X
    Categories: ทดลองอ่านผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมารมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ผิดชาติผิดภพ หวนรักจอมมาร บทที่ 11-12

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 11

 

เพียงชั่วพริบตาชุยเสียวเสี่ยวก็รู้สึกว่าร่างกายของตนคล้ายกับถูกห่อหุ้มด้วยน้ำหนืดข้นไว้อย่างแน่นหนาและจมลงๆ ไม่หยุด…

กระทั่งนางไม่อาจขยับตัวใดๆ ได้เลย แต่จิตใจของนางกลับนิ่งสงบลง

นางรีบหลับตาแน่นแล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พลังพิเศษที่ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่ยังเด็กทำให้นางมองเห็นทุกสิ่งรอบตัวอย่างชัดเจน ไม่ถูกลวงหลอกให้สับสน

ท่ามกลางทะเลเลือด ชุยเสียวเสี่ยวเห็นดวงตาสีแดงดำแปลกประหลาดและเย็นชายิ่งคู่หนึ่งกำลังจ้องตรงมายังนาง

นางลองถามไปว่า “ขอบังอาจถามแซ่สกุลอันยิ่งใหญ่ชื่อนามอันเกรียงไกรของท่านได้หรือไม่ หากท่านต้องการสิ่งใด ลองเอ่ยออกมาก่อนก็ได้ พวกเราพูดคุยหารือกัน เป็นมิตรปรองดองก่อเกิดทรัพย์*

ดวงตาเปี่ยมจิตสังหารคู่นั้นราวกับคาดไม่ถึงว่าแม่นางน้อยตัวเล็กๆ จะหาญกล้าถึงเพียงนี้ ตลอดชั่วกาลเวลายาวนานหลายปีนางเป็นคนแรกที่มองเห็นเขา…

คำพูดของชุยเสียวเสี่ยวคล้ายกับบังเกิดผล ขุมพลังยิ่งใหญ่ที่โอบรัดรอบตัวนางไว้ประหนึ่งงูยักษ์เริ่มชะลอลงเล็กน้อย จากนั้นเสียงทุ้มต่ำแฝงกลิ่นอายกระหายเลือดก็ดังขึ้นข้างหูของนาง “เจ้า…เห็นข้ารึ”

ครั้นชุยเสียวเสี่ยวเห็นว่าสัตว์ประหลาดซึ่งห้อมล้อมด้วยเลือดเข้มข้นตนนี้ดูพูดคุยด้วยง่ายก็รีบเอ่ยขึ้นทันใด “ใช่ ข้ามีพลังวิเศษมาตั้งแต่เด็ก สามารถมองเห็นสิ่งที่คนธรรมดามองไม่เห็น”

ตอนนี้เองฝ่ามือเลือดขนาดใหญ่ซึ่งดูเหมือนว่าก่อตัวขึ้นมาจากในถ้ำกลางทะเลเลือดก็ยื่นมาบีบคางชุยเสียวเสี่ยวทั้งที่มีเลือดดำคล้ำหยาดย้อยหยดติ๋ง ดวงตาคู่นั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้พลางไล่พิจารณานางอย่างรังเกียจเดียดฉันท์ จากนั้นจึงค่อยแค่นหัวเราะ “ฉินหลิงเซียวถูกตาต้องใจคนอย่างเจ้า…”

ชุยเสียวเสี่ยวไม่คาดคิดว่าปีศาจโลหิตลึกลับตนนี้จะรู้เรื่องที่ฉินหลิงเซียวขอนางแต่งงานด้วย แต่เมื่อฟังถ้อยคำนี้แล้วก็รู้ได้ว่าปีศาจโลหิตดูถูกดูแคลนตัวนางไม่ผิดไปจากฉินหลิงเซียวเลย

ดังนั้นนางจึงหัวเราะแห้งๆ แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้ตัวดีว่าตนเองอ่อนด้อยนัก ไม่คู่ควรเป็นภรรยาของเจ้าสำนักฉิน…”

นางคิดว่าปีศาจโลหิตคงดูแคลนนางและนึกเสียดายแทนฉินหลิงเซียวจึงได้ตอบไปเช่นนั้น

ใครเลยจะคิดว่าปีศาจโลหิตไม่รอให้นางพูดจบก็บีบคางของนางแน่นกว่าเก่า กล่าวด้วยเสียงอาฆาต “เจ้าสำนักฉิน? มันคู่ควรเป็นรึ”

การกระทำรุนแรงอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้ชุยเสียวเสี่ยวเจ็บจนตาหยี เม็ดไฝแดงข้างหางตาขยับตามน้อยๆ ทันที

เมื่อปีศาจโลหิตเกรี้ยวกราด ร่างกายที่ชุ่มโชกเลือดหนืดข้นก็กลายเปลี่ยนเป็นงูยักษ์ ค่อยๆ เลื้อยมายังข้างใบหูของชุยเสียวเสี่ยวช้าๆ เสียงซึ่งจงใจกระซิบพูดดังแทรกด้วยเสียงหยดเลือด “วันนี้เจ้าถูกเจ้าฉินหลิงเซียวหยามหมิ่นซึ่งๆ หน้ามามากแล้วกระมัง สายตาที่มันมองเจ้าไม่ต่างจากมองขี้หมูเลยด้วยซ้ำ เจ้ารู้สึกโกรธมากใช่หรือไม่ โกรธที่มันดูถูกอาจารย์ของเจ้าและยิ่งโกรธที่ตนเองไร้สามารถ…ไม่เป็นไร ข้าจะให้โอกาสเจ้า ขอเพียงเจ้ายอมเชื่อฟังข้า ข้าจะทำให้เจ้าเก่งกาจกล้าแกร่งขึ้น…เก่งกล้าเสียจนทุกผู้ทุกคนต้องสยบยอมอยู่ใต้ฝ่าเท้าเจ้า…”

ขณะมันพูด ไอร้อนคาวเลือดก็แทรกซึมเข้าไปในหูของชุยเสียวเสี่ยว พร้อมกับเสียงฟ่อๆ ทะลุทะลวงโจมตีไปตามเส้นเลือดทุกครั้งที่หัวใจสูบฉีด…

ชั่วขณะนั้นหัวใจของชุยเสียวเสี่ยวราวกับจะระเบิดออกเสียให้ได้ ความน้อยเนื้อต่ำใจเมื่อครั้งถูกขายพลัดพรากจากไกลไปตั้งแต่เล็ก ความโกรธเกลียดชิงชังที่ถูกคนไล่จับไล่ตีเพราะแอบไปลักเล็กขโมยน้อยตามท้องถนน ความรู้สึกเจ็บปวดเหล่านี้พรั่งพรูเข้ามาในใจไม่หยุด

ใช่แล้ว นางอ่อนแอเกินไป!

หากนางเก่งกาจแกร่งกล้าได้อย่างฉินหลิงเซียว สังหารทุกคนที่รังแกนางได้ดั่งใจ เช่นนั้น…คงดียิ่งนัก…

เมื่อนางคิดได้เช่นนี้โดยไม่ทันรู้ตัว เลือดดำคล้ำซึ่งโอบล้อมรอบตัวนางอยู่ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งหนืดข้นขึ้นทุกทีๆ จนในที่สุดก็เหมือนเปลือกดักแด้ที่หมายจะห่อหุ้มนางไว้ภายใน

ท่ามกลางเสียงกล่อมนั้นชุยเสียวเสี่ยวค่อยๆ หลับตาลงช้าๆ…

เหนื่อยเหลือเกิน อีกทั้งรอบด้านยังอุ่นสบายถึงเพียงนี้ หากได้หลับสักตื่นก็คงจะดีไม่น้อย…แต่นางไม่อาจจมอยู่ในความอบอุ่นที่ห้อมล้อมนี้ได้อย่างวางใจ เพราะรู้สึกเหมือนว่าตนเองลืมสิ่งสำคัญบางอย่างไป

ครั้นนางกำลังจะจมสู่ห้วงเลือนรางก็พลันรู้สึกเจ็บตรงฝ่ามือเป็นระลอกๆ

ที่แท้เมื่อครู่ชุยเสียวเสี่ยวหยิบใบมีดบางๆ ออกมาจากสนับข้อมือมากำไว้…นี่คือกลวิธีที่นางฝึกฝนเมื่อครั้งติดตามบิดาบุญธรรมโจรต้มตุ๋นเพื่อหาเลี้ยงชีพอยู่ตามย่านร้านรวง

เพียงคีบใบมีดบางไว้ระหว่างสองนิ้วก็สามารถพลิกกรีดห่อสัมภาระและถุงเงินของคนเดินถนนได้ในชั่วพริบตา ใบมีดนี้จึงเป็นอาวุธที่ชุยเสียวเสี่ยวใช้ป้องกันตัวเวลาเผชิญอันตรายมาตั้งแต่เล็ก

นางใช้ชีวิตระหกระเหินมาตั้งแต่เด็ก รอบตัวเกลื่อนไปด้วยพวกอันธพาลหลากระดับหลายประเภท พวกที่ดูออกว่านางเป็นสตรีและคิดชั่วๆ กับนางก็มีอยู่นักต่อนัก

การพบเจออันตรายครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ชุยเสียวเสี่ยวรู้จักระแวดระวังตัวเป็นพิเศษ ยิ่งไม่หลงเชื่อคำพูดล่อลวงของใครง่ายๆ

ตอนปีศาจโลหิตเข้ามาใกล้ นางกำใบมีดไว้ในมือแน่น การใช้ชีวิตร่อนเร่พเนจรมายาวนานทำให้ร่างกายของนางขยับเคลื่อนได้ว่องไวกว่าที่สมองจะตัดสินแยกแยะเสียอีก

ผลก็คือขณะที่นางกำลังจะสูญเสียสติสัมปชัญญะ ใบมีดได้บาดเนื้อ พาให้นางสะดุ้งฟื้นเพราะความเจ็บปวด

เกิดอะไรขึ้น นางถูกเจ้าตัวประหลาดที่ไม่เห็นหน้าค่าตาหลอกล่อได้อย่างไรกัน ซ้ำยังเกือบสลบไสลไปด้วย

หรือ…คำพูดของปีศาจโลหิตจะมีพลังปลุกจิตใจชั่วร้ายในตัวมนุษย์ขึ้นมาได้?

ชุยเสียวเสี่ยวยังจำการปราบปีศาจในโรงเลี้ยงไหมได้ ลูกสะใภ้สกุลไป๋ถูกมารปีศาจเข้าสิงร่างกายเพราะความเคียดแค้นในใจ จนเมื่อกลายเป็นปีศาจก็จะไม่อาจจดจำเหตุการณ์ที่เกิดหลังจากนั้นได้ด้วย

ดูเหมือนว่าปีศาจโลหิตตนนี้ก็คิดจะใช้วิธีการเดิมๆ หลอกให้นางกลายเป็นสะใภ้สกุลไป๋คนต่อไป!

ชุยเสียวเสี่ยวแน่ใจแล้วว่านางจะต้องดิ้นให้หลุดจากปีศาจโลหิตนี้โดยเร็วที่สุด จะถูกมันครอบงำไม่ได้เด็ดขาด…แม้ยันต์คาถาของนางจะไม่ค่อยขลัง แต่หากเสริมฤทธิ์จากโลหิตยอดอินของนางเข้าไปด้วยก็อาจจะพอได้ผลอยู่บ้าง

นางคิดได้ดังนี้ก็ใช้มือข้างที่ถูกใบมีดบาดหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ…นี่คือยันต์เสกวารีที่นางเพิ่งวาดไว้ก่อนหน้านี้

เมื่อยันต์เสกวารีเปียกเปื้อนเลือดสดๆ ของชุยเสียวเสี่ยวแล้ว นางก็ปล่อยยันต์ไปทางปีศาจโลหิตตนนั้น ขณะเดียวกันก็ท่องคาถางึมงำเงียบๆ หวังจะใช้น้ำชะล้างเลือดหนืดข้นที่ห่อหุ้มเกาะเขรอะไปทั่วกายของนางออก

ทว่านางท่องคาถาอยู่หลายครั้งหลายครากลับไม่มีแม้แต่เสียงน้ำไหล มีเพียงกระแสอุ่นร้อนผ่านพุ่งออกจากปากแผลบนฝ่ามือราวกับงูตัวเล็กบางเลื้อยลอดออกมา

ชุยเสียวเสี่ยวแอบร้อง ‘แย่แล้ว’ ในใจ ดูเหมือนว่าแมวสามขา เช่นนางจะท่องผิดคาถา ยันต์ที่ควรจะเคลื่อนย้ายน้ำจากที่ต่างๆ มากลับกลายเป็นเริ่มดึงเอาเลือดในตัวของนางออกไปแทน

หากเป็นเช่นนี้ต่อไปนางคงได้ตายเพราะเลือดไหลหมดตัวก่อนที่ปีศาจโลหิตจะสำแดงอิทธิฤทธิ์เสียอีก

แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อยันต์เสกวารีสูบดึงเลือดจากกลางฝ่ามือของชุยเสียวเสี่ยวออกไป สายเลือดก็พุ่งเข้าเกี่ยวรัดเจ้าปีศาจตนนั้นปานประหนึ่งเป็นเถาวัลย์แน่นเหนียว เจ้าปีศาจโลหิตเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อพลางร้องเจ็บปวดครวญคราง จากนั้นก็รีบสลัดชุยเสียวเสี่ยวทิ้งทันที

ปีศาจโลหิตตนนั้นพึมพำอย่างไม่อยากเชื่อ “ข้าครอบงำเจ้าไม่ได้รึนี่! ในเลือดของเจ้ามีของดีอะไรกัน ข้าไม่เชื่อหรอก! นอกจากเขาแล้วบนโลกนี้ยังมีอีกคนที่รอดพ้นจากการควบคุมของข้าได้อีกหรือ”

ชุยเสียวเสี่ยวไม่เข้าใจว่ามันบ่นพึมพำอะไร หลังจากนางเป็นอิสระก็รีบกรีดแผลบนฝ่ามือเพิ่มเพื่อดึงเลือดออกมาท่องคาถาต่อ

ครั้งนี้ชุยเสียวเสี่ยวเข้าใจวิชาบางอย่างบ้างแล้ว จึงดึงเลือดออกมาได้สองสายพร้อมกัน แล้วปล่อยให้มันโจมตีปีศาจโลหิตอีกครั้งราวกับเป็นงูวิเศษ

ปีศาจโลหิตคล้ายกับขยาดกลัวเลือดของชุยเสียวเสี่ยวมาก มันไม่กล้าแม้แต่จะตั้งรับ ได้แต่เพียงส่งเสียงคำรามโกรธเกรี้ยวแล้วหดตัวพาเลือดหนืดข้นกลับสู่ถ้ำมืดดังเดิม

ชุยเสียวเสี่ยวไม่ได้ยินว่ามันร้องตะโกนอะไรในตอนท้าย

ชั่วขณะที่ปีศาจโลหิตหายตัวไปเกิดแรงสะท้อนขุมหนึ่งดีดนางออกอย่างรวดเร็ว จังหวะที่นางกำลังจะตกลงถึงพื้น ความรู้สึกโหวงหวิวทำให้นางกรีดร้องออกมาอย่างตื่นตระหนกตกใจ

 

เมื่อชุยเสียวเสี่ยวลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทั่วทั้งตัวก็ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ นางพบว่าตนเองยังนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรอง รอบกายคือสายลมพัดผะแผ่ว ใต้เงาจันทร์คือสายน้ำไหลระริน กองไฟด้านข้างก็ยังไม่มอดดับ…

ศิษย์ร่วมสำนักอีกสามคนที่ทำสมาธิอยู่ถูกเสียงกรีดร้องของนางทำให้ตกใจ พากันลืมตาขึ้นมามองดูนาง

จีอู่ชีต่อว่าเสียงกระแทกกระทั้น “ไม่นั่งสมาธิดีๆ จะร้องหาผีอะไร เฮ้ย คงจะแอบอู้งีบหลับจนฝันร้ายล่ะสิท่า”

ชุยเสียวเสี่ยวปาดเหงื่อบนหน้าผาก เบิกตากว้างพยายามมองสำรวจรอบด้าน เมื่อแน่ใจแล้วว่าตนเองยังคงนั่งขัดสมาธิตรงข้างลำธารเหมือนเดิม เช่นนั้นทุกอย่างเมื่อครู่นี้…ก็คงเป็นความฝันจริงๆ

ตอนนี้เองเจียงหนานมู่กลับเบิกตาเขม้นมองที่คางของชุยเสียวเสี่ยว “เสียวเสี่ยว เหตุใดคางของเจ้าถึงแดงเช่นนั้น”

ชุยเสียวเสี่ยวรีบลุกขึ้นไปยังริมลำธาร อาศัยแสงจากกองไฟมองดูใบหน้าของตนเองชัดๆ สักหน่อย

ตรงคางเรียวแหลมของนางมีรอยแดงหลายจุดจริงๆ เด็กสาวจับๆ ตรงรอยแดงเหล่านั้นช้าๆ…นี่มันรอยที่ถูกบีบกดด้วยมือใหญ่ยักษ์นี่นา ตำแหน่งก็เหมือนตอนที่นางถูกปีศาจโลหิตบีบคางในความฝันเมื่อครู่ไม่ผิดเพี้ยน!

นั่น…คือความฝันจริงๆ หรือ

ที่มือขวาของชุยเสียวเสี่ยว…กำลังกำใบมีดบางที่ซ่อนในสนับข้อมืออยู่…เวลานี้รอยแผลบนฝ่ามือของนางก็ยังไม่ปิดดี ซ้ำยังมีเลือดไหลซึมออกมาด้วย

นางสะดุ้งตื่นตัวในฉับพลัน รีบเหลียวมองหาจี๋เสียงสุนัขแก่ของนาง แต่กลับไม่เห็นมันนอนเฝ้าอยู่ข้างๆ กระทั่งนางร้องเรียกหา ในพุ่มไม้ไม่ไกลนักก็มีเสียงสุนัขที่คุ้นเคยดังลอยมา

คนทั้งกลุ่มเดินไปตามเสียงนั้นจึงพบว่าเสียงเห่านั้นมาจากในถ้ำที่ซ่อนอยู่หลังพุ่มไม้

ชุยเสียวเสี่ยวนึกถึงความฝันเมื่อครู่นี้ พลันรู้สึกเย็นวาบเสียวสันหลังขึ้นมา แต่หน้าถ้ำแห่งนี้ดูปกติธรรมดา มิได้เป็นรูปหัวกะโหลกมืดทะมึนเหมือนในฝัน

สุนัขแก่จี๋เสียงทั้งเห่าทั้งครางฟังน่าสงสารยิ่ง ชุยเสียวเสี่ยวไม่คิดอะไรมาก รีบชูคบไฟแล้วเดินเข้าไปพลางร้องเรียกจี๋เสียง

เมื่อไปถึงด้านในนางก็ถอนหายใจโล่งอก ที่แท้จี๋เสียงตัวติดอยู่ตรงซอกหินแคบๆ ในถ้ำ ฟังจากเสียง ‘จี๊ดๆ’ ที่ดังแว่วมา คงเป็นเพราะจี๋เสียงไล่ตามจับหนูแล้วไม่ระวัง มุดมาติดแหง็กตรงซอกหินนี้เอง…

ช่วยไม่ได้ ในฐานะสุนัขแห่งสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน หากอยากกินเนื้อก็ต้องมีความสามารถในการจับหนูติดตัวไว้

ชุยเสียวเสี่ยวเดินไปผลักก้อนหินเพื่อให้จี๋เสียงออกมา แต่ชั่วพริบตาที่หินถูกผลักตก ผนังหินทั้งแถบก็แตกร้าวครั่นครื้น ระหว่างรอยแยกของผนังปรากฏกล่องใบหนึ่งซึ่งจะว่าเหมือนโลหะก็ไม่ใช่โลหะ

อาอี้ตามมาจากด้านหลัง เอื้อมมือไปหยิบกล่องสำริดนั้นออกมา หลังจากปัดฝุ่นออกก็เผยให้เห็นรอยสลักลายนูนที่อยู่บนกล่องนั้น

เจียงหนานมู่อาศัยแสงจากคบไฟเพ่งมองลวดลายนั้นให้ชัดๆ แต่แล้วก็พลันสูดลมหายใจเฮือก ร้องเสียงดังว่า “อย่าแตะต้องมัน!”

ชุยเสียวเสี่ยวเองก็เห็นลวดลายนั้นชัดเจนแล้วเช่นกัน มองเผินๆ ก็คือรูปดอกบัวที่มีเส้นคดโค้งเก้าเส้น คล้ายกับรอยตราปทุมแดงบนหน้าผากของศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า

เพียงแต่ดอกบัวนี้ไม่ใช่สีแดง แต่เป็นสีดำคล้ำราวกับแปดเปื้อนเลือด ครั้นเพ่งมองดูนานๆ พานรู้สึกใจคอไม่ดี เหมือนวิญญาณจะถูกดูดเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น

“ศิษย์พี่รอง นี่…คงไม่ใช่ตราประจำสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้ากระมัง”

เจียงหนานมู่เอ่ยเสียงเคร่งเครียด “ถ้าข้าจำไม่ผิด ‘ปทุมดำเก้าสาย’ นี้คือดวงตรามารของจอมมารเว่ยเจี๋ยผู้เกือบจะพิชิตฟ้าดินสำเร็จเมื่อสองร้อยปีก่อน”

แม้สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าของฉินหลิงเซียวจะบำเพ็ญเพียรตามวิถีธรรมแท้ แต่ก็มีรากมาจากพลังบำเพ็ญมารของเว่ยเจี๋ย ดังนั้นรอยตราพลังตบะของสำนักจึงคล้ายกับดวงตรามารของเว่ยเจี๋ย

แต่เมื่อสองร้อยปีก่อนรอยตราปทุมดำที่คล้ายกันนี้กลับเป็นสิ่งที่พาให้ผู้คนหวาดผวา เพราะความโหดเหี้ยมกระหายเลือดของผู้ครอบครอง

ชุยเสียวเสี่ยวมองรอยตราปทุมดำราวกับครุ่นคิดบางอย่าง ทันใดนั้นก็นึกออกว่าตนเองเคยเห็นมันมาก่อน

ใช่แล้ว ตอนที่ฉินหลิงเซียวกำลังสังหารปีศาจในโรงเลี้ยงไหม กระบี่เก่าคร่ำคร่าที่เขาใช้เล่มนั้นก็มีลายดอกบัวสีดำอยู่บนด้ามจับไม่ใช่หรือ

เมื่อนึกได้เช่นนี้ชุยเสียวเสี่ยวก็เข้าใจทันใด ที่แท้ในยามที่ศิษย์ทรยศแซ่ฉินผู้นี้ไม่อาจจัดการปีศาจที่กำลังปราบอยู่ได้ เขาก็จะใช้กระบี่ประจำกายของปรมาจารย์เว่ยเจี๋ยนี่เอง

เพียงแต่ดูเหมือนฉินหลิงเซียวจะไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้เห็นว่าตัวเขาเกี่ยวข้องผูกพันอันใดอีกกับปรมาจารย์ที่เขาฆ่าสังหารเองกับมือ ถึงกับใช้ผ้าขาวห่อปิดด้ามกระบี่ไว้มิดชิด ช่างชวนให้คนค้นหาอยากรู้เสียจริง…

บทที่ 12

 

ขณะนั้นเองจีอู่ชียังพบด้วยว่าด้านหลังกล่องสำริดมียันต์คาถาแปะผนึกไว้อีกหนึ่งแผ่น เหล่าศิษย์สำนักยันต์คาถาทั้งหลายเห็นแล้วก็พากันสะดุ้งเฮือกอีกครั้ง

แม้อักขระยันต์ในโลกหล้าจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน แต่สัญลักษณ์บนแผ่นยันต์ล้วนแตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น อักขระยันต์ของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานจะมีเส้นตะขอกลับด้านที่ส่วนท้าย

ศิษย์สำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานเห็นเพียงแวบเดียวก็จำได้ทันทีว่าเป็นยันต์ของสำนักตน ส่วนท้ายของยันต์ปราบมารที่ดูผ่านกาลเวลามายาวนานนี้มีเส้นตวัดตะขอที่บ่งว่าอาจารย์ถังโหย่วซู่เป็นผู้วาดเอง

จีอู่ชีค้อมคำนับเทิดทูน ก่อนจะยืนยันมั่นเหมาะ “ไม่ผิดแน่ นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์เหลือทิ้งไว้!”

ทันใดนั้นเองแผ่นยันต์บนกล่องก็ปลิวร่วงลงสู่พื้น แล้วกล่องก็เปิดออกโดยพลัน

คนทั้งกลุ่มพุ่งสายตาจดจ้อง ภายในกล่องมีไม้แกะเป็นรูปสลักเล็กๆ อันหนึ่ง รูปสลักนั้นดูเหมือนรูปเคารพของเทพเจ้าโบราณซึ่งมีใบหน้าเป็นมนุษย์และร่างกายเป็นงู

ดวงตาของรูปสลักว่างเปล่ากลวงโบ๋ มุมปากแกะไว้คล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม เมื่อจ้องมองนานๆ ก็ชวนให้ขนลุกอย่างห้ามไม่อยู่

ศิษย์สำนักยันต์คาถามองหน้าสบตากันไปมา ครั้นแล้วจีอู่ชีก็ทำใจกล้ายื่นมือไปหยิบก่อน แต่ยังไม่ทันจะแตะถูกรูปสลักนั้น เขาก็รู้สึกถึงไอยะเยือกซัดไล่เป็นระลอกๆ ทำให้ต้องชักมือกลับมา

เจียงหนานมู่และอาอี้พยายามลองหยิบบ้าง แต่กลับไร้หนทาง ถูกไอยะเยือกจากรูปสลักซัดไล่เช่นกัน

ชุยเสียวเสี่ยวรู้รักษาตัวรอดมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเห็นรูปสลักซึ่งเต็มไปด้วยไอชั่วร้ายเช่นนี้จึงคิดหลบให้ไกลอย่างยำเกรง

แต่ใครเลยจะรู้ว่าคลับคล้ายกับมีเสียงหนึ่งดังขึ้นในใจ คอยกระซิบยุให้นางรีบหยิบรูปสลักนั้นขึ้นมา

ชั่วขณะที่มีอะไรดลจิตดลใจ ชุยเสียวเสี่ยวยื่นมือออกไปหารูปสลักแล้วหยิบไว้ในมืออย่างง่ายดาย

ดูเหมือนว่าชะตาดวงอับแสงจะไม่เพียงทำให้เลือดของนางแปลกประหลาดพิสดารเท่านั้น แต่ยังทำให้นางไม่กลัวไอหนาวยะเยือกที่ฝังอยู่ในรูปสลักนี้อีกด้วย

ทว่าศิษย์พี่ใหญ่กลับคิดอย่างอคติว่าเป็นเพราะชุยเสียวเสี่ยวถูกลูกแก้วปีศาจครอบงำแล้วจึงเริ่มเชื่อมต่อกับพวกนิกายมาร พอเห็นของซึ่งเป็นสิ่งชั่วร้ายถึงได้หยิบจับขึ้นมาทันทีทันใด

เพียงแต่หลังจากที่ชุยเสียวเสี่ยวถือรูปสลักไว้ครู่หนึ่ง ไอยะเยือกก็ค่อยๆ บรรเทาเบาบางลง พวกศิษย์พี่ก็สามารถรับมันไปดูได้ แต่เมื่อพิจารณาแล้วก็ไม่พบสิ่งแปลกประหลาดอะไรบนรูปสลักนั้น

ชุยเสียวเสี่ยวเพ่งมองดูใบหน้าของรูปสลัก รู้สึกว่าเบ้าตาที่กลวงเปล่าคู่นั้นคล้ายกับมีบางอย่างขาดหายไป

ด้านหลังของรูปสลักแกะลายเป็นอักขระภาษาสันสกฤตหนึ่งบรรทัด พวกศิษย์พี่ใหญ่อ่านไม่ออกจึงปรึกษากันว่าจะเก็บเอาไว้ก่อนแล้วค่อยหาคนที่เข้าใจภาษานี้มาช่วยอธิบาย

แต่เพราะความฝันที่สมจริงเกินไปของชุยเสียวเสี่ยวทำให้นางตั้งใจว่าจะไม่เก็บรูปสลักนี้ไว้ กระทั่งคิดจะเผาทิ้งเสียด้วยซ้ำ

จีอู่ชียืนกรานไม่ยอมให้นางทำเช่นนั้น เพราะบนกล่องมีดวงตราของปรมาจารย์เว่ยเจี๋ย จอมมารเมื่อสองร้อยปีก่อน หากมีแผนร้ายสะท้านสะเทือนฟ้าดินอะไร เช่นนั้นสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซานก็จะได้จัดการก่อนตำหนักสำนักอื่น นี่ไม่ใช่การสร้างความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่หรอกหรือ

ชุยเสียวเสี่ยวเป็นถึงเจ้าสำนัก แต่ไม่มีอำนาจบารมีแม้แต่น้อย แม้จะทัดทานสุดกำลังแล้ว แต่ก็ทำได้เพียงมองดูศิษย์พี่ใหญ่เก็บรูปสลักพร้อมกล่องเข้าห่อสัมภาระด้านหลังของเขาตาปริบๆ

จนกระทั่งออกเดินทางอีกครั้ง ชุยเสียวเสี่ยวก็รู้สึกถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากห่อผ้าของศิษย์พี่ใหญ่อย่างบอกไม่ถูก และราวกับว่ามีดวงตาคู่หนึ่งคอยจ้องมองนางอยู่ตลอด

ชุยเสียวเสี่ยวคิดหาโอกาสเอามันไปทิ้ง แต่ศิษย์พี่ใหญ่เฝ้าเจ้าสิ่งอัปมงคลนั่นไม่ห่าง ไม่ให้ใครเข้าใกล้มันเลย

ตกกลางคืนถึงเวลานั่งสมาธิ ชุยเสียวเสี่ยวผู้ไม่เคยกระตือรือร้นในการฝึกบำเพ็ญเพียร ครั้งนี้กลับหาเนินเล็กๆ ห่างจากกลุ่มศิษย์ร่วมสำนักไว้แต่เนิ่น พอปูเบาะรองแล้วก็หลับตาทำสมาธิทันที

ที่นางขมีขมันเช่นนี้ย่อมมีเหตุผล เพราะหลังจากลูกแก้วปีศาจเข้ามาอยู่ในตัว นางมักรู้สึกเหมือนมีเสียงเสียงหนึ่งกำลังชักจูงนาง

เมื่อครั้งเลือกเดินตรงทางแยกมายังเมืองชื่อซีก็คราวหนึ่งและครั้งที่ยื่นมือไปหยิบรูปสลักอย่างมิได้เต็มใจก็อีกคราวหนึ่ง

ชุยเสียวเสี่ยวไม่ใช่คนเลอะๆ เลือนๆ ถึงขนาดจะดูแผนที่ผิด ยิ่งไม่ชอบหาเรื่องยุ่งยากที่จะไปหยิบไปจับรูปสลักครึ่งคนครึ่งงูอะไรนั่น

ดูเหมือนว่านางได้รับอำนาจจากลูกแก้วปีศาจ จนบางคราที่ความคิดจิตใจอ่อนแอก็จะกระทำสิ่งที่ขัดกับความตั้งใจของตนเองโดยไม่รู้ตัว ถ้าหากไม่อาจหาต้นสายปลายเหตุแล้วปล่อยให้เป็นไปตามเสียงจากส่วนลึกในใจ เช่นนั้นก็อาจเกิดเรื่องตามมาแน่

ดังนั้นนางจึงรีบทำสมาธิเพื่อดูว่าสามารถเข้าสู่ห้วงฝันและหาคำตอบว่าปีศาจโลหิตในฝันร้ายครานั้นคืออะไรกันได้หรือไม่

และเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด ก่อนนั่งปักหลักทำสมาธิชุยเสียวเสี่ยวก็กรีดปลายนิ้วสองนิ้วของตนไว้ให้เลือดไหลออกมาป้องกันปีศาจโลหิตมาลอบโจมตี

เจ้าปีศาจโลหิตนั่นอาจกลัวกลิ่นเลือดของชุยเสียวเสี่ยวจึงไม่ปรากฏตัวออกมาจริงๆ แต่หลังจากเข้าสู่ห้วงสมาธิ เสียงแปลกๆ ในใจของชุยเสียวเสี่ยวกลับค่อยๆ ดังชัดขึ้นเรื่อยๆ

‘แม่หนูน้อยตัวเปี๊ยก เจ้าตามหาข้าอยู่รึ ไม่ต้องหาหรอก ข้าถูกเลือดในตัวเจ้าสะกดเอาไว้มิให้เพ่นพ่านไปที่ใดได้ชั่วคราว…แต่เจ้าอย่าคิดว่าจะกำจัดข้าได้ง่ายๆ ล่ะ’

ชุยเสียวเสี่ยวหลับตาถามโดยไร้เสียง เจ้าเป็นใคร คิดจะทำอะไรกันแน่

เสียงนั้นหาวหวอดอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า ‘ข้ารึ พวกเจ้ามิได้ตั้งชื่อให้ข้าว่า ‘โลภะ’ หรอกหรือ ปราณปฐมของข้าถูกยันต์ของเจ้าทำลายเสียหาย ได้แต่อาศัยสิงร่างที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ใครจะรู้เล่าว่าเจ้าผู้มีความสามารถแค่นี้จะทำร้ายข้าจนไม่อาจขยับเขยื้อนไปที่ใดได้…เจ้าวางใจเถิด หากสบโอกาสเหมาะเมื่อใดข้าก็ไม่อยากค้างอยู่ในร่างเจ้าแม้แต่เค่อ* เดียว’

เจ้าชักพาให้ข้ามาที่เมืองชื่อซีนี่ใช่หรือไม่ เพียงเพื่อจะให้พวกข้ามาพบรูปสลักนั้นหรอกหรือ มันมีที่มาอย่างไรกันแน่

ชุยเสียวเสี่ยวยังคงหลับตาซักถามอีกหลายคำ แต่คล้ายว่าลูกแก้วปีศาจคร้านจะตอบ เพียงหาวหวอดใส่แล้วย้อนว่า ‘ถามอะไรเยอะแยะปานนั้น อีกหน่อยเจ้าก็จะรู้เอง จริงสิ พิษอินของข้าแพร่กระจายไปทั่วร่างเจ้าแล้ว แม่หนูน้อย เจ้าต้องเข้มแข็งเอาไว้ อย่าเพิ่งรีบตายเสียก่อนล่ะ…’

ครั้นพูดจบลูกแก้วปีศาจก็ดูเหมือนจะเหนื่อยยิ่ง ไม่ว่าชุยเสียวเสี่ยวจะเรียกหาอย่างไร มันก็ไม่ปริปากพูดอะไรอีกเลย

 

ชุยเสียวเสี่ยวลืมตาขึ้นหลังจากนั่งสมาธิเสร็จ พานตกใจสะดุ้งแทบจะกระโดดหนี เพราะศิษย์ร่วมสำนักทั้งสามมานั่งยองมองจ้องนางราวกับกำลังดูลิง

เจียงหนานมู่มองศิษย์น้องเจ้าสำนักด้วยสายตาเคารพเลื่อมใส กระซิบกับนางว่า “ศิษย์น้อง ตกลงเจ้าบรรลุวิถีธรรมอะไรแล้วใช่หรือไม่ เหตุใดฝึกบำเพ็ญได้รุดหน้าราวว่าหนึ่งวันพันหลี่** เช่นนี้ นี่แค่ไม่กี่วันเจ้าก็นั่งสมาธิจนเกิดลำแสงเรืองๆ อยู่บนหัว ดูท่าจะเข้าสู่ห้วงจักรวาลน้อยแล้วกระมัง!”

เมื่อครู่ตอนชุยเสียวเสี่ยวนั่งสมาธิมีไอร้อนผะผ่าวบนศีรษะของนางจริงๆ และทั่วร่างกายก็เปล่งแสงคล้ายกับเกราะแสงรัศมีขุนพลสวรรค์ของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าออกมา

แม้แสงรัศมีของนางจะยังอ่อนจางมาก ไม่อาจเทียบได้กับศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า แต่ก็เหนือกว่าศิษย์ร่วมสำนักทั้งสามคนอย่างชัดเจน ดูท่านางจะมีอนาคตไกลแน่

ชุยเสียวเสี่ยวได้ยินแล้วก็อึ้งไป นางมีเคล็ดวิชาอะไรที่ใดเล่า แค่ว่าตอนผู้อื่นนั่งสมาธิต่างต้องจดจ่อและผ่อนคลาย ส่วนนางกลับต้องถกเถียงกับปีศาจและอาจต้องปะทะต่อสู้กันถึงตายได้ทุกเมื่อ

บางทีอาจเพราะเหตุนี้การนั่งสมาธิของนางถึงเป็นการลงแรงครึ่งเดียวแต่ให้ผลเท่าทวี ทำให้พลังตบะปราณแท้ทุ่งโอสถพุ่งทะยานเพิ่มพูนขึ้นด้วยเวลาอันรวดเร็ว…

นางพลันนึกถึงที่มาของลูกแก้วปีศาจนี้ได้ มันคือปราณพิษที่จอมมารเว่ยเจี๋ยขับออกจากร่างกาย นั่นหมายความว่าลูกแก้วปีศาจย่อมอยู่กับเว่ยเจี๋ยมาช้านาน

ในตอนนั้นพลังตบะของเว่ยเจี๋ยก็ระเบิดพุ่งทะยานสูงอย่างฉับพลันเช่นกัน บางทีเขาอาจจะเป็นเช่นเดียวกับนางในตอนนี้ ต้องคอยถ่วงรั้งฤทธิ์มารในกายอยู่เนืองๆ แต่ก็บรรลุผลชนิดหนึ่งวันพันหลี่ได้…

ชุยเสียวเสี่ยวคิดถึงตรงนี้ก็ทอดถอนใจ เอ่ยกับศิษย์พี่รองและคนอื่นๆ ว่า “ข้าอยากจะแบ่งเคล็ดวิชานี้ให้ผู้อื่นเหลือเกินจริงๆ…พวกท่านอยากรับลูกแก้วปีศาจไปหรือไม่เล่า”

ทั้งสามคนรีบส่ายหน้าดิกราวกับเป็นกลองป๋องแป๋ง

ตลอดสองวันหลังจากนั้นลูกแก้วปีศาจก็มิได้มารบกวนชีวิตของชุยเสียวเสี่ยวอีก มันนิ่งเงียบกระทั่งไร้เสียงลมหายใจราวกับกำลังจำศีล

เนื่องจากลูกแก้วปีศาจนี้นิสัยชั่วร้ายยิ่ง หลายวันมานี้ชุยเสียวเสี่ยวจึงขยันอ่านตำราลับของอาจารย์เป็นพิเศษ

ถังโหย่วซู่แตกต่างจากศิษย์ทรยศฉินหลิงเซียวผู้นั้น แม้เขาจะไม่เห็นด้วยกับการกระทำผิดบาปนานัปการที่เว่ยเจี๋ยปรมาจารย์ของเขาก่อขึ้นหลังจากธาตุไฟแทรกมารครอบงำ แต่ในฐานะศิษย์ เขาก็ยังเคารพนับถือปรมาจารย์ตามที่ควรจะเป็น ถึงแม้เว่ยเจี๋ยจะกลายเป็นจอมมารกระทำสิ่งชั่วช้าหนักหนา ถังโหย่วซู่ก็ยังเขียนอธิบายแทนอาจารย์ว่า

 

เป็นเพราะไอปีศาจมารเข้าครอบงำ ไม่อาจควบคุมร่างกายด้วยตนเอง

 

ส่วนลูกแก้วปีศาจที่เว่ยเจี๋ยผนึกออกมาจากร่างกายนั้น ถังโหย่วซู่มิได้บันทึกไว้มากนัก

แต่มีเรื่องหนึ่งที่เน้นย้ำหนักหนา ได้แก่ ดาวพิฆาตของเว่ยเจี๋ยก็คือเลือดของผู้มีชะตาดวงอับแสง มันสามารถสลายพลังปีศาจมารของเว่ยเจี๋ยได้ หากเลือดที่ว่านี้ตกอยู่ในมือของผู้บำเพ็ญเพียรที่เก่งกาจสามารถ จุดจบของเว่ยเจี๋ยย่อมไม่อาจคิดเดาเลย

ดังนั้นเว่ยเจี๋ยจึงตามหาตัวคนเช่นนั้นมาตลอดเพื่อกำจัดทิ้งให้สบายใจ

ตอนชุยเสียวเสี่ยวอ่านพบสิ่งนี้ นางก็สูดลมหายใจเฮือก ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านอาจารย์ถึงรู้สึกสะท้อนใจเมื่อรู้ว่านางมีชะตาสิบสูญเสียและมักกล่าวว่าชะตาชีวิตของนางนั้นดีมากแล้ว

หากนางเกิดเร็วกว่านี้สักสองร้อยปีคงถูกจอมมารครึ่งคนครึ่งงูตามล่าเอาชีวิตไปแล้ว

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงนางผู้เกิดช้าไปสองร้อยปีก็นับว่าดวงชะตาดีไม่น้อย

หลังจากชุยเสียวเสี่ยวรู้ถึงประโยชน์ของโลหิตยอดอินของตนเองก็ไม่รู้สึกว่าการที่ลูกแก้วปีศาจเข้ามาในร่างกายจะมีอะไรน่าหวั่นเกรงอีก ในเมื่อแม้แต่จอมมารเว่ยเจี๋ยในตอนนั้นยังหวาดกลัวเลือดของนางเลย ลูกแก้วปีศาจที่ผนึกออกมาจากจุดตันเถียนของเขาจะทำอะไรนางได้เล่า

 

เช้าวันนี้ เมื่อดวงอาทิตย์เบิกฟ้า เหล่าศิษย์สำนักยันต์คาถาก็เริ่มเตรียมตัวออกเดินทางกันอีกครั้ง

จีอู่ชีและอาอี้มิได้พิถีพิถันเท่าใดนัก ไม่ต้องอาบน้ำล้างหน้าก็พร้อมจะไปแล้ว

ชุยเสียวเสี่ยวและเจียงหนานมู่เป็นสตรี ย่อมใช้เวลาชำระร่างกายสักน้อย พวกนางพากันไปล้างหน้าล้างตาที่ริมลำธาร

ชุยเสียวเสี่ยวนั่งยองลง กำลังจะเตรียมวักน้ำ จู่ๆ นางก็นึกถึงเรื่องในความฝันที่ตนเองควบคุมเลือดไล่ปีศาจโลหิตไปได้ขึ้นมา

ความรู้สึกนั้นชัดเจนสมจริงมาก จนผ่านไปหลายวันแล้วก็ยังเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ

การนั่งสมาธิตลอดหลายวันนี้ทำให้จุดตันเถียนของชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกเปี่ยมพลังแข็งแรง ประหนึ่งคนได้กินอิ่มเต็มที่ พลังชีวิตเพิ่มท้นล้นพูนจนนึกอยากลองปล่อยพลังปราณเล่นดูสักหน่อย

พอคิดเช่นนี้นางจึงกำหนดจิต ท่องคาถาควบคุมวารีงึมงำ ขณะปลายนิ้ววักน้ำเบาๆ

หะแรกผิวน้ำกระเพื่อมออกเป็นวงๆ คล้ายกับถูกสัมผัสด้วยปลายนิ้ว ครู่ต่อมาหยดน้ำสองสามหยดก็โดดดีดเหมือนดั่งร่ายรำอยู่บนหน้ากลอง พาให้ผิวน้ำสั่นสะเทือนและเกิดหยดน้ำเด้งดีดตามขึ้นมาอีกมากมาย

จากนั้นหยดน้ำที่เริงระบำเหล่านั้นก็กลับมารวมกันอย่างรวดเร็ว ยิ่งทียิ่งยาวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับนาคาขนดกายท่ามกลางแสงอรุณแรกสาง เพียงพริบตาก็เกี่ยวกระหวัดข้อมือที่ยกขึ้นนิดๆ ของชุยเสียวเสี่ยวดั่งหนึ่งผ้าแพรของเทพธิดานางฟ้ากำลังพัดพลิ้วขณะร่ายรำ…

เจียงหนานมู่ก้มหน้าก้มตาล้างหน้าอยู่ ครั้นเงยขึ้นมาก็เห็นศิษย์น้องไก่อ่อนของตนกำลังควบคุมสายน้ำได้ดังใจต้องการ นางตื่นตะลึงจนอ้าปากค้าง ชี้นิ้วสั่นระริกไปทางชุยเสียวเสี่ยว แต่กลับพูดอะไรไม่ออกอยู่นานสองนาน

ตอนนี้เองจีอู่ชีและอาอี้ที่รอคอยจนเบื่อหน่ายก็เดินมาเร่งให้ศิษย์น้องทั้งสองเตรียมออกเดินทางได้แล้ว พวกเขาต่างเห็นชุยเสียวเสี่ยวกำลังโบกแขนเพื่อยกสายน้ำขึ้นลงไปมาเข้าพอดี…

ทั้งสองคนจึงเบิกตาโตเป็นไข่ห่าน ปากอ้าหวอพูดอะไรไม่ออกไปเช่นกัน

พึงรู้ว่าการควบคุมวารีและอัคคีจะเป็นวิชาระดับศิษย์แรกเข้าสำนักของสำนักยันต์คาถา แต่ใช่ว่าศิษย์ทุกคนจะทำได้

ตัวอย่างเช่นอาอี้ เขาเข้าสำนักมาสามปียังทำได้เพียงวิชาสร้างภาพมายาลวงตา ส่วนจีอู่ชี แม้จะเสกไฟควบคุมอัคคีได้ แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น

แต่ชุยเสียวเสี่ยวผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่เป็นตดสุนัขอะไรสักอย่างกลับควบคุมวารีได้เหมือนเล่นกับงูน้อยภายในชั่วข้ามคืน นางต้องมีพลังตบะแก่กล้าเพียงใดกัน

นาง…เหตุใดจู่ๆ นางถึงมีพลังตบะเพิ่มขึ้นมากถึงเพียงนี้ได้ล่ะ

เมื่อจีอู่ชีเรียกสติคืนกลับมาได้ก็ตะโกนดังลั่น “แย่แล้ว! นาง…นางกลายเป็นปีศาจไปแล้ว! ศิษย์น้อง รีบหยิบยันต์ออกมาเร็ว!”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 17 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: