บทที่ 3
เช่นนั้นแล้วแม้ตอนนี้ชุยเสียวเสี่ยวจะมุ่งมั่นขยันอ่านตำรา แต่ก็เป็นเพียงยามจวนตัวค่อยกอดบาทพระ ไม่มีประโยชน์โพดผลอะไรเลย
หลังจากศิษย์พี่ศิษย์น้องสามคนกินข้าวเสร็จแล้วก็มิได้อยู่ร่วมคร่ำเคร่งเร่งอ่านตำรากับเจ้าสำนัก แต่พากันไปพักผ่อนที่ห้องพักรับแขกทางด้านข้าง
ขณะเดินพ้นมาจากห้องอาหาร จีอู่ชีก็บ่นขึ้นมาทันทีว่า “ท่านอาจารย์เก่งกาจปราดเปรื่องมาทั้งชีวิต เหตุใดตอนจะสิ้นใจถึงได้เลอะเลือนสับสน ยกสำนักยันต์คาถาให้นางโจรที่เพิ่งเข้าสำนักมาเช่นนางได้”
เดิมทีพวกเขาติดตามอาจารย์ออกจาริกบนเขาหลิงซาน แต่บังเอิญพบกับบิดาและบุตรสาวคู่หนึ่งอ้างว่าพวกตนหลบหนีมา บุรุษผู้นั้นต้องการจะขายบุตรสาวให้เป็นสาวใช้ของอาจารย์ให้จงได้ แต่ความจริงแล้วคนคู่นั้นเป็นพวกโจรหลอกลวง หมายจะลอบขโมยเงินขณะที่พวกเขากำลังหลับ
ไม่เพียงนั้นเจ้าโจรเฒ่ายังชั่วช้าอย่างที่สุด เมื่อเห็นว่าอาจารย์ระแวดระวังตัวพลอยทำให้ลงมือล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจึงโกรธแค้นถึงขั้นกระทำอุกอาจพยายามวางยาพิษลงในน้ำชา หวังจะฆ่าทั้งอาจารย์และศิษย์ให้ตายสิ้น โชคดีที่นางโจรผู้นั้นยังมีมโนธรรมไม่เหือดหาย ลอบทำให้น้ำชาพิษนั้นหกไปหมด
เมื่ออาจารย์รู้ความจริงก็กำราบสั่งสอนคนทั้งสอง แต่ก็ยังมอบเงินติดตัวทั้งหมดแก่เจ้าโจรเฒ่านั่น เป็นการรับซื้อตัวชุยเสียวเสี่ยวไว้จริงๆ แม้นางโจรจะพยายามหลบหนีและประพฤติผิดพลั้งพลาดหลายต่อหลายครั้ง ทว่าอาจารย์ก็ไม่เคยเอาโทษนางเลย
จีอู่ชีเข้าใจดีว่าอาจารย์ต้องการโปรดสัตว์บำเพ็ญบุญแก่มนุษย์โลก อยากเปลี่ยนนางโจรน้อยให้กลับตัวกลับใจ ทว่าการที่อาจารย์ยกตำแหน่งเจ้าสำนักให้นาง ช่างทำให้คนคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
ทุกครั้งที่นึกถึงตอนแรกที่นางโจรน้อยเพิ่งเข้ามาเป็นศิษย์สำนัก นางมักจะเถียงอาจารย์และชอบพูดจาโกหกหลอกลวงเต็มปาก จีอู่ชีก็พลันนึกโกรธ แต่ไม่รู้จะระบายออกที่ใด
ถ้าคืนนี้มีเหตุอันตรายสักหน่อยก็คงดี จะได้ให้นางโจรน้อยได้รู้ตัวเสียทีว่าตำแหน่งเจ้าสำนักยันต์คาถามิใช่ที่หมาแมวที่ใดจะขึ้นมาครองก็ได้ หากเกิดเหตุข่มขวัญนางจนเผ่นหนีไปโดยไม่ล่ำลาก็คงน่ายินดีปรีดาไม่น้อยเลย!
ฝ่ายศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่กลับนำตะเกียงน้ำมันมาให้เจ้าสำนักน้อยผู้ขยันขันแข็ง เวลานี้ดวงอาทิตย์ค่อยๆ คล้อยตกแล้ว แสงอัสดงมืดสลัวลงจนจำเป็นต้องใช้แสงเทียนแสงตะเกียงส่องสว่างพอดี
“ศิษย์น้องเจ้าสำนัก เจ้าไม่ต้องกังวลจนเกินไป มีพวกเราสามคนอยู่ด้วย ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าออกโรงเลย”
ชุยเสียวเสี่ยวเงยหน้าขึ้นมองศิษย์พี่รองผู้ใจดีกับนางเสมอมา นางยิ้มเล็กน้อย แล้วจู่ๆ ก็โพล่งถามเรื่องอื่นว่า “ ‘หัวหน้าใหญ่’ ของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าอายุเท่าไร รูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร”
เจียงหนานมู่อึ้งตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “แต่ไหนแต่ไรคนผู้นี้ก็มักทำตัวเป็นมังกรเห็นหัวไม่เห็นหาง ว่ากันว่าเขาปลีกวิเวกบำเพ็ญเพียรอยู่ในสำนักของตนเองมานานปีและขาดพลังวัตรอีกแค่ปีเดียวก็จะถึงขั้นข้ามผ่านด่านเคราะห์เหินสู่แดนเซียนแล้ว ส่วนรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร…ข้าก็ไม่เคยเห็นเหมือนกัน”
แม้ในตอนปีนั้นถังโหย่วซู่ผู้เป็นอาจารย์ของนางจะกราบท่านปรมาจารย์เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ไล่เลี่ยกับฉินหลิงเซียวผู้นี้ก็เถิด…ว่ากันตามจริงแล้วฉินหลิงเซียวก็ถือได้ว่าเป็นอาจารย์ลุงของนางนั่นเอง
ทว่านับจากฉินหลิงเซียวปลิดชีวิตเว่ยเจี๋ยผู้เป็นอาจารย์เพื่อผดุงคุณธรรม บรรดาศิษย์สาวกของจอมมารส่วนใหญ่ก็ต่างแตกฉานซ่านเซ็น บ้างก็ล้มหายตายจาก มิได้ติดต่อคบหากันอีกเลย
ชุยเสียวเสี่ยวพยักหน้าราวกับกำลังครุ่นคิด “เห็นบนหน้าผากของศิษย์สำนักกระบี่เหล่านั้นมีลายเส้นรูปดอกบัวแดงกันทุกคน…ไม่ทราบว่าหากมีเส้นรากสีแดงแปดเส้นจะมีฐานะอยู่ขั้นใดในสำนักหรือ”
เจียงหนานมู่ช่วยจุดตะเกียงน้ำมันให้นางพลางเล่าไปตามเรื่อง “ ‘รอยตราปทุม’ นั่นก็คือสัญลักษณ์บ่งถึงตบะบำเพ็ญพลังปราณแท้ของสำนักกระบี่ ผู้ที่มีรอยตราปทุมแดงถึงแปดรากได้ เกรงว่าทั่วโลกหล้านี้จะมีก็แต่ฉินหลิงเซียว ปรมาจารย์ผู้บุกเบิกสำนักกระบี่คนเดียวนั่นล่ะ…”
ชุยเสียวเสี่ยวพยักหน้าทันใดและมิได้ถามอะไรต่อ เวลานี้ท้องฟ้ามืดลงกว่าเดิม คนทั้งสองมัวแต่คุยกันจนไม่ได้สังเกตว่ามีหนอนไหมหลายตัวไต่คลานอยู่บนขื่อคานของห้องอันมืดสลัวตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ พวกมันกำลังค่อยๆ พ่นใยออกมาพันรอบขื่อคานอย่างช้าๆ…
หลังจากกินดื่มจนอิ่มหนำแล้วก็ถึงเวลาทุ่มเททำงานตอบแทนค่าอาหารแก่เจ้าของบ้าน
เมื่อเสียงกลองตีบอกเวลายามไฮ่ กลุ่มคนจากสำนักยันต์คาถาเตรียมตัวพร้อมแล้วก็ติดตามเจ้าหน้าที่มือปราบผู้หนึ่งไปยังโรงเลี้ยงไหมซึ่งตั้งอยู่ที่ชานเมือง
มือปราบผู้นำทางพล่ามบ่นกระปอดกระแปด “ข้าเคยบอกแต่แรกแล้วว่าโรงเลี้ยงไหมแห่งนี้ต้องอาถรรพ์ แต่ก่อนนั้นโรงเลี้ยงไหมน้อยใหญ่ทั่วรัศมีร้อยหลี่นี้ล้วนเป็นของสกุลไป๋แห่งฟากตะวันออกของอำเภอ น่าเสียดายที่สกุลไป๋ไร้ทายาทสืบสกุล สุดท้ายก็ทยอยป่วยตายไปทีละคนๆ ตอนนั้นมีคนเล่าว่าตระกูลของพวกเขาทำกิจการสาวไหมปั่นด้ายโดยเฉพาะ ต้องเข่นฆ่าชีวิตไปมากมาย นี่ก็คือกรรมที่ตามสนอง ดูสิ พอตอนนี้สกุลจิ้นมาทำกิจการนี้ต่อโรงเลี้ยงไหมก็เกิดเรื่องเลยใช่หรือไม่เล่า ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะไม่เคารพยำเกรงเทพเจ้าหนอนไหมนั่นล่ะ”
ชุยเสียวเสี่ยวชอบเจรจาพาที เมื่อตอนกลางวันเพิ่งได้ยินเรื่องราวแปลกประหลาดพิลึกพิลั่นเกี่ยวกับโรงเลี้ยงไหมมาจากยามเฝ้าประตูจึงซักไซ้อย่างสนอกสนใจ “ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินน้อยคนเล็กสุดของสกุลไป๋เคยตั้งครรภ์ด้วย แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนนางจะประพฤติผิดคุณธรรมจรรยาจึงถูกจับถ่วงบ่อน้ำ…”
มือปราบมองหน้าแม่นางจากสำนักบำเพ็ญเซียนผู้นี้อย่างเลื่อมใส “ท่านเพิ่งมาถึงอำเภอเฟ่ยเซี่ยนของพวกเราก็เข้าใจเรื่องนี้อย่างแจ่มแจ้ง ช่างมีอิทธิปาฏิหาริย์จริงแท้! เพียงแต่…ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินน้อยผู้นั้นมิได้จมน้ำตายหรอก แต่ถูกจับขังอยู่ในโรงเก็บฟืนที่หนึ่งและถูกเผาทั้งเป็นอยู่ในนั้น…”
ชุยเสียวเสี่ยวได้ยินดังนั้นก็ยิ่งกระตือรือร้น เบิกตากว้าง “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ”
มือปราบชักเริ่มกระปรี้กระเปร่า ลดเสียงลงเล่าอย่างอวดรู้ “เรื่องนี้คนทั่วไปไม่มีใครรู้หรอกนะ ได้ยินว่าฮูหยินน้อยของสกุลไป๋ลอบคบชู้สู่ชาย แม้แต่เลือดเนื้อในท้องนางก็มิใช่ของสกุลไป๋…โอ๊ย ตอนนั้นในโรงเก็บฟืนมีใบยาสูบตากแห้งอย่างดีเก็บไว้เป็นกองพะเนิน ไม่รู้ว่าไฟลุกท่วมขึ้นได้อย่างไร กลิ่นยาสูบนั่นอวลฟุ้งไปทั่วอยู่สามวันเต็มๆ กว่าจะหาย เฮ้อ จะว่าเป็นเพราะอากาศแห้งรึ ก็ไม่มีใครรู้อยู่ดีว่าไฟไหม้ได้อย่างไร จุดที่ไฟไหม้อยู่ห่างจากตรงนี้ไม่ไกลเลย ข้าได้ฟังจากบ่าวรับใช้สกุลไป๋มาว่าที่โรงเก็บฟืนนั่นไม่เจอศพใครเช่นกัน ไม่รู้เลยว่าตกลงจริงหรือไม่จริงกันแน่”
เพียงชั่วเวลาที่คุยเรื่อยเปื่อยกันเช่นนี้ ในที่สุดคนทั้งกลุ่มก็มาถึงโรงเลี้ยงไหม
ประตูใหญ่ของโรงเลี้ยงไหมปิดสนิท ต้นหม่อนเรียงซ้อนเป็นทิวแถวรอบบริเวณโรงเรือน ท่ามกลางแสงจันทร์เสี้ยวหรุบหรู่ชวนให้รู้สึกวังเวงพิศวง
ครั้นผลักเปิดประตูซึ่งมีแถบป้ายคำสั่งให้ปิดทำการแปะอยู่ ผีเสื้อหนอนไหมนับไม่ถ้วนก็ทะลักทลายออกมาจากประตู ดูท่าคงเพราะไม่มีใครดูแลจัดการ ดักแด้หนอนไหมจึงกลายเป็นผีเสื้อไปหมด และเพราะพวกเขาถือโคมไฟกันมา เหล่าผีเสื้อที่แม้จะบินไม่ขึ้นก็ยังกรูกันมาตรงปากประตูพร้อมกัน
หญิงสาวเช่นศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่ขยะแขยงแมลงเหล่านี้อยู่แล้วจึงอดไม่ได้ที่จะปิดหน้าปัดป้อง ทั้งส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ
ฝ่ายจีอู่ชีรีบควักยันต์แผ่นหนึ่งออกมาทันใด ปากสวดคาถางึมงำ ไม่ช้าก็เสกไฟออกมากลางฝ่ามือทั้งสองข้าง แผดเผาผีเสื้อเหล่านั้นจนหมด
ชุยเสียวเสี่ยวร้องชมอย่างอดไม่ได้ “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านเสกไฟจริงๆ ออกมาได้ด้วย!”
จีอู่ชีภาคภูมิใจยิ่งเมื่อได้ยินคำพูดนี้ วิชาของเขาแตกต่างจากวิชาพรางตาที่ใช้ลวงผู้คนให้หลงเลือนของศิษย์น้องอาอี้ เพราะจีอู่ชีเข้าสำนักมานานที่สุดจึงชำนาญการแปรพลังน้ำพลังไฟจากห้าธาตุมาใช้ได้จริง มิใช่ความสามารถในการสร้างภาพลวงเช่นนั้น
ท่ามกลางกลิ่นหอมไหม้ของผีเสื้อ ชุยเสียวเสี่ยวหรี่ตากลมโตของนางลงเล็กน้อย เมื่อครู่นางเหมือนจะเห็นอะไรบางอย่างอยู่ในแสงเพลิง
แต่เมื่อนางเอ่ยขึ้น คนอื่นๆ ต่างมีทีท่าว่าไม่เห็นอะไรสักหน่อย จีอู่ชีก็กล่าวด้วยเสียงขุ่นเคือง “ถ้าเจ้ากลัวก็ไม่ต้องเข้าไป อย่าแสร้งทำเป็นมีลับลมคมใน พูดจาให้ผู้อื่นตกใจเช่นนั้น!”
เขาพูดจบก็ก้าวเท้านำหน้าเดินเข้าไปด้านในก่อนใคร
ทว่าเดินไปไม่กี่ก้าวจีอู่ชีก็หยุดชะงัก เพราะทางข้างหน้าถูกกั้นด้วยเส้นใยไหมซึ่งพาดขวางเป็นแพ ประหนึ่งฉากบังตา ไม่อาจก้าวต่อไปได้อีก
เวลานี้เองมีเสียงใครบางคนดังมาจากด้านหลัง “ดูท่าพวกเจ้าจะฟังคำเตือนไม่เข้าหู ถึงกับรนมาหาที่ตายกัน ช่างไม่รู้ประมาณตนเลยจริงๆ”
คนจากสำนักยันต์คาถาหันขวับกลับไปมอง…ที่แท้ก็คือบรรดาศิษย์ชุดขาวพัดพลิ้วของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้านั่นเอง
พวกเขายังคงยังคงสวมชุดอาภรณ์ขาวสะบัดพลิ้วปลิวไสว ท่ามกลางความมืดของราตรีกาล ทั่วร่างกลับเปล่งประกายสีขาวจางๆ…นี่คือแสงรัศมีขุนพลสวรรค์* ที่เปล่งมาจากจุดตันเถียน ไม่เพียงแต่ส่องสว่างเท่านั้น แต่ยังเป็นเกราะป้องกันการโจมตีจากคมดาบคมกระบี่ได้อีกด้วย
พลังตบะเช่นนี้ช่างน่ายกย่องชื่นชมเสียจริง แม้แต่ศิษย์ปลายแถวของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าที่มีรอยตราปทุมบนหน้าผากเพียงสองราก ต่อให้ไปอยู่ตำหนักสำนักอื่นก็ยังโดดเด่นเหนือศิษย์สำนักใดๆ
ชุยเสียวเสี่ยวกวาดตามองดูเหล่าศิษย์สำนักกระบี่ที่อยู่ลึกไปด้านหลังจึงเห็นศิษย์ที่หน้าผากเกลี้ยงเกลาผู้นั้นอีกครั้ง ทว่าคราวนี้ข้างกายเขามีสตรีรูปโฉมเพริศพริ้งอยู่ด้วยผู้หนึ่ง นางสวมชุดรัดกุมสีดำ ท่าทางคล้ายผู้บำเพ็ญพรตหญิง
เจี่ยงเจิ้งผู้นำศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าสายตาแน่วนิ่ง คร้านจะสนใจสำนักยันต์คาถานอกลู่นอกทางนี้ เขาหยิบจานเข็มทิศจากอกเสื้อออกมาแล้วมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็วตามการหมุนวนของปลาคู่อินหยาง บนจานเข็ม จากนั้นก็ร้องสั่งว่า “ที่นี่ไอปีศาจหนาหนักอย่างที่คิดจริงๆ พวกเจ้าทั้งหลายจงปลุกสติตั้งมั่น รีบหาตัวปีศาจที่ซุ่มซ่อนอยู่ให้พบโดยเร็ว แต่ต้องระวังดีๆ ด้วย อย่าทำลายส่วนสำคัญในร่างของมันล่ะ…พวกเจ้าเข้าใจแล้วใช่หรือไม่”
เมื่อเขาพูดจบ บรรดาศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าก็เหินร่างแยกย้ายกันไปทุกทิศทุกทางราวกับเป็นเซียนจากสวรรค์
เกราะแสงรัศมีเรืองเรื่อแผ่ออกมาคุ้มกายพวกเขาขณะแต่ละคนกวัดแกว่งกระบี่ปราณอย่างคล่องแคล่วแกล้วกล้า ฟันแหวกใยไหมที่พันห่อไปทั่วโรงเรือน หมายจะเข้าไปด้านในให้ได้โดยไว
จีอู่ชีไม่พอใจการกระทำโอ้อวดของศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าอย่างยิ่ง
เวลานี้ในบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักยันต์คาถา จีอู่ชีเป็นผู้ที่มีพลังยุทธ์แกร่งกล้าที่สุด เขาจึงรีบเพ่งหาจุดตันเถียนในร่างตนเอง หวังจะดึงแสงรัศมีให้แผ่ออกมาทั่วร่างได้บ้าง
น่าเสียดายที่เมื่อเย็นเขากินอิ่มเกินไป พอออกแรงเพียงเล็กน้อยจึงเก็บกลั้นไม่อยู่…เสียงผายลมดังระเบิดไปทั่วโรงเรือน…
ศิษย์น้องทั้งสามของเขารู้ดี พลันกระโจนหนีพร้อมกัน ในเวลาเช่นนี้มิตรภาพแน่นแฟ้นมั่นคงระหว่างศิษย์ร่วมสำนักย่อมสั่นคลอนไปบ้าง ขอตัดสัมพันธ์กับศิษย์พี่ใหญ่ชั่วคราวก่อน
ขณะจีอู่ชีเก้อเขินจนหน้าแดงทำตัวไม่ถูก บรรดาศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าก็แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ของพวกตน ชุดอาภรณ์ขาวพัดพลิ้วปลิวสะบัด ท่วงทีกระฉับกระเฉงงดงาม กวัดแกว่งกระบี่ปราณกำจัดเส้นไหมสีขาวที่พันห่อตามที่ต่างๆ ลงไปกว่าครึ่ง
ชุยเสียวเสี่ยวไร้สามารถที่สุดในกลุ่ม ได้แค่เฝ้าดูอยู่ด้านข้างเฉยๆ ทว่าดูไปดูมาเรียวคิ้วที่หมดจดงดงามก็ขมวดย่นเล็กน้อย ครั้นแล้วนางก็ตะโกนเสียงดังว่า “เก็บกระบี่เร็วเข้า ไม่ต้องฟันแล้ว!”
น่าเสียดายที่คำพูดของนางไม่มีผู้ใดเห็นค่าสำคัญ ศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าเหล่านั้นยังคงโผกระโจนโจมตีประดุจนกพิราบปราดเปรียว
เพียงแต่ศิษย์ผู้หนึ่งของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า ซึ่งก็คือบุรุษหนุ่มรูปงามหน้าผากเกลี้ยงเกลาผู้นั้นพลันส่งเสียงลั่นขึ้นทันใดหลังจากที่ชุยเสียวเสี่ยวร้องตะโกนได้ไม่นาน “ทุกคนหยุด!”
ดูท่าคำพูดของศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าผู้นี้จะสลักสำคัญยิ่ง เพราะศิษย์ร่วมสำนักต่างหยุดมือทั้งหมด
แต่เมื่อพวกเขาหยุดโจมตีและกำลังจะเก็บกระบี่ปราณกลับพบว่ากระบี่ปราณของพวกตนถูกเส้นไหมเล็กๆ มากมายพันยึดไว้แน่น แม้จะอยู่ในยามค่ำคืนที่มืดสลัว แต่เส้นไหมเหล่านี้เปล่งประกายเรืองๆ ชวนพิศวง ราวกับว่ากำลังสูบพลังไปจึงกะพริบระยิบระยับไม่หยุด
ศิษย์บางคนรีบโคจรปราณเก็บกระบี่ แต่ขณะปราณแท้ซึ่งผนึกขึ้นเป็นกระบี่ปราณกำลังถูกเก็บกลับเข้าสู่ร่างของแต่ละคน เส้นไหมเรืองแสงก็เกาะแน่นติดตามเข้าไปในร่างด้วย บรรดาศิษย์เหล่านั้นต่างเบิกตากว้างพร้อมเปล่งเสียงครวญคราง ผิวหนังแห้งเหี่ยวลงทันตาคล้ายดั่งผืนดินแตกระแหงเพราะน้ำเหือดหายไปอย่างรวดเร็ว
ศิษย์คนอื่นๆ เห็นดังนี้ก็รีบตวัดกระบี่ฟันตัดเส้นไหมที่กำลังสูบพลังปราณและเลือดเนื้อของผู้คนเหล่านั้น อนิจจาที่ยิ่งตัดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น เพียงครู่เดียวกระบี่ปราณของพวกเขาก็ถูกพันหุ้มแน่นหนาเหมือนรังไหมก็ไม่ปาน
ชั่วพริบตาเดียวมือของพวกเขาก็ถูกพันเกาะด้วยเส้นไหมและต่างรู้สึกได้ว่ากำลังถูกสูบพลังชีวิตออกไป
ศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าที่หน้าผากเกลี้ยงเกลาผู้นั้นยกมือขึ้นทันใด เข็มปราณขุนพลสวรรค์นับหมื่นสายพุ่งออกจากฝ่ามือของเขา โจมตีไปยังบรรดาศิษย์ร่วมสำนักเหล่านั้น
ครั้นเข็มปราณแทงเข้าไปในตัวศิษย์ร่วมสำนัก คนพวกนั้นก็ตาเหลือกล้มฟุบสลบลงกับพื้นราวกับกระเพาะฉี่หมูที่ถูกปล่อยน้ำออกจนแฟบ เส้นไหมปีศาจซึ่งพันห่อพวกเขาก็ดูเหมือนจะพากันคลายปล่อยตัว เพราะสัมผัสปราณแท้ใดๆ จากตัวพวกเขาไม่ได้อีก
เจี่ยงเจิ้งผู้เป็นหัวหน้าศิษย์ยืนอยู่ด้านข้างเห็นศิษย์น้องแต่ละคนร่วงผล็อยไปตามๆ กันก็อดห่วงไม่ได้ “อาจารย์ เอ่อ…ท่านทำเช่นนี้จะทำลายตบะปราณกระบี่ที่พวกเขาสู้อุตส่าห์บำเพ็ญเพียรมาได้นะ”
บุรุษหนุ่มรูปงามหน้าผากเกลี้ยงเกลาแห่งสำนักกระบี่กล่าวขึ้น “คิดไม่ถึงว่าปีศาจพวกนี้จะเติบโตมาด้วยการสูบปราณวิเศษของผู้บำเพ็ญเพียรจนมีพลังแก่กล้ายิ่ง หากไม่สกัดกั้นปราณแท้ของพวกเขาไว้ ไม่เพียงไม่อาจรักษาชีวิตของพวกเขา ถ้าปีศาจสูบปราณแท้ไปจนอิ่มหนำก็จะยิ่งรับมือยากขึ้นไปอีก…หลังจากกลับไปแล้วพวกเราค่อยให้พวกเขากินลูกกลอนผนึกปราณเสริมบำรุงพลังภายในที่ขาดพร่องไปก็ได้”
“นั่นไม่จำเป็นแล้ว วิธีที่เจ้าใช้ครั้งนี้เป็นไปได้มากว่าได้ทำลายฐานพลังตบะของพวกเขาลงแล้ว ต่อให้กินลูกกลอนเซียนโอสถวิเศษก็ยากจะบำเพ็ญได้ถึงขั้นผนึกโอสถทองหรือขั้นกำเนิดร่างปฐม” จีอู่ชีสังเกตดูอยู่ด้านข้างเห็นชัดเจนว่าคนผู้นี้ลงมือโหดเหี้ยมกับศิษย์ร่วมสำนักอย่างยิ่งจึงโพล่งเหน็บแนมขึ้นทันที
บุรุษหนุ่มรูปงามได้ยินดังนั้นก็ค่อยๆ เลื่อนสายตามาจ้องจีอู่ชีอย่างเย็นชา แววตาประหนึ่งเข็มทิ่มแทง พาให้คำพูดที่จีอู่ชียังกล่าวไม่จบค้างอยู่ที่ริมฝีปาก
เจี่ยงเจิ้งคล้ายกับไม่พอใจที่เห็นผู้อื่นวิพากษ์วิจารณ์ศิษย์ร่วมสำนักของตน บังเกิดโทสะถึงขั้นชักกระบี่ออกมา หมายจะสั่งสอนจีอู่ชีผู้ปากมาก
แต่เวลานี้เองชุยเสียวเสี่ยวกลับจ้องเขม็งไปเบื้องหน้า เอ่ยเสียงแผ่วเบาว่า “สายไปแล้ว เจ้าปีศาจนั่นสูบพลังจนอิ่มแล้ว…”
บทที่ 4
ผู้คนได้ยินคำพูดของชุยเสียวเสี่ยวก็ตวัดสายตาหันมองตาม ทว่าท่ามกลางฉากกั้นจากเส้นไหมที่แผ่พันส่วนลึกที่สุดในโรงเรือนกลับมองไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติเลย
ชุยเสียวเสี่ยวเป็นคนเดียวที่หันกายกลับและพุ่งไปทางประตูใหญ่ซึ่งอยู่ด้านหลังของทุกคนพลางร้องตะโกนเสียงดัง “หนีเร็ว! มันกำลังจะออกจากรังแล้ว!”
เวลาเดียวกันนั้นประตูใหญ่กลับงับปิดเองอย่างกะทันหันและแน่นหนาราวกับว่าถูกเส้นไหมยึดตรึงไว้
จากนั้นจู่ๆ ในส่วนลึกของโรงเรือนโรงเลี้ยงไหมก็มีเสียงฉีกขาดแหวกแยกคล้ายมีบางอย่างแตกออก
ทุกคนต่างตั้งสติระวังตัวเหนือกว่าปกติ ฝ่ายศิษย์สำนักยันต์คาถาบ้างมองหาโอ่งอ่าง บ้างก็หากองฟืนไว้ช่วยกำบังกาย
เจียงหนานมู่กับอาอี้ศิษย์น้องเล็กบังเอิญได้ที่หลบซ่อนตัวหลังหีบไหมที่กองสุมๆ กันอยู่ เมื่อนางตั้งท่าเพื่อรับมือได้มั่นคงแล้วก็มองหาเจ้าสำนักไก่อ่อนชุยเสียวเสี่ยว แต่กลับพบว่าชุยเสียวเสี่ยวกระโดดไปอยู่ด้านหลังศิษย์หนุ่มรูปงามหน้าผากเกลี้ยงเกลาของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าผู้นั้นเสียแล้ว
ชุยเสียวเสี่ยวนี่นะ! คิดว่าศิษย์สำนักกระบี่จะปกป้องคุ้มครองเจ้าได้หรือ ขนาดศิษย์ร่วมสำนักคนผู้นั้นยังลงมือโหดเหี้ยมได้ เกรงว่าอีกประเดี๋ยวก็คงใช้เจ้าเป็น ‘โล่กันธนู’ ให้ตนเองนั่นล่ะ
สตรีด้านข้างศิษย์สำนักกระบี่รูปงามผู้นั้นดูเหมือนจะคิดไม่ถึงเช่นกันว่าจู่ๆ ชุยเสียวเสี่ยวจะมาหลบอยู่ข้างหลังพวกตนเช่นนี้ นางอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วบางขึ้นและคิดจะสะบัดแขนเสื้อโคจรปราณเพื่อผลักชุยเสียวเสี่ยวออกไป
เวลานี้เองชุยเสียวเสี่ยวกลับโพล่งถามขึ้นว่า “เจ้าสำนักฉิน ท่านเคยเลี้ยง ‘เจ้าไหมน้อย’ หรือไม่”
บุรุษรูปงามกับสตรีข้างกายต่างอึ้งตะลึงไป คาดไม่ถึงว่า ‘หญิงยาจก’ ผู้นี้จะเอ่ยเรียกคำว่า ‘เจ้าสำนักฉิน’ ออกมาจึงพากันตวัดสายตาเพ่งมองนาง
ชุยเสียวเสี่ยวยิ้มพลางพูดกับบุรุษหนุ่มหน้าผากเกลี้ยงเกลาต่อ “สีผึ้งแปลงโฉมที่ท่านทาปกปิดรอยบนหน้าผากนั้นไม่ค่อยแนบเนียนนัก ทั่วโลกหล้านี้ผู้ที่มีตราปทุมแดงแปดรากได้ดูเหมือนจะมีแค่ท่านเจ้าสำนักฉินหลิงเซียวแห่งสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าคนเดียวเท่านั้น…”
บุรุษรูปงามร่างกายสูงใหญ่กดสายตาเขม้นจ้องชุยเสียวเสี่ยวอย่างดุดัน “สีผึ้งแปลงโฉมรึ ข้าใช้วิชาพรางตาต่างหาก ต่อให้เป็นผู้มีตบะบำเพ็ญเทียบเคียงด้วยข้าก็ไม่มีทางดูออก…เจ้ามองเห็นร่องรอยผิดปกติได้อย่างไรกันแน่”
ข้อนี้…ชุยเสียวเสี่ยวก็ตอบไม่ถูกเช่นกัน
เมื่อครั้งที่นางอายุแปดขวบเคยจับไข้สูง หลังจากฟื้นคืนสติดวงตาของนางก็แปลกแตกต่างจากคนทั่วไป สามารถมองทะลุสิ่งต่างๆ ได้
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ตอนที่นางเร่ร่อนพเนจรไปทั่ว ความสามารถนี้ล้วนใช้เพื่อช่วยบิดาบุญธรรมดูว่าถุงเงินของผู้ใดหนาหนักมั่งมีพอจะเป็น ‘แพะอ้วน’ ให้ลงมือได้บ้าง
เมื่อตอนกลางวันที่ปากประตูที่ว่าการอำเภอ ชุยเสียวเสี่ยวเพียงมองแวบเดียวก็เห็นรอยตรารูปดอกบัวซึ่งเกิดจากเส้นสีแดงเข้มแปดเส้นบนหน้าผากของบุรุษผู้นี้แล้ว
ศิษย์พี่รองเจียงหนานมู่บอกเองไม่ใช่หรือว่าเส้นสีแดงเหล่านั้นบ่งบอกถึงตบะบำเพ็ญปราณของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า ยิ่งมีรากมากเส้นก็แสดงว่าพลังตบะยิ่งแก่กล้าลึกล้ำ
ส่วนผู้ที่มีรากสีแดงถึงแปดเส้นก็หมายความว่าตบะบำเพ็ญของผู้นั้นเหนือกว่าคนธรรมดามาก หากข้ามผ่านแปดด่านเคราะห์ได้ก็เหลือเพียงด่านเคราะห์สุดท้ายเพียงด่านเดียว ก่อนเหินขึ้นเป็นเซียนแล้ว
ตอนนั้นที่ชุยเสียวเสี่ยวคิดพาพรรคพวกถอนตัวกลางคันก็เพราะนางเห็นฉินหลิงเซียว เจ้าสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าผู้นี้นั่นเอง
ผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงเพียงนี้ถึงกับมาที่นี่ด้วยตนเองเพื่อคลี่คลายคดีปีศาจในโรงเลี้ยงไหมของอำเภอเล็กๆ อย่างนั้นหรือ
เห็นได้ชัดว่าหากไม่ใช่เพราะผู้แซ่ฉินนี้กินอิ่มเกินไปจนไม่รู้จะทำอะไรดี ก็ต้องเป็นเพราะเรื่องนี้ยุ่งยากซับซ้อนจนคนธรรมดาไม่อาจแก้ไขจัดการได้
จีอู่ชีกล่าวไว้ว่าเพื่อความน่าเชื่อถือศรัทธาของสำนักยันต์คาถาเขาหลิงซาน พวกเขาไม่อาจหลอกกินข้าวผู้อื่นเปล่าๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ชุยเสียวเสี่ยวจึงทำได้เพียง ‘ยอมทิ้งชีวิตติดตามท่าน’ เท่านั้น
เพียงแต่…ชุยเสียวเสี่ยวเหลือบมองฉินหลิงเซียวอีกครั้ง คนผู้นี้ดูแตกต่างไปจากฉินหลิงเซียวเมื่อตอนกลางวันอยู่บ้าง ทว่านางกลับบอกไม่ถูกว่าต่างอย่างไร
ชุยเสียวเสี่ยวไม่มีเวลาคิดมาก นางมองรังไหมใหญ่ยักษ์น่าสะพรึงกลัวซึ่งอยู่ลึกเข้าไปหลังข่ายใยไหมนั้น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเฮือกหนึ่งแล้วกล่าวกับฉินหลิงเซียวว่า “คนที่เคยเลี้ยงเจ้าไหมน้อยจะรู้ดีว่ายามที่ดักแด้ไหมลอกคราบออกจากรังไม่อาจใช้มือช่วยฉีกแหวก ไม่เช่นนั้นอาจรักษาชีวิตหนอนไหมไว้ได้ยาก เวลานี้ปีศาจนั่นกำลังจะลอกคราบออกมาแล้ว พวกเราไม่ควรรอดูมันออกมาเฉยๆ บางทีเราอาจจะขัดขวางปีศาจนั่นไม่ให้กลายร่างสำเร็จได้”
ฉินหลิงเซียวฟังคำที่นางบอกก็เข้าใจความหมายของนางทันที
ดูเหมือนปีศาจตนนั้นยิ่งปล่อยไว้นานก็ยิ่งมีฤทธิ์มารกล้าแกร่ง ถึงแม้เขาจะอยู่ในที่นี้ด้วย แต่การกำจัดมันก็ต้องใช้พลังมหาศาล
หากการคาดเดาของชุยเสียวเสี่ยวไม่ผิดพลาดมีเพียงช่วงที่มันกำลังออกจากรังเท่านั้นถึงจะมีโอกาสหาช่องโจมตีมันได้
ฉินหลิงเซียวคิดได้เช่นนี้ก็เหินร่างกระโดดไปยังส่วนลึกของข่ายใยแน่นหนา ส่วนชุยเสียวเสี่ยวก็รีบถอยไปหลบอยู่ด้านหลังโอ่งน้ำด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว
ครั้นฉินหลิงเซียววูบไหวกายเข้าไปใกล้ส่วนลึกที่สุดในโรงเรือน เส้นไหมแปลกประหลาดมากมายก็พ่นพุ่งออกมาอีก
ฉินหลิงเซียวรู้ว่าเขาไม่อาจใช้กระบี่ปราณแตะสัมผัสใยไหมจึงทำได้แค่ถอยกลับ จากนั้นค่อยกระดิกนิ้วเรียวยาวคราหนึ่งดึงดูดกิ่งไม้ยาวกิ่งหนึ่งบนพื้นขึ้นมา แล้วขว้างออกไปอย่างรวดเร็วให้มันพันเกี่ยวเส้นไหมเหล่านั้น
เวลานี้เองจีอู่ชีคิดจะอวดฝีมือตนเองอีกครั้ง เขาโผล่กายออกมาพลางล้วงหยิบยันต์คาถาอัคคี หมายจะจุดไฟเผาเส้นใยที่พันไปทั่วเหล่านั้น เมื่อชุยเสียวเสี่ยวสังเกตเห็นว่าเขาคิดจะทำอะไรก็รีบร้องตะโกนทันใด “หยุดมือ อย่าจุดไฟนะ!”
น่าเสียดายที่นางตะโกนช้าไป จีอู่ชีเสกให้กระดาษยันต์สีเหลืองกลายเป็นเปลวไฟลุกโชนพวยพุ่งไปยังเส้นไหมแล้ว
วิชาของสำนักยันต์คาถาไม่ใช่กลมายาหลอกลวงตาไปเสียทั้งหมด ตัวอย่างเช่นจีอู่ชีผู้ตรากตรำบำเพ็ญเพียรมาตลอดหลายปี การใช้คาถายันต์รวบรวมปราณแท้ห้าธาตุและวิชาซัดพลังวารีอัคคีนั้นนับเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
ดังนั้นสิ่งที่จีอู่ชีเสกออกมาคือไฟจริงๆ เมื่อเจอกับเส้นไหมแปลกประหลาดนั้นความร้อนของไฟก็ถูกใยไหมสูบรับไปอย่างละโมบเช่นกัน แต่ไม่เพียงเส้นไหมจะไม่ไหม้เท่านั้น มันยังกลายเป็น ‘เส้นไหมอัคคี’ นับพันหมื่นพันรัดร่างของจีอู่ชีในชั่วพริบตา
เจียงหนานมู่และอาอี้เห็นศิษย์พี่ใหญ่ถูกไฟล้อมพันแผดเผาก็รีบถลันตัวออกไปเตรียมจะช่วยเหลือ แต่ต่อให้เส้นไหมเหล่านี้จะไม่ติดไฟ ทว่าก็ยังสูบเลือดเนื้อและปราณแท้ของผู้คนได้อยู่ดี ไม่อาจสัมผัสถูกได้เลย
เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่ตกอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงต่อหน้าต่อตา เสื้อผ้าของเขาก็ล้วนถูกไฟไหม้ เจียงหนานมู่จึงไม่สนใจตนเอง ยื่นมือออกไปเพื่อดึงเส้นไหมอัคคีเหล่านั้นออก
ฝ่ายชุยเสียวเสี่ยวโผล่หัวขึ้นมาจากหลังโอ่งน้ำแล้วตะโกนเสียงสูงว่า “ช้าก่อน!”
นางพูดพลางล้วงหยิบห่อกระดาษห่อหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ โยนลงไปในโอ่งน้ำข้างๆ นั้นแล้วหยิบกระบวยขึ้นมาคนๆ ก่อนจะวักน้ำสาดใส่ตัวจีอู่ชีผู้กำลังถูกไฟเผาไหม้จนร้องเจ็บปวดครวญครางลั่น
เมื่อน้ำเปียกรดเส้นไหมก็ดับไฟบนร่างของจีอู่ชีลงได้ทันตา ทั้งยังทำให้เส้นไหมเหล่านั้นหดตัวกลับไปด้วย
จีอู่ชีเกือบต้องสังเวยชีวิตเพราะเพลิงผลาญ ยามนี้เขารอดพ้นจากความตายมาได้จึงโล่งใจยิ่ง แม้ร่างกายจะยังปวดแสบปวดร้อนอยู่ก็ตาม
บรรดาศิษย์ที่เหลือของสำนักยันต์คาถาไม่คาดคิดมาก่อนว่าชุยเสียวเสี่ยวแค่วักน้ำสาดไม่กี่ทีก็สามารถขับไล่เส้นไหมปีศาจได้
ฉินหลิงเซียวใช้ไม้พันเกี่ยวเส้นไหมที่ขวางทางออกไปได้หมดจึงค่อยหันกลับมาถามว่า “เจ้าใส่อะไรลงไปในน้ำ”
ชุยเสียวเสี่ยวจ้วงกระบวยวักน้ำราดตัวศิษย์ร่วมสำนักทั้งสามคนอีกครั้งพลางตอบว่า “เป็นผงที่บดจากใบยาสูบ”
ก่อนหน้านี้ตอนชุยเสียวเสี่ยวกินข้าวในห้องอาหารของที่ว่าการและพูดคุยกับยามเฝ้าประตูอยู่นานสองนาน ได้ซักไซ้ไต่ถามถึงเรื่องราวของคนที่เคยเจออาถรรพ์โรงเลี้ยงไหม
ในกลุ่มคนที่คอยเฝ้าเวรกลางคืนเหล่านั้นมิได้ถูกเล่นงานไปเสียทุกคน หนึ่งในนั้นคือญาติฝั่งมารดาของยามเฝ้าประตูในที่ว่าการ ซึ่งติดตามมือปราบสองคนที่ถูกสังหารไปด้วย แต่คืนนั้นมีเพียงเขาคนเดียวที่รอดชีวิตกลับมา
ว่ากันว่าตอนนั้นจู่ๆ เส้นไหมนับพันหมื่นก็ห้อยลงมาจากขื่อคานและพันห่อตัวคนในที่นั้น แต่เส้นไหมที่ลงมาเกาะเกี่ยวญาติของยามเฝ้าประตูกลับยิ่งทียิ่งน้อยลง ต่อมาเมื่อคนอื่นๆ ถูกลากออกไปทั้งเป็นก็มีเพียงญาติผู้นี้คนเดียวที่หลุดรอดหนีจากเส้นไหมได้
แต่บางทีอาจเป็นเพราะญาติผู้นี้ขวัญผวากับเหตุการณ์ หลังจากกลับมาก็ล้มป่วยด้วยอาการของโรคปอด ไอโขลกทั้งวันไม่หยุด ดูแล้วจวนจะ ‘น้ำมันหมดตะเกียงมอด’* อยู่รอมร่อ
จากคำวินิจฉัยของหมอที่มาดูอาการให้เขา อาการป่วยนี้มิใคร่เกี่ยวข้องกับภูตผีปีศาจ แต่เพราะเขาสูบกล้องยาปล่องน้ำเป็นนิจไม่เคยห่างมือ แม้แต่ซี่ฟันยังถูกควันรมจนเหลืองดำ ย่อมลุกลามจนเป็นโรคปอดมานานแล้ว
เรื่องนี้ผู้เล่าไม่ใส่ใจ แต่ผู้ฟังสนใจยิ่ง ชุยเสียวเสี่ยวรู้สึกว่าปีศาจนั่นไม่น่าจะปุบปับใจดีปล่อยญาติขี้ยาผู้นั้นรอดมาเพียงลำพังได้
นางนึกสงสัยขึ้นมาโดยพลันว่าปีศาจนั้นอาจจะไม่ชอบกลิ่นยาสูบก็เป็นได้
ครั้นแล้วนางจึงขอใบยาสูบห่อหนึ่งมาจากยามเฝ้าประตู ไม่เพียงแต่นำมาบดและห่อเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างดี แต่ก่อนนางจะออกเดินทางมายังจุดใบยาสูบเพื่อรมกลิ่นให้ติดเสื้อผ้าของตนอีกด้วย
เมื่อครู่ตอนที่เข้ามาในโรงเรือนแห่งนี้ เหล่าศิษย์สำนักกระบี่ถูกเส้นไหมโจมตีหลายครั้งหลายครา แต่กลับไม่มาทางชุยเสียวเสี่ยวเลย เช่นนั้นก็พิสูจน์ข้อสันนิษฐานของนางได้แล้ว
ตอนนี้เมื่อทดสอบอีกครั้งและผลปรากฏดังนี้จริง กระทั่งช่วยชีวิตศิษย์พี่ใหญ่จีอู่ชีได้สำเร็จอีกด้วย
บรรดาศิษย์สำนักยันต์คาถาได้ฟังคำอธิบายของนางก็เข้าใจถึงการกระทำก่อนหน้าของศิษย์น้องเจ้าสำนักผู้นี้ได้ในที่สุด
คนอื่นยังไม่เท่าไร ทว่าจีอู่ชีรู้สึกวางสีหน้าไม่สนิทอยู่บ้าง แม้ใจจะอยากเอ่ยขอบคุณนางโจรน้อย แต่กลับอ้าปากไม่ออก
ทว่าเวลานี้ไม่มีใครสนใจแยแสความอึดอัดใจของเขา เพราะเมื่อศิษย์สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าได้ยินว่าปีศาจนี้เกลียดกลิ่นยาสูบก็กรูกันเข้ามา หวังจะแย่งกระบวยน้ำในมือชุยเสียวเสี่ยวไปตักน้ำราดรดตนเอง
ชุยเสียวเสี่ยวรีบชูกระบวยขึ้น ปรายตามองบรรดาศิษย์สาวกเหล่านั้น “สำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าสูงส่งยิ่งใหญ่ ไม่อาศัยกระบี่ประจำกายปราบปีศาจ แต่กลับมาพึ่งพาสำนักเถื่อนลัทธินอกเช่นพวกข้า หากข่าวนี้แพร่ออกไปพวกท่านจะดูต่ำชั้นลงสักเพียงใดนะ”
เมื่อกลางวันเจ้าคนพวกนี้ต่างเหยียดหยันสำนักยันต์คาถาและท่านอาจารย์กันทั้งนั้น! ชุยเสียวเสี่ยวจำหน้าแต่ละคนได้แม่นขึ้นใจ
นางเหลือบตามองไปทางฉินหลิงเซียวอีกครั้ง มุมปากระบายยิ้มกวนโทสะผู้คน “เจ้าสำนักฉิน ท่านว่าข้าพูดมีเหตุผลหรือไม่”
ฉินหลิงเซียวไม่ได้พูดอะไร เพียงมองเหล่าศิษย์ที่ไม่ได้ดังใจตนเองอย่างเย็นชา ก่อนจะเหลือบมองชุยเสียวเสี่ยวคราหนึ่ง แววตาเขาเริ่มเข้มขรึมลงช้าๆ จากนั้นก็พลิ้วกายเหินไปทางส่วนลึกที่สุดของโรงเลี้ยงไหม
สตรีงามเพริศพริ้งผู้ติดตามข้างกายฉินหลิงเซียวอยู่ตลอด ไม่เคยเอ่ยวาจาใดให้ได้ยิน ตอนที่ฉินหลิงเซียวมองไปยังชุยเสียวเสี่ยว นางก็เขม้นจ้องชุยเสียวเสี่ยวอย่างดุดัน คล้ายกับตั้งตัวเป็นศัตรูอยู่ในที
เพียงแต่เวลานี้ความสนใจของชุยเสียวเสี่ยวกลับมุ่งไปที่ฉินหลิงเซียวซึ่งกำลังเหาะเหินกายไปเบื้องหน้าเพียงอย่างเดียว
ในฐานะผู้ก่อตั้งสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้า พลังตบะของฉินหลิงเซียวนั้นสูงกว่าศิษย์คนใดทั้งหมด ขณะที่เขาเหินทะยานออกไปก็ปรากฏเกราะปราณแท้ที่ดูคล้ายกับมีละอองหมอกจางๆ ห่อหุ้มรอบกายอยู่ชั้นหนึ่ง
แม้เส้นไหมปีศาจจะอยากพันเกาะฉินหลิงเซียว แต่เมื่อพวกมันสัมผัสถูก ‘เกราะหมอกปราณ’ นั้นก็จะจับตัวแข็งกลายเป็นสายเกล็ดน้ำค้างอย่างรวดเร็ว ฉินหลิงเซียวพลันเสกกระบี่ปราณขึ้นในมือ ออกแรงตวัดฟันทำลายเส้นไหมปีศาจเหล่านั้นแตกเป็นเสี่ยงๆ
การลงมือนี้ทำให้ศิษย์สำนักยันต์คาถาสะดุ้งตกใจ
ทุกคนต่างรู้ดีว่าครั้งนั้นฉินหลิงเซียวยึดหลัก ‘ผดุงธรรมทำลายญาติ’ ลงทัณฑ์สังหารปรมาจารย์วิถีมารของตนเอง ทั้งสูบรับพลังตบะหาใครเทียบของจอมมารมาเป็นของตน ว่ากันว่าวิชาที่จอมมารเว่ยเจี๋ยฝึกฝนก็คือ ‘ยอดวิชากลืนใจ’ ของฝ่ายมาร ผู้ฝึกฝนวิชานี้จะต้องตัดเจ็ดอารมณ์หกปรารถนาเสียก่อนถึงจะสำเร็จวิชาได้
ฉินหลิงเซียวเปรียบดั่งสีครามเกิดจากต้นครามแต่เข้มกว่าครามเพราะขณะสูบพลังวัตรของเว่ยเจี๋ยเข้าไป เขาใช้วิชาอันเป็นวิถีธรรมแท้ของสำนักกระบี่เก้าชั้นฟ้าที่คิดค้นขึ้นเอง แก้การย้อนกลืนกินของยอดวิชากลืนใจได้ผลเป็นอย่างดี
ทว่าหากกล่าวอย่างจริงจังแล้ว พลังตบะของฉินหลิงเซียวเกินกว่าครึ่งล้วนมาจากสายมาร นี่อาจเป็นสาเหตุว่าเพราะเหตุใดเขาถึงกำราบฤทธิ์ของเส้นไหมปีศาจได้
ผู้คนไม่ทันได้ครุ่นคิดอะไรมาก ฉินหลิงเซียวก็ฟาดฟันทำลายเส้นไหมปีศาจในส่วนลึกไปกว่าครึ่ง ภายใต้แสงจันทร์สลัวราง รังไหมสีดำใหญ่ยักษ์รังหนึ่งปรากฏอยู่เหนือขื่อคานลึกเข้าไปในโรงเรือนนั้น
ดักแด้ด้านในกำลังยืดหดกระถดเถิบช้าๆ เปลือกรังขรุขระค่อยๆ ปริแตกเห็นรอยแยก…เป็นดังที่ชุยเสียวเสี่ยวคาดไว้ ดักแด้หนอนไหมปีศาจนี้เริ่มพยายามออกจากรังแล้วจริงๆ
ฉินหลิงเซียวหรี่ตาเพ่งมอง รู้สึกว่าเจ้าสำนักหญิงแห่งสำนักยันต์ต่ำต้อยด้อยชั้นผู้นี้มีวิชาความสามารถอยู่บ้าง เพราะเมื่อครู่เส้นไหมปีศาจพันห่อด้านในโรงเรือนแน่นทึบจนไม่เห็นอะไรเลย แต่นางกลับเป็นคนแรกที่รู้ว่ารังไหมกำลังปริแตก
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 13 ม.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.