X
    Categories: ทดลองอ่านพันคีรีกาลวสันต์มากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 5

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 5

คนในจวนผู้ว่าการเขตเดิมก็มีไม่มาก ยามเช้าตรู่ยิ่งเงียบสงัด เยี่ยซวี่อวี่เดินอยู่บนเส้นทางที่จะไปห้องหนังสือของเผยจี้ ขณะเดินไปได้ครึ่งทางก็พลันเห็นเงาร่างของบุรุษหนุ่มสองคนเดินเลี้ยวออกมาจากมุมระเบียงทางเดินฝั่งตรงข้ามที่เชื่อมต่อไปทางประตูใหญ่ คนหนึ่งสวมชุดคลุมยาวสีน้ำตาลดุจก้อนเมฆยามพลบค่ำ อีกคนสวมชุดคลุมยาวสีม่วง คนทั้งสองเดินเคียงข้างกันไปพลางพูดคุย ดูท่าทางกำลังจะออกจากจวน

“คุณชายเผยมาแล้ว” จู๋เอ๋อร์ที่ตามมาด้วยร้องเสียงต่ำออกมาคำหนึ่ง “คนสวมชุดสีน้ำตาลคือคุณชายเผยเจ้าค่ะ”

จู๋เอ๋อร์คงกลัวนางจะมองผิดคน จึงเอ่ยเสริมที่ข้างหูนางอีกประโยค

“…พรุ่งนี้ข้ากับท่านอาเหอจะออกไปส่งเจ้าด้วยกัน ท่านอาเหอจะส่งเจ้าออกจากกานเหลียง ข้าก็จะไม่ไปส่งไกล ระหว่างทางหากยังต้องการสิ่งใด วันนี้ก็บอกข้าได้เลย”

“เมื่อครู่เผยกงยังบอกข้าว่าถ้าไม่รีบร้อน เหตุใดไม่อยู่ต่ออีกสักหลายวัน”

“ที่นี่แห้งแล้งกันดาร เทียบไม่ได้กับฉางอัน และเจ้าก็มีเรื่องสำคัญที่ต้องทำ อย่าลืมคำสั่งกำชับของบิดาเจ้า”

เสียงพูดคุยที่ระเบียงทางเดินของบุรุษทั้งสองดังแว่วมา เยี่ยซวี่อวี่จึงหยุดฝีเท้า คิดจะรอให้พวกเขาที่อยู่ด้านตรงข้ามผ่านไปก่อนค่อยเดินไป

เฉิงผิงกางแขนขวางทางไปของเผยเซียวหยวนด้วยสีหน้ายิ้มกริ่ม “เผยเอ้อร์ นี่เจ้าหมายความว่าอย่างไร เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเจ้าร้อนใจอยากจะไล่ข้าไปวันนี้ให้ได้”

เผยเซียวหยวนไม่หยุดฝีเท้า เดินเบี่ยงออกไปด้านข้าง “พูดจาเหลวไหล”

เฉิงผิงยิ่งหัวเราะหนักขึ้น มองซ้ายมองขวา “นางพักอยู่ที่ใด เจ้าไม่ให้ข้าเข้าพบก็แล้วไปเถิด อย่างมากวันหน้าพี่สะใภ้ก็แค่ตำหนิว่าข้าไร้มารยาท เหมือนมีกำแพงขวางกั้นระหว่างกัน ข้ายอมรับผิดแสร้งทำเป็นหูหนวกทึ่มทื่อไปก็แล้วกัน แต่เจ้ากลับไม่เหมือนกัน เจ้าไม่อยากเห็นแม้แต่น้อยว่านางมีรูปร่างหน้าตาเช่นไรจริงหรือ”

เผยเซียวหยวนไม่ใส่ใจอีก สาวเท้ายาวๆ ไปทางด้านนอกต่อไป

“เจ้าเดินเร็วเพียงนี้เพื่ออันใด หรือกลัวจะพบคนเข้า? เมื่อคืนเดิมทีข้ายังไม่เชื่อ เช้าวันนี้ดูแล้วจริงแท้แน่นอน หากไม่ใช่เจ้ายอมรับปากแต่งงานอย่างไม่เต็มใจ เหตุใดกระทั่งสตรีผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรก็ยังไม่ใส่ใจ นั่นคือคนที่จะร่วมเตียงเคียงหมอนกับเจ้าในวันข้างหน้า…”

เผยเซียวหยวนหยุดฝีเท้าอย่างฉับพลัน ทำให้เฉิงผิงเองก็สะดุ้งตกใจ เพียงเห็นเผยเซียวหยวนหยุดอยู่ที่สุดระเบียงทางเดินด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เรียกชื่อจริงของเขาแล้วกดเสียงต่ำบอก

“อาซวนเอ๋อร์ นี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้วนะ ถ้าเจ้ายังพูดจาเหลวไหลต่อไป ก็อย่าตำหนิข้าที่ไม่ไว้หน้าเจ้า”

เฉิงผิงเห็นสภาพการณ์ก็รีบหยุดการล้อเล่น เขาโบกมือ “ช่างเถิดๆ ไม่พบก็ไม่พบ ข้าคนที่ไม่เกี่ยวข้องกลับเอาใจใส่เสียยิ่งกว่าเจ้าผู้เป็นเจ้าของเรื่องเสียอีก ไปเถอะ วันนี้ลองไปเสี่ยงโชคดูอีกครั้ง ดูว่าจะยิงจิ้งจอกได้สักตัวหรือไม่ หางเตียว บนกระบอกลูกธนูของข้าหลายวันก่อนถูกเสียดสีจนเสียหาย ต้องเปลี่ยนใหม่โดยเร็ว หาไม่จะดูไม่ดี”

ครานี้เผยเซียวหยวนจึงเปลี่ยนเป็นหัวเราะ “ไม่ยาก ข้าจะพาเจ้าไป จะไม่ปล่อยให้เจ้ากลับไปมือเปล่าแน่นอน”

เฉิงผิงจึงโยนหัวข้อสนทนาเมื่อครู่ก่อนทิ้งไป ทั้งสองสาวเท้าเร็วๆ ลงจากระเบียงทางเดินแล้วออกจากประตู ถึงข้างนอกก็ตะโกนเรียกผู้ติดตามรับใช้ ไม่นานคนกลุ่มหนึ่งก็วิ่งมา มีเสียงรองเท้าหุ้มแข้งกระทบพื้นดังวุ่นวายอยู่พักหนึ่งก่อนจะเคลื่อนขบวนออกไปข้างนอกพร้อมกัน เงาร่างหายลับไปไม่เห็นอีก

จู๋เอ๋อร์ตามมาหลบอยู่หลังกำแพงกับเยี่ยซวี่อวี่ รู้ว่าต้องรอให้พวกเขาสองคนออกไปแล้วจึงจะไปที่ห้องหนังสือของผู้ว่าการเขตได้ เวลานี้คุณชายเผยกับชาวหูผู้นั้นเดินจากไปไกลแล้ว เยี่ยซวี่อวี่กลับยังคงยืนนิ่งคล้ายกำลังครุ่นคิด ไม่รู้ที่แท้แล้วกำลังคิดอะไรอยู่ ครั้นนึกถึงคำพูดหลายประโยคเมื่อครู่ที่ตนได้ยิน ในใจก็อดร้อนรนไม่ได้ นางกลั้นหายใจรอต่อไปอีกครู่หนึ่งแล้วจึงเรียกเสียงเบา

“แม่นางน้อย…”

เยี่ยซวี่อวี่ร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง ก่อนหันหน้ามาบอก “ข้ารู้สึกหนาวเล็กน้อย เจ้าช่วยไปหยิบผ้าคลุมกันลมมาให้ข้าสักผืน”

ตอนเช้ามีลม พัดมาถูกตัวก็รู้สึกหนาวเย็นเล็กน้อยจริงๆ

จู๋เอ๋อร์รับคำแล้วเร่งรีบกลับไปหยิบผ้าคลุมกันลม

เยี่ยซวี่อวี่หาที่นั่งบนหินเรียบๆ ก้อนหนึ่ง หลุบตาลงเล็กน้อยแล้วคิดทบทวนระหว่างรอจู๋เอ๋อร์กลับมา เป็นเวลานานมากแล้วที่มีความคิดอย่างหนึ่งวนเวียนอยู่ในใจนางไม่เคยจางหาย ทว่าก็ไม่อาจตัดสินใจเด็ดขาดได้สักที จู่ๆ ระยะนี้ความคิดนั้นก็ชัดเจนขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

นางรู้ถึงทิศทางที่นางควรจะไปหลังจากนี้แล้ว

“แม่นางน้อย เหตุใดท่านจึงมานั่งอยู่ข้างนอกเช่นนี้เจ้าคะ ท่านรีบคลุมผ้าเถิด ระวังจะต้องความเย็นเอาได้”

เยี่ยซวี่อวี่ลุกขึ้นบอก “ไปเถิด อย่าให้ผู้ว่าการต้องรอนาน”

 

ตอนเยี่ยซวี่อวี่ไปถึง เผยจี้มีที่ปรึกษาและผู้ช่วยหลายคนมาหาพอดี นางจึงรออยู่ข้างนอกเงียบๆ หลังจากคนเหล่านั้นเสร็จธุระออกมาเผยจี้จึงทราบว่านางมาถึงนานแล้ว จึงรีบเรียกให้เข้าไปข้างใน ทั้งยังตำหนินางว่าซื่อตรงเกินไป

“เหตุใดไม่ให้คนมาแจ้ง เมื่อครู่ข้าก็ไม่มีงานอะไร เพียงแต่เห็นเจ้ายังไม่มาจึงรั้งคนอยู่พูดคุยสัพเพเหระสองสามคำเท่านั้น”

“ข้ารอเป็นเรื่องสมควร เผยกงเชิญนั่งเถิดเจ้าค่ะ”

เผยจี้กลับไปนั่งลง ดวงตาเจือไปด้วยรอยยิ้ม “เป็นอย่างไร หลายวันมานี้กินนอนคุ้นชินหรือไม่ มีคนพอให้เรียกใช้สอยหรือไม่ สองวันก่อนข้าก็คิดจะเรียกเจ้ามาพูดคุย แต่กลัวว่าข้าคนแก่พูดมากจะทำให้เจ้าเบื่อ”

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเมตตาเอ็นดู พูดจบก็หัวเราะขึ้นมา เห็นชัดว่าอารมณ์ดีมาก

เยี่ยซวี่อวี่บอก “อันที่จริงข้าควรเป็นฝ่ายหมั่นมาทักทายผู้ใหญ่ แต่กลัวจะรบกวนการงานทางด้านนี้ เผยกงไม่ตำหนิข้าว่าไร้มารยาทก็ดีเพียงใดแล้วเจ้าค่ะ”

เผยจี้โบกมือ “ระยะนี้ข้าก็ไม่มีงานอะไร ถ้าเจ้าไม่ติว่าข้าพูดร่ำไร อยากมาก็มาได้ทุกเมื่อ ข้าปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ข้ากับท่านปู่ของเจ้าเมื่อก่อนมีจดหมายถึงกันเสมอ เขาชมเจ้าว่าคล่องแคล่วเฉลียวฉลาด รู้จักยืดหยุ่น ข้าคาดเดาว่าเวลานี้ฝีมือการวาดภาพของเจ้าคงได้รับการถ่ายทอดทักษะสำคัญทั้งหมดของเขา มีความรู้ลึกซึ้งถึงขั้นสูงแล้วกระมัง หลายปีก่อนเกิดเหตุการณ์ก่อกบฏข้ามีชีวิตสบายๆ ก็มักจะพูดคุยเรื่องการวาดภาพกับคนอื่นๆ ทุกคนต่างบอกว่าท่านปู่ของเจ้ามีมือเทพเจ้าโดยกำเนิด คนธรรมดาทั่วไปถึงจะวาดจนพู่กันขนหลุดร่วงหมดน้ำในสระแห้งเหือด เกรงว่าก็ยากจะทำได้เช่นเขา ตอนนี้เจ้ามาแล้ว ศาลาใกล้น้ำย่อมได้ชมจันทร์ก่อน เสียดายข้าไม่เหมือนเมื่อก่อน ไม่มีแก่ใจจะพูดคุยเรื่องการวาดภาพไปนานแล้ว หาไม่ก็อาจจะขอคำชี้แนะจากเจ้าได้”

เยี่ยซวี่อวี่รีบบอก “เผยกงล้อข้าเล่นแล้ว ฝีมือการวาดภาพของท่านปู่ยอดเยี่ยมเลิศล้ำอย่างแท้จริง แต่ข้ากลับห่างชั้นมาก ไม่ต้องพูดถึงว่ามีความรู้ลึกซึ้งถึงขั้นสูง จนบัดนี้ยังคงหาเคล็ดลับไม่เจอ แต่นับว่ายังจดจำสิ่งที่เขาทุ่มเทสั่งสอนได้บ้าง ไม่กล้าเกียจคร้าน ทำได้เพียงใช้ความขยันชดเชยความงุ่มง่าม ขอคำชี้แนะคำนี้ข้าไม่กล้ารับเด็ดขาด ถ้าเผยกงมีอะไรที่ข้าพอจะรับใช้ได้โปรดสั่งมาได้เลยเจ้าค่ะ”

“เจ้าไม่ต้องถ่อมตน นึกถึงตอนนั้นอดีตฮ่องเต้เป็นเพราะรักภาพวาดของเยี่ยจงหลีมากเกินไป ต่อมาภายหลังถึงกับไม่อนุญาตให้เขาวาดภาพให้คนอื่นเป็นการส่วนตัว และใช้สิ่งนี้เป็นพระกรุณาธิคุณที่พระราชทานให้กับขุนนาง ในตอนนั้นถ้าขุนนางใหญ่ได้รับภาพที่ท่านปู่ของเจ้าวาดด้วยตนเองภาพหนึ่งก็จะถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เวลานี้เจ้ามาแล้ว หากข้าก็ได้รับภาพเหมือนจากฝีมือของเจ้าสักภาพสืบทอดไปให้ลูกหลาน ข้าก็บรรลุความปรารถนาแล้ว”

“ขอบคุณเผยกงที่เมตตาและเอ็นดู ข้าจะทำอย่างสุดความสามารถเจ้าค่ะ”

เผยจี้ยิ้มแล้ว “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ทว่าไม่จำเป็นต้องรีบร้อนทำตอนนี้ วันเวลายังอีกยาวไกล วันหน้าเมื่อมีเวลาว่างเราค่อยๆ ทำก็ไม่สาย”

เยี่ยซวี่อวี่รับคำแล้วพูดคุยสัพเพเหระอีกครู่หนึ่ง

เผยจี้ไอเบาๆ คำหนึ่ง “เมื่อคืนหลานชายผู้นั้นของข้ากลับมาแล้ว เจ้ารู้แล้วกระมัง”

เยี่ยซวี่อวี่หลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย “ได้ยินมาแล้วเจ้าค่ะ”

เผยจี้เข้าใจว่านางขวยเขิน เขาลูบเคราพลางหัวเราะ “เยี่ยซวี่อวี่ ก่อนเจ้าจะมาคิดว่าท่านปู่คงบอกเจ้าแล้วกระมัง เกี่ยวกับเรื่องใหญ่ในชีวิตของเจ้า”

หลายเดือนก่อน ในตอนนั้นเรื่องที่เยี่ยซวี่อวี่กังวลมากที่สุดคือสุขภาพของท่านปู่ เขามักไอทั้งคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน กระทั่งอาเจียนเป็นโลหิต ขณะที่นางจิตใจร้อนรุ่มเที่ยวเสาะหาหมอหายาดีไปทั่ว มีอยู่วันหนึ่งจู่ๆ ท่านปู่ก็บอกกับนางว่าเขาจะออกจากบ้านอีกครั้ง ก่อนไปเขาจะจัดการเรื่องหมั้นหมายแต่งงานให้นาง อีกฝ่ายก็คือหลานชายของเผยจี้

นางยังคงจำความรู้สึกผิดที่แฝงอยู่เต็มดวงตาของท่านปู่ตอนเอ่ยคำพูดนี้กับตนได้ดี

‘เจ้าอยู่กับปู่มาหลายปี ปู่ไม่อาจทำให้เจ้าได้อยู่อย่างสุขสบายแม้แต่วันเดียว มาบัดนี้เรื่องแต่งงานก็กำหนดขึ้นอย่างฉุกละหุก ทำให้เจ้าได้รับความไม่เป็นธรรมแล้วจริงๆ ทว่าโชคดีที่เมื่อก่อนตอนปู่ไปช่วยเผยจี้สร้างป้อมปราการได้รู้จักหลานชายของเขา เด็กคนนั้นติดตามอยู่ข้างกายปู่กว่าครึ่งปี ขึ้นเขาลงลำธาร ไม่บ่นแม้แต่น้อย แม้จะยังเด็กแต่กลับมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและความเฉียบขาดเหนือผู้คน อุปนิสัยก็ดี ดูจากท่าทางนิสัยใจคอน่าจะพึ่งพาได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเผยจี้ เขาย่อมไม่ปฏิบัติต่อเจ้าอย่างขาดตกบกพร่องแน่นอน’

ตอนนั้นเยี่ยซวี่อวี่ตื่นตะลึงอย่างมาก จะยอมรับได้อย่างไร นางบอกว่าจะร่วมเดินทางไปกับเขา ไม่ว่าเขาจะไปที่ใด ก็เหมือนเช่นแต่ก่อน ทว่าคำพูดต่อจากนั้นของท่านปู่ทำให้นางนิ่งเงียบแล้ว

‘ปู่มีชีวิตอยู่มาจนอายุเท่านี้ก็นับว่าได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองและความเสื่อมทรุดของใต้หล้านี้มาหมดแล้ว ความเป็นความตายก็ไม่ต่างอะไรกับการหมุนเวียนสับเปลี่ยนจากกลางวันเป็นกลางคืน ชื่อเสียงลาภยศยิ่งเหมือนก้อนเมฆที่ก่อตัวงดงามเหนือท้องทะเล ดังเมฆหมอกที่ลอยผ่านไป ผู้คนยกย่องภาพวาดของปู่ แต่ในความคิดของปู่ เรื่องโชคดีเพียงหนึ่งเดียวในชีวิตนี้คือการที่สวรรค์เมตตาประทานเจ้าให้มาเป็นหลานสาวของปู่ ปู่เฝ้าปรารถนาให้เจ้าไม่มีวันเติบโต ปู่เองก็อย่าได้แก่ลง เช่นนั้นก็จะสามารถเป็นเช่นแต่ก่อน ปู่เลี้ยงดูเจ้าได้ตลอดไป เราปู่หลานท่องเที่ยววาดสายน้ำภูเขาไปทั่วทุกหนแห่ง ร้อยพันปีให้หลังหากยังโชคดีมีผืนผ้าผนังกำแพงภาพเหลืออยู่ในใต้หล้านี้ให้คนรุ่นหลังได้เห็นความงดงามของภูเขาสายน้ำและความงามของผู้คนในวันนี้ ก็นับว่าข้าช่างวาดผู้นี้ไม่ได้มีชีวิตอยู่อย่างสูญเปล่า ปู่จำได้ว่าหลายปีนั้นปู่วาดภาพ เจ้าก็คอยผสมสีส่งพู่กันให้ แม้เราจะลำบากเคยนอนกลางดินกินกลางทราย แต่ก็สบายใจมีอิสระไร้กังวล นั่นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของปู่ แต่ในความเป็นจริงเราไม่อาจใช้ชีวิตเช่นนั้นได้ตลอดไป เจ้ายังคงเติบโต ไม่อาจอยู่เป็นเพื่อนปู่ตลอดไปได้ ปู่เองก็แก่แล้ว กลับยังมีความมุ่งมาดปรารถนาที่ยังไม่บรรลุผล’

ตอนเอ่ยคำพูดเหล่านี้บนใบหน้าของท่านปู่มีรอยยิ้มแฝงอยู่

‘พบพรากสวรรค์เป็นผู้กำหนด ปีนั้นปู่ได้พบกับเจ้าก็เป็นเจตจำนงของสวรรค์ มาบัดนี้เราต้องแยกจากกันก็เป็นชะตาชีวิตกำหนด ปู่ออกจากบ้านครั้งนี้กำหนดกลับไม่แน่นอน ไม่อาจพาเจ้าไปด้วย นี่เป็นเรื่องสุดท้ายที่ปู่ทำเพื่อเจ้าได้ รู้ว่าวันข้างหน้าเจ้ามีที่ให้พักพิงแล้ว ปู่จึงจะวางใจจากไปได้’

แล้วก็เป็นเช่นนี้ เยี่ยซวี่อวี่ส่งท่านปู่ที่เลี้ยงนางมาจนโตจากไปด้วยรอยยิ้ม

เขายังคงสวมเสื้อฟางกันฝน แบกสัมภาระ ถือไม้เท้า เป็นภาพที่นางคุ้นเคยดี ทว่าครั้งนี้เขาจากไปตามลำพัง ค่อยๆ หายลับไปจากสายตาของนาง

ชั่วขณะนั้นนางจึงเริ่มหลั่งน้ำตา

ในใจของทุกคนอาจมีสถานที่ลับอยู่แห่งหนึ่งที่มีเพียงตนเองเท่านั้นที่รู้ นางเองเป็นเช่นนี้ ท่านปู่เองก็อาจเป็นเช่นนี้

ตอนเด็กนางไม่เคยสังเกต ภายหลังเมื่อค่อยๆ เติบโตขึ้นนางก็มองออกแล้ว ท่านปู่เดินทางไปทั่วเหนือใต้ ฝีเท้าไม่เคยหยุดนิ่ง นอกจากทุ่มเทกายใจให้กับภูเขาและสายน้ำแล้ว เขาอาจจะกำลังตามหาใครบางคนด้วย แต่ท่านปู่ไม่เคยพูดถึง ยิ่งไม่บอกนางว่าคนที่เขาต้องการตามหาที่แท้แล้วคือผู้ใด

ครั้งนี้เป็นลางสังหรณ์ของนาง ท่านปู่จากไปน่าจะเป็นเพราะสาเหตุนี้

เพื่อให้ท่านปู่วางใจไปทำสิ่งที่อาจจะเป็นเรื่องสุดท้ายที่เขาอยากทำในชีวิตนี้ นางจึงได้ขึ้นรถม้าที่มารับนางคันนั้น

“เจ้าค่ะ ท่านปู่เคยพูดกับข้าแล้ว” เยี่ยซวี่อวี่ช้อนตาขึ้น

“เยี่ยซวี่อวี่เจ้าวางใจ สกุลเผยเราอยากให้เจ้าแต่งเข้ามาด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ข้าโอ้อวดตนเอง หลานชายผู้นั้นของข้าไม่กล้าบอกว่าเป็นหงส์มังกรในหมู่ผู้คน แต่ถ้าจะบอกว่ารูปร่างหน้าตา ความประพฤติ และคุณธรรมอยู่ในระดับกลางขึ้นไปก็ไม่ใช่เรื่องเกินจริง และเขาก็ค่อนข้างเชื่อฟังคำพูดของข้า เมื่อคืนเขาได้รู้เรื่องการแต่งงานก็ตอบรับด้วยความยินดี เมื่อแต่งงานแล้วคาดว่าพวกเจ้าสองคนจะต่างให้ความเคารพนบนอบกัน อยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่าได้อย่างแน่นอน ทำให้บุพเพที่สวรรค์ประทานในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี วันนี้เรียกเจ้ามาก็ไม่มีเรื่องอื่น นอกจากอยากจะถามความคิดเห็นของเจ้า ถ้าจะกำหนดวันแต่งงานในอีกสามเดือนข้างหน้าเจ้าเห็นเป็นอย่างไร”

เผยจี้เต็มไปด้วยความปลื้มปีติยินดี อยู่ต่อหน้าหลานสะใภ้ที่ตนพึงพอใจ ไม่เพียงชมเชยหลานชาย ยังช่วยปกปิดให้เขาอีกด้วย หลังจากกล่าวคำพูดเหล่านี้จบกลับเห็นเยี่ยซวี่อวี่เดินมาถึงเบื้องหน้า จากนั้นก็คุกเข่าลง กราบคำนับตนศีรษะจรดพื้นอย่างนอบน้อม

การกระทำเช่นนี้ของนางเป็นสิ่งที่เผยจี้คาดคิดไม่ถึง เขารีบลุกขึ้นเดินมา ยื่นมือไปประคองนางขึ้นด้วยตนเอง ปากก็ยิ้มบอก

“อีกไม่นานก็จะเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว เหตุใดต้องทำความเคารพเต็มรูปแบบเช่นนี้ รีบลุกขึ้นมา ตั้งแต่วันนี้ไปไม่ต้องเรียกข้าว่าเผยกงอีก เรียกตามเอ้อร์หลาง* ของบ้านเราว่าท่านลุงได้เลย”

เยี่ยซวี่อวี่ไม่ได้ลุกขึ้น “เยี่ยซวี่อวี่มิกล้า หลังจากมาถึงที่นี่ก็ได้รับความเมตตาจากเผยกง ดูแลทั่วทุกด้าน ปฏิบัติต่อข้าดียิ่งกว่าบุตรสาวแท้ๆ เยี่ยซวี่อวี่ซาบซึ้งใจยิ่งนัก วันนี้กลับมิอาจไม่ผิดต่อเจตนาที่ดีของเผยกง ข้าละอายใจไร้ที่จะหยัดยืน”

เผยจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พลันรู้สึกว่าไม่ถูกต้อง เขามองนางอย่างลังเล “เหตุใดเจ้าจึงกล่าวเช่นนี้”

“เยี่ยซวี่อวี่มาในครั้งนี้ จุดประสงค์หาใช่เพื่อแต่งงาน ทว่าต้องการมาเพื่อให้คำอธิบายแก่เผยกง และขออภัยโทษต่อเผยกง โปรดเลือกคู่ครองที่ดีให้คุณชายเผยใหม่ อย่าทำให้เรื่องสำคัญของครอบครัวต้องล่าช้าเพราะข้าเลยเจ้าค่ะ”

เผยจี้ตะลึงงัน เห็นนางกล่าวคำพูดนี้จบก็โขกศีรษะให้ตนอย่างนอบน้อมอีกครั้ง เป็นนานไม่ลุกขึ้น ท่าทีจริงจังยิ่ง เขาจึงได้สติกลับคืนมา

“เจ้าลุกขึ้นก่อน” เขายืนยันกับหญิงสาวตรงหน้าที่กำลังคุกเข่าให้ตนผู้นี้ “เยี่ยซวี่อวี่ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจุดประสงค์ที่เจ้ามาในครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อแต่งงาน แต่เพื่อยกเลิกข้อตกลง?”

“ใช่เจ้าค่ะ เผยกงได้โปรดให้อภัย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะยกโทษให้ข้า”

บรรยากาศในห้องหนังสือเปลี่ยนเป็นหนักอึ้งขึ้นมาทันที เผยจี้สองมือไพล่หลัง เดินช้าๆ อยู่ในห้องหลายก้าว

“เรื่องการแต่งงานในครั้งนี้แม้จะฉุกละหุกไปสักหน่อยจริงๆ แต่ท่านปู่ของเจ้ากับข้าก็หารือกันดีแล้ว เดิมข้าเข้าใจว่าเจ้าเองน่าจะยินดี หรือว่า…” เขาหยุดเดิน ก่อนมองมาทางหญิงสาวที่ยังคุกเข่าอยู่กับพื้นไม่ลุกขึ้น “เจ้าไม่ชอบใจหลานชายข้าตรงที่ใดถึงไม่อยากแต่งงานกับเขา เจ้าจงวางใจและบอกให้ข้ารู้ได้เลย ถ้าเป็นเรื่องเข้าใจผิดข้าจะช่วยคลี่คลายให้เจ้าเอง”

เยี่ยซวี่อวี่ส่ายศีรษะ “ไม่เกี่ยวกับหลานชายท่านแม้แต่น้อย ทั้งหมดเป็นความผิดของข้า ขอบอกอย่างไม่ปิดบัง ครั้งนี้ที่ข้ารับปากเรื่องการแต่งงานต่อหน้าท่านปู่ก็เพื่อให้ท่านปู่สบายใจ จะได้ไม่ห่วงพะวงไม่วางใจข้า หลังจากท่านปู่จากไปแล้วข้ามาที่นี่พบเผยกงก็ด้วยคิดว่าข้าควรมาให้คำอธิบาย ถ้าหากสามารถขอให้ท่านอภัยต่อหน้าได้ก็จะเป็นความโชคดีอย่างยิ่งของข้า”

“นี่…” เผยจี้หัวสมองอึงอล ชั่วขณะนั้นไม่รู้ควรจะพูดอะไรดี ได้แต่บิดเคราไม่หยุด เกือบจะบิดจนขาดไปเส้นหนึ่ง

“หลังจากมาที่นี่จึงพบว่าเพื่อข้าแล้ว ในจวนทั้งผู้น้อยผู้ใหญ่ต่างเอาใจใส่ข้าถึงเพียงนี้ ข้าตื่นตระหนกตกใจยิ่ง เพราะความเห็นแก่ตัวของตนเอง ข้าได้เหยียบย่ำความหวังดีนี้ ข้าไม่มีหน้าจะมาพบ ยิ่งไม่กล้าเอ่ยปาก แต่เมื่อลองคิดดูอีกครั้งการแต่งงานของหลานชายท่านเป็นเรื่องใหญ่ในชีวิต หากถูกข้าหลอกลวงปกปิดคลุมเครือไม่ชัดเจนเช่นนี้ ข้าไยมิใช่ยิ่งล่วงเกินมากขึ้น”

ในที่สุดเผยจี้ก็ตั้งสติได้บ้างแล้วจึงรีบบอก “ความคิดของเจ้า ข้าทราบแล้ว เจ้าวางใจเถอะ เจ้าทำไปด้วยความกตัญญู ข้าจะตำหนิเจ้าได้อย่างไร ทว่าแม้จะบอกว่าความตั้งใจเดิมของเจ้าก็เพื่อปลอบขวัญท่านปู่ แต่ในเมื่อมาแล้ว ถ้าเจ้าสามารถเปลี่ยนใจ เรื่องการแต่งงานเราก็ดำเนินไปตามเดิม เรื่องนี้เจ้ารู้ข้ารู้ ทางหลานชายข้า ข้าก็จะไม่บอก ถือเสียว่าไม่เคยมีเรื่องนี้เกิดขึ้น”

“ขอบคุณเผยกงที่อภัยให้ด้วยความโอบอ้อมอารี เยี่ยซวี่อวี่ซาบซึ้งใจเป็นที่สุด เพียงแต่ข้าเป็นจอกแหนที่ไร้ราก หลายปีก่อนถ้าไม่ใช่ท่านปู่รับมาเลี้ยงดู ข้าคงกลายเป็นผีโดดเดี่ยววิญญาณเร่ร่อนไปนานแล้ว เยี่ยซวี่อวี่รู้ตัวดีว่าไม่ใช่คนมีบุญวาสนา ไม่คู่ควรกับคุณชายเผยจริงๆ ไม่กล้าทำให้เขาเสียหาย เพียงขอให้เผยกงเห็นแก่หน้าท่านปู่ของข้า อภัยให้กับความผิดของข้าด้วยเจ้าค่ะ”

นางหมอบกราบอีกครั้ง หน้าผากแตะพื้นเป็นนานไม่เงยหน้าขึ้น

ด้วยประสบการณ์ชีวิตของเผยจี้ เวลานี้มีหรือจะมองไม่ออก

นางไม่ยินดีจะแต่งงานจริงๆ แม้เขาจะพึงพอใจในตัวหญิงสาวผู้นี้อย่างมาก แต่ก็จนใจที่นางไม่มีความประสงค์เช่นนั้น

เผยจี้นึกไปถึงเหตุการณ์ตอนพูดคุยกับหลานชายเมื่อคืน

เหตุใดเขาจะมองไม่ออก หลานชายเพียงเพราะต้องการจะคล้อยตามตน สุดท้ายถึงได้เปลี่ยนใจรับปากยอมแต่งงาน

เดิมเขาคิดว่าด้วยรูปลักษณ์และนิสัยของหญิงสาวผู้นี้ หลังแต่งงานไม่ต้องกังวลว่าหลานชายของเขาจะเปลี่ยนใจ ทั้งสองจะต้องรักใคร่กันดั่งฉินเซ่อสอดประสาน กลับไม่เคยคาดคิดว่าวันนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

เผยจี้มองเยี่ยซวี่อวี่ที่โขกศีรษะอยู่กับพื้นนิ่ง พักใหญ่จึงถอนหายใจยาว ล้มเลิกความตั้งใจอย่างสิ้นเชิง

บางทีนี่คงเป็นลิขิตสวรรค์ ทั้งสองไม่ได้รับการผูกโยงด้วยด้ายแดงจากเฒ่าจันทรา ดังนั้นไม่ว่าคนอื่นจะพยายามจับคู่อย่างไร สุดท้ายก็ได้แต่คว้าน้ำเหลว

เผยจี้รู้ว่าไม่มีทางพลิกสถานการณ์ได้แล้ว จำต้องก้าวเข้าไปประคองหญิงสาวที่ยังคุกเข่าอยู่กับพื้นขึ้นมา กล่าวปลอบใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ไม่เป็นไรๆ เจ้าอย่าตำหนิตนเอง ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องแต่งงานก็ล้มเลิกไปแล้วกัน”

ความรู้สึกซาบซึ้งในใจของเยี่ยซวี่อวี่ไม่อาจกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ เวลานี้สิ่งเดียวที่นางทำได้คือการค้อมคำนับอีกครั้ง แสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

เผยจี้ยิ้มบอก “เยี่ยซวี่อวี่ แม้เจ้าจะไม่ได้เป็นหลานสะใภ้ของข้า แต่ก็ไม่เป็นไร ข้าไม่มีบุตรสาว ไม่สู้รับเจ้าเป็นบุตรสาวบุญธรรมของข้า ต่อไปเจ้าก็อยู่ที่นี่อย่างสบายใจ ดีหรือไม่”

เยี่ยซวี่อวี่งุนงงแล้วค้อมคำนับอีกครั้ง “เผยกงรักและเมตตาเช่นนี้ เยี่ยซวี่อวี่ซาบซึ้งใจจนหลั่งน้ำตา เดิมแม้ความปรารถนายังไม่อาจได้มา แต่สิ่งที่ข้าพูดเมื่อครู่ไม่ใช่เรื่องเท็จ ข้ารู้ว่าชะตาชีวิตของข้ามีความโชคร้าย ไม่ใช่คนที่มีสิริมงคล ความเมตตาและความเวทนาสงสารของเผยกงในวันนี้เยี่ยซวี่อวี่จะจดจำไว้ในใจตลอดไป ชาติหน้าจะตอบแทนด้วยการผูกหญ้าคาบแหวน* อย่างแน่นอน”

เผยจี้นิ่งเงียบไปเล็กน้อยแล้วพยักหน้า “ก็ดี รับหรือไม่รับก็ไม่ต่างกัน แต่ท่านปู่ของเจ้าฝากฝังเจ้าไว้กับข้า ไม่ว่าอย่างไรที่นี่ก็คือบ้านของเจ้า เจ้าไม่ต้องมีความกังวลใดๆ อยู่ที่นี่ได้อย่างสบายใจ รอท่านปู่ของเจ้ามา เมื่อทำธุระเสร็จแล้วเขาย่อมมารับเจ้าที่นี่”

ครั้งนี้น้ำเสียงของเขาเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ

เยี่ยซวี่อวี่นึกถึงเงาด้านหลังของท่านปู่ที่จากไปตามลำพัง ขอบตาพลันร้อนผ่าว แต่ไม่ได้พูดอะไร เพียงยอบกายคารวะแล้วกล่าวขอบคุณ

“ขอบคุณเผยกง”

เผยจี้ยิ้มบอก “ดีๆ ที่ข้านี่ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว เจ้ากลับห้องไปเถิด จำไว้ว่าพักอยู่ให้สบายใจ อย่าเที่ยวคิดอะไรเหลวไหล”

“เยี่ยซวี่อวี่ขอตัวก่อน”

นางถอยหลังไปสองสามก้าวภายใต้การจ้องมองมาด้วยรอยยิ้มแฝงความอ่อนโยนมีเมตตาของเผยจี้ แล้วหมุนตัวเดินไปที่หน้าประตู ขณะเปิดประตูออกกำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูออกไปนางก็พลันหยุดชะงัก

นางเห็นตรงประตูลานฝั่งตรงข้ามมีคนเพิ่มขึ้นมาสองคน กำลังพูดคุยอยู่กับจู๋เอ๋อร์ อาจเพราะได้ยินเสียงเปิดประตูสองคนนั้นจึงหันหน้ามองมาพร้อมกัน

เป็นหลานชายของท่านผู้ว่าการเขตกับชาวหูผู้นั้นที่นางเห็นเมื่อเช้านี้ ไม่รู้เพราะเหตุใดพวกเขาสองคนจึงย้อนกลับมาในเวลานี้และบังเอิญพบกันที่นี่พอดี

จะหลบก็ไม่ทันแล้ว

สองคนนั้นก็เห็นนางแล้วและชะงักไปเช่นกัน

เยี่ยซวี่อวี่ก้าวออกจากธรณีประตู เดินเข้าไปใกล้ท่ามกลางสายตาที่จ้องมองมาของคนทั้งสอง นางยอบกายทำความเคารพเล็กน้อย จากนั้นก็เดินอ้อมไปทางด้านข้าง

“แม่นางน้อยรอบ่าวด้วย”

จู๋เอ๋อร์ทำความเคารพเผยเซียวหยวนกับเฉิงผิงอย่างเร่งรีบแล้วไล่ตามไป

“เมื่อครู่บ่าวกำลังรออยู่ที่นี่ เห็นคุณชายเผยกับผู้สูงศักดิ์จู่ๆ ก็ย้อนกลับมา บ่าวบอกว่าท่านยังอยู่กับท่านผู้ว่าการ เพิ่งพูดจบหันหน้าไปท่านก็ออกมาแล้ว…”

ทางด้านหลังเสียงซอยฝีเท้าไล่ตามของสาวใช้และเสียงพูดจ้อลอยมาเข้าหูของเผยเซียวหยวน สตรีผู้นั้นไม่ได้ส่งเสียง เขาเองก็ไม่ได้หันหน้าไปมอง

จากหางตาของเขา เพียงเวลาชั่วหนึ่งลมหายใจ กระโปรงสีแดงเพลิงนั่นก็หายลับไปจากสายตา

ฉับพลันนั้นหัวไหล่ของเขาก็ถูกกระแทกแรงๆ ทีหนึ่ง เขาไม่ทันระวังจึงซวนเซไปเล็กน้อยก่อนจะกลับมายืนมั่น หันมาก็เห็นเฉิงผิงเบี่ยงศีรษะ ใบหน้าทั้งดวงยื่นมาตรงหน้าเขา สายตาเต็มไปด้วยประกายริษยา

“ไม่มีความจริงใจเอาเสียเลย ข้าเกือบจะถูกเจ้าหลอกเอาเสียแล้ว นี่ก็คือเจ้าสาวที่เผยกงหมั้นหมายให้กับเจ้าใช่หรือไม่ สวรรค์! ได้ภรรยาเช่นนี้เจ้าถึงกับยังไม่ยินดี”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 12 มี.. 69

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: