X
    Categories: LOVEทดลองอ่านวงกตลายตะวัน

ทดลองอ่าน วงกตลายตะวัน บทที่4-บทที่5

หน้าที่แล้ว1 of 2

บทที่ 4

คลุมถุงชน

 

เช้าวันจันทร์ในอีกสองสัปดาห์ถัดมา พริมารู้สึกใจหายเมื่อมาถึงเอเจนซี่แอดดิกต์แล้วพบว่าข้าวของบนโต๊ะทำงานหนุ่มถูกเก็บไปหมดแล้ว

วันนี้แล้วสินะที่เธอจะได้ร่วมงานกับอาร์ตไดเร็กเตอร์คนใหม่ ไม่รู้วิเศษวิโสมาจากไหน พี่ตระการถึงได้ปกปิดเป็นความลับมาจนถึงวันนี้

เธอได้ยินชินทรพึมพำไม่หยุด อยากรู้ว่าใครคือสมาชิกคนใหม่ของทีมตั้งแต่เดินเข้ามาในออฟฟิศตอนเก้าโมง ต่างจากวอแวที่วันนี้ดูเคร่งขรึมผิดปกติ นั่งพลิกกระดาษหนังสือพิมพ์พลางจิบกาแฟร้อนอย่างใจเย็น คอยบอกชินทรให้หยุดตื่นเต้นได้แล้ว

“วันนี้พวกแกสองคนดูแปลกๆ” พริมาตั้งข้อสังเกต “ปกติแล้วคนที่จะต้องตื่นเต้นกว่าชาวบ้านจะเป็นไอ้แว ส่วนคนที่นิ่งกว่าจะเป็นไอ้ชิน แต่วันนี้คาแร็กเตอร์พวกแกดู…สลับกัน”

“ความจริงฉันก็เหมือนเดิมนะ เพียงแต่ไอ้แวมันดูสุขุมขึ้นก็เท่านั้น”

“เป็นการพลิกคาแร็กเตอร์ครั้งสำคัญของฉันเลยนะเว้ย…” วอแวลุกจากเก้าอี้ตั้งท่าเท้าเอวขยายความ “ด้วยกลยุทธ์รีแบรนดิ้ง* ตัวเองให้น่าสนใจ เผื่ออาร์ตไดฯ คนใหม่เป็นผู้หญิง จะได้สนใจผู้ชายมาดขรึมอย่างฉันไง หึๆ”

พริมายิ้มบางพลางส่ายหน้า “หูดำจริงๆ” ชั้นเชิงการต่อว่าของเธอทำเอาคนหน้าหม้อหน้าหงายนิดๆ “เป็นผู้ชายขึ้นมา แม่จะหัวเราะให้”

กระทั่งเวลาผ่านไปร่วมสองชั่วโมง อาร์ตไดเร็กเตอร์ใหม่ที่คนในทีมต่างเฝ้ารอกลับไม่ยอมปรากฏตัวเสียที และแทนที่พริมาจะเอาใจจดจ่อกับการสร้างสรรค์งานโฆษณาเพื่อให้การเดินทางของเข็มนาฬิกาผ่านไปอย่างคุ้มค่า เธอกลับเอาแต่นั่งจินตนาการว่าคู่หูคนใหม่เป็นคนแบบไหน ตัวตนของเขาน่าสนใจเพียงใด และที่สำคัญ…จะทำงานเข้าขากับเธอได้ดีหรือไม่

เป็นไปได้ไหมว่าอาร์ตไดเร็กเตอร์คนใหม่จะยังอยู่ที่แผนกทรัพยากรบุคคล หรืออาจจะกำลังคุยกับพี่ตระการอย่างถูกคอในห้องประชุมเล็กสักห้องหนึ่งภายในเอเจนซี่แล้ว

ไม่ถึงนาทีดี หัวหน้าครีเอทีฟที่พริมาเพิ่งนึกถึงพลันผลักบานประตูโผล่พรวดเข้ามาเรียกความสนใจจากครีเอทีฟทั้งห้อง พริมาหันไปมองอย่างประหลาดใจ เพราะแทนที่จะเห็นคู่หูคนใหม่ของเธอติดสอยห้อยตามมาด้วย กลับพบเพียงความว่างเปล่าดำรงอยู่ข้างกายพี่ตระการ

“อาร์ตไดฯ คนใหม่ยังไม่มาอีกเหรอ”

คำถามของพี่ตระการทำเอาพริมางุนงงไปหมด “ยังไม่เห็นเลยค่ะ พี่ตระการบอกให้มารอที่นี่เหรอคะ”

“จริงๆ พี่บอกให้ไปรอที่ห้องทำงานคุณศักดา แต่ไม่เห็นมาสักที เลยคิดว่าอาจจะแวะมาที่ห้องนี้ก่อน เพราะยังไงเจ้าแวกับเจ้าชินก็อยู่ที่นี่”

ยิ่งพี่ตระการพูดเช่นนั้นยิ่งทำให้พริมาสงสัยเข้าไปอีกขั้น

หรือว่าครีเอทีฟคนนั้น…จะรู้จักวอแวกับชินทร

“ผมกับไอ้ชิน…รู้จักด้วยเหรอครับ”

วอแวถามในสิ่งที่เธออยากรู้ทันที แต่กลับไม่ได้รับคำตอบ พริมาเห็นพี่ตระการเบนสายตามองนาฬิกาเรือนใหญ่บนผนัง แล้วหันมากำชับว่าหากอาร์ตไดเร็กเตอร์คนใหม่ปรากฏตัวในห้องนี้ ให้เธอ…วอแว…หรือชินทร…ใครสักคนก็ได้ในทีม A รีบติดต่อเขาทันที ก่อนจะหมุนตัวออกจากห้องทำงานแผนกครีเอทีฟอย่างรวดเร็ว ราวกับไม่ได้แวะเข้ามาตั้งแต่แรก

“แล้วจะรู้ได้ไงวะว่าเป็นใคร”

วอแวงุนงงกับท่าทีเหมือนมีลับลมคมในของคนเป็นหัวหน้า แต่พริมาคร้านจะสนใจ เธอปล่อยวางความอยากรู้ไว้ จัดการคว้าถ้วยอเมริกาโนร้อนของร้านตรานางเงือกไซเรนสองหาง แล้วเดินออกจากห้องตรงไปยังชั้นดาดฟ้าของอาคารสำนักงานสูงร่วมสี่สิบชั้น…สถานที่ประจำสำหรับนั่งจิบกาแฟยามเช้าของเธอ

หญิงสาวโปรดปรานความเงียบสงบของสวนสวรรค์ลอยฟ้าแห่งนี้มากเป็นพิเศษ เพราะทุกครั้งที่เครียดเรื่องงานพริมาจะขึ้นมานั่งให้ลมโชยอ่อนพัดผ่าน ทอดสายตามองพันธุ์ไม้เลื้อยประดับเหนือซุ้มไม้ระแนง ทั้งดอกช่อม่วงพวงครามงามตากับสร้อยอินทนิลระโยงระยางด้วยความรู้สึกผ่อนคลาย ปล่อยให้ความรู้สึกสบายใจโอบกอดเธอไว้ ไม่ให้ความกังวลใดๆ มาแผ้วพาน

ทว่าปล่อยสมองโล่งได้เพียงไม่นาน พริมาเริ่มใคร่ครวญถึงชีวิตการทำงานของเธอนับตั้งแต่ย้ายจากเอเจนซี่โฆษณาเก่ามาเริ่มงานที่แอดดิกต์เมื่อสี่ปีก่อน

แม้หลายคนจะมองว่าครีเอทีฟโฆษณาเป็นงานที่เต็มไปด้วยความเครียดและกดดันสูง แต่สำหรับเธอแล้วมันคือความท้าทาย เหมือนอย่างที่ฌานนท์เคยบอกเธอไว้…โฆษณาคือศิลปะแห่งการโน้มน้าวเพื่อเอาชนะใจ

และการเปลี่ยนใจคนนี่แหละ…คือสิ่งที่ยากที่สุดแล้ว

ขณะที่พริมากำลังนั่งคิดถึงฌานนท์ เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือของใครคนหนึ่งกลับดังขัดจังหวะความคิดของเธอ

หญิงสาวหันไปมองตามเสียง เห็นเพียงเจ้าของร่างสูงในชุดลายขวางสีขาวตัดกรมท่าคลุมทับด้วยเสื้อแขนยาวสีเทาเข้ม กางเกงยีนสีดำรับกับรองเท้าหนังแท้สีน้ำตาล กำลังนั่งไขว่ห้างกอดอกบนม้านั่งอีกตัวไม่ไกลจากจุดที่เธอนั่งนัก แว่นกันแดดดีไซน์ทันสมัยพรางดวงตาคู่นั้นจนพริมามองไม่ออกว่าเป็นใคร ดูเหมือนว่าเขาคนนั้นจะไม่ยี่หระกับเสียงโทรศัพท์ของตัวเองเลยสักนิด

จนกระทั่งมันดังขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง เธอเห็นเขาลอบถอนหายใจคล้ายรำคาญ กดรับสายในที่สุด

“ครับ…ทราบแล้วครับ…จะไปเดี๋ยวนี้ครับ…”

น้ำเสียงห้าวลึกของเขาช่างคุ้นหูเธอเหลือเกิน ชายหนุ่มตัดบทสนทนาจากปลายสาย ลุกจากม้านั่งตั้งท่าจะลงไปจากสวนสวรรค์ลอยฟ้า แต่ดันสะดุดเข้ากับสายตาเธอเสียก่อน

สวรรค์เล่นกลเหลือร้าย พริมานิ่งอึ้งไปเมื่อเห็นเขาค่อยๆ ถอดแว่นกันแดดออกจากใบหน้าหล่อสะอาด นัยน์ตาคมปลาบรับกับคิ้วหนาที่ขมวดเข้าหากัน บอกชัดถึงความฉงนว่าเธอมาอยู่ตรงหน้าเขาได้อย่างไร

“คุณ…มาทำอะไรที่นี่”

พริมาถามออกไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจ แต่ร่างสูงกลับไม่ยอมตอบ เลือกก้าวเข้ามาประชิดพริมาอย่างรวดเร็วจนเธอต้องถอยหลังชิดติดขอบรั้วกระจกหนาของดาดฟ้า จ้องเขากลับด้วยสายตาไม่วางใจ ชายหนุ่มเลื่อนสายตาจากใบหน้าเธอลงมายังป้ายบัตรพนักงานที่ห้อยคอเธออยู่ เขาคงเห็นชื่อ นามสกุล ตำแหน่งงาน และชื่อที่ทำงานเธอเข้าแล้ว ถึงได้ขยับยิ้มยียวนที่มุมปากแฝงรอยขบขันในโชคชะตาเช่นนี้

“คนเรานี่ก็แปลก คนที่อยากเจอกลับไม่ได้เจอ แต่คนที่ไม่อยากเจอ ทำไมถึงได้เจอบ่อยนักก็ไม่รู้”

“คุณคิดว่าฉันอยากเจอคุณนักเหรอ”

“ก็ไม่นี่”

“รู้ไว้อย่างงั้นก็ดี”

“โทษทีนะ บังเอิญผมต้องรีบไป ไม่มีเวลามาต่อล้อต่อเถียงด้วย หวังว่าเจอกันคราวหน้า คุณจะพูดจาน่ารักกว่านี้” ชายหนุ่มกระตุกยิ้มอย่างมีเลศนัย

ทำไมอินทัชต้องใช้คำว่า ‘คราวหน้า’ ด้วย

เธอไม่ได้อยากเจอเขาอีกสักหน่อย!

 

พอพริมากลับมาถึงห้องทำงานแผนกครีเอทีฟ หญิงสาวกลับเป็นฝ่ายหน้าหงายเมื่อเห็น ‘คนที่เธอไม่อยากเจออีกครั้งในคราวหน้า’ กำลังยืนอยู่ตรงหน้า…สนทนากับวอแว ชินทร และพี่ตระการอย่างออกรส

ไม่จริง พริมาบอกตัวเอง บางทีอินทัชอาจแค่รู้จักสามคนนี้แล้วแวะเวียนมาทักทายเท่านั้น

ไม่มีทางเป็นอย่างที่เธอกลัวแน่นอน

“อ้าว ไอ้พริม นึกว่าหายไปไหน กำลังจะโทรตามอยู่พอดี”

วอแวกวักมือเรียกพริมาให้รีบเข้ามาสมทบเป็นการใหญ่ หญิงสาวจำต้องก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูงของผู้ชายทั้งสี่คนอย่างยากเย็น เธอเห็นอินทัชขยับอิริยาบถยกแขนขึ้นกอดอกปกป้องระยะห่าง พลางชำเลืองตอบราวกับรับรู้ได้ถึงความผิดปกติในสายตาเธอเข้าแล้ว

“พริม นี่อินทัชนะ…เรียกว่าแทนก็ได้” การแนะนำอีกฝ่ายอย่างเป็นทางการแบบนี้ของพี่ตระการคล้ายส่งสัญญาณบางอย่างแก่พริมาว่า… “แทนจะมาเป็นอาร์ตไดฯ คนใหม่ของที่นี่”

พริมาทำได้เพียงยืนอึ้ง พูดอะไรไม่ออก เมื่อความจริงที่เธอกลัวถือโอกาสเปิดตัวต่อหน้าเธอในที่สุด

“ส่วนแทน…นี่พริมา เรียกว่าพริมเฉยๆ ก็ได้ เป็นก๊อปปี้ฯ คู่เรา”

เดี๋ยวก่อน…เมื่อครู่นี้พี่ตระการว่าไงนะ

“ยินดีที่ได้รู้จัก” อินทัชยื่นมือขวาออกมาหลังพี่ตระการจบบทเกริ่นนำ พริมาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเผลอจ้องมือหนาของเขาไปกี่อึดใจ กว่าจะเคลื่อนมือตัวเองมากระชับแบบขอไปที สายตาของเขาส่งตอบข้อมูลถึงเธอราวกับรู้ดีว่าเขาและเธอควรแสดงออกต่อหน้าทุกคนเหมือนไม่เคยพบกันมาก่อน

“ยินดีที่ได้รู้จัก” เธอตอบไปเช่นนั้นทั้งที่ในใจไม่ใคร่จะยินดีอย่างที่ปากว่านัก แต่ดูเหมือนท่าทางผิดปกตินิดๆ ของเธอและอินทัชไม่อาจรอดพ้นสายตาแหลมคมของชินทรไปได้

“พวกแกสองคน…เคยเจอกันมาก่อนเหรอ”

“เปล่านี่!” พริมากับอินทัชประสานเสียงโดยมิได้นัดหมาย

โชคดีที่เมื่อหลายวันก่อนตอนพริมาเล่าให้ชินทรกับวอแวฟังถึงเหตุการณ์งานเลี้ยงรุ่นชวนปวดหัว เธอไม่ได้เผลอหลุดพูดชื่อแฟนเก่าของเพียงแพรออกไปด้วย

“แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไอ้พริมอาจยังไม่รู้” จู่ๆ วอแวก็เปิดประเด็นใหม่ชวนสงสัยกลางวง

“เรื่องอะไร” พริมาถามกลับด้วยน้ำเสียงไม่ได้คาดหวังคำตอบอันน่าตื่นเต้นเท่าไรนัก เพราะแค่เรื่องอินทัชเป็นคู่หูใหม่ของเธอก็ใหญ่เกินพอจะรับมือแล้ว

“ไอ้แทน…คือเพื่อนฉันกับไอ้ชินตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม”

มิน่าเล่า ถึงได้ดูสนิทสนมกันนัก

“แต่นั่นยังไม่ใช่ไฮไลต์…” วอแวชูนิ้วชี้ว่าต่อ “เพราะความจริงแล้ว ไอ้แทนไม่ได้เป็นแค่อาร์ตไดเร็กเตอร์อย่างเดียว…”

พริมาหันไปมองอินทัช ไม่ได้เป็นแค่อาร์ตไดฯ แล้วจะเป็นอะไรอีกล่ะคราวนี้

“…แต่ยังเป็นนายน้อยของแอดดิกต์อีกด้วย” วอแวประกาศเปิดตัวเสียงดังลั่นห้องจนครีเอทีฟคนอื่นๆ ได้ยินสถานะที่แท้จริงของอินทัชแล้วเกิดอาการนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน ต่างละสายตาจากงานตรงหน้าในฉับพลัน หันมามองอินทัชเป็นตาเดียว

“นายน้อยของแอดดิกต์? หมายความว่า…” พริมาพยายามจับต้นชนปลาย ในใจเอาแต่ภาวนาว่าขออย่าให้เป็นอย่างที่เธอคิดเลย

“ใช่ เป็นอย่างที่แกคิดนั่นแหละ นามสกุลของไอ้แทนก็คือเจนนุรักษ์ ทายซิ…ลูกใครเอ่ย”

ศักดา เจนนุรักษ์

ไม่จริง เป็นไปไม่ได้!

“บิงโก!” วอแวดีดนิ้วแล้วชี้ไปที่พริมา “อึ้งไปเลยล่ะสิ หึๆ”

“นี่แกจะป่าวประกาศบอกให้ทุกคนในโลกรู้เลยใช่มั้ย” อินทัชต่อว่า ท่าทีของเขาดูเหมือนไม่อยากเปิดเผยตัวตนให้คนในเอเจนซี่รู้นักว่าเขาเป็นลูกชายของคุณศักดา แต่วอแวหาสำนึกไม่

“อ้าว ก็มันเป็นความจริงนี่ ช้าเร็วทุกคนก็ต้องรู้อยู่ดีว่าแกเป็นลูกคุณศักดา แล้วการที่ลูกชายกลับมาช่วยงานพ่อหลังไปร่ำเรียนทำงานที่นิวยอร์กมานานก็เป็นเรื่องน่าชื่นชมไม่ใช่เหรอวะ ใช่ไหมครับพี่ตระการ”

คนถูกถามยิ้มบางๆ “ถูกของวอแวมัน ยังไงคนในเอเจนซี่แอดดิกต์ก็ต้องรู้อยู่ดีว่าแทนเป็นใคร แต่ตอนนี้ไปพบคุณศักดาก่อนดีกว่า คงนั่งรอเราอยู่ที่ห้องนานแล้ว”

 

ทว่าทันทีที่อินทัชเข้ามาพบผู้เป็นทั้งพ่อและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอเจนซี่แอดดิกต์ เจ้าของห้องพลันวางแก้วไวน์แดงรสนุ่มคอลงบนโต๊ะทำงาน กล่าวต้อนรับการกลับมาของลูกชายอย่างอบอุ่นว่า

“กลับมาถึงกรุงเทพฯ ตั้งนาน เพิ่งจะโผล่หัวมาให้ฉันเห็นเนี่ยนะ!”

ไม่ผิดจากที่อินทัชคาดไว้นัก น้ำเสียงของพ่อเย็นชาเหมือนเช่นทุกครั้ง

“มันสำคัญด้วยเหรอครับ แค่กลับมาเริ่มงานตามที่พ่อบอก…ก็น่าจะพอแล้ว”

“อย่ามายอกย้อน!” พ่อลุกพรวดจากเก้าอี้ตบโต๊ะทำงานตวาดดังลั่นห้อง สายตาของพ่อสะท้อนจัดราวกับเพิ่งนึกได้ว่าคงไม่ใช่เรื่องดีนักหากพนักงานที่เดินผ่านหน้าห้องไปมาได้ยินพ่อขึ้นเสียงตำหนิลูกชายในฐานะพนักงานใหม่ เจ้าของผมสีดอกเลาจึงแค่นเสียงพูดเบาลง ทว่านัยน์ตาพญาเหยี่ยวยังฉายแววคุกรุ่นเปี่ยมโทสะ “แก…อย่าทะนงตัวให้มันมากนัก รู้ไว้ซะ ถ้าแกไม่มีฉัน แกก็ไม่มีวันได้มายืนถึงจุดนี้!”

อินทัชได้ยินแล้วถึงกับชักสีหน้าอย่างห้ามไม่ได้ “พ่อกำลังทวงบุญคุณผมอยู่สินะ”

“…”

“ไม่ว่าพ่อจะลงทุนอะไรไป ดูเหมือนจะหวังผลตอบแทนไปเสียทุกอย่าง”

“หยุดต่อปากต่อคำได้แล้วอินทัช…”

“ความช่วยเหลือจากพ่อ ผมรู้สึกซาบซึ้งใจจริงๆ แต่ถ้าจะให้ดีกว่านี้ หยุดยุ่งกับชีวิตผมเสียที จะถือเป็นพระคุณอย่างสูง”

“จะให้ฉันเลิกยุ่งกับแกเนี่ยนะ! หึ แกก็รู้ว่าวงการโฆษณา…เสือสิงห์กระทิงแรดมันเยอะแค่ไหน เขี้ยวเล็บแกยังไม่คมพอจะไปสู้ใครได้ ฉันเรียกแกกลับกรุงเทพฯ เพราะอยากเห็นแกเป็นพระเอกของเรื่องบ้าง ไม่ใช่ตัวประกอบเหมือนตอนอยู่นิวยอร์ก เพราะฉะนั้น…ทำตามที่ฉันสั่ง อย่าคิดวิ่งนอกลู่ที่ฉันขีดไว้เป็นอันขาด!”

อินทัชหัวเราะในลำคอคล้ายเยาะ “แปลกนะครับ ที่ผ่านมาพ่อสอนให้ผมคิดนอกกรอบมาตลอด แต่ทำไมคราวนี้ถึงอยากให้ผมวิ่งบนลู่ที่พ่อขีดไว้เสียเอง”

พ่อถอนหายใจยาวยืด ยกมือขึ้นลูบหน้าโบกมือขอให้เขารีบออกไปจากห้อง “แก…ออกไปได้แล้ว แล้วอย่าทำอะไรไม่ได้เรื่องให้คนอื่นเขานินทาว่าแกมันก็ดีแต่พึ่งบารมีฉัน”

น้ำเสียงแดกดันของคนเป็นทั้งพ่อและนายทำเอาอินทัชพูดไม่ออกไปชั่วอึดใจใหญ่ ชายหนุ่มจำต้องกล้ำกลืนความเจ็บช้ำลงคอ ก่อนจะก้าวออกจากห้องไปพร้อมเสียงปิดประตูดังปังสนั่นเอเจนซี่

* รีแบรนดิ้ง (Rebranding) หนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อสร้างชื่อใหม่ เครื่องหมายทางการค้า (แบรนด์) ใหม่ๆ หรือกำหนดภาพลักษณ์ใหม่ๆ ในใจผู้บริโภค เพื่อความอยู่รอดของแบรนด์ ต้องการสร้างกระแส หรือกำจัดจุดอ่อนที่พบ

 

 

บทที่ 5

หย่าตอนนี้เลยได้ไหม

 

ช่วงบ่ายวันถัดมา วอแวที่ดูเหมือนจะตื่นเต้นกว่าใครกับการปรากฏตัวของอินทัชเมื่อวานกลับโอดครวญกลางห้องประชุมย่อยห้องหนึ่งของเอเจนซี่แอดดิกต์ว่า

“ฉัน…ไม่น่าบอกทุกคนเลยว่าไอ้แทนเป็นลูกชายคุณศักดา”

“ช้าเร็วทุกคนก็ต้องรู้เรื่องนี้อยู่ดี แกเป็นคนพูดเองไม่ใช่เรอะ” ชินทรถามปนขำ

“ก็ไม่รู้นี่หว่าว่ามันจะส่งผลกระทบทางลบกับฉันขนาดนี้ น้องกิ๊ฟต์ น้องแนน น้องเปิ้ล…เออีที่ฉันกำลังคุยด้วยก็เอาแต่ถามถึงไอ้แทนมัน”

“ถ้าแกดีจริง ทั้งน้องกิ๊ฟต์ น้องแนน น้องเปิ้ลก็คงไม่พาเหรดเปลี่ยนใจไปชอบไอ้แทนแทนแกหรอก”

“ไอ้ชิน นี่แกอยู่แผนกครีเอทีฟหรือแผนกซ้ำเติมกันแน่วะ แดกดันกันจริง”

คนอยู่แผนกซ้ำเติมหัวเราะชอบใจ ก่อนจะหันไปถามคนถูกพาดพิงที่ยังคงนั่งนิ่งข้างพริมา “ไอ้แทน ไม่พูดอะไรหน่อยเหรอวะ”

“ไม่เห็นต้องพูดอะไรเลยนี่”

ท่าทีนิ่งขรึมของอินทัชทำพริมานึกหมั่นไส้ หญิงสาวชำเลืองมองชายหนุ่มด้วยหางตา ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอกับเขาต้องมาเป็นคู่หูอาร์ตไดเร็กเตอร์-ก๊อปปี้ไรเตอร์กันจริงๆ

เมื่อวานเธอกับเขาเอ่ยปากคุยกันแทบจะนับคำได้ ไม่ต้องให้หมอดูชื่อดังช่วยฟันธง พริมาก็พอจะเดาออกว่าความสัมพันธ์เรื่องงานระหว่างเธอกับอินทัชในอนาคตจะออกหัวหรือออกก้อย ใจไพล่นึกย้อนถึงบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างเธอกับเพียงแพรหลังเลิกงานเมื่อคืน

‘ทำไมแกไม่ยอมบอกฉันว่าแฟนเก่าแกเป็นลูกเจ้านายฉัน’

‘ฉันก็เพิ่งนึกออกตอนแกบอกนี่แหละ’

‘อยากจะบ้าตาย ทำไมถึงได้ซวยซ้ำซวยซ้อนแบบนี้วะ’

บานประตูห้องประชุมถูกเปิดกว้างขัดจังหวะความคิดของพริมา พี่ตระการก้าวเข้ามาเป็นคนแรก ตามด้วยปีย์รกาและบารมี ทั้งสามคนเพิ่งกลับมาถึงแอดดิกต์หลังร่วมรับฟังโจทย์โฆษณาที่บริษัทคอนเนคต์แอนด์ลิงก์ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าเมื่อช่วงเช้า พี่ตระการเป็นฝ่ายแนะนำให้อินทัชได้รู้จักกับปีย์รกาและบารมีในฐานะผู้อำนวยการแผนกเออีและวางแผนกลยุทธ์ พริมาสังเกตเห็นว่าอินทัชยกมือไหว้แบบพอเป็นพิธี ไม่ได้มีท่าทีกระตือรือร้นว่าอยากร่วมงานกับรุ่นพี่ซึ่งเป็นถึงผู้อำนวยการแผนกสองเสาหลักของเอเจนซี่ที่พ่อเขาสร้างขึ้นเลยสักนิด

“สัปดาห์หน้า คอนเนคต์แอนด์ลิงก์จะเปิดให้เอเจนซี่โฆษณาสามเจ้าร่วมพิตช์* งานแข่งกันนำเสนอแคมเปญโฆษณาตัวใหม่ ไอเดียเอเจนซี่ไหนดี ถูกใจลูกค้ามากที่สุด ก็รับงานนี้ไป” พี่ตระการเริ่มต้นเล่ารายละเอียดเพื่อนำไปสู่การประชุมระดมไอเดียต่อจากนี้

“แล้วอีกสองเอเจนซี่เป็นที่ไหนบ้างคะ” พริมาถามถึงคู่แข่ง

“ที่รู้ตอนนี้ก็มีเอเจนซี่ไฟน์เดย์ที่เดียว” พี่ตระการบอก “การพิตช์งานแข่งกันครั้งที่ผ่านๆ มา เราสามารถเอาชนะไฟน์เดย์มาได้อย่างกินขาด ครั้งนี้น่าจะเอาชนะได้ไม่ยาก”

ทั้งพริมา วอแว และชินทรพยักหน้าเห็นด้วย ทั้งสามเคยประมือกับเอเจนซี่ไฟน์เดย์มาแล้วในการเสนอตัวเป็นเอเจนซี่รับผิดชอบแคมเปญโฆษณาเปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่นบอร์นทูบีฟรีของค่ายรถญี่ปุ่นเมื่อเดือนก่อน

“อย่าเพิ่งได้ใจไป เรายังไม่รู้เลยว่าคู่แข่งอีกรายเป็นใคร” บารมีหัวหน้าแผนกวางแผนกลยุทธ์เตือน

“จริงอย่างที่หมีว่า” พี่ตระการเห็นด้วย ก่อนจะหันไปยักคิ้วส่งสัญญาณให้ปีย์รกา “เริ่มเลยเจ๊ไก่”

ปีย์รกาในฐานะหัวหน้าแผนกเออีจึงเริ่มเล่าโจทย์โฆษณาให้คนในทีมฟัง “ตั้งแต่เปิดให้บริการมา ผู้โดยสารรถไฟฟ้าของบริษัทคอนเนคต์แอนด์ลิงก์มีน้อยมากจนประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ทั้งที่คาดหวังว่าเส้นทางเชื่อมต่อสนามบินสู่ใจกลางเมืองจะทำรายได้ให้กับบริษัทมากกว่านี้”

สมาชิกในห้องต่างเสนอความเห็นเกี่ยวกับโจทย์นี้อย่างกระตือรือร้น ไอเดียฟุ้งในอากาศมากเสียจนไม่รู้ว่าควรหยิบไอเดียไหนมาพัฒนาต่อให้ตรงใจลูกค้า

เว้นก็แต่อินทัชที่ยังคงนั่งนิ่ง

เมื่อเห็นว่าอินทัชยังไม่มีส่วนร่วมกับการประชุมนัก พี่ตระการจึงหันมาถามเพื่อดึงเขาสู่บทสนทนาระดมสมอง ราวกับไม่อยากให้คนอื่นๆ ตำหนิเขาในใจว่านี่น่ะหรือ…ลูกชายของศักดาเจ้าของฉายาศาสดาโฆษณาเมืองไทย

แต่แทนที่อินทัชจะแสดงศักยภาพความเป็นครีเอทีฟไฟแรงนำเข้าจากแดนมะกันให้ทุกคนได้ชื่นชม เขากลับขยับยิ้มยกมุมปาก เริ่มต้นพูดจาประชดประชันสมาชิกในห้องประชุมเสียนี่

“ตั้งใจทำงานกันขนาดนี้ คุณศักดาเห็นเข้าคงปลื้มน่าดู”

พริมาเห็นชัดว่าอินทัชจงใจกวาดสายตาเหมือนกำลังดูแคลนความตั้งใจของทุกคนตรงหน้ากระทั่งมาหยุดที่เธอ นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นกำลังเพ่งเป้ายิงคำถามสำคัญว่าทำไมเธอและทุกคนถึงได้ทุ่มเทกายใจให้กับเอเจนซี่แอดดิกต์ขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่เอเจนซี่ของครอบครัวเธอสักหน่อย หญิงสาวมั่นใจว่าอ่านใจเขาไม่ผิดแน่

“ก็ต้องปลื้มอยู่แล้วล่ะครับ พวกเราทำงานที่แอดดิกต์มานานจนรู้สึกผูกพันยิ่งกว่าคนในครอบครัว ต้องขอบคุณคุณศักดาด้วยซ้ำที่ให้โอกาสพวกเราได้ทำงานที่รักแบบนี้” พริมาสัมผัสได้ถึงน้ำเสียงของบารมีที่เจือแววไม่พอใจคำพูดกินนัยของอินทัชอยู่นิดๆ แต่อินทัชหาได้สนใจไม่ เขายกมือขึ้นกอดอกเอนกายพิงพนักเก้าอี้ตอบบารมีไปว่า

“โอกาสงั้นเหรอ น่าขำสิ้นดี”

พริมาสัมผัสได้ถึงเค้าเมฆครึ้มปกคลุมไปทั่วห้อง พอเห็นอินทัชแสยะยิ้มแค่นหัวเราะร้ายออกมา หญิงสาวจึงไม่อาจซุกความไม่พอใจไว้ใต้พรมได้อีกต่อไป

“คุณเห็นความตั้งใจของคนอื่นเป็นเรื่องตลกได้ไง?!”

“พริม ใจเย็น…” พี่ตระการอาสาเข้ามาเป็นกรรมการห้ามมวย พริมาหันไปมองหัวหน้าทีมราวกับไม่เคยเห็น เขาบอกว่าคนที่ควรใจเย็นเป็นเธอ ไม่ใช่อินทัชอย่างนั้นหรือ

“เอาเป็นว่าแค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวแยกย้ายกันไปคิดงานแล้วมานำเสนอพรุ่งนี้เช้า โอเคตามนี้นะ พี่ต้องไปประชุมอีกห้องต่อ” พี่ตระการจัดการรวบรัดตัดบทจบแล้วลุกออกไปจากห้องทันที จนคนอื่นๆ ได้แต่มองตาม ก่อนจะทยอยออกจากห้องประชุมจนหมด เหลือก็แต่พริมาและอินทัชที่ยังคงทำสงครามเย็นจ้องตากันชนิดไม่มีใครยอมใคร กระทั่งอินทัชเป็นฝ่ายยอมแพ้ ถอนสายตาจากพริมาชิงจังหวะก้าวออกไปจากห้อง

“คุณจะไปไหน?!”

อินทัชชะงักค้าง หันมามองพริมาอย่างไม่สบอารมณ์ “ผมต้องรายงานคุณทุกเรื่องเลยรึไง”

“เพราะฉันรู้ว่าคุณกำลังจะไปไหนน่ะสิ”

“งั้นเหรอ ไหนบอกมาซิว่าเป็นที่ไหน”

“คุณอยากเจอแพร แต่แพรคงไม่อยากเจอคุณ”

อินทัชนิ่งไป มองพริมาราวกับไม่เคยเห็น

“ตอนประชุมคุณเอาแต่จ้องมือถือดูรูปแพร แถมยังพลิกข้อมือดูนาฬิกาบ่อยๆ ที่คุณไม่ยอมเสนอไอเดีย ไม่ใช่เพราะคุณไม่มี แต่เป็นเพราะคุณไม่อยากพูด เพราะมันจะทำให้คุณเสียเวลาไปหาแพรช้าลงต่างหาก”

“เก่งจริงๆ คุณอ่านออกทุกอย่างเลยแฮะ คราวนี้ปล่อยผมไปได้รึยัง”

“ฉันรู้ว่านี่ไม่ใช่กงการอะไรของฉัน แต่คุณอย่าลืมสิว่าเรายังต้องทำงานด้วยกัน”

“พูดจบรึยัง ผมจะได้ไปเสียที”

“ฉันพูดขนาดนี้ คุณยังจะไปหาแพรอยู่อีกเหรอ”

“คุณหึงผมสิท่า”

“หา?!” พริมาอึ้งงัน “ฉันเนี่ยนะ หึงคุณ?”

“ถ้างั้นก็หยุดเซ้าซี้ซะที ผมสัญญาว่าจะรีบไปหาแพรแล้วรีบกลับมาหาคุณ” อินทัชกระตุกยิ้มยียวนที่มุมปาก แล้วเดินออกจากห้องโดยพลัน ทว่าคำถามที่ดังไล่หลังจากเธอนั้นกลับทำชายหนุ่มชะงักกึก…นิ่งงันในทันใด

“คุณมาทำอะไรที่นี่กันแน่?!”

อินทัชหน้านิ่ว หันขวับมาจ้องพริมาอย่างเอาเรื่อง

“ถ้าคุณเป็นเด็กใหม่ คงถูกไล่ตะเพิดไปนานแล้ว แต่เพราะว่าคุณเป็นลูก…” พริมาขอบคุณตัวเองที่ยั้งปากไว้ทัน แต่ที่อดไม่ได้นั้นคืออาการถอนหายใจอย่างระอา “นี่คุณ…อยากเป็นครีเอทีฟจริงๆ เหรอ”

อินทัชนิ่งงัน ไม่ยอมตอบคำถามนั้น ทว่าสิ่งที่เขาทำกลับเป็นการยื่นข้อเสนอชวนตอบตกลงให้เธอโดยไม่ทันตั้งตัว

“เราสองคน…น่าจะลองเปลี่ยนคู่ดู”

พริมาได้ยินอย่างนั้นพลันเปล่งเสียงหัวเราะออกมาคล้ายไม่อยากเชื่อเจือด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งขำขันและไม่วายดูถูกเขา “ว้าว! ไอเดียนี้เจ๋งสุดๆ เลยแฮะ ทำไมไม่พูดตอนประชุมเมื่อกี้ล่ะ ถ้าคุณพูดนะ…ฉันจะยกมือเห็นด้วยเป็นคนแรกเลย”

“นี่ผมเอาจริงนะ”

“ฉันก็ไม่ได้พูดเล่นนี่”

“ดี เตรียมตัวไว้ได้เลย วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่ผมกับคุณทำงานคู่กัน!” อินทัชพูดจบไม่ทันขาดคำพลันก้าวฉับพ้นห้องประชุม

“เดี๋ยวก่อนสิคุณ…”

ไม่ทันแล้ว อินทัชสนใจฟังเธอเสียที่ไหนกันเล่า

และทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่พริมาคาด เพียงแพรส่งข้อความมาบอกว่าอินทัชไปหาเธอถึงร้านเสื้อ ปล่อยให้พริมาไปพบแสงวิทย์ ลูกค้าเอเจนซี่แอดดิกต์ผู้เป็นเจ้าของร้านขายโคมไฟยี่ห้อไบรเทนในช่วงบ่ายเพียงลำพัง

หลังคุยรายละเอียดแผนงานสร้างสรรค์โฆษณาถึงบ่ายสี่โมงเย็นและนัดหมายกับแสงวิทย์เพื่อหารือกันเพิ่มเติมในวันอื่นเป็นที่เรียบร้อย พริมาจึงเดินทางกลับออฟฟิศเพื่อเข้าไปนั่งคิดงานต่อ และตั้งใจว่าจะแวะซื้อหนังสือแปลเล่มใหม่ของนักเขียนชาวญี่ปุ่นในดวงใจที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ออฟฟิศก่อนกลับบ้าน

ทว่าก๊อปปี้ไรเตอร์สาวทิ้งตัวนั่งเก้าอี้ทำงานได้ไม่ทันไร อินทัชกลับหุนหันเปิดปิดประตูเสียงดังเรียกความสนใจจากครีเอทีฟในห้อง แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ข้างๆ เธอ ชายหนุ่มไม่พูดไม่จา จับดินสอเปิดสมุดสเก็ตช์ไอเดียคู่กาย จ้องมองหน้ากระดาษด้วยสายตาว่างเปล่าเกินกว่าจะหยั่งรู้ได้ว่าเผชิญสถานการณ์ใดมา พริมาไม่รู้เลยว่าฝีมือการสร้างสรรค์งานโฆษณาของเขาดีขั้นไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เธอมั่นใจว่าเขาเก่งมากๆ คือการเรียกร้องความสนใจจากคนอย่างเธอด้วยท่าทีชวนให้พิศวงในทุกๆ ครั้ง

“คุณ…”

แววตาของเขาเลื่อนลอยเกินกว่าจะระบุได้ว่าอยากคุยกับใคร

“คุณเรียกฉันเหรอ” พริมาถาม

เขาไม่ชี้ชัดว่าใช่เธอหรือไม่ เอาแต่พูดขึ้นว่า “ถ้าคุณ…พลาดรถไฟเที่ยวที่อยากขึ้นมากที่สุด คุณจะทำยังไง”

คำถามของเขาคาดหวังคำตอบแบบนักปราชญ์หรือเปล่า บางที…อาจจะเกี่ยวข้องกับเพียงแพร

“ถ้าเป็นฉัน ฉันจะรอเที่ยวถัดไป”

“ทำไม” อินทัชขยับใบหน้าคมคายหันมามองเธอตรงๆ ท่าทีของเขาดูตั้งใจฟังจนพริมาชักทำตัวไม่ถูก ทั้งที่เมื่อเช้าเธอกับเขาเพิ่งจะทะเลาะกันแท้ๆ

“ในเมื่อเราขึ้นไม่ทัน ก็ต้องถามตัวเองว่าเป็นเพราะเรามาช้าเอง หรือมัวแต่สนใจอย่างอื่นจนลืมเวลารึเปล่า บางที…ถ้าเราปล่อยวาง รอขึ้นขบวนถัดไป อาจจะได้เจอสิ่งใหม่ที่ไม่คาดฝันก็ได้”

พริมาเห็นอินทัชถอนหายใจด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ความเงียบปกคลุมบทสนทนาระหว่างเขาและเธอหลายอึดใจ ก่อนที่พริมาจะตัดสินใจถามออกไป

“ว่าแต่…คุณถามทำไมเหรอ”

“ก็แค่…อยากได้คนยืนยันอะไรบางอย่าง”

หญิงสาวเห็นชายหนุ่มกลืนความรู้สึกฝืดเคืองลงคอ เขาปิดสมุดตรงหน้าแล้วลุกจากเก้าอี้ คว้ากระเป๋าสะพายออกไปจากห้องแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

เป็นอีกครั้งที่เธอรั้งเขาไว้เพื่อบอกเรื่องสำคัญไม่ทันอีกแล้ว

 

“นี่ทุกคน…มีใครรู้จักอาร์ตไดเร็กเตอร์ที่ชื่อวาริศ อิสราบ้าง”

พริมาได้ยินเสียงบารมีถามถึงครีเอทีฟคนหนึ่งขณะจ้องเก้าอี้ว่างตัวข้างๆ ที่ทุกคนในห้องประชุมย่อยจงใจเว้นไว้ให้คู่หูเธอ ทั้งที่ชื่อของเขาคนนั้นพอจะคุ้นหูเธออยู่บ้าง แต่หญิงสาวไม่ใคร่สนใจตอบคำถามนักเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ประกอบกับเธอเองยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาคนชื่อวาริศอย่างชัดเจนจากบทสัมภาษณ์ในนิตยสารหรือสื่อออนไลน์ไหนมาก่อน นาทีนั้นเธอเอาแต่ครุ่นคิดว่าอินทัชหายไปไหน ทั้งที่ใกล้จะได้เวลาประชุมความคืบหน้าเกี่ยวกับไอเดียโฆษณารถไฟฟ้า หลังพี่ตระการสั่งให้ครีเอทีฟลูกทีมทั้งสี่คนแยกย้ายกันไปคิดแล้วนำมาเสนอในเช้าวันนี้

“เมื่อกี้พี่หมีพูดถึงใครนะ” วอแวที่ยังงัวเงียจากการตื่นแต่เช้าหันไปถาม พอพริมาปรายสายตาไปมองก็เห็นว่าบารมีกำลังนั่งไขว่ห้างปิดหน้านิตยสารหัวนอกเกี่ยวกับวงการออกแบบลงทันที

“เฮ้อ ช่างมันเถอะ” บารมีถอนหายใจ หมดความสงสัยโดยพลันเมื่อเห็นดวงตาปรือๆ ของคนโหยหาเวลานอน

“พี่ตระการคะ ทำไม…อาร์ตไดฯ ที่ทำคู่พริมถึงต้องเป็นเขาด้วยคะ” พริมาหันไปถามคนเป็นหัวหน้าทีมซึ่งกำลังกวาดสายตาอ่านพาดหัวข่าวบนหนังสือพิมพ์ธุรกิจอย่างรวดเร็ว

“ทำไม มีปัญหาอะไรรึเปล่า” พี่ตระการถามแบบไม่ใส่ใจนัก แต่กลับฉุดพริมานิ่งไปหลายอึดใจ

“เอ่อ ก็ไม่ได้มีอะไรมากหรอกค่ะ เพียงแต่…”

“จริงๆ แล้วแทนเป็นคนฝีมือดีนะพริม เคยทำงานที่นิวยอร์กตั้งหลายปี ได้ร่วมงานกับพวกครีเอทีฟและก็ลูกค้าเก่งๆ ตั้งเยอะ”

แม้พี่ตระการจะช่วยการันตีความสามารถ ทว่าสองวันที่ผ่านมาพริมาไม่อาจสัมผัสได้ถึงไฟในตัวอินทัชเลย

“นี่ ไอ้พริม ขอบอกอะไรไว้อย่างเลยนะ แกนี่วาสนาดีเป็นบ้าเลยว่ะ ถูกจับคลุมถุงชนเป็นคู่ผัวตัวเมียในที่ทำงานกับไอ้แทนมัน” ชินทรขยับท่านั่งออกความเห็น

“แล้วถ้ายิ่งได้ฟีเจอริ่งกับมันเมื่อไหร่นะ…” วอแวได้ทีผสมโรง แต่เป็นอันต้องชะงักค้างเมื่อเห็นสายตาคู่ขวางของพริมาเข้า “เอ่อ คือฉันหมายถึง…ถ้าเกิดแกสองคนทำงานเข้าขากันดี พอถึงวันที่ไอ้แทนขึ้นบริหารแทนคุณศักดา มันอาจจะนึกถึงวันที่แกกับมันเคยลำบากด้วยกันมา แล้วเลื่อนขั้นให้แกก็ได้นะเว้ย”

ยิ่งได้ยินอย่างนั้นพริมายิ่งรู้ดีว่าไม่มีวันเป็นไปได้ เธอกับอินทัชไม่มีวัน ‘ไปด้วยกันได้ดี’ อย่างที่เพื่อนร่วมทีมว่าแน่นอน คิดแล้วก็อดถอนหายใจไม่ได้

“ร่วมงานกันได้ไม่กี่วัน อยากหย่าแล้วเหรอ” พี่ตระการถามพริมาอย่างรู้ทัน

หญิงสาวนิ่งไป หลุบตามองถ้วยกาแฟกรุ่นร้อนตรงหน้า “ก็ไม่เชิงหรอกพี่”

“แล้วมันยังไง” น้ำเสียงราบเรียบของคนเป็นหัวหน้าทำเอาพริมาขนลุกนิดๆ

“ปกติน้องพริมไม่ใช่คนเรื่องมากนี่นา” ปีย์รกาว่า “แต่เรื่องนี้เจ๊เข้าใจนะ เห็นคุณน้องแทนตอนประชุมเมื่อวานแล้ว เจ๊ยังแอบคิดเลยว่าพิตช์งานคราวนี้เอเจนซี่เราจะรอดรึเปล่า คุณศักดาหวังให้ลูกชายตัวเองแจ้งเกิดในไทยเลยนะงานนี้ ถ้าชนะก็ถือว่าเสมอตัว แต่ถ้าพลาดขึ้นมานี่ ไม่รู้เหมือนกันว่านายน้อยของพวกเราจะเอาหน้าไปซุกไว้ที่ไหน”

“ก็เอาไว้ที่เดิมนี่แหละครับ”

ปีย์รการ้องว้ายดังลั่น เมื่อจังหวะปรากฏตัวของอินทัชพกพาความอกสั่นขวัญแขวนมาเป็นของแถม

“ตกใจหมด คราวหน้าคราวหลังอย่าโผล่มาเงียบๆ แบบนี้อีกนะคะน้องแทน” ปีย์รกาหน้าซีดเหมือนไก่ต้มทั้งที่ยังไม่โดนเชือด

พริมาชำเลืองมองอินทัชซึ่งปราดเข้ามานั่งบนเก้าอี้ข้างกายเธอ สีหน้าเขาราบเรียบเหมือนพยายามปกปิดความกังวลใจบางอย่างที่พริมาไม่อาจหยั่งถึงได้

หลังจากนั้นบรรยากาศการประชุมพลันดำเนินขึ้นอย่างเคร่งเครียด อินทัชเริ่มเป็นฝ่ายออกความเห็นอย่างจริงจัง ระดับการมีส่วนร่วมของเขาเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ดวงตาคมกริบบนใบหน้าหล่อสะอาดตาคู่นั้นดูมุ่งมั่นผิดกับเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด จนพริมาอยากขยี้ตาซ้ำหลายๆ ครั้ง ราวกับไม่อยากเชื่อเลยว่าภาพนี้จะเกิดขึ้นจริง

กระทั่งเวลาผ่านไปเกือบสามชั่วโมง ทุกคนในทีมรวบรวมไอเดียได้มากระดับหนึ่ง โดยเห็นตรงกันว่าควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตะแกรงเวลาช่วยกลั่นกรองว่าไอเดียไหนเด่น ไอเดียไหนดับ จากนั้นค่อยมาช่วยกันตบให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้นอีกครั้งในการประชุมนัดหน้า พี่ตระการจึงจัดการปิดประชุม ปล่อยให้ลูกทีมไปสะสางงานที่คั่งค้างต่อ

ทว่าปีย์รกากลับทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก จนพริมารู้สึกเสียวสันหลังวาบ

“น้องพริมกับน้องแทนคะ ไปคุยกับลูกค้าเจ้าของร้านโคมไฟไบรเทนมาเมื่อวานเป็นไงบ้างคะ พอจะสรุปไอเดียคร่าวๆ ให้คุณพี่ทราบได้หรือยัง”

“เอ่อ…ขอเป็นพรุ่งนี้นะคะเจ๊ไก่”

ปีย์รกายักไหล่ ยอมรับกับตัวเองว่าอาจจะใจร้อนไปหน่อยสำหรับการทวงงานครั้งนี้ “Fine…พรุ่งนี้ก็ได้จ้ะ”

พริมาเป่าปากอย่างโล่งอก พอปีย์รกา บารมี พี่ตระการ วอแว และชินทรทยอยเดินออกจากห้องไปจนหมด หญิงสาวจึงค่อยๆ ช้อนตามองอินทัช สัมผัสได้ถึงดวงตาวาววับคู่นั้นราวกับกำลังโกรธเคืองเธอ พริมาจึงแสร้งทำเป็นไม่เห็น ลุกพรวดจากเก้าอี้มุ่งหน้าไปยังประตูทันที ทว่าร่างสูงกลับไม่ยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ

“ทำไมคุณไม่บอกผมว่าเราสองคนต้องไปพบลูกค้าร้านโคมไฟอะไรนั่น”

เธอคิดแล้วว่าเขาต้องเอ่ยออกมาเช่นนั้น

“เดี๋ยวก่อนสิคุณ…” พริมาพูดพลางทำท่ากวักมือให้เขาดูเหมือนกับที่เธอทำเมื่อวาน “ฉันพยายามเรียกคุณแล้ว แต่คุณไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ เอาแต่จะไปหาแพรให้ได้”

“เรียกแค่นี้เนี่ยนะ?!” หัวคิ้วของเขาขมวดมุ่น “คุณรู้รึเปล่าว่าผมโดนด่าอะไรมาบ้าง…ไอ้ลูกเลว แกมันคนไม่มีความรับผิดชอบ งานแค่นี้แกยังปล่อยให้ผู้หญิงตัวเล็กๆ ทำคนเดียว แล้วแกจะมารับช่วงต่อจากฉันได้ยังไง มีอย่างที่ไหน หนีงานวิ่งตามก้นผู้หญิงต้อยๆ แบบนี้!”

พริมาเม้มริมฝีปากแน่นเมื่อได้ยินน้ำเสียงของอินทัชสั่นเครืออย่างน้อยใจราวกับสะกดกลั้นความขมขื่นไว้ คำพูดเหล่านั้นน่าจะเป็นของคุณศักดาไม่ผิดแน่ วูบหนึ่งเธอรู้สึกเห็นใจเขา เฝ้าหาเหตุผลว่าทำไมต้องรู้สึกผิดมากขนาดนี้ แต่ช่วยไม่ได้นี่ เขาทำตัวเองทั้งนั้น

“คนเป็นคู่หู…เขาไม่ทำกันแบบนี้หรอก”

อินทัชตัดพ้อเธอในที่สุด พริมาได้ยินแล้วอยากจะบ้า ไม่เข้าใจอาร์ตไดเร็กเตอร์หนุ่มตรงหน้าอย่างรุนแรง

ทำไมผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นนายน้อยแห่งเอเจนซี่แอดดิกต์ถึงคิดเรียกร้องความเป็นคู่หูจากเธอเวลานี้ด้วยนะ!

* พิตช์ (Pitch) คือการเร่ขายเสนอแผนงานแก่บริษัทต่างๆ

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Editor Jamsai: