X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งฉางอัน

ทดลองอ่าน หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งฉางอัน บทที่ 3-บทที่ 4

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 3

“สือเยี่ยน ลู่สือเยี่ยน”

ได้ยินคำพูดอ่อนหวานจับใจเช่นนี้ลู่เยี่ยนก็ยกมือทาบทรวงอก

ในระหว่างที่ใจลอย ลมหนาววูบหนึ่งก็พัดมา เสียงดังเอียดอาดดังขึ้นเหนือหัว ป้ายเหนือประตูร้านร่วงครืนลงมา

เสิ่นเจินตาเร็วมือไว เดินขึ้นหน้าสองก้าว ยื่นมือไปคว้าข้อมือลู่เยี่ยนดึงมา “ใต้เท้าระวัง!”

ทั้งสองคนเอี้ยวตัว ก่อนจะได้ยินเสียงป้ายเหนือประตูร้านตกลงบนพื้นดังตึง

บนชายคาร้าน เกล็ดหิมะโปรยปราย

ลู่เยี่ยนถูกความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้ดึงสติกลับมา ภาพตรงหน้าชัดเจนขึ้นอีกครั้ง

เขาก้มลงมองนิ้วมือเรียวยาวขาวเนียนหลายนิ้วที่ข้อมือของเขา ร่างกายก็พลันแข็งเกร็ง ยกมือขึ้นสะบัดการแตะต้องจากนาง

เสิ่นเจินตะลึงไป สองแก้มปรากฏรอยแดงเรื่อ รู้สึกร้อนใจไม่สบายใจขึ้นมา นางอยากจะเอ่ยปากอธิบายว่าตนเองประสงค์ดี ไม่ได้คิดจะเสียมารยาท แต่ก็กลัวว่าอธิบายมากไปจะยิ่งอึดอัดจึงปล่อยเลยตามเลย

พอคิดถึงเรื่องมารยาทแล้วเสิ่นเจินก็กัดขอบปาก ย่อตัวลงคำนับชายหนุ่มพลางพูดเสียงเบาว่า “ขอบคุณใต้เท้าที่เมื่อครู่ยื่นมือเข้าช่วย”

ความเจ็บตรงทรวงอกของลู่เยี่ยนยังไม่จางหายไป ครั้นได้ยินเสียงของนางก็ขมวดคิ้ว ปรับลมหายใจครู่หนึ่ง ตอบว่า “แม่นางไม่ต้องขอบใจ นี่เป็นงานในส่วนของข้าอยู่แล้ว”

พูดจบเขาก็ลูบข้อมือตามจิตใต้สำนึก เป็นจุดที่เสิ่นเจินเพิ่งสัมผัสไปเมื่อครู่พอดิบพอดี

เสิ่นเจินก้มหน้า ย่อมเห็นการกระทำของเขาอย่างชัดเจน

พอเห็นการกระทำแบบนี้แล้วรอยแดงบนใบหน้าเสิ่นเจินก็กระจายไปถึงติ่งหูในทันที ไม่ใช่เพราะนางเขินอาย ทว่าตั้งแต่เด็กจนโตนางไม่เคยถูกผู้อื่นรังเกียจแบบนี้มาก่อน

นางอ้าปากไม่ได้ส่งเสียงพูด สุดท้ายยังคงกลืนคำที่อยากพูดกลับลงไป

พวกเขาพบกันโดยบังเอิญเท่านั้น วันหน้าคงไม่ได้พบกันอีก ถูกรังเกียจหรือไม่ไม่สำคัญเลย

ผ่านไปเพียงชั่วครู่ลู่เยี่ยนก็นำองครักษ์หมุนตัวเดินจากไป เสิ่นเจินก็เดินเข้าในร้านพร้อมกับชิงซี

แสงยามพลบค่ำค่อยๆ เข้มขึ้น แสงสีแดงแผ่ทั่วท้องฟ้า

พ่อบ้านของจวนเจิ้นกั๋วกงเห็นลู่เยี่ยนเลิกงานกลับมาก็รีบโค้งตัวคารวะเขา

ลู่เยี่ยนพยักหน้าตอบกลับ หลังจากสั่งการเสียงเบาหลายประโยคแล้วก็ก้าวยาวเร็วอ้อมระเบียงทางเดินยาวและเข้าไปที่เรือนซู่หนิง

เขานั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ มองดูข้อมือตนเองที่เคยถูกนางฉุดไว้ ขณะเดียวกันก็คิดถึงภาพราวอยู่ในความฝันเมื่อครู่ แววตานั้นราวกับทะเลลึกล้ำ

ถึงแม้เขาจะพูดกล่อมตนเองไม่หยุดว่านี่เป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น

แต่ผิวพรรณขาวสว่างตาอย่างนั้น ไฝสาวงามเหนือกระดูกไหปลาร้า รวมถึงไอกายร้อนรุมยามใกล้ชิดกันยังคงติดตรึงในหัวของเขาสลัดไม่หลุด

ในตอนนี้เตากำยานภายในห้องมีควันลอยเอื่อยออกมา กลิ่นหอมเย้ายวนใจปกคลุมไปทั่วเหมือนกลิ่นจากปลายนิ้วของนางเหลือเกิน

หลังจากผ่านไปชั่วครู่เขาก็ยิ้มเยาะตนเองในทันใด

ใช่ เขายอมรับ คุณหนูสามที่ตกระกำลำบากของสกุลเสิ่นนางนั้นรูปโฉมไม่เบาเลยทีเดียว แต่หญิงสาวที่มีความงามเหนือใครบนโลกนี้มีมากมายนัก เขาคงไม่ถึงขั้นที่ว่าเพราะนางมีความงามน่าหวั่นไหว ในช่วงเวลานั้นก็เกิดความคิด…อย่างนั้นขึ้นกระมัง

ลู่เยี่ยนครุ่นคิดอยู่นานมาก ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก

เขาทำอะไรล้วนดูที่หลักฐานยืนยัน ไม่ชอบวิเคราะห์สิ่งที่สมมติขึ้นเหล่านี้เลย

สุดท้ายเขาเอาภาพฝันอันงดงามฉากนี้ทั้งหมดสรุปรวมว่าช่วงที่ผ่านมานั่งอยู่แต่ในศาล เหน็ดเหนื่อยเกินไป หรืออาจเป็นเพราะเขาเลือดลมพลุ่งพล่านตามประสาคนหนุ่ม

พอคิดแบบนี้เขาก็ลุกขึ้นเดินไปที่ห้องอาบน้ำ ตอนที่กลับมาฟ้าก็มืดสนิทแล้ว

แสงเทียนดับลงต้อนรับกลางคืนที่ยาวนาน

ไม่คิดเลยว่าเขาจะเข้าสู่ความฝันอีกครั้ง…

เขาลืมตาขึ้นช้าๆ พบว่าตนเองอยู่ที่ระเบียงทางเดินยาวของจวนเจิ้นกั๋วกง

แสงจันทร์ยามค่ำคืนมืดสลัวทำให้จวนเจิ้นกั๋วกงที่ดูอึดอัดแต่เดิมมีความรู้สึกเศร้าสลดอย่างบอกไม่ถูกเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

เขามองไปทางซ้ายมือ

สุดระเบียงทางเดินยาว หยางจงยกคอเสื้อของชายหนุ่มผู้หนึ่งกดไว้บนผนัง พูดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “ไป๋เต้าเหนียน เจ้าเป็นหมอเทวดาไม่ใช่หรือ ในเมื่อเป็นหมอเทวดา เหตุใดโรคของซื่อจื่อจึงรักษาไม่หาย”

ชายหนุ่มโบกมือไม่หยุด “ซื่อจื่อมีบุญคุณต่อข้า ถ้าช่วยได้ ข้าจะไม่ช่วยได้อย่างไร แต่ซื่อจื่อในตอนนั้นที่ได้รับไม่ใช่เพียงบาดแผลธนู ที่ถึงชีวิตจริงๆ คือพิษบนธนูนั้น! ข้าเดินท่องแดนซีอวี้มาหลายปีย่อมรู้ว่านั่นคือพิษกู่ชนิดหนึ่งชื่อว่า ‘เหยา’ มีเพียงราชสำนักซีอวี้เท่านั้นที่มี ตอนที่พิษเหยาเข้าร่างกายไม่มีความผิดปกติอะไร แต่หลังจากนั้นสามปีจะดูเลือดของคนจนแห้งและชิงเอาชีวิตไป”

เมื่อฟังคำพูดนี้แล้วหยางจงก็เอ่ยเสียงสั่น “ไม่มียาถอนพิษจริงหรือ”

ชายหนุ่มพยักหน้า “ต่อให้บนโลกนี้มียาถอนพิษก็ไม่ทันกาลแล้ว เวลาสามปี พิษเหยาแทรกซึมไปทั่วร่างกาย ไม่มีทางช่วยได้อีกแล้ว”

หยางจงฟังแล้วสองมือกุมขมับและทรุดตัวลงทันที สีหน้าเจ็บปวดยิ่งกว่าคำพูดใด

ลู่เยี่ยนที่ยืนอยู่ด้านข้างฟังคำพูดของพวกเขาไม่เข้าใจ เขาขมวดคิ้วเดินขึ้นหน้า อยากจะไปสอบถามหยางจงสักหน่อย

บาดแผลจากธนูอะไร เขาไม่เคยมีแผลจากธนูเลย

แต่พอยกเท้า เขาก็ตัวหนักอึ้ง ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป…

ห้องชั้นในของเรือนซู่หนิงมีควันโขมง กลิ่นยาที่แสบจมูกลอยไปทั่ว เขาโบกมือเบื้องหน้าตนเอง หลังจากเห็นชัดเจนก็เบิกตาโตในทันที

เขามองเห็นตนเองนอนหายใจรวยรินอยู่บนเตียง สองตาฝ้าฟาง สีหน้าซีดขาว ผมเต็มไปด้วยสีเงิน เหมือนอายุมากขึ้นสิบปี

เขารีบเดินขึ้นหน้า จ้องมองไป กลับพบว่าในมือของตนเองกำถุงหอมสีขาวใบหนึ่งเอาไว้

บนถุงหอมนั้นปักอักษรตัวเล็กๆ ไว้ตัวหนึ่ง ‘เจิน’

พอมองดูอักษรตัวนี้ลู่เยี่ยนคิดอะไรขึ้นมาบางอย่าง ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงเหนือหัว

หยางจงไม่สนใจมารยาทเหมือนที่ผ่านมา คุกเข่าหน้าเตียงพลางพูดปนสะอื้น “ถึงแม้ซื่อจื่อจะไม่ให้ข้าพูดถึง แต่ในใจข้ารู้ดี ต่อให้ผ่านไปสามปีแล้วในใจซื่อจื่อก็ไม่เคยลืมแม่นางเสิ่นเลย เมื่อเป็นเช่นนี้เหตุใดจึงไม่อ่านจดหมายที่นางทิ้งไว้ให้ท่านเล่า”

สิ้นเสียงพูดของหยางจง คนบนเตียงก็ยิ้ม

ลู่เยี่ยนราวกับได้ยินเสียงในใจของตนเอง…ถ้านางเขียนสิ่งที่ข้าอยากเห็น เช่นนั้นข้าคงอ่านไปนานแล้ว

คำพูดจากลา ปกติล้วนเป็นความเจ็บปวด ในเมื่อใจของนางมีผู้อื่นอยู่ เขาก็ใจแข็งพอจะปล่อยนางไป

แต่เขายอมถอยถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่อยากจะเห็นประโยคที่ว่า ‘ถ้ามีชาติหน้า…’

ในสายตาของเขาลู่เยี่ยน คนมีเพียงชาตินี้ ไม่มีชาติหน้า ที่พูดว่าชาติหน้าก็เป็นเพียงสัญญาปากเปล่าเท่านั้น เชื่อถืออะไรไม่ได้

ก่อนจะหลับตาลง เขาย้อนคิดถึงเรื่องราวชาตินี้ของตนเองในเวลาสั้นๆ

เขาจำได้ถึงฝ่ามืออันอบอุ่นของท่านย่า จำได้ถึงคำอบรมสั่งสอนของบิดามารดา จำได้ถึงตอนที่ผ่านการสอบหน้าพระที่นั่งในวัยสวมหมวก* และจำได้ถึงคืนเข้าห้องหอที่เรียบง่ายนั้นได้

ยี่สิบเจ็ดปี แม้จะสั้น แต่ก็ยาวเช่นกัน

เมื่อสายตาค่อยๆ พร่าเลือน เขาเอ่ยปากพูดเสียงแหบแห้ง “รอข้าตายแล้ว เจ้าก็เอาของในจวนข้าไปทิ้งให้หมด อย่าให้ท่านแม่ข้าเห็น…สำหรับจดหมายฉบับนั้นแล้วแต่เจ้าจะจัดการ ทำอย่างไรก็ได้ แค่อย่างเดียวคือห้ามเผา”

เขากลัวว่าอยู่ในปรโลก เห็นอักษรราวเห็นหน้า จะเป็นความทรมานทำร้ายจิตใจอีกครั้ง

วันที่จวนเจิ้นกั๋วกงแขวนผ้าบางสีขาวไว้ทุกข์วันนั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว

เขามองดูมารดาของเขา องค์หญิงใหญ่จิ้งอันที่มีความภาคภูมิหยิ่งผยองผู้นั้นคุกเข่าอยู่กลางโถงไป่อัน โน้มตัวไปข้างหน้า ปิดหน้าร้องไห้อย่างสิ้นหวัง

บิดาของเขาประคองมารดาพลางพูดเสียงเบาว่า “เยี่ยนเกอเอ๋อร์ถูกธนูครั้งนี้นับว่ามีเกียรติมาก”

ดูถึงตรงนี้ลู่เยี่ยนก็รู้สึกว่าอากาศรอบข้างเบาบางลงทุกที ความเจ็บที่ทรวงอกค่อยๆ รุนแรงขึ้น ไม่เพียงแค่ทรวงอก อวัยวะต่างๆ ของเขาล้วนเริ่มบีบตัวจนเจ็บขึ้นมารางๆ

เขาไม่ได้ยินอะไรอีกเลย ภาพทุกอย่างตรงหน้าหายไปในทันที

ลู่เยี่ยนที่อยู่บนเตียงดูเหมือนคนใกล้ขาดใจที่ถูกกรอกอากาศเข้าตัว พรวดลุกขึ้นนั่งและสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่

เขาก้มหน้ามองสองมือที่สั่นเทาของตนเอง เป็นครั้งแรกที่สัมผัสได้ว่าอะไรเรียกว่าลนลานทำอะไรไม่ถูก เขาบังคับให้ตนเองสงบลงและกลับไปย้อนคิดถึงแต่ละฉากในหัวเมื่อครู่

เขาจับรายละเอียดได้อย่างหนึ่ง ถุงหอมสีขาวใบนั้น บนนั้นปักอักษร ‘เจิน’ เอาไว้

พอคิดถึงตรงนี้เขาก็หัวเราะเยาะออกมาทันที

ต่อให้เป็นความฝันก็ไม่ควรจะเหลวไหลแบบนี้

ไม่พูดถึงว่าเหตุใดเขาจึงถูกพิษ และเหตุใดอายุใกล้สามสิบปีแล้วยังไม่มีภรรยาไม่มีลูก แต่มีจุดหนึ่งเขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าตนเองจะคิดถึงใครผู้หนึ่งอย่างอ่อนแอแบบนั้น

หากนี่ไม่เหลวไหลแล้วคืออะไรเล่า

เขาด้านหนึ่งปฏิเสธความฝันทั้งหมดเมื่อครู่ ด้านหนึ่งเพราะความรู้สึกแทบขาดใจที่เหมือนจริงเหลือเกินทำให้สันหลังเย็นวาบ

เขานั่งอยู่ตรงหน้าต่างไม่ขยับเขยื้อนอยู่เป็นนาน

ตอนที่ด้านนอกมีเกล็ดหิมะเล็กๆ โปรยปรายเขาก็สังเกตเห็นในทันที ภาพประหลาดแต่ละฉากเหมือนจะเกิดขึ้นหลังจากไปที่ตลาดตะวันตกและได้พบนาง

พอคิดถึงตรงนี้เขาก็เข้าใจกระจ่าง

เป็นนางที่มีปัญหา เป็นผงหอมที่ร้านไป่เซียงมีปัญหา ผงหอมที่กระจายเต็มพื้นในวันนั้น เป็นไปได้มากว่าเขาอาจจะสูดผงยาที่ทำให้คนประสาทหลอนเข้าไป

หลังจากมั่นใจยิ่งขึ้นเขาก็ไม่อยากรออีกต่อไป รีบเปลี่ยนชุดขุนนางแล้วเรียกหยางจงมาพลางเอ่ย “ไปหาท่านหมอมาสามคน”

หยางจงไม่เข้าใจเรื่องราว รีบถามว่า “ซื่อจื่อรู้สึกไม่สบายตัวหรือขอรับ”

ลู่เยี่ยนขมวดคิ้ว พูดเสียงเข้มว่า “ข้าจะออกไปสืบคดี”

หยางจงเห็นนายของตนเองมีสีหน้าเคร่งเครียด คิดว่าเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น แต่ก็ไม่กล้าถามอะไรมากอีก รีบไปหาท่านหมอสามคนในเมือง

 

ยามเฉินสามเค่อลู่เยี่ยนนำคนขบวนหนึ่งเดินผ่านตลาดมาที่หน้าประตูร้านไป่เซียงอีกครั้ง

ป้ายเหนือประตูร้านไป่เซียงซ่อมเสร็จและถูกแขวนขึ้นไปแล้ว

ลู่เยี่ยนจ้องมองหญิงสาวในห้องที่ดูอยู่ในโอวาท ดูแล้วไม่มีพิษภัย กำลังยกนิ้วดีดลูกคิดอยู่ ไฟโกรธไร้สาเหตุกลุ่มหนึ่งก็พุ่งขึ้นมาในใจ อีกครู่หากเขาตรวจพบว่าในร้านนี้มีอะไรที่ไม่ควรมี เขาจะคุมตัวนางไปที่ศาลต้าหลี่ด้วยตนเอง

ในขณะเดียวกันเสิ่นเจินก็รับรู้ความรู้สึกเหมือนหนามแทงหลัง มือที่ดีดลูกคิดชะงักไปทันที นางมองไปข้างนอกช้าๆ

พอมองไป มือเล็กของนางก็กำเป็นหมัดด้วยความตกใจ

ชายหนุ่มผู้นั้นอยู่ไม่ไกลออกไป ใช้แววตานิ่งเงียบราวพญาเหยี่ยวคู่นั้นจับจ้องมาที่นาง

สี่ตาประสานกันอีกครั้ง ลู่เยี่ยนพูดเสียงเข้มกับเหล่าท่านหมอที่อยู่ด้านข้าง “ตรวจสอบ อย่าให้ตกหล่นแม้แต่ขวดเดียว”

 

บทที่ 4

วันที่หกเดือนสิบ ยามเฉินสามเค่อ

“ตรวจสอบ อย่าให้ตกหล่นแม้แต่ขวดเดียว”

สิ้นเสียงพูด องครักษ์ของที่ว่าการนครหลวงก็เข้าล้อมร้านไป่เซียงไว้ในทันที

ลู่เยี่ยนก้าวเท้าข้ามธรณีประตู สะบัดชายแขนเสื้อพลางพูดกับเสิ่นเจินว่า “ขอให้คุณหนูเสิ่นเอาผงหอมที่วางไว้บนชั้นและที่ซ่อนไว้ในห้องเก็บของของร้านออกมาให้หมดและตั้งวางให้ดี”

เสิ่นเจินได้ยินคำว่า ‘ซ่อน’ ที่แสลงหูนั้นแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นช้าๆ พูดว่า “ใต้เท้าลู่ นี่หมายความว่าอย่างไร”

ลู่เยี่ยนสีหน้าเป็นปกติ พูดไปตามกฎระเบียบ “องครักษ์ผู้หนึ่งข้างกายข้า เมื่อวานหลังจากมาที่นี่ก็หมดสติไม่ยอมฟื้น สาเหตุยังไม่แน่ชัด มาที่นี่ก็เพื่อตรวจสอบเรื่องน่าสงสัยตามระเบียบ ถ้าผงหอมของแม่นางไม่มีปัญหา” เขาชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นชี้ไปที่ข้างนอกพลางพูดว่า “คนที่อยู่ข้างนอกจะจากไปในทันที”

เสิ่นเจินฟังจบแล้วในใจรู้สึกเคร่งเครียดอย่างยิ่ง

เมื่อวานกว่าจะไล่คนทวงหนี้ไปได้ไม่ง่ายนัก วันนี้เหตุใดจึงหาเรื่องกับคนของทางการได้อีก นับจากการถูกค้นร้านในครั้งก่อนเสิ่นเจินรู้สึกต่อต้านกับภาพเหตุการณ์เช่นข้างนอกนั้น กลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นเสมอมา

นางเดินเข้าไปหาและพูดอย่างระวังตัวว่า “บนตัวใต้เท้าลู่มีหนังสือคำสั่งตรวจค้นหรือไม่” ที่เสิ่นเจินถามเช่นนี้ก็เพราะรู้ว่าทางการสืบคดี หากไม่มีหลักฐานแน่ชัดจะไม่มีหนังสือคำสั่งตรวจค้นแน่นอน

สายตาท่าทางไม่ยอมให้ความร่วมมือของเสิ่นเจินแบบนี้ ในสายตาของลู่เยี่ยนเป็นการกระทำของคนกลัวความผิด

เขาเหลือบมองหยางจงแวบหนึ่ง หยางจงก็รีบยื่นหนังสือคำสั่งตรวจค้นแผ่นหนึ่งมาให้ทันที

ท้ายหนังสือคำสั่งมีตัวอักษรลงไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ลู่เยี่ยน’

“คุณหนูเสิ่นมอบกุญแจห้องเก็บของมาก็พอ ข้าจะให้คนไปช่วยเจ้าขน อย่างไรเสียในที่ว่าการนครหลวงมีงานมากมาย จะเสียเวลาไม่ได้” พูดจบเขาก็ไม่รอให้เสิ่นเจินตอบ กลับโบกมือทันที

องครักษ์ข้างนอกบุกเข้าประตูมา

เสิ่นเจินมองดูหนังสือคำสั่งตรวจค้นในมือ ในใจหวาดหวั่นจนเผลอดึงกระดาษขาด

พอเห็นดังนี้ลู่เยี่ยนก็เอ่ยปากพูดอีกครั้ง “ของของทางการ ห้ามทำลายแม้แต่น้อย”

เสิ่นเจินตะลึงงัน นิ้วมือชะงักอยู่ที่เดิม นางรู้ว่าอีกฝ่ายเตรียมการมาพร้อมสรรพ คิดจะหลบคงหลบไม่พ้นแล้ว จึงหมุนตัวเดินกลับไปที่โต๊ะ ดึงเปิดลิ้นชัก หยิบกุญแจพวงหนึ่งออกมาและยื่นให้ลู่เยี่ยน

ลู่เยี่ยนคว้ามาแล้วเดินขึ้นหน้าไปเจ็ดก้าว เปิดประตูห้องเก็บของ ก่อนจะสั่งให้องครักษ์รีบขนของ ส่วนตนเองยืนอยู่ข้างเสิ่นเจินคอยจับตามองนาง ด้วยกลัวว่านางจะใช้วิชามารอะไรมาทำให้คนหลงใหลอีก

หลังจากผ่านไปครู่ใหญ่พวกเขาก็ยกหีบใหญ่หลายใบมาที่กลางห้องในร้าน

องครักษ์หนึ่งในนั้นก้าวออกมาโค้งคำนับพร้อมพูดว่า “ใต้เท้า ในห้องเก็บของว่างเปล่าแล้ว ข้าน้อยลองเคาะผนังดู ไม่มีห้องลับอื่นขอรับ”

ลู่เยี่ยนพยักหน้า ก้มลงมองเสิ่นเจินแล้วพูดว่า “เจ้าบอกมาตามจริง มีเท่านี้หรือ”

เสิ่นเจินเงยหน้ามองเขา แววตาบริสุทธิ์ยิ่ง “เดิมทียังมีอีกบ้าง แต่เมื่อวานถูกคนทำลายทิ้งไป”

ลู่เยี่ยนย้อนคิดเหตุการณ์เมื่อวานครู่หนึ่งจึงส่งเสียงตอบ “อืม”

ไม่ช้าท่านหมอสามคนก็เดินเข้ามา พวกเขาเปิดขวดเหล่านั้นออกทีละขวด ดมดู ใช้นิ้วบด ดมดูอีกครั้ง แล้วใช้นิ้วบดอีกครั้ง หลังจากตรวจสอบทั้งหมดเวลาก็ผ่านไปเต็มหนึ่งชั่วยามแล้ว

พวกเขารายงานทีละคนจากซ้ายไปขวา “เรียนใต้เท้า ตลับหลายใบนี้เป็นผงชาดชั้นเลิศ เป็นของที่หญิงสาวใช้กัน ขวดปากแคบหลายใบนี้เป็นน้ำมันผมหอม ทางนี้ยังมีสีผึ้งทาปากที่เพิ่งทำออกมาไม่นานจำนวนหนึ่ง”

อีกคนพูดว่า “ทางข้าล้วนเป็นผงที่ขนมาจากแดนไกล เป็นผงแป้งขาวของหังโจว”

ทางด้านคนสุดท้ายมีหลายประเภทที่สุด การพูดของเขาค่อนข้างช้า พูดอย่างเนิบนาบว่า “ที่ข้านี้ล้วนเป็นพวกวัตถุดิบเครื่องหอม นอกจากมีชะมดเชียง อบเชย ดอกเบญจมาศ ดอกมะลิ ยังมีกำยานเส้น กำยานขด กำยานก้อน หมอนหอม ไม่มีอย่างอื่นเลย”

ลู่เยี่ยนเป็นรองผู้ว่าการนครหลวงย่อมรู้จักยาจำนวนหนึ่ง หลังจากเขาอดทนฟังจนจบก็ขมวดคิ้วแน่น พูดเสียงเข้มว่า “ตรวจสอบละเอียดแล้วหรือ”

ทั้งสามคนพยักหน้าพร้อมกันและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ตรวจสอบละเอียดหมดแล้วขอรับ”

เห็นได้ชัดว่าลู่เยี่ยนไม่เชื่อผลลัพธ์นี้ เขาใช้หางตากวาดมองสีหน้าเคร่งเครียดของเสิ่นเจินและมือเล็กที่สั่นเทาแวบหนึ่งก็คิดขึ้นในทันใดว่าต้องมีที่ใดหลุดรอดไปแน่นอน

หลังนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ลู่เยี่ยนจึงหันไปพูดกับทุกคนว่า “พวกเจ้าออกไปก่อน ไม่มีคำสั่งของข้าห้ามปล่อยคนเข้ามา”

เมื่อทุกคนออกไปแล้ว ในเวลานี้ภายในห้องเหลือเพียงพวกเขาสองคน

ลู่เยี่ยนกวาดตามองไปรอบห้องอย่างรวดเร็วหนึ่งรอบ สุดท้ายสายตาก็ไปหยุดที่บนตู้ไม้จันทน์หอมตัวเตี้ยฉลุลายตู้หนึ่ง

บนนั้นวางพัดไว้สองเล่ม เล่มหนึ่งพัดใบผูที่ปักรูปดอกไห่ถังอีกเล่มเป็นพัดจีบที่วาดภาพศาลาริมน้ำจวินอันเอาไว้

เขาเดินเข้าไปหยิบพัดจีบ สะบัดคลี่ให้กางออกแล้วหมุนตัวมา

เสิ่นเจินคิดว่าเมื่อครู่ถือว่าจบเรื่องแล้ว เห็นลู่เยี่ยนเดินมาตนเองอีกครั้งก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าวและพูดว่า “นี่ใต้เท้าจะทำอะไร”

ลู่เยี่ยนไม่พูดอะไรกับนางมาก ใช้ร่างกายที่สูงใหญ่ของเขาและบารมีของการเป็นขุนนางมานานบีบนางไปชิดผนัง

เพียงชั่วพริบตาชุดขุนนางสีม่วงเข้มนั้นก็อยู่ห่างจากเสิ่นเจินเพียงครึ่งเชียะเท่านั้น

เสียงของเขาบางเบาราวกับลมหนาวประหลาดวูบหนึ่ง “คุณหนูเสิ่นให้ความร่วมมือข้าค้นตัวด้วย ยกแขนขึ้นมา”

เสิ่นเจินมีชาติกำเนิดเป็นบุตรสาวภรรยาเอกจวนโหว ไม่เหมือนหญิงสาวทั่วไปที่เห็นคนของทางการแล้วก็กลัวเกรงอย่างมากจนยินยอมทุกอย่าง นางกลัวก็ส่วนกลัว แต่ยังคงมีสติอยู่บ้าง “ข้าว่าใต้เท้าลู่ทำแบบนี้ไม่เหมือนมาทำงานของทางการ แต่เหมือนมารังแกข้าซึ่งเป็นหญิงสาวที่ไม่มีทางสู้ผู้หนึ่ง”

ลู่เยี่ยนได้ยินนางพูดเบี่ยงเบนเป้าประสงค์จึงหัวเราะเยาะพลางเอ่ยว่า “ถ้าข้าคิดรังแกเจ้าย่อมมีเป็นพันหมื่นวิธี อย่าพูดเล่นลิ้น ยกแขนขึ้น”

เสิ่นเจินแม้จะกลัว แต่ยังคงกัดฟันพูดว่า “ที่ว่าการนครหลวงไม่มีเจ้าหน้าที่หญิงหรือ”

ลู่เยี่ยนไม่พูดจา แต่แววตาเย็นชาและพร้อมจู่โจมนั้นกำลังบอกนางว่า ‘อย่าบีบให้ข้าลงมือ’

ที่ว่าการนครหลวงได้โยกตัวเจ้าหน้าที่หญิงมาจริง แต่บางครั้งเพื่อความรวดเร็ว ไม่ให้พลาดหลักฐาน ก็จะให้ผู้เป็นหัวหน้าลงมือเอง ถึงแม้ชายหญิงจะมีความแตกต่าง แต่สามารถใช้สิ่งของทดแทนได้

เสิ่นเจินกลั้นหายใจเงยหน้าขึ้นจ้องมองเขา อย่างไรก็ไม่อยากจะยกแขนขึ้น เล็บแหลมแอบเพิ่มแรงกดจนเนื้อบนฝ่ามือเป็นรอยแดงแล้ว

ลู่เยี่ยนขยับเข้าไปอีกหนึ่งก้าวเล็ก ครานี้ทั้งสองคนใกล้จะแนบชิดกันอยู่แล้ว ไอเย็นรอบตัวของลู่เยี่ยนทำลายแนวป้องกันของเสิ่นเจินลงอย่างสิ้นเชิง นางหลับตาลงและยกสองแขนขึ้นสูง

ปลายนิ้วสั่นเทา ในใจชืดชาถึงขีดสุด

ลู่เยี่ยนรู้ว่านางเป็นหญิงและยังไม่ออกเรือน เห็นนางให้ความร่วมมือในการค้นตัวจึงเก็บความคิดจะข่มขู่ กำพัดจีบยื่นไปที่ตัวของนาง

ด้ามพัดเพียงแตะถูกนาง ตัวของนางก็ราวกับปูที่ต้มจนสุก…แดงไปทั่ว

ด้วยเสื้อผ้ากั้นและระยะห่างด้วยด้ามพัดกั้น ลู่เยี่ยนยังคงรับรู้ได้ว่านางกำลังตัวสั่นอยู่

ลู่เยี่ยนไม่มีจุดประสงค์อื่นแฝง ใช้ด้ามพัดแนบไปบนแขนของนางที่ยกขึ้นมา ไล่ไปตามส่วนเว้าโค้งของนาง เลื่อนลงล่าง มือของเขาไม่เบาไปไม่หนักไป ตบแตะสลับไล่ไปมาอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่ต้นจนจบ ตรวจค้นไปทีละจุด ไม่มีจุดใดไม่ถูกตรวจอย่างละเอียด

มีเพียงสองจุดนั้น เขาคิดไปคิดมาแล้วก็ไม่ได้แตะต้อง

“หมุนตัว”

เสิ่นเจินกัดริมฝีปากแน่น กลัวว่าตนเองจะส่งเสียงอะไรออกมา

ทั้งห้องเหลือเพียงเสียงขยับเท้าและเสียงสวบสาบของเสื้อผ้าที่เสียดสีกัน

ยามนี้นางหันหลังให้เขา รู้สึกไม่สบายใจยิ่งขึ้น แต่เพราะเขาเลี่ยงจุดที่นางกลัวว่าเขาจะแตะต้องที่สุด คิดว่าเขาคงไม่ได้เกิดตัณหา จึงส่งเสียงขอร้องเขา “ใต้เท้าเร็วสักนิดได้หรือไม่”

ลู่เยี่ยนใช้ด้ามพัดแตะแผ่นหลังของนางตรวจค้นขึ้นส่วนบน ทันใดนั้นก็ไปชะงักอยู่ที่ส่วนแถวคอของนาง

กลิ่นผมหอมฟุ้งกระจาย เขานึกถึงไฝสาวงามในความฝันของเขาเม็ดนั้นขึ้นมา

ทุกอย่างในความฝันนั้นเข้ามาสู่สายตาของเขาอีกครั้ง เขาราวกับถูกผีผลัก ทำเหมือนเจ้าบ่าวพลิกเปิดผ้าคลุมหน้าสีแดง ใช้ด้ามพัดเกี่ยวเปิดผมของนางขึ้น

ตาของเขามองนิ่ง ภาพไฝตรงหน้าเม็ดนี้กับเม็ดที่อยู่ในความฝันนั้นค่อยๆ ทับซ้อนกัน

ตำแหน่งเหมือนกัน ล้วนอยู่แถวต้นคอนวลเนียนเหนือกระดูกไหปลาร้าของนางเช่นกัน

สีหน้าของลู่เยี่ยนสับสนเล็กน้อยก่อนจะดึงมือกลับในทันที

เสิ่นเจินเห็นเงาที่ปกคลุมข้างกายนางเคลื่อนออกไปแล้วก็หมุนตัวกลับมาทันที

นางใช้แววตาราวแสงสะท้อนน้ำคู่นั้นจ้องนิ่งมาที่เขาและพูดออกมาทีละคำว่า “ใต้เท้าลู่ ตรวจค้นเสร็จหรือยัง” หากไม่ใช่เพราะขนตาล่างของนางยาว เกรงว่าหยดน้ำตาเม็ดใหญ่คงจะร่วงลงมาแล้ว

ไม่รู้เพราะเหตุใด ลู่เยี่ยนเห็นสายตาของนางแล้วหัวใจรู้สึกเจ็บปวดทันที เป็นความเจ็บปวดแบบนั้นอีกแล้ว เขาพยายามอดกลั้นและกำหมัดไว้ ริมฝีปากขยับเอ่ยพูดว่า “ตรวจค้นเสร็จแล้ว”

“มีอะไรไม่เหมาะสมหรือไม่”

“ตอนนี้ไม่มี”

เพราะถูกเขาค้นตัวไปเมื่อครู่ ผมของเสิ่นเจินจึงยุ่งเหยิงไปหมด นางขอบตาแดง จ้องมองเขาพลางเอ่ยถามว่า “ขอถามใต้เท้า ถ้าผงหอมที่ร้านข้ามีปัญหา แล้วเหตุใดใต้เท้าลู่จึงไม่เป็นไร เมื่อวานท่านก็มาเช่นกันไม่ใช่หรือ”

สิ้นเสียงพูด ต่อให้ลู่เยี่ยนเป็นคนที่เก่งในการทำหน้านิ่งแบบนี้ ในใจยังทนไม่ไหว รู้สึกผิดอยู่บ้าง

แต่ชายผู้นี้รับราชการมาหลายปี ย่อมไม่ใช่คนที่เสิ่นเจินพูดสองสามคำจะสร้างความลำบากใจให้ได้

เขาก้มหน้ามองนาง ดวงตาดำคู่หนึ่งปรากฏแก่สายตานางทันที “ชาวเมืองให้ความร่วมมือทางการในการสืบคดีเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ข้าให้เจ้าดูหนังสือคำสั่งตรวจค้นและทำให้เจ้าหลุดจากข้อสงสัยอีก คุณหนูเสิ่นไม่พอใจอะไรหรือ”

เสิ่นเจินไม่พูดจา ถึงแม้ในใจมีความไม่พอใจเต็มท้อง แต่ยังคงไม่กล้างัดข้อกับเขา

ลู่เยี่ยนมองใบหน้าเล็กของนาง ทรวงอกเจ็บปวดรุนแรงขึ้นอีกครา ก่อนจะเดินผ่านตัวนาง เอ่ยเสียงเข้มว่า “ข้ายังมีเรื่องอื่นต้องจัดการ ข้างนอกจะทิ้งคนไว้สองคนช่วยคุณหนูเสิ่นขนหีบเหล่านี้กลับที่”

พอกล่าวจบเขาก็เดินอ้อมฉากบังตาที่ทำจากไม้ทาสีแดงและเดินจากไปทันที

 

หลังจากกลับถึงที่ว่าการ ลู่เยี่ยนพบว่าในมือของเขายังกุมพัดจีบเล่มนั้นอยู่

บนด้ามพัดดูเหมือนยังมีกลิ่นหอมยวนใจเหลือติดมาด้วย

เขาปิดเอกสารอย่างรำคาญใจ มีไฟซ่อนสุมอยู่ในอก

หากนางไม่มีปัญหา แล้วความฝันต่อเนื่องนั้นมันเกิดอะไรขึ้น หรือจะเป็นเหมือนที่นักพรตในยุทธภพเหล่านั้นพูดกัน เป็นความทรงจำเมื่อชาติก่อน?

ช่างน่าขัน

เขากำลังคิดอยู่ก็ล่วงมาถึงเวลาพลบค่ำ

วันนี้บนถนนคึกคัก พรมแดงปูเต็มพื้น เสียงพูดคุยหัวเราะไม่ขาด ตีฆ้องลั่นกลองกันไม่หยุด เด็กหลายคนกระโดดโลดเต้นไปมา ชี้เกี้ยวมงคลพลางตะโกนว่า “เจ้าสาว! ดูสิ! เป็นเจ้าสาว!”

ทางลู่เยี่ยนยังเขียนเอกสารไม่เสร็จ รู้สึกเพียงว่าข้างนอกเสียงดังเหลือเกินทำให้เขาสีหน้าเคร่งเครียด เหนือหัวมีเมฆดำปกคลุม อยากจะเอาเด็กที่ตะโกนโวยวายข้างนอกเหล่านั้นโยนกลับเรือนไปให้หมด

ข้างนอกเสียงดังขึ้นทุกที ราวกับเสียงของแม่สื่อจะทะลุก้อนเมฆอยู่แล้ว

ทันใดนั้นลู่เยี่ยนก็เงยหน้าขึ้น โยนพู่กันขนหมาป่าในมือไปทางกล่องใส่พู่กัน

ในตอนนี้เองเจิ้งจงเหลียนผู้ว่าการนครหลวงกับซุนซวี่รองผู้ว่าการอีกคนหนึ่งก็เดินเข้ามาพร้อมกัน

รองผู้ว่าการซุนประกบมือคารวะลู่เยี่ยน พูดด้วยรอยยิ้ม “ใต้เท้าลู่กำลังยุ่งอยู่หรือ”

ลู่เยี่ยนลุกขึ้นคารวะตอบ “ใต้เท้าเจิ้ง ใต้เท้าซุน”

เจิ้งจงเหลียนใบหน้าสดใสพูดกับลู่เยี่ยนว่า “คดีของสกุลซุนอำเภอวั่นเหนียนในที่สุดก็คลี่คลายแล้ว เป็นภรรยาเขาที่วางยาฆ่าเขาจริงๆ ทางบ้านเกิดนางมีเงิน แม้แต่เจ้าหน้าที่ชันสูตรยังกล้าซื้อตัว ข้าว่าวางแผนฆ่าสามีตนเองโทษนี้ประหารได้เลย แต่ตอนนี้มอบคดีไปให้ศาลต้าหลี่แล้ว พวกเราก็สามารถผ่อนคลายได้ ใต้เท้าลู่คืนนี้ไม่มีงานอะไร ไปดื่มสุรากันข้างนอกหรือไม่”

พวกเขาสองคนถามแบบนี้เป็นมารยาทเท่านั้น อย่างไรเสียหลายครั้งที่พวกเขาชวนลู่เยี่ยนออกไปดื่มสุราส่วนใหญ่เขาล้วนปฏิเสธ

แต่ก็จริงอยู่ว่าสถานเริงรมย์เหล่านั้นซื่อจื่อที่สูงศักดิ์ผู้นี้ไม่ค่อยเหมาะจะไปนักจริงๆ

ทว่าพวกเขาคิดไม่ถึงว่าวันนี้ใต้เท้าลู่กลับยอมวางความพิถีพิถันตามปกติ กึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มตอบรับว่า “ได้”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 31 .. 64 เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: