X
    Categories: ทดลองอ่านผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมารมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 97

หน้าที่แล้ว1 of 7

บทที่ 97

เมื่อได้ฟังแม่นางฝูกล่าวเช่นนี้ ทุกคนย่อมไม่เชื่อ

ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าการเล่นลูกเต๋ายากกว่าการเล่นไพ่เก้า มันควรจะเป็นการพนันที่ไม่จำเป็นต้องใช้สมองมากที่สุดมิใช่หรือ

เมื่อแม่นางฝูกล่าวจบก็เอ่ยถามอีกว่า “ที่แม่นางท่านนี้เสนอมา ทุกท่านเห็นด้วยหรือไม่เจ้าคะ”

ไพ่เก้านั้นซับซ้อนเกินไปและมีคนเล่นลูกไม้โกงได้ง่าย ส่วนลูกเต๋านั้นต่อให้พวกเขาไม่ใช่นักพนัน แต่ทุกคนมีกำลังภายใน การจะใช้กำลังภายในควบคุมลูกเต๋าสี่ลูกนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายดายยิ่งนัก!

เมื่อเทียบกันแล้วการทอยลูกเต๋าดูจะเหมาะสมกว่า ดังนั้นเยี่ยอี้และฉินหลิงเซียวจึงพยักหน้าเห็นด้วย

แม่นางฝูหัวเราะเสียงเบา ยื่นมือออกไปโบกเหนือโต๊ะอีกครั้ง พลันมีถ้วยเขย่าลูกเต๋าทำจากผลึกแก้วเจียระไนปรากฏขึ้นมาบนโต๊ะ แล้วยังมีลูกเต๋าที่มีขนาดใหญ่เท่าไข่นกกระทาอีกสี่ลูก

เมื่อนางใส่ลูกเต๋าเข้าไปในถ้วยเขย่าลูกเต๋าก็คลี่ยิ้มบางถามว่า “พวกท่านใครจะเป็นคนเริ่มก่อนเจ้าคะ ตกลงกันเสียก่อน หนึ่งตาใช้ตบะบำเพ็ญเพียรสิบปี วางเดิมพันให้เรียบร้อยเสียก่อนถึงค่อยเริ่มเขย่าลูกเต๋า”

เมื่อกล่าวเช่นนี้สีหน้าทุกคนพลันเปลี่ยนไป

สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ตบะบำเพ็ญเพียรหนึ่งปีจำต้องบำเพ็ญเพียรอย่างยากลำบากตลอดทั้งวันทั้งคืน ค่อยๆ สั่งสมตบะมาทีละน้อย ส่วนตบะบำเพ็ญเพียรสิบปีนี้ถือเป็นความแตกต่างระหว่างช่วงที่โอสถทองเพิ่งเริ่มก่อตัวกับโอสถทองที่หลอมสำเร็จแล้ว

เกาะแห่งนี้ช่างชั่วร้ายยิ่งนัก ไม่เพียงปอกลอกอายุขัยของผู้คน ยังปอกลอกตบะของผู้บำเพ็ญเพียรมาเป็นของเดิมพันด้วย

แม่นางฝูเป็นเจ้ามือ ย่อมต้องให้ผู้เล่นเป็นฝ่ายวางเดิมพันก่อน

ฉินหลิงเซียวเห็นเว่ยเจี๋ยและเยี่ยอี้ต่างไม่ส่งเสียงคัดค้านก็หัวเราะเสียงเย็นชา กล่าวเสียงดังว่า “ข้าจะเริ่มก่อน! แต่ข้าไม่ต้องการรูปสลัก ข้าต้องการลูกแก้วปีศาจลูกนั้น!”

บัดนี้บิดาร่างกายอ่อนแอจนแทบประคองตัวไม่ไหว เขาเองก็ร้อนใจจนทนไม่ไหวเช่นกัน ตบะบำเพ็ญเพียรสิบปีนี้หมายถึงชีวิตของบิดา ต่อให้เขาไม่อยากพนันก็ต้องทำ!

ฉินหลิงเซียวเดินไปที่หน้าโต๊ะ มองลูกเต๋าที่อยู่ในถ้วยเขย่าลูกเต๋าแก้วใส ลูกเต๋าในตอนนี้หงายด้านหนึ่งจุดขึ้นมาทั้งหมด รวมทั้งหมดสี่จุดเป็นคะแนนต่ำ

ก่อนหน้านี้ที่เมืองลั่วอี้ ฉินหลิงเซียวถูกพลังปราณของเว่ยเจี๋ยทำให้เสื้อผ้าขาดเป็นริ้วๆ ต้องหนีตายจนมีสภาพแสนอเนจอนาถ

ครั้งนี้เขาตั้งใจทวงคืนศักดิ์ศรีให้ตนเองได้มีที่หยัดยืน ดังนั้นจึงพนันข้างสูง ตั้งใจเขย่าให้ได้ยี่สิบสี่แต้มเพื่อแสดงความสามารถของตน

แม่นางฝูหยิบสมุดปกดำขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วใช้หมึกสีดำราวโลหิตเขียนว่า

 

เดิมพันตบะบำเพ็ญเพียรสิบปี ยินยอมรับผลแพ้ชนะ’

ฉินหลิงเซียวลงนามของตน จากนั้นก็ประทับนิ้วมือเป็นหลักฐาน

ทว่าไม่มีหมึกสีแดง แม่นางฝูกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่าประทับมือลงไปก็พอ ไม่จำเป็นต้องจุ่มหมึกสีแดง

เมื่อฉินหลิงเซียวประทับนิ้วลงบนนามของตนก็พลันรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นที่ปลายนิ้ว เขายกนิ้วขึ้นมาดู เห็นว่านิ้วตนเองถูกกระดาษบาดจนเป็นแผล มีหยดโลหิตผุดขึ้นมา

บนกระดาษแผ่นนั้นมีลายนิ้วมือสีแดงโลหิตของฉินหลิงเซียวประทับไว้

แม่นางฝูมองดูตบะบำเพ็ญเพียรสิบปีที่จำนำเอาไว้ก็ให้ฉินหลิงเซียวหยิบถ้วยเขย่าลูกเต๋าขึ้นมาเขย่า ทว่าในขณะที่เขายื่นมือออกไปรับมานั้นก็พบว่าที่ครอบนั้นหนักราวพันชั่งจนยกไม่ขึ้น

ฉินหลิงเซียวตกตะลึง เอ่ยถามอย่างอดไม่ได้ว่า “เหตุใดถ้วยจึงหนักถึงเพียงนี้”

แม่นางฝูหัวเราะ กล่าวหยอกเย้าว่า “สิ่งที่หนักคือลูกเต๋าที่อยู่ด้านใน มันคือลูกเต๋าที่หลอมมาจากขวานของผานกู่ที่ใช้เปิดโลก ผู้ที่สามารถเขย่ามันได้จะต้องมีพลังที่แท้จริงของเทพเซียน! มนุษย์ปุถุชนไม่สามารถขยับได้…”

ชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังก็ทำตาโต “เหล็กวิเศษเช่นนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน กว่าจะนำมาทำเป็นลูกเต๋าได้คงยากมากกระมัง”

แม่นางฝูหัวเราะเสียงเบา “แม่นางกล่าวได้ถูกต้องที่สุด ลูกเต๋านี้ไม่สามารถใช้เครื่องมือแกะสลักของมนุษย์ได้ จะต้องใช้สายฟ้าจากสวรรค์มากลึงเหลี่ยมมุมเพื่อแกะสลักลวดลาย ทว่าสวรรค์ก็มิได้มีสายฟ้าเช่นนี้ทุกวัน ดังนั้นลูกเต๋าหนึ่งลูกจึงต้องใช้เวลากว่าร้อยปี”

ชุยเสียวเสี่ยวกล่าวพร้อมสีหน้าหวาดหวั่น “ผู้ที่สร้างลูกเต๋านี้จะต้องติดการพนันมากเป็นแน่ ช่างมีความอดทนอดกลั้นเสียจริง!”

ฉินหลิงเซียวได้ฟังเช่นนี้กลับไม่เชื่อถือแม้แต่น้อย เขาโคจรลมปราณทำจิตใจให้แน่แน่ว หยิบถ้วยเขย่าลูกเต๋าอีกครั้ง พลันเห็นว่าลมปราณลอยอวลอยู่เหนือศีรษะของเขา เห็นได้ว่าเขาใช้กำลังภายในถึงขั้นสิบแล้ว แต่กลับไม่สามารถยกถ้วยลูกเต๋านั้นขึ้นมาได้

มือที่ฉินหลิงเซียวจับถ้วยอยู่สั่นระริก นี่เป็นการพนันที่ยุติธรรมที่ใดกัน แม่นางฝูรู้แต่แรกแล้วว่ามนุษย์ไม่สามารถเขย่าลูกเต๋านี้ได้ แต่กลับไม่ยอมบอกแต่แรก น่าแค้นใจที่เขายกไม่ขึ้นและลูกเต๋าเหล่านั้นรวมกันก็ได้เพียงสี่จุดเท่านั้น เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าเขา…แพ้หรอกหรือ!

น่าแค้นใจที่ตอนนี้ร่างกายของเขาอายุไม่ถึงสิบเก้าปีดี หากต้องเสียตบะบำเพ็ญเพียรไปสิบปี ฐานจิตก็จะว่างเปล่า ต้องหวนกลับไปในวัยเด็กน้อย!

เวลานี้ฉินหลิงเซียวร้อนใจจนเหงื่อเย็นผุดออกมา ม่านตาหดเล็ก มีเส้นโลหิตปรากฏขึ้นในลูกตาเหมือนกับนักพนันที่สิ้นเนื้อประดาตัวเหล่านั้น

ในขณะที่ฉินหลิงเซียวไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรนั่นเองก็พลันรู้สึกว่ามีแรงสายหนึ่งกำลังยกแขนของเขาขึ้นจนสามารถยกถ้วยเขย่าลูกเต๋านั้นขึ้นมาได้เล็กน้อย!

ยามที่ฉินหลิงเซียวกำลังประหลาดใจอยู่นั้น เขาก็หันไปมองเล็กน้อย พบว่าคุณชายเยี่ยอี้กำลังยื่นนิ้วออกมาสองนิ้ว ยกขึ้นอย่างแผ่วเบา

ฉินหลิงเซียวเข้าใจแล้ว ที่แท้คุณชายเยี่ยอี้ก็อาศัยพลังของมหาเทพช่วยเหลือเขาอยู่

ฉินหลิงเซียวรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก รีบรวมสมาธิเคลื่อนกำลัง ยกถ้วยเขย่าลูกเต๋านั้นขึ้นมา

เมื่อมีพลังเทพของเยี่ยอี้คอยช่วยเหลือ ในที่สุดเขาก็สามารถเขย่าถ้วยนั้นได้ สักพักก็ได้ผลออกมาที่สิบสองจุด

แม่นางฝูเขย่าถ้วย แต่กลับได้เพียงสิบเอ็ดจุด ฉินหลิงเซียวจึงเอาชนะมาด้วยหนึ่งจุดอย่างฉิวเฉียด

เมื่อเห็นจำนวนจุดที่แม่นางฝูเขย่าได้ ฉินหลิงเซียวก็ถอนหายใจอย่างแรง ประสานมือขอบคุณเยี่ยอี้อย่างซาบซึ้งใจ

เว่ยเจี๋ยกลับเลิกคิ้วถามว่า “อาศัยกำลังของผู้อื่นไม่เท่ากับเป็นการโกงหรอกหรือ”

แม่นางฝูหัวเราะเสียงเบากล่าวว่า “ก่อนหน้านี้มิได้กล่าวว่าสามารถยืมพลังของผู้อื่นได้ ในเมื่อไม่ได้กล่าวเอาไว้ เช่นนั้นก็ไม่ถือว่าเป็นการโกง…คุณชายฉิน นี่คือลูกแก้วปีศาจที่ท่านชนะได้มา รับไปเถิด!”

ดูท่าคำพูดของแม่นางฝูผู้นี้จะเชื่อถือได้ พูดจริงทำจริงและมอบลูกแก้วปีศาจให้อย่างรวดเร็ว

เมื่อลูกแก้วปีศาจสีม่วงแดงตกมาอยู่ในมือของฉินหลิงเซียว เขาก็มองบิดาที่แก่ชราจนหมดสภาพ กัดฟันแน่น แล้วรีบลองใช้งานทันที

จะทำอย่างไรได้ บิดาของเขาแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว ต่อให้ลูกแก้วปีศาจจะชั่วร้ายเพียงใดเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นอีก

ฉินหลิงเซียวรู้วิธีการใช้ลูกแก้วปีศาจ จึงนั่งขัดสมาธิส่งลูกแก้วปีศาจลูกนั้นเข้าสู่ร่างกายของบิดาในทันที แล้วชักนำลูกแก้วปีศาจลูกนั้นให้เคลื่อนไปทั่วร่างกาย

ฉินเฮ่อเดิมก็เป็นคนสำนักภูตผี เขาจึงตอบรับกับฤทธิ์มารได้ดีมาก ไม่นานผิวหนังเหี่ยวย่นก็ยืดตัวออกกลายเป็นคนหนุ่มอายุสามสิบปีในทันใด

เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง สีหน้าตื่นเต้นยินดี “หลิงเซียว ข้า…ข้ารู้สึกว่าตบะบำเพ็ญเพียรของข้าเหมือนจะเพิ่มขึ้นมาก!”

เมื่อฉินหลิงเซียวเห็นว่าลูกแก้วปีศาจได้ผลก็รู้สึกราวยกภูเขาออกจากอก

แม่นางฝูยิ้มมองสองพ่อลูก “ข้าบอกแล้วว่าลูกแก้วปีศาจนี้มีที่มาไม่ธรรมดา ย่อมได้ผลเป็นเท่าทวีคูณ…เป็นอย่างไรเล่า อีกสองท่านใครจะเป็นฝ่ายพนันก่อนเจ้าคะ”

เยี่ยอี้ยิ้มกล่าวว่า “รูปสลักมีเพียงหนึ่ง แต่พวกเราทั้งสองคนต่างต้องการ หากใครชนะก่อน อีกคนหนึ่งไม่เท่ากับว่าแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มพนันหรอกหรือ แล้วจะเรียกว่ายุติธรรมได้อย่างไร”

แม่นางฝูพยักหน้า “มหาเทพองค์นี้กล่าวได้มีเหตุผล เช่นนั้นพวกเราควรจะพนันกันอย่างไรให้ยุติธรรมเล่า”

เยี่ยอี้ชี้ไปที่เว่ยเจี๋ย “ข้าจะพนันกับเขา ให้ทั้งสองคนเขย่าพร้อมกัน ผู้ใดได้แต้มมากกว่า ผู้นั้นก็จะได้รางวัลไป” เขากล่าวกับเว่ยเจี๋ยโดยตรงว่า “เว่ยเจี๋ย เจ้ากล้าหรือไม่”

สมแล้วที่ต้งยวนเป็นมหาเทพจอมเจ้าเล่ห์ สมองคิดไวกว่าคนธรรมดาทั่วไป เขาตัดเจ้ามืออย่างแม่นางฝูออกแล้วพนันกับเว่ยเจี๋ยโดยตรง เขาซึ่งเป็นมหาเทพย่อมมีโอกาสที่จะชนะมากกว่า

ถึงอย่างไรพลังบารมีเทพของเว่ยเจี๋ยก็แหลกสลายไปแล้ว ไม่เหมือนพลังบารมีเทพของต้งยวนที่เพียงได้รับการกระทบกระเทือนเท่านั้น

ในขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น สายตางดงามของเยี่ยอี้เต็มไปด้วยการท้าทาย หากเว่ยเจี๋ยไม่กล้ารับคำท้า เขาจะต้องกล่าววาจาเย้ยหยันอย่างแน่นอน

บุรุษต่อให้กลายเป็นเทพไปแล้วก็ยังมีนิสัยชอบเอาชนะคะคานกันอย่างมากอยู่วันยังค่ำ!

เว่ยเจี๋ยหัวเราะเสียงเย็นชา ไม่ได้สนใจชุยเสียวเสี่ยวที่กำลังดึงแขนเสื้อของเขา แล้วรับคำท้าทันทีโดยไม่ลังเล

ชุยเสียวเสี่ยวโมโหจนทุบกำปั้นลงบนแผ่นหลังเขาอย่างแรงถึงสองครั้ง

ในเวลานี้แม่นางฝูกลับกล่าวว่า “พวกท่านเปลี่ยนกติกา ต้องการพนันกันเอง เช่นนั้นของเดิมพันก็ต้องยิ่งสูงค่ามากขึ้นสักหน่อย สำหรับพวกท่านทั้งสองแล้ว ตบะบำเพ็ญเพียรมิใช่ของมีค่าสำคัญอะไร…ดังนั้นครั้งนี้พวกท่านต้องเดิมพันด้วยชีวิต!”

เมื่อกล่าวคำพูดนี้ออกมา เว่ยเจี๋ยและเยี่ยอี้ก็พลันหรี่เปลือกตาลงโดยพร้อมเพรียงกัน

แม่นางฝูมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าทั้งสองคนนี้อยากจะครอบครองรูปสลักให้ได้ จึงยิ้มกล่าวแฝงความนัยว่า “หากเดิมพันไม่ใหญ่สักหน่อย แล้วจะสาแก่ใจได้อย่างไรเล่า ผู้ที่ชนะจะขว้างหินก้อนเดียวได้นกสองตัว สามารถครอบครองรูปสลักที่ปรารถนาแม้ยามนอนหลับฝัน ซ้ำยังสามารถกำจัดศัตรูคู่แค้นโดยที่โลหิตไม่เปื้อนมือ ข้อแลกเปลี่ยนเช่นนี้คุ้มค่าจริงๆ มิใช่หรือ! เป็นอย่างไรเล่า ท่านทั้งสองเกิดกลัว คิดจะเปลี่ยนใจหรือ”

เว่ยเจี๋ยและเยี่ยอี้มองตาของอีกฝ่ายราวกับรอให้อีกคนเป็นผู้กลับคำ ทว่าจนท้ายที่สุดก็ไม่มีผู้ใดยอมเสียหน้าเป็นฝ่ายถอยออกไปก่อน

สุดท้ายเยี่ยอี้หัวเราะกล่าวว่า “เรื่องแค่นี้ก็ยังไม่กล้ารึ เว่ยเจี๋ย อย่าทำให้ข้าต้องดูถูกเจ้าเลย!”

เว่ยเจี๋ยแค่นเสียงเย็นชา กล่าวเรียบๆ ว่า “ในเมื่อเจ้ากล้าพนัน เช่นนั้นก็ลงเดิมพันก่อนสิ”

แม่นางฝูหยิบสมุดที่สามารถดูดโลหิตมนุษย์ออกมาให้ทั้งสองลงนามเดิมพัน

ชุยเสียวเสี่ยวสายตาเฉียบแหลม มองเห็นเยี่ยอี้เขียนชื่อลงไปว่า ‘เยี่ยอี้’ มิใช่ ‘ต้งยวน’

เทพแต่กำเนิดผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างหาใดเทียบจริงๆ! เขาเขียนนามของเยี่ยอี้ ยามเขียนก็ใช้โลหิตของเยี่ยอี้ หากเกิดแพ้ขึ้นมาชีวิตที่เสียไปก็ย่อมเป็นของเยี่ยอี้!

ส่วนต้งยวนสามารถหาคนมาสิงร่างอีกได้เสมอ ดังนั้นเขาจึงไม่เสียแม้แต่ขนเส้นเดียว!

เมื่อคิดถึงตรงนี้ชุยเสียวเสี่ยวก็ตะโกนเสียงดังขึ้นมาทันที “ไม่ยุติธรรม เหตุใดเจ้าจึงเขียนชื่อของเยี่ยอี้ ไม่ใช่ต้งยวนเล่า!”

เยี่ยอี้คลี่รอยยิ้มเอ่ยอย่างยียวน กล่าวสบายๆ ว่า “ในโลกมนุษย์ข้าคือเยี่ยอี้ แม้บัดนี้ร่างนี้จะมีอยู่สองชีวิต แล้วเจ้าจะมาสนใจว่าข้าจะใช้ชีวิตใดมาเดิมพันด้วยเหตุใดกัน เป็นอันใดเล่า พวกเจ้าจะหาข้ออ้างกลับคำหรือ เช่นนี้ก็ดี จะได้ไม่มีผู้ใดมาแย่งชิงรูปสลักกับข้าอีก ข้าพนันกับแม่นางฝูก็ไม่ต่างกัน!”

เว่ยเจี๋ยกล่าวเสียงเย็นชา “ใครบอกว่าจะกลับคำเล่า เอาสมุดมานี่!”

ชุยเสียวเสี่ยวร้อนใจ ดวงตาแดงเรื่อ คว้ามือของเว่ยเจี๋ยที่กำลังจะลงนามเดิมพัน “เยี่ยอี้ไม่ต้องเสียอะไรสักอย่าง ต่อให้แพ้เขาก็ไม่เสียหายเลยสักนิด แต่เจ้าไม่เหมือนกัน เจ้ามีเพียงชีวิตเดียว! หากเจ้าแพ้…เช่นนั้นก็จะรักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้!”

เว่ยเจี๋ยกลับราวกับถูกผีเข้าสิง ถูกผีสางดลใจก็มิปาน ดึงดันจะเขียนนามของตนเองลงไป

ชุยเสียวเสี่ยวจะห้ามก็ห้ามไม่อยู่ นางโมโหจนหลบไปอีกด้านหนึ่ง น้ำตาไหลเงียบๆ

ดูท่าเมื่อแปดเปื้อนการพนันเข้าแล้วจะทำให้คนคลุ้มคลั่งจนสูญเสียสติสัมปชัญญะได้จริงๆ ตอนนี้ไม่ว่าห้ามปรามอย่างไรเว่ยเจี๋ยก็ไม่ยอมฟังคำทัดทาน เอาแต่จะพนันเสี่ยงโชคกับเยี่ยอี้เท่านั้น!

ทว่าทั้งสองคนนี้ใครจะเป็นผู้ทอยลูกเต๋าก่อนก็ยังคงเป็นปัญหา ถึงอย่างไรผู้ที่ได้ทอยก่อนย่อมมีโอกาสมากกว่า ลูกเต๋าสี่ลูกนี้อย่างมากก็มียี่สิบสี่แต้ม หากคนแรกทอยได้ยี่สิบสี่แต้ม ผู้ที่ทอยทีหลังย่อมหวั่นไหวเกิดความกดดันเพิ่มมากขึ้น

ดังนั้นทั้งสองจึงนั่งคนละฝั่งของโต๊ะ ไม่ทันรอให้แม่นางฝูเอ่ยปากก็เริ่มแย่งชิงถ้วยเขย่าลูกเต๋าใสแจ๋ว

เพียงพริบตาเดียวทั้งสองก็ประมือกันไปหลายกระบวนท่านับไม่ถ้วนจนมองเห็นไม่ชัดแล้วว่าพวกเขาแลกเปลี่ยนกระบวนท่าใดกันบ้าง

เยี่ยอี้เหลือบตามองชุยเสียวเสี่ยวที่เอาแต่ร้องไห้เงียบๆ อยู่อีกด้านหนึ่ง ก่อนชี้นิ้วไปที่นาง

เว่ยเจี๋ยเสียสมาธิ หันกลับไปคุ้มกันชุยเสียวเสี่ยว เพียงชั่วพริบตานั้นเองเยี่ยอี้ก็สามารถคว้าถ้วยเขย่าลูกเต๋ามาได้อย่างง่ายดาย

ต่อให้เป็นมหาเทพ ตอนนี้ต้งยวนก็เป็นเพียงแค่คนอาศัยร่างกายของเยี่ยอี้เท่านั้น ซ้ำพลังบารมีเทพของเขาก็เสียหาย ตามหลักแล้วการประมือกันนั้นออกจะกินแรงไปมาก

ทว่าหนึ่งในเทพผู้กล้าทั้งสามที่ควบอาชาไปทั้งสามโลกนั้นอันที่จริงก็หาใช่บุคคลที่ผู้อื่นจะประเมินได้ตามแต่ใจ

เมื่อเห็นเขามีท่าทางสบายๆ เขย่าแขนอย่างผ่อนคลาย ลูกเต๋าทั้งสี่ลูกกระเด็นว่อนไปทั่วถ้วยเขย่าแก้วใส

เมื่อเยี่ยอี้วางถ้วยลงบนโต๊ะอย่างสง่างาม ลูกเต๋าทั้งสี่ก็พลิกด้านหกแต้ม รวมแล้วได้ยี่สิบสี่แต้มจริงๆ!

นั่นหมายความว่าต่อให้เว่ยเจี๋ยจะสามารถเขย่าถ้วยได้ก็ไม่มีทางได้แต้มมากไปกว่าเยี่ยอี้

ฉินหลิงเซียวเห็นดังนั้นดวงตาก็มีความยินดีบางเบา…ชาตินี้เว่ยเจี๋ยมิใช่คู่แค้นที่สังหารบิดาของเขา

ต่อให้เขามีความสามารถมากพอที่จะสังหารเว่ยเจี๋ยก็มิอาจหาข้ออ้างที่จะลงมือได้

ทว่าบัดนี้เว่ยเจี๋ยจะต้องตายเพราะการพนัน นั่นก็ต้องโทษตัวอีกฝ่ายเอง มิอาจโทษผู้อื่นได้เลย

เมื่อคิดถึงตรงนี้ฉินหลิงเซียวก็เงยหน้าหันไปมองชุยเสียวเสี่ยว

ในเวลานี้ชุยเสียวเสี่ยวราวกับกำลังยอมจำนน นางเช็ดน้ำตา ขอบตาแดงระเรื่อ เห็นได้ชัดว่าไฝสีแดงที่หางตานั้นแดงสดราวกับจะหยดลงมา น่าสงสารยิ่งนัก

หากเว่ยเจี๋ยตายไป นางก็คงร้องไห้ยกใหญ่ แต่สุดท้ายจะไม่ต้องลำบากเพราะจอมมารผู้นั้นอีก

เมื่อคิดถึงตรงนี้ฉินหลิงเซียวก็เอ่ยกับชุยเสียวเสี่ยวอย่างอดไม่ได้ “รอให้มหาเทพต้งยวนได้รูปสลักไป ก็ย่อมย้อนเวลาส่งข้ากับเจ้ากลับไปที่ห้วงเวลาของพวกเรา…คนและเรื่องราวที่นี่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้าเลยสักนิด ไม่จำเป็นจะต้องอาลัยอาวรณ์…”

เขากล่าวไม่ทันจบ ใบหน้าด้านข้างก็ถูกฟาดเข้าอย่างแรง

เว่ยเจี๋ยดึงมือกลับมา กล่าวเสียงเย็นว่า “เจ้าช่างรีบร้อนเสียจริง เห็นข้าตายไปแล้วหรือไร”

ฉินหลิงเซียวถูกตบโดยไม่ทันตั้งตัวจนล้มพับตกลงมาจากเก้าอี้

แม้เว่ยเจี๋ยจะไม่ใช่เทพ แต่บัดนี้ฉินหลิงเซียวก็ยังห่างชั้นกับเขาอย่างเทียบกันไม่ติด

ฝ่ามือนี้ไม่เพียงตบลงบนใบหน้าของฉินหลิงเซียวเท่านั้น แต่ยังตบลงบนศักดิ์ศรีของเขาอย่างแรงอีกครั้งด้วย

ความเกรงกลัวที่มีต่อท่านปรมาจารย์ในอดีตยังคงอยู่ เขาถูกความเย็นชาของเว่ยเจี๋ยเช่นเดียวกับที่เคยพบมากดข่มเอาไว้จนลืมที่จะก่นด่า

แม่นางฝูมิได้สนใจบุญคุณความแค้นระหว่างพวกเขาแม้แต่น้อย บัดนี้การพนันเริ่มขึ้นแล้ว นางเพียงรอเก็บของเดิมพัน ดังนั้นจึงหัวเราะคิกคักเอ่ยว่า “จอมยุทธ์น้อยเว่ย ตาท่านแล้ว!”

ครั้งนี้ไม่มีเยี่ยอี้ที่มายื้อแย่งกับเว่ยเจี๋ยแล้ว เขาค่อยๆ ยื่นแขนออกมาจับที่ถ้วยเอาไว้

ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดที่ลูกเต๋าภายในถ้วยกลายเป็นหนึ่งแต้มทั้งสี่ลูก หากเขย่าไม่ขยับ เว่ยเจี๋ยจะต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่ก็เป็นเหมือนที่แม่นางฝูกล่าวไว้ ถ้วยนี้หนักเป็นที่สุด แม้จะไม่มีผู้ใดมายื้อแย่งกับเว่ยเจี๋ย ทว่าเขาลองอยู่หลายครั้งก็ยกถ้วยขึ้นมาได้เพียงหนึ่งชุ่นเท่านั้น!

หากพลังบารมีเทพของเว่ยเจี๋ยยังดีอยู่ การจะยกถ้วยนี้ขึ้นมาคงจะทำได้อย่างง่ายดาย ทว่าเขาทำลายพลังบารมีเทพของตนเองไปแล้ว ในเวลานี้เขาไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าฉินหลิงเซียวสักเท่าใด

ดูเหมือนเยี่ยอี้จะคาดเดาได้แต่ต้นว่าเว่ยเจี๋ยจะต้องเป็นเช่นนี้ เขาจึงกล่าวกับชุยเสียวเสี่ยวที่อยู่อีกด้านว่า “เขาจะแพ้แล้ว ดูท่าเจ้าคงต้องร้องไห้โฮแล้วล่ะ”

ดวงตาหงส์ของชุยเสียวเสี่ยวเหลือบมองมาทางเยี่ยอี้ จากนั้นก็พลันหัวเราะอย่างสดใส

หลังจากที่พญาหงส์สิงร่าง ดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยเสน่ห์อันไม่มีที่สิ้นสุด รอยยิ้มที่อยู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นทำให้เยี่ยอี้นิ่งงันไปในชั่วพริบตา

“การพนันยังไม่สิ้นสุด เจ้าก็ตัดสินแพ้ชนะเสียแล้ว ไม่ใจร้อนเกินไปหน่อยหรือ”

น่าเสียดายที่เว่ยเจี๋ยไม่ได้มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเช่นเดียวกับชุยเสียวเสี่ยว ดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าตนเองเขย่าถ้วยไม่ได้เลยสักนิด ได้แต่หลับตาอย่างไม่มีทางเลือก ไม่มีทีท่าว่าจะใช้พละกำลังเพิ่มอีก

เยี่ยอี้หัวเราะ ทอดถอนใจให้กับมหาเทพกู่เหยียนองค์นี้ มหาเทพที่เคยควบม้าเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา น่าเสียดายที่กลับมาเป็นปรปักษ์กับเขา ไม่ยอมมอบตัวองค์เทพเวยเฟิ่งให้เขา บัดนี้ต้องลงมาอยู่ในโลกมนุษย์ ดูแล้วช่างน่าเวทนาเสียจริง

ตอนนั้นที่มหาเทพกู่เหยียนขัดขวางไม่ให้เขาผ่านประตูยมโลกเข้าไป เคยคิดบ้างหรือไม่ว่าจะต้องมาตายอย่างไม่ได้เรื่องได้ราวเช่นนี้…

ในขณะที่เยี่ยอี้กำลังหัวเราะรอให้เว่ยเจี๋ยถูกเอาชีวิตไปนั้น ดวงตาทั้งคู่ของเว่ยเจี๋ยก็พลันลืมขึ้น ซัดกระบี่ปราณเข้าใส่ถ้วยนั้น

เยี่ยอี้หรี่ตาลง มองแสงไหววับที่รายล้อมกระบี่ปราณนั้นก็พลันเข้าใจจุดประสงค์ของเว่ยเจี๋ย…

เพียงชั่วความคิดเขายื่นมือออกมาเสกปราณแท้ ก่อนจะพุ่งฝ่ามือเข้าโจมตีเว่ยเจี๋ย

น่าเสียดายที่เขาเพิ่งจะขยับตัว กระแสน้ำก็กลายเป็นลูกธนูพุ่งเข้าโจมตีเขาอย่างกะทันหัน ที่แท้ชุยเสียวเสี่ยวเตรียมป้องกันเขาไว้แต่แรกแล้ว ไม่ทันรอให้เยี่ยอี้ลงมือก็บังคับน้ำพุ่งไปโจมตีใส่เยี่ยอี้ก่อนแล้ว

ในขณะเดียวกันนั้นเองเผ่าจิ้งจอกก็พากันแปรขบวนเป็นวงกลม พุ่งเข้าโจมตีใส่เยี่ยอี้

ฉินหลิงเซียวและฉินเฮ่อเห็นดังนั้นก็ลงมือช่วยเหลือมหาเทพผู้มีพระคุณทันที!

ก่อนหน้านี้พลังบารมีเทพของเยี่ยอี้ได้รับความเสียหาย อันที่จริงก็ใช้พลังเทพได้ไม่ถนัด มิหนำซ้ำเมื่อครู่เพิ่งจะช่วยฉินหลิงเซียวมา เขย่าลูกเต๋าสองครั้งดูเหมือนจะง่ายดาย แต่จริงๆ แล้วได้ผลาญพลังเทพของเขาไปไม่น้อย

ในขณะที่เสียสมาธินี้เองก็ได้ยินเสียงโครมครามดังขึ้น ถ้วยที่อยู่บนโต๊ะตัวนั้นถูกสายฟ้าที่พุ่งออกมาจากปลายแหลมของกระบี่เว่ยเจี๋ยฟันขาดเป็นสองท่อนทำให้ลูกเต๋าที่กระเด็นออกไปล้วนพลิกด้านที่มีแต้มขึ้นมา

ชุยเสียวเสี่ยวนับอยู่สักพัก จำนวนแต้มมีมากกว่าสามสิบหกแต้ม มากกว่ายี่สิบสี่แต้มของเยี่ยอี้อย่างเทียบไม่ติด!

ก่อนหน้านี้แม่นางฝูกล่าวไว้ว่าลูกเต๋านี้ถูกแกะสลักด้วยสายฟ้าจากสวรรค์

บังเอิญที่กระบี่ของเว่ยเจี๋ยเป็นกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ มีพลังสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์มากมายเหลือคณา

แต่หากต้องการผ่าลูกเต๋าภายในชั่วขณะนั้น จะต้องใช้สายฟ้าฟาดให้พวกมันหันด้านที่มีแต้มขึ้น ซึ่งมิใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้

หากต้องการทำให้ได้เช่นนี้ก็จำเป็นต้องขับเคลื่อนพลังปราณอย่างล้ำลึก หลายวันมานี้ความเร็วที่เว่ยเจี๋ยกลายเป็นมารนั้นรวดเร็วยิ่งกว่างูพิษที่สิงร่างเมื่อชาติก่อน วรยุทธ์สูงส่ง มีแววว่าจะล้ำหน้ากว่าเมื่อชาติก่อนเสียแล้ว

การใช้กระบี่ทัณฑ์สวรรค์นั้น สำหรับเขาแล้วง่ายดายราวปอกกล้วยเข้าปาก

จนกระทั่งบัดนี้เยี่ยอี้จึงเพิ่งเข้าใจว่าเมื่อครู่นี้ที่ชุยเสียวเสี่ยวร้องไห้โอดครวญให้เว่ยเจี๋ยนั้น จริงๆ แล้วเป็นกลลวงให้เขาเป็นฝ่ายเขย่าลูกเต๋าก่อน ส่วนพวกเขากำลังสั่งสมกระบวนท่าโจมตีกลับอยู่!

เยี่ยอี้จับจ้องชุยเสียวเสี่ยว แม้จะกำลังแย้มยิ้ม แต่กลับเป็นรอยยิ้มที่น่าสยดสยอง

สมควรตาย ก่อนหน้านี้ข้าหลงกลเจ้าเด็กผู้นี้ไปแล้วคราหนึ่งก็ยังไม่รู้จักเข็ดหลาบ!

เขาลืมไปได้อย่างไร เมื่อใดที่หญิงจอมโกหกผู้นี้ร้องไห้จะต้องมีเรื่องแย่ๆ เกิดขึ้นเป็นแน่!

อวี๋หลิงเอ๋อร์หัวเราะร่าปรบมืออยู่ด้านข้าง “ตายแล้ว เว่ยเจี๋ยชนะแล้ว! ชนะแล้ว!”

เยี่ยอี้กล่าวเสียงเย็นชาว่า “จะชนะได้อย่างไร เห็นได้ชัดว่าพวกเจ้าขี้โกง!”

ชุยเสียวเสี่ยวหัวเราะเสียงเย็นชา “แม่นางฝูผู้นั้นไม่เคยกล่าวว่าจะไม่นับแต้มหากผ่าลูกเต๋ามิใช่หรือ ทีเจ้ายังเขย่าลูกเต๋าแทนผู้อื่นเลย เหตุใดพวกเราจะผ่าลูกเต๋าไม่ได้เล่า”

แม่นางฝูหลุบสายตาลงมองลูกเต๋าที่ถูกผ่าออกเป็นเสี่ยงๆ ด้วยสีหน้าเยียบเย็น เอ่ยเสียงดังว่า “ก่อนหน้านี้ไม่ได้กล่าวจริงๆ ว่าไม่อาจทำเช่นนี้ได้ ในเมื่อดูว่าแต้มใครสูงใครต่ำ เช่นนั้นจอมยุทธ์เว่ยเป็นฝ่ายชนะ…”

ผลลัพธ์เช่นในตอนนี้มิใช่สิ่งที่แม่นางฝูยินดีจะได้เห็น

ทันทีที่นางกล่าวจบ เยี่ยอี้ก็พ่นโลหิตออกมาจากปาก ล้มลงกับพื้น สภาพของเขาในยามนี้เหมือนกับที่เจ้าของเรือแซ่จย่าบรรยายไว้ไม่มีผิด ทันทีที่พนันแล้วต้องชดใช้ด้วยชีวิต ต้องตัวแข็งล้มตายลงโดยไม่ทันได้คาดคิด

ทว่าในขณะที่เยี่ยอี้กำลังล้มลงนั้นก็มีลำแสงพุ่งออกมาทางศีรษะของเยี่ยอี้ พุ่งเข้าใส่ฉินหลิงเซียวที่กำลังจะเข้ามาประคองเยี่ยอี้

ร่างของฉินหลิงเซียวแข็งทื่อขยับเขยื้อนไม่ได้ ใบหน้าบิดเบี้ยว ดวงตาเบิกกว้าง

ฉินเฮ่อที่อยู่ด้านข้างเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปพยุงบุตรชายเอ่ยเสียงเร่งร้อนว่า “หลิงเซียว เจ้าเป็นอะไรไป”

ถึงแม้ต่อหน้าเว่ยเจี๋ย ฉินหลิงเซียวจะไม่ได้ดูเก่งกาจอะไรนัก ทว่าแตกต่างจากร่างกายของคนไม่เอาไหนอย่างเยี่ยอี้ เดิมทีฉินหลิงเซียวคือผู้มีความสามารถแกร่งกล้าที่ฝึกตนมาถึงสองชาติภพ แล้วจะยอมให้ผู้อื่นมาครอบครองร่างกายง่ายๆ ได้อย่างไร

ในเวลานี้จิตปฐมของต้งยวนกำลังประลองอย่างดุเดือดกับวิญญาณเดิมของฉินหลิงเซียว การต่อสู้เช่นนี้เกิดขึ้นในร่างกายของฉินหลิงเซียว ต่อให้ฉินเฮ่อที่อยู่ข้างๆ จะร้อนใจปานใดก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้

เวลานี้ชุยเสียวเสี่ยวเข้าใจดีทุกอย่าง มิน่าเล่าเมื่อครู่นี้เยี่ยอี้จึงปกป้องดูแลฉินหลิงเซียวประหนึ่งดูแลบุตรชายของตน ซ้ำยังไม่ยอมให้ฉินหลิงเซียวแพ้พนันจนต้องสูญเสียตบะไปสิบปีอีก

ที่แท้มหาเทพองค์นี้ก็หมายตาคนผู้นี้เอาไว้แต่แรก คิดจะครอบครองร่างกายของฉินหลิงเซียว!

ประมุขน้อยฉินผู้น่าสงสาร ไม่รู้เลยว่าตนเองกลายเป็นเหยื่อของมหาเทพที่ตนเองเคารพบูชามาตั้งแต่แรกแล้ว

ในที่สุดฉินหลิงเซียวที่ตัวแข็งไม่ขยับเขยื้อนก็เงยหน้าขึ้นมาช้าๆ

ชุยเสียวเสี่ยวเห็นใบหน้าหล่อเหลาของฉินหลิงเซียวพลันมีแสงสว่างเรื่อเรืองราวเนื้อหยกแผ่ออกมา ซ้ำยังมีรอยยิ้มบางเบาประหนึ่งปุยเมฆก็พลันเข้าใจในทันที ดูท่าจิตปฐมของมหาเทพจะสามารถครอบงำเจ้าของเดิมได้อย่างง่ายดาย ฉินหลิงเซียวในตอนนี้กลายเป็นมหาเทพต้งยวนแล้ว!

อึดใจต่อมาต้งยวนก็พลันแย่งชิงรูปสลักเพลิงเก้าอินที่วางอยู่บนโต๊ะพนันด้วยความเร็วราวสายฟ้าฟาด

ไม่รู้ว่ารูปสลักที่แม่นางฝูวางเอาไว้บนโต๊ะพนันนั้นหายไปตั้งแต่เมื่อใด ส่วนต้งยวนที่เมื่อครู่นี้เอาชนะไม่ได้ก็ขโมยไปอย่างหน้าไม่อาย

เว่ยเจี๋ยย่อมไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนั้น เขาเหาะเหินเข้าไปขัดขวางในทันที

ต้งยวนในเวลานี้สิงอยู่ในร่างของฉินหลิงเซียว หลอมรวมร่างกายของผู้มากความสามารถจนกลายเป็นแก่นพลัง สำหรับต้งยวนไม่ต่างจากพยัคฆ์ติดปีก ดังนั้นเมื่อเขาโจมตีพลังอสนีบาตลงมาจึงมีอานุภาพยิ่งใหญ่จนไม่อาจต้านทานได้ พริบตาเดียวก็ซัดพลังฉีกทึ้งร่างของเว่ยเจี๋ย

ในขณะที่ต้งยวนโจมตีด้วยอสนีบาตนั้น ชุยเสียวเสี่ยวก็กระโดดเข้าขวางหน้าปกป้องเว่ยเจี๋ยเอาไว้

ชั่วขณะที่พลังชุยเสียวเสี่ยวและต้งยวนกำลังปะทะกันนั่นเอง จึงสัมผัสได้ว่าพลังเทพนั้นน่ากลัวเพียงใด ชั่วพริบตานั้นสัตว์คุ้มกายในร่างก็เริ่มตื่นตัวอยู่ในสภาวะป้องกัน

แสงห้าสีปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงร้องยาวของพญาหงส์ กลายเป็นห้าพญาหงส์สยายปีกคุ้มกันเว่ยเจี๋ยและชุยเสียวเสี่ยวที่อยู่ตรงกลางอย่างแน่นหนา พลังจิตของพวกมันและพลังเทพของต้งยวนกระทบกระทั่งกันจนทำให้ห้องโถงปริแตกออกทั้งหมด

ท่ามกลางฝุ่นผงฟุ้งตลบอบอวล นี่เป็นครั้งแรกที่ต้งยวนได้เห็นยันต์ห้าพญาหงส์คุ้มกันวิญญาณของชุยเสียวเสี่ยว ลำแสงพญาหงส์พร่างพรรณรายสะท้อนให้รอบด้านเต็มไปด้วยสีสันทั้งห้าจนละลานตา

ม่านตาของต้งยวนหดเล็กลง ใบหน้าไร้ซึ่งรอยยิ้มเบาสบาย สีหน้าของเขาแข็งทื่อ ดวงตาเต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมเยียบเย็นอย่างมิอาจมีสิ่งใดเทียบเทียม “เหตุใดสัตว์คุ้มกายขององค์เทพเวยเฟิ่งจึงมาอยู่ในร่างคนธรรมดาเช่นเจ้าได้”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 17 มี.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 7

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: