X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักสตรีอ่อนโยนล้วนแฝงพิษร้าย

ทดลองอ่าน สตรีอ่อนโยนล้วนแฝงพิษร้าย บทที่ 4

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 4

แม้ว่าจะเป็นปลายฤดูหนาวแล้ว ที่ชายแดนตะวันตกหิมะยังคงตกหนัก

บนภูเขาซวงอิง ลมพัดเหน็บหนาวเป็นพิเศษ ลมอ่อนๆ หอบเอาเกล็ดหิมะน้ำแข็งมาจับบนใบหน้าและร่างกาย ทำให้ปวดแปลบตามผิวหน้าและหนาวยะเยือกไปทั้งร่าง แม้แต่ชนเผ่าที่เกิดและเติบโตมาในถิ่นนี้ก็ยังทนรับกับความทรมานจากหิมะที่ตกหนักและลมที่คลุ้มคลั่งเช่นนี้ไม่ไหว

“ใต้เท้าเมิ่ง ที่ที่สูงที่สุดบนภูเขาซวงอิงก็คือผาอิงจุ่ยแห่งนี้ หลายวันมานี้คนของพวกข้าค้นหาตลอดทางจนขึ้นมาถึงที่นี่ หาหลักฐานใดเพิ่มเติมไม่ได้เลยจริงๆ ส่วนเรื่องของคน ข้าน้อยคิดว่าตั้งแต่การจับกุมโจรบนภูเขาเมื่อครึ่งปีที่แล้ว ก็ได้กวาดล้างจับโจรบนภูเขาซวงอิงแห่งนี้จนสะอาดเกลี้ยง ไม่น่าจะมีอะไรให้จับอีก…เอ่อ ข้าน้อยคิดว่าตอนนี้คงต้องออกจากที่นี่กันก่อนดีกว่า หิมะยิ่งตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ใต้เท้าคิดเห็นเช่นไร”

เมิ่งอวิ๋นเจิงถอนสายตากลับมาจากที่ไกล พยักหน้าให้ผู้บังคับบัญชาทหารร่างหนาเตี้ยที่หนาวแข็งจนสองข้างแก้มกลายเป็นสีแดง “ลำบากท่านนายกองหลี่และพี่น้องทั้งหลายแล้ว ทุกท่านเชิญแยกย้ายกันก่อน ผู้แซ่เมิ่งขออยู่ต่ออีกสักครู่ เมื่อลงจากภูเขาซวงอิงไปยังป้อมปราการแล้ว จะเชิญทุกท่านให้กินอย่างดีกันสักมื้อ”

นายกองหลี่รีบโบกไม้โบกมือ “ข้าน้อยไม่ลำบากหรอก ผู้ที่เหนื่อยที่สุดคือใต้เท้าเมิ่งต่างหาก! ท่านเร่งรุดเดินทางมาจากเมืองหลวง ไม่แม้แต่จะหยุดพักกลางทาง แต่ตรงมายังภูเขาซวงอิงทันที มีความเคลื่อนไหวใดท่านก็เป็นคนออกเดินนำหน้า พวกข้าเพียงติดสอยห้อยตามท้ายท่านขึ้นมาเท่านั้น ความคิดก็มิต้องใช้ เพียงตามมาก็พอ ไม่ได้ลำบากอะไรจริงๆ อีกอย่างที่นี่เป็นพื้นที่ของข้าน้อย ไม่ว่าใต้เท้าจะเป็นมังกรที่แกร่งเพียงใด มีหรือจะสู้งูเจ้าถิ่นอย่างเรา หากจะมีการเลี้ยงอาหารดีๆ สักมื้อ ย่อมต้องให้พวกข้าออกหน้าสิ จะให้ใต้เท้าจ่ายทรัพย์ได้อย่างไรกัน”

นายกองหลี่ท่านนี้เป็นผู้บังคับบัญชาที่ทางราชวงศ์เทียนเฉาส่งให้มาประจำการยังป้อมปราการชายแดนแห่งนี้ ทหารในมือนอกจากจะมีชาวฮั่นจากจงหยวน* แล้ว ก็ยังรับชนชาวเผ่าในท้องถิ่นอีกจำนวนไม่น้อย ก่อนหน้านี้เมื่อไปบุกจับโจรที่ภูเขาซวงอิง พลทหารที่นายกองหลี่พามาก็ช่วยเหลือได้มาก ลดความกังวลให้เมิ่งอวิ๋นเจิงได้ไม่น้อย

ถ้อยคำที่เปิดเผยตรงไปตรงมาจนถึงหยาบโลนแสดงความสนิทสนมของนายทัพทำให้มุมปากเมิ่งอวิ๋นเจิงหยักยิ้ม เขาไม่ต่อความยืดเยื้อกับอีกฝ่าย เพียงกล่าวเสียงเบา “อย่างนั้นก็รบกวนนายกองหลี่แล้ว ทุกคนทนหนาวแข็งอยู่ข้างนอกมาตั้งสองคืน กลับไปก็ควรจะได้กินอาหารดีๆ กันสักมื้อ”

นายกองหลี่ก็ฉีกยิ้ม “ได้ ตกลงตามนี้ เช่นนั้นข้าน้อยขอพาคนกลับป้อมปราการไปก่อน จะได้ให้คนจัดเตรียมอาหารอุ่นสุราร้อนไว้รับรองท่านใต้เท้าเมิ่ง”

หนึ่งเค่อ ผ่านไป…

พลทหารกลุ่มเล็กบนผาอิงจุ่ยต่างแยกย้ายกันไปจนหมด เหลือเพียงเงาร่างสูงใหญ่ที่หยุดยืนนิ่งอยู่บนขอบผา

ลมอ่อนโชยมา พัดเอาเสื้อคลุมบนไหล่ของเขาโบกสะบัด ขาของเขาราวกับรากต้นไม้ที่งอกและหยั่งลึกอยู่ตรงนั้น ลำตัวที่แข็งแรงกำยำยืนหยัดราวต้นสน และโดดเด่นเป็นสง่าเฉกเช่นหินผาบนภูเขา

เขามาสืบค้นภูเขาซวงอิงอีกครั้งในครานี้ ความจริงเป็นเพราะในใจมีข้อข้องใจที่ยังไขไม่กระจ่าง

เรื่องที่มีโจรมาซ่องสุมในภูเขาเมื่อหลายเดือนก่อน โจรโฉดที่ใช้ภูเขาซวงอิงเป็นรังกบดานนั้นชั่วช้าอย่างยิ่งแม้ตายไปก็ไม่ควรค่าแก่การเวทนา แต่เหตุผลที่แท้จริงที่เขามาเป็นเพราะอาจารย์ผู้มีพระคุณถูกคนวางยาพิษ

ครั้งนั้นเสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง มู่เจิ้งหยางล้วนพึ่งกำลังภายในอันลึกล้ำระงับพิษในร่างเอาไว้ อดทนจนท่านหมอชรามาถึง จากนั้นก็ฝังเข็มอยู่หลายครั้งเพื่อขับพิษออกมาจำแนกแยกแยะ ลองผิดลองถูกหลายครั้งกว่าจะทำยาถอนพิษที่ถูกขนานออกมาได้

มู่เจิ้งหยางบอกว่าแม้ชีวิตจะปลอดภัยดีแล้ว แต่ก็ได้รับบาดเจ็บถึงแก่น กำลังภายในบอบช้ำสาหัส จำเป็นต้องสำรวมจิตใจเพื่อพักฟื้น นี่ก็คือสาเหตุที่มู่เจิ้งหยางวางมือจากหน้าที่มือปราบเทวดาในวัยกลางคนและกลับไปพักฟื้นอย่างสงบสุขในเมืองหลวง

เมื่อรับสืบทอดภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงและป้ายอาญาสิทธิ์สีนิลอันเป็นสัญลักษณ์ของความยุติธรรมไม่เห็นแก่ตนที่อาจารย์ส่งต่อมาให้แล้ว เมิ่งอวิ๋นเจิงก็ตามสืบสาวต้นตอจากผู้วางยาพิษต่อไป

สำนักเหยี่ยนเหมินแห่งเผ่าชิง

พิษมาจากชนกลุ่มน้อยเผ่าหนึ่งที่อยู่นอกชายแดนตะวันตก เป็นทั้งชนเผ่าและเป็นสำนักที่มีร่องรอยเร้นลับบางอย่างซ่อนไว้

หลายชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ในชายแดนตะวันตกที่คุ้นเคยกับเขาดีคอยเป็นหูเป็นตาให้ เมื่อข่าวคราวถ่ายทอดมาถึง เขาจึงแกะรอยตามมาถึงภูเขาซวงอิงที่อยู่นอกชายแดน แต่ว่าร่องรอยกลับมาขาดหายไปที่ตรงนี้

แม้ว่าจะกวาดล้างโจรหมดทั้งภูเขาแล้ว ก็ยังไม่อาจล้วงหาข้อมูลใดๆ ออกมาได้

ในสายตาของคนอื่น กองโจรที่นี่เกิดจากการรวมกลุ่มได้สำเร็จของคนในท้องถิ่นผสมกับคนจากแต่ละชนเผ่า แต่เรื่องที่เมิ่งอวิ๋นเจิงต้องการสืบหากลับไม่มีความคืบหน้า ทำให้เขายิ่งสงสัย ราวกับว่ามีใครมาปิดม่านกั้นดวงตาเอาไว้ เบื้องหลังของโจรโฉดกลุ่มนี้ยังมีขุมกำลังอีกกลุ่มหนึ่ง ฝ่ายนั้นหลบซ่อนอย่างมิดชิดมากเสียจนต่อให้จับผู้รอดชีวิตที่ถูกจับกุมมาทรมานเค้นหาความจริง ก็ไม่มีใครยอมบอก

หลังบุกโจมตีผาซวงอิงในวันนั้น เขาก็เดินตามเส้นทางดังเช่นที่วันนี้เดินขึ้นมา และให้คนของนายกองหลี่กับทุกชนเผ่าที่ล่วงหน้ามาช่วยสืบค้นอย่างละเอียดตลอดเส้นทาง

เส้นทางที่ทอดขึ้นไปบนยอดเขาเรียกได้ว่าเลี้ยวลดคดเคี้ยว ทางที่วนขึ้นไปถึงด้านบนนั้นก็ปกติธรรมดาไม่มีสิ่งใดที่ดูน่าแปลก บางครั้งก็พบทางแยกคู่ขนาน บางทีก็พบทางสามแพร่ง ทำให้พวกเขาทั้งขบวนยิ่งสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงทั้งกายและใจ

วันนั้นเขาค้นพบห้องในถ้ำที่ขุดเจาะไว้อย่างมิดชิดมากๆ แห่งหนึ่งบนภูเขาซวงอิงที่มีเส้นทางสลับซับซ้อน

การตกแต่งห้องในถ้ำนั้นเลิศหรูมาก มีฉากที่ทำจากหยกแกะสลัก เตียงยาวที่ทำจากไม้หนานมู่ลายทอง ชั้นเยี่ยม สิ่งที่ห้อยระย้าลงมาเป็นชั้นๆ และมีสีสันงดงามตระการตาก็คือผ้าไหมแท้ ตามด้วยกระถางธูปที่ทำจากงาช้าง ม่านร้อยจากไข่มุก สิ่งของสวยงามหรูหรานานาชนิดปรากฏแก่สายตา รู้สึกว่าของเล่นชิ้นที่ดีที่สุดบนภูเขาซวงอิงล้วนมาเก็บอยู่ที่ห้องถ้ำแห่งนี้

เขาให้ความสนใจกับห้องในถ้ำแห่งนี้เป็นพิเศษ เพราะเมื่อสังเกตดูท่ามกลางความไม่เป็นระเบียบนี้อาจเป็นไปได้ว่าเคยมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นมาก่อน

ก่อนหน้าที่จะมีความชุลมุนวุ่นวายเกิดขึ้น เคยมีคนสี่คนอยู่ในห้องถ้ำแห่งนี้มาก่อน

โดยมีคนสองคนหนีออกไปก่อน โดยที่คนหนึ่งพยุงอีกคนหนึ่งไว้

และอีกสองคนที่เหลือก็เป็นคนหนึ่งแบกอีกคนเช่นเดียวกัน

ทั้งสี่คนแบ่งออกเป็นสองคู่ ทั้งสองฝ่ายต่างหนีมุ่งขึ้นไปยังยอดผาอิงจุ่ย

จากนั้นคนทั้งสองคู่ต่างก็ให้คนหนึ่งขี่หลังอีกคน และกระโดดจากหน้าผาลงไปข้างล่าง

ร่องรอยทั้งหมดจึงหายไปเมื่อมาถึงตรงนี้ เขาขบคิดไม่ตกจริงๆ ค้างคาอยู่ในหัวและในใจไปนานหลายเดือน

ระหว่างสี่คนนั้นมีความสัมพันธ์อย่างไรกันแน่

เตียงยาวในห้องถ้ำมีรอยเลือด จะเป็นการต่อสู้กันเอง หรือว่ามีใครต้องเอาตัวเข้าเสี่ยงเพื่อแลกกับการหนีเอาตัวรอด

เลือกที่จะกระโดดลงมาจากผาอิงจุ่ยนั้นจำเป็นต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก แต่สี่คนนี้ต่างไม่หวั่นกลัว ยินยอมที่จะกระโดดลงสายน้ำเชี่ยวที่อยู่ห่างลงไปเป็นหมื่นจั้งแทนที่จะยอมติดอยู่ในร่างแหแห่งความยุติธรรม พวกเขาจะไปยังที่ใดได้

‘แม่นางหมดสิ้นหนทางหนี สุดท้ายจึงพาน้องสาวกระโดดลงมาในแม่น้ำเชี่ยว เพื่อที่จะได้หนีลงมาตามสายน้ำใช่หรือไม่’

วันนั้นม้าของเขาลากหญิงสาวสองคนขึ้นมาจากแม่น้ำใต้ภูเขาซวงอิง ตอนนั้นไม่ได้ถามให้ละเอียด พอย้อนนึกดูแล้วก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล

‘ใต้เท้า…ช่วยด้วย…’

ผมยาวปรกใบหน้า ทั่วทั้งร่างเปียกปอน เด็กหญิงที่แม่นางคนนั้นกอดไว้ในอ้อมอกเสื้อผ้าปกปิดร่างกายไม่มิด ไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหน็บหนาวหรือหวาดกลัว แต่เสียงฟันสั่นกระทบกันดังอย่างชัดเจนในหูเขา

แม่นางใหญ่น้อยสองคนนั้นคงกระโดดลงมาจากผาอิงจุ่ยกระมัง

วิ่งหนีขึ้นไปด้านบนตลอดทาง สุดท้ายก็กระโดดลงมา ในห้องถ้ำแห่งนั้นที่แท้เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่ บุคคลที่เป็นตัวการทำให้พวกนางทั้งสองละทิ้งทุกสิ่งและนำชีวิตมาเดิมพันเช่นนี้ คือผู้ใดกันแน่

พวกนางสองพี่น้องโชคดีที่ยังรอดมาได้ ชนะเดิมพันแล้ว แต่ว่าคนอีกกลุ่มที่กระโดดลงจากผาเล่า ขึ้นฝั่งเองได้แล้ว? หรือว่าจมลงไปในน้ำเชี่ยวแล้วกระแสน้ำพัดพาให้ศพลอยไปไกล?

ลมและหิมะบนหน้าผาหอบเอาร่องรอยที่หลงเหลือจากกลางฤดูร้อนไปจนหมดเกลี้ยง สิ่งที่เขาพอจะใช้แกะรอยได้ในเวลานี้มีไม่มาก ทำได้เพียงทบทวนความจำซ้ำแล้วซ้ำอีกให้แน่ใจ ว่าภูเขาแห่งนี้ใช่ไร้วี่แววของผู้คนจริงหรือไม่

“โครก…”

พอได้ยินเสียงนี้ ตอนแรกเขาก็ไม่ได้มีท่าทีตอบสนองใด แต่เมื่อท้องที่แข็งแกร่งดุจแผ่นเหล็กเริ่มสั่นสะท้านเบาๆ และส่งเสียงที่ดังกว่าเดิม เขาค่อยเรียกสติคืนมาได้ นั่นคือเสียงท้องที่หิวโหยร้องดังโครกคราก

เขาออกมาทำงานจึงกินดื่มอย่างง่ายมาตลอด เมื่อเช้าได้กินอาหารและผลไม้แห้งกับดื่มน้ำอีกนิดหน่อย ส่วนตอนเที่ยงเขาอดมาตลอด หนึ่งเป็นเพราะงานยุ่ง สองเป็นเพราะถ้าจะกินก็มีแต่อาหารเช่นนั้น จืดชืดไร้รสชาติ ผลก็คือหิวจนท้องเริ่มประท้วง

เขาสูดหายใจลึกๆ อยู่หลายที ในที่สุดมือที่แตะหน้าท้องอยู่ก็เลื่อนเข้าไปในอกเสื้อ หยิบห่อผ้าขนาดเล็กออกมา

ตัวห่อผ้าเป็นผ้าเนื้อขาวที่พับไว้เป็นชั้น นิ้วเรียวยาวกางห่อผ้าออกมาสี่มุมเผยให้เห็นของที่ถูกห่อเอาไว้อยู่ข้างใน

ก้อนขนมที่ตัดเป็นสี่เหลี่ยมมีสีน้ำตาลเจือสีแดงเข้ม กลิ่นของน้ำตาลทรายที่ผสานเป็นเนื้อเดียวกับพุทราสีแดงรวมกับกลิ่นของน้ำผึ้งอาจไม่หอมเท่าตอนเพิ่งออกจากเตา แต่ก็ยังคงหอมแตะจมูก ชวนให้ผู้คนน้ำลายสอจากโคนลิ้น

ขนมแป้งนึ่งพุทราเชื่อมชิ้นนี้เป็นของที่หญิงสาวทำเองกับมือและเอามาส่งให้เขาด้วยตัวเอง ซึ่งสุดท้ายถูกศิษย์น้องแย่งไปทั้งตะกร้า

หลังจากศิษย์น้องได้ชิมชิ้นเล็กๆ ไปแล้ว ก่อนจะโยนให้พี่น้องชาวหน่วยประตูหกบานเอาไปแย่งกันกิน ศิษย์น้องก็ใช้ผ้าขาวในตะกร้าหยิบขนมแป้งนึ่ง ‘ติดมือ’ ออกมาห้าชิ้น ภายหลังพอเห็นเขาอารมณ์ไม่สู้ดี จึงได้ส่งมอบ ‘ของโจร’ ออกมา

ศิษย์น้องก้มหน้าสำนึกผิด แต่แล้วก็ถามพลางหัวเราะคิกคัก…

“ที่ศิษย์พี่อารมณ์ไม่ดี เป็นเพราะขนมแป้งนึ่งพุทราเชื่อมตะกร้านั้น? หรือว่าเป็นเพราะรู้สึกเหมือนได้บั่นทอนสินน้ำใจของผู้อื่น?”

เงาร่างของแม่นางผู้นั้นที่หันไปเรียกน้องสาวให้กลับไปด้วยกัน ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิดของเขา ทำให้เขานึกถึงอยู่บ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ส่วนคำถามที่ศิษย์น้องถาม เขาเม้มปากไม่ตอบคำ เพียงขมวดคิ้วจ้องอีกฝ่ายที่กำลังยิ้มแฉ่งเขม็ง จนทำให้ศิษย์น้องวิ่งหนีไป

ก่อนจะวิ่งจากไปศิษย์น้องยังไม่ลืมพูดตบท้ายว่า…

“ศิษย์พี่วางใจได้ แม้ท่านจะออกไปทำงาน แต่กิจการร้านโจ๊กของแม่นางเจียงพวกข้าพี่น้องชาวหน่วยประตูหกบานจะดูแลให้เป็นอย่างดี ไม่ให้ใครมารังแกนางได้!”

โลกนี้ไม่มีกำแพงที่ไร้ลมพัดผ่าน อีกทั้งด้วยความสามารถของศิษย์น้อง เพียงสืบดูภายในตรอกซงเซียง ก็สามารถสืบจนทราบได้ว่าแม่นางผู้นั้นชื่ออะไร บ้านอาศัยอยู่ที่ใด

เขาไม่อยู่ในเมืองหลวง แต่มีศิษย์น้องและพี่น้องชาวหน่วยประตูหกบานช่วยดูแลแทนย่อมเป็นเรื่องดี

เขาไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษกับแม่นางผู้นั้น เพียงเห็นว่านางมาอยู่อาศัยในบ้านเก่าเขา ทั้งยังเปิดแผงขายของเพื่อหาเลี้ยงตนเองกับน้องสาวตั้งแต่อายุยังไม่ครบสิบหกดี จึงอยากจะช่วยดูแลสักหน่อย

วันที่เขามาเห็นนางง่วนทำงานอยู่ในครัวที่บ้านเก่านั้น เป็นเช้ามืดของวันถัดมาหลังจากที่เขาเพิ่งปฏิบัติภารกิจในต่างเมืองเสร็จและกลับมายังเมืองหลวง

คดีฆ่าหั่นศพลูกโซ่ที่กระจายอยู่ในหลายมณฑลและปิดคดีได้ภายใต้เงื้อมมือเขาในครั้งนั้น พบศพสภาพไม่สมบูรณ์ทั้งหมดสิบเก้าศพ มีครบทุกเพศทุกวัย บนร่างของศพเด็กหลายศพมีร่องรอยการถูกนำไปต้ม ซึ่งวิธีการฆ่าของผู้ร้ายนั้นช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก

เขาตามรอยอีกฝ่ายเป็นเวลาสามเดือน หลายครั้งที่คดีคืบหน้าเข้าใกล้ความจริง แต่คนกลิ้งกลอกเจ้าเล่ห์กลับหลุดรอดจากร่องนิ้วมือไปได้ อีกฝ่ายฉลาดหลักแหลมมาก แต่เขาก็ไม่ได้ตกเป็นรอง รีบปล่อยข่าวเสียใหญ่โตทำทีว่าจะจับกุม และผลจากการทำทุกอย่างนี้ ก็เพื่อบีบต้อนให้คนผู้นั้นหนีขึ้นไปยังชายแดนทางเหนือ

ที่ชายแดนทางเหนือ เขาลอบติดต่อกับชนเผ่าในชายแดน แล้วโจมตีกระหนาบหน้าหลัง สุดท้ายก็ตัดสินลงทัณฑ์โจรโฉดในที่นั้น

ทุกครั้งที่เขาปฏิบัติงานในต่างเมืองสำเร็จลุล่วงและกลับมายังเมืองหลวง ในใจเขาจะมีความรู้สึกที่แปลกแยกออกไป

ใต้ฝ่าเท้าของโอรสสวรรค์ มีแต่ความคึกคักครื้นเครง เจริญรุ่งเรือง การร้องรำทำเพลงเฟื่องฟู เทียบกับการกระทำอันโหดเหี้ยมอำมหิตและเล่ห์เหลี่ยมชั่วร้ายที่เขาได้พบเจอมา ช่างเป็นสภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ใจของเขามักจะแปรปรวนสลับไปมาระหว่างสองฝั่งนี้ บางครั้งก็ปรับเปลี่ยนอารมณ์ไม่ทัน โดยเฉพาะเวลาที่เหน็ดเหนื่อยจากการเผชิญกับความแตกต่าง

วันนั้นหลังจากเข้าวังไปรายงานต่อฮ่องเต้แล้ว เขายังไปเยี่ยมเยียนอาจารย์ผู้มีพระคุณและศิษย์น้องที่จวนสกุลมู่ อาจารย์ให้เขาอยู่กินมื้อเย็น ดึกมากกว่าเขาจะได้กลับไปยังจวนที่ฮ่องเต้พระราชทานให้

พ่อบ้านชราที่คอยดูแลจวนให้เขาก็เป็นคนของจวนสกุลมู่ รู้จักกับเขามานานหลายปี แม้เขาจะออกจากเมืองหลวงบ่อยครั้ง แต่ก็จัดการเรื่องใหญ่น้อยต่างๆ ในจวนได้เรียบร้อยดี พ่อบ้านชราจัดการดูแลให้เขาได้อาบน้ำดีๆ ไปรอบหนึ่ง เขาคิดว่าจะหลับให้เต็มที่สักตื่น ขณะนอนอยู่บนฟูกที่นุ่มและสะอาดบนเตียงยาว เขาดูเหมือนจะหลับไปแล้ว แต่ในจมูกยังได้กลิ่นเหม็นรุนแรงของกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเนื้อเน่าเปื่อยจากศพ

ความจริงก็ไม่มีอะไรมาก เพียงแค่มีภาพบางอย่างยังคงติดตา หลับตาลงก็จะมองเห็น ทำให้พลอยรู้สึกถึงกลิ่นเหม็นไปด้วย

สุดท้ายเขาจึงลุกขึ้นมานั่งนิ่งอยู่กับที่ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึกใดๆ เป็นเวลาครึ่งค่อนวัน เมื่อถึงเวลาเช้ามืดของฤดูหนาวที่ท้องฟ้ายังคงมืดทึบ เขาก็แต่งตัวอย่างง่ายๆ แล้วผลักประตูออกไป เดินไปตามตรอกอันเงียบสงัดที่รายล้อมไปด้วยหมอก

โดยไม่ทันรู้ตัว เขาก็กลับมาอยู่ที่บ้านเก่าในเรือนหมู่ของตรอกซงเซียง

จากนั้นเขาก็เห็นนาง

ตอนนั้นฟ้ายังไม่ทันสางดี ก็มีแสงสลัวเลือนรางของเทียนไขส่องออกมาจากครัวเล็กในบ้านเก่า เงาร่างบอบบางสายหนึ่งกำลังง่วนทำงานยุ่ง

นางยุ่งมากจริงๆ ทำตั้งแต่จุดไฟในเตา ต้มน้ำแช่ข้าว เตรียมผักและเครื่องปรุง เริ่มต้นหุงและเคี่ยวข้าวอย่างพิถีพิถัน นานๆ ครั้งก็จะหันมาคุมไฟ ทั้งที่มือนางยุ่งออกขนาดนั้น และตัวนางก็หมุนคว้างไปมาในครัวราวกับลูกข่าง แต่ละครั้งที่ขยับตัวกลับเป็นไปอย่างเบามือและเดินเพียงก้าวเดียวก็บรรลุถึงที่ นั่นทำให้การเคลื่อนไหวของนางดูคล่องตัวและเงียบเชียบ แม้งานจะมากแต่ก็เป็นระเบียบ ทำหลายอย่างได้โดยไม่มีข้อผิดพลาด

ตอนแรกเขารู้สึกมึนงง พลันนึกถึงเรื่องที่ท่านยายเฉียวเคยบอกเขามาก่อน ว่าจะยกบ้านเก่าให้คนเช่า

ท่านยายปล่อยเช่าบ้านเก่าของเขาให้กับแม่นางน้อยผู้หนึ่ง…เดิมเขาคิดเช่นนี้ จนกระทั่งเห็นเด็กหญิงที่อายุน้อยกว่าและผอมบางกว่ามากเดินตาปรือเข้ามาในครัว ค่อยดูออกว่าที่แท้บ้านเก่าของเขาปล่อยเช่าให้กับพี่น้องคู่หนึ่งที่อาศัยอยู่ด้วยกัน

เขาหลบอยู่ในมุมมืดของเรือนหมู่ มองดูหญิงสาวเรียกสาวน้อยให้มานั่งบนเก้าอี้เล็ก จากนั้นก็เทน้ำร้อนควันฉุยลงในอ่าง ผสมน้ำเย็นลงไป พอแช่มือลงไปเพื่อทดสอบความร้อนแล้ว ก็นำผ้าสะอาดลงไปชุบแล้วบิด จากนั้นจึงค่อยกางออกมาเช็ดหน้า ลำคอและมือให้เด็กสาว แล้วก็สั่งให้ดรุณีน้อยใช้กิ่งหยางหลิ่วกับเกลือขัดฟันบ้วนปาก

ไม่ว่าจะผ่านการล้างหน้า กระทั่งปล่อยให้หน้าและแก้มถูกหญิงสาวขัดเสียจนแดงเถือกอย่างไร ดรุณีน้อยก็ยังคงง่วงงุนไม่คลาย แกว่งศีรษะเล็กแล้วหาวปากกว้าง แต่พอเห็นว่าพี่สาวลุกไปทำงานต่อแล้ว เด็กสาวก็หยิบกิ่งหยางหลิ่วขึ้นมาแต่โดยดี แล้วเริ่มแปรงฟัน

เขามองโดยไม่อาจละสายตา มุมปากอดยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ในใจรู้สึกโอนอ่อนโดยไม่มีสาเหตุ…อืม ก็ไม่เชิง ‘ไม่มีสาเหตุ’ เขารู้ดีว่าสาเหตุคืออะไร

เขานึกถึงช่วงเวลาในวัยเด็กที่เขาใช้ชีวิตในบ้านเก่า

เมื่อบิดาด่วนจากไป มารดากับเขาต้องอยู่อย่างพึ่งพากันและกัน มารดายังคงเตรียมน้ำล้างหน้าให้เขา บอกให้เขาบ้วนปากเช่นเดิม และเข้าห้องครัวเตรียมอาหารตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ต้มโจ๊กปรุงยาให้เขา

โจ๊กที่หญิงสาวเคี่ยวอยู่ในครัวส่งกลิ่นหอมจางๆ ของอาหารออกมา เป็นกลิ่นหอมของเครื่องปรุงที่ผสมลงไปรวมกับกลิ่นของเมล็ดข้าว นำเอาความรู้สึกอบอุ่นอ่อนโยนที่แท้จริงมาให้ ในเช้ามืดของฤดูหนาว เขาที่ทั้งตัวสวมเสื้อผ้าเนื้อบางถูกกลิ่นหอมของอาหารกักเอาไว้ แม้ว่าเขาจะมีร่างกายแข็งแรง กำลังภายในลึกล้ำ ไม่กลัวความเยือกแข็งในวันที่อากาศหนาวเหน็บ แต่หากยังตากอากาศต่อไปเรื่อยๆ จนเริ่มกระแอมไอถี่ขึ้นเพราะเสมหะ ในไม่ช้าก็จะได้รับบาดเจ็บภายใน

ท้องเขาหิว

อยากกินมากๆ

เขาจ้องโจ๊กในครัวของหญิงสาวหม้อนั้นด้วยความละโมบ แต่ไม่อาจเข้าไปปรากฏตัวอย่างบุ่มบ่าม แล้วขอโจ๊กหนึ่งชามจากผู้อื่น เพื่อดับความอยากและเติมท้องให้เต็มได้

หากเขาเข้าไปทั้งอย่างนั้น ย่อมทำให้หญิงสาวตกใจหน้าถอดสีเป็นแน่ ดังนั้นจึงได้แต่อดทนเอาไว้ อดทนอดกลั้นจนสุดชีวิต เขาขบกรามจนปวดไปหมด ใช้แรงเรี่ยวมหาศาลปานใช้เก้าโคถึกกับสองพยัคฆ์ฉุดตนเองให้เดินหันหลังจากไป

เรื่องน่ายินดีก็คือสวรรค์ช่างเมตตา วันต่อมาเขามีเวลาว่างไปชี้แนะวิชาการต่อสู้ให้พวกเด็กๆ ในตรอกซงเซียง บังเอิญว่าแม่นางผู้นั้นทำโจ๊กหม้อใหญ่ออกมาให้คนในละแวกเพื่อนบ้านได้ลิ้มลองกัน เขาจึงเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้านางได้อย่างถูกต้องเปิดเผย…

“ได้ยินว่าเป็นอาหารให้ลองชิม ข้าขอแม่นางสักชามได้หรือไม่”

เมื่อมองในระยะใกล้ก็พบว่าแม่นางผู้นั้นไม่ใช่ชนชาวฮั่น นางผิวพรรณออกขาว ดวงตาสีอ่อน ผมยาวแซมลูกผมสีอ่อน เหมือนกับหญิงสาวชาวเผ่าที่เขาเคยเห็นตามชายแดนตะวันตกเป็นอย่างยิ่ง เพียงแต่นางร่างเล็กอ้อนแอ้นกว่า รูปร่างผอมบางกว่า ไม่ได้รูปร่างแข็งแรงเหมือนกับหญิงสาวที่ชายแดน

ใบหน้ารูปไข่ดูอ่อนโยน มีคิ้วบางกับดวงตาเป็นประกาย ริมฝีปากและจมูกสวยงดงาม ยามที่นางตักโจ๊กส่งให้เขาตามคำขอ ก็ไม่พูดอะไรเลยสักคำ ก้มหน้าก้มตาราวกับเขาทำให้นางตกใจ

ในที่สุดก็ได้โจ๊กมาหนึ่งชามโดยต่อแถวตามลำดับและถูกต้องตามระเบียบ ในที่สุด…อา…ในที่สุด ก็ได้ลิ้มชิมดังใจหวัง แต่การทำให้นางตกใจไม่ใช่สิ่งที่เขาคาดเอาไว้เลย ใครใช้ให้เขาเกิดมารูปร่างสูงใหญ่กำยำ ช่วงตัวล่ำสันกันเล่า ไหล่ของเขากว้างเกือบเป็นสองเท่าของนาง พอรับชามโจ๊กมาจากนาง แม้ว่าจะระวังแล้ว แต่นิ้วยาวที่มีข้อนิ้วปูดโปนของเขาก็ยังเผลอไปแตะโดนนิ้วมือของนาง เขารู้สึกได้ในทันใดว่านางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาเสียมารยาทแล้วจริงๆ

แต่ทว่าทั้งที่รู้ว่าตนเองเสียมารยาท ก็ยังอดใจไม่ได้

เมื่อทราบว่านางคิดจะเปิดร้านขายโจ๊กและเริ่มทำงานในครัวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สางทุกวัน ขาของเขาก็เหมือนมีปณิธานเป็นของตนเอง พอถึงเวลาก็จะเดินไปยังบ้านเก่าในเรือนหมู่ เพื่อโจ๊กชามนั้นที่นางทำขึ้นอย่างพิถีพิถัน เพื่อเงาร่างในครัวเล็กของนางที่ทำงานสารพัดอย่างด้วยความเป็นระเบียบ เพื่อความทรงจำอันห่างไกลในใจเขา และเพื่อบรรยากาศอ่อนหวานอันแสนคุ้นเคยแต่ก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์

เมื่อแรกเขาไปที่บ้านเก่า เพื่อรอโจ๊กชามแรกที่หญิงสาวทำออกมาในแต่ละวัน และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ความเงียบวังเวงและกลิ่นเหม็นคาวที่ติดอยู่ในตา จมูก และหัวใจของเขา ก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย

เขาสนใจหญิงสาวผู้นั้นจริงๆ และก็ใส่ใจนางอย่างแท้จริง แต่ไม่ใช่ความรู้สึกระหว่างบุรุษสตรี

นางเลี้ยงดูน้องสาวร่างผอมบางไปพร้อมกับพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่อ เหมือนที่เขาในวัยเด็กกับมารดาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ต้องดูแลอะไรหลายๆ อย่าง มิใช่เพื่อสิ่งอื่นใด แต่เพื่อวาสนาที่หายากนี้

ออกจากเมืองหลวงมาได้เดือนกว่า ขนมแป้งนึ่งพุทราเชื่อมที่เขาเก็บไว้ในอกเดิมมีทั้งหมดห้าชิ้นด้วยกัน แต่เขาอดใจที่จะกินจนหมดในคำเดียวไม่ได้ จนถึงตอนนี้จึงเหลืออยู่เพียงชิ้นเดียว

พลันนึกถึงภาพที่หญิงสาวผู้นั้นให้กำลังใจน้องสาวตัวเองให้นำตะกร้านี้มาส่ง

ความจริงแล้ว การจูงใจด้วยการล่อหลอกเช่นนั้น สร้างความลำบากใจให้กับดรุณีน้อยจริงๆ

ขนมแป้งนึ่งพุทราเชื่อมเป็นของโปรดของเด็กสาว แต่ผู้เป็นพี่สาวกลับบังคับให้น้องสาวแบ่งปัน ดรุณีน้อยจึงทำตาขวาง เครื่องหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บใจ นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่พอเขาเห็นดรุณีน้อย ‘ได้รับความไม่เป็นธรรม’ ถูกรังแกจนต้องยอมยกขนมแป้งนึ่งให้ทั้งที่มีสีหน้าไม่เต็มใจ ในใจเขากลับรู้สึกเป็นสุข ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะกลั้นรอยยิ้มที่มุมปากเอาไว้ได้ และแจ้งแก่ใจว่าที่แท้ตนเองก็มีเจตนาไม่ดี ไม่ได้มีนิสัยเถรตรงเลยสักนิด เพราะยังชอบเห็นผู้อื่นถูกรังแกเพราะตน

แล้วเขาก็คิดว่าไม่ดีแล้วจะเป็นไร ช่วยไม่ได้ เขาจะเอาอย่างพี่สาวของดรุณีน้อยก็แล้วกัน กลับไปค่อยหลอกล่อสาวน้อยเสียหน่อย

ริมฝีปากดั่งภูผาที่มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะฉีกยิ้มเล็กน้อย เขาหยิบขนมแป้งนึ่งพุทราเชื่อมชิ้นสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ จนได้รสชาติอร่อยข้างในขนมนั้นหวานแต่ไม่เลี่ยน สัมผัสเมื่อเทียบกับตอนเพิ่งทำสดใหม่แตกต่างกันอย่างมาก เปลือกข้างนอกถูกแช่จนแข็ง แต่ว่ารสชาติเข้าไปถึงใจ รู้สึกถึงความอ่อนหวานในหัวใจ

ได้เวลากลับเมืองหลวงแล้ว

ปลายฤดูหนาว ห่างไกลจากวี่แววของฤดูใบไม้ผลิ ในวันที่อากาศหนาวมาก เจียงหุยเสวี่ยยังคงต้มน้ำร้อนตอนเช้าให้ตนเองกับโม่เอ๋อร์อาบ

หลังจากมาอาศัยในตรอกซงเซียง กิจวัตรประจำวันของสองพี่น้องก็กำหนดได้แน่นอนแล้ว ตอนเช้าตั้งแผงขายโจ๊ก ตอนสายเก็บแผง นางจะให้โม่เอ๋อร์ฝึกวิชาธาราชีวิตเชื่อมวิญญาณเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม ตามด้วยกินข้าวเที่ยง

ตกบ่าย โม่เอ๋อร์ไปเล่นกับพวกเด็กๆ ในตรอก นางก็ไปอยู่กับพวกเพื่อนบ้านในเรือนหมู่ เรียนรู้ที่จะทำผักดอง เย็บปักเสื้อผ้า ตัดรองเท้า เรียนงานทุกอย่างที่นางอยากเรียนแต่ไม่เคยมีใครสอน นางเรียนรู้ได้ดีและเรียนได้เร็ว นิสัยนอบน้อมอ่อนโยนทั้งยังรู้จักตอบแทนผู้อื่น ทำให้บรรดาท่านยาย ท่านอา และท่านป้าในเรือนหมู่ย่อมสอนนางอย่างตั้งใจ

เมื่อถึงยามโหย่ว หลังจากสองพี่น้องอาบน้ำกินอาหารเย็นกันเรียบร้อยแล้ว ก็จะเก็บกวาดครัวเล็ก นางจะให้โม่เอ๋อร์ฝึกวิชาธาราชีวิตเชื่อมวิญญาณ เพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับวิธีเดินลมปราณหายใจเข้าออก ยามฝึกเสร็จเป็นเวลาดึกแล้ว ก็จะขึ้นเตียงเข้านอน

“โม่เอ๋อร์มีความสุขเรื่องอะไรหรือ”

หลังจากอาบน้ำ กินข้าวและน้ำแกงร้อนๆ แล้ว เจียงหุยเสวี่ยตอนนี้นั่งอยู่บนเตียง หันหน้าเข้าหาโม่เอ๋อร์ มือของสองพี่น้องประสานกัน ฝ่ามือของนางหงายขึ้น มือของโม่เอ๋อร์คว่ำวางอยู่บนมือนาง

เมื่อได้ยินพี่สาวถามเช่นนี้ ดรุณีน้อยก็ลืมตาคู่งามขึ้นมา นัยน์ตาดุจมุกสีดำสนิทกลอกรอบหนึ่ง ก่อนจะส่งยิ้มหวานเชื่อม

“คิดถึงเรื่องที่ปั้งโถวให้แมลงปอไม้ไผ่บินได้กับเจ้า? หรือว่าเรื่องลูกสุนัขเพิ่งคลอดในบ้านของหนิวนิว?” เจียงหุยเสวี่ยถามอีก บนริมฝีปากยังคงประดับด้วยรอยยิ้ม

ทั้งสองฝึกวิชาธาราชีวิตเชื่อมวิญญาณพร้อมกัน ฝ่ามือประกบกันเป็นวงจรลมปราณที่เชื่อมถึงกัน นางรับรู้ได้ถึงพลังที่พลุ่งพล่านในกายโม่เอ๋อร์ เป็นความเบิกบานใจที่แข็งแรงเปี่ยมพลัง

บางครั้งนางมิอาจไม่ทอดถอนใจ แต่ก็มิอาจไม่ยินดี คำกล่าวที่ว่า ‘สิ่งสวยงาม ผู้คนรักใคร่’ เจียงหุยเสวี่ยนึกถึงเรื่องนี้มานับครั้งไม่ถ้วน และมักจะคิดว่าน้องสาวนางแม้จะเป็นดรุณีน้อยที่มีสติปัญญาไม่ครบถ้วน และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นเช่นนี้ไปชั่วชีวิต แต่ว่าโม่เอ๋อร์มีผิวที่สวย หน้าตาสะอาดสะอ้านงดงาม ใครได้เห็นก็อยากผูกมิตรชิดใกล้

อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เด็กๆ ในตรอกซงเซียงชื่นชอบการอยู่กับโม่เอ๋อร์มาก และเพราะว่าเด็กส่วนใหญ่ต่างอาศัยในเรือนหมู่ ปั้งโถวน้อยของบ้านท่านยายเฉียวเห็นโม่เอ๋อร์เป็น ‘คนกันเอง’ คอยปกป้องให้ท้ายเป็นอย่างดี

โดยไม่รู้ว่าพี่สาวในใจนึกคิดแปรเปลี่ยนไปมาเช่นไร ดรุณีน้อยยังคงยิ้ม ทำได้เพียงยิ้ม สีหน้าดูโง่งม ท่าทางสงบนิ่งว่านอนสอนง่าย

เห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายต่างคิดถึงแมลงปอไม้ไผ่บินได้ที่แม้จะเล่นกันตลอดบ่ายก็ยังอยากจะเล่นต่อ แล้วก็คิดถึงลูกสุนัขคอกนั้นที่ขนอ่อนนุ่มและน่ารักมากพอที่ละลายหัวใจของคน

เจียงหุยเสวี่ยถอนหายใจเบาๆ ชักสองมือกลับแล้วกำหลวมๆ รอบมือของดรุณีน้อย พลางกล่าวว่า “เป็นเช่นนี้ดีแล้ว” จากนั้นหยักมุมปากยิ้ม ใช้นิ้วลูบไล้หลังมือที่บอบบางของอีกฝ่ายไว้ “เป็นเช่นนี้ถึงจะดี โม่เอ๋อร์คิดถึงแต่เรื่องของคนและสิ่งของที่ทำให้มีความสุข เมื่อฝึกปรือลมปราณชนิดนี้ก็จะยิ่งให้ผลเป็นเท่าทวีคูณ”

นี่เป็นความรู้ใหม่ของนาง เป็นสิ่งที่นางค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจ

นางพบว่าเวลาที่หายใจเดินลมปราณตามหลักวิชาธาราชีวิตเชื่อมวิญญาณ จิตเกิดสภาวะสมาธิ เข้าสู่ความเงียบสงัดไร้พรมแดน เป็นเช่นนั้นไม่ใช่ว่าจะไม่ดี นางคิดว่านั่นคือสภาวะการฝึกลมปราณที่ควรจะเป็น

แล้วมีครั้งหนึ่งที่นางกำลังฝึกเดินลมปราณ ดูเหมือนว่านางได้หลุดออกจากสมาธิ เพียงดูเหมือนเท่านั้น นางไม่สามารถตัดขาดได้ทั้งหมด ที่นั่นความเงียบสงัดไร้พรมแดนเริ่มมีแสงสี จากนั้นก็กลายเป็นภาพ เป็นภาพทิวทัศน์หลายๆ ฉาก ไม่ได้เป็นภาพจินตนาการขึ้นจากความว่างเปล่า ภาพที่เห็นต่างก็เป็นผู้คนที่เคยพบเจอ และเป็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น

ทั้งเรื่องที่มีความสุข เรื่องน่ายินดี เรื่องเบิกบานใจ เรื่องที่อบอุ่น…ปราณของนางกลายเป็นมีชีวิตชีวาในทันที เลือดใต้ผิวหนังพลุ่งพล่าน จิตวิญญาณในธรรมชาติราวกับรู้ตื่น เชื่อมต่อกับอายตนะทั้งห้า กลายเป็นลักษณะที่เรียกว่าธาราชีวิตเชื่อมวิญญาณจริงๆ

สิ่งที่ก่อความวุ่นวายและพร้อมจะออกมาได้ทุกเมื่อนั้นถูกขจัดออกไปหมด จนนางจำไม่ได้แล้ว จำได้เพียงว่าตอนนั้นรู้สึกสุขสบายไปทั่วร่าง และรู้สึกถึงความอบอุ่นซาบซ่านในหัวใจ

ตอนนี้โม่เอ๋อร์เปลี่ยนเป็นฝ่ายกุมมือนาง แล้วหลับตาลงอีกครั้ง เจียงหุยเสวี่ยปรับลมหายใจใหม่อีกครั้ง หลับตาลงฝึกต่อ

ระหว่างการถ่ายลมเข้าออก รอยยิ้มบนริมฝีปากของเจียงหุยเสวี่ยยังคงค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น นึกถึงแมลงปอไม้ไผ่บินได้ของโม่เอ๋อร์ นึกถึงลูกสุนัขเพิ่งคลอดหนึ่งคอกที่บ้านของหนิวนิว นึกถึงรอยยิ้มหวานเชื่อมของโม่เอ๋อร์ นึกถึงเรื่องที่ทำให้ใจนางอบอุ่นเป็นสุข และเรื่องราวอีกมากมาย…

เสื้อคลุมสีดำของบุรุษเพศตัวนั้นที่เก็บอยู่ในหีบ

ชามขอบกว้างใบใหญ่ที่ให้ใครบางคนใช้โดยเฉพาะ

เงาร่างสูงใหญ่ที่ยืนนิ่งเงียบอยู่นอกห้องครัวเล็ก

เงาร่างที่นั่งนิ่งเงียบลงบนเก้าอี้ไม้ที่ดูเตี้ยเล็กเกินไปสำหรับเขา เพื่อรอกินโจ๊ก

ทุกวันที่ท่านเมิ่งมากินโจ๊ก ข้าเองก็รอคอยให้ท่านมาหา…

ข้าชอบท่าทางตอนกินโจ๊กของท่าน มองดูแล้วรู้สึกจิตใจสงบดี รู้สึกว่าไม่เสียแรงที่ทำโจ๊กชามนั้นขึ้นมา

หัวใจสั่นสะท้าน นางหลุดสมาธิทันที ลืมตาทั้งสองขึ้น

เรื่องที่ทำให้นางมีความสุขอบอุ่นหัวใจ หลายเรื่องเกี่ยวพันกับบุรุษผู้นั้น

นางอดหน้าแดงและวาบหวามในใจไม่ได้ เข้าใจในพลันว่านี่เป็นความรู้สึกนึกคิดอย่างสตรี เนื่องจากมีคนที่สนใจ ความรู้สึกอ่อนโยนจึงเกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องคิดถึงเป็นพิเศษ ในเวลาที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัว สีสันของความคิดถึงก็ก่อตัวขึ้นในหัวใจเอง

วันนั้นที่นำขนมแป้งนึ่งพุทราเชื่อมไปให้ นางไม่ได้คิดอะไรมาก

ภายหลังขนมแป้งนึ่งทั้งตะกร้าถูกแย่งไปแบ่งกันกิน ว่าตามจริงแล้ว นางรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ทุกข์ใจมาก ของมีคนกินก็ดีแล้ว อีกทั้งศิษย์น้องของเขาและมือปราบของหน่วยประตูหกบานทั้งกลุ่มยังชื่นชมกันเช่นนั้น ตะกร้าว่างเปล่าไม่เหลือของ ขนมแป้งนึ่งถูกกวาดเรียบ นางควรจะรู้สึกซาบซึ้งใจ

ดังนั้นนางจึงไม่ได้คิดอะไรมาก

นางกับเขาแตกต่างกันเป็นอย่างมาก คนที่แข็งแรงล่ำสันเช่นเขา ย่อมหาคู่ครองจากคุณหนูบ้านเศรษฐีที่เหมาะสมกันทุกประการได้อยู่แล้ว หรือไม่ก็ผู้ที่รู้ใจกันดีเช่นศิษย์น้องของเขา ให้อยู่เคียงข้างไปทั้งชีวิตจนกระทั่งแก่เฒ่า กับเขาแล้วนางไม่ได้คิดอะไรมากจริงๆ

แม้ว่าจะมีใจให้ แต่ก็เป็นเรื่องของนางผู้เดียว ได้แอบชอบก็ดีแล้ว เช่นนั้นก็ดีมากๆ แล้ว

อีกอย่าง เขาก็บอกนางอย่างชัดเจน ว่าเขาไม่ได้รู้สึกอะไรกับนาง

‘ผู้แซ่เมิ่งกลับไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้น ข้าย่อมไม่ได้คิดอะไรเกินเลยต่อแม่นาง…’

‘ความรู้สึกที่ผู้แซ่เมิ่งมีต่อแม่นางนั้น ไม่ใช่ความรู้สึกระหว่างบุรุษและสตรี…’

นางได้ยินแล้วหัวใจก็ยิ่งบีบรัด

ตอนนั้นนางยังไม่เข้าใจตัวเอง แต่มาตอนนี้ นางเข้าใจแล้วว่าความรู้สึกคับข้องทุกข์ใจในอกเช่นนั้น เป็นเพียงความนึกคิดของดรุณีวัยแรกรัก ไม่มีอะไรหรอก เข้าใจแล้วก็ดี

วันเวลาอันสงบสุขทำให้นางหลงนึกไปว่าตนเองก็เหมือนกับหญิงสาวทั่วไป ที่รู้จักโศกเศร้าตรอมตรมและเป็นทุกข์ในความรัก แต่ว่านางไม่ได้เป็นเช่นนั้น หนอนกู่พิษในกายนางอาจจะขจัดไม่ได้ไปตลอดชีวิต ตอนนี้ดูเหมือนปลอดภัยไร้เรื่องราว แต่ภายภาคหน้าเล่า

หากคิดจะแต่งงานมีลูกเฉกเช่นสตรีธรรมดา แล้วใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สำหรับนางแล้วเป็นความหวังที่มากเกินไป

โชคยังดีความรู้สึกที่ประดังขึ้นมานี้จะเป็นเรื่องของนางไปตลอด สามารถปล่อยให้ตัวเองชอบคนผู้หนึ่งอย่างหลบซ่อน ไม่ให้ใครรู้ได้

พายุในใจนางส่งผลต่อฝ่ามือทั้งสี่ที่ประสานกันอยู่ของนางกับโม่เอ๋อร์อย่างเห็นได้ชัด ดรุณีน้อยลืมตาขึ้นช้าๆ เอียงศีรษะเล็กดุจผลแตง มองพี่สาวอย่างไม่ทราบความนัย

พี่สาวเป็นอะไรไป

เจียงหุยเสวี่ยเข้าใจท่าทางของนาง ยื่นมือไปลูบแก้มเนียน “ไม่เป็นไร ทุกอย่างเรียบร้อยดี”

ดรุณีน้อยยิ้มอย่างโง่งมอีกครั้ง รอยลักยิ้มลึก ฟันดุจเปลือกหอยขาว เจียงหุยเสวี่ยก็ยิ้มตาม แล้วหยิกเนื้อแก้มสาวน้อยเบาๆ “คืนนี้พอแค่นี้ก่อน โม่เอ๋อร์หนังตาจะปิดแล้ว เข้านอนได้แล้ว”

“พี่สาว…” น้ำเสียงฟังดูไม่อาจตัดใจ

“อือ พี่สาวก็จะเข้านอนแล้วเช่นกัน”

“อือ…” โม่เอ๋อร์เคลื่อนตัวอย่างว่านอนสอนง่าย กลิ้งเข้าไปด้านในจนถึงที่ของตนเอง จากนั้นก็นอนตัวตรงหัวหนุนหมอนเครื่องหอมใบชาที่พี่สาวเย็บให้เด็กสาว สองมือประสานกันบนหน้าท้อง

เจียงหุยเสวี่ยเห็นแล้วก็ส่ายศีรษะพลางหัวเราะ

หลังจากนั้น นางก็ดึงผ้านวมออกมาคลุมให้ดรุณีน้อยอย่างมิดชิด เหลือเพียงศีรษะเล็กดั่งผลแตงที่โผล่พ้นออกมา แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ “โม่เอ๋อร์นอนก่อนนะ พี่สาวจะไปลงกลอนประตู เป่าเทียนไขให้เรียบร้อย”

โม่เอ๋อร์หลับตาลงอย่างเชื่อฟัง เจียงหุยเสวี่ยลูบผมบนหน้าผากสาวน้อยอีกครั้งก่อนจะลงจากเตียง

กลอนประตูลงไว้เรียบร้อยตั้งแต่แรกแล้ว นางแค่จะตรวจดูให้แน่ใจอีกรอบ เหลือเพียงหน้าต่างบานเดียวที่ใช้เป็นช่องลม จึงแง้มไว้ครึ่งหนึ่งไม่ได้ปิด

นางดึงหน้าต่างลงอย่างระมัดระวัง หันร่างมากำลังจะดับเทียน ใจพลันกระตุกอย่างแรง

เหมือนกับว่านาง…เหมือนกับว่านางเห็นเงาร่างสายหนึ่งที่ยืนนิ่งอยู่ในเรือนหมู่!

คนผู้นั้น…คนผู้นั้นคือ…

ไม่ต้องขบคิดซ้ำสอง ตัวนางดีดผึง ดึงกลอนประตูออกแล้วผลักออกไปก็พบกับบุรุษผู้นั้น

แสงจันทร์ดุจน้ำค้างแข็งเกล็ดหิมะในค่ำคืนฤดูหนาว ส่องต้องเส้นผมและจอนผมเขาให้ทอประกาย ตกลงบนหน้าผากกว้างและจมูกเป็นสันของเขา ทำให้เค้าโครงเครื่องหน้าแบ่งแยกชัดเจน ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นดูราวกับหลอมรวมกับแสงจันทร์

“ท่านเมิ่ง…” นางอ้าปากค้าง ไม่ได้เอ่ยคำตามมาอีกราวกับถูกทำให้ตกใจไม่น้อย

บุรุษผู้นั้นก็ตกใจราวกับนึกไม่ถึงว่านางจะผลุนผลันเปิดประตูออกมา

เมิ่งอวิ๋นเจิงทำสีหน้ากระดากอายขึ้นชั่ววูบ แย้มริมฝีปากอย่างสงบนิ่ง เอ่ยว่า…

“มารอคอยโจ๊กของแม่นางในเวลานี้ คงจะเร็วไปใช่หรือไม่”

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: