฉินเฮ่อจะมือสั่นเทา บีบลำคอของนางแน่นปานใด แม่นางฝูก็เพียงหัวเราะเสียงเบา เอ่ยกลับมาว่า “ข้าเป็นเพียงคนที่ทำงานตามคำสั่งอยู่บนเกาะนี้ ชีวิตไร้ค่านัก ต่อให้นายท่านทำให้ข้าตายก็ไม่อาจชดเชยสิ่งใดได้หรอกเจ้าค่ะ!”
เสียงเย้ายวนของนางดังสะท้อนไปมาที่ข้างหูของฉินเฮ่อ สตรีที่เขาบีบคออยู่พลันหายตัวไป กว่าเขาจะได้สติกลับคืนมา แม่นางฝูก็ปรากฏตัวที่ระเบียงทางเดินตรงข้ามเขา คลี่ยิ้มหวานหยาดเยิ้มกล่าวว่า “เกาะแห่งนี้สร้างความเริงรมย์ได้ดีที่สุด สามารถบรรลุสิ่งที่ทุกท่านปรารถนาเป็นที่สุดได้ ขอเพียงพวกท่านยอมจ่ายมากพอ บวกกับโชคในการพนันเล็กๆ น้อยๆ ก็จะสามารถสมความปรารถนาตามที่ต้องการ!” เมื่อกล่าวจบก็มีเสียงหัวเราะสะเทือนวิญญาณดังขึ้น จากนั้นแม่นางฝูก็หายตัวไปอีกครั้ง มีเพียงเสียงของนางที่ดังก้องไปรอบด้าน “ข้าลืมเตือนทุกท่านว่าเจ้าของเกาะแห่งนี้มีฝีมือในการพนันเก่งฉกาจนัก หากทุกท่านดื้อรั้นไม่ยอมเล่นพนัน เช่นนั้นก็คงยากที่จะไปจากเกาะแห่งนี้ได้! ฮ่าๆๆ…”
เมื่อได้ฟังคำข่มขู่อันคลุ้มคลั่งอย่างที่สุดของแม่นางฝู อวี๋หลิงเอ๋อร์ก็กล่าวอย่างไม่ยอมแพ้ “พวกเราไม่เล่นพนัน พวกเขาจะส่งคนมาจับพวกเขาหรือไร!”
เว่ยเจี๋ยกลับกวาดสายตามองไปรอบๆ ครางเสียงต่ำสักพักก่อนจะเอ่ยว่า “ไปกันเถิด พวกเรากลับไปดูที่ท่าเรือก่อน”
เมื่อพวกเขาเดินไปทางท่าเรือก็ไม่มีผู้ใดเข้ามาขัดขวาง
ที่ท่าเรือมีเรือจอดอยู่มากมาย ดูท่าเมื่อครู่น่าจะมีคนมากมายขึ้นมาบนเกาะ เพียงแต่เรือที่พวกเขานั่งมากลับกางใบเรือ หันหัวเรือกลับไปทางเดิมแล้ว
ที่แท้เมื่อครู่นี้ยามที่พวกเขาขึ้นจากเรือ เจ้าของเรือแซ่จย่าผู้นั้นกับผู้ติดตามที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสต่างรั้นไม่ยอมลงจากเรือ เพราะกลัวว่าเจ้าของเกาะจะลงโทษที่ตนเองพาปีศาจร้ายมาที่เกาะถึงหนึ่งลำเรือ
อาศัยจังหวะที่พวกชุยเสียวเสี่ยวขึ้นจากเรือไปแล้ว เจ้าของเรือแซ่จย่ากับผู้ดูแลก็ปรึกษากัน ไม่ต้องการอายุขัยยี่สิบปีนั่นอีก ต่อให้จะมีชีวิตได้อีกเพียงสิบกว่าปีก็ดีกว่าเอาชีวิตมาทิ้งไว้บนเกาะมาก
แต่คิดไม่ถึงว่าพวกเขาเพิ่งหันหัวเรือ อยู่ๆ เรือลำนั้นก็เกิดแรงดูด ท้องเรือมีหยดน้ำซึมเข้ามา เรือทั้งลำค่อยๆ จมลงไปในน้ำ
ส่วนเจ้าของเรือแซ่จย่ารวมทั้งผู้ติดตามเหล่านั้นก็พากันเบียดเสียดออกมาจากห้องบนเรือ แต่ยังไม่ทันได้ขึ้นมาบนเกาะ ทั้งหมดก็ถูกน้ำทะเลม้วนดูดลงไปจมอยู่ใต้ผืนน้ำ
ต่อให้ชุยเสียวเสี่ยวต้องการแหวกน้ำเพื่อดึงพวกเขาขึ้นมาก็ทำไม่ได้ ดูเหมือนระหว่างเกาะกับน้ำทะเลจะมีกำแพงเขตแดนที่มองไม่เห็นกั้นไว้ ต่อให้เว่ยเจี๋ยจะใช้กระบี่ทัณฑ์สวรรค์โจมตีอย่างแรงก็ไม่ได้ผล
ดูท่าคำพูดของแม่นางฝูผู้นั้นจะเป็นความจริง คนที่ไม่ยอมขึ้นเรือมาเล่นพนันจะไม่สามารถออกไปจากเกาะได้อีก…และกำแพงเขตแดนนี้ก็มีเพียงคนที่นั่งลงบนโต๊ะพนันแล้วจึงจะสามารถออกไปได้
เว่ยเจี๋ยมองดูค่ายกลเวทแล้วจับมือชุยเสียวเสี่ยวกล่าวว่า “ไปกันเถิด กลับไปดูว่าที่บ่อนของพวกเขามีลูกไม้อะไรอีก”
บ่อนพนันบนเกาะอยู่ในห้องโถงใหญ่ใจกลางเกาะแห่งนั้น ทุกคนที่ขึ้นมาบนเกาะดูเหมือนจะไปรวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่ที่มีโคมไฟสว่างไสวทั้งหมด
ชุยเสียวเสี่ยวหลอกลวงผู้คนอยู่ข้างถนนกับบิดาบุญธรรมมาตั้งแต่เล็ก ทั้งเคยนั่งรอเชือดแพะอ้วนอยู่ที่หน้าประตูบ่อน ดังนั้นเมื่อนางเห็นนักพนันแต่ละคนก็สามารถแยกแยะคนเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย
พวกเขาไม่ต่างกันเลยสักนิด เมื่อมาถึงทางเข้าออกของบ่อน ดวงตาจะมีประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้นอย่างที่สุด
ต่อให้เป็นคนใสซื่อบริสุทธิ์เพียงใด เมื่อติดการพนันเข้าแล้วก็จะต้องจมจ่อมอยู่กับสิ่งนี้ ราวกับว่ามิอาจหาความสุขจากที่อื่นได้อีก
ในเวลานี้คนทั้งห้องโถงล้วนมีท่าทางเช่นนั้น แต่ละคนต่างนั่งเฝ้าอยู่เบื้องหน้าโต๊ะเล่นไพ่หลากสีสัน เพ่งสมาธิไปที่ไพ่ในมือ เขย่าลูกเต๋า บ้างก็โห่ร้องด้วยความยินดีปรีดา หากไม่เป็นเช่นนั้นก็ดึงทึ้งเสื้อผ้าหน้าผมด้วยความโศกเศร้า
พวกเขายืนดูอยู่ที่หน้าประตูสักพัก เว่ยเจี๋ยก็เอ่ยถามเสียงเบาว่า “พวกเจ้าเห็นสิ่งใดหรือไม่”
ชุยเสียวเสี่ยวกล่าวเสียงเบาว่า “ด้านหลังของพวกเขา…เหมือนมีอะไรบางอย่างเกาะอยู่…”
ชุยเสียวเสี่ยวมีดวงตาอินหยางแต่กำเนิด สามารถมองเห็นสิ่งของที่แปดเปื้อนไอปีศาจได้อย่างชัดเจน แม้เวลานี้ภายในห้องโถงจะสว่างไสว ทว่าเทียนเล่มใหญ่ขนาดเท่าท่อนแขนที่จุดไว้กลับส่งกลิ่นเหม็นเน่าราวกับน้ำเหลืองของศพออกมา ถึงกลิ่นจะถูกซ่อนอยู่ภายใต้กลิ่นของเครื่องหอมเข้มข้นแล้ว แต่ชุยเสียวเสี่ยวก็ยังคงได้กลิ่นอยู่ดี
ส่วนคนที่กำลังเล่นพนันอย่างติดพันเหล่านั้น ด้านหลังของพวกเขามีภูตผีตัวผอมแห้งเห็นกระดูกเกาะอยู่ ภูตผีเหล่านี้กำลังแนบริมฝีปากที่ใบหูของนักพนันเหล่านั้น ราวกับกำลังพึมพำอะไรบางอย่าง
ในขณะที่ภูตผีเหล่านั้นเกาะบนหลังนักพนันพลางกระซิบกระซาบอยู่นั้น ดวงตาของเหล่านักพนันก็พลันกลมโต ภายในดวงตาเต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง “ข้าจะพนันอีกตา ตาต่อไปจะต้องดวงดีขึ้นอย่างแน่นอน!”
พวกเขากล่าวพลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้ออันว่างเปล่าของตนอย่างละโมบ ส่วนคนที่ไม่มีเงินแล้วก็ลงพนันด้วยเงินทุนกู้ยืมที่สาวใช้ประจำบ่อนนำออกมา จำนำอายุขัยของตนเองเพื่อแลกกับเงินทุนที่จะเล่นพนันต่อไป
ส่วนผู้คนที่ขึ้นจากเรือในเวลาไล่เลี่ยกันกับพวกชุยเสียวเสี่ยวเหล่านั้น เวลานี้พวกเขาเพิ่งนั่งลงที่โต๊ะพนัน ด้านหลังจึงยังไม่มีภูตผีมาเกาะ
ถึงอย่างนั้นสิ่งชั่วร้ายผอมแกร็นจนเห็นกระดูกปูดโปนกลับกำลังนั่งเฝ้าอยู่ที่ปลายเท้าของพวกเขาพร้อมรอยยิ้มชั่วร้าย ค่อยๆ คืบคลานขึ้นไปบนร่างของแขกคนใหม่เหล่านั้น
ชุยเสียวเสี่ยวเห็นแล้วก็สูดลมหายใจเย็นยะเยือก…ที่นี่คือบ่อนพนันที่ใดกัน เห็นได้ชัดว่าเป็นสถานที่ที่มีพลังอินเข้มข้น นี่มันแหล่งรวมเหล่าภูตผีต่างหาก!
ในเวลานี้เองชุยเสียวเสี่ยวพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นางจึงหันศีรษะกลับไปดูว่าด้านหลังของตนมี ‘ผีพนัน’ ที่คอยทำให้คนเคลิบเคลิ้มเกาะอยู่ที่หลังของตนหรือไม่
คิดไม่ถึงว่าจะมีภูตผีกำลังแสยะปากแยกเขี้ยวรวมตัวกันอยู่ที่มุมหนึ่งห่างออกไปจริงๆ สายตากำลังจับจ้องมาที่นาง
ดูท่าภูตผีเหล่านั้นก็อยากจะปีนขึ้นมาบนร่างของพวกนางเช่นกัน แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงหลบเลี่ยงออกไปไกลเช่นนั้น
หลังจากเว่ยเจี๋ยถูกมารครอบงำแล้วเขาก็มีดวงตาปีศาจ ย่อมมองเห็นภูตผีเหล่านี้ เขาถึงขั้นเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาภูตผีเหล่านั้นก่อน เพียงแต่เมื่อเขาเข้าไปใกล้ ภูตผีเหล่านั้นก็ตื่นตระหนกจนทำสิ่งใดไม่ถูก พากันมุดหนีกระเจิดกระเจิง
ทว่าเหมือนชุยเสียวเสี่ยวจะไม่ได้มีพลังขับไล่ภูตผีเช่นนั้น เมื่อนางเริ่มเดินเข้าไปใกล้ ภูตผีเหล่านั้นราวกับได้กลิ่นหอมของเนื้อหนัง ปีกจมูกก็พัดกระพือด้วยความตื่นเต้นยินดี ร้อนใจอยากจะปีนขึ้นมาบนร่างของชุยเสียวเสี่ยวเสียเต็มที
ก็ไม่น่าแปลกอันใด เพราะร่างกายดีๆ ที่มี ‘ของดี’ ฝังอยู่เต็มร่างกายอย่างชุยเสียวเสี่ยวนี้ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยๆ ภูตผีเหล่านั้นรู้จักของดี ย่อมอยากจะปีนขึ้นมาบนร่างของชุยเสียวเสี่ยวอยู่แล้ว
เมื่อเห็นพวกภูตผีเข้ามาใกล้ เว่ยเจี๋ยก็ดึงชุยเสียวเสี่ยวเข้ามาในอ้อมกอด ภูตผีเหล่านั้นต่างตกใจถอยร่นออกไป
ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกไม่ยุติธรรมต่อการกระทำของเว่ยเจี๋ย ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนต่างถูกมารครอบงำเหมือนกันแท้ๆ แต่เหตุใดภูตผีเหล่านั้นจึงหวาดกลัวแค่เว่ยเจี๋ย ไยถึงไม่เกรงกลัวนางบ้างเลยเล่า
เว่ยเจี๋ยเองก็ไม่รู้เหตุผล แต่ชุยเสียวเสี่ยวคาดเดาว่าเพราะเว่ยเจี๋ยเคยเป็นประมุขแห่งยมโลกมาก่อน แม้พลังบารมีเทพจะแตกสลายไปแล้ว แต่จิตวิญญาณเทพก็อาจจะผุดขึ้นมาบางส่วน
คลื่นอารมณ์ของเขาโหมซัดกระหน่ำจนทำให้เหล่าภูตผีปีศาจในยมโลกรับรู้ได้นั้น ทำให้พวกมันพากันเคลื่อนไหวจนยมโลกสะท้านสะเทือนแทบพลิกคว่ำเลยทีเดียว…นั่นย่อมเป็นการยืนยันได้
ภูตผีเหล่านี้มีดีพอที่จะปีนขึ้นมาบนร่างของอดีตประมุขแห่งยมโลกที่ใดกัน ดังนั้นเว่ยเจี๋ยในเวลานี้จึงกลายเป็นยันต์คุ้มกันเดินได้ในห้องโถงใหญ่แห่งนี้
พวกอวี๋หลิงเอ๋อร์ก็เดินตามติดเว่ยเจี๋ยป้องกันไม่ให้ภูตผีเข้ามาใกล้เช่นกัน!
ในเวลานี้เองแม่นางฝูผู้เปี่ยมเสน่ห์ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้สายตาของนางจับจ้องไปที่เว่ยเจี๋ยอย่างพินิจพิจารณา รอยยิ้มจางลงเล็กน้อย กล่าวหยั่งเชิงว่า “มิทราบว่าท่าน…คือผู้ใดหรือ”
เว่ยเจี๋ยหลุบสายตากล่าวเสียงเย็นชาว่า “เจ้ามองเห็นความปรารถนาภายในใจของมนุษย์ได้อย่างชัดเจน เหตุใดจึงมองไม่ออกว่าข้าเป็นผู้ใดเล่า ดูท่าความรู้แจ้งของเกาะแห่งนี้ก็คงไม่ได้ดีสักเท่าไร…เจ้าพยายามที่จะล่อลวงให้พวกเราเข้าสู่บ่อนพนัน ไม่ทราบว่าโต๊ะพนันตัวใดเป็นของพวกเราหรือ”
‘ผีพนัน’ ที่คอยล่อลวงให้คนเคลิบเคลิ้มไม่อาจปีนขึ้นมาบนร่างของพวกเขาได้ เว่ยเจี๋ยจะคอยดูว่าปีศาจบนเกาะแห่งนี้จะมีลูกไม้อะไรมาทำร้ายคนบ้าง
แม่นางฝูได้ยินดังนั้น รอยยิ้มหยาดเยิ้มก็กลับมาเจิดจ้าอีกครั้ง ยื่นแขนไปทางโต๊ะภายในห้องโถงที่ว่างอยู่ตัวหนึ่ง “ทุกท่านหาใช่คนธรรมดา ย่อมมิต้องปะปนกับคนสามัญทั่วไป เชิญเข้าไปนั่งด้านในเถิด…” เมื่อกล่าวจบแม่นางฝูก็หันมามองพลางหัวเราะกล่าวว่า “วันนี้เป็นวันฤกษ์งามยามดี แขกผู้มีเกียรติล้วนแต่มาที่เกาะเป็นคู่…”
ชุยเสียวเสี่ยวมองตามสายตาของแม่นางฝูไป ที่แท้ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นยังมีอีกคนหนึ่งที่ไม่มีภูตผีเกาะร่างเช่นกัน คุณชายผู้นั้นสวมหมวกผ้าโปร่งคลุมใบหน้า ทว่ากระไอทั่วทั้งร่างนั้นไม่ธรรมดาเลย เป็นพลังของเทพเซียนที่แผ่ออกมา
เมื่อคุณชายผู้นั้นรวมทั้งผู้ติดตามถูกเชิญเข้ามาในห้องโถง ชุยเสียวเสี่ยวก็จับจ้องท่าเดินของอีกฝ่าย พลันคาดเดาได้ทันทีว่าเขาเป็นใคร “เยี่ยอี้หรือ”
ผู้ที่มาหัวเราะเสียงเบา ยื่นมือออกไปเปิดผ้าคลุมหน้าขึ้นแล้วกล่าวกับชุยเสียวเสี่ยวว่า “แม่นางชุย สายตาเฉียบแหลมเสียจริง”
คนผู้นี้คือเยี่ยอี้ที่ถูกมหาเทพต้งยวนสิงร่าง แม้ก่อนหน้านี้พลังบารมีเทพของเขาจะได้รับความกระทบกระเทือน ทว่าเมื่อมีร่างเซียนป้องกันกาย ภูตผีที่มีอยู่เต็มห้องโถงนี้จึงไม่อาจปีนขึ้นมาบนร่างของเขาได้
เมื่อแม่นางฝูบอกให้คุณชายเยี่ยนั่งลงที่ห้องด้านในแล้ว เยี่ยอี้ก็ชี้นิ้วไปทางสองพ่อลูกสกุลฉินที่เดินวนไปเวียนมาอยู่ด้านนอก “เชิญพวกเขาสองคนเข้ามาด้านใน”
เวลานี้บนร่างของสองพ่อลูกสกุลฉินมีภูตผีเกาะอยู่ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่นานพวกเขาก็จะถูกภูตผีครอบงำ แล้วเล่นพนันจนหมดเนื้อหมดตัวอยู่บนเกาะแห่งนี้
เมื่อแม่นางฝูเห็นคุณชายเยี่ยผู้นี้ยืนกราน นางจึงยอมไปตามน้ำ ยิ้มรับแล้วเชิญสองพ่อลูกเข้ามาที่ห้องด้านใน
ห้องที่มีหนึ่งเทพหนึ่งมารอยู่นี้ น่าขยาดจนพวกภูตผีไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้
ทันทีที่สองพ่อลูกสกุลฉินเดินเข้ามา ร่างก็พลันเบาลงไปไม่น้อย หายใจได้ปลอดโปร่งขึ้นมาก
พวกเขาสองคนก็มิใช่คนธรรมดา แม้ก่อนหน้านี้จะไม่รู้ตัวว่ามีภูตผีเกาะร่างอยู่ แต่เมื่อร่างเบาสบายทันทีที่ก้าวเข้ามาในห้องก็มากพอที่จะทำให้เขารู้เรื่องราวได้!
ฉินหลิงเซียวมองคนที่นั่งอยู่เต็มโต๊ะอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ออกจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
เริ่มแรกคุณชายเยี่ยอี้ทักทายคุณชายฉินอย่างอบอุ่นเป็นมิตร บอกคร่าวๆ ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาสองพ่อลูกมีบางอย่างเกาะร่าง
เยี่ยอี้ที่ถูกต้งยวนสิงร่างมีกระไอของมหาเทพแผ่ออกมาทำให้คนธรรมดาคล้อยตามได้อย่างง่ายดาย
ฉินหลิงเซียวถูกความอบอุ่นอ่อนโยนประหนึ่งหยกละมุนของเยี่ยอี้ทำให้เคลิบเคลิ้มเช่นกัน รวมกับได้ยินว่าเยี่ยอี้เป็นฝ่ายเชิญพวกเขาสองพ่อลูกเข้ามาเพื่อหลบหลีกจากภูตผีที่เกาะร่าง จึงเกิดความรู้สึกดีต่อคุณชายเยี่ยผู้นี้เป็นอย่างมาก
ชุยเสียวเสี่ยวรู้ตื้นลึกหนาบางของเยี่ยอี้ ก่อนหน้านี้นางเองก็รู้สึกดีต่อคุณชายเนื้อหยกผู้นี้อย่างประมาณมิได้ ผลก็คือถูกอีกฝ่ายหลอกล่อให้เข้าสู่ยมโลกจนเกือบจะลงเรือวิญญาณไปแล้ว
ดังนั้นการที่ตอนนี้คุณชายเยี่ยอี้เอาอกเอาใจฉินหลิงเซียวถึงเพียงนี้ แสดงว่าต้องมีลับลมคมในอย่างแน่นอน ชุยเสียวเสี่ยวแน่ใจว่าคุณชายฉินผู้นี้ต่อให้ไม่มาสิ้นเนื้อประดาตัวบนเกาะแห่งนี้ก็คงไม่รอดจากการถูกหลอกจนหมดเนื้อหมดตัวเช่นกัน
แม้ภายในห้องนี้จะไม่มีภูตผีอยู่ ทว่าเทียนเล่มใหญ่เท่าท่อนแขนก็ถูกจุดขึ้น ซ้ำยังส่งกลิ่นที่ทำให้คนรู้สึกเคลิบเคลิ้มออกมา
ชุยเสียวเสี่ยวเงยหน้าขึ้นดับเทียนเหล่านั้น จากนั้นก็เสกลูกไฟขึ้นบนฝ่ามือ แขวนไว้บนที่สูงเพื่อให้แสงสว่าง
เมื่อเทียนเผาไขมันศพภายในห้องดับจนหมด ชุยเสียวเสี่ยวก็รู้สึกว่าควรทักทายกับคนเคยรู้จักกันสักหน่อย จึงคลี่ยิ้มถามว่า “มิทราบว่ามหาเทพต้งยวนเป็นผู้เปิดบ่อนแห่งนี้ใช่หรือไม่ ช่างทำการค้าใหญ่โตเสียจริง!”
เยี่ยอี้ได้ฟังก็หัวเราะเสียงเบา เขาไม่แปลกใจที่ชุยเสียวเสี่ยวรู้ความจริงเรื่องที่เขาคือมหาเทพต้งยวน
ถึงอย่างไรตอนที่พลังบารมีเทพของเขาถูกโจมตี รูปสลักของมหาเทพต้งยวนในทุกศาลเจ้าล้วนมีการตอบสนอง เขาจึงมิอาจปฏิเสธได้
“แม่นางกล่าวล้อเล่นแล้ว ข้าเองก็หวังว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นของข้า หากเป็นเช่นนี้ข้าย่อมต้อนรับขับสู้ทุกท่านให้ดียิ่งกว่านี้”
เมื่อเห็นเยี่ยอี้ไม่ปฏิเสธก็แสดงว่าเขาคือต้งยวนมาสิงร่างเยี่ยอี้จริงๆ เมื่อได้ยินว่าเขาปฏิเสธว่าตนเองมิใช่เจ้าของเกาะ ชุยเสียวเสี่ยวก็ไม่ได้เชื่อถือทั้งหมด
ก่อนที่นางจะพบต้งยวน ชุยเสียวเสี่ยวคิดว่าเทพเซียนบนสวรรค์ควรจะจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ คุณธรรมสูงส่งจึงจะถูก
ทว่าหลังจากถูกต้งยวนหลอกลวงจนแทบเอาตัวไม่รอดแล้ว นางจึงพบว่าเทพเซียนบนสวรรค์นั้นมีคุณธรรมต่ำช้าไม่ต่างจากมนุษย์โลกแต่อย่างใด
ตอนที่นางสนทนากับเว่ยเจี๋ยอยู่ใต้แสงจันทร์ นางเคยฉงนสนเท่ห์ต่อเรื่องนี้
เว่ยเจี๋ยกลับยิ้มสบายๆ กล่าวว่า ‘ผู้บำเพ็ญเพียรที่ได้ขึ้นเป็นเซียนนั้นมิได้เป็นผู้ประเสริฐไปเสียทุกคนหรอก ที่ฆ่าอาจารย์เพื่อบรรลุมรรคผล ทอดทิ้งภรรยาและบุตรก็มีอยู่ถมเถไป แล้วจะหวังให้คนที่ได้เป็นเซียนเหล่านี้เป็นผู้ประเสริฐที่สะอาดบริสุทธิ์ได้อย่างไร พวกเขาเพียงแค่สามารถควบคุมกิเลสของมนุษย์โลกไว้ได้ แล้วพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อขึ้นเป็นเซียน คนที่จิตใจโหดเหี้ยมจนสามารถเก็บกดความปรารถนาของตนเอาไว้ได้ เจ้ายังจะหวังให้เขามีเมตตาต่อสรรพสัตว์ในใต้หล้าอีกหรือ’
ชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังเว่ยเจี๋ยกล่าวเช่นนี้ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้นต้งยวนไม่ต้องผ่านความยากลำบากในการบำเพ็ญเพียร เขาคือโอรสของจักรพรรดิสวรรค์ นับตั้งแต่เกิดมาก็เหนือกว่าคนธรรมดาที่บำเพ็ญเพียรเป็นเซียนจนไม่เห็นฝุ่น
เพราะเหตุนี้นางจึงพอรู้จักเทพเซียนอยู่บ้าง อย่างน้อยก็จะเชื่อคำพูดของเทพเซียนทั้งหมดไม่ได้ โดยเฉพาะต้งยวนที่สามารถกล่าวคำโกหกได้โดยไม่ต้องร่างมาก่อน!
ทว่าฉินหลิงเซียวที่อยู่อีกด้านเมื่อได้ยินเช่นนี้ นัยน์ตากลับหดตัวอย่างรุนแรง…แสดงว่าคุณชายเนื้อหยกผู้นี้คือมหาเทพต้งยวนเช่นนั้นหรือ
ตามตำนานเล่าขานมหาเทพต้งยวนปราบปีศาจสามโลกนั้น ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนล้วนจดจำได้ขึ้นใจ
ในบรรดาเทพเซียนบนสวรรค์ มหาเทพต้งยวนและมหาเทพกู่เหยียนผู้เป็นประมุขแห่งยมโลกล้วนมีชื่อเสียงว่าเป็นเทพผู้ทรงพลานุภาพ
ทว่าในสายตาของผู้ที่ลงมาบำเพ็ญเพียรยังโลกมนุษย์ มหาเทพกู่เหยียนจะเป็นที่นับถือมากกว่าสักหน่อย ถึงอย่างไรพวกเขาล้วนมิใช่บุตรของจักรพรรดิสวรรค์ จำเป็นต้องบำเพ็ญเพียรเพื่อให้ได้ขึ้นสวรรค์เช่นเดียวกับมหาเทพกู่เหยียน
ซ้ำยังมีคำกล่าวหนึ่งที่มาจากแดนเซียนว่ามหาเทพกู่เหยียนบำเพ็ญเพียรจนมีพลังยิ่งกว่ามหาเทพต้งยวนเสียอีก เพียงแต่มีเจ้าแม่สระสวรรค์ปกป้อง ทำให้มหาเทพกู่เหยียนต้องเฝ้ายมโลกแทนมหาเทพต้งยวน
แน่นอนว่าสิ่งนี้ย่อมมีผลกระทบ ถึงอย่างไรในโลกมนุษย์ปุถุชน ทุกที่ล้วนมีรูปสลักของมหาเทพต้งยวนอยู่ แต่ไม่มีผู้ใดกราบไหว้บูชาประมุขแห่งยมโลกเลย
ไม่ว่าอย่างไรพลังอานุภาพของมหาเทพกู่เหยียนก็หายไปเนิ่นนานจนแทบไม่เคยได้ยินเรื่องเล่าขาน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ฉินหลิงเซียวก็มองคุณชายเยี่ยอี้อีกครั้ง ที่หน้าผากของเขามีรอยประทับเทพจริงๆ เหมือนกับรูปสลักในศาลเจ้าไม่มีผิด คราวนี้เขาจำต้องลุกขึ้นเพื่อคารวะชดเชยอีกครั้ง เป็นการขอบคุณองค์มหาเทพที่ช่วยเหลือเขาเมื่อครู่
เยี่ยอี้ยิ้มตาหยีกล่าวอย่างอ่อนโยนว่า “ประมุขน้อยฉินอายุน้อยมากความสามารถ หากต้องแปดเปื้อนภูตผีฐานจิตจะกระทบกระเทือนจนล้มป่วยได้ แล้วข้าจะอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำสิ่งใดได้อย่างไร”
ชุยเสียวเสี่ยวเหลือบมองไปด้านข้างด้วยสีหน้าเย็นชา รู้สึกว่าจู่ๆ เยี่ยอี้ก็ดีกับฉินหลิงเซียวถึงเพียงนี้ ดีจนนางรู้สึกขนลุก
นางอยากเตือนฉินหลิงเซียวให้ระวังความเจ้าเล่ห์ของเทพจอมหลอกลวงผู้นี้ แต่เพียงแค่เริ่มพูดฉินหลิงเซียวก็ตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา ต่อว่าชุยเสียวเสี่ยวไร้มารยาท ไม่รู้จักให้ความเคารพองค์มหาเทพ
ช่างเถิด ชุยเสียวเสี่ยวได้แต่เก็บความหวังดีของตนที่มีต่อเขาเอาไว้
อีกอย่างเทพเซียนมีอะไรดีนักหนาถึงต้องพินอบพิเทากันถึงเพียงนี้
เว่ยเจี๋ยที่คอยจุดไฟทำอาหารให้นางทุกวันก็เป็นมหาเทพตัวจริงเช่นกัน! มีสิ่งใดน่าอัศจรรย์ใจเล่า
ไม่รู้ว่าหากฉินหลิงเซียวรู้ว่าเว่ยเจี๋ยคืออดีตประมุขแห่งยมโลก…มหาเทพกู่เหยียน ไม่รู้ว่าเขาจะยังให้ความเคารพนบนอบต่อเว่ยเจี๋ยเช่นเดียวกันนี้อีกหรือไม่
ในตอนนี้คนสามคนที่โต๊ะพนันพลันแบ่งแยกกันอย่างชัดเจน สองพ่อลูกฉินหลิงเซียวย่อมยืนอยู่ข้างมหาเทพต้งยวน
แม่นางฝูในฐานะที่เป็นเจ้าบ้านยิ้มบางมองเทพกับมารที่นั่งอยู่เต็มโต๊ะ เอ่ยอย่างแฝงความนัยว่า “หากเป็นที่อื่นข้าย่อมจุดธูปเผากระดาษบูชาทุกท่าน แต่น่าเสียดายที่เกาะแห่งนี้ไม่มีเทพปีศาจคอยคุ้มครอง สิ่งที่ทุกท่านปรารถนาล้วนได้มาจากการที่ทุกท่านใช้ของรักของตนมาเป็นเดิมพัน ยอมรับผลแพ้ชนะ ใช้ความสามารถมาแลกเปลี่ยน!”
เว่ยเจี๋ยมองแม่นางฝู เอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้ารู้หรือว่าสิ่งที่พวกเราปรารถนาคือสิ่งใด”
แม่นางฝูยิ้มบางแล้วแบมือออกมาอีกครั้ง บนฝ่ามือของนางมีรูปสลักเพลิงเก้าอินปรากฏ รูปร่างเหมือนกับรูปสลักเพลิงเก้าอินที่ชุยเสียวเสี่ยวพบเมื่อสองร้อยปีก่อนไม่มีผิด
แม่นางฝูราวกับล่วงรู้ความปรารถนาที่อยู่ลึกที่สุดในใจคนก็มิปาน ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาเอ่ยวาจา นางก็สามารถทายสิ่งที่พวกเขาปรารถนาได้ในทันที ราวกับมองออกว่าสายตาของเยี่ยอี้และเว่ยเจี๋ยดูมุ่งหมายคล้ายคิดจะชิงลงมือก่อน
แม่นางฝูยิ้มบางกล่าวว่า “เกาะทะเลแห่งนี้เกิดจากการที่บิดาของต้าอวี่ใช้เป็นที่รองรับน้ำที่เกิดจากอุทกภัย และเนื่องจากมิใช่เป็นดินแดนทั่วไป ดังนั้นจึงไม่อาจทนรับแรงสั่นสะเทือนจากพลังบารมีเทพได้ ขอเพียงทุกท่านแสดงพลานุภาพ เกาะแห่งนี้ก็จะได้รับแรงสั่นสะเทือนจนจมทะเลไปในที่สุด…ก่อนหน้านี้ที่สองพ่อลูกคุณชายฉินลงมือก็ทำให้สั่นสะเทือนไปรอบๆ เกาะ มีเรือบางลำถึงขั้นจมไปใต้ท้องทะเล…มิทราบว่าทุกท่านเข้าใจคำพูดของข้าหรือไม่”
ความหมายของแม่นางฝูนั้นเข้าใจง่ายมาก ต่อให้เจ้าเป็นเทพก็ดีหรือปีศาจก็ช่าง จะลงมือกับนางมิได้ มิเช่นนั้นนางจะทำให้เกาะแห่งนี้จมทะเลไปเสีย
ต่อให้พวกเขามีความสามารถร้ายกาจแล้วอย่างไร ก็ยังอยู่ในร่างของมนุษย์ปุถุชนมิใช่หรือ ที่นี่เป็นเกาะห่างไกล ต่อให้มีกระบี่ศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างไร ที่นี่สามารถทำให้พวกเขาเหนื่อยจนหมดแรงตกทะเลไปเป็นอาหารปลาได้ก็แล้วกัน!
คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะนี้คือคนฉลาด เมื่อได้ฟังคำพูดของแม่นางฝูแล้วก็ไม่มีใครลงมืออีก เพียงส่งสายตาหยั่งเชิงกันไปมาเท่านั้น
ชุยเสียวเสี่ยวม้วนเส้นผมยาวราวหางจิ้งจอกของตน อาศัยจังหวะนั้นกล่าวกับเยี่ยอี้ว่า “เจ้าบอกว่าที่นี่ไม่ใช่กิจการของเจ้า เช่นนั้นเจ้ารู้ที่มาที่ไปของแม่นางฝูผู้นี้หรือไม่”
เยี่ยอี้ยังคงแย้มยิ้มอย่างเป็นต่อ มองชุยเสียวเสี่ยวที่กำลังเท้าคาง “ชุยเสียวเสี่ยว ข้าก็เหมือนกับเจ้า เป็นครั้งแรกที่มายังเกาะแห่งนี้ หากเจ้าอยากรู้อะไรจริงๆ มิสู้ไปถามลูกศิษย์ของเจ้าแทนดีกว่า เขาน่าจะมาที่เกาะแห่งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว”
ชุยเสียวเสี่ยวรู้ว่าเขาหมายถึงเว่ยเจี๋ย ในเมื่อเพลิงเก้าอินอยู่ในมือของแม่นางฝู เช่นนั้นเว่ยเจี๋ยเมื่อชาติก่อนก็น่าจะมาตามหารูปสลักถึงที่นี่
หากนับชาติที่แล้วด้วย เว่ยเจี๋ยก็เท่ากับมาที่เกาะแห่งนี้เป็นครั้งที่สองแล้วมิใช่หรือ น่าเสียดายที่เขาไม่รู้เรื่องตอนที่มายังเกาะแห่งนี้ในครั้งแรกเลย ถือว่ามาเสียเที่ยวโดยแท้
แม้เยี่ยอี้จะไม่ได้ตอบคำถามตรงๆ แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดชุยเสียวเสี่ยวจึงรู้สึกว่าสายตาที่เขามองแม่นางฝูดูไม่เป็นมิตรอย่างมาก ราวกับมีแรงอาฆาตที่ยากจะปกปิดแผ่ออกมา…
ดูท่าเยี่ยอี้ผู้นี้มิได้ล่วงรู้ถึงความลับของเกาะแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
ชุยเสียวเสี่ยวถามอีกว่า “เช่นนั้นเจ้ามาที่นี่ก็เพื่อรูปสลักเพลิงเก้าอินอย่างนั้นหรือ”
เยี่ยอี้หัวเราะ “แม่นางชุยถามทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วนี่ เจ้าให้ฉางซานอ๋องแจ้งความทางการ วาดรูปเหมือนของข้า ออกประกาศจับติดไปทั่วทุกที่ ข้าไม่มีที่ที่อยู่ได้อย่างสงบจนต้องหลบหนีออกทะเลมา ทว่ารูปสลักนี้ช่างงามวิจิตรเหลือเกิน คุ้มค่าที่จะเก็บรักษาเอาไว้ ข้าลงมายังโลกมนุษย์นี้ย่อมต้องมีของขวัญนำกลับไปด้วย”
เมื่อได้ฟังคำพูดอ้อมค้อมของเขา ชุยเสียวเสี่ยวก็พยักหน้าเพื่อแสดงออกว่าเข้าใจ เยี่ยอี้มาที่นี่เพื่อรูปสลักที่สามารถย้อนเวลากลับไป
ในเมื่อต้งยวนดื้อรั้นที่จะเปิดประตูยมโลกถึงเพียงนี้ หลังจากที่จันทร์สีชาดไม่ปรากฏขึ้นอีก เขาจะต้องหาวิธีย้อนเวลากลับไป ดูท่าเขาจะต้องหาทางครอบครองรูปสลักนี้ให้ได้เป็นแน่!
เห็นได้ชัดว่าแม่นางฝูรู้ว่ารูปสลักเพลิงเก้าอินนี้เป็นเผือกร้อนลวกมือ นางเอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “รูปสลักนี้มีเพียงหนึ่งองค์เท่านั้น ก็ต้องดูความสามารถของท่านทั้งสองว่าใครจะสามารถเอาชนะจนได้รูปสลักนี้ไป”
แม่นางฝูกล่าวพลางหยิบไพ่เก้าสำรับหนึ่งออกมา
ชุยเสียวเสี่ยวหันไปกล่าวกับพวกพ้องของตนเสียงเบาว่า “พวกเจ้าใครเล่นไพ่เก้าเก่งที่สุด”
เว่ยเจี๋ยมองนางแล้วกล่าวเสียงต่ำว่า “ข้าไม่เคยเล่นพนัน…”
อวี๋หลิงเอ๋อร์และเผ่าจิ้งจอกต่างพากันทำตาโตถามว่า “ของสิ่งนั้นเล่นอย่างไรหรือ เสียวเสี่ยว ท่านคงเล่นเป็นแน่ๆ ใช่หรือไม่”
ชุยเสียวเสี่ยวยิ้มเจื่อน แม้ในอดีตนางจะคลุกคลีตีโมงอยู่ข้างถนน พอจะหลอกลวงเอาเงินมาจากคนได้บ้าง ทว่ากับเรื่องพนันขันต่อนี้นางกลับเล่นไม่เป็นเลย
ถึงอย่างนั้น…ชุยเสียวเสี่ยวมองไปทางเยี่ยอี้และฉินหลิงเซียว สองคนนี้คนหนึ่งคือเทพเซียนโดยกำเนิดจากสวรรค์ อีกคนหนึ่งคือนายน้อยผู้ภาคภูมิใจในตนเองว่าเป็นยอดบุรุษแห่งโลกมนุษย์ ย่อมเล่นไพ่เก้าไม่เป็นเช่นกัน!
เมื่อไถ่ถามก็พบว่าคนที่ยืนเล่นพนันอยู่รอบโต๊ะนี้ล้วนแต่เล่นพนันไม่เป็นสักคนเดียว!
แม่นางฝูกลับไม่ถือสาอันใด ยังอธิบายวิธีเล่นให้พวกเขาฟังด้วย
ชุยเสียวเสี่ยวกลับกลอกตา เอ่ยถามเว่ยเจี๋ยเสียงเบาว่า “หากเจ้าต้องการพนันกับเขา แล้วจะเลือกใช้วิธีเล่นอย่างไร”
ด้วยนิสัยของจอมมารเว่ยเจี๋ยเมื่อชาติก่อน ย่อมไม่อดทนพอจะเรียนรู้วิธีเล่นไพ่เก้าเช่นนี้
อาศัยที่นางรู้จักเว่ยเจี๋ยมา บุรุษผู้นี้จะต้องใช้อำนาจเปลี่ยนแปลงกติกาให้ทุกคนทำตามวิธีการเล่นของเขา
หากรู้ได้ว่าเมื่อชาติก่อนเขาใช้วิธีการใดจึงจะชนะ ชาตินี้ไม่เท่ากับลงดาบให้คลี่คลายได้ทันทีหรอกหรือ
เว่ยเจี๋ยไม่มีความอดทนที่จะเรียนวิธีการเล่นพนันจากแม่นางฝูจริงๆ เขายื่นมือออกไปกวาดไพ่เก้าตกลงกับพื้น แล้วหยิบลูกเต๋าสองลูกที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมา “การพนันมีตั้งหลากหลายวิธี เหตุใดจึงต้องทำอะไรซับซ้อนถึงเพียงนั้นด้วย โยนลูกเต๋าทายสูงต่ำกันดีกว่า จะได้ไม่เสียเวลาซึ่งกันและกัน”
แม่นางฝูได้ยินดังนั้นก็ดูเหมือนลำบากใจ
ชุยเสียวเสี่ยวตัดสินใจใช้วิธีของเว่ยเจี๋ย นางเอ่ยสนับสนุนทันใด “ในเมื่อเป็นการพนันก็ต้องพนันอย่างยุติธรรม อาศัยความสามารถของแต่ละคน ลูกเต๋านี้เรียบง่ายชัดเจน ยากที่จะใช้ลูกไม้เล่นเล่ห์ได้ ไม่รู้ว่าท่านมีถ้วยเขย่าลูกเต๋าที่ทำจากแก้วหรือไม่ ทุกคนจะได้มองเห็น ถือเป็นการป้องกันการโกง…”
แม่นางฝูกล่าวพร้อมรอยยิ้ม “บนเกาะแห่งนี้มีทุกสิ่งทุกอย่าง ฝาใสที่มองทะลุได้นั้นมี เพียงแต่ท่านทั้งสองจะต้องเล่นพนันด้วยวิธีนี้ด้วยหรือ อย่าหาว่าข้าไม่เตือนท่านทั้งสองเลย พวกท่านเลือกหนึ่งในวิธีพนันที่ยากที่สุดเข้าแล้ว”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 10 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.