X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 4

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 4

เผยเซียวหยวนเดินออกจากห้องหนังสือ ครั้นเดินผ่านระเบียงทางเดินข้างลานเรือนก็หยุดฝีเท้าแล้วหันหน้ามองไปทางห้องพักแขก

ที่นั่นมืดมิด ยามนี้ไม่เห็นแสงไฟแม้แต่น้อยนางน่าจะหลับสนิทไปแล้ว

ถ้าจะพูดอย่างเคร่งครัดแล้วสตรีผู้นั้นกับเขานับเป็นคนแปลกหน้ากัน แต่กลับกำลังจะกลายมาเป็นภรรยาของเขาในอีกไม่ช้า…

เรื่องเกิดอย่างฉับพลันกะทันหันเกินไปจริงๆ ก็เหมือนกับที่เขาชี้แจงกับเผยจี้ เขาไม่ได้เตรียมตัวแม้แต่น้อย อีกทั้งตอนเพิ่งทราบเรื่องเขาก็ไม่เต็มใจจริงๆ

แม้เขาจะไม่มีคนที่ชื่นชอบ แต่การแต่งภรรยาเช่นนี้ออกจะฉุกละหุกไปสักหน่อย

ทว่าเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องรอง สาเหตุหลักคือส่วนลึกในใจเขายังมีเงามืดปิดคลุม ยังคงมีหนามปักขวาง เงามืดไม่จางหาย หนามไม่ถอนออก ชีวิตนี้ของเขาไม่อาจสบายใจ แล้วจะคิดสร้างครอบครัวได้อย่างไร

เป็นคำพูดสองช่วงสุดท้ายของเผยจี้ที่สั่นสะเทือนใจเขา

คนเรามีชีวิตอยู่ในใต้หล้านี้ เจตจำนงของตนเป็นเช่นไร เดิมก็เป็นสิ่งที่ไม่มีความสำคัญที่สุด

เขาไม่มองไปทางนั้นอีก ถอนสายตาออกจากลานเรือนแห่งนั้นแล้วสาวเท้าเดินกลับไปยังที่พักของตน

 

หน้าประตูมีสาวใช้ที่ไม่คุ้นหน้าซึ่งน่าจะเพิ่งมาอยู่ใหม่คนหนึ่ง คนยืนอยู่นอกเรือน บนพื้นข้างเท้ามีถังไม้ใส่น้ำร้อนวางไว้ ใบหน้านางแดงก่ำ ท่าทางดูเก้กังกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พอเห็นเขาปรากฏตัวขึ้นก็ลุกลี้ลุกลนมาต้อนรับ

“เหตุใดจึงไม่ส่งเข้าไป” เผยเซียวหยวนหยุดฝีเท้าแล้วถามไปประโยคหนึ่ง

“ข้างใน…ข้างใน…”

จู๋เอ๋อร์เดิมคอยปรนนิบัติแม่นางน้อยเยี่ย แม่นางน้อยเข้านอนแล้ว ตอนกลางคืนนายน้อยกลับมายังพาแขกผู้สูงศักดิ์มาด้วยคนหนึ่ง กำลังคนไม่พอ เฮ่อซื่อจึงย้ายนางมาที่นี่ให้เขาเรียกใช้สอยชั่วคราว นางเป็นคนซื่อๆ ตอนส่งน้ำร้อนถังที่สามเข้ามา มองจากนอกประตูเข้าไปเห็นคนในห้องแสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกันหนักกว่าเมื่อครู่ก่อน จะเข้าไปก็ไม่กล้า จะจากไปก็ไม่กล้า ได้แต่ยืนอยู่ตรงหน้าประตู เวลานี้ได้ยินเผยเซียวหยวนเอ่ยถามก็กลัวจะถูกตำหนิ จึงยิ่งสับสนว้าวุ่น คำพูดก็ติดๆ ขัดๆ

ตอนนี้เผยเซียวหยวนจึงได้ยินเสียงน้ำกับเสียงหยอกล้อดังมาจากในห้องก็พลันเข้าใจแล้ว เขาบอกให้สาวใช้ออกไป ส่วนตนเองหิ้วถังน้ำเดินเข้าไป

ประสบการณ์ในวัยเด็กของเฉิงผิงได้สอนให้เขารู้จักรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวง ชื่นชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย พิถีพิถันกับการเสพสุข คำพูดที่พูดติดปากก็คือใช้ชีวิตในวันนี้เพราะเราไม่รู้ถึงความทุกข์ในวันพรุ่งนี้ จึงต้องแสวงหาความสุขในทันที ใครก็ได้รับความไม่เป็นธรรมได้ แต่ไม่อาจทำให้ตนเองได้รับความไม่เป็นธรรม ออกมาครั้งนี้เพื่อความสะดวกในการอาบน้ำระหว่างการเดินทางเขาถึงกับใช้รถขนอ่างอาบน้ำที่ทำจากไม้หอมซึ่งสามารถรองรับคนอาบน้ำพร้อมกันทีเดียวได้ห้าถึงหกคนมาด้วย ที่นี่ประตูด้านในแคบยกเข้าไปไม่สะดวก จึงตั้งไว้ที่ห้องโถงเสียเลย

ตอนเผยเซียวหยวนเข้ามา เห็นเฉิงผิงปล่อยผมยาวสยาย นั่งพิงผนังไม้ของอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ ใบหน้าเปียกชุ่มเต็มไปด้วยหยดน้ำเปล่งประกายแวววาว สาวใช้หน้าตางดงามหลายคนที่เขาพามาด้วยกำลังหัวเราะคิกคักปรนนิบัติอยู่รอบอ่างไม้ มีคนเอาน้ำร้อนรดบนหัวไหล่ของเขาทีละกระบวย มีคนถูหลังลูบไล้หน้าอกของเขา ยังมีคนป้อนอาหารและผลไม้สดให้เขา หมอกไอน้ำแผ่คลุมหนาทึบ เสื้อผ้าของสาวใช้เปียกไปครึ่งหนึ่งแนบติดกับร่างกาย เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังไม่ขาดหู

จู่ๆ เห็นเผยเซียวหยวนเข้ามา เหล่าสาวใช้ออกจะกลัวเขาจึงพากันหยุดมือ เสียงหัวเราะค่อยๆ แผ่วหายไป

เฉิงผิงเลิกคิ้ว เขาขยับร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำขึ้นมานั่งตัวตรง ยกแขนข้างหนึ่งที่เปียกชุ่มขึ้นมาเช็ดหน้า และชี้ไปยังพื้นที่ว่างด้านตรงข้ามในอ่าง

“เจ้ามาได้เหมาะแก่เวลา มาอาบด้วยกัน เนื้อที่กว้างพอ”

เผยเซียวหยวนเดินเข้ามา ก่อนวางน้ำไว้บนพื้นข้างอ่างอาบน้ำ “เจ้าค่อยๆ อาบไปเถิด”

เฉิงผิงรู้ว่าเผยเซียวหยวนแตกต่างจากตน อีกฝ่ายเป็นคนมือสะอาดรอบคอบ เมื่อครู่ก็ตั้งใจล้อเล่นกับเขาเท่านั้น เห็นเขาทิ้งตนเดินเข้าไปข้างในแล้ว นึกถึงข่าวที่เพิ่งได้ยินมาเมื่อครู่ก็ลุกขึ้นทันที รีบร้อนเช็ดเส้นผมให้แห้งแล้วเกล้าส่งๆ ก่อนสวมเสื้อผ้า จากนั้นก็สั่งให้สาวใช้ออกไปแล้วเดินตามอีกฝ่ายเข้าไปข้างใน

เผยเซียวหยวนถอดสายรัดเอวเตี๋ยเซี่ยออกแล้วแต่ยังไม่ได้พักผ่อน เขานั่งอยู่หน้าแท่นเทียน ใช้ผ้าสะอาดผืนหนึ่งเช็ดกระบี่ที่พกติดตัว ก้มหน้าลงเล็กน้อย สองตาจับนิ่งอยู่บนกระบี่ สีหน้าจดจ่อ

เฉิงผิงเดินตรงมาถึงหน้าเตียงแล้วก็ล้มตัวลงนอนหงาย ตบฝ่ามือไปทางซ้ายขวา ยิ้มแล้วบอก “เตียงหลังนี้ของเจ้าใหญ่มากพอ คืนนี้ข้าก็จะนอนที่นี่ เรานอนเตียงเดียวกัน คุยความในใจกันทั้งคืน มิใช่เรื่องดีมากหรอกหรือ”

เขาเป็นแขกที่ไม่ได้เชิญมา เดิมเฮ่อซื่อจัดให้เขาพักที่ห้องพักแขกอีกแห่งหนึ่ง แต่เขายืนกรานจะพักอยู่ที่เดียวกับเผยเซียวหยวน เฮ่อซื่อจำต้องจัดเก็บห้องปีกข้างที่อยู่ใกล้กันเพื่อรับรองแขก

เผยเซียวหยวนหันหลังให้เขาอยู่ ไม่ได้หันหน้ามา ยังคงเช็ดกระบี่ต่อ “เจ้านอนที่นี่ก็ได้ ข้าจะไปนอนที่ห้องปีกข้าง”

“ช่างเถิดๆ ข้าจะเปลี่ยนจากแขกมาเป็นเจ้าบ้านได้อย่างไร เจ้าไม่ยินดีจะนอนเตียงเดียวกัน ประเดี๋ยวข้าก็จะไป เพียงแต่เมื่อก่อนตอนเราทำศึกกับซีฟานเจ้าข้าใช่จะไม่เคยนอนด้วยกัน ข้าคิดว่าเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ไม่แน่อาจถูกกักตัวอีก ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง รอครั้งหน้าเราได้พบกันอีกครั้งก็ไม่รู้เมื่อไรแล้ว”

“องค์ชายวางใจ เวลานี้ไม่เหมือนแต่ก่อน ราชสำนักให้ความสำคัญต่อบิดาของเจ้า ฐานะขององค์ชายย่อมต่างไป”

เฉิงผิงเผยประกายเยียบเย็นในดวงตา ริมฝีปากเหยียดออก หัวเราะแห้งๆ ออกมาสองคำ “ก็จริง ไม่แน่ถ้าข้าโชคดีมากพอ ไม่เพียงสามารถกลับไปได้ ครั้งนี้ยังอาจได้แต่งกับองค์หญิงผู้หยิ่งผยองที่ไม่รู้ว่ามาจากบ้านใดอีกด้วย” ในน้ำเสียงเจือการเยาะหยันตนเองอย่างเข้มข้น

มือที่เช็ดกระบี่อยู่ของเผยเซียวหยวนหยุดชะงัก เขาหันหน้ามามองเฉิงผิงเล็กน้อย

เหตุจลาจลจากการก่อกบฏในปีนั้นสำหรับหลายๆ คนในใต้หล้าแล้วเป็นภัยพิบัติ แต่สำหรับฮ่องเต้องค์ปัจจุบันกลับเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้กลายเป็นมังกรซุ่มซ่อนที่โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า พระองค์อาศัยคุณูปการด้านการทหารโผล่คมออกมา ได้รับการสนับสนุนจากราษฎร เปลี่ยนจากองค์ชายธรรมดาเป็นองค์เหนือหัวผู้อยู่สูงสุด จากนั้นได้ปฏิบัติราชกิจอย่างหนักเป็นเวลาหลายปี สามปีก่อนก็ได้รับชัยชนะในการต่อสู้ครั้งสำคัญกับซีฟานข้าศึกที่เข้มแข็ง ฟื้นคืนความน่าเกรงขามของผู้เป็นฮ่องเต้ในคราเดียว และดูเหมือนได้ฟื้นคืนความเจริญรุ่งเรืองก่อนเกิดเหตุจลาจลจากการก่อกบฏกลับมาแล้ว พระองค์ยังได้รับการยกย่องจากขุนนางใหญ่ให้เป็นฮ่องเต้นักฟื้นฟูผู้ปรีชาสามารถอย่างที่สุด

เพื่อแสดงความภักดี บิดาของเฉิงผิงยังหวังว่าฮ่องเต้องค์นี้จะสามารถช่วยเขาให้รักษาฐานะในทุ่งหญ้าของตนได้อย่างมีเสถียรภาพ เขายังให้ความสำคัญกับงานฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพในครั้งนี้ ไม่เพียงมอบหมายให้เฉิงผิงเข้าวังหลวงมาแต่เนิ่นๆ ยิ่งหวังว่าเฉิงผิงจะสามารถแต่งงานกับองค์หญิงสักคนอีกด้วย

อย่างไรก็ตามแม้ฮ่องเต้จะใช้การสร้างสัมพันธไมตรีด้วยการแต่งงานมาแสดงพระกรุณาธิคุณต่อข้าราชบริพาร แต่โดยมากจะเลือกบุคคลที่เหมาะสมจากเชื้อพระวงศ์สายรองแล้วแต่งตั้งให้เป็นองค์หญิงแต่งออกไป ยิ่งไปกว่านั้นฮ่องเต้องค์ปัจจุบันดูเหมือนจะมีโอรสธิดาไม่มาก แต่ต่อให้ในวังจะมีองค์หญิงที่อยู่ในวัยเหมาะสม ด้านหน้าก็ยังมีครอบครัวของขุนนางชั้นสูงจำนวนนับไม่ถ้วนรออยู่ ไหนเลยจะหมุนเวียนมาถึงชนต่างเผ่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงธิดาของราชวงศ์ที่ลดตัวลงมาแต่งงาน มีน้อยคนที่จะไม่วางตัวอยู่เหนือครอบครัวสามี เฉิงผิงถึงได้กล่าวคำพูดเย้ยหยันตนเองออกมาเช่นนี้

“ช่างเถิด ไม่พูดถึงข้าแล้ว น่าเบื่อ พูดถึงเจ้าดีกว่า”

เฉิงผิงพลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีกครั้ง ลงจากเตียงด้วยท่าปลาจิ่นหลี่ดีดตัว เหยียบพื้นอย่างมั่นคงด้วยเท้าเปล่า เขารูปร่างสูงใหญ่และล่ำสันแข็งแรง การเคลื่อนไหวยังปราดเปรียวดุจเสือดาว

“จวินเหยียน!” เขาเรียกชื่อรองของเผยเซียวหยวนพลางเดินเข้ามาหา “ท่านลุงของเจ้ารีบร้อนเรียกเจ้ากลับมาเช่นนี้ด้วยเรื่องอันใดกันแน่”

คมกระบี่สาดประกายวาบหนึ่ง พร้อมกันนั้นเสียงเคร้งก็ดังขึ้นเบาๆ เผยเซียวหยวนเก็บกระบี่เข้าฝัก

“ไม่มีเรื่องใหญ่อะไร”

เขาตอบมาคำหนึ่ง ตาก็ไม่ได้มองเฉิงผิงที่ขยับเข้ามาใกล้ ลุกขึ้นมาเก็บกระบี่ประจำตัวเข้าที่ ก่อนมองกาน้ำหยดในห้องแวบหนึ่ง

“ใกล้จะถึงยามโฉ่วแล้ว ดึกมากแล้ว เมื่อคืนเพื่อจะเร่งเดินทางเจ้าก็ไม่ได้นอนให้ดี ไม่สู้ไปพักผ่อน พรุ่งนี้ให้คนกับม้าของเจ้าพักผ่อนจัดเตรียมอีกวัน วันถัดไปข้าจะส่งเจ้าออกจากเมือง หากออกเดินทางได้ทันเวลาจะได้ไม่เสียการใหญ่”

“ไม่รีบๆ ยังมีเวลามากพอ ถึงข้าหยุดพักอยู่ที่นี่อีกสักหลายวันก็ไม่เป็นไร” เฉิงผิงมองเขาด้วยใบหน้ายิ้มกริ่ม สีหน้าดูลึกลับคลุมเครือ “มีเรื่องดียังจะปิดบังข้า เห็นข้าเป็นคนนอกหรือ เมื่อครู่ข้าถามสาวใช้ในเรือนเจ้าที่ส่งน้ำมาผู้นั้นว่าเผยกงเรียกเจ้ากลับมาด้วยเรื่องอันใด นางบอกว่าหลายวันก่อนมีแม่นางน้อยคนหนึ่งมาแล้ว น่าจะเกี่ยวกับเรื่องแต่งงาน หรือว่าเป็นเรื่องจริง ผู้มาก็คือคู่หมั้นหมายของเจ้า?”

ในเมื่อรับปากเรื่องแต่งงานแล้ว ยามนี้อยู่ต่อหน้าเฉิงผิง เผยเซียวหยวนย่อมไม่ปฏิเสธ แต่ก็ไม่อยากเอ่ยถึงมากนัก เพียงขานรับออกมาคำหนึ่ง

เฉิงผิงส่งเสียงแสดงความประหลาดใจออกมา ความอยากรู้อยากเห็นไม่เพียงไม่ได้รับการตอบสนอง กลับถูกกระตุ้นความสนใจมากขึ้น

เขาถามซักไซ้ต่อ “นางรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เจ้าเคยพบหน้าหรือไม่ รีบเล่ามาเร็วเข้า”

เมื่อไม่ได้รับคำตอบก็ยิ่งรู้สึกคันหัวใจ ถ้าไม่ใช่ดึกดื่นค่อนคืนแล้วก็แทบอยากจะไปดูให้รู้แน่ชัดเสียเดี๋ยวนี้เลย

“ช่างดีนัก เผยเอ้อร์ผู้ไม่ชอบใกล้ชิดอิสตรี ไม่ยอมให้คำพูดรั่วไหลออกมาแม้ครึ่งคำ เป็นคนงามเพริศพริ้งจึงเก็บไว้คนเดียว กลัวจะถูกข้าเห็นหรือ” เฉิงผิงชี้สหายรักพลางหัวเราะ “คิดไม่ถึงอย่างยิ่ง เหนือความคาดหมาย เหนือความคาดหมายจริงๆ…จริงสิ เผยกงบอกหรือไม่ว่าจะจัดงานแต่งงานเมื่อไร เร็วไม่สู้ประจวบเหมาะ เรื่องนี้ในเมื่อถูกข้ารู้เข้า เจ้าก็ไม่ต้องใจแคบเช่นนี้แล้ว พรุ่งนี้พาข้าไปพบสักหน่อย รอข้าเข้าพบพี่สะใภ้แล้ว ร่วมงานเลี้ยงแล้ว ค่อยออกเดินทางก็ไม่สาย”

“เจ้าอย่ารบกวนผู้อื่น จดจ่อกับเรื่องของตนเองเถิด ออกเดินทางโดยเร็วจึงจะดี” เผยเซียวหยวนไม่เสแสร้งตีสีหน้า ปฏิเสธในทันที

ยากนักที่เฉิงผิงจะมีโอกาสได้หยอกเย้าเขา จะยอมเลิกราเพียงเท่านี้ได้อย่างไร “ไม่ถูก เหตุใดข้ามองเจ้าเหมือนไม่มีท่าทางของคนที่จะแต่งงานแม้แต่น้อย ความสุขจากการเข้าห้องหอไม่ใช่เรื่องน่ายินดียิ่งหรอกหรือ” เขากวาดสายตาขึ้นลงมองประเมินเผยเซียวหยวน พลันคล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน จึงมองจ้องอีกฝ่ายด้วยความสงสัย “หรือว่าเผยกงเพียงให้ความสำคัญกับคุณธรรมความสามารถ เลือกสตรีที่มีรูปโฉมดุจอู๋เหยียน* ให้เจ้า เจ้าไม่พึงพอใจ แต่ก็ไม่กล้าขัดความประสงค์ของผู้ใหญ่จึงฝืนใจรับปาก?”

เผยเซียวหยวนกล่าวเสียงราบเรียบ “เจ้าคิดมากแล้ว คิดถึงเรื่องสำคัญของตนให้มากเถิด”

“เรื่องของข้าไม่สำคัญ กลับเป็นเจ้า เจ้าคนผู้นี้แต่ไรมามีอะไรก็ไม่พูดออกมา ข้าก็ยากจะคาดเดาได้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ แต่ครั้งนี้เจ้าอย่าได้คิดจะปิดบังข้า ข้าดูอย่างไรเจ้าก็ไม่เต็มใจ วิเศษยิ่งนัก เจ้าเผยเอ้อร์ถึงกับมีวันเช่นนี้กับเขาเหมือนกัน!”

เฉิงผิงกำลังดีใจในความโชคร้ายของผู้อื่น หัวเราะจนท้องจะปวดแล้ว แต่พอเห็นเผยเซียวหยวนขมวดคิ้วก็รู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายไม่พอใจแล้วจริงๆ จึงรีบกล่าวขออภัย

“เอาล่ะๆ อย่าเพิ่งโมโห ข้าไม่พูดแล้ว ขออภัยด้วย ข้าจะไปพักผ่อนเดี๋ยวนี้” เขาค้อมคำนับต่ำๆ ทีหนึ่งแล้วหัวเราะฮ่าๆ พลางเดินจากไป

 

เสียงเคลื่อนไหวข้างนอกค่อยๆ แผ่วหาย จากนั้นความเงียบก็กลับมาสู่ข้างหู

ฟ้าสว่างแล้ว เยี่ยซวี่อวี่ลุกขึ้นมาเปิดประตู ล้างหน้าบ้วนปากเปลี่ยนเสื้อผ้า จู๋เอ๋อร์หวีผมให้นาง ไม่รอให้นางถามก็เป็นฝ่ายบอกเองว่าเมื่อคืนคุณชายเผยกลับมาแล้ว

“คุณชายเป็นคนดีมากเจ้าค่ะ ที่กลับมาพร้อมเขาเป็นผู้สูงศักดิ์จากทุ่งหญ้าคนหนึ่งทั้งยังพาสตรีสามสี่คนมาปรนนิบัติอาบน้ำด้วย ทำจนพื้นเต็มไปด้วยน้ำ บ่าวไม่กล้าเข้าไป กระทั่งคุณชายกลับมาพอดี ไม่เพียงไม่ตำหนิบ่าว ยังช่วยบ่าวหิ้วน้ำเข้าไปอีกด้วยเจ้าค่ะ”

เห็นได้ชัดว่าจู๋เอ๋อร์พอใจในตัว ‘คุณชายเผย’ ผู้นั้นอย่างมาก ยังชมเขาว่ารูปร่างสูง ดวงตาสว่างสดใส หน้าตายิ่งหล่อเหลาจนนางไม่กล้าเพ่งพิศ

เยี่ยซวี่อวี่เอ่ยถาม “คนในจวนต่างรู้เรื่องการแต่งงานของข้ากับคุณชายเผยแล้วหรือ”

จู๋เอ๋อร์หยิบปิ่นขาคู่อันหนึ่งจากหีบเก็บเครื่องประดับแล้วเสียบเข้าไปตรงกลางด้านหน้ามวยผมที่เกล้าเสร็จแล้ว ผีเสื้อสองตัวโดดเด่นอยู่ตรงหัวปิ่น กางปีกที่สานจากเส้นเงินเล็กละเอียดดุจเส้นด้ายราวจะโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ปานประหนึ่งผีเสื้อสองตัวเริงร่าอยู่กลางมวยผม ดูงามพริ้มเพราแปลกตา

หลังจากปักปิ่นผีเสื้ออย่างระมัดระวังเสร็จนางก็ส่ายศีรษะ “เรื่องนี้บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ ท่านป้าเฮ่อก็ไม่ได้พูด เป็นบ่าวเห็นนางซื้อมุ้งมงคลลายบุตรร้อยคน ทั้งยังสั่งผ้าพับสำหรับตัดชุดแต่งงาน มีทั้งของบุรุษและสตรี บ่าวก็เลยคิดเอาเอง…แม่นางน้อยท่านดู ผมทรงนี้งามหรือไม่เจ้าคะ”

เยี่ยซวี่อวี่เงยหน้า มองไปยังคันฉ่องที่ขัดจนวาววับด้านตรงข้าม ปีกผีเสื้อทั้งสองบนปิ่นสั่นไหวไม่หยุดตามการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของนาง ราวกับกำลังกระพือปีกพร้อมจะบินขึ้นสูงเคียงคู่กันไป

นางแย้มยิ้ม “งาม เจ้าฝีมือดียิ่ง”

“เป็นความดีความชอบของปิ่นผีเสื้ออันนี้เจ้าค่ะ” จู๋เอ๋อร์ได้รับคำชม ในใจรู้สึกชื่นมื่น ปากกลับถ่อมตนไม่กล้ารับคำชม “หากท่านยืนเฉยๆ ไม่ขยับ ถ้ามีลมพัดผ่าน ปีกผีเสื้อนี้ก็จะสั่นไหวเช่นกัน”

จู๋เอ๋อร์ช่วยจัดมวยผมด้านหลังให้เยี่ยซวี่อวี่อีก ปากก็พูดจ้อต่อไป

“…แต่ปิ่นผีเสื้อนี้ไม่รู้ท่านป้าเฮ่อนำมาจากที่ใด พ่อค้าชาวหูไม่มีปิ่นที่ประณีตงดงามเช่นนี้ วันนั้นบ่าวก็ตามไปด้วย บ่าวดูหมดแล้ว เดาว่าท่านป้าเฮ่อคงซื้อมาจากเมืองหลวงกระมัง ของจากเมืองหลวงล้วนเป็นของดี ที่นั่นคงเป็นสถานที่ที่เหมือนสรวงสวรรค์ แม่นางน้อยท่านคงเคยไปที่ต่างๆ มามากมาย ท่านเคยไปเมืองหลวงมาหรือไม่เจ้าคะ”

เยี่ยซวี่อวี่มองตนเองในคันฉ่อง “ไม่เคย”

นางอาจจะเคยไป ทว่าน่าจะเป็นเรื่องก่อนอายุห้าขวบ หลายสิ่งหลายอย่างนางลืมไปแล้ว จนทุกวันนี้ยังไม่อาจเรียกความทรงจำคืนมาได้ทั้งหมด

จู๋เอ๋อร์รู้สึกเสียดาย “น่าเสียดาย”

เยี่ยซวี่อวี่หัวเราะออกมา “ใช่ ออกจะน่าเสียดาย”

“แต่ไม่เป็นไร รอท่านกับคุณชายเผยแต่งงานกันแล้ว ด้วยความสามารถของคุณชายเผยช้าเร็วต้องได้เข้าเมืองหลวงไปเป็นขุนนางใหญ่แน่นอน ถึงตอนนั้นท่านก็ได้ไปแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ที่จิตใจดีกล่าวปลอบใจนาง

เวลานี้เองสาวใช้อีกคนหนึ่งก็มาถ่ายทอดคำพูดของเจ้าบ้าน รอทางแม่นางน้อยจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว มีเวลาก็ให้ไปพบเขาสักหน่อย

“แม่นางน้อยไม่สู้ติดฮวาเตี้ยน สักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” จู๋เอ๋อร์รีบบอกพลางเปิดตลับเคลือบเงาสี่เหลี่ยมที่วางอยู่บนโต๊ะ

ในนั้นเต็มไปด้วยฮวาเตี้ยนสีสันสดใส มีทั้งสีแดง สีเหลือง สีคราม สีเขียว รูปแบบยิ่งมากมายหลากหลายแปลกใหม่ ทั้งดอกกระจับ หางหงส์ ดอกท้อ และหยดน้ำค้าง ล้วนงดงามตระการตา

“พ่อค้าชาวหูบอกว่าฮวาเตี้ยนเหล่านี้ล้วนกำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวงเวลานี้ ดอกนี้ท่านชอบหรือไม่เจ้าคะ เหมาะกับปิ่นอันนี้พอดี”

จู๋เอ๋อร์หยิบฮวาเตี้ยนฝังมุกรูปผีเสื้อออกมาแผ่นหนึ่งแล้วยื่นมาตรงหน้าเยี่ยซวี่อวี่ เรียกให้นางดู

แม่นางน้อยมีคิ้วและดวงตาที่งดงามยิ่งคู่หนึ่ง เสียดายตรงหน้าผากมีรอยแผลเป็นที่มีรูปร่างคล้ายดวงดาวแหว่งเว้า ดูแล้วเหมือนตอนเด็กนางจะได้รับบาดเจ็บและทิ้งรอยแผลเป็นไว้ แม้รอยแผลเป็นจะตื้นและเล็ก ขนาดราวครึ่งเล็บนิ้วก้อย นางมาถึงหลายวันแล้ว จู๋เอ๋อร์ก็เพิ่งสังเกตเห็นเมื่อวานนี้ตอนช่วยหวีผมให้นางที่ข้างหน้าต่างและมีแสงแดดส่องถึง ปกติถ้าไม่เข้ามามองใกล้ๆ ก็จะมองไม่ออก ทว่าอย่างไรก็เสียโฉมแล้ว ปกติผัดแป้งเพียงชั้นเดียวเกรงว่าคงไม่อาจปกปิดได้ทั้งหมด พูดได้ว่าน่าเสียดาย หากติดฮวาเตี้ยนฝังมุกไว้ที่หน้าผากก็ประจวบเหมาะ ทั้งสามารถปกปิดรอยแผลเป็นและช่วยเพิ่มสีสันให้กับการแต่งหน้าอีกด้วย เรียกได้ว่าดีงามยิ่ง

“ไม่ต้องแล้ว”

เผยจี้ให้นางไม่ต้องรีบร้อนไป แต่นางกลับรู้สึกไม่ดีที่จะให้ผู้อื่นรอนาน

เยี่ยซวี่อวี่ลุกจากหน้าหีบเก็บเครื่องประดับทันที เปลี่ยนมาสวมเสื้อผ้าแพรตัวสั้นแขนสอบสีฟ้านวล ผูกกระโปรงยาวสีแดงมีลายจุดสีม่วง เสื้อผ้าเหล่านี้ล้วนเป็นเฮ่อซื่อจัดเตรียมไว้ให้นาง

ขณะจะออกไปจู๋เอ๋อร์กลัวว่านางจะหนาวจึงหยิบเสื้อคลุมผ้าดิ้นหนาแขนครึ่งท่อนสีเขียวขนนกยูง ปักลายซับซ้อนละเอียดประณีตเป็นรูปเถาวัลย์ล้อมรอบตัวกวางเป็นวงกลมหลายวงเชื่อมต่อกันมาให้นางสวมอีกชั้น แล้วรีบหมุนตัวเดินออกไปข้างนอก

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 10 มี.. 69

 

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: