บทที่ 98
“เวยเฟิ่งหรือ” อวี๋หลิงเอ๋อร์กล่าวเสียงเบา “เรื่องนี้ข้ารู้ เวยเฟิ่งคือองค์เทพหญิงที่เคยออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับมหาเทพต้งยวน เคยช่วยเหลือเกื้อกูลเผ่าจิ้งจอกของข้า น่าเสียดายที่ภายหลังนางทำผิดกฎสวรรค์ ไม่อาจผ่านด่านเคราะห์ได้สำเร็จ ว่ากันว่าตกลงไปในยมโลก ไม่อาจได้ผุดได้เกิดอีก…”
นี่เป็นครั้งแรกที่ชุยเสียวเสี่ยวได้ยินคำกล่าวเช่นนี้ ห้าพญาหงส์แห่งแดนนิรันดร์นี้เคยเป็นสัตว์คุ้มกายของมหาเทพบนสวรรค์อย่างนั้นหรือ
แม้เวยเฟิ่งจะเป็นองค์เทพหญิง แต่กลับไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนอย่างมหาเทพต้งยวนและมหาเทพกู่เหยียน ตอนนั้นนางทำความดีความชอบใหญ่หลวง สุดท้ายก็ทำความผิดฆ่าล้างเมืองในที่สุด
ต่อให้เผ่าปีศาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตในสามภพ แต่หากมิได้รุกรานเขตแดนมนุษย์ การฆ่าล้างทำลายเมืองเช่นนี้ย่อมสมควรถูกประณามหยามเหยียด! ซึ่งองค์เทพหญิงที่กระทำความผิดนี้ก็ได้รับการลงทัณฑ์จากสวรรค์แล้ว มิใช่บุคคลที่สมควรได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญแต่อย่างใด
ดังนั้นก่อนหน้านี้ชุยเสียวเสี่ยวจึงไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของเวยเฟิ่งมาก่อน
ทว่าชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าเป็นไปได้มากว่าก่อนเวยเฟิ่งจะถูกโทษทัณฑ์สวรรค์นั้นได้นำสัตว์คุ้มกายของตนไปผนึกไว้ที่ผากุ่ยสือ และนางบังเอิญก้าวผ่านไปยังดินแดนลับแล้วนำพญาหงส์ออกมา
โชคดีที่พญาหงส์คือสัตว์คุ้มกายของเทพเซียน มิเช่นนั้นก็อาจต้านทานการโจมตีที่หมายเอาชีวิตเช่นนี้ไม่ได้
ห้าร้อยปีมานี้ต้งยวนตามหาเวยเฟิ่งอย่างลำบากแสนเข็ญ ในชั่วเวลานี้ได้มาเห็นสัตว์คุ้มกายของชุยเสียวเสี่ยวแล้วจะยอมเลิกราง่ายๆ ได้อย่างไร
ทันใดนั้นเองเขาก็ไม่สนใจเว่ยเจี๋ยอีกต่อไป พุ่งเข้ามาหาเสียวเสี่ยว ต้องการจับนางไปซักถามด้วยตนเอง
เว่ยเจี๋ยย่อมไม่ยินยอม ดวงตาของเขากลายเป็นสีดำ ไอมารปกคลุมทั่วร่าง ต่อสู้โรมรันกับต้งยวน
ในตอนนี้เองถังโหย่วซู่ที่หายตัวไปนานก็วิ่งหายใจเหนื่อยหอบกลับมา เอ่ยเสียงเบาถึงเรื่องที่ตนเองไปได้ยินได้ฟังมา
ที่แท้คนสำนักยันต์คาถาเมื่อครู่ได้แบ่งงานกันเป็นขั้นตอน ชุยเสียวเสี่ยวและพวกของเว่ยเจี๋ยอยู่รับมือกับแม่นางฝูและต้งยวน
ส่วนถังโหย่วซู่ก็แปะยันต์เร้นกายหลบหลีกเหล่าบ่าวไพร่บนเกาะเหล่านั้นแล้วเดินดูไปทั่วทั้งเกาะ
อาจารย์ถังโหย่วซู่ผู้เชี่ยวชาญในห้าธาตุแลห้าธาตุแปดลักษณ์ยิ่งเดินก็ยิ่งรู้สึกตื่นตะลึง เพราะภูเขาทุกลูกหินทุกก้อนบนเกาะถูกจัดวางตำแหน่งตามพลังอินที่มารวมตัวกัน ทั่วทั้งเกาะคือเขตแดนแห่งการแปรเป็นปีศาจ เป็นวิหารเวทที่บ่มเพาะความชั่วร้ายแห่งฟ้าดิน
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือถังโหย่วซู่พบว่าบนเกาะมีครรภ์ปีศาจอยู่นับไม่ถ้วน พวกมันแต่ละตนอยู่ในถุงน้ำคร่ำสีแดงโลหิต ถูกฝังอยู่ลึกลงไปในใต้ดิน ราวกับเมล็ดพันธุ์ที่กำลังหลับใหล คอยดูดซับธาตุอาหารอย่างสงบนิ่ง รอวันที่จะโผล่พ้นดินออกมา
ส่วนสิ่งที่หล่อเลี้ยงเกาะแห่งนี้อยู่ก็คือผู้คนที่พากันนั่งเรือขึ้นมายังเกาะแห่งนี้ พวกเขาใช้ความโลภและอายุขัยของตนเองหล่อเลี้ยงผืนดินของเกาะแห่งนี้ เมื่อใดที่ครรภ์ปีศาจซึ่งอยู่ใต้ผืนดินเป็นรูปเป็นร่าง ย่อมต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นในใต้หล้า ผู้คนมิอาจใช้ชีวิตอยู่ได้!
ชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังก็ปวดศีรษะ นางถามถังโหย่วซู่ว่า “ครรภ์ปีศาจพวกนี้จะโผล่พ้นดินขึ้นมาเมื่อใด”
ถังโหย่วซู่ขมวดคิ้วนับนิ้ว เอ่ยเสียงเบาว่า “ครรภ์ปีศาจมีอายุครรภ์หนึ่งร้อยปี เมื่อออกจากครรภ์ปีศาจ แม้จะมีอายุขัยของมนุษย์คอยหล่อเลี้ยง แต่จะเติบโตได้ช้า ถ้าหากพวกมันยังมีขนาดเท่ากำปั้น ท่าทางน่าจะต้องใช้เวลาอีกสองร้อยปี…”
ชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังก็เกิดความคิดขึ้นอย่างหนึ่ง
เพราะมีเรื่องหนึ่งที่นางคิดไม่ออกมาตลอด จนกระทั่งก่อนที่นางจะย้อนเวลามา แคว้นต้าฉีล้วนอยู่เย็นเป็นสุข แต่ต้าฉีถูกหลอกเอาโชคชะตาไปสองร้อยปี นับเวลาดูแล้วกำลังจะถึงจุดสิ้นสุดในช่วงเวลาของนาง ทว่าต้าฉีก็ไม่ได้ดูเหมือนว่าจะมีภัยพิบัติร้ายแรงอันใด แล้วจะล่มสลายได้อย่างไร
จนกระทั่งถังโหย่วซู่พบเจอครรภ์ปีศาจเหล่านี้และคำนวณว่าอายุครรภ์ต้องใช้เวลาสองร้อยปี
นั่นหมายความว่าหากเกาะแห่งนี้ยังคงดำรงอยู่ไปเรื่อยๆ เช่นนั้นสองร้อยปีให้หลัง ครรภ์ปีศาจก็จะโผล่พ้นดินขึ้นมา กองทัพปีศาจจะปรากฏในโลกมนุษย์อีกครั้ง เมื่อถึงเวลานั้นจะไม่ใช่เพียงแคว้นต้าฉีที่จะถึงคราวดวงชะตาตกต่ำ ทว่าสรรพสิ่งในใต้หล้าจะประสบความทุกข์ยากแสนสาหัส สามโลกจะตกอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงสงคราม…
เพียงแต่เทพผู้เป็นแม่ทัพซึ่งเคยออกศึกอย่างห้าวหาญทั้งสามองค์นั้น มหาเทพกู่เหยียนและองค์เทพเวยเฟิ่งล้วนไม่อยู่แล้ว
เมื่อถึงเวลานั้นเหล่าเทพที่อยู่อย่างสุขสบายเหล่านั้นคงได้แต่ต้องพึ่งพามหาเทพต้งยวนที่มีจิตใจไม่ปกติเท่านั้นใช่หรือไม่
ยิ่งคิดชุยเสียวเสี่ยวก็ยิ่งตื่นตกใจ ทว่าในยามนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเป็นกังวล พวกเขาจะต้องคิดหาวิธีชิงรูปสลักกลับคืนมาแล้วไปจากเกาะแห่งนี้!
เมื่อครู่นี้แม่นางฝูพูดจาหว่านล้อมเก่งกาจ นางจงใจให้ฉินหลิงเซียวชนะและได้รับลูกแก้วปีศาจไปได้อย่างง่ายดาย แล้วล่อให้เว่ยเจี๋ยและต้งยวนมาติดกับดัก
แผนการของแม่นางฝูนั้น ระหว่างปลาใหญ่สองตัวนั้นย่อมมีตัวหนึ่งที่ต้องลงหม้อก่อน ที่เหลืออีกตัวย่อมจัดการได้ง่ายขึ้น
แต่คิดไม่ถึงว่าผู้ที่ขึ้นเกาะมาครั้งนี้ล้วนแต่เป็นยอดฝีมือ แต่ละคนวางแผนตลบหลังได้เก่งกาจนัก ปลาใหญ่ทั้งสองตัวหลุดรอดไปจากการเดิมพันด้วยชีวิตแล้ว
เมื่อแม่นางฝูไม่มีปลาใหญ่ใส่หม้อจึงหลบเร้นกาย ทิ้งรูปสลักไว้ให้ทั้งสองต่อสู้แย่งชิง จนกระทั่งพวกเขาทิ้งชีวิตเอาไว้บนเกาะปีศาจแห่งนี้ กลายเป็นอาหารชั้นเลิศที่หล่อเลี้ยงครรภ์ปีศาจ
ถังโหย่วซู่จับจ้องการต่อสู้โรมรันระหว่างต้งยวนและเว่ยเจี๋ยด้วยความกังวล ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าตรวจดูทั่วทั้งเกาะแล้ว ที่นี่สร้างขึ้นจากดินเทพซีรัง* อย่างแน่นอน ดินวิเศษชนิดนี้จะแข็งตัวเมื่อถูกน้ำ ดังนั้นพื้นดินจึงแข็งเป็นที่สุด ทว่าที่มุมทางทิศเหนือของเกาะกลับมีพื้นที่ที่อ่อนนุ่มกว่าปกติ น่าจะเป็นประตูสำคัญของเกาะแห่งนี้”
ชุยเสียวเสี่ยวเองก็กำลังมองดูการต่อสู้ของเว่ยเจี๋ยและต้งยวน ในเวลานี้ไม่รู้เพราะเหตุใดต้งยวนจึงมีจิตสังหารคุกรุ่น พลังเทพแผ่ขยาย แม้เว่ยเจี๋ยจะสามารถต้านทานไว้ได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเขากำลังตกเป็นรอง
ชุยเสียวเสี่ยวโบกมือเบาๆ สัตว์คุ้มกายพญาหงส์ทั้งห้าที่บินวนอยู่เหนือศีรษะของนางก็กรีดร้องใส่ต้งยวนเพื่อสลายการโจมตีของเขา
ต้งยวนรู้ว่ายามอยู่บนโลกมนุษย์ไม่ควรมีความรู้สึกยินดียินร้าย แต่เมื่อเห็นสัตว์คุ้มกายของเวยเฟิ่งมาอยู่กับหญิงเจ้าเล่ห์ธรรมดาคนหนึ่ง เขาก็รู้สึกโมโหยากจะทนไหว
เขามองชุยเสียวเสี่ยวด้วยแววตาเหี้ยมเกรียม ในใจก็เกิดความรู้สึกประหลาดใจ เมื่อครู่นี้ตอนที่เขาเห็นพญาหงส์คุ้มกาย ต้งยวนก็สงสัยว่าชุยเสียวเสี่ยวจะใช่เวยเฟิ่งกลับชาติมาเกิดหรือไม่ แต่เวยเฟิ่งตกลงในแม่น้ำลืมเลือน วิญญาณมิได้ลอยขึ้นมาอีก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเห็นมาอย่างชัดเจนจากคันฉ่องวัฏสงสารของแดนสวรรค์
ส่วนชุยเสียวเสี่ยวกลับเป็นบุคคลที่หาประวัติสามชาติภพจากสมุดอินหยางไม่ได้ มีแต่เรื่องน่าสงสัยไปเสียทุกจุด
เวยเฟิ่งยังคงอยู่ที่ยมโลกไม่ได้ไปเกิดอย่างแน่นอน ไม่รู้ว่าหญิงโป้ปดผู้นี้ใช้วิธีการใดขโมยสัตว์คุ้มกายที่เวยเฟิ่งทิ้งเอาไว้บนโลกมนุษย์กันแน่
โจรสาวที่มีสัตว์ของเทพคุ้มกายเช่นนี้ ไม่อาจปล่อยให้นางอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้จริงๆ!
ชุยเสียวเสี่ยวสังเกตเห็นสายตาของต้งยวนที่จับจ้องตนอย่างเหี้ยมเกรียม
ทว่าต้งยวนเป็นเช่นนี้ก็ดี ดีกว่าใบหน้าที่มีรอยยิ้มจอมปลอมที่คิดแต่จะทำร้ายคน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ชุยเสียวเสี่ยวก็กล่าวเสียงดังว่า “ต้งยวน หากเจ้าเอาสมองลงมาโลกมนุษย์ด้วยก็ควรรู้ว่าสถานที่แห่งนี้มิใช่ที่ที่มาโอ้อวดตนด้วยความรุนแรงได้ ทั่วทั้งเกาะคือวิหารเวทที่หล่อเลี้ยงครรภ์ปีศาจ วิญญาณของมหาเทพอย่างเจ้าเป็นสิ่งที่มิอาจหาสิ่งใดมาทดแทนได้ แม่นางฝูหาทางให้พวกเราทะเลาะกัน นางจะได้หาประโยชน์จากสิ่งนี้และจัดการพวกเราในคราวเดียว บัดนี้รูปสลักอยู่ในมือของเจ้า วิธีการที่ฉลาดที่สุดก็คือหาวิธีออกไปจากที่นี่ หากเจ้าไม่ยอม เช่นนั้นก็สู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง สังหารพวกเราเสีย เกาะแห่งนี้จะได้มีอาหารหล่อเลี้ยงเพิ่มขึ้น มีพละกำลังเพิ่มขึ้น เชื่อหรือไม่ว่าเมื่อถึงเวลานั้นคนที่จิตปฐมได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างเจ้าก็ยากที่จะออกไปจากเกาะแห่งนี้เช่นกัน!”
ต้งยวนรู้ว่าที่ชุยเสียวเสี่ยวกล่าวมามีเหตุผล อันที่จริงเขาก็สัมผัสได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าเกาะแห่งนี้ไม่ชอบมาพากล
ทว่าตอนที่เขาอยู่บนสวรรค์ไม่เคยรู้มาก่อนว่าบนโลกมนุษย์มีเกาะปีศาจ…หรือว่าเผ่าปีศาจที่เขาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในตอนนั้นยังคงหลงเหลืออยู่
ปีศาจนั้นมีสามประเภท หนึ่งคือมนุษย์มาร สองคือสัตว์อสูร สุดท้ายคือเผ่าปีศาจโดยกำเนิด
อย่างเว่ยเจี๋ยและชุยเสียวเสี่ยวที่กลายมาเป็นมารในภายหลังถือว่าเป็น ‘มนุษย์มาร’ ส่วนสัตว์อสูรนั้นเป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด
ส่วนเผ่าปีศาจโดยกำเนิดนั้นเคยเป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับเทพบนสวรรค์ ยิ่งไปกว่านั้นยังแบ่งหน้าที่กันอย่างเท่าเทียมในการปกครองโลกมนุษย์
เพียงแต่ภายหลังองค์เทพทั้งสามผู้เป็นแม่ทัพของจักรพรรดิสวรรค์ต่างเกรียงไกรไร้ผู้ใดต้านทาน ทำลายขวัญกำลังใจของเผ่าปีศาจ ทว่าเผ่าปีศาจยังคงดื้อรั้นไม่ยอมศิโรราบต่อสวรรค์
เมื่อเวยเฟิ่งฟังคำพูดของมหาเทพกู่เหยียนก็ตัดสินใจโน้มน้าวเผ่าปีศาจ ในเวลานั้นนางผู้เป็นองค์มหาเทพถอดเกราะเทพออก วางอาวุธ แล้วเข้าไปเจรจาในเมืองปีศาจกับเจ้าเมืองด้วยตนเอง
หลังจากข้อโต้แย้งมากมายจึงได้ข้อตกลงว่า…เผ่าปีศาจจะถอยออกมาเฝ้าเมืองปีศาจ อยู่ร่วมกันกับเผ่ามนุษย์และสวรรค์
ทว่าสิ่งนี้มิใช่สิ่งที่ต้งยวนต้องการ ในขณะที่จักรพรรดิสวรรค์และเผ่าปีศาจตกลงทำพันธสัญญากัน เขาก็อาศัยข้ออ้างว่านำพันธสัญญาสงบศึกจากสวรรค์มามอบให้ หลอกให้เปิดประตูเมืองปีศาจ ทุบทำลายลูกแก้วปีศาจที่คุ้มกันเมืองปีศาจ แล้วส่งทหารสวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วนเข้าเมืองไปฆ่าล้างเผ่าปีศาจ
ในสายตาของต้งยวน พวกโลหิตโสโครกอย่างเผ่าปีศาจไม่จำเป็นต้องดำรงอยู่
สัญญาที่จักรพรรดิสวรรค์และเจ้าเมืองปีศาจทำนั้นเป็นความใจดีของสตรีอย่างเวยเฟิ่ง ประหนึ่งปล่อยเสือเข้าถ้ำ มิสู้ถอนรากถอนโคนให้สิ้นซากเสีย
เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดิสวรรค์ผิดคำพูด ย่อมต้องหาคนมารับความผิดแทน
จนกระทั่งบัดนี้ต้งยวนยังคิดว่าตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เพียงแต่ในตอนนั้นที่เขาต้องมารับความผิดที่จักรพรรดิสวรรค์ผิดคำพูดก็เพราะเวยเฟิ่ง หากในตอนนั้นเวยเฟิ่งไม่ได้เป็นปรปักษ์กับเขา กล่าวว่าจะตัดไมตรีกับเขา เช่นนั้นเขาก็ไม่มีทางให้นางต้องมารับผิดแทน
สุดท้ายสิ่งที่เขาต้องมาเสียใจภายหลังเป็นเพราะตนเองคิดอ่านสถานการณ์ไม่รอบคอบ ทำให้เขาต้องสูญเสียหญิงที่รักไปตลอดกาล…เผ่าปีศาจถือเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมทั้งหมดนี้!
บัดนี้เมื่อต้งยวนได้ยินชุยเสียวเสี่ยวกล่าวว่าเกาะแห่งนี้มีครรภ์ปีศาจอยู่ทั่ว ดวงตาของเขาก็พลันหรี่ลง จากนั้นก็ถอนตัวออกมาชั่วคราว ไม่ต่อสู้โรมรันกับเว่ยเจี๋ยอีก
ทว่าหลังจากถอยไปอยู่อีกด้านแล้ว สายตาของต้งยวนก็เหลือบมองไปทางชุยเสียวเสี่ยวอีกครั้งโดยไม่รู้ตัว เหตุใดแต่ก่อนจึงไม่เคยสังเกต ดวงตาคู่นั้นของชุยเสียวเสี่ยว…เหมือนกับดวงตาของเวยเฟิ่งเหลือเกิน แววตาราวกับหางพญาหงส์โบกสะบัด ดวงตามีกลิ่นอายบางอย่างแผ่ออกมา…
เพียงแต่ในเวลานี้ชุยเสียวเสี่ยวผู้นั้นกำลังลูบคลำหน้าอกและท่อนแขนของเว่ยเจี๋ยด้วยความกังวล เพื่อตรวจดูว่าเขาได้รับบาดเจ็บหรือไม่
ไม่รู้ว่าเว่ยเจี๋ยกระซิบกระซาบอะไรกับนาง นางจึงได้ถลึงตาจ้องเขาด้วยความโมโห ซ้ำยังขบริมฝีปากด้วยความหงุดหงิด
ภาพสนิทสนมของชายหญิงเช่นนี้ทำให้ความทรงจำที่เกือบจะถูกฝังลงดินของต้งยวนหวนกลับคืนมา
ในขณะที่เวยเฟิ่งกับเขายังดีๆ กันอยู่นั้น นางก็เคยจ้องเขาด้วยความหงุดหงิดเช่นนี้ และเคยขบริมฝีปากเช่นนี้ด้วยความเคยชิน…
เมื่อคิดเชื่อมโยงได้ว่าชุยเสียวเสี่ยวและเวยเฟิ่งมีส่วนเล็กๆ ที่เชื่อมโยงกันอยู่ หัวใจของต้งยวนก็มีเปลวเพลิงโหมไหม้ขึ้นมาอีกครั้ง!
หรือว่า…มหาเทพกู่เหยียนจะขโมยของที่ตนเองต้องเฝ้า ทำให้เวยเฟิ่งที่อยู่ในยมโลกลุ่มหลง ลอบคบชู้สู่ชาย…
เพียงความคิดแวบเดียวนี้ ความหึงหวงก็ถาโถมเข้าสู่หัวใจ ทว่าจิตปฐมของเขาจะกระเพื่อมขึ้นลงเพราะความยินดียินร้ายบนโลกมนุษย์มิได้! นี่ถือเป็นข้อห้ามสำคัญ!
มหาเทพต้งยวนรีบปิดผนึกจุดฐานวิญญาณทั้งสองแห่งอย่างรวดเร็ว มิให้ตนเองดำเนินความคิดต่อไป
ในเวลานี้ชุยเสียวเสี่ยวกำลังโมโหเว่ยเจี๋ยจริงๆ เดิมทีเมื่อครู่นี้นางคิดว่าตนจะพนันกับต้งยวน แต่ใครจะคิดว่าเมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆ เว่ยเจี๋ยกลับผลักนางไปด้านหลัง ไม่สนใจอาการขัดขืนของนาง แล้วเขียนชื่อตนเองลงบนสมุดชั่วร้ายนั่น
ดังนั้นที่ชุยเสียวเสี่ยวน้ำตาไหลเมื่อครู่นี้ มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ดีว่าตนเองไม่ได้กำลังแสดงละคร
ทุกเรื่องล้วนมีเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้โอกาสจะเกิดได้น้อยเพียงใดก็ตาม แล้วนับประสาอะไรกับ ‘การพนัน’ ที่เป็นสิ่งที่ทำร้ายผู้คนมามากมายนัก! ถ้าหากเว่ยเจี๋ยแพ้ขึ้นมา ไม่เท่ากับว่าเข้าทาง ถูกทำร้ายจนตัวตายหรอกหรือ
นางหวนกลับมาที่สองร้อยปีก่อนหน้า ตลอดทางเต็มไปด้วยความโชคร้าย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่มารับชะตากรรมแทนเขาทั้งสิ้น ชีวิตของเขามิได้เป็นของเขามาตั้งนานแล้ว ต้องเป็นของนางส่วนหนึ่งจึงจะถูก แล้วเขาจะตัดสินใจพลการโดยไม่ปรึกษาหารือกันก่อนได้อย่างไร
ตอนนี้มีจังหวะพอดี ชุยเสียวเสี่ยวคิดแต่จะทุบเขาให้หนัก เขาช่างเลินเล่อนัก! เดิมพันเช่นนี้ก็ยังกล้าเสี่ยง!
แม้เว่ยเจี๋ยจะถูกชุยเสียวเสี่ยวทุบตี ทว่าหัวใจกลับปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำของชุยเสียวเสี่ยวที่มองเขา ดวงตาที่มีประกายวาววามนั้นสะท้อนเงาของตัวเขาเอง
ทันใดนั้นหัวใจของเขาก็สงบลงอย่างที่สุด อันที่จริงหากไม่ใช่เพราะต้งยวนมาตามหารูปสลักนี้ เว่ยเจี๋ยก็ไม่อยากจะมาหารูปสลักนี้แม้แต่น้อย
เพราะว่าเขากลัว…กลัวว่าหลังจากชุยเสียวเสี่ยวได้รูปสลักนี้ไป นางจะกลับไปยังสองร้อยปีให้หลังโดยไม่บอกไม่กล่าวกันสักคำ
เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะไปตามหาชุยเสียวเสี่ยวได้จากที่ใดเล่า หรือว่าเขาจะต้องรอพบนางในอีกสองร้อยปีหลังจากนี้ เมื่อคิดถึงวันเวลาอันยาวนานแล้ว เขาก็ไม่อาจจินตนาการได้ จนรู้สึกอยากจะคลุ้มคลั่ง!
ตอนนี้เมื่อเห็นชุยเสียวเสี่ยวเป็นห่วงเขาจนตาแดง หัวใจของเว่ยเจี๋ยก็รู้สึกหวานล้ำอย่างบอกไม่ถูก ดึงนางเข้ามาโอบกอดแล้วโยกไปมาโดยไม่รู้ตัว
ในเวลานี้หากไม่ใช่เพราะข้างกายมีคนอื่นอยู่มากมาย เขาก็อาจจะจุมพิตแม่นางผู้นี้ให้หนำใจสักคราแล้ว
น่าเสียดายที่มีคนทนทั้งสองคนแสดงความรักหวานชื่นนี้ไม่ไหว ต้งยวนที่มองพวกเขาเงียบๆ จู่ๆ ก็เอ่ยกับชุยเสียวเสี่ยวว่า “เจ้าบอกให้พวกเราหยุดก็เพื่อมาแสดงความรักต่อเว่ยเจี๋ยอย่างนั้นหรือ”
ชุยเสียวเสี่ยวเช็ดน้ำตาลงบนสาบเสื้อของเว่ยเจี๋ย จากนั้นก็หันไปมองต้งยวนเล็กน้อย “เจ้าได้รูปสลักไปแล้วนี่ มิสู้รีบไปจากที่นี่เสีย หลังออกจากเกาะแล้วพวกเราค่อยมาประลองตัดสินกันอีกครั้ง”
ที่ชุยเสียวเสี่ยวกล่าวนั้นมีเหตุผล ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาห้ำหั่นกันเอง ต่อให้จะฆ่าพวกเขาก็ต้องรอหลังออกไปจากเกาะได้อย่างราบรื่นเสียก่อน
ในเวลานี้พวกเขามองออกไป ห้องโถงด้านนอกของบ่อนไม่มีเสียงเอะอะของผู้คนอีก มีเพียงร่างของนักพนันบางส่วนที่นอนอยู่กับพื้นเพราะเสียชีวิตจากที่พนันแพ้
ทว่าไม่นานศพเหล่านี้ก็เน่าเปื่อยจนเหลือแต่กระดูก ราวกับเนื้อหนังถูกพื้นดินดูดไปจนหมดสิ้น หลังจากนั้นกระดูกสีขาวเหล่านั้นก็ย่อยสลายไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็นฝุ่นควันกองหนึ่งลอยไปกับลมทะเล
ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายเลิกต่อสู้กันนั้น บ่อนแห่งนี้ก็เหมือนขาดความหมายในการมีอยู่ไป หายไปในพริบตา
รอบด้านมิใช่ศาลาหอสูงประหนึ่งแดนสราญรมย์บนโลกมนุษย์อีกต่อไป เห็นเพียงกองกระดูกที่สลายไปทั่วทุกแห่งหน ทั้งยังมีหินตะปุ่มตะป่ำรูปร่างประหลาดนั่นอีก
เกาะแห่งนี้ดูเหมือนหิวโหยคอยดูดกลืนวิญญาณทั้งหมดบนเกาะไปอย่างไม่รู้จักอิ่ม และเป้าหมายที่ใหญ่ที่สุดของมันเห็นได้ชัดว่าเป็นคนกลุ่มนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่บนเกาะ
ชุยเสียวเสี่ยวคิดถึงเมื่อชาติก่อน ในเมื่อเว่ยเจี๋ยชนะการพนันและสามารถกลับไปได้ แสดงว่ายังมีหนทางให้หนีไปจากเกาะปีศาจแห่งนี้อย่างราบรื่น
เมื่อคิดถึงสิ่งที่ท่านอาจารย์กล่าวไว้ นางก็เอ่ยว่า “ไป พวกเราไปดูที่มุมทางทิศเหนือกัน”
เวลานี้เองนางก็เห็นฉินเฮ่อเดินตามหลังต้งยวนมาโดยที่ไม่เอะอะโวยวาย ราวกับไม่ได้ถือสาที่มหาเทพครอบครองร่างของบุตรชายเลยสักนิด
นางเอ่ยถามโดยไม่รู้ตัวว่า “นายท่านฉิน ดูเหมือนท่านจะไม่เป็นห่วงบุตรชายของท่านเสียเลยนะ”
ฉินเฮ่อนิ่งอึ้ง จากนั้นก็กล่าวด้วยสีหน้านิ่งสงบว่า “มหาเทพลงมาจากสวรรค์ ย่อมต้องมีร่างให้ประทับอยู่ เจ้าลูกสุนัขโชคดีที่ได้มีส่วนช่วยเหลือองค์มหาเทพในโลกมนุษย์ ถือเป็นบุญอันใหญ่หลวงของเขา เมื่อใดที่มหาเทพเสด็จกลับขึ้นไปบนสวรรค์ก็ย่อมคืนร่างของบุตรชายข้าเอง” คำพูดเช่นนี้หากออกมาจากปากของสาวกผู้เลื่อมใสคนหนึ่งย่อมไม่มีปัญหาอันใด ทว่าเมื่อออกมาจากปากของบิดาคนหนึ่งแล้วช่างดูต่ำช้าเสียยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน!
เมื่อคิดว่าเพราะฉินหลิงเซียวเป็นห่วงบิดาจนต้องเสี่ยงอันตรายอยู่หลายครั้ง พยายามคิดหาทุกวิถีทางเพื่อยืดอายุขัยของบิดา แม้ฉินหลิงเซียวจะไม่ใช่คนใจกว้าง ไม่ใช่คนมีปณิธานยิ่งใหญ่ แต่เขาคือคนกตัญญูอย่างแน่แท้ เขากตัญญูกตเวทีต่อบิดาผู้ฝักใฝ่มารของเขาอย่างถึงที่สุด
ทว่ากลับกันฉินเฮ่อผู้นี้เมื่อรู้ว่าบุตรชายถูกแย่งชิงตัวไปแล้วกลับไม่แม้แต่จะขอความเมตตาจากต้งยวนแม้แต่น้อย ถึงขั้นกล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างมั่นอกมั่นใจ
ไม่รู้ว่าฉินหลิงเซียวที่กำลังถูกวิญญาณเทพควบคุมอยู่ตอนนี้ เมื่อได้ยินคำพูดนี้แล้วจะเสียใจเพียงใด
ขณะนี้บนเกาะมีแสงสว่างวาววาม คลื่นทะเลรอบด้านซัดสาดแรงขึ้น
ชุยเสียวเสี่ยวมีดวงตาอินหยางแต่กำเนิด ย่อมมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าภายในพื้นดินแข็งใต้ฝ่าเท้าของตนมีครรภ์ปีศาจซ่อนอยู่นับไม่ถ้วน
แม้จะมีชั้นดินหนากั้นไว้ แต่ก็ยังรู้สึกขนลุกชันได้ทุกย่างก้าว
นางเหลือบสายตาขึ้นมองคลื่นทะเลรอบด้านอีกครั้ง พลันเอ่ยขึ้นว่า “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่า…เกาะแห่งนี้เล็กลงเรื่อยๆ เลยเล่า”
เว่ยเจี๋ยมองไปรอบด้านอย่างรวดเร็ว เอ่ยเสียงเข้มว่า “เจ้าไม่ได้รู้สึกไปเองหรอก เกาะนี้กำลังจมน้ำ…”
ต้งยวนเองก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ได้ร้อนใจสักนิด เอาแต่ยืนห่างจากพวกเขา ก้มหน้าตรวจสอบรูปสลักเพลิงเก้าอินที่ตนแย่งชิงมาได้
ยามนี้ดวงตาของรูปสลักนั้นเป็นรูโหว่ทั้งสองจุด ดูแล้วจำเป็นต้องมีของบางอย่างที่เหมาะสมถูกฝังลงไปจึงจะสามารถปลุกรูปสลักขึ้นมาได้
ในเวลานี้เองก็มีเสียงเยียบเย็นของแม่นางฝูดังมาจากขอบฟ้า “สัตว์คุ้มกายของเวยเฟิ่งมาปรากฏอยู่บนเกาะ หรือว่าอีกร่างหนึ่งของเวยเฟิ่งจะอยู่บนเกาะแห่งนี้ หึ! คนที่สองมือเต็มไปด้วยโลหิตปีศาจ ยังกล้าที่จะขึ้นเกาะแห่งนี้มาอีกหรือ ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็อย่าได้คิดมีชีวิตรอดไปจากเกาะนี้เลย!”
ถังโหย่วซู่เชี่ยวชาญเรื่องตำนานเทพเซียนจึงเคยฟังเรื่องบุญคุณความแค้นระหว่างองค์เทพเวยเฟิ่งและเผ่าปีศาจมาก่อน บัดนี้ดูท่าเกาะแห่งนี้จะเกี่ยวข้องกับเมืองปีศาจที่ถูกทำลายไปอย่างแน่นอน!
ชุยเสียวเสี่ยวเป็นคนปรับตัวง่าย เมื่อได้ยินว่าแม่นางฝูจะไม่ยอมท่าเดียวก็พลันป้องปากตะโกนไปยังท้องฟ้าว่า “แม่นางฝู เรื่องเลวร้ายที่เจ้าพูดถึง ข้าไม่รู้เรื่องเลยสักนิด! เจ้าออกมาดีหรือไม่ พวกเรามานั่งคุยกัน ไม่แน่อาจจะมีเรื่องเข้าใจผิดกันก็เป็นได้!”
แม่นางฝูกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด “มีอะไรน่าคุยกันเล่า! ตอนนั้นเวยเฟิ่งผิดคำสัญญา โน้มน้าวให้ท่านเจ้าเมืองกับจักรพรรดิสวรรค์เจรจายอมประนีประนอมกัน นางรับปากเองว่าขอเพียงพวกเรายอมทำสัญญาอย่างสงบกับจักรพรรดิสวรรค์ก็จะรับรองความปลอดภัยของเมืองปีศาจได้ แต่เป็นเพราะพวกเราเชื่อคำของนาง เมื่อถึงเวลากลับถูกหลอกจนถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์! แค้นโลหิตครั้งนี้ต่อให้ผ่านไปอีกเป็นพันเป็นหมื่นปีเผ่าปีศาจของข้าก็ไม่มีวันลืม!”
ชุยเสียวเสี่ยวได้ฟังคำของแม่นางฝูก็ตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าองค์เทพที่ถูกสวรรค์ลงทัณฑ์จะทำเรื่องชั่วช้าสามานย์ถึงเพียงนี้!
ในเวลานี้เองพญาหงส์ทั้งห้าที่บินมาเกาะตรงลำคอของชุยเสียวเสี่ยวก็พลันเกิดความร้อนขึ้นมาทำให้ชุยเสียวเสี่ยวร้องขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
เว่ยเจี๋ยขมวดคิ้วมองไปทางชุยเสียวเสี่ยว ยื่นนิ้วยาวออกไปลูบลำคอของนาง เอ่ยถามว่า “เหตุใดจึงร้อนเช่นนี้”
ชุยเสียวเสี่ยวส่ายหน้าแล้วแอบอิงอยู่ในอ้อมอกของเว่ยเจี๋ย เอ่ยถามเสียงเบาว่า “จะทำอย่างไรดี พวกเราถูกเผ่าปีศาจล้อมเอาไว้ที่นี่แล้ว”
ต้งยวนที่ยืนอยู่อีกด้านมองด้วยสายตาเย็นชา รู้สึกว่าภาพชายหญิงอิงแอบกันนั้นช่างขัดหูขัดตายิ่งนัก
เมื่อคิดถึงตรงนี้เขาก็พลันดีดนิ้ว ลำแสงหนึ่งพุ่งเข้าใส่คนสองคนที่กำลังอิงแอบแนบชิดกันอยู่ทันที
ชุยเสียวเสี่ยวจึงต้องเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างอย่างไม่มีทางเลือก ทว่าชั่วพริบตานั้นเองนางก็ถูกต้งยวนดึงเข้าไปในอ้อมกอดของเขาแทน
มือข้างหนึ่งของต้งยวนจับปลายคางเล็กบางของชุยเสียวเสี่ยวไว้แน่น เขาไม่สนใจว่าแรงจากมือของตนเองจะบีบผิวหนังของนางจนแดงก่ำ
เขาก้มลงมองพินิจชุยเสียวเสี่ยวอย่างละเอียด เพื่อมองหาร่องรอยของคนรักเก่าบนใบหน้าของนาง
เว่ยเจี๋ยเห็นต้งยวนล่วงเกินชุยเสียวเสี่ยวเช่นนี้ก็บันดาลโทสะจนฤทธิ์มารพลุ่งพล่าน เขาตวัดกระบี่ทัณฑ์สวรรค์ไปทางต้งยวนทันที
ต้งยวนเตรียมตัวรับมือไว้ก่อนแล้ว เขาเสกโล่ปราณขึ้นมาทันที สะท้อนพลังกลับจนเว่ยเจี๋ยกระเด็นออกไป
เว่ยเจี๋ยในตอนนี้มิใช่ประมุขแห่งยมโลกที่จะสามารถโรมรันกับเขาได้อย่างเท่าเทียมกันอีกแล้ว เขาทำลายพลังบารมีเทพของตนเอง แล้วจะยังคู่ควรเป็นคู่ประมือกับมหาเทพได้อย่างไร
ต้งยวนในตอนนี้ละทิ้งร่างกายของคนเหลวไหลเสเพล เปลี่ยนมาอยู่ในร่างของยอดมือกระบี่ฉินหลิงเซียว หลังจากค่อยๆ คุ้นเคยกับร่างกายใหม่แล้ว เขาก็เป็นดั่งพยัคฆ์ติดปีก พลังเทพสำแดงเดชได้จนถึงขีดสุด
เมื่อสลัดเว่ยเจี๋ยออกไปได้แล้ว ต้งยวนก็สามารถตรวจสอบโจรสาวผู้นี้ได้อีกครั้ง
“พูด! ยันต์คุ้มวิญญาณของเวยเฟิ่งมาอยู่ที่ร่างของเจ้าได้อย่างไร”
คางของชุยเสียวเสี่ยวถูกต้งยวนบีบไว้จนเจ็บ นางสะบัดศีรษะหนีด้วยความโมโห ซ้ำยังเคลื่อนยันต์พลังน้ำโจมตีใส่ต้งยวน
แต่ยังไม่ทันที่นางจะร่ายเวท ร่างกายก็ถูกบางสิ่งบางอย่างมัดเอาไว้จนเคลื่อนไหวไม่ได้
หลังสับเปลี่ยนร่างกายแล้ว พลังของมหาเทพที่สามารถสำแดงเดชได้อย่างเต็มที่ก็น่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้ ร่างกายของมนุษย์ปุถุชนเป็นดั่งมดปลวกที่สามารถเหยียบย่ำได้ตามแต่ใจ
ต้งยวนหลุบสายตาลงมอง แววตาไร้ซึ่งความเมตตากรุณา เพียงกล่าวเสียงเย็นชาว่า “รีบพูดมา มิเช่นนั้นข้าจะหักคอเจ้าเสีย!”
ชุยเสียวเสี่ยวสูดลมหายใจเข้าลึก กล่าวตามความจริงว่า “ข้าเพียงไปพบดินแดนนิรันดร์แห่งหนึ่งเข้าโดยไม่ตั้งใจ จึงได้พบห้าพญาหงส์เข้า ข้าไม่ได้ขโมยของของผู้อื่นเลยนะ ห้าพญาหงส์พวกนี้ให้ตายอย่างไรก็จะอยู่ในร่างของข้าให้ได้”
ระหว่างที่กล่าวนั้นต้งยวนก็ลงมือ ใช้นิ้วยาวเกี่ยวสาบเสื้อของชุยเสียวเสี่ยว เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าเรียวบางของนาง รวมทั้งภาพสัญลักษณ์พญาหงส์ที่อยู่ใต้กระดูกไหปลาร้านั้นด้วย
ใช่แล้ว แม้แต่หน้าตาของรูปสัญลักษณ์ก็ยังเหมือนกับที่เวยเฟิ่งมีไม่ผิดเพี้ยน
มือของต้งยวนสั่นระริก พญาหงส์เป็นสัตว์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด พวกมันไม่ยอมศิโรราบให้ผู้ใดง่ายๆ และจะภักดีต่อนายของตน
ทั่วทั้งสวรรค์และโลกหล้ามีเพียงเวยเฟิ่งเท่านั้นที่สามารถทำให้ห้าพญาหงส์ยอมศิโรราบ รับพวกมันมาเป็นสัตว์คุ้มกายได้
หากเป็นอย่างที่ชุยเสียวเสี่ยวกล่าวจริง ห้าพญาหงส์นี้เป็นฝ่ายสิงร่างของนางก่อน เช่นนั้นนาง…จะมิใช่เวยเฟิ่งกลับชาติมาเกิดจริงๆ หรือ
เฟิ่งเอ๋อร์น้อยของเขา…กลับชาติมาเกิดยังโลกมนุษย์แล้วจริงๆ หรือ
ในขณะที่บังเกิดความตื่นเต้นยินดีอย่างไม่อยากจะเชื่อนั่นเอง ต้งยวนก็คิดอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือดินแดนลับพญาหงส์และศิลาเทพปีศาจที่ปิดผนึกพลังบารมีเทพขององค์มหาเทพกู่เหยียนเอาไว้อยู่ที่ผากุ่ยสือเช่นเดียวกัน เช่นนี้ราวกับว่าได้ลอบทำสัญญาว่าจะกลับชาติมาเกิดร่วมกันอีกครั้ง!
เวยเฟิ่ง หรือว่าเจ้าจะหักหลังข้า ลอบคบชู้กับมหาเทพกู่เหยียนเช่นนั้นหรือ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ต้งยวนก็ออกแรงที่มืออีกครั้งโดยไม่รู้ตัว เอาแต่จับจ้องแม่นางน้อยที่เขาโอบอยู่ในอ้อมกอดอย่างเอาเป็นเอาตาย
นางเอาแต่อิงแอบแนบชิดกับชายอื่นต่อหน้าเขาโดยไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงมาตลอดเวลาเช่นนี้
ส่วนเขาก็ถูกสวมเขามาหลายร้อยปีโดยไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิด!
ส่วนเหตุผลที่เวยเฟิ่งไม่ยอมกลับชาติมาเกิดเสียทีนั้น ดูเหมือนจะค่อยๆ ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นเพราะนางไม่อยากกลับชาติมาเกิด หรือว่าถูกผู้อื่นขัดขวางจนกลับชาติมาเกิดไม่ได้กันแน่
มหาเทพกู่เหยียน เจ้าช่างดีเสียจริง บังอาจซุกซ่อนครอบครองสตรีของข้า!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้คลื่นลมถาโถมรอบด้านก็ค่อยๆ เข้ามาใกล้ ต้งยวนถลึงตาจับจ้องเว่ยเจี๋ยชายชู้ที่อยู่นอกกำแพงปราณอย่างอาฆาตแค้นอีกครั้ง
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมีนาคม 2569)
Comments
comments
No tags for this post.