บทที่ 1
วันเวลาย่างเข้าสู่ต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่เมื่อดวงตะวันลับหายไปทางทิศตะวันตก ความหนาวเย็นยามสายัณห์ยังคงเสียดแทงดุจใบมีด
ตรงสุดถนนหลวงในทุ่งกว้างค่อยๆ ปรากฏเงาคนและม้าขบวนหนึ่ง คนขี่ม้าหลายคนคอยคุ้มกันรถม้าคันหนึ่ง กำลังเร่งรุดไปยังเมืองที่ตั้งตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวบนพื้นทรายราบเรียบสีเหลืองซึ่งอยู่ด้านหน้าตรงบริเวณที่พระอาทิตย์ตกดิน
คนกลุ่มนี้เคาะประตูเมืองก่อนจะเข้าไปด้านใน ตอนมาถึงหน้าประตูใหญ่ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางสุดท้าย ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
สายลมยามราตรีพัดโคมไฟสองดวงที่หน้าประตูแกว่งไกว แสงเงาสั่นไหววูบวาบ
สิ่งปลูกสร้างหลังนี้แตกต่างจากบ้านชาวบ้านทั่วไปในเมือง หน้าประตูทางเข้าดูเคร่งขรึมน่าเกรงขาม แต่นี่เป็นเพียงความรู้สึกแรกเมื่อได้เห็นเท่านั้น หลังจากเดินเข้าไปใกล้อีกสักนิดจะเห็นว่าประตูใหญ่เก่าคร่ำคร่า ผิวกำแพงสองข้างมีรอยกระดำกระด่าง กระทั่งมีร่องรอยหลุดลอกอยู่หลายแห่ง เพียงแต่เจ้าของเรือนแห่งนี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้มากนัก ไม่ได้บูรณะซ่อมแซมใดๆ
ที่นี่ก็คือจวนผู้ว่าการเขตเวยหย่วน มณฑลกานเหลียง
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ละแวกโดยรอบนับว่าสงบสุข จวนผู้ว่าการเขตไร้เรื่องราว ตกเย็นก็ปิดประตูแต่หัววัน ผู้นำขบวนรถม้าเป็นบุรุษในวัยสี่สิบกว่า เขาไม่ใส่ใจที่จะปัดฝุ่นซึ่งเกาะอยู่บนหมวกและไหล่ออก พลิกตัวลงจากหลังม้าแล้วก็สาวเท้าเร็วๆ ขึ้นบันไดไปตบประตูถามเสียงต่ำ
“ผู้ว่าการอยู่หรือไม่”
เด็กหนุ่มคนหนึ่งชะโงกหน้าออกมา เขาจำอีกฝ่ายได้ จากนั้นก็มองรถม้าที่จอดอยู่นอกประตูแวบหนึ่งก่อนจะยิ้มแย้มหน้าบาน
“อยู่ๆ!…แม่ทัพเหอรับแม่นางน้อยเยี่ยมาแล้วหรือ”
เยี่ยซวี่อวี่ถูปลายนิ้วที่แข็งจนชาจากความหนาวเย็นในแขนเสื้อช้าๆ
เสียงพูดด้วยความเบิกบานใจของคนที่มาเปิดประตูดังผ่านผนังรถม้าลอยมาเข้าหูนางไม่ขาดสาย
“…ผู้ว่าการบอกว่าแม่ทัพเหอน่าจะรับคนมาถึงในช่วงไม่กี่วันนี้ สั่งกำชับผู้น้อยซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้คอยใส่ใจการเคลื่อนไหวนอกประตูอยู่ตลอดเวลา ตอนกลางวันก็ยังดี พอเข้าสู่ราตรีกาล แม้แต่นกเค้าแมวยังต้องงีบหลับ ผู้น้อยกลัวว่าจะหลับเป็นตายไม่ได้ยิน หลายวันมานี้ถึงหลับตาก็ต้องตั้งหูขึ้น อดตาหลับขับตานอนมาหลายวัน ในที่สุดก็ตั้งตารอจนคนมาถึงแล้ว…”
คนเฝ้าประตูผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นคนช่างพูด พอมีโอกาสก็พล่ามไม่หยุด
ไม่นานเหอจิ้นก็เดินกลับมา “แม่นางน้อย เรามาถึงแล้ว”
แม้เขาจะเป็นขุนพลจ๋าเฮ่า ขั้นต่ำที่ทำศึกแบบจรยุทธ์ แต่ก็มีประสบการณ์มาก มีคนที่แข็งแกร่งองอาจห้าวหาญมากมายที่ได้แต่มองดูเขาด้วยความเลื่อมใส ทว่าเขาในเวลานี้กลับกำลังพูดจาด้วยน้ำเสียงที่นอบน้อมยิ่ง
เด็กหนุ่มที่มาเปิดประตูผู้นี้มีนามว่าชิงโถว เดิมเป็นเด็กรับใช้ในจวน ทำงานคล่องแคล่วเฉลียวฉลาด เนื่องจากคนเฝ้าประตูอายุมากแล้ว เมื่อไม่นานมานี้เขาจึงได้ขันอาสามาเฝ้าประตูแทน ท่านเจ้าบ้านให้ความสำคัญต่อแม่นางน้อยเยี่ยผู้นี้อย่างมาก ได้เตรียมการทุกอย่างสำหรับการมาถึงของนางราวกับกำลังต้อนรับบุตรสาวเช่นนั้น คืนนี้ได้เห็นเหอจิ้นก็มีท่าทีต่อนางเช่นนี้ ชิงโถวอดที่จะอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาไม่ได้ นัยน์ตาเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้น อยากเห็นยิ่งนักว่าอีกฝ่ายเป็นบุคคลเช่นไรกันแน่
เยี่ยซวี่อวี่ยื่นมือไปผลักประตูรถม้าให้เปิดออก
ชิงโถวงงงัน
ที่แท้แม่นางน้อยเยี่ยแต่งกายเป็นบุรุษ มัดผมด้วยแถบผ้าสีเขียวอมดำ สวมชุดคลุมยาวคอกลมแขนแคบสีเทาหม่น สวมรองเท้าหุ้มแข้งสีดำ ตอนลงจากรถม้ายังหิ้วห่อสัมภาระติดมือมาด้วย
มองดูแล้วเหมือนนางจะแต่งกายเช่นนี้มาหลายปี คุ้นเคยดีแล้ว ยามเดินจังหวะก้าวเบาแต่มั่นคง สีหน้าท่าทางแลดูสงบนิ่ง
ถ้าไม่ใช่รู้ถึงฐานะของนางแล้ว ชิงโถวเห็นแล้วยังเข้าใจว่าเป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง หลังจากได้สติกลับคืนมาก็รีบก้าวเข้าไปหมายจะรับห่อสัมภาระจากนาง กลับเห็นนางยิ้มให้เขา พยักหน้าน้อยๆ แต่ไม่ได้ยื่นของให้ ยังคงเดินต่อไปข้างหน้า ขึ้นบันไดอย่างรวดเร็วแล้วเดินเข้าประตูใหญ่ไป
เผยจี้ผู้ว่าการเขตเวยหย่วนยามนี้กำลังอ่านหนังสือใต้แสงเทียนอยู่ในห้องหนังสือ ทันทีที่ทราบว่าคนมาถึงอย่างปลอดภัย ในที่สุดก็รู้สึกโล่งใจ เมื่อคิดถึงว่านางเดินทางมาไกลคงจะเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ไม่สะดวกที่จะพบกันในทันที จึงสั่งคนไปบอกเฮ่อซื่อ* จัดการให้แขกได้พักผ่อนก่อน
เฮ่อซื่อเป็นคนที่ชุยซื่อมารดาของหลานชายเขาพามาจากบ้าน เขาเองอายุหกสิบกว่าปี ภรรยาถึงแก่กรรมไปหลายปีแล้ว เรื่องภายในบ้านล้วนมอบให้เฮ่อซื่อดูแลทั้งหมด สกุลชุยเป็นวงศ์ตระกูลใหญ่มีชื่อเสียง เฮ่อซื่อย่อมมีความสามารถและประสบการณ์ ดูแลจวนผู้ว่าการเขตที่อยู่ห่างไกลและมีจำนวนคนในครอบครัวไม่มากหลังหนึ่งเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
เฮ่อซื่อพาเยี่ยซวี่อวี่ไปยังห้องพัก หลังจากชำระล้างเหงื่อและฝุ่นละอองจากการเดินทางแล้ว เตรียมจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าไปพบเจ้าบ้านแห่งนี้ เยี่ยซวี่อวี่ก็พบว่ามีเสื้อผ้าสตรีจำนวนหนึ่งวางอยู่ข้างหีบเสื้อผ้าหีบหนึ่งในห้อง เห็นชัดว่าจัดเตรียมไว้ให้นาง
เยี่ยซวี่อวี่รู้ถึงหลักเหตุผลที่ว่าแขกควรคล้อยตามเจ้าบ้าน จึงวางชุดบุรุษที่เดิมจะสวมใส่ลงแล้วเปลี่ยนมาใส่ชุดสตรี
เฮ่อซื่อพาสาวใช้มาเชิญนางไปกินอาหาร อีกฝ่ายพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้างนอกลมแรงและหนาวมาก หนาวจนหูคนแทบจะหลุดออกมา แม่นางน้อยเดินทางไกลมาด้วยความยากลำบาก คงเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า คืนนี้กินอาหารแล้วก็รีบพักผ่อนเถิด ผู้ว่าการสั่งให้ข้ามาถ่ายทอดคำพูด พบหน้ากันพรุ่งนี้ก็ไม่ช้าไป”
เสื้อผ้าของนางเรียบง่าย รอยยิ้มสนิทสนมเป็นกันเอง แต่ดวงตากลับสุกใสแวววาว ซ่อนประกายฉลาดเฉียบแหลมไว้หลายส่วน
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่รักและเมตตา รบกวนท่านป้าแล้ว ตอนพลบค่ำข้ากินอาหารระหว่างทางมาแล้ว และข้าก็ไม่เหนื่อย ถ้าเผยกงสะดวก ข้าอยากไปเยี่ยมคำนับเร็วสักหน่อย”
เฮ่อซื่อไม่ทัดทานอีก เขี่ยไส้เทียนให้สว่าง ก่อนจะสั่งสาวใช้ที่ติดตามมาด้วยเกล้าผมให้นาง เสร็จเรียบร้อยก็ลอบมองประเมินหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า
นางดูแตกต่างจากตอนเพิ่งมาถึงอย่างสิ้นเชิงราวกับเป็นคนละคน สวมกระโปรงหรูฉวินดูสดใสงดงามภายใต้แสงไฟ
ได้ยินว่าสตรีผู้นี้ไร้บิดามารดาและไม่รู้มีความเป็นมาเช่นไร แม้หลายปีก่อนจะเคยติดตามท่านปู่ที่รับเลี้ยงดูนางมาที่นี่ เฮ่อซื่อก็เคยคลุกคลีกับนางอยู่ระยะหนึ่ง รู้ว่าอีกฝ่ายรู้กาลเทศะยิ่ง…จำได้ว่าตอนนั้นใต้เท้าไม่ให้นางออกไปข้างนอก นางก็วาดภาพอยู่ในห้องทั้งวันตั้งแต่เช้ายันค่ำ มือหนาวจนชาก็ไม่วางพู่กัน แต่ตอนนั้นจะอย่างไรก็ยังเด็ก บุคลิกอุปนิสัยยังไม่แน่ชัด มาบัดนี้ไม่ได้พบหน้ากันหลายปีแล้ว ไม่รู้อุปนิสัยเปลี่ยนไปเช่นไรบ้าง
ไม่ใช่เฮ่อซื่อคิดมาก ทว่าการแต่งงานไม่ใช่เรื่องเล็ก นางรักนายน้อยของนางมาก ดังนั้นจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะใส่ใจเป็นพิเศษ คืนนี้หลังจากลอบสังเกตดูแล้วพบว่าเมื่อเติบโตขึ้นสตรีสกุลเยี่ยผู้นี้ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตา การศึกษาอบรม และมารยาทล้วนไร้ที่ติ
ถ้าจะหาข้อติออกมาให้ได้จริงๆ ก็คงเป็นเรื่องชาติกำเนิดที่ต่ำต้อยไปสักหน่อย
ทว่าในเมื่อนายท่านยอมรับ จึงไม่ใช่เรื่องที่ตนควรจะพิจารณา นางเองก็อายุมากแล้ว กำลังวังชานับวันยิ่งถดถอย กำลังตั้งตารอที่จะมีนายหญิงคนใหม่โดยเร็ว เวลานี้ในที่สุดก็สมความปรารถนาแล้ว
เฮ่อซื่อถอนสายตากลับ เดินเข้าไปช่วยจัดแขนเสื้อที่ยาวเพียงศอกกับสายรัดเอวให้หญิงสาวด้วยตนเอง นอกห้องสายลมยามราตรีโหมแรงและหนาวยิ่ง จึงนำผ้าคลุมไหล่กำมะหยี่ปักลายผืนหนาพันรอบไหล่ให้นางก่อนจะถอยออกมา ค้อมกายคำนับแล้วพูดอย่างนอบน้อมด้วยรอยยิ้ม
“เชิญแม่นางน้อยตามข้ามา”
ในห้องหนังสือ ชายสูงวัยรูปร่างผอม หนวดเคราและคิ้วเป็นสีขาวไปแล้วครึ่งหนึ่งกำลังอ่านหนังสืออยู่ข้างแสงเทียน ครั้นมีเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกประตู ได้ยินเฮ่อซื่อเคาะประตูบอกว่าสตรีสกุลเยี่ยมาเยี่ยมคำนับ ดวงตาของเขาก็พลันเปล่งประกาย เงยหน้าวางหนังสือลงทันที ทว่าขณะจะลุกขึ้นเขากลับหยุดชะงัก ยกมือขึ้นลูบหนวดเคราและผมให้เรียบ ก่อนจะจัดสาบเสื้อให้เรียบร้อย สุดท้ายก็นั่งตัวตรงวางหน้าเคร่งขรึม แล้วจึงเปิดปากสั่งให้คนเข้ามา
แม้อีกไม่นานหญิงสาวผู้นี้ก็จะกลายเป็นคนในครอบครัวแล้ว แต่เวลานี้ยังเป็นแขกและเป็นคนรุ่นหลังที่ไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปี ไม่เหมาะจะให้นางมาเห็นท่าทางที่แต่งกายไม่เรียบร้อยของตน
เยี่ยซวี่อวี่เดินเข้ามาทำความเคารพชายชราซึ่งนั่งตัวตรงอยู่บนที่นั่งด้านตรงข้ามพลางเอ่ยเรียกเผยกงและกล่าวขอบคุณ
เผยจี้ไม่มีบุตรสาว เมื่อก่อนมีบุตรชายคนหนึ่ง แต่ชะตากรรมก็เป็นเช่นเดียวกับแม่ทัพเสินหู่น้องชายร่วมอุทรของเขา อาหลานทั้งสองคนทยอยเสียชีวิตในการศึกพลีชีพเพื่อบ้านเมืองครั้งนั้น เวลานี้ข้างกายแม้จะยังมีหลานชายนามว่าเซียวหยวนที่เขาเห็นเป็นดั่งบุตรชายแท้ๆ อีกคน แต่ก็ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน อีกทั้งหลานชายมีนิสัยเงียบๆ เก็บตัว เวลาเจอหน้ากันนอกจากถามสารทุกข์สุกดิบกับเรื่องงานแล้วก็ไม่มีเรื่องอื่นคุยเล่นกับเขาอีก กับผู้ใต้บังคับบัญชาและสหายร่วมงานที่อยู่ข้างกายก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดคุยกันอย่างเปิดอก อาศัยอยู่ตามลำพังในที่ห่างไกลเช่นนี้มานานหลายปี จู่ๆ มีหญิงสาวดุจบุปผาดอกหนึ่งมาอยู่ตรงหน้า คำพูดที่คิดไว้ดิบดีเมื่อครู่ถูกโยนออกไปนอกสมองทั้งหมด รอยยิ้มผุดขึ้นมาที่หางตาโดยไม่รู้ตัว พยักหน้าติดๆ กันพลางบอกนางว่าไม่ต้องมากพิธี
“ปีนั้นเจ้าตามท่านปู่มาที่นี่ ข้าจำได้ว่าเจ้าเพิ่งจะตัวสูงเท่านี้…” เขายกมือเทียบกับโต๊ะหนังสือ “พริบตาเดียวเจ้าก็โตถึงเพียงนี้แล้ว เวลาผ่านไปดุจสายน้ำ เพียงเห็นคนหนุ่มสาวเติบโตไปตามครรลองชีวิต ข้าเองก็ผมขาว กลายเป็นไม้เน่าเปื่อยกระดูกเก่าผุโดยไม่รู้ตัวแล้ว”
อาจเป็นเพราะคิดคำนึงด้วยจิตใจที่หดหู่ นอกจากความดีใจแล้ว เขาก็ยิ้มพลางทอดถอนใจ
เยี่ยซวี่อวี่มองคนที่อยู่ตรงหน้า
ถ้ามองจากรูปลักษณ์ภายนอก ยากที่จะนึกภาพได้ว่าผู้ว่าการเขตชายแดนที่ค่อนข้างแก่ชราในชุดลำลองที่อยู่กลางแสงเทียนตรงหน้าผู้นี้ก็คืออัครเสนาบดีเผยในอดีตผู้นั้น เผยจี้ขุนนางผู้มีชื่อเสียงโด่งดังเคยกอบกู้พลิกสถานการณ์ที่เลวร้ายให้บ้านเมืองรอดพ้นจากการล่มสลาย
สิบหกปีก่อนได้มีการก่อกบฏที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในราชวงศ์ กองกำลังฝ่ายกบฏบุกรุดมาอย่างรุนแรงทำให้ราชสำนักรับมือไม่ทัน อดีตฮ่องเต้ลุกลี้ลุกลนหนีไปภายใต้การคุ้มครองขององค์รัชทายาทจิ่งเซิง จากนั้นเมืองหลวงก็ถูกยึด ในช่วงสถานการณ์คับขันอันตราย ท้องฟ้าถล่มผืนดินแตกแยก จิตใจผู้คนกระเจิดกระเจิง เผยจี้อดีตอัครเสนาบดีที่ในตอนนั้นได้ลาออกปลีกตัวจากแวดวงขุนนางกลับไปบ้านเกิดได้ก้าวออกมาทำหน้าที่เป็นเสาหลักกลางกระแสชล ระดมกำลังจากทุกฝ่าย สร้างความมั่นคงให้จิตใจผู้คน และไปยังสนามรบสั่งการโยกย้ายกำลังทหารด้วยตนเอง เขาได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์อันกั๋วกง จากอดีตฮ่องเต้และได้เป็นอัครเสนาบดีอีกครั้ง ชื่อเสียงและบารมีเลื่องลือเป็นหนึ่งในใต้หล้า
ทว่าน้ำไม่คงที่ฉันใด ชีวิตคนเราก็ไม่แน่นอนฉันนั้น เมื่อยึดเมืองหลวงกลับคืนมาได้และสถานการณ์โดยรวมกำลังจะสงบ ในเวลาสั้นๆ เพียงครึ่งเดือนก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นต่อเนื่องกันสองเรื่อง เรื่องแรกมีข่าวลือว่าองค์รัชทายาทจิ่งเซิงบีบบังคับให้ฮ่องเต้สละราชบัลลังก์ไม่สำเร็จและฆ่าตัวตาย จากนั้นอดีตฮ่องเต้ที่เดิมชราภาพมากได้รับความสะเทือนใจอย่างหนักจนล้มป่วยลง จึงได้มอบราชบัลลังก์ให้กับฮ่องเต้องค์ปัจจุบันที่ในตอนนั้นยังมีบรรดาศักดิ์เป็นติ้งอ๋อง ส่วนเรื่องที่สอง ราชสำนักยังไม่สงบจากเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง เผยจี้ผู้อยู่ในตำแหน่งอัครเสนาบดีก็พันพัวเข้ากับคดีความผิดของเผยกู้หรือก็คือแม่ทัพเสินหู่ผู้เป็นน้องชาย ถูกลดตำแหน่งและส่งไปเป็นขุนนางท้องถิ่น หลังจากโยกย้ายไปมาหลายครั้ง ในที่สุดเขาก็มาอยู่ที่นี่ เป็นผู้ว่าการเขต
แม้กานเหลียงจะอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวง แต่เขตเวยหย่วนกลับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คนธรรมดาทั่วไปอาจมองว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่ราชสำนักให้ความไว้วางใจ มาหาประสบการณ์ไม่กี่ปีก็จะมีคุณสมบัติและประสบการณ์สำหรับแวดวงขุนนางในอนาคต แต่สำหรับเขาแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะหมายถึงการถูกเนรเทศออกจากราชสำนักโดยสิ้นเชิง
แม้หลายปีก่อนเยี่ยซวี่อวี่ที่ติดตามท่านปู่มาเคยพบหน้าเขาแล้ว แต่จะอย่างไรก็เป็นคนนอก อีกทั้งไม่ได้พบหน้ากันมาหลายปี ครั้งนี้มาที่นี่อีกครั้ง เดิมก็มีเรื่องกังวลใจอยู่ไม่น้อย ตอนแรกก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกห่างเหินระแวดระวังตัว เมื่อเห็นว่าเขามีท่าทีเป็นกันเองมากกว่าแต่ก่อนก็รู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมขึ้นมาหลายส่วน
นางจึงเอ่ยว่า “เผยกงยิ่งสูงวัยก็ยิ่งแข็งแรง จะต้องมีอายุยืนยาวร้อยปีแน่นอน”
ที่นางพูดเป็นคำพูดปลอบใจธรรมดาประโยคหนึ่ง แต่แววตานอบน้อมจริงใจทำให้คนรู้สึกสบายใจยิ่ง
เผยจี้หัวเราะเสียงดังออกมา ก่อนถามนางเรื่องการเดินทาง เยี่ยซวี่อวี่ตอบไปทีละคำถาม หลังจากพูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันอยู่ครู่หนึ่ง เขามองออกว่าหัวคิ้วของนางมีประกายอ่อนล้าจางๆ อยู่หลายส่วนจึงรีบเรียกเฮ่อซื่อเข้ามา บอกให้พานางไปพักผ่อน
“เจ้ามาถึงที่นี่แล้วก็คิดเสียว่าเป็นบ้านของตนเอง ต่อไปก็พักอยู่ที่นี่ให้สบายใจ ขาดเหลืออะไรบอกกับนางได้เลย จำได้ว่าหลายปีก่อนตอนที่เจ้ามาข้างนอกยังวุ่นวายมากจึงไม่กล้าให้เจ้าออกไป ตอนนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ที่นี่แม้จะไม่อุดมสมบูรณ์เท่าเขตด้านใน แต่ก็มีทิวทัศน์งดงาม มีสถานที่ให้ท่องเที่ยวมากมาย รอเจ้าพักผ่อนเต็มที่แล้วข้าจะให้คนพาเจ้าไป อยากไปที่ใดก็ไปที่นั่น”
เมื่อครู่เฮ่อซื่ออยู่นอกประตู กลับฟังการเคลื่อนไหวด้านในได้อย่างชัดเจน
ปกติเผยจี้จะนิ่งเงียบ ยากจะมีรอยยิ้มอย่างสบายใจให้เห็น แต่คืนนี้กลับต่างไปจากเดิม เห็นได้ชัดว่าเขาถูกชะตากับหญิงสาวผู้นี้
ยิ่งนึกถึงงานมงคลที่กำลังจะมาถึง จิตใจของเฮ่อซื่อก็พลอยมีความสุขเป็นเท่าทวีและรับคำทันที
หลังจากเยี่ยซวี่อวี่กล่าวลาและออกไปแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าของเผยจี้ยังคงอยู่อีกนานไม่จางหาย เขาเองก็ไม่มีแก่ใจไปทำเรื่องอื่นต่อ เอามือไพล่หลังเริ่มเดินไปมาอยู่ในห้องหนังสือก่อนนิ่งเงียบลง
หลังจากมากานเหลียงเขาก็รับตำแหน่งผู้ว่าการเขตมาสิบกว่าปีแล้ว พายุทรายทางตะวันตกเฉียงเหนือที่พัดไม่หยุดทั้งกลางวันและกลางคืนก็พัดหนวดเครากับเส้นผมของเขาให้กลายเป็นสีขาวอย่างช้าๆ
หากไม่มีเหตุไม่คาดคิดอะไร ชีวิตนี้เขาก็อาจจะแก่ตายอยู่ในเมืองชายแดนแห่งนี้
ทว่าคนเราเดิมก็มาอาศัยอยู่ในใต้หล้านี้เพียงชั่วคราว เหตุใดต้องวิตกกังวลมากมาย เขามีจุดจบเช่นนี้ได้ก็มิใช่เรื่องไม่ดี ยามนี้เพียงรอให้เรื่องใหญ่ในชีวิตของหลานชายได้กำหนดลงไปเป็นที่แน่นอนแล้ว วันหน้าช่วยส่งกระดูกไม่กี่ท่อนของเขากลับบ้านเกิด ชีวิตนี้เขาก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจแล้ว
พอนึกถึงเรื่องการแต่งงานของหลานชาย เผยจี้พลันเปลี่ยนเป็นอดใจรอไม่ไหว สั่งคนให้ไปเรียกเหอจิ้นมาทันที
เมื่อพบหน้ากันเผยจี้ก็เอ่ยปลอบขวัญว่าเดินทางเหน็ดเหนื่อยแล้ว เหอจิ้นรีบบอกว่าโชคดีที่ทำงานที่ได้รับมอบหมายได้สำเร็จ
เผยจี้พยักหน้า “เซียวหยวนออกไปเที่ยวนี้เวลาไม่นับว่าสั้น น่าจะกลับมาได้แล้ว เจ้าส่งคนไปเร่งรัดสักหน่อย บอกว่าข้ามีธุระ ให้เขารีบกลับมา!”
ปีหน้าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันจะมีพระชนมพรรษาครบห้าสิบพรรษา องค์รัชทายาทนำเหล่าขุนนางถวายสมุดลงนามถวายพระพร บอกว่าอาณาประชาราษฎร์เห็นว่าเวลานี้บ้านเมืองสงบสันติ ใต้หล้าไร้คนอดอยากหิวโหย สรรเสริญองค์เหนือหัวผู้มีคุณูปการในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาใหม่ ทั้งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพพอดี หวังว่าเมื่อถึงเวลานั้นราษฎรทั้งใต้หล้าจะร่วมกันเฉลิมฉลอง ร่วมกันขอบพระทัยในพระกรุณาธิคุณ
ฮ่องเต้ไม่อาจปฏิเสธได้ ดังนั้นเรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องใหญ่อันดับหนึ่งของราชสำนัก มีการเตรียมการตั้งแต่เนิ่นๆ แว่นแคว้นทั้งสี่ทิศต่างให้ความสนใจ ฟานอ๋องและทูตจำนวนมากได้เตรียมเดินทางเข้าเมืองหลวงล่วงหน้าเพื่อเข้าเฝ้าถวายพระพร ในบรรดาคนเหล่านั้นก็รวมถึงองค์ชายอาสื่อน่าเฉิงผิงแห่งหลางถิง
หลายปีก่อนราชสำนักทำศึกกับซีฟานสกุลอาสื่อน่าได้รับคำสั่งให้ยกกองกำลังทหารมาร่วมรบ เผยเซียวหยวนเคยเข้าร่วมทำศึกด้วยกันกับเฉิงผิง ทั้งสองมีความสัมพันธ์กันดั่งพี่น้อง ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้วเผยเซียวหยวนได้รับเชิญให้ไปล่าสัตว์ที่แคว้นของเฉิงผิง จนบัดนี้ก็ยังไม่กลับมา
สถานที่แห่งนี้เป็นเส้นทางที่เฉิงผิงต้องผ่านตอนจะเข้าไปถวายพระพรที่เมืองหลวง คิดว่าทั้งสองน่าจะกลับมาด้วยกัน แต่ตอนนี้เพิ่งจะต้นฤดูใบไม้ผลิ เฉิงผิงมีเวลาเหลือเฟือ น่าจะยังไม่ได้ออกเดินทาง
ช่วงที่เหอจิ้นไม่อยู่ ในละแวกใกล้เคียงดูเหมือนจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆ นายท่านจึงคิดจะเร่งรัดให้นายน้อยกลับมา แต่มองออกว่านายท่านรีบร้อนมาก ขณะจะเอ่ยปากว่าเขาจะไปที่นั่นด้วยตนเองสักครั้ง ทันใดนั้นก็มีเสียงแจ้งข่าวดังมาจากด้านนอก บอกว่านายน้อยอยู่ระหว่างเดินทางกลับมาแล้ว
ที่แท้เผยเซียวหยวนกำลังเดินทางกลับมาพร้อมกับองค์ชายแล้ว ไม่เพียงเท่านั้นพวกเขายังใกล้จะถึงแล้วด้วย เหลือระยะเวลาเดินทางอีกเพียงไม่กี่วัน เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้องค์ชายมีผู้ติดตามจำนวนมาก เขาจึงส่งคนขี่ม้าเร็วกลับมาแจ้งข่าวในเมืองก่อนเพื่อจะได้เตรียมการล่วงหน้า
“ข้าจะไปรับคุณชายเผยเดี๋ยวนี้!” เหอจิ้นพูดด้วยความดีใจ
เผยจี้ก็ปกปิดแววยินดีบนใบหน้าไม่อยู่ งอนิ้วเคาะโต๊ะพลางบอกว่าดี
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 26 ก.พ. 69
Comments
comments
No tags for this post.