X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักอัครเสนาบดีหญิง

ทดลองอ่าน อัครเสนาบดีหญิง บทที่ 9 – บทที่ 10 – บทที่ 11

หน้าที่แล้ว1 of 29

บทที่ 9

 เรื่องลูกกระเดือก ไม่ใช่ว่าเซี่ยซูจะมองข้าม

ตอนที่เซี่ยหมิงกวงยังอยู่ก็ได้บอกให้นางหาช่างฝีมือเก่งๆ มาทำลูกกระเดือกปลอมที่เหมือนจริงอันหนึ่งให้ แต่พอมีของแบบนั้นติดอยู่บนลำคอแล้ว นอกจากจะรู้สึกอึดอัดแล้ว ยามจะพูดหรือกลืนน้ำลายก็ไม่อาจทำได้อย่างคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติเหมือนบุรุษ กลับกันจะยิ่งทำให้คนสนใจ นางจึงไม่ได้ใช้มันอีก ได้แต่ใช้คอเสื้อมาคอยปกปิดลำคอตลอดเวลาแทน

เว่ยอี้จือตรวจดูแผลให้นางนั้นเป็นเพราะห่วงใยในฐานะที่เป็นพี่น้องกัน แต่หากทำให้เขาพบอะไรเข้าจริงๆ เห็นทีความสัมพันธ์พี่น้องนี้จะถึงคราวสุ่มเสี่ยงเสียแล้ว

ทว่าเมื่อเทียบกับเรื่องลู่ซีฮ่วนกับพวกสมคบกันก่อกบฏแล้ว เรื่องนางไร้ลูกกระเดือกกลับดูเล็กน้อยเสียจนไม่มีค่าให้พูดถึง

เพื่อไม่ให้ข่าวนี้กระจายออกไป เซี่ยซูจึงจงใจที่จะเข้าวังในยามวิกาล ขัดจังหวะฮ่องเต้ที่กำลังพลอดรักกับสาวงาม บังคับให้พระองค์ไปที่ห้องทรงพระอักษร

ฮ่องเต้จึงไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไรนัก ก่อนประทับหลังโต๊ะทรงพระอักษรด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “อัครเสนาบดีเซี่ยมาถึงที่นี่กลางดึกเช่นนี้มีธุระอะไรกันแน่”

เซี่ยซูมอบคำสารภาพของเล่ออันแก่ฮ่องเต้ด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม

ฮ่องเต้เปิดออกอ่าน ใบหน้าก็ซีดขาวไปโดยพลัน “เรื่องนี้เป็นความจริงรึ!”

“ทูลฝ่าบาท เป็นความจริงแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ลุกขึ้น มือไพล่หลังแล้วเดินวนไปวนมาในตำหนักอยู่หลายรอบ ก่อนจะมีรับสั่งให้เสียงกงกงไปถ่ายทอดคำสั่ง เรียกขุนนางสำคัญมาเข้าเฝ้า

 

ถูกเรียกเข้าเฝ้าในยามวิกาลเช่นนี้ เหล่าขุนนางใหญ่ย่อมจะนึกสงสัย พอเข้าไปในห้องทรงพระอักษร เห็นอัครเสนาบดีสวมชุดขุนนางเต็มยศยืนอยู่ก็พอจะคาดเดาได้ว่าต้องเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแน่

เว่ยอี้จือกับเซี่ยซูมองสบตากัน แล้วทำทีเหมือนไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น

ฮ่องเต้เอ่ยถึงเรื่องที่ตระกูลทางฝ่ายใต้วางแผนก่อการกบฏ แม้ทุกคนจะประหลาดใจแต่ก็ไม่ถึงกับลนลานจนทำอะไรไม่ถูก อย่างไรเสียการได้รู้ก่อนล่วงหน้าก็ทำให้หาทางเฝ้าระวังได้ทัน

“ขุนนางทุกท่านคิดว่าควรจัดการเรื่องนี้อย่างไรดี”

สมุหกลาโหมหวนเผยเซิ่งและหัวหน้าสำนักราชเลขาธิการหยวนหลินต่างหันไปมองเซี่ยซู รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรขึ้นมา ส่วนคนอื่นๆ ก็ล้วนตัดสินใจไม่ถูก มีเพียงกวงลู่ต้าฟูหวังมู่ที่เอ่ยขึ้นมาว่า “ฝ่าบาทควรลงพระอาญาให้หนักฐานก่อการกบฏพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด ย่อมต้องลงโทษอย่างหนักแน่ แต่จะลงโทษอย่างไรเล่า แล้วจะลงโทษผู้ใด เรื่องนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่จัดการได้ยากยิ่ง ทันใดนั้นพระองค์ก็หันไปมองเซี่ยซู แย้มยิ้มมุมปากอย่างมีเลศนัยแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้ให้อัครเสนาบดีเซี่ยเป็นคนจัดการก็แล้วกัน”

เซี่ยซูย่อมไม่ยินดี หากข้าคิดจะทำจริงๆ จะเอาเรื่องนี้มาโยนให้ฮ่องเต้หรือ ใครอยากจะให้เผือกร้อนอย่างตระกูลทางใต้มาลวกมือตนเองเล่า

“ฝ่าบาทโปรดพิจารณาด้วย นี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นงานใหญ่เกินกว่าที่กระหม่อมจะแบกรับไหว ขอพระองค์ทรงมอบหมายให้รัชทายาทเป็นผู้ดูแลเถอะพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้ไม่โปรดปรานรัชทายาท แต่ที่เซี่ยซูพูดมาก็มีเหตุผล มีคนอยากจะโค่นบัลลังก์ของพระองค์ คนที่เหมาะสมที่จะออกหน้าจัดการมากที่สุดย่อมต้องเป็นฮ่องเต้เองและว่าที่ฮ่องเต้ในอนาคต ไม่มีตระกูลใหญ่ตระกูลใดอยากจะเข้าไปพัวพันกับการแก่งแย่งอำนาจการปกครองหรอก ทุกคนย่อมรู้อยู่แก่ใจ

ตอนนี้เว่ยอี้จือจึงหันไปประสานมือคารวะฮ่องเต้แล้วเอ่ยว่า “กระหม่อมก็คิดว่าอัครเสนาบดีเซี่ยไม่อาจแบกรับงานใหญ่เช่นนี้ได้ ฝ่าบาทอย่าทรงลืมว่าเรื่องคดีเล่ออัน ท่านอัครเสนาบดีก็กระทำการไปโดยไม่ได้ขออนุญาตอย่างเป็นทางการนะพ่ะย่ะค่ะ”

เซี่ยซูชักสีหน้าไม่พอใจทันที “ที่อู่หลิงอ๋องทูลนั้นหมายความว่าอะไร ข้าทำไปโดยคำนึงถึงชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญต่างหาก หากจัดการเรื่องเล่ออันอย่างเปิดเผย ข้าจะทำอะไรเขาได้เล่า”

เว่ยอี้จือหันไปทางฮ่องเต้ คร้านที่จะมองเซี่ยซู

ฮ่องเต้ไม่มีใจจะมาเพลิดเพลินกับการโต้ฝีปากของทั้งสองคน จึงโบกมือกล่าวว่า “เอาเถอะ ให้รัชทายาทจัดการก็แล้วกัน”

 

ตอนที่ออกจากวังก็ใกล้จะฟ้าสางแล้ว เซี่ยซูจงใจเดินช้ารอให้เว่ยอี้จือออกมา แล้วจึงตรงเข้าไปขอบคุณเขา “เมื่อครู่นี้ขอบคุณจ้งชิงด้วยที่ช่วยไว้”

“เจ้ากับข้าเป็นพี่น้องกัน ขอแค่เจ้าอยากเป็นพี่น้องกับข้าไปชั่วชีวิตก็พอแล้ว” เว่ยอี้จือมองท้องฟ้าแล้วพูดอย่างเสียดายว่า “เดิมทีกำจัดหายนะได้เช่นนี้ก็ควรไปดื่มเฉลิมฉลองด้วยกัน แต่เวลานี้ฟ้ายังไม่ทันสางดี ร้านขายสุราคงยังไม่เปิด”

เซี่ยซูยิ้มเอ่ย “เช่นนั้นก็รอให้ถึงวันพรุ่งนี้ดีหรือไม่ เป็นวันหยุดพอดี”

“ก็ดี”

ทั้งสองบอกลากัน ต่างคนต่างกลับจวน

 

ทันทีที่เซี่ยซูมาถึงจวนนางก็รีบหาลูกกระเดือกปลอมอันนั้นแทบพลิกทั้งเรือน

ของสิ่งนี้ใครทำขึ้นเซี่ยซูก็ไม่อาจทราบได้ เซี่ยหมิงกวงทำเช่นไรจึงได้มานางก็ไม่ทราบ นางนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลือง เปิดกล่องที่งามประณีตใบนั้น ท่าทางราวกับกำลังจะหยิบอาวุธออกไปรบก็ไม่ปาน

ขณะกำลังพยายามจะติดลูกกระเดือกปลอมที่คอ เซี่ยหร่านก็เข้ามาในห้อง เพิ่งเอ่ยว่า “ท่านอัครเสนาบดี” เขาก็ได้ยินเสียงพรึบพรับดังมาจากด้านหลังฉากกันลม

ด้วยความสงสัยเซี่ยหร่านจึงอ้อมไปดู เห็นเซี่ยซูกำลังนั่งอยู่หลังโต๊ะตัวเล็กอย่างเรียบร้อย มือถือหนังสือกำลังอ่านด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง

“อ้าว ทุ่ยจี๋นั่นเอง”

เซี่ยหร่านมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ เขายังคิดว่าตนเองอาจหูฝาดไป

“ข้าจะมาถามท่านว่าเรื่องของลู่ซีฮ่วนเป็นเช่นไรบ้าง”

“อ้อ เรื่องนี้ฝ่าบาททรงให้รัชทายาทไปจัดการแล้ว เรื่องต่อจากนี้ข้าไม่ต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวแล้วล่ะ”

“เป็นเช่นนี้ก็ดี” เซี่ยหร่านยังไม่คิดจะจากไป เขาจึงนั่งพับขาลงต่อหน้าเซี่ยซู จู่ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นว่า “ท่านกับอู่หลิงอ๋องมีความสัมพันธ์ใดต่อกัน”

เซี่ยซูปิดหนังสือแล้วยิ้มออกมา “ใช่สินะ เจ้าคงยังไม่รู้ จะว่าอย่างไรดีเล่า ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับข้าคงจะเรียกว่า ‘ล่อหลอกให้ตายใจ แล้วแอบบุกเข้ายึดเมืองเฉินชัง’ กระมัง”

เซี่ยหร่านขมวดคิ้วน้อยๆ “แม้อู่หลิงอ๋องจะเคยเป็นแม่ทัพ ทว่าตัวเขาก็รอบรู้กลยุทธ์ไม่แพ้ขุนนางบุ๋นเลยทีเดียว ท่านอยู่กับเขาต้องคอยระวังตัวให้มากจึงจะถูก”

เซี่ยซูลูบท้ายทอยแล้วพึมพำว่า “ก็ต้องระวังน่ะสิ”

นางลอบมองเซี่ยหร่านที่อยู่ตรงหน้า เขาอายุไล่เลี่ยกับนาง ดูจะผอมไปสักหน่อยสำหรับบุรุษ และยังดูสุภาพอ่อนโยนด้วย ถึงอย่างนั้นก็ยังมองเห็นลูกกระเดือกอันโดดเด่นได้ชัดเจนมาก

เซี่ยหร่านเห็นเซี่ยซูเอาแต่จ้องมองตนเอง ก็คิดไปว่าตัวเขาแต่งกายผิดแปลกไปหรืออย่างไร จึงมองสำรวจตนเองขึ้นๆ ลงๆ อยู่หลายรอบ กระทั่งจับสังเกตได้ว่าสายตาเซี่ยซูคอยแต่จับจ้องที่คอเสื้อเขาซึ่งเผยอออกเพียงเล็กน้อย ฉับพลันก็อดจะตกตะลึงไม่ได้ ใบหน้าเขาร้อนฉ่า สุดท้ายจึงไม่รั้งรออยู่นาน รีบลุกขึ้นแล้วกล่าวลาออกไป

เซี่ยซูกลับไปนั่งที่หน้าคันฉ่องทองเหลืองอีกครั้ง นางหยิบลูกกระเดือกปลอมขึ้นมาลองติดดูสองสามครั้งก็รู้สึกว่าขัดตาเหลือเกิน นางมองใบหน้าตนเองในคันฉ่อง ผ่านไปพักใหญ่ ทันใดนั้นก็ตัดสินใจเด็ดขาด หยิบลูกกระเดือกปลอมขึ้นมา แล้วโยนลงกระถางไฟเผาจนมอดไหม้

ด้วยสติปัญญาระดับเว่ยอี้จือแล้ว ยิ่งพยายามปกปิดจะยิ่งส่งผลในทางตรงกันข้าม ชาวต้าจิ้นแต่เดิมก็นิยมชมชอบสิ่งสวยงามอยู่แล้ว นางไม่จำเป็นต้องปิดบังเขาเสียหน่อย

 

วันถัดมา เว่ยอี้จือตื่นแต่เช้า เขาไม่ได้พาผู้ติดตามคนอื่นมาด้วย เพียงเรียกฝูเสวียนมาบังคับรถ เขาสวมใส่ชุดสีขาวที่แสนจะธรรมดาสามัญ จอดรถม้าที่ประตูข้างของจวนอัครเสนาบดีแล้วรอ

ไม่นานเซี่ยซูก็ออกมา แม้แต่มู่ไป๋ก็ไม่ได้พาไปด้วย นางสวมชุดสามัญชุดเดียวกับคราวที่ได้พบกับเว่ยอี้จือวันแรก ดิ้นทองที่เขาปักไว้ตรงชายเสื้อดูโดดเด่นสะดุดตา ยิ่งขับเน้นให้นางดูงามสง่ามากขึ้น

นางเข้าไปนั่งในรถ หันไปยิ้มให้เว่ยอี้จือ “ข้าไม่คุ้นกับสถานที่กินดื่มเที่ยวเล่นหาความสำราญในเมืองเจี้ยนคังเท่าไร วันนี้ได้แต่ขอติดตามเจ้าไป อย่าทำข้าหลงหายไปก็แล้วกัน”

“วางใจเถอะ” เว่ยอี้จือยิ้มแย้ม สายตาจับจ้องที่คอเสื้อนาง วันนี้นางยังคงสวมเสื้อตัวกลางเช่นเคย แต่ไม่ได้สวมเสื้อที่คอปกตั้ง เพียงมองแวบเดียวก็เห็นลำคอเรียวระหงเกลี้ยงเกลาทั้งหมด

เขาถอนสายตากลับมา ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงรู้สึกเสียดาย

ตอนนั้นเขายังเด็ก นั่งในรถม้าที่เคลื่อนไปตามท้องถนน ผู้คนพากันร้องชม หยวนชิ่งซึ่งเป็นสมุหกลาโหมคนก่อนบอกว่าเขานั้น ‘หากเป็นหญิงคงงามล่มเมือง’ เขาค่อยๆ เติบใหญ่ขึ้น สั่งสมความองอาจห้าวหาญ แม้จะได้รับคำชมเรื่องรูปโฉม ทว่าก็ไม่ได้รับคำชมเช่นว่าเป็นหญิงงามล่มเมืองอีก ทว่าบัดนี้เขากลับอยากจะใช้คำนี้กับเซี่ยซู

เซี่ยซู เหตุใดจึงต้องมีร่างกายเป็นบุรุษด้วย…

รถม้ามุ่งไปยังเขตฉางกั้น ตามท้องถนนเสียงผู้คนจ้อกแจ้กจอแจ สามารถสัมผัสกลิ่นอายของต้นคิมหันตฤดูได้ เซี่ยซูสูดกลิ่นหอมเหล่านี้อย่างหลงใหล เทียบกับตรอกอูอีอันกว้างขวางและลึกเร้นของเหล่าชนชั้นสูงแล้ว นางยังชมชอบที่นี่มากกว่าเสียอีก

รถม้าหยุดลงที่ข้างตรอกแคบแห่งหนึ่ง ไม่มีเสียงอึกทึกวุ่นวาย เพียงสูดดมก็ได้กลิ่นสุราดี เว่ยอี้จือลงจากรถ แล้วหันมายิ้มให้เซี่ยซูที่ด้านหลัง “กลิ่นไม่เปลี่ยนไปเลย”

เซี่ยซูเห็นเขาท่าทางเหมือนเป็นแขกประจำของร้านก็อดรู้สึกสนใจขึ้นมาไม่ได้ “วันนี้ข้าอยากลองลิ้มรสดู ว่าสุราดีเช่นไรจึงทำให้เจ้าหวนคะนึงจนไม่อาจลืมเลือนได้ถึงเพียงนี้”

เว่ยอี้จือเดินนำเซี่ยซูเข้าไปในตรอก หลังจากเดินลัดเลาะไปมาหลายรอบก็เข้าไปในร้านสุราเล็กๆ แห่งหนึ่ง ทั้งที่โถงกลางร้านทั้งดำทั้งสกปรกแต่กลับเต็มไปด้วยผู้คน เจ้าของร้านรู้จักเว่ยอี้จือ เพียงเห็นเขาก็พาคนทั้งสองไปที่ลานด้านหลัง ในลานกลางบ้านมีต้นแปะก๊วยต้นใหญ่ ข้างต้นไม้มีโต๊ะจัดไว้สองสามตัว ดูแล้วนี่คงจะเป็นโต๊ะพิเศษ

เว่ยอี้จือสั่งสุราอาหารมาสองสามอย่าง ท่าทางเตรียมพร้อมเต็มที่

“หรูอี้ ปีนี้เจ้ามีอายุเท่าใด” นี่เป็นคำถามแรกของเว่ยอี้จือ

จากตอนแรกที่แปลกใจ เซี่ยซูก็มีสติกลับมาได้ในชั่วอึดใจ นางหัวเราะอย่างร่าเริง

เว่ยอี้จืออาจจะสงสัยเรื่องเพศของนางแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าเขาสงสัยเรื่องอายุของนางมากกว่า

สตรีที่แต่งกายเป็นบุรุษเข้ารับตำแหน่งในราชสำนักมีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูง สกุลเซี่ยต้องการอำนาจ เซี่ยหมิงกวงเองก็เป็นคนที่เฉลียวฉลาดเจ้าแผนการอย่างที่สุด การจะอบรมสั่งสอนใครสักคนที่มีความสามารถขึ้นมา ย่อมไม่คุ้มที่จะเสี่ยงถึงเพียงนี้

ตามความเห็นของเว่ยอี้จือ ขอเพียงมีความคิดสักหน่อยก็คงจะไม่ทำเรื่องโง่เขลาที่ผิดทำนองคลองธรรมเช่นนี้

แต่ก็นั่นแหละ…เซี่ยหมิงกวงได้ลงมือทำไปแล้ว

“เพิ่งผ่านพิธีครอบเกี้ยวมาได้ไม่นาน ทำไมหรือ”

เว่ยอี้จือยกจอกสุราขึ้นจิบ มองดูเซี่ยซูแวบหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ดูไม่เหมือน”

เท้าเล็กกว่าบุรุษที่โตแล้ว ลูกกระเดือกก็ไม่ชัด ดูไม่เหมือนเอาเสียเลย

“อืม เจ้าก็คงไม่ใช่คนแรกที่พูดเช่นนี้” เซี่ยซูทำทีเหมือนหงุดหงิด นางนิ่วหน้าพลางจิบสุรา “พวกเราบุรุษสกุลเซี่ยแม้จะมีไม่มาก ทว่าแต่ละคนล้วนองอาจห้าวหาญ ที่ร่างสูงใหญ่ก็มีไม่น้อย ทั้งปู่และบิดาก็ล้วนร่างสูงเจ็ดฉื่อ* มิใช่หรือ เซี่ยหร่านท่านอาข้าดูแล้วผอมบางแต่มีรูปร่างสูง มีแต่ข้าที่ไม่เพียงเกิดมาเตี้ย ทั้งยังผอมอีกด้วย เจ้ารู้หรือไม่ ตอนที่ข้าเพิ่งกลับเข้าจวนสกุลเซี่ย ท่านปู่ข้ายังเรียกข้าว่า ‘เจ้าถั่วงอกผอมแห้ง’ อยู่เลย”

นี่คงเป็นสิ่งที่สืบทอดมาทางสายเลือดในบรรดาลูกหลานที่เป็นสตรี นางเป็นคนที่ผอมสูงคนหนึ่ง กระทั่งยังสูงกว่าบุรุษหลายคนเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อเทียบกับเว่ยอี้จือที่เป็นบุรุษวัยผู้ใหญ่ทั้งยังสูงโปร่ง นางจึงดูบอบบางอ้อนแอ้น และเตี้ยกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด

เว่ยอี้จือได้ฟังชื่อเรียกนั้นก็อยากจะหัวเราะ แต่กลั้นไว้ได้ “นั่นก็แปลก เหตุใดจึงมีแต่เจ้าที่รูปร่างเช่นนี้เล่า”

สีหน้าหยอกเย้าของเซี่ยซูเลือนหายไปกลายเป็นหม่นหมองแทน “เพราะความหิวน่ะสิ”

เว่ยอี้จือจึงค่อยนึกขึ้นได้ มองดูเซี่ยซูเบือนหน้าหลบไปทางอื่น เขาพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่อีกฝ่ายหลบซ่อนตัวอยู่บนภูเขาในสภาพสะบักสะบอม จู่ๆ ก็บังเกิดความเห็นใจขึ้นมา

ทั้งสองเงียบงันกันไปครู่หนึ่ง เซี่ยซูก็พูดขึ้นอีก “ตั้งแต่เล็กข้าก็ถูกล้อเลียนว่าเป็นสตรีแล้ว มีเรื่องชกต่อยกับคนอื่นเพราะเรื่องนี้มาไม่น้อย มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ท่านแม่ข้าถึงขั้นเลี้ยงดูข้าเหมือนกับเป็นลูกสาว ทำเอาคนในละแวกบ้านกว่าร้อยหลี่คิดกันไปว่าข้าเป็นสตรี หากไม่ใช่เพราะภายหลังได้กลับมาจวนสกุลเซี่ย เกรงว่าแม้แต่ภรรยาก็คงจะหาไม่ได้แล้ว”

พูดมาถึงตรงนี้ก็สอดคล้องกับที่เว่ยอี้จือไปตรวจสอบที่จิงโจวพอดี

ดูเหมือนยิ่งเซี่ยซูพูดถึงเรื่องนี้ก็ยิ่งเศร้า จึงกรอกสุราเข้าไปอีกอึก จนสุราไหลล้นออกมาทางมุมปาก ไหลลงไปตามลำคอก่อนจะซึมเข้าไปในอกเสื้อ ท่าทางห้าวหาญดุจบุรุษแท้ๆ ทว่ากลับดูงามยั่วยวนคล้ายหญิงสาว

เว่ยอี้จือเบือนสายตาออกไปแล้วดื่มสุราอยู่เงียบๆ

ข้าอาจจะคิดมากเกินไป

หลังจากสายฟ้าครั้งแรกในต้นคิมหันตฤดูฟาดใส่เหล่าชนชั้นสูงในเมืองเจี้ยนคังไปแล้ว คดีฝ่ายใต้ริก่อการกบฏก็ได้ข้อสรุป

จากคำสารภาพของเล่ออัน ลู่ซีฮ่วนและกู้ฉ่างล้วนถูกจับขังคุก รอการไต่สวนใหม่ให้เสร็จสิ้นแล้วจึงลงโทษ

“เพียงเท่านี้เองหรือ” ฮ่องเต้ถือฎีกาไว้ในมือพลางทอดสายตามองรัชทายาท

“พ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อ”

ฮ่องเต้กริ้วจนขว้างฎีกาทิ้ง แล้วมีรับสั่งให้เขากลับตำหนักบูรพา ไปพิจารณาความผิดของตนเอง

ซือหม่าหลินรัชทายาทในรัชสมัยปัจจุบันเป็นคนอ่อนโยนมีเมตตา ฮ่องเต้กลับคิดว่าเขาทำงานด้วยความคิดอันคับแคบ ประกอบกับไม่ได้รักใคร่ในฮองเฮาเท่าไรนัก จึงไม่โปรดพระโอรสพระองค์นี้มาโดยตลอด

ฮ่องเต้ไม่พอใจผลการจัดการเรื่องนี้ ย่อมต้องไปตามตัวเซี่ยซูที่เป็นผู้เสนอตัวให้รัชทายาทเป็นคนจัดการมา

 

ตอนที่ข้าหลวงไปถ่ายทอดรับสั่ง เซี่ยซูกำลังกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย อาหารมื้อนี้นางยังไปตามเซี่ยหร่านมาร่วมกินด้วย

พอทราบข่าว เซี่ยซูก็เกิดความซาบซึ้งใจ “โธ่ รัชทายาทไม่ว่าอะไรก็ทรงล้วนดีงามเหมือนกับข้าไม่มีผิด จิตใจช่างดีงามเสียจริง!”

มู่ไป๋ที่ยืนรอรับใช้อยู่ด้านข้างเอ่ยว่า “ใช่น่ะสิขอรับ บ่าวก็เคยบอกนานแล้วว่าคุณชายต้องแก้จุดอ่อนนี้ให้ได้ ท่านน่ะจิตใจดีงามยิ่งกว่ารัชทายาทเสียอีก”

เซี่ยหร่านวางตะเกียบลงเงียบๆ “ข้าอิ่มแล้ว ท่านอัครเสนาบดีค่อยๆ กินต่อเถิด”

เซี่ยซูมองส่งเซี่ยหร่านเดินออกไป และรับคำวิจารณ์ของมู่ไป๋อย่างสงบเสงี่ยม หลังจากกินข้าวไปอีกสองชาม นางจึงค่อยๆ เดินทางเข้าวังอย่างเนิบนาบ

 

เซี่ยซูกินอิ่มแล้ว ทว่าฮ่องเต้กลับกริ้วหนักจนไม่ได้ดื่มแม้แต่น้ำชาสักอึก พระองค์อยู่ในห้องทรงพระอักษรด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ตอนนั้นอัครเสนาบดีเซี่ยแนะนำอย่างแข็งขันให้รัชทายาทเป็นคนจัดการเรื่องนี้ บัดนี้ได้ผลออกมาเช่นนี้ ตัวเจ้าเองมีความเห็นว่าเรื่องนี้จัดการได้เหมาะสมหรือไม่”

เซี่ยซูทูลตอบ “ขอพระองค์ทรงโปรดพิจารณาให้ถี่ถ้วนด้วย อันที่จริงรัชทายาททรงมีเจตนาดี ตระกูลทางฝ่ายใต้มีความสมัครสมาน หากลงโทษหนักเกินไปเกรงว่าจะทำให้เกิดเหตุวุ่นวายตามมา ดังนั้นต่อให้ลงโทษไปเช่นนั้นเอง แต่การไต่สวนใหม่อีกครั้งก็ยังเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำพ่ะย่ะค่ะ”

คำประณามหยามเหยียดที่ฮ่องเต้จะเอ่ยออกมาจำต้องกลืนกลับเข้าไป “แล้วผลของการสอบสวนเล่า จะจัดการเช่นไร”

“ฝ่าบาทก็เพียงลงพระอาญาประหารลู่ซีฮ่วนกับกู้ฉ่างสองตัวการเท่านั้น จะว่าไปเรื่องนี้เป็นการคบคิดของพวกเขาสองคน ไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลพวกเขาแต่อย่างใด โทษทัณฑ์ไม่ควรครอบคลุมไปถึงสมาชิกคนอื่นๆ ในตระกูล ขอเพียงไม่ตัดรากถอนโคนตระกูลทางฝ่ายใต้ พวกเขาก็จะไม่กระทำการบุ่มบ่ามอย่างไม่คิดอีก ส่วนเล่ออันก็ให้ทำดีไถ่โทษ ปลดจากตำแหน่งแล้วเนรเทศไปสามพันหลี่ก็เพียงพอแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

คำพูดนี้ก็ไม่ใช่จะไร้เหตุผลเสียทีเดียว ฮ่องเต้จึงได้แต่ทำเสียงหึสองหนแล้วให้เซี่ยซูออกไปได้ ทว่าความไม่พอใจที่มีต่อรัชทายาทมาถึงขั้นที่ยากจะสะกดกลั้นเอาไว้ได้แล้ว

เซี่ยซูออกจากวังมาก็ได้พบกับหวังลั่วซิ่วเข้าพอดี

นางพำนักที่ตำหนักในเป็นเพื่อนไทเฮามาได้หลายวันแล้ว เซียงฮูหยินทนรอต่อไปไม่ไหว วันนี้จึงเข้ามารับตัวนางที่วังโซ่วอันด้วยตนเอง

“คารวะท่านอัครเสนาบดี” หวังลั่วซิ่วคำนับพร้อมเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม

เซียงฮูหยินก็คำนับด้วย ทว่ารอยยิ้มนั้นดูเสแสร้งไม่น้อย

เซี่ยซูนึกขยาดเซียงฮูหยินอยู่แต่เดิม ทว่ากลับรู้สึกดีกับหวังลั่วซิ่ว นางจึงเดินเข้าไปพูดคุยกับทั้งสองสักสองสามประโยค

เซียงฮูหยินคิดแต่จะพาตัวว่าที่ลูกสะใภ้ออกห่างจากเซี่ยซูสักหน่อย จึงทำท่าจะกล่าวลาทันที หวังลั่วซิ่วกลับมีท่าทีอาลัยอาวรณ์ เอ่ยถามเซี่ยซูว่า “ลั่วซิ่วปากมาก บังอาจถามท่านว่าเรื่องเหตุอันตรายที่ท่านประสบมา ที่ไคว่จีสอบสวนได้ผลเป็นเช่นไรบ้าง”

เซี่ยซูจึงเอ่ยว่า “ฝ่าบาทได้ตัดสินพระทัยแล้ว”

หวังลั่วซิ่วเป็นคนคิดอ่านอย่างถี่ถ้วน เห็นเซี่ยซูพูดจาอ่อนโยนเช่นนี้ก็สบายใจ แต่กลัวว่าเซียงฮูหยินจะฟังออกว่านางรู้สึกหวั่นไหวต่ออัครเสนาบดี นางจึงรีบพูดเสริมว่า “นั่นดีมากทีเดียว มิเช่นนั้นพี่ชายข้าคงจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ”

เดิมทีเซี่ยซูคิดจะพูดปลอบหวังลั่วซิ่วสักสองสามประโยค ทว่าพอเหลือบไปเห็นเซียงฮูหยินมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทุกที นางจึงหาข้ออ้างแล้วปลีกตัวออกไป

เซียงฮูหยินขึ้นไปบนรถแล้วถามหวังลั่วซิ่ว “เมื่อครู่ข้าได้ยินเจ้าบอกว่าท่านอัครเสนาบดีประสบอันตรายที่ไคว่จีมาหรือ”

หวังลั่วซิ่วพยักหน้า “มีเรื่องเช่นนี้จริง ดูเหมือนจะมีคนเลวสมคบคิดกัน หวังจะปองร้ายท่านอัครเสนาบดี”

เซียงฮูหยินตบเข่าทีหนึ่งพลางเอ่ยด้วยความหงุดหงิด “เหตุใดจึงทำไม่สำเร็จกันนะ เฮ้อ!”

“…” หวังลั่วซิ่วมองอึ้งๆ

 

พอเว่ยอี้จือทราบว่าหวังลั่วซิ่วกลับมาที่จวนต้าซือหม่าแล้ว เขาก็สั่งให้ฝูเสวียนส่งของมาให้ ทว่าตัวเขากลับไม่ยอมโผล่หน้าออกมา

เซียงฮูหยินเป็นคนเก่งคนหนึ่ง นางเคยผ่านช่วงวัยที่ผลิบานดุจดอกไม้แรกแย้มมาแล้ว สายตาที่หวังลั่วซิ่วมองเซี่ยซูเห็นได้ชัดว่าบ่งบอกถึงอันตราย ทว่าบุตรชายของนางกลับยังไม่ยินยอมพร้อมใจ นางย่อมจะต้องไปเตือนเขาเสียหน่อย

เว่ยอี้จือกำลังฝึกกระบี่อยู่ที่ลานบ้าน เขากำหนดลมหายใจพลางตั้งสมาธิ ขณะที่วาดกระบี่ก็มีเสียงดังหวือๆ ขณะเดียวกันเซียงฮูหยินก็เอาแต่ทอดถอนใจอยู่ข้างๆ กระทั่งเขาเสียสมาธิเพราะเสียงนางบ่นพึมพำ ในที่สุดก็จำต้องหยุดฝึกกระบี่แต่โดยดี

“ท่านแม่มีอะไรจะพูดหรือ”

“บุตรชายข้านั้นทั้งเก่งกาจทั้งรูปงาม แต่บัดนี้กลับไม่มีเหย้าเรือนเสียที แม่ล่ะร้อนใจยิ่งนัก”

เว่ยอี้จือยิ้ม “ท่านแม่ร้อนใจมาหลายปีแล้วก็ยังสบายดีอยู่มิใช่หรือ”

เซียงฮูหยินถลึงตาใส่ “เจ้าหมายความว่าอะไร อยากให้แม่กินไม่ได้นอนไม่หลับใช่หรือไม่”

เว่ยอี้จือจนปัญญา “เช่นนั้นท่านแม่จะให้ข้าทำอะไร สกุลหวังสูงส่งออกปานนั้น หากฝ่าบาททรงไม่อนุญาต ข้าจะกล้าไปเกี่ยวดองด้วยได้อย่างไร”

เซียงฮูหยินกัดฟันเอ่ยว่า “พรุ่งนี้แม่จะไปทูลขอร้องกับไทเฮา!”

“แม้ไทเฮาจะใช้แซ่เว่ย แต่ที่สุดแล้วพระนางก็ทรงเป็นคนของซือหม่าไปแล้ว”

เซียงฮูหยินทนไม่ไหวอีกแล้ว “หากเจ้ายังไม่คิดหาทางอีก ลูกสะใภ้จะต้องถูกไอ้สารเลวสกุลเซี่ยฉกไปแน่!”

เว่ยอี้จือตะลึงงัน “ไอ้สารเลวสกุลเซี่ยที่ท่านแม่ว่าหมายถึงคนใดกัน”

“ยังจะมีใครอีกเล่า ก็เซี่ยซูนั่นอย่างไร!”

เว่ยอี้จือก็รู้สึกได้ว่าหวังลั่วซิ่วคิดอะไรกับเซี่ยซู ทว่าตลอดมานั้นเขาไม่เคยสนใจเรื่องความรักของหนุ่มสาวมาก่อน จึงไม่แน่ใจว่าความรู้สึกของตนเองนั้นถูกต้อง ย่อมคิดไม่ถึงว่าแม้แต่มารดาก็ยังพูดเช่นนี้

“เช่นนั้นก็คอยดูว่าเซี่ยซูจะว่าอย่างไร…ดีหรือไม่ ให้ฝ่าบาททรงเป็นผู้เลือก ข้าคาดเดาว่าพระองค์จะทรงยินยอมให้สกุลหวังกับสกุลเว่ยได้เกี่ยวดองกัน”

อันที่จริงพระราชอำนาจของฮ่องเต้ในยามนี้ล้วนถูกกดข่มโดยตระกูลใหญ่ที่มีอำนาจแล้ว ต่อให้เว่ยอี้จือตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวว่าจะเกี่ยวดองกับสกุลหวังให้ได้ หรือจะเกี่ยวดองกับตระกูลใหญ่อื่นๆ ก็ล้วนเป็นเรื่องที่กระทำได้ทั้งสิ้น ยามนี้เขาเพียงแค่ยืมมือฮ่องเต้มาบอกปัดมารดาเท่านั้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้เซียงฮูหยินคงไม่เข้าใจ และเขาก็ไม่อยากให้นางเข้าใจด้วย

ถูกบ่นเรื่องหลานทุกวันก็ยังดีกว่าเอาตัวเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งระหว่างตระกูลทั้งหลาย

เว่ยอี้จือหยิบผ้ามาเช็ดกระบี่ แอบครุ่นคิดในใจว่า หญิงสาวเช่นไรที่ต้องใจเซี่ยซู…

 

เพียงไม่นาน หวังจิ้งจือก็นำตัวลู่ซีฮ่วนกับกู้ฉ่างมาส่งถึงเมืองเจี้ยนคังด้วยตนเอง

คนที่สนใจเรื่องราวการเมืองก็ล้วนให้ความสนใจไปที่เรื่องการก่อกบฏของทั้งสอง ส่วนคนที่ไม่สนใจการเมืองก็หันไปสนใจบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลเจ้าสำราญแห่งยุค

กวงลู่ต้าฟูหวังมู่จัดงานเลี้ยงต้อนรับทั้งทีย่อมต้องมีต้าซือหม่าผู้มีพระคุณที่คอยดูแลหวังลั่วซิ่วรวมอยู่ในรายชื่อแขกด้วย หวังจิ้งจือก็มองว่าเซี่ยซูต้องมาประสบเหตุการณ์อันตรายที่ไคว่จี ตนเองถือว่ามีความผิด จึงตั้งใจจะเชื้อเชิญเซี่ยซูมาร่วมงานเลี้ยงต้อนรับนี้ด้วยให้ได้

หวังมู่จึงจัดงานเลี้ยงขึ้นที่ศาลาในจวนอย่างรื่นเริง ค่ำคืนต้นคิมหันตฤดู สายลมพัดเย็นสบาย ศาลาพักร้อนตั้งอยู่ริมน้ำ ผิวน้ำสะท้อนแสงดาวบนฟ้าและแสงคบไฟที่ลุกโชติช่วงโดยรอบ แทบจะแยกไม่ออกระหว่างความจริงกับภาพฝัน

เซี่ยซูร้องชมจากใจ “งดงามนัก”

หวังมู่ยืดหลังตรงอย่างอดจะลำพองใจไม่ได้

หวังจิ้งจือนั่งอยู่ตรงข้ามเซี่ยซู เขายกจอกสุราขึ้นดื่มอวยพรอีกฝ่ายจากหลังโต๊ะ หัวเราะร่าแล้วเอ่ยว่า “ไม่เพียงทัศนียภาพงดงาม แม้แต่คนก็งาม ข้าพานักขับร้องหญิงรูปงามหลายคนมาจากไคว่จีให้ท่านได้เชยชมด้วย”

เซี่ยซูรู้ว่าระหว่างลูกหลานบ้านชนชั้นสูงมีเรื่องจำพวกแบ่งปันกันเชยชมนักขับร้องหญิงและอนุภรรยาระหว่างกัน เรียกว่าเป็นความเจ้าสำราญที่ไม่ยึดติด นางจึงไม่ค่อยเข้าใจว่าที่หวังจิ้งจือให้นาง ‘เชยชม’ นักขับร้องหญิงของเขานั้น คือการเชยชมเสียงร้อง หรือว่าเชยชมรูปร่างหน้าตากันแน่

หวังจิ้งจือปรบมือให้สัญญาณ สาวงามหลายคนก็เดินออกมาอย่างว่องไว ข้างหลังมีนักดนตรีหอบเอาเครื่องดนตรีมาด้วยอีกหลายคน ทุกคนหันไปทำความเคารพแขกที่นั่งอยู่ก่อนจะนั่งลง แล้วเริ่มบรรเลงดนตรีและขับร้องบทเพลง

เซี่ยซูไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับท่วงทำนองดนตรีเลยสักนิด นางจึงไม่อาจเพลิดเพลินไปกับดนตรีและการขับร้องนี้ได้ ทั้งไม่ได้ให้ความสนใจจริงจังด้วย เพียงแค่ไว้หน้าหวังจิ้งจือเท่านั้น ต้องทำเป็นมองด้วยความสนอกสนใจ

พอมองไปก็เห็นว่ามีนักดนตรีผู้หนึ่งกำลังมองมาที่นาง คนผู้นั้นก็คือบุรุษที่กำลังตีจู้ เขาสวมชุดยาวสีเขียวเข้ม คาดเอวปล่อยผม เผยไหล่เนียนให้เห็นหน่อยๆ หากไม่มองให้ดียังคิดว่าเขาเป็นหญิงสาวที่ดูงามยั่วยวนมากผู้หนึ่ง

ตอนแรกเซี่ยซูคิดว่าเขามองผู้อื่น นางจึงหันมองซ้ายขวา แต่กลับพบว่าสายตาของคนผู้นั้นยังคงจับจ้องมองมาที่นางตลอดเวลา จึงรู้ว่าที่แท้เขากำลังมองนางอยู่

เว่ยอี้จือนั่งอยู่ทางขวามือของเซี่ยซู เมื่อเห็นคนข้างกายมองพวกนักขับร้องหญิงตลอดเวลาก็ประหลาดใจ หรือว่าเขาจะชื่นชอบหญิงเช่นนี้?

แม้แต่หวังจิ้งจือก็เข้าใจเซี่ยซูผิด เขาโบกมืออย่างใจกว้างแล้วเอ่ยว่า “ในเมื่อท่านชอบก็เลือกหญิงในหมู่นักขับร้องไปสักคนสิ”

เซี่ยซูรีบบอกว่า “ท่านเจ้าเมืองเกรงใจเกินไปแล้ว ในเมื่อเป็นของรักของท่านเจ้าเมือง จะให้ตัดใจยกให้ข้าได้อย่างไรกัน ข้าไม่อาจทำเรื่องจำพวกแย่งของรักของใครหรอกนะ”

หวังจิ้งจือมาครั้งนี้ก็อยากจะทำดีไถ่โทษอยู่แล้ว เขาจึงพูดอย่างใจกว้าง “ท่านอย่าได้เกรงใจเลย สาวงามแม้จะดีเพียงใดก็ต้องมีคนที่ชื่นชม ในเมื่อท่านชอบนาง ย่อมจะทะนุถนอมนางแน่ นั่นก็นับว่าเป็นโชคดีของนางแล้ว”

เซี่ยซูหันไปมองอีกครั้ง คนตีจู้ผู้นั้นหยุดเล่นแล้ว และกำลังจ้องเขม็งมาที่นางราวกับมีอะไรจะพูด

นางยื่นมือแล้วชี้ไป “นักขับร้องหญิงนั้นช่างเถอะ ทว่านักดนตรีผู้นั้นดูไม่เลวเลย ข้าชอบฟังเสียงตีจู้ มอบเขาให้ข้าก็แล้วกัน”

ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบในทันที

การเลือกสาวงามต่อหน้าผู้คนเคยเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ทว่าการเลือกหนุ่มรูปงามต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ เพิ่งจะเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก

หวังจิ้งจือได้สติก่อนใคร เขาหัวเราะแหะๆ สองทีเพื่อกลบเกลื่อนบรรยากาศอันน่ากระอักกระอ่วน แล้วสั่งให้นักดนตรีผู้นั้นมารับใช้

บุรุษผู้นั้นมาอยู่ต่อหน้าเซี่ยซู เขาทำความเคารพแล้วกวาดมองดูใบหน้านางกลับไปกลับมา ทันใดนั้นก็กระซิบเรียกชื่อเบาๆ “หรูอี้ใช่หรือไม่”

เซี่ยซูตะลึงงัน ดีที่นางหายตกใจได้รวดเร็ว จึงเก็บอาการได้ทัน

“บังอาจมาก!” นางกระซิบขู่เสียงต่ำ “ไม่ได้เรียกให้เจ้ามาพูด เหตุใดจึงปากมาก”

บุรุษผู้นั้นตะลึงงัน ก่อนจะก้มหน้ารับผิด “ข้าน้อยไม่กล้า”

เซี่ยซูเรียกมู่ไป๋มา ให้เขาพาบุรุษผู้นั้นกลับจวนไปก่อน

หวังจิ้งจือคอยเฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด สีหน้ามองออกยากว่าคิดอะไรอยู่

เว่ยอี้จือนิ่งเงียบตลอดเวลาที่นั่งร่วมโต๊ะ เวลานี้เขาก็เพียงดื่มเงียบๆ ครุ่นคิดโดยไม่พูดไม่จา

 

พอเซี่ยซูกลับมาที่จวนแล้วก็ไม่ได้ไปหาบุรุษผู้นั้น

นางรู้ชัดทีเดียวว่าคนผู้นี้คือสหายเก่าของตน อาจเคยไปขุดหาของป่า ขโมยรากบัว หรือจับตั๊กแตนด้วยกันในตอนนั้น นั่นเป็นเพียงเรื่องราวในอดีต ทว่าสิ่งที่นางไม่อาจให้ใครอื่นล่วงรู้ก็คือเรื่องราวในอดีตนี่เอง

ไม่นานเซี่ยหร่านก็ทราบเรื่อง เซี่ยซูไม่ชอบฟังดนตรี ทั้งจวนต่างก็ทราบกันดี จู่ๆ กลับพานักดนตรีกลับมาด้วยเช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก

เซี่ยหร่านเรียกมู่ไป๋ไปสอบถาม จากนั้นจึงไปพบกับนักดนตรีผู้นั้น

นักดนตรีเรียกตนเองว่าฉู่เหลียน เป็นชาวจิงโจว อายุยี่สิบสอง เรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากนี้สอบถามไปก็ล้วนไม่ตอบ เพียงบอกว่าอยากพบคนที่พาตัวเขามา

เซี่ยหร่านรู้ว่าก่อนเซี่ยซูจะกลับมาอยู่กับสกุลเซี่ย อีกฝ่ายเคยใช้ชีวิตอยู่ที่จิงโจว ทั้งเห็นคนผู้นั้นมีอายุไล่เลี่ยกับเซี่ยซูก็พอจะคาดเดาเรื่องราวได้บ้างแล้ว

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่พาตัวเจ้ามาเป็นใคร”

ฉู่เหลียนส่ายหน้า “ข้าน้อยไม่ทราบ”

นั่นก็แปลก เซี่ยหร่านยังคิดว่าฉู่เหลียนจะรู้ฐานะของเซี่ยซูแล้วคิดหาประโยชน์อะไรเสียอีก

“เช่นนั้นเจ้าก็รออยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปบอกให้”

ฉู่เหลียนคำนับขอบคุณด้วยท่าทางยินดียิ่ง “ขอบคุณใต้เท้า”

 

เซี่ยซูนั่งเหม่ออยู่ในห้องหนังสือ นางถือพู่กันค้างอยู่นานแล้ว หมึกหยดใส่แขนเสื้อสีขาวราวหิมะจนเปื้อนเป็นรอย

นางกลับมาได้สติ จ้องมองรอยเปื้อน แล้วใช้พู่กันร่างภาพต่อด้วยท่าทางเหม่อลอย

“ท่านช่างมีอารมณ์สุนทรีย์เสียจริง” เซี่ยหร่านมาหยุดอยู่ต่อหน้าเซี่ยซู จึงค่อยเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้วาดภาพทิวทัศน์ป่าเขาลำเนาไพรแต่อย่างใด แต่เป็นภาพเต่าตัวหนึ่งนอนพลิกหงายสี่ขาชี้ฟ้า รอยยิ้มบนใบหน้าเขาจึงเหยเกไปทันใด

เซี่ยซูพยายามซ่อนแขนเสื้อพลางกระแอมทีหนึ่งแล้วถามว่า “มีอะไรหรือ”

“ท่านต่างหากที่มี” เซี่ยหร่านนั่งพับขาลงแล้วเอ่ย “ท่านถูกสหายเก่าขู่ว่าจะแฉความลับใช่หรือไม่ มิเช่นนั้นเหตุใดคนหนึ่งตอแยจะขอพบให้ได้ อีกคนกลับไม่ยอมไปพบ?”

เซี่ยซูคาดเดาไว้แต่แรกแล้วว่าไม่อาจปกปิดเซี่ยหร่านเรื่องนักดนตรีได้ นางจึงถอนหายใจ “ช่างเถอะ”

“เช่นนั้นท่านคิดจะทำเช่นไรต่อ”

เซี่ยซูครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “จัดให้เขาอยู่ในที่ที่เหมาะสมเถอะ ดีที่สุดคือที่ที่ข้าจะไม่ได้พบเขา ส่วนเขาก็เอ่ยถึงข้าไม่ได้”

“เช่นนั้นก็มอบให้ข้าจัดการเถอะ”

หากเกิดเรื่องใดขึ้นกับเซี่ยซู เซี่ยหร่านซึ่งมองเซี่ยซูเป็นผู้ประคับประคองเขาก็จะพลอยล้มครืนตามไปด้วย เขาไม่สนใจว่าเรื่องลับใดที่เซี่ยซูถูกข่มขู่ สนใจแค่เพียงว่าเซี่ยซูกำลังเกิดเรื่องยุ่งยากใดหรือไม่

เซี่ยซูลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงแสดงท่าทีเห็นด้วย “ก็ได้ แต่เจ้าจงจำไว้ ห้ามทำร้ายเขาจนถึงแก่ชีวิตเป็นอันขาด”

เซี่ยหร่านรับคำ ตอนที่กำลังจะออกไป เซี่ยซูก็ถามขึ้น “เขาชื่ออะไร”

เซี่ยหร่านตะลึงงัน “ท่านไม่รู้เลยหรือว่าเขาเป็นใคร”

เซี่ยซูหัวเราะขื่นๆ นางเพียงรู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่ายเท่านั้น แต่เขาเป็นใครกันแน่นางก็ลืมเลือนไปหมดแล้ว

นางพยายามจะลบลืมเรื่องราวในอดีต แต่คนผู้นั้นกลับจดจำนางได้อย่างแม่นยำ ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่กล้าแม้แต่จะไปพบหน้าเขา

“ฉู่เหลียน” เซี่ยหร่านหันหลังเดินจากไป

ฉู่เหลียนรึ เซี่ยซูจำชื่อนี้ไม่ได้เลย น่าจะเป็นการเปลี่ยนชื่อในภายหลัง

เรื่องที่เซี่ยซูรับนักดนตรีชายจากท่านเจ้าเมืองหวังเป็นของกำนัลแพร่สะพัดไปทั่วทุกถนนและทุกตรอกแล้ว

“ไม่ ท่านอัครเสนาบดีของข้าไม่ใช่ผู้ที่ชมชอบบุรุษ!” หัวใจหญิงสาวที่ยังไร้คู่ทั้งหลายต่างแหลกสลาย

ฝ่ายผู้สนับสนุนอู่หลิงอ๋องถึงคราวเชิดหน้าได้ในที่สุด “ฮ่าๆ ถึงอู่หลิงอ๋องจะแต่งงาน แต่ก็ยังดีกว่าไปชมชอบบุรุษเพศก็แล้วกัน พวกเจ้าสิต้องระทมขมขื่นยิ่งกว่าพวกข้า!”

คนที่มองอย่างเข้าใจก็โต้กลับไปว่า “ท่านอัครเสนาบดีเปี่ยมด้วยเสน่ห์จนแม้แต่บุรุษยังไม่อาจต้านทานต่างหาก ย่อมเหนือกว่าอู่หลิงอ๋อง!”

 

หวังลั่วซิ่วนั่งอยู่ในศาลาพักร้อน หูได้ยินหวังจิ้งจือเอ่ยสนทนากับเว่ยอี้จือ ในห้วงความคิดอดจะหวนนึกถึงเซี่ยซูที่เคยนั่งอยู่ตรงนี้ในคืนนั้นไม่ได้

ท่ามกลางแสงคบไฟสว่างโชติช่วง คนผู้นั้นนั่งร่วมโต๊ะด้วยชุดสีขาวดูสง่างาม ด้านหลังเป็นบึงน้ำเขียวใส เขาดูราวกับดอกบัวสีขาวที่เบ่งบานอย่างเต็มที่

หากเซี่ยซูเป็นหิมะบนยอดเขา เว่ยอี้จือก็เปรียบเสมือนก้อนเมฆบนท้องฟ้า หวังจิ้งจืออยากให้น้องสาวแหงนหน้ามองฟ้า ทว่านางกลับมองไปยังยอดผาสูงชันแทนเสียได้

แต่เหตุใดเซี่ยซูจึงต้องมานิยมชมชอบบุรุษด้วยเล่า…

 

“ข้าชอบบุรุษอย่างนั้นหรือ” เซี่ยซูมองมู่ไป๋แล้วชี้มาที่จมูกตนเอง

มู่ไป๋เบ้ปาก “บ่าวไม่ได้เป็นคนพูดนะขอรับ”

มุมปากเซี่ยซูถึงกับกระตุก เหลวไหลน่า นางย่อมชมชอบบุรุษแน่ แต่ในสายตาคนนอกกลายเป็นนางนิยมในเพศเดียวกันเสียแล้ว

เฮ้อ เกรงว่าชาวบ้านคงจะว่างงานเกินไป พวกนิยมชมชอบเพศเดียวกันมีตั้งมากมาย ไยจ้องจับผิดแต่ข้าผู้เดียวเล่า พอมาคิดดูดีๆ มีเสียงเล่าลือเช่นนี้ก็ไม่นับว่าแย่อะไร อย่างน้อยนางก็ไม่ต้องคิดเรื่องหาหญิงสาวมาแต่งงานเป็นการชั่วคราวแล้ว

“ช่างเถอะ อย่าได้ไปใส่ใจ” เซี่ยซูโบกมืออย่างไม่แยแส

มู่ไป๋เดินหน้ามุ่ยออกไป ตั้งใจว่าจะไปจุดธูปบอกเซี่ยหมิงกวง

 

พอเรื่องที่เซี่ยซูชมชอบบุรุษเพศถูกลือออกไป ดูเหมือนว่าคนในราชสำนักจะเกิดความหวั่นไหวเป็นอันมาก

ขุนนางใหญ่ที่ไม่ได้นิยมบุรุษต่างรู้สึกหวาดหวั่น พยายามปลีกตัวออกห่างจากเซี่ยซู แม้แต่เว่ยอี้จือซึ่งเคยแอบไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งก็ยังเย็นชาห่างเหินจากเดิมมาก

บางคนกลับรู้สึกว่าเซี่ยซูดูสง่างามขึ้นมาก ได้เป็นคู่รัก ‘ตัดแขนเสื้อ’ ของเขาก็ไม่ถือว่าเสียหายอะไร กลายเป็นฝ่ายเข้ามาพะเน้าพะนอประจบเอาใจเสียอย่างนั้น

ช่วงนี้ยามเซี่ยซูเข้าเฝ้าจึงมักมีคนส่งสายตาหวานหยดย้อยมาให้ ช่างชวนให้รู้สึกปั่นป่วนมวนท้องอย่างบอกไม่ถูก…

มีคนมารบกวนนางมากมายเช่นนี้ จนนางแทบจะลืมเลือนฉู่เหลียนที่เป็นตัวต้นเรื่องทั้งหมดแล้ว

เซี่ยซูอยู่ทำงานในวังจนฟ้ามืดจึงค่อยกลับจวน กวงฝูรออยู่ที่ประตูห้องหนังสือ พอเห็นนางมาถึงเขาก็ประคองผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งยื่นส่งให้ “คุณชายของบ่าวให้บ่าวนำสิ่งนี้มามอบแก่ท่าน บอกว่านักดนตรีผู้นั้นให้นำมามอบให้ท่านขอรับ”

เซี่ยซูรีบรับไปเปิดห่อผ้าออกดู ในนั้นคือเชือกปอขดเป็นวงเส้นหนึ่ง ปลายเชือกติดเขี้ยวสัตว์ไว้ซี่หนึ่ง เขี้ยวนั้นดูเหลืองๆ ปลายเขี้ยวถูกฝนจนมน

นางตะลึงงันไปทันใด ในที่สุดก็นึกออกแล้วว่าฉู่เหลียนคือใคร

บทที่ 10

ฉู่เหลียนก็คือเด็กหนุ่มผู้นั้นที่พาเซี่ยซูไปเที่ยวหาของกิน ลงน้ำจับปลา ขึ้นเขาไปขุดหาผักหญ้า ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอดแทบจะตัวติดกันก็ว่าได้

มีครั้งหนึ่งเขาหาเขี้ยวสัตว์มาได้จากที่ใดก็ไม่ทราบ เขาเอาเขี้ยวสัตว์มาผูกกับเชือกแล้วเอามาให้เซี่ยซูดูด้วยท่าทางภาคภูมิใจ ‘หรูอี้ รู้หรือไม่ว่านี่คืออะไร นี่ก็คือเขี้ยวเสือ!’ ชื่อของเขาก็คือ หู่หยา

เซี่ยซูเบิกตาโตอย่างตื่นเต้น ‘เจ้าไปได้มาจากที่ใด’

‘ไม่บอกเจ้าหรอก!’

พวกเขาออกไปหาของกินกันเป็นกลุ่ม ทุกครั้งล้วนให้หู่หยาเป็นผู้จัดแจง บ่อยครั้งที่สองคนไปด้วยกันแล้วจะค่อยแยกกันไปหาของ พอได้เวลาก็ค่อยกลับมาที่เดิมซึ่งเป็นสถานที่นัดพบ แล้วจึงเดินทางกลับบ้านพร้อมกัน

ทุกครั้งหู่หยาจะพาเซี่ยซูไปด้วย บางครั้งไม่ได้ไปด้วยกันก็เพราะทะเลาะกันนั่นแหละ ปกติเวลานั้นหากของกินที่เซี่ยซูหามาได้มีน้อยกว่ายามปกติกว่าครึ่ง เมื่อหู่หยากลับไปก็จะแบ่งส่วนของตนเองให้นาง แล้วทั้งคู่ก็จะกลับมาคืนดีกันเหมือนเดิม

คนอื่นๆ มักจะโวยวายว่า ‘หู่หยาต้องชอบหรูอี้แน่ ลำเอียงทุกครั้งเลย’

‘อย่าพูดจาเหลวไหล!’ หู่หยาหน้าแดงและร้องด่าพวกเขา เขาอายุมากที่สุด ย่อมไม่มีใครเก่งเกินเขา

ภายหลังคนที่พูดล้อเลียนพวกเขาก็น้อยลงไปอีกหนึ่งคน

เซี่ยซูถามหู่หยา ‘นางหายไปที่ใดเล่า’

‘ถูกขายไปแล้วน่ะสิ’ หู่หยาลูบเชือกปอที่ผูกคอตนเอง เขาเหม่อมองออกไปยังที่ไกลๆ

จากนั้นพวกสหายก็น้อยลงเรื่อยๆ

‘รายต่อไปอาจเป็นข้า’ เซี่ยซูบอกเขาตอนที่กำลังขุดหาของป่า ‘แม่ข้าไม่ขายข้าหรอก แต่ของกินน้อยลงทุกที ไม่ช้าก็เร็วข้าคงได้อดตาย’

หู่หยาลูบศีรษะนาง ‘ไม่อดตายหรอก เจ้ายังมีข้าอยู่’

เซี่ยซูไม่ใช่คนมองแต่แง่ร้าย นางหันไปยิ้มให้แล้วเอ่ยว่า ‘ข้าพูดเล่นน่ะ แม่ข้าบอกว่าใบหูข้าใหญ่ ชะตาชีวิตจะได้อยู่ดีมีสุข เจ้าวางใจเถอะ ต่อไปพอข้าได้ดีแล้ว ข้าจะไม่ลืมเจ้าแน่’

หู่หยาตบต้นขาตนเอง ‘มิน่าเล่า ตาแก่ที่ตีสุนัขจึงได้บอกว่า เมื่อสุนัขได้ดี อีกาก็ลืม’

‘ใครจะลืมเล่า!’ เซี่ยซูนึกขึ้นได้ทันใด ‘หรือว่าที่จริงเขี้ยวที่เจ้าห้อยคอจะเป็นเขี้ยวสุนัข?’

หู่หยาหน้าแดง ‘พูดเหลวไหลอะไร เป็นเขี้ยวเสือต่างหาก!’

เซี่ยซูแอบหัวเราะ

ในที่สุดสภาพแห้งแล้งก็ขยายออกไปไกลขึ้น ไม่มีรากบัวให้พวกเขาขโมยอีก ของป่าถูกขุดไปกินจนเกลี้ยง แม้แต่เปลือกไม้ยังถูกถากออกไปจนหมด

เซี่ยซูได้ยินคนอื่นๆ พูดว่าบางหมู่บ้านมีการกินคนกันแล้ว ฟังแล้วนางก็หวั่นใจจนนอนไม่หลับ

หู่หยามาหานาง เขาเอาข้าวสารถุงเล็กๆ มาให้ ดวงตาแดงก่ำ

‘เหตุใดเจ้าจึงมีข้าวมากเพียงนี้’ ที่จริงในถุงมีข้าวแค่สองกำมือ แต่สำหรับเซี่ยซูในเวลานั้นก็ถือว่ามากทีเดียว

‘ข้าเก็บไว้น่ะ เดิมทีว่าจะเก็บไว้ให้น้องชายคนเล็กกิน แต่เขาไม่รอด…’ เขาปาดน้ำตา ‘พ่อข้าจะขายข้า ข้าวนี่ไม่ให้พวกเขาหรอก เอาให้เจ้าก็แล้วกัน!’

เซี่ยซูรีบปฏิเสธปากคอสั่น ‘ไม่ได้นะ เอามาให้ข้า แล้วคนที่บ้านเจ้าจะกินอะไรเล่า’

‘พวกเขาคงเอาเงินที่ขายข้าไปซื้อของกินเองแหละ!’ หู่หยาหันร่างกลับไปอย่างโกรธเคือง เดินไปไม่กี่ก้าวก็หันกลับมา จับมือนางไว้แน่น ‘อีกหน่อยรอข้าเก็บเงินไถ่ตัวเองกลับมาได้ ข้าจะต้องมาตามหาเจ้าแน่’

เซี่ยซูหลุบตาจ้องมองพื้นดินอันแตกระแหง ‘อืม’

หากมีวันที่ได้พบกันอีกล่ะก็…

 

เซี่ยซูกำเขี้ยวซี่นั้นไว้แน่น แล้วถามกวงฝู “นักดนตรีผู้นั้นเล่า”

“เรียนคุณชาย คุณชายของบ่าวพานักดนตรีผู้นั้นไปส่งที่นอกประตูเมืองทิศตะวันออกแล้ว บอกว่าจะจัดการเขาด้วยตัวเอง”

เซี่ยซูสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปในทันใด “มู่ไป๋ รีบไปตามเขากลับมา!”

ฝนตกชุกในคิมหันตฤดู หลังเสียงสายฟ้าฟาดดังแว่ว ฝนห่าใหญ่ก็เทลงมา

คนของจวนอัครเสนาบดีใช้แส้ฟาดม้าห้อตะบึงไปยังประตูเมือง กีบเท้าม้าย่ำน้ำจนสาดกระเซ็นไปทั่ว คนเดินถนนหลบกันวุ่นวาย คิดว่าเกิดเรื่องใหญ่จำพวกว่ามีคนก่อกบฏขึ้นมาหรืออย่างไร

ทางไปประตูเมืองทิศตะวันออกต้องผ่านคลองขุดชิงซี เว่ยอี้จือเพิ่งไปถึงจวน ยามที่เขากำลังจะลงจากรถก็เห็นมู่ไป๋ห้อตะบึงฝ่าสายฝนนำคนกลุ่มหนึ่งไปข้างหน้า

“ฝูเสวียน ตามไปดูซิว่าเกิดอะไรขึ้น”

 

เซี่ยซูนั่งลงในห้องหนังสือ มองดูเขี้ยวซี่นั้น

หากเซี่ยหร่านกำจัดเขาไปแล้ว คงไม่มีผลพวงในทางร้ายตามมา เซี่ยหมิงกวงสั่งสอนนางมาเนิ่นนานแล้ว นางกลับยังเรียนไม่ทะลุปรุโปร่ง

แต่บุญคุณข้าวสารครึ่งถุงที่ช่วยชีวิตไว้ในตอนนั้น ไม่สมควรจะเพิกเฉยทำเป็นไม่สนใจ นางจะถึงขั้นทรยศน้ำใจเขาด้วยการคิดฆ่าเขาอีกหรือ

เซี่ยซูหยิบกระดาษมากางออก หยิบพู่กันขึ้นมาเขียนฎีกา

 

เว่ยอี้จือถือม้วนหนังสือนั่งอยู่ภายใต้แสงตะเกียง ฝูเสวียนเข้ามากระซิบสองสามคำที่ข้างหู เขาก็วางหนังสือลงแล้วถามว่า “เจ้าเห็นชัดเจนหรือ”

“ขอรับ คุณชายหร่านพานักดนตรีผู้นั้นออกนอกเมือง แน่ชัดว่าเป็นการส่งเขาออกไปเพื่อรักษาชื่อเสียงของท่านอัครเสนาบดี แต่ท่านอัครเสนาบดีกลับจริงจังกับเขาถึงเพียงนี้ เกรงว่าที่เล่าลือกันข้างนอกน่าจะเป็นความจริงขอรับ”

เว่ยอี้จือยิ้ม เขาไม่เคยเชื่อข่าวลือ เชื่อแต่เรื่องจริงมากกว่า

“เจ้าไปแจ้งกับท่านอัครเสนาบดีว่างานวันเกิดแม่ข้าจวนจะมาถึงแล้ว นักดนตรีของจวนยังขาดคนตีจู้ ข้าจึงอยากจะขอยืมตัวนักดนตรีผู้นั้นให้มาที่จวนเพื่อร่วมบรรเลงเพลงมงคลเสียหน่อย”

 

สองปีก่อนแคว้นถู่อวี้หุนรุกรานชายแดนแคว้นจิ้น เว่ยอี้จือกรีธาทัพออกรบจนศัตรูล่าถอยไป สร้างบารมีจนแคว้นจิ้นเป็นที่น่าเกรงขาม นับแต่นั้นมาแคว้นถู่อวี้หุนก็สงบลง เลิกก่อความวุ่นวายอีก ยอมผูกสัมพันธ์อันดีกับแคว้นจิ้น แลกเปลี่ยนทูตระหว่างกันทุกปี มีการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างกันมาโดยตลอด

เซี่ยซูยื่นฎีกาต่อฮ่องเต้ว่าแคว้นถู่อวี้หุนชื่นชอบการร้องรำทำเพลง ทูตที่เดินทางไปเยือนจะมากน้อยต้องแสดงให้เห็นถึงความชื่นชอบในการร้องรำของแคว้นจิ้น ปีนี้จึงน่าจะลองคัดเลือกขุนนางกองสังคีตส่งไปยังราชสำนักของฝ่ายนั้นบ้างเพื่อแสดงมิตรไมตรีอันดีต่อกัน

ฮ่องเต้นึกสงสัย หรือว่าเซี่ยซูจะชื่นชอบนักดนตรีผู้นั้นจริงๆ ยังอุตส่าห์กังวลถึงเรื่องนี้ด้วย

พระองค์ไม่มีความเห็นเป็นอื่น เห็นชอบตามที่ขอ ส่วนจะเลือกผู้ใดเดินทางไปบ้างก็ให้แล้วแต่เซี่ยซูเป็นผู้จัดการ

คำขอของเว่ยอี้จือย่อมต้องถูกบอกปัดไปอย่างเกรงใจ เพราะฉู่เหลียนอยู่ในรายชื่อคนที่จะถูกส่งไปยังแคว้นถู่อวี้หุนด้วย

เย็นวันนั้นที่รายชื่อออกมา เซี่ยหร่านนั่งอยู่ต่อหน้าเซี่ยซู พยายามจะเอ่ยห้าม “เรื่องที่ทุ่ยจี๋ขัดคำสั่งนั้นถือว่ามีความผิด แต่ท่านจะเอาแต่เมตตาสงสารจนออมมือกับเขาได้อย่างไร ต่อไปคนผู้นี้จะนำหายนะมาให้ นึกเสียใจภายหลังก็สายไปแล้ว”

เซี่ยซูเอ่ยว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นกังวลไป ข้าตัดสินใจไปแล้ว ทำตามนี้”

เซี่ยหร่านเม้มปากแล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินออกไปอย่างฉุนเฉียว

มู่ไป๋ถอนหายใจ ไม่ง่ายเลยที่คุณชายหร่านจะสะกดความทะนงตนเอาไว้ได้ นี่ยังมาถูกคุณชายยั่วยุจนออกอาการอีก

เซี่ยซูส่งคนไปแจ้งให้ฉู่เหลียนทราบเรื่องก่อนแล้ว ตัวนางยังคงตัดสินใจว่าไม่ไปพบหน้าเขา นางนั่งอยู่หลังโต๊ะครู่หนึ่ง แล้วลุกขึ้นกลับห้องของตน

ฝนฤดูคิมหันต์พร่างพรมอีกหลายระลอก กลิ่นดอกพุดซ้อนในสวนฟุ้งกำจายในยามราตรี หอมยวนใจน่าหลงใหล

เซี่ยซูยืนอยู่ข้างต้นไม้พลางสูดดมกลิ่น จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงพูดดังมาจากหลังต้นไม้

“ฉู่เหลียนคารวะท่านอัครเสนาบดี”

นางได้แต่ตะลึงงัน

“โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วย ข้าน้อยมิได้มีเจตนาจะทำให้ท่านขุ่นเคือง เพียงแค่มาขอบคุณที่ท่านเห็นคุณค่าในความสามารถของข้าน้อยก็เท่านั้น”

มู่ไป๋รู้สึกว่าคนผู้นี้ช่างบังอาจนักที่กล้าล่วงล้ำเข้ามา ขณะที่จะไล่เขาออกไปก็ถูกเซี่ยซูห้ามเอาไว้

ฉู่เหลียนพูดขึ้นมาอีก “ข้าน้อยไม่อาจตอบแทนพระคุณ ทำได้เพียงตีจู้เพลงหนึ่งให้ท่านฟัง หวังให้ท่านอยู่อย่างผาสุก ร่ำรวยรุ่งเรืองไปชั่วกาล”

เขานั่งลงห่างๆ โดยมีต้นไม้ต้นหนึ่งกั้นกลาง เริ่มตีจู้และขับขานบทเพลง “ปีนเขาเก็บหญ้าประทังกาย ทนหิวแทบตายจนเย็นย่ำ น้ำรินหว่างเขาลมกระหน่ำ น้ำค้างพร่างฉ่ำระกำใจ ไก่ป่าแซ่เสียงสำเนียงพ้อง ฝูงลิงวิ่งท่องเนินไศล เหลียวหาถิ่นเก่าลำเนาไซร้ แน่นขนัดรกไปด้วยพุ่มพรรณ…”

ตะเกียงแขวนไว้สูง เซี่ยซูมองใบหน้าที่ก้มต่ำของเขาผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งก้านไม้ ไม่ได้พบกันหลายปี เขามิใช่เด็กหนุ่มเลือดร้อนเหมือนตอนนั้นอีกแล้ว

ใบหน้าที่เคยกรำแดดจนแดง บัดนี้กลับขาวเนียนละเอียด รอยยิ้มแสนซื่อเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มยั่วช่างประจบที่นางคุ้นชินเสียแล้ว สองมือที่เคยขุดคุ้ยดินโคลน บัดนี้กลับพลิ้วพรมบนสายเครื่องดนตรี

บ้านเก่าไม่อาจได้กลับไปเห็น สหายเก่าต่างกระจัดพลัดพราย…

เสียงดนตรีหยุดลง ฉู่เหลียนวางจู้ลงข้างๆ แล้วคุกเข่าลงคำนับ “ขออภัยต่อท่านด้วย ข้าน้อยมีเรื่องจะขอร้อง”

เซี่ยซูเอ่ยเสียงแหบต่ำ “พูดมาเถอะ”

“ตั้งแต่เล็ก ข้าน้อยสัญญากับหญิงสาวผู้หนึ่งว่าหากไถ่ตัวได้เมื่อใดจะกลับไปหา แต่น่าเสียดาย จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่อาจได้ทำสมความตั้งใจ บัดนี้ข้าน้อยจำต้องจากไปยังดินแดนห่างไกล ไม่อาจทำตามคำสัญญาได้อีกแล้ว หากมีโอกาส ขอท่านช่วยบอกเล่าที่มาที่ไปของเรื่องนี้ให้สหายเก่าผู้นั้นฟังแทนข้าน้อยด้วย”

“ได้สิ”

“ขอบคุณท่านมาก” ฉู่เหลียนลุกขึ้น มองเซี่ยซูผ่านสุมทุมพุ่มไม้ที่หนาทึบ พลางหลุบตาแล้วเดินจากไป

นางไม่ได้ถามว่าสหายเก่าผู้นั้นคือใคร ฉู่เหลียนก็ไม่ได้บอกมาชัดเจน

เซี่ยซูหันไปพูดกับมู่ไป๋ “เรื่องในคืนนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปแม้แต่คำเดียว”

ปลายเดือน แคว้นจิ้นส่งขุนนางกองสังคีตหกคนกับนักดนตรีและนักขับร้องหญิงหลายสิบคนไปยังราชสำนักแคว้นถู่อวี้หุนเพื่อเป็นบรรณาการ

เซี่ยซูเก็บเขี้ยวซี่นั้นไว้ในกล่องไม้…ซ่อนไว้ก้นหีบ

รถม้าแล่นออกจากเมืองหลวงเจี้ยนคัง เหล่านักดนตรีล้วนโศกเศร้า แม้การใช้ชีวิตนับจากนี้จะดีกว่าในตอนนี้ ทว่าพวกเขาล้วนต้องจากบ้านเกิดไปตลอดกาล ชั่วชีวิตนี้จำต้องฝังร่างในต่างแดน

ค่อยๆ มีเสียงร้องไห้ดังขึ้นในคณะเดินทาง เสียงนั้นดังระงมขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายก็ถูกขุนนางกองสังคีตตวาดจึงได้หยุดร้อง นักขับร้องหญิงสองสามคนอดครวญเพลงออกมาเบาๆ ไม่ได้ ท่วงทำนองเศร้าสร้อยจับใจ แม้แต่คนที่อยู่ข้างทางต่างอดใจเงี่ยหูฟังไม่ได้

ฉู่เหลียนนั่งอยู่ริมในสุดของรถม้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย นักดนตรีที่อยู่ข้างๆ ถามเขาว่า “บ้านเจ้าอยู่ที่ใด ไม่คิดถึงบ้านบ้างหรือ”

“จิงโจว หลังเกิดความอดอยากที่นั่นเมื่อแปดปีก่อน ข้าก็ไม่มีบ้านอยู่นานแล้ว”

“อ่า ขออภัยด้วย”

ฉู่เหลียนหันไปทางประตูเมืองทิศตะวันตกที่ค่อยๆ ลับหายจากสายตา อีกครึ่งชีวิตนี้เขาต้องระหกระเหินเร่ร่อน ในที่สุดก็ต้องไปยังดินแดนที่ไกลออกไปอีก

คนผู้นั้นจะใช้หรูอี้หรือไม่นะ

หากใช่…ก็ถือว่าได้บอกลากันแล้ว หากไม่ใช่…คิดเสียว่าเป็นนางก็แล้วกัน

เขาก้มหน้ามองดูมือตนเองที่กำลังประคองจู้เอาไว้ มือคู่นี้ถูกคนมากมายลูบคลำ หยิก ตีเพื่อให้มีชีวิตรอด ตอนที่ยังอดอยาก เขารู้สึกว่าทำทุกอย่างจนสุดชีวิตแล้วเพื่อความอยู่รอด แต่พอได้เป็นนักดนตรีจึงค่อยเข้าใจว่านั่นก็แค่ผิวเผินเท่านั้น

ชีวิตที่ผ่านมาล้วนมืดดำ สมาชิกในครอบครัวล้มหายตายจากไปทีละคนสองคน เสาหลักในชีวิตเขาล้มครืนไปทีละต้น มีเพียงใบหน้าที่ร่าเริงดุจบุปผาแห่งวสันต์ในความทรงจำเท่านั้นที่เป็นความหวังให้แก่เขา

นางจะต้องไม่เมินเฉยต่อเขาแน่ ดังนั้นเขาต้องกลับไปให้ได้

ทว่าหนทางจะหวนกลับไปช่างยากเย็น เขาแทบจะหาเงินไม่พอไถ่ตนเองเลย และไม่กล้าจะไหว้วานใครให้สอบถามเรื่องของนางด้วย ด้วยกลัวจะได้ฟังข่าวร้าย หากเป็นเช่นนั้นแม้แต่ความหวังเดียวก็พลอยหมดสิ้นไปด้วย

หรูอี้ ยามนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ได้กินอิ่มนอนอุ่นหรือไม่

หากอัครเสนาบดีผู้นั้นเป็นเจ้าก็คงดีมาก ไม่ว่าจะแสร้งเป็นชายหรือหญิง…อย่างน้อยก็เป็นเจ้า

ทว่านับจากนี้ไปข้ากับเจ้าต้องแยกจากกัน ต่อให้เจ้าไม่รังเกียจข้า ข้าก็ไม่คู่ควรกับเจ้าอยู่ดี

เขาก้มหน้าตีจู้ ฟังเสียงนักขับร้องหญิงครวญเพลง เขาก็ร้องคลอตามด้วยเบาๆ “ยามมาไม่ทัก ยามจากไม่ลา ล่องตามเมฆาให้ลมพาไป ทุกข์ตรมเพราะพรากจำจากแสนไกล หวนคืนเมื่อใด อิ่มใจเปรมปรีดิ์

เหล่านักดนตรีออกเดินทางได้ครึ่งเดือน เซี่ยหร่านก็ถือจดหมายฉบับหนึ่งเดินเข้าไปหาเซี่ยซูในห้องหนังสือ

“ตอนที่คณะนักดนตรีเดินทางผ่านหนิงโจวก็ถูกกองทหารของแคว้นฉินดักซุ่มโจมตี ทุกคนถูกจับแล้วถูกสังหารจนสิ้น”

พู่กันในมือเซี่ยซูร่วงลงพื้น

เซี่ยหร่านสีหน้าเย็นชาตลอดเวลายามเอ่ย “นี่เป็นข่าวด่วนที่เพิ่งมาถึง ท่านไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วยตนเองก็ได้ ไม่ใช่ฝีมือข้าแน่นอน” เขาหันหลังแล้วเดินออกไป

หลังจากตระหนกตกใจแล้ว เซี่ยซูก็กลับมาได้สติ นางหยิบฎีกาขึ้นมาอ่านซ้ำๆ ก็พบว่าเป็นเรื่องจริงแน่นอน

เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร เหตุใดถึงที่สุดแล้วก็ยังต้องทำร้ายเขา…

เมื่อเดินกลับห้องยามราตรี ผ่านพุ่มพุดซ้อนอีกครั้งหนึ่ง นางก็ได้แต่ยืนนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน

ร่ำรวยขึ้นเมื่อใดจะไม่ลืมกัน หู่หยา ข้าเป็นคนใจดำที่สุดในใต้หล้านี้…

 

การเข้าเฝ้ายามเช้าวันถัดมา เซี่ยซูไม่ได้มาเข้าเฝ้า

ฮ่องเต้รู้ว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ แม้เซี่ยซูจะรวบอำนาจในราชสำนักไว้หมดแล้ว แต่ที่ผ่านมาก็ทำงานอย่างแข็งขันมาโดยตลอด ไม่เคยลาหยุดอย่างไม่บอกไม่กล่าวมาก่อนเลย

ไม่นานก็มีคนนำฎีกาจากจวนสกุลเซี่ยมายื่นที่วัง บอกว่าเซี่ยซูป่วยกะทันหัน ขอให้ฮ่องเต้อนุญาตให้ลาหยุดด้วย

อัครเสนาบดีที่ดูร่าเริงเปี่ยมด้วยชีวิตชีวามาตลอดกลับมาล้มป่วยกะทันหันเสียได้ เรื่องนี้ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างร้อนแรงไปทั่วทั้งเมืองหลวง

พวกหูไวตาไวบางคนปะติดปะต่อเรื่องราวว่าก่อนหน้านี้ในคณะนักดนตรีที่ถูกส่งตัวไปไม่นานนี้มีนักดนตรีผู้นั้นซึ่งเขาเป็นผู้คัดเลือกเองกับมือเดินทางไปด้วย จึงพากันคาดเดาเป็นเรื่องเป็นราวอย่างมีสีสันว่า…

อัครเสนาบดีเกิดถูกตาต้องใจนักดนตรีผู้นั้น แต่ฮ่องเต้กลับส่งเขาไปยังแคว้นถู่อวี้หุน ไหนเลยจะรู้ว่าชาวแคว้นฉินช่างโหดเหี้ยมนัก ถึงกับจับตัวนักดนตรีไว้แล้วสังหารเสีย พออัครเสนาบดีทราบข่าวก็ร่ำไห้คร่ำครวญจนล้มป่วย

หวนถิงเพิ่งเดินเข้ามาในหอสุรา ได้ยินคนกลุ่มหนึ่งแพร่กระจายข่าวนี้ไปทั่ว เขาจึงเดินเข้าไปจับเจ้าตัวการมาเตะเข้าให้

“พูดมากนักนะ ท่านอัครเสนาบดีใช่คนที่เจ้าจะนำมาวิพากษ์วิจารณ์แบบไร้มูลเช่นนี้ได้หรือ”

ทุกคนพากันตระหนกตกใจแล้วก็แตกฮือกันออกไป

หยางจวี้เดินออกมาจากข้างในเพื่อต้อนรับหวนถิง สายตากวาดมองไปที่นอกประตูใหญ่ที่อยู่ข้างหลัง แล้วพูดอย่างประหลาดใจ “นั่นรถม้าของจ้งชิงมิใช่หรือ เขาจะไปที่ใดกัน”

เนื่องจากข่าวลือว่าเซี่ยซูชอบบุรุษเพศ ทำให้ขุนนางหลายคนไม่อยากจะไปเยี่ยมไข้เขา บางคนที่อยากจะไป แต่เกรงว่าจะถูกผู้คนครหาจึงเลิกล้มความคิดนั้นเสีย

ทว่าเว่ยอี้จือกลับไปจวนอัครเสนาบดีอย่างเปิดเผย

คิมหันตฤดูร้อนอบอ้าวขึ้นทุกที ประตูหน้าต่างในห้องของเซี่ยซูจึงเปิดออกกว้าง นางนอนตะแคงอยู่บนเตียงแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ทราบว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่

เว่ยอี้จือถูกมู่ไป๋ส่งเข้ามาในห้อง เขากำลังมองดูใบหน้าด้านข้างของเซี่ยซูอยู่ ซึ่งดูราวกับจันทราส่องแสงที่แขวนอยู่บนฟากฟ้าหลังอาทิตย์อัสดงไม่นาน ไม่สาดแสงแรงกล้าหากทอแสงนวลตาแทน

เว่ยอี้จือนั่งลงข้างๆ มองดูนางเงียบๆ อยู่นาน แล้วกระซิบเรียกเบาๆ “หรูอี้”

เซี่ยซูหันขวับมาทันใด แววตาค่อยๆ แจ่มกระจ่างเหมือนตื่นจากภวังค์ “เป็นจ้งชิงนี่เอง”

นางจะลุกขึ้นทักทาย ทว่าเว่ยอี้จือกลับห้ามเอาไว้

“หรูอี้ดูเซื่องซึมเช่นนี้ น่าจะป่วยใจกระมัง เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

เซี่ยซูยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ไม่มีอะไรหรอก อากาศช่วงนี้เปลี่ยนแปลง ข้าเองก็โหมงานหนักเกินไป…แค่เท่านั้นแหละ”

เว่ยอี้จือส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “เจ้ากับข้าเป็นพี่น้องกัน ไยจึงต้องปิดบังด้วย บัดนี้คนข้างนอกเล่าลือกันว่าเป็นเพราะนักดนตรีผู้นั้น นี่เป็นความจริงหรือ”

เซี่ยซูหลุบตาลงจ้องมองลายปักดิ้นทองตรงชายเสื้อ จู่ๆ ก็พบว่าอดีตที่ผ่านมาของตนเองนั้น นอกจากเซี่ยหมิงกวงแล้ว คนที่รู้เรื่องมากที่สุดก็คือคนตรงหน้านี้เอง

ช่างเหนือความคาดหมายจริงๆ

“เขาเป็นสหายในวัยเด็กของข้า”

ดวงตาเว่ยอี้จือฉายแววประหลาดใจ แต่แล้วก็กลบเกลื่อนได้อย่างรวดเร็ว

“ตอนนั้นหากไม่ได้ข้าวสารครึ่งถุงที่เขามอบให้ ข้าก็คงทนอยู่ได้ไม่ถึงตอนที่สกุลเซี่ยส่งคนมาที่จิงโจว และก็คงไม่มีชีวิตเฉกเช่นทุกวันนี้”

“เช่นนั้นไยเจ้าต้องส่งเขาไปยังแคว้นถู่อวี้หุนด้วย”

“เพื่อรักษาชื่อเสียงอันดีงามไว้อย่างไรเล่า” นางกระตุกมุมปากครู่หนึ่ง “สรุปแล้วก็คือข้าเห็นแก่ตัวก็เท่านั้นเอง”

“พูดเช่นนั้นได้อย่างไร เป็นทหารแคว้นฉินที่โหดเหี้ยม เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนอยู่เหนือความคาดหมาย” เว่ยอี้จือนิ่งเงียบครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็พูดขึ้น “อันที่จริงพี่ชายข้าก็ถูกทหารแคว้นฉินจับตัวไประหว่างเดินทางเช่นกัน”

เซี่ยซูเงยหน้าขึ้น แล้วเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “อะไรนะ”

“พี่ชายข้าเว่ยซื่อจือโตกว่าข้าสิบปี ตอนเด็กๆ ข้าร่างกายอ่อนแอเจ็บป่วยบ่อย เขาก็เป็นคนสอนให้ข้าฝึกวรยุทธ์เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เขานำทหารปกป้องชายแดนสร้างคุณูปการไว้มากมาย เดิมทีก็ควรจะได้รับชื่อเสียงเหล่านี้ ทว่าปีนั้นเขากลับเมืองหลวงเพื่อมาเยี่ยมเยียนญาติมิตร ระหว่างเดินทางผ่านเมืองปาตงตรงชายแดนก็ถูกทหารฉินซุ่มโจมตี”

“เช่นนั้น ตอนนี้เขา…”

“เกรงว่าคงไม่อยู่แล้วกระมัง”

เซี่ยซูเพิ่งได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก นางถึงกับนิ่งงันพูดไม่ออก

เว่ยอี้จือยื่นมือไปแตะหลังมือนางแล้วกล่าวว่า “ทำใจให้สบายเถิด”

เซี่ยซูก้มลงมองนิ้วมือเขา นางพยักหน้า “ก็ได้”

ตอนที่เว่ยอี้จือลากลับไป ชาวบ้านตามท้องถนนเริ่มจุดไฟแล้ว ตามร้านน้ำชาและร้านขายสุรามีเสียงร้องเพลงบรรเลงดนตรีดังแว่วมาเป็นครั้งคราว ทั้งยังมีเสียงผู้คนถกกันเรื่องอัครเสนาบดีกับนักดนตรีผู้นั้น

ตอนที่เกิดเรื่องขึ้นกับพี่ชายก็มีทั้งคนถกกันถึงเรื่องนี้ด้วยความสะใจและเห็นใจเช่นเดียวกัน ทว่าพวกเขาก็แค่คนนอก ไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าคนที่ต้องประสบเรื่องราวเช่นนี้ แท้จริงแล้วจะรู้สึกเช่นไร

กลับมาถึงจวน เว่ยอี้จือก็ค้นหายาบำรุงที่ได้รับพระราชทาน เขานำออกมาแล้วสั่งให้ฝูเสวียนนำไปมอบแก่เซี่ยซู

“เหตุใดจู่ๆ จวิ้นอ๋องก็…” ฝูเสวียนถึงกับหลุดปาก แต่แล้วก็สงบปากได้ทัน

เว่ยอี้จือโบกมือไล่ “ไปเถอะน่า”

 

ตี้ถานตั้งอยู่ทางใต้ของภูเขาฟู่โจว ที่นี่เป็นสวนสมุนไพรของเชื้อพระวงศ์ เป็นที่เพาะปลูกพืชสมุนไพรนานาชนิดเพื่อเอาไว้ใช้สอยในพระราชวัง

หลังจากเซี่ยซูพักฟื้นอยู่ที่บ้านได้หลายวัน นางก็ไปที่ตี้ถานเพียงลำพัง เลือกพื้นที่เล็กๆ แห่งหนึ่งในนั้นฝังเขี้ยวซี่นั้นไว้ ทำเหมือนว่าเป็นสุสานรำลึกถึงสหายเก่า

เซี่ยซูยืนอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง นางหอบเอาอาหารแห้งกับสุราอย่างดีห่อใส่เสื้อคลุมมาด้วย ตอนเด็กๆ หู่หยาวิ่งวุ่นเพื่อปากท้อง มาบัดนี้ได้ฝังร่างอย่างสงบใต้ผืนดิน นางจะต้องเซ่นไหว้ดวงวิญญาณให้เขาเป็นอย่างดี แต่เพื่อไม่ให้มีใครดูออก นางจึงต้องห่ออาหารไว้แล้วฝังลงดิน ส่วนสุราชั้นดีนั้นก็สาดให้ไหลซึมลงบนผืนดิน สุสานจำลองก็ทำขึ้นเพียงเล็กๆ เท่านั้น

หากแน่ใจว่าหู่หยาตายแล้วจริงๆ ก็ค่อยสร้างเป็นสุสานใหญ่ให้

ตอนที่ออกมาจากตี้ถาน จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงบรรเลงกู่ฉิน ดังแว่วมาจากทางเขาฟู่โจว นางนึกแปลกใจอยู่ครู่หนึ่ง จึงเดินเลียบทางเดินบนเขาไป

นี่เป็นเวลาเที่ยงวัน แสงแดดแรงกล้า นางแต่งกายรัดกุมทั้งเสื้อตัวกลางและเสื้อนอก ยามนี้เมื่อได้เดินไปตามทางบนเขาแล้วจึงค่อยรู้สึกเย็นสบาย

ศาลาพักร้อนที่นางนัดพบกับเว่ยอี้จือเมื่อคราวก่อนมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ เขาปล่อยผมสยาย สวมเสื้อหลวมๆ กำลังกรีดนิ้วเล่นพิณ ในภูเขาที่มีบรรยากาศอันเงียบสงบ มีเพียงเขานั่งอยู่ผู้เดียว แม้แต่คนคอยรับใช้สักคนก็หามีไม่

เซี่ยซูมิได้ชื่นชอบเสียงบรรเลงดนตรีเท่าไรนัก ทว่าที่ตามมาดูก็เพราะนางได้ยินเสียงเพลงแล้วทำให้นึกถึงหู่หยา ยามนี้จึงถูกดึงดูดไว้ด้วยท่าทางสบายๆ ของบุรุษผู้นี้ นางอดใจไม่ไหวต้องเดินเข้าไปหาเขาอีกสองสามก้าว

คนผู้นั้นได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันมามอง เพียงแค่การเหลือบมองด้วยหางตาก็ดูสง่างามน่ามองอย่างมิอาจบรรยายได้แล้ว

“อ้าว มิใช่ท่านอัครเสนาบดีหรอกหรือ”

เซี่ยซูยิ้มแล้วเดินเข้าไปในศาลา “ท่านเจ้าเมืองหวังมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

หวังจิ้งจือหยุดดีดพิณ เขาหยิบจอกสุราที่อยู่ข้างๆ แล้วยิ้ม “นึกอยากจะมาก็มาน่ะสิ ท่านอยากมาร่วมดื่มกับข้าด้วยหรือไม่”

เซี่ยซูนั่งลงเบื้องหน้าเขา “ก็ดีเหมือนกัน”

หวังจิ้งจือดูท่าทางเริ่มเมามายแล้ว แววตาเลื่อนลอย เขารินสุราให้เซี่ยซูแล้วเอ่ยว่า “ท่านดูเหมือนจะชอบนักดนตรีที่ข้าส่งตัวไปให้มากทีเดียว”

เซี่ยซูนิ่งอึ้ง “ว่าอะไรนะ”

“สีหน้าท่านดูหม่นหมอง จะต้องเป็นเพราะยังคิดถึงเขาอยู่กระมัง”

เซี่ยซูอดนึกนับถือหวังจิ้งจือไม่ได้ ขนาดเมามายก็ยังอ่านคนออก พวกชนชั้นสูงเหล่านี้ช่างเก่งกาจน่าดูชม

“ให้แล้วไปเถอะ”

หวังจิ้งจือไม่ปลอบประโลมเซี่ยซู กลับกันยังหัวเราะร่า “หากเป็นเช่นที่ท่านว่ามา ท่านก็ชมชอบบุรุษจริงสินะ”

“จริงหรือเท็จ แยกแยะอย่างไร”

“ย่อมแยกแยะได้ ต่อไปยามข้ากับท่านอยู่ด้วยกันก็ต้องระวังให้ดี อย่าให้ใครมาพบเห็นได้เป็นอันขาด”

เซี่ยซูจิบสุราอึกหนึ่ง “เจ้าเมาแล้ว”

หวังจิ้งจือหัวเราะเสียงดังลั่นอีกครั้ง หัวเราะแล้วจู่ๆ ก็คอพับฟุบลงกับโต๊ะหิน หลับใหลไปเสียนี่

เซี่ยซูประหลาดใจนัก นางหันมองซ้ายขวาก็เห็นมีแต่พวกเขาสองคน นางลังเลว่าจะทำเป็นเพิกเฉยทิ้งให้เขานอนหลับอยู่ตรงนี้ หรือจะประคองพาลงเขาไปดี

นางลุกขึ้นแล้วปลุกหวังจิ้งจืออยู่ครู่หนึ่ง เขาตกใจตื่นทันทีแล้วคว้ามือนางไว้ จากนั้นก็ดูอ้ำอึ้งแล้วรีบปล่อยมือ “ปกติคุ้นชินกับการสำมะเลเทเมาไปเรื่อย ต้องกลายเป็นที่ขบขันของท่านเสียแล้ว”

หวังจิ้งจือมองดูใบหน้าเซี่ยซู มือข้างหนึ่งค้ำหน้าผาก ปากพูดพึมพำ “งามดุจปทุมมาแย้มกลีบ หากท่านเป็นหญิง ข้าจะต้องรีบไปสู่ขอถึงที่บ้านแน่ๆ ฮ่าๆๆๆ…” หัวเราะแล้วก็ฟุบหลับไปกับโต๊ะอีกครั้ง

เซี่ยซูส่ายศีรษะ เลิกสนใจเขา แล้วก็เดินลงเขาไป

ตอนที่เดินขึ้นเขามาแดดยังร้อนจัดอยู่ ตอนลงเขาเมฆดำกลับปกคลุมจนมืดครึ้ม ไม่นานก็มีฝนตก

เซี่ยซูเดินไปได้ครึ่งทางก็ต้องเดินกลับมา นางนำเสื้อคลุมที่ใช้ห่อข้าวของมาห่มให้หวังจิ้งจือ เผื่อเขาตื่น ขึ้นมาจะได้ไม่มองว่านางใจร้ายใจดำ

 

ตอนที่เซี่ยซูกลับมาถึงจวนสกุลเซี่ย ก็เห็นมู่ไป๋กำลังพาคนกลุ่มหนึ่งออกจากจวนพอดี พอเห็นนางเขาก็รีบเข้ามาหา “คุณชายกลับมาได้เสียที ท่านออกไปผู้เดียวทำเอาบ่าวตกใจแทบแย่ บ่าวกำลังจะออกไปตามหาอยู่พอดีเลยขอรับ”

เซี่ยซูยิ้มแหยพลางเอ่ยว่า “ข้าก็กลับมาแล้วนี่”

มู่ไป๋เห็นท่าทางเศร้าสร้อยของเซี่ยซูก็รีบเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ “อ้อ ใช่แล้ว เรื่องที่คุณชายให้บ่าวไปสืบ บ่าวสืบทราบมาแล้ว ที่หนิงโจวไม่มีเรื่องทหารฉินจับตัวชาวแคว้นจิ้นไป ข่าวนั้นน่าจะเป็นข่าวลวงขอรับ อีกอย่าง คุณชายหร่านยังเคยเรียกระดมกำลังทหารในจวนมาก่อนด้วยขอรับ”

แววตาเซี่ยซูเจิดจ้า “ที่พูดมานี้จริงหรือ!”

“จริงแท้แน่นอนขอรับ”

เซี่ยซูถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ไม่คิดเลยว่าตนเองจะคาดเดาได้ถูกต้อง

บัดนี้นางจำกัดอำนาจของเซี่ยหร่านลงแล้ว ข่าวด่วนจากชายแดนจะต้องส่งถึงมือนางโดยตรงเท่านั้น ทว่าวันนั้นกลับเป็นเซี่ยหร่านส่งมาให้ ยากนักที่จะไม่ทำให้นางนึกสงสัย

คณะนักดนตรีนั้นเซี่ยซูเป็นคนเลือกเองกับมือ เซี่ยหร่านไม่มีทางจะส่งคนของตนเองแทรกซึมเข้าไปในคณะเดินทางได้ เขาจะต้องวางแผนให้คณะนักดนตรีออกเดินทางจากเจี้ยนคังก่อน แล้วค่อยส่งคนไปกำจัดฉู่เหลียน จากนั้นค่อยใช้จดหมายข่าวลวงเป็นข้ออ้าง

แต่เซี่ยหร่านก็เก่งกาจจริงๆ จดหมายข่าวลวงฉบับนั้นทำขึ้นมาได้อย่างไร้ช่องโหว่ ตอนที่เซี่ยซูส่งคนไปตรวจสอบ ในใจนางก็เชื่อตามไปแล้ว

“กำลังคนของจวนได้ออกเดินทางไปหรือไม่”

“มีการเคลื่อนกำลังไปเพียงสิบกว่าคน บ่าวส่งคนออกไปติดตามแล้ว ดูจากการเดินทางอย่างช้าน่าจะกลับมาวันมะรืน”

เซี่ยซูพยักหน้า “ดีมาก ไปถ่ายทอดคำสั่งข้า ให้เอาจดหมายประทับตราที่ข้ามอบแก่คุณชายหร่านกลับคืนมา อีกอย่าง ต่อจากนี้ไปกำลังคนของจวนต้องฟังคำสั่งของข้าแต่เพียงผู้เดียว ใครก็ไม่มีสิทธิ์เคลื่อนย้ายกำลังคนได้ตามอำเภอใจอีกแล้ว”

มู่ไป๋เห็นสีหน้าเซี่ยซูดูเครียดขรึมก็ไม่กล้าชักช้ารีบไปจัดการทันที

เซี่ยซูกลับไปอาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้อง เมื่อกลับมายังห้องหนังสือ สีหน้านางก็ดูสดชื่นขึ้นแล้ว

อันที่จริงนางมีแผนการในใจอยู่แล้ว ไม่ว่านางกับหู่หยาจะรู้จักกันหรือไม่ คนภายนอกก็ได้เล่าลือกันไปแล้วว่านางหลงรักหู่หยา ต่อไปเขาย่อมจะต้องถูกดึงเข้ามาพัวพันกับหลายๆ เรื่อง ราชทูตของแคว้นถู่อวี้หุนเคยบอกว่าผู้นำของพวกตนชอบฟังคนบรรเลงจู้เป็นอย่างมาก ทว่าน่าเสียดายที่ทางนั้นไม่มีผู้เล่นที่เชี่ยวชาญ ตอนที่นางจัดแจงให้หู่หยาไปก็ได้คิดถึงเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว

ในแคว้นจิ้นการร้องรำทำเพลงไม่ได้เฟื่องฟูเท่าไรนัก นักดนตรีเป็นเพียงผู้ให้ความรื่นเริงใจ หากหู่หยาได้ไปยังแคว้นถู่อวี้หุนที่ชื่นชอบการร้องรำทำเพลงล่ะก็ อย่างน้อยพวกเขาก็ยังถูกยอมรับในฐานะนักดนตรีจริงๆ

หู่หยาจะต้องเหมือนนางแน่ที่ไม่สนใจว่าจะต้องไปอยู่ที่ใด ขอเพียงให้มีชีวิตรอดและได้ใช้ชีวิตอย่างดีก็พอแล้ว มีก็แต่คนที่ดิ้นรนจนรอดชีวิตมาได้จากช่วงเวลานั้นจึงจะปล่อยวางจากเรื่องอื่นๆ ลงได้ ในสายตามีเพียงต้องการจะมีชีวิตรอดเท่านั้น

จู่ๆ นางก็นึกถึงเขี้ยวซี่นั้นขึ้นมาได้ ตอนนั้นเสียใจ ตอนนี้พอคิดๆ ดูแล้วก็รู้สึกว่าตนเองเผลอทำอะไรโง่ๆ ลงไป

ช่างเถอะ ค่อยกลับไปขุดขึ้นมาก็ได้

 

พอมู่ไป๋ออกไปจากเรือนหลิวอวิ๋นแล้ว เซี่ยหร่านก็ได้แต่ยืนเงียบๆ ตรงหน้าต่าง ไม่ไปไหนเลยอยู่นาน

เขาไม่ได้ทำอะไรผิด แม้แต่สักครึ่งก็ไม่ ตอนเด็กมีสหายที่สนิทกันมาเยี่ยมเยียนเขา ไม่ทราบว่าอย่างไรเกิดล่วงรู้ฐานะที่แท้จริงของเขา ก็กลับหนีหน้ากระจัดพลัดพรายกันไป โชคดีที่เซี่ยหมิงกวงทราบเรื่องก่อนจึงยับยั้งผลที่จะตามมาได้ทัน

ใต้หล้านี้นอกจากตนเองแล้ว เขาก็ไม่อาจเชื่อถือใครได้เลย จึงต้องตัดตอนปัญหาเสียตั้งแต่ตอนนี้

ที่จิงโจวเมื่อแปดปีก่อน นับว่าเป็นนรกบนดินอย่างแท้จริง อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ในเมื่อเซี่ยซูมีจุดอ่อนให้คนอื่นเล่นงานได้ ไยจึงออมมือทำใจอ่อนเช่นนี้เล่า ทุกคนในสกุลเซี่ยต่างก็หวังพึ่งพาเขาทั้งนั้น แม้แต่ตัวเขาเองก็ต้องพึ่งพิงเซี่ยซูด้วยเช่นกัน!

“เหตุใดท่านลุงต้องเลือกเจ้าด้วย” เซี่ยหร่านจับกรอบหน้าต่างไว้แน่น “หรือว่าข้าหวังพึ่งพิงผิดคน”

รอจนถึงวันหยุดครั้งถัดมา เซี่ยซูก็ปลีกตัวจากมู่ไป๋แล้วเดินมุ่งไปยังตี้ถาน

หากเซี่ยซูมาเพียงครั้งหนึ่ง อาจเพราะนึกครึ้มอกครึ้มใจชั่วครั้งชั่วคราว แต่หากมาบ่อยๆ ย่อมเป็นเรื่องแปลก นางกำนัลในสวนสมุนไพรเห็นว่าเขามาถึงสองครั้งสองครา ทุกครั้งก็ล้วนไปยังจุดจุดเดียว และที่ตรงนั้นก็เป็นสถานที่พิเศษสำหรับทดลองปลูกโร่วชงหรง ฉับพลันก็เกิดความคิดอันบรรเจิดขึ้นมา

“โร่วชงหรงใช้เสริมพลังหยางบำรุงกำลังมิใช่หรือ”

“ชื่นชอบบุรุษเพศต้องเสริมพลังหยางด้วยหรือ ข้ายังคิดว่าท่านอัครเสนาบดีเป็น…แบบนั้น แบบที่อยู่ข้างล่างน่ะ”

“จะบ้ารึ! ท่านมีฐานะที่สูงส่ง ไยต้องอยู่ข้างล่างด้วย!”

“เอ๋? จะว่าไปก็มีเหตุผลอยู่นา”

ตอนที่เซี่ยซูออกจากตี้ถาน จู่ๆ ก็เห็นมีคนขี่ม้ามุ่งมา เขาสวมชุดชาวหูสีฟ้านวล ท่าทางองอาจห้าวหาญ หากไม่ใช่เว่ยอี้จือแล้วจะเป็นใครไปได้เล่า

เห็นรอบข้างไม่มีคน เขาก็ขี่ม้าเข้ามาหา ยิ้มให้เซี่ยซูแล้วเอ่ยว่า “สีหน้าหรูอี้ดูดีขึ้นมากแล้วนี่”

“ใช่ จ้งชิงคงไม่รู้ ข่าวด่วนนั้นที่จริงเป็นข่าวปลอม ผู้มีพระคุณของข้าผู้นั้นยังไม่ตาย จากความสามารถของเขา พอไปถึงถู่อวี้หุนแล้วจะต้องมีคนให้เกียรติเขามากแน่ ต่อไปไม่ต้องเร่ร่อน คงใช้ชีวิตได้อย่างไร้กังวลแล้ว”

เว่ยอี้จือท่าทางตื่นเต้นยินดี “มิน่าเล่า ที่ชายแดนมีกำลังทหารของข้าประจำการอยู่ ข้าก็ยังคิดว่าเกิดเรื่องเช่นนี้ย่อมเป็นเพราะผู้ใต้บัญชาเพิกเฉยต่อการทำหน้าที่ ที่แท้ก็เป็นเรื่องโกหก แต่ตอนนั้นเรื่องนี้ก็แพร่ไปทั่วเมืองหลวงแล้ว คนกุข่าวเช่นนี้ได้นับว่าเก่งกาจทีเดียว”

เซี่ยซูกระตุกมุมปาก “จะว่าไปก็ใช่”

เว่ยอี้จือลงจากหลังม้า เขาส่งม้าให้ฝูเสวียนที่คอยติดตามใกล้ชิด แล้วเดินเท้าไปกับเซี่ยซู “ใช่แล้ว วันนั้นเจ้าบอกไม่ใช่หรือว่าเขาเป็นสหายวัยเด็กของเจ้า ตอนเด็กเจ้ามักแต่งกายเป็นหญิง เขาคงไม่ใช่ว่าเข้าใจผิดอะไรกระมัง”

เซี่ยซูแอบนึกนับถือในความละเอียดถี่ถ้วนของเว่ยอี้จือ นางยิ้มเอ่ยว่า “จะเข้าใจผิดอะไรได้เล่า เขาคงไม่ได้ชอบข้าหรอก”

เว่ยอี้จือหัวเราะ “ข้าไม่รู้ว่าตอนเด็กเจ้าหน้าตาเป็นเช่นไร หากว่าตอนนั้นหน้าตาดีได้เพียงครึ่งของตอนนี้ ก็น่าจะพอทำให้บุรุษทุกคนนึกสนใจได้แล้ว”

เซี่ยซูหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน

หู่หยาชอบข้ารึ ไม่น่าเป็นไปได้กระมัง ตอนนั้นทุกคนคิดแต่เรื่องหากิน ใครจะไปคิดเรื่องชวนฝันพรรค์นั้น

จู่ๆ เว่ยอี้จือก็ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง มองเหม่อไปทางทิศเหนือ “คนไม่ตายก็ถือเป็นเรื่องดี หากข่าวด่วนที่ข้าได้รับตอนนั้นเป็นเรื่องโกหกก็คงจะดี”

เซี่ยซูไม่คิดว่าเรื่องนี้จะทำให้เว่ยอี้จือหวนนึกถึงเรื่องที่เจ็บปวดใจ นางพลันรู้สึกผิดขึ้นมา

อันที่จริงก่อนที่จะได้ยินเรื่องราวของเว่ยอี้จือ นางก็คิดมาตลอดว่าคนในตระกูลชั้นสูงเช่นพวกเขาไม่น่าจะมีเรื่องราวในอดีตที่เจ็บปวด

พวกเขาล้วนอยู่ท่ามกลางสิ่งสวยงาม สุราชั้นดี บ้านเรือนหรูหรา ผู้คนงดงาม หากจะมีเรื่องให้เสียใจบ้างก็คงเพราะสะเทือนใจกับทัศนียภาพ หรือไม่ก็ไม่ได้รับตำแหน่งสูงมีรายรับที่งดงามเท่านั้นแหละ

พวกเขาคงไม่รู้ว่าอะไรคือตั๊กแตนบินว่อน ผืนดินแตกระแหง อะไรที่เรียกว่าอดอยากปากแห้งใกล้ตาย ยิ่งไม่รู้ว่าการได้มีชีวิตรอดเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดในชั่วชีวิตนี้แล้ว

แปดปีในจวนสกุลเซี่ย นางคิดว่าตนเองมองแก่นแท้ของลูกหลานตระกูลชั้นสูงจนทะลุปรุโปร่งแล้ว พอได้พบเว่ยอี้จือกลับพบว่าเขาดูไม่เหมือนกับสิ่งที่นางได้รับรู้มาเลยสักนิด

นางเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างจงใจ ก่อนเอ่ยเสนอขึ้น “นานแล้วที่ไม่ได้ไปดื่มสุราที่ฉางกั้น เจ้ากับข้าไปดื่มด้วยกันเสียหน่อยเป็นไร”

เว่ยอี้จือตื่นจากภวังค์ เขาหันมาพยักหน้าแล้วยิ้ม “ได้สิ”

เพิ่งจะออกเดิน ข้างหลังก็มีเสียงรถม้าเคลื่อนมา มีคนตะโกนเรียก “ท่านอัครเสนาบดี โปรดรอก่อน!”

เซี่ยซูหันไปดูก็พบว่าเป็นหวังจิ้งจือนี่เอง

หวังจิ้งจือถอยกลับเข้าไปในตัวรถ ไม่ช้าก็ลงจากรถแล้วเดินเข้ามาหา เขาหยิบเสื้อคลุมตัวหนึ่งที่จัดแจงพับไว้อย่างเรียบร้อยประคองด้วยสองมือยื่นส่งให้ “วันนั้นข้าดื่มเหล้าจนเสียกิริยาไป นับว่าล่วงเกินท่านแล้ว ท่านยังใจกว้างห่มเสื้อคลุมให้ข้าอีก ข้าละอายใจนัก”

เซี่ยซูรับไปแล้วยิ้มให้ “เรื่องเล็กน้อยน่ะ หากท่านเจ้าเมืองเกิดล้มป่วยขึ้นมาย่อมไม่ดีแน่ ข้าเพิ่งฟื้นจากการป่วยไข้ย่อมรู้รสชาติของการเจ็บป่วยเป็นอย่างดี”

เว่ยอี้จือเห็นทั้งสองเหมือนว่าได้ติดต่อกันเป็นการส่วนตัวก็พูดแทรกขึ้นมา “ท่านเจ้าเมืองหวังไปล่วงเกินท่านอัครเสนาบดีได้อย่างไรกัน”

หวังจิ้งจือมีสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ “นี่…น่าอายที่จะพูดถึงจริงๆ”

เซี่ยซูรู้ความคิดของเว่ยอี้จือ เกรงว่ายิ่งปิดบังจะยิ่งมีพิรุธ แล้วจะทำให้เขาสงสัยหนักขึ้น นางจึงพูดอย่างเปิดเผยว่า “จะเล่าก็เกรงว่าอู่หลิงอ๋องจะหัวเราะ ท่านเจ้าเมืองหวังล้อข้าเล่นว่าหากข้าเป็นหญิงเขาจะต้องไปสู่ขอถึงที่จวนแน่ ฮ่าๆๆๆ”

หวังจิ้งจือส่ายหน้า แม้แต่ตนเองฟังแล้วยังนึกขำ

เว่ยอี้จือเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเซี่ยซู “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”

หวังจิ้งจือเห็นเว่ยอี้จืออยู่ตรงนี้ด้วยก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้น “วันนี้บังเอิญเสียจริง ได้พบท่านอัครเสนาบดีกับอู่หลิงอ๋องร่วมทางกันมา เช่นนั้นทั้งสองท่านไปที่เรือนพักรับรองของข้าที่อยู่ใกล้ๆ นี้เถิด สังสรรค์กันสักเล็กน้อยเป็นอย่างไร”

เซี่ยซูหันไปหาเว่ยอี้จือ “อู่หลิงอ๋องมีความเห็นเช่นไร”

“แล้วแต่ท่านเถอะ”

“เช่นนั้น เคารพมิสู้เชื่อฟัง พวกเราไปกันเถอะ” นางเอ่ยอย่างยินดี

ตอนที่ขึ้นรถม้า เว่ยอี้จือจงใจนั่งให้ห่างจากหวังจิ้งจือเสียหน่อย แล้วกระซิบบอกเซี่ยซูว่า “สกุลหวังกับสกุลเซี่ยขับเคี่ยวกันมาหลายปี ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะสนิทสนมกับหวังจิ้งจือได้”

เซี่ยซูยิ้มพลางกระซิบว่า “ที่ไหนกันเล่า เป็นการพบกันโดยบังเอิญแท้ๆ คนที่สนิทสนมกับข้าจริงๆ ก็มีแต่เจ้านั่นแหละ”

เว่ยอี้จือได้ฟังคำตอบของเซี่ยซูแล้ว ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าคำพูดของตนเองเหมือนกำลังหึงหวงอีกฝ่ายอย่างไรอย่างนั้น เขาอดจะนิ่วหน้าไม่ได้

บทที่ 11

 เรือนพักรับรองของสกุลหวังตั้งอยู่ที่เชิงเขาฟู่โจว ข้างสะพานตงเหมิน อาณาบริเวณไม่ได้กว้างขวางนัก แต่ก็ดูงดงามยิ่ง

หวังจิ้งจือกลับไปถึงเรือนพักรับรองแล้วจึงค่อยพบว่าในบ้านมีแขกอยู่ หวนถิง หยางจวี้ และหยวนเพ่ยหลิงสามคนกำลังนั่งอยู่ที่ลานกลางบ้าน พอเห็นเขากับเซี่ยซูและเว่ยอี้จือเดินเข้ามาพร้อมกัน ก็รีบเดินเข้ามาคำนับ

เซี่ยซูยิ้มเอ่ยว่า “วันนี้ช่างบังเอิญเสียจริง เหตุใดทุกคนจึงมาพบกันได้เล่า”

เดิมทีหวนถิงคิดว่าช่วงนี้เซี่ยซูดูอารมณ์ไม่ค่อยร่าเริงเท่าไร เวลานี้เห็นท่าทางของอีกฝ่ายดูอารมณ์ดีก็รู้สึกยินดียิ่ง “ข้าว่างน่ะ เลยรู้สึกเบื่อ จึงนัดพบฮ่วนอิงกับจื่ออวี้มาชมทิวทัศน์ด้วยกัน มาถึงที่นี่แล้วก็ว่าจะนั่งพักสักหน่อย ต้องขอบคุณท่านเจ้าเมืองหวังที่ต้อนรับขับสู้”

ฮ่วนอิงก็คือหยางจวี้ จื่ออวี้ก็คือหยวนเพ่ยหลิง หวนถิงแทบจะตัวติดกับทั้งสองเหมือนเงาตามตัว ทั้งสามคนล้วนเพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางของขุนนางได้ไม่นาน จึงยังมีเวลาว่างมาก

หวังจิ้งจือไม่สนใจแม้แต่น้อย “คนที่มาล้วนเป็นแขก ไม่ต้องเกรงใจนักหรอก ทุกคนรอสักครู่ ข้าจะให้คนยกน้ำชามาให้”

หวนถิงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ไหนเลยจะต้องให้ท่านเจ้าเมืองหวังสั่งการ น้องสาวท่านสั่งให้ยกมาแล้วล่ะ”

เซี่ยซูเพิ่งเข้าใจต้นสายปลายเหตุที่หวังจิ้งจือพยายามเชื้อเชิญอย่างกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ นางจึงยิ้มพลางหันไปสบตาเว่ยอี้จือ “ที่แท้ที่บ้านก็มี ‘คน’ อยู่”

เว่ยอี้จือกวาดตามองเซี่ยซู ใบหน้าประดับรอยยิ้มน้อยๆ ไม่สนใจที่อีกฝ่ายเอ่ยเย้า

หวังจิ้งจือเห็นน้องสาวไม่อยู่ด้วยก็ให้คนไปตามนางมา

หวังลั่วซิ่วได้ยินว่าเว่ยอี้จืออยู่ด้วยก็เข้าใจว่าพี่ชายต้องการอะไร นางจึงรีบมา ชุดที่สวมเป็นกระโปรงสีเขียวอ่อนแขนกว้างกุ๊นขอบสีแดงอมส้มรัดสายคาดเอว เอวบางคอดกิ่วเกือบเท่ากำมือ ทำให้นางยิ่งดูงดงามน่ารัก

นางนั่งลงตรงที่นั่งระหว่างหวังจิ้งจือกับเว่ยอี้จือโดยไม่พูดไม่จา ได้แต่ทำตัวเป็นผู้ฟังเท่านั้น

เซี่ยซูนั่งอยู่เยื้องๆ ไป นางสังเกตว่าวันนี้หวังลั่วซิ่วเหมือนจะผัดหน้ามากกว่าปกติเล็กน้อย ทว่ากลับซ่อนสีหน้าซีดเผือดเอาไว้ไม่มิด ตอนแรกก็สงสัยว่าอีกฝ่ายคงป่วย กระทั่งจับสังเกตได้ว่าหวังลั่วซิ่วเอามือกุมท้องน้อยไว้ นางจึงคาดเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

หวังจิ้งจือพูดคุยเรื่องเกี่ยวกับบรรดาญาติมิตรกับเว่ยอี้จือเป็นพักๆ เพื่อให้หวังลั่วซิ่วได้ตอบรับบ้าง ทว่าสีหน้านางไม่ค่อยดี รอยยิ้มจึงยิ่งดูฝืดฝืนขึ้นเรื่อยๆ

คงเพราะรู้สึกได้ว่ามีคนมองอยู่ หวังลั่วซิ่วจึงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเซี่ยซูกำลังจ้องมองตนเองพอดี ฉับพลันใบหน้าก็แดงเรื่อแล้วก้มหน้าก้มตาหลบ

เป็นสตรีเหมือนกัน เซี่ยซูย่อมเข้าใจความรู้สึกเช่นนี้ นางจึงพูดกับหวังจิ้งจือ “ข้ามีเรื่องจะพูดกับทุกท่านที่อยู่ในที่นี้สักหน่อย ไม่ทราบว่าท่านเจ้าเมืองหวังจะช่วยจัดหาสถานที่ที่เป็นส่วนตัวสักหน่อยได้หรือไม่”

หวังจิ้งจือได้ฟังก็รู้ว่าเซี่ยซูต้องการจะเลี่ยงหลบหวังลั่วซิ่ว เขาจึงได้แต่ลุกขึ้นแล้วเดินนำทุกคนเข้าไปนั่งที่ลานบ้านทางด้านหลังแทน แล้วให้หวังลั่วซิ่วกลับไปพักผ่อน

หวังลั่วซิ่วแปลกใจอย่างมาก นางไม่แน่ใจว่าเซี่ยซูสังเกตเห็นอะไรหรือไม่ แต่หากเขาล่วงรู้กระทั่งเรื่องระดูของหญิงสาว ไยจะเป็นพวกชอบบุรุษไปได้เล่า

เว่ยอี้จือเดินไปอยู่ข้างๆ เซี่ยซู แล้วกระซิบถาม “มีอะไรหรือ”

เซี่ยซูเอาพัดป้องปากพลางยิ้มจนตาหยี “เรื่องของสตรีน่ะ เจ้าถามอะไรกันนี่” พูดจบนางก็เร่งฝีเท้าตามหวังจิ้งจือไป

เว่ยอี้จือนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มเช่นนี้เขาเคยเห็นมาก่อน คำพูดเช่นนี้ก็ใช่ว่าไม่เคยได้ยิน แต่การที่เซี่ยซูพูดและยิ้มด้วยท่าทางเช่นนี้กลับเพิ่งเคยได้เห็นเป็นครั้งแรก ทำหน้าทำตามีเลศนัย เล่นเอาเขางุนงงไปเลยทีเดียว

คนเหล่านั้นนั่งฟังเซี่ยซูคุยโวอยู่พักหนึ่ง หวังจิ้งจือเห็นว่าฟ้าจวนมืดแล้วก็เชิญให้ทุกคนอยู่กินข้าวก่อน หวนถิงกับหยวนเพ่ยหลิงกลับอยากจะไปดูนักระบำที่เพิ่งรับตัวมาใหม่ที่บ้านหยางจวี้ จึงบอกปัดอย่างแนบเนียน หวนถิงรู้สึกว่ายังสนุกไม่ถึงใจ ฉับพลันก็นึกถึงลูกพี่ลูกน้องของตนเอง เขาจึงรบเร้าเซี่ยซูให้ไปด้วยกัน

เซี่ยซูมุมปากกระตุกอยู่พักหนึ่ง นางฝืนยิ้มปฏิเสธ “ช่างเถอะ ข้าไม่ค่อยสนใจเรื่องพรรค์นั้นเท่าไร”

หยวนเพ่ยหลิงคอยสะกิดเตือน พยายามขยิบตาให้

หวนถิงจึงค่อยรู้สึกตัว แล้วร้องออกมาอย่างประหลาดใจ “พี่ชายชอบบุรุษจริงหรือนี่! ข้ายังคิดว่าคนเขาลือกันไปเองเสียอีก ท่านเป็นเช่นนี้ สกุลเซี่ยมิขาดผู้สืบสกุลหรอกหรือ”

“พรืด!” เซี่ยซูถึงกับสำลักชาออกมา

หวังจิ้งจือทนไม่ไหวกุมท้องพลางหัวเราะร่า หัวเราะไปก็หันไปขอโทษเซี่ยซู “ขอ…ขออภัยท่านด้วย ข้าอดไม่ไหวจริงๆ ฮ่าๆๆ”

หยางจวี้ถอนหายใจอยู่ข้างๆ “เอินผิงพูดจาเหลวไหลอีกแล้ว”

พวกเขาทั้งสอง คนหนึ่งหัวเราะร่าอีกคนถอนหายใจ ทำเอาหวนถิงหน้าแดงหูแดงไปหมด บ่นอุบว่า “เช่นนั้นข้าไม่พูดก็ได้ แต่พี่ชาย ท่าน…ท่านจะต้องแต่งงานนะ!”

เซี่ยซูคลี่พัดออกมาโบกไปมา จงใจเอ่ยเย้าเล่น “เช่นนั้นหากเจ้าพบคนที่น่าสนใจก็จงจำไว้ว่าต้องแนะนำให้พี่ชายด้วยนะ”

หวนถิงทำหน้าม่อยคอตก ถูกลือไปทั่วว่าชมชอบบุรุษ หากลูกสาวบ้านใดต้องแต่งกับท่าน จะต้องรู้สึกว่าไม่เป็นธรรมแน่ๆ

เว่ยอี้จือเหลือบมองเซี่ยซู ทำสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่เชิง “หากข้ารู้ว่าบ้านไหนมีหญิงสาวที่เพียบพร้อม จะคอยมองๆ ไว้ให้เจ้าเอง”

ชิ ล้อเขาไว้หลายครั้ง กลับถูกล้อคืนเสียแล้ว เซี่ยซูคิ้วกระตุก “เช่นนั้นก็ขอบคุณอู่หลิงอ๋องมาก”

“ท่านอัครเสนาบดีอย่าได้เกรงใจ”

ในที่สุดทั้งกลุ่มก็ไม่ได้อยู่กินข้าว ต่างคนต่างบอกลาแล้วจากไป หวังจิ้งจือเห็นเซี่ยซูมาคนเดียวไม่มีผู้ติดตาม จึงจะให้คนบังคับรถม้าไปส่ง เดิมทีเว่ยอี้จือคิดว่าจะให้เซี่ยซูติดรถไปด้วย เห็นเช่นนั้นแล้วก็กลืนคำพูดกลับลงไป กล่าวลาแล้วกลับจวน

 

พอพ่อบ้านรู้ว่าเว่ยอี้จือเพิ่งกลับมาจากที่ใด เขาก็ยิ้มเอ่ยว่า “หากฮูหยินทราบว่าจวิ้นอ๋องไปบ้านพักรับรองสกุลหวังมา คงไม่จัดแจงเรื่องนี้แน่”

เว่ยอี้จือฟังแล้วนึกสงสัย “จัดแจงอะไรกัน”

พ่อบ้านยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วพูดอย่างกำกวมว่า “อีกไม่ช้าจวิ้นอ๋องก็จะรู้เอง”

เว่ยอี้จือย่อมได้รู้ในไม่ช้าแน่ เขากินข้าวแล้วกลับห้องของตนเองได้ไม่นานก็มีสาวน้อยหน้าตาสะสวยนางหนึ่งยกน้ำร้อนเข้ามา พลางก้มหน้าพูดด้วยท่าทางเขินอาย “ฮูหยินให้บ่าวมาคอยปรนนิบัติจวิ้นอ๋องอาบน้ำพักผ่อนเจ้าค่ะ”

เว่ยอี้จือจัดปลายแขนเสื้อ เหลือบตามองนางโดยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

สาวน้อยคิดว่าการเงียบก็คือการตอบรับ นางจึงยกน้ำร้อนเดินเข้ามา แล้วช่วยคลายเสื้อผ้าให้ นิ้วมือที่แตะต้องแขนเขาสั่นเทาน้อยๆ

ทันใดนั้นเว่ยอี้จือก็สังเกตเห็นว่าเท้าใต้กระโปรงของหญิงสาวนางนี้สวมใส่รองเท้าไม้ เผยให้เห็นนิ้วเท้าเรียวงาม สายตาเขามองไล่ขึ้นไปตามเท้าทั้งสองข้าง ระเรื่อยไปถึงเอวที่อ้อนแอ้น ขึ้นไปถึงใบหน้า แล้วจึงเบือนสายตาจากไปด้วยสีหน้าผิดหวัง

เมื่อครู่ในห้วงความคิดมีวูบหนึ่งที่เขาคิดไปว่าจะได้เห็นรอยยิ้มจนตาหยีนั้นอีกครั้งหนึ่ง กระทั่งหูยังแว่วยินเสียงพูดต่อว่าอย่างไม่พอใจสะท้อนก้องกลับไปกลับมา

“ออกไปเถอะ”

สาวน้อยตกตะลึง คิดว่าตนเองทำอะไรผิดไปก็คุกเข่าลงอ้อนวอนอย่างลนลาน

“ไม่มีอะไรหรอก ออกไปเถอะ เดี๋ยวข้าจะไปพูดกับฮูหยินให้เอง เจ้าไม่ต้องกังวลไป”

สาวน้อยคำนับแล้วคำนับอีก สายตาที่มองเขามีแววตัดพ้อ แล้วลุกขึ้นยกอ่างน้ำเดินออกไป

เว่ยอี้จือนวดคลึงหว่างคิ้ว เขาอยากจะสะกดความคิดที่จู่ๆ ก็ผุดขึ้นมานี้ให้ได้ กลับกลายเป็นตรงกันข้ามเสียนี่

เขาผุดลุกขึ้นทันที หยิบกระบี่แล้วออกไปฝึก

อายุสิบห้าได้เข้าวัง สิบเจ็ดได้สร้างชื่อ ตราบจนบัดนี้ห้อตะบึงในสมรภูมิมานับสิบครั้ง หรือว่าข้าจะไม่อาจสยบเซี่ยซูผู้นี้ได้?

 

ไม่กี่วันถัดมา เมืองเจี้ยนคังก็เข้าสู่ฤดูฝนเหมย

เซี่ยซูกลับมาเข้าเฝ้าหลังลาป่วย นางยังคงเดินเหินอย่างร่าเริงเหมือนเช่นเคย ทำให้ฮ่องเต้รู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่ง เหล่าขุนนางผู้ใหญ่ก็ยังคงโอภาปราศรัยกับนางเป็นอย่างดี ทำให้ท้องไส้นางปั่นป่วนไม่น้อย

การต้องใช้ชีวิตเหมือนว่าตนเองชมชอบเพศเดียวกันนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใดกันนะ

หลายวันมานี้เว่ยอี้จือก็เก็บตัวมากเป็นพิเศษ เขาไม่เพียงสงบปากสงบคำในยามเข้าเฝ้า โดยส่วนตัวก็ไม่ไปมาหาสู่กับเซี่ยซูอีกเลย เซี่ยซูยังคิดว่าตนเองเผลอทำอะไรล่วงเกินเขาไปบ้างหรือไม่

มู่ไป๋ได้ยินข่าวซุบซิบมาจากไหนก็ไม่ทราบจึงมาบอกเซี่ยซู “คุณชายควรรู้ไว้สักหน่อย ได้ยินว่าอู่หลิงอ๋องไปไหนมาไหนกับสกุลหวังบ่อยครั้ง เกรงว่าจะมีงานมงคล ถึงตอนนั้นสกุลเซี่ยจะทำเช่นไร!”

ดูจากที่เขาว่ามาก็คืออยากให้เซี่ยซูรีบแต่งงานเช่นกัน

“ควรจะทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นแหละ เจ้าทำให้อู่หลิงอ๋องไม่ได้สมรสไปชั่วชีวิตได้หรือ” เซี่ยซูกลอกตาใส่

มู่ไป๋หรี่ตามองด้วยสีหน้าจริงจัง “หากมีวิธี บ่าวก็อยากลองดูขอรับ”

เซี่ยซูลูบศีรษะเขา เป็นเด็กที่มีใจรักภักดีจริงๆ

ฤดูฝนเหมยทำให้คนกระสับกระส่ายได้ง่ายที่สุด ระยะนี้ฮ่องเต้อารมณ์ไม่ปลอดโปร่งพลอยทำให้สนมนางในและเหล่าพระโอรสพระธิดาย่ำแย่ไปตามๆ กัน ว่ากันว่าแม้แต่หยวนกุ้ยเฟยซึ่งเป็นที่โปรดปรานนักหนาก็ยังถูกเอ็ดไปหลายคำ ในวังพากันร้องไห้ระงม

และที่ย่ำแย่ที่สุดก็คือรัชทายาท คราวก่อนจัดการเรื่องสกุลลู่กับสกุลกู้ที่คิดก่อการกบฏไปอย่างไม่เหมาะสม จนถึงวันนี้ฮ่องเต้ก็ยังเหน็บแนมเขาอยู่เลย จึงเลี่ยงได้ยากที่จะไม่ถูกต่อว่าอย่างรุนแรง

ดูเหมือนรัชทายาทจะเศร้าสลดหดหู่ไปหมดแล้ว วันนั้นตื่นแต่เช้าก็สั่งให้เก็บข้าวของไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่พระตำหนักคำนับลาสามครา ทูลว่าจะขอออกบวช

เกิดความวุ่นวายไปทั่ววังหลวงเลยทีเดียว

เซี่ยซูรีบเข้าวัง ฮ่องเต้กริ้วจนทุบทำลายข้าวของในห้องทรงพระอักษรเสียหายไม่มีชิ้นดี

“ลูกชั่วคนนี้จะไร้ความสามารถก็ช่างเถอะ ยังกล้าเอาเรื่องออกบวชมาขู่เราอีก ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็สนองให้เขาสมใจเสียหน่อย ปลดออกจากตำแหน่งรัชทายาทเสีย แล้วตั้งผู้มีคุณธรรมขึ้นมาแทน!”

เหล่าขุนนางผู้ใหญ่ต่างก้มหน้ามองพื้น คุยกันเสียงเบาว่านางกำนัลกวาดพื้นสะอาดดีหรือไม่

เซี่ยซูเปลี่ยนท่าทีไปทันใด นางดูตื่นตระหนกอย่างมาก รีบออกจากแถวมาทัดทาน “ฝ่าบาททรงทำเช่นนี้มิได้นะพ่ะย่ะค่ะ ตั้งแต่โบราณมามีลำดับอาวุโส แยกแยะสถานะสูงส่งหรือต่ำต้อย ปลดพระโอรสองค์ใหญ่ออกแล้วตั้งคนที่ยังเยาว์กว่าไม่ถือว่าเป็นไปตามแบบแผน แม้รัชทายาทจะทรงไม่มีผลงาน แต่ก็ไม่ได้กระทำความผิด จะทรงปลดออกง่ายๆ ได้หรือพ่ะย่ะค่ะ”

ฮ่องเต้เห็นเซี่ยซูเอ่ยปากขึ้นมาก็ยิ่งกริ้ว “เขาเป็นเช่นนี้จะเป็นราชันผู้ปราดเปรื่องได้อย่างไร สู้ให้ออกจากตำแหน่งเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า!”

“รัชทายาทยังทรงเยาว์นัก จึงยังไม่สุขุม ฝ่าบาททรงทราบได้อย่างไรว่ารัชทายาทจะมิอาจกลายเป็นราชันที่ปราดเปรื่องได้”

“เซี่ยซู!” ฮ่องเต้กริ้วเสียจนถลึงตามอง

เซี่ยซูยกชายเสื้อขึ้นแล้วคุกเข่าลงกับพื้น นางก้มศีรษะจรดพื้นแล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาทโปรดถอนรับสั่งด้วยเถิด มิฉะนั้นกระหม่อมคงต้องขอทูลทัดทานด้วยชีวิตแล้ว!”

ฮ่องเต้ตกใจจนผงะถอยหลัง “เจ้าว่าอะไรนะ!”

ในห้องทรงพระอักษร เหล่าขุนนางกว่าครึ่งพากันคุกเข่าพรึบและเอ่ยขอร้องกันเสียงขรม “ฝ่าบาทโปรดถอนรับสั่งด้วย!”

เหล่าตระกูลใหญ่ที่ผ่านมาแทบจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องข้อขัดแย้งในพระราชอำนาจ แม้แต่ตอนนั้นที่เซี่ยหมิงกวงทูลทัดทานการปลดรัชทายาทก็ยังทำไปด้วยวิธีการอันละมุนละม่อม ดังนั้นท่าทีรุนแรงของเซี่ยซูจึงทำให้พระองค์แปลกใจอย่างมาก

ฮ่องเต้จึงหันมามอง หวังจะหาเสียงสนับสนุน “อู่หลิงอ๋อง เจ้าว่าอย่างไร”

เว่ยอี้จือประสานมือคำนับแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “แผ่นดินควรมีราชันที่ปราดเปรื่อง ฝ่าบาททรงเตรียมพร้อมไว้ก่อนก็นับว่าไม่ได้ทำอะไรที่ไม่เหมาะสมพ่ะย่ะค่ะ”

คนอีกกลุ่มคุกเข่าลงช่วยสนับสนุน “ฝ่าบาททรงพระปรีชายิ่งแล้ว!”

เซี่ยซูค่อยๆ เงยหน้าหันไปมองเว่ยอี้จือแวบหนึ่งพลางขมวดคิ้วนิ่วหน้า

ฮ่องเต้ย่อมไม่อาจสั่งประหารอัครเสนาบดีในทันทีทันใด แต่ก็คิดจะปลดรัชทายาทจริงๆ เมื่อยามนี้ยังไม่อาจทำอะไรได้ พระองค์จึงต้องบอกให้พักเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้วค่อยปรึกษาหารือกันในภายหลัง แล้วบอกเลิกเข้าเฝ้า

รัชทายาทจะออกบวช เรื่องอื้อฉาวเช่นนี้จะปิดให้มิดอย่างไรไหว ฝูเสวียนก็ได้ข่าวแล้วเช่นกัน เขารออยู่นอกวัง เห็นอัครเสนาบดีกับจวิ้นอ๋องนายของตนเองเดินตามกันออกมาถึงประตูวัง แต่กลับไม่พูดคุยอะไรกันเลยราวกับเป็นคนแปลกหน้ากระนั้น ในใจก็เหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว

“จวิ้นอ๋องกับท่านอัครเสนาบดีทะเลาะกันหรือขอรับ”

เว่ยอี้จือหัวเราะ “นับว่าอย่างนั้นก็ได้”

“เช่นนั้นก็ไม่น่าจะถึงกับไม่พูดคุยกันนี่ขอรับ” ตั้งแต่มีเรื่องนักดนตรีเมื่อคราวก่อน เขาก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าจวิ้นอ๋องปฏิบัติกับอัครเสนาบดีเฉกเช่นพี่น้องแล้วนี่นา

 

“พี่น้องอะไรเล่า!”

เซี่ยซูโกรธจนขว้างปาจานฝนหมึก

แม้จะบอกว่าคนจากตระกูลชั้นสูงส่วนใหญ่จะรู้จักเอาตัวรอด แต่เว่ยอี้จือกับองค์ชายเก้าสนิทสนมกัน มีหรือจะยอมละทิ้งโอกาสงามๆ ของสกุลเว่ยเช่นนี้ไปได้

มู่ไป๋เดินจากโถงทางเดินเข้ามาที่ปากประตู เขาหันไปทางกลุ่มคนรับใช้ที่กำลังชะเง้อคอมอง “พวกเจ้าได้ยินอะไรหรือไม่”

เหล่าคนรับใช้ต่างส่ายหน้า แล้วรีบแยกย้ายกันไป

มู่ไป๋เพิ่งจะผลักประตูเข้าไปก็ต้องร้องขอด้วยสีหน้าระทมทุกข์ “คุณชาย โธ่เอ๋ย รักษามารยาทด้วย รักษามารยาทด้วยขอรับ!”

 

อันที่จริงรัชทายาทก็มีความคิดที่จะปลีกวิเวกจริงๆ

ในวังใครๆ ก็รู้ว่ารัชทายาทไม่เพียงแค่มีเมตตา แต่ยังเป็นด้วยใจเลื่อมใสในพุทธศาสนา เวลาที่พระโอรสพระองค์อื่นพากันห้อมล้อมประจบเอาใจฮ่องเต้ เขากลับนั่งยองอยู่มุมกำแพงวังช่วยนกป่าที่น่าสงสาร ขณะที่พระโอรสองค์อื่นพูดจาโอ้อวดตน เขากลับสวดมนต์นั่งสมาธิในวิหาร แม้แต่การลงโทษลู่ซีฮ่วนกับกู้ฉ่างก็ไม่ได้ดูเด็ดขาด เป็นเพราะก่อนหน้านี้เขาเชื่อว่าสวรรค์นั้นมีเมตตาต่อสรรพสัตว์

หากว่ากันตามตรง เซี่ยซูเองก็รู้สึกว่าคนเช่นนี้ไม่เหมาะจะเป็นฮ่องเต้ แต่เขาเป็นพระโอรสองค์ใหญ่ เรื่องนี้ก็ย่อมต้องเป็นไปตามระเบียบกฎเกณฑ์

พูดกันอย่างกว้างๆ ก็คือ…ความสมดุลระหว่างตระกูลใหญ่ล้วนรักษาเอาไว้ได้โดยอาศัยกฎเกณฑ์ หากมีคนมาทำลายให้เสียไปเรื่องหนึ่ง ก็จะมีคนมาทำให้เสียไปอีกสองเรื่อง ถึงตอนนั้นอาจกระทบถึงสมดุลที่ว่านี้ได้

แต่หากพูดในเชิงแคบ ฮ่องเต้มีความคิดจะปลดรัชทายาท ย่อมต้องหมายแต่งตั้งองค์ชายเก้าขึ้นแทน และคนผู้นี้จะต้องเล่นงานนางถึงตายแน่ๆ แล้วจะปล่อยให้พระองค์ทำสำเร็จได้หรือ! เทียบกับองค์ชายเก้าแล้ว ย่อมต้องเป็นรัชทายาทที่จัดการได้ง่ายกว่าสิ

แต่บัดนี้ฮ่องเต้มีเว่ยอี้จือคอยหนุนหลัง เขาเองก็มีกำลังทหารในมือจำนวนมาก เขาจะพูดจาอะไรล้วนน่าเชื่อถือ

เซี่ยซูขว้างปาข้าวของระบายอารมณ์แล้วก็สงบลง นางนั่งอยู่ในห้องหนังสือสักพักหนึ่งก็สั่งให้มู่ไป๋ไปแจ้งให้หวนถิงพยายามเชิญชวนมิตรสหายมาร่วมงานเลี้ยงของนางให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

มู่ไป๋นึกสงสัย “คุณชายยังมีแก่ใจจะจัดงานเลี้ยงอีกหรือขอรับ”

“ไม่ผิด ให้จัดที่ริมน้ำฉินไหว”

 

หวนถิงเป็นคนรักสนุก ทั้งยังเข้ากันดีกับพี่ชายผู้นี้ด้วย หลังได้รับคำเชิญไม่กี่คำเขาก็ตอบรับทันที จากนั้นก็รีบไปชักชวนสหายคนอื่น เช่น หยางจวี้ หยวนเพ่ยหลิง เป็นต้น

ใต้สะพานจูเชวี่ย สายน้ำฉินไหวใสกระจ่างสงบนิ่ง โคมไฟแขวนเรียงรายตลอดสองฟากแม่น้ำ ดวงดาวพร่างพราวกระจ่างฟ้า ยามที่เรือลอยอยู่กลางน้ำราวกับกำลังล่องลอยอยู่บนทะเลดาวก็ไม่ปาน ระยิบระยับวับวาวงดงามยิ่ง

เซี่ยซูสั่งให้มู่ไป๋ไปเชิญเซี่ยหร่านมาต้อนรับแขกเหรื่อ ส่วนตัวนางเองกลับเดินทางไปเข้าวัง

หลังจากเกิดเรื่องของหู่หยา เซี่ยหร่านไม่ได้ออกมาพบปะผู้คนนานแล้ว เพื่อไม่ให้อาการหยิ่งผยองของเขากำเริบ เซี่ยซูจึงสั่งการลงไปโดยตรง ต่อให้เขาไม่อยากทำก็จำต้องมา

เซี่ยหร่านไปมาหาสู่กับพวกลูกหลานตระกูลชั้นสูงมาตลอด ดังนั้นพอแขกเหรื่อในงานเห็นเขามาก็พากันยินดี พอมีบรรยากาศเช่นนี้ช่วยกระตุ้น ความขุ่นข้องหมองใจของเขาก็สลายไปมากกว่าครึ่ง เขาสั่งให้คนเรียกนักขับร้องหญิงและนางระบำเข้ามา พยายามทำหน้าที่ของเจ้าของงานด้วยการดูแลแขกเหรื่ออย่างสุดความสามารถ

ทุกคนกินดื่มอย่างสนุกสนานเพลิดเพลินเต็มที่

เห็นว่านานแล้วเซี่ยซูก็ยังไม่มา หวนถิงอดใจไม่ไหวจึงเอ่ยถาม “เหตุใดจึงไม่เห็นท่านอัครเสนาบดีเล่า”

อันที่จริงถึงตอนนี้เซี่ยหร่านก็ยังไม่ได้พบกับเซี่ยซู ยามที่ไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร มู่ไป๋ก็เลิกม่านไม้ไผ่ เซี่ยซูปรากฏตัวขึ้นที่ปากประตูเรือสำราญ แต่นางไม่ได้เข้ามาในทันที กลับเบี่ยงหลบไปด้านข้าง แล้วผายมือเชื้อเชิญอย่างนอบน้อม

ชายหนุ่มผู้หนึ่งในชุดยาวสีม่วงแขนกว้าง เกล้ามวยสูงครอบเกี้ยวก็เดินแทรกตัวเข้ามา แววตาดูอบอุ่น เมื่อเห็นผู้คนมากมายในที่นั้นก็ไม่แสดงความตื่นเต้นแต่อย่างใด

คนทั้งหลายในที่นั้นกลับรีบทยอยลุกขึ้น พากันคำนับ “คารวะรัชทายาท”

ซือหม่าหลินยกมือขึ้น “ทุกท่านไม่ต้องคำนับ วันนี้ข้าก็เหมือนพวกท่าน ล้วนเป็นแขกที่อัครเสนาบดีเชื้อเชิญมา”

เซี่ยซูยิ้มแล้วเดินเข้ามา นางเชิญรัชทายาทนั่งยังที่นั่งอันทรงเกียรติ แล้วหันไปประสานมือคำนับขออภัยต่อแขกทุกท่าน “ข้ามาสาย ถือว่าทำผิดต่อทุกท่านแล้ว คืนนี้ไม่คุยเรื่องงานปกครอง ขอให้สนุกกันให้เต็มที่ เชิญทุกท่านตามสบาย”

หวนถิงส่งเสียงดัง “ท่านมาสาย ต้องปรับโทษดื่มสามจอก!”

เซี่ยซูหัวเราะลั่น “เรื่องนี้จะไปยากเย็นอะไร ข้าต้องร่วมดื่มด้วยอยู่แล้ว”

คนอื่นๆ พอเห็นหวนถิงใสซื่อดูไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นนี้ก็แทบอยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา แม้แต่หยางจวี้กับหยวนเพ่ยหลิงก็ยังรู้สึกได้ว่าพวกเขาล้วนแต่ตกหลุมพรางเข้าแล้ว

ในหมู่พวกเขา มีตระกูลใดบ้างที่อยากถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับการแย่งชิงพระราชอำนาจ? เดิมทีเพียงคิดว่าเซี่ยซูเรียกทุกคนมาร่วมสนุกกันเท่านั้น ไหนเลยจะรู้ว่ามีรัชทายาทมาร่วมด้วย เวลานี้คนนอกจะต้องคิดว่าพวกเขาล้วนมีการติดต่อกับรัชทายาทเป็นแน่

เซี่ยซูนั่งข้างๆ ซือหม่าหลิน แล้วกระซิบบอกว่า “เบื้องหน้ารัชทายาทมีทั้งสุราดีและสาวงาม เสียงหัวร่อต่อกระซิกพอจะทำให้รัชทายาทหวนอาลัยต่อความสุขทางโลกนี้บ้างหรือไม่”

ซือหม่าหลินยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหน้า “เจตนาดีของท่าน ไหนเลยข้าจะไม่ทราบ แต่ทั้งท่านและข้าต่างก็รู้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงของนอกกายเท่านั้น พอกิเลสผ่านพ้นไป ทุกอย่างก็หายวับเหมือนควันจางเมฆสลาย”

เซี่ยซูมุมปากกระตุก หากไม่ใช่เพราะเป็นอัครเสนาบดีจำต้องรักษากิริยาไม่อาจแสดงออกได้มากล่ะก็ ตามนิสัยนางแล้วคงจะรีบคว้าตัวคนพูดจาเลื่อนลอยไร้สาระเช่นนี้มาเขย่าตัวแรงๆ เป็นแน่

เจ้ารู้หรือไม่ว่าชีวิตนี้งดงามเพียงใด! อาหารเลิศรสต่างๆ เจ้าตัดใจโยนทิ้งได้หรือ! คิดว่าการบวชก็แค่โกนหัวเช่นนั้นหรือ! หา! หา!! หา!!!

นางยกมือลูบอก ใจเย็นไว้ก่อน…

ไม่นานมู่ไป๋ก็นำคนรับใช้หลายคนเลิกม่านที่ปิดไว้รอบๆ ขึ้น แสงไฟจากโคมสองฟากฝั่งน้ำก็สว่างจ้า ทว่าแขกเหรื่อทั้งหลายในที่นั้นกลับคิดแต่จะมุดใบหน้าหนี

อัครเสนาบดี เจ้าช่างล่อหลอกลวงคนได้เก่งนักนะ!

หวังจิ้งจือกับน้องสาวใกล้จะกลับไปไคว่จีแล้ว เซียงฮูหยินจึงจัดงานเลี้ยงรับรองให้บนเรือสำราญซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันพอดี

หวังลั่วซิ่วตาไว เห็นเซี่ยซูนั่งอยู่ตรงที่นั่งอันโดดเด่นในเรือลำใหญ่ ท่ามกลางราตรีของฤดูคิมหันต์เช่นนี้ เซี่ยซูสวมใส่ชุดสีดำ เมื่ออยู่ภายใต้แสงโคมไฟก็ยิ่งดูโดดเด่นตัดกับปากแดงฟันขาว

เซียงฮูหยินเห็นหวังลั่วซิ่วมีท่าทางเหม่อลอยก็มองตามสายตาของนางไป พอเห็นว่าเป็นเซี่ยซูก็นึกรังเกียจนัก ได้แต่ข่มเสียงแล้วเอ่ยเตือน “ลั่วซิ่ว เจ้าคงเคยได้ยินข่าวที่ว่าท่านอัครเสนาบดีชมชอบบุรุษแล้วสินะ”

หวังลั่วซิ่วอมยิ้มแล้วเอ่ย “เรื่องนั้นน่าจะเป็นคนนอกลือกันผิดๆ ไปเองเจ้าค่ะ”

เซียงฮูหยินขยำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น สีหน้าทุกข์ร้อน นางหันไปถลึงตาใส่เว่ยอี้จือ ยังคิดไปว่าช่วงนี้ท่าทางเขาเหมือนจะมีใจให้หวังลั่วซิ่วเสียอีก เหตุใดจึงไม่สำเร็จเสียทีเล่า!

ที่จริงเว่ยอี้จือมองออกตั้งนานแล้วว่าเป็นเรือลำใหญ่ของเซี่ยซู ทว่าเขาเพียงแสร้งทำเป็นไม่ได้ใส่ใจมอง เวลานี้ได้ยินพวกนางพูดกันจึงค่อยเงยหน้ามองไป พอเห็นว่ารัชทายาทนั่งอยู่ข้างๆ เซี่ยซู เขาก็ลุกเดินออกจากห้องรับรองในเรือสำราญทันที

หวังจิ้งจือนึกสงสัยจึงเดินตามออกมา “อู่หลิงอ๋องเป็นอะไรไปหรือ”

คิ้วที่ขมวดมุ่นของเว่ยอี้จือคลายลง “ไม่มีอะไรหรอก เพียงแค่เห็นท่านอัครเสนาบดีในงานเลี้ยงเท่านั้นเอง”

“หืม?” หวังจิ้งจือหันไปมอง แขกเหรื่อในเรือนั้นต่างคนต่างก็มีหน้ามีตา ยิ่งได้เห็นรัชทายาทอยู่ในนั้นด้วย เขาก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

“อู่หลิงอ๋อง ท่านอัครเสนาบดีเก่งกาจในการเอาชนะใจคนนัก เรื่องนี้เจ้ายังเทียบไม่ติด ฮ่าๆ”

เว่ยอี้จือย่อมเข้าใจความหมายที่หวังจิ้งจือจะสื่อ นี่เป็นการบอกเป็นนัยๆ ว่าเขาควรจะมาร่วมมือกับสกุลหวัง

“ท่านเจ้าเมืองกล่าวได้ถูกต้องแล้ว”

หวังจิ้งจือหันไปมองน้องสาว หัวเราะเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “ไม่ทราบว่าเมื่อใดอู่หลิงอ๋องจึงจะไปที่ไคว่จีอีกครั้ง”

เว่ยอี้จือเห็นใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสดุจวสันต์ของเซี่ยซูก็นิ่งเงียบไปนานแล้วเอ่ยว่า “ควรจะไปเมื่อใดก็ย่อมต้องไป”

 

วันต่อมา เมื่อฮ่องเต้ได้ทราบข่าวนี้ก็ยิ่งไม่สบอารมณ์

เซี่ยซูช่วยให้รัชทายาทได้รับแรงสนับสนุนจากตระกูลใหญ่มากมายถึงเพียงนั้น โอกาสที่อู่หลิงอ๋องจะเกี่ยวดองกับสกุลหวังก็ยิ่งชัดเจนขึ้นทุกที

เฮ้อ เริ่มปวดหัวตุบๆ ขึ้นมาอีกแล้ว

คาดไม่ถึงว่าเซี่ยซูจะเข้าวังมายั่วโทสะพระองค์ในเวลานี้อีก บอกว่าที่รัชทายาทอยากออกบวชเป็นเพราะข้างกายมีคนชักนำไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร ควรจะเลือกสรรคนที่มีความสามารถสักหน่อยมารับหน้าที่เป็นผู้ติดตามของรัชทายาท

ฮ่องเต้บีบนวดขมับก่อนจะเอ่ยถาม “แล้วเจ้าคิดว่าใครกันที่เหมาะสม”

“เซี่ยหร่าน ท่านอาของกระหม่อมสามารถรับหน้าที่นี้ได้พ่ะย่ะค่ะ”

คนสกุลเซี่ยอีกแล้วรึ! ฮ่องเต้แทบอยากจะกระอักเลือดอยู่เงียบๆ

อันที่จริงเซี่ยหร่านไม่เคยคิดว่าตนเองจะได้มีโอกาสเข้ารับราชการ ทั้งยังได้รับตำแหน่งสูงถึงขั้นนี้ แต่เขาเป็นคนหน้าบาง คราวที่แล้วที่ช่วยเซี่ยซูจัดงานเลี้ยงยังบอกได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน คราวนี้จะไปขอบคุณหรือบอกปัดล้วนแต่ต้องไปทำต่อหน้า

เซี่ยซูกำลังอยู่ในห้องหนังสือ นางคิดหาทางจะจับผิดเพื่อเล่นงานองค์ชายเก้าให้ได้ เห็นเซี่ยหร่านโผล่มาก็ไม่แปลกใจสักนิด “ที่จริงเจ้าไม่ต้องมาพบข้าก็ได้ เข้าไปรับตำแหน่งก็พอแล้ว ข้าก็ไม่ได้จะให้เจ้าทำอยู่นานนักหรอก หากเกิดเรื่องเช่นคราวที่แล้วขึ้นมาอีก ชั่วชีวิตนี้เจ้าก็จงเป็นคุณชายหร่านอยู่ในบ้านนี้ ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันเถอะ”

เซี่ยหร่านพูดอย่างขุ่นเคือง “ท่านต้องเสียทีคนอื่นสักหนหนึ่งก่อนใช่หรือไม่จึงจะเข้าใจความทุกข์ใจของทุ่ยจี๋!”

เซี่ยซูเงยหน้าขึ้นมองเขา “ข้าเข้าใจความหมายของเจ้าดี แต่ก็อย่างที่ข้าว่า ในเมื่อเจ้าคิดจะติดตามข้า ก็ต้องเชื่อฟังกัน”

เซี่ยหร่านทำเสียงหึไม่พอใจ “เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านที่ช่วยสนับสนุน”

“ขอเพียงเจ้าดึงรัชทายาทจากแดนแห่งเซียนกลับโลกมนุษย์ได้ก็ถือเป็นการขอบคุณข้าแล้ว”

เซี่ยหร่านสะบัดชายแขนเสื้อแล้วออกไป

 

ตำแหน่งผู้ติดตามองค์รัชทายาทเดิมทีเป็นของคุณชายเผยอวิ่นจากสกุลเผย เซี่ยซูกลับเอาตำแหน่งของเขาไปมอบให้เซี่ยหร่าน เรื่องนี้ทำเขาโกรธจนยั้งตนเองไว้ไม่อยู่ วันนั้นตอนที่เซี่ยซูออกจากวังเขาถึงขั้นแอบปีนขึ้นไปบนรถม้าของจวนอัครเสนาบดี

“ท่านอัครเสนาบดี ข้าน้อยทำผิดอะไร เหตุใดท่านจึงทำกับข้าน้อยเช่นนี้”

เซี่ยซูไม่คิดว่าเผยอวิ่นจะกล้าทำเช่นนี้ นางย่อมไม่อาจไล่เขาลงจากรถ ทำได้เพียงตีหน้าขรึมทำทีว่าไม่พอใจ หวังว่าเขาจะเข้าใจได้เอง

เผยอวิ่นกัดริมฝีปากล่างพลางจ้องมองเซี่ยซู จู่ๆ น้ำเสียงก็อ่อนลง “ท่านถอนคำสั่งกลับคืนเสียเถอะ ขอเพียงไม่ชิงตำแหน่งของข้าน้อยไป ข้าน้อยจะ…จะยอมเป็นแขกหลังม่านให้ท่าน!”

“เอ๊ะ?” เซี่ยซูคิดว่าตนเองหูฝาด

มู่ไป๋ที่อยู่นอกรถตกใจจนกลิ้งตกจากรถไปแล้ว

อันที่จริงเผยอวิ่นก็เป็นชายรูปงามผู้หนึ่ง เพียงแต่ใบหน้าขาวซีดไปสักหน่อย ทำให้ดูเหมือนคนป่วย

เซี่ยซูพอจะเข้าใจคนผู้นี้อยู่บ้าง เพราะก่อนหน้านี้บรรดาขุนนางที่ส่งสายตาประจบประแจงมาให้นางก็มีเผยอวิ่นรวมอยู่ด้วย เขาก็ถือเป็นหนุ่มเจ้าสำราญขึ้นชื่อเช่นกัน โดดเด่นมีชื่อเสียงในด้านความใจกล้ามากเป็นพิเศษ หากมิใช่เพราะรัชทายาทเป็นคนมีเมตตามาก จากพฤติกรรมของเขาแล้วย่อมไม่มีทางได้เป็นผู้ติดตามของรัชทายาทแน่

“ท่านไม่พูด ข้าน้อยก็ถือว่าท่านตอบรับแล้ว” เผยอวิ่นกระเถิบเข้าไปใกล้ ยื่นมือไปจะเปลื้องเสื้อของเซี่ยซู

“อย่าเชียวนะ! นี่อยู่ในรถนะ!” เซี่ยซูรีบผงะถอย นางใช้พัดกันมือเขาเอาไว้

มู่ไป๋ที่อยู่ข้างนอกร้องขึ้นอย่างตกใจ “อู่หลิงอ๋อง! เอ่อ…”

ม่านรถถูกเลิกขึ้น เมื่อเห็นสภาพของคนในรถอย่างชัดเจนแล้ว สีหน้าเว่ยอี้จือก็บอกชัดว่าตกใจยิ่ง

มือข้างหนึ่งของเผยอวิ่นวางบนบ่าเซี่ยซู มืออีกข้างยื่นไปแตะที่คอเสื้อด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆ

ทั้งสามต่างชะงักกึก จู่ๆ เว่ยอี้จือก็หัวเราะ “เรียกท่านอัครเสนาบดีอยู่หลายคำก็ไม่เห็นขานรับ ที่แท้ก็ทำ ‘เรื่องสำคัญ’ อยู่นี่เอง”

เซี่ยซูจัดแต่งเสื้อผ้าด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ “อู่หลิงอ๋องมีธุระใดกัน”

“ตอนนี้ไม่มีแล้ว” เว่ยอี้จือปล่อยม่านลงพลางก้าวอาดๆ จากไป

เผยอวิ่นมองดูเซี่ยซู ก่อนจะเอ่ยวาจาตัดพ้อ “ท่านกลัวจะมีคนมาเห็นหรือ”

เซี่ยซูข่มความโกรธแล้วเอ่ยว่า “ใต้เท้าเผย เชิญกลับไปเสียเถอะ”

เผยอวิ่นอุตส่าห์วาดฝันไว้นานแล้วแต่กลับทำไม่สำเร็จเช่นนี้ ก็ให้หงุดหงิดเสียใจยิ่ง

อัครเสนาบดีต้องปรารถนาเช่นเดียวกันแน่ เพียงแต่เขาใจร้อนไปสักหน่อย เฮ้อ หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ น่าจะไปที่จวนอัครเสนาบดีแล้วค่อยลงมือ! น่าเสียดายนัก!

เผยอวิ่นลงจากรถแล้ว รถม้าของเว่ยอี้จือก็เพิ่งแล่นออกไปได้ไม่นาน

เซี่ยซูรู้สึกว่าการที่เว่ยอี้จือมาหานางเช่นนี้จะต้องมีเรื่องสำคัญคุยด้วยเป็นแน่ นางจึงสั่งให้มู่ไป๋บังคับรถม้าตามไป

แต่เว่ยอี้จือไม่ได้หยุดรถหรือคิดจะรอเซี่ยซูสักนิด มู่ไป๋บังคับรถตามไปพลางร้องเรียก รถม้าของเขาก็ยังแล่นฉิวไปตามเดิม

“คุณชาย ช่างเถอะขอรับ อู่หลิงอ๋องคงไม่ค่อยได้พบเห็นเรื่องทำนองนี้มากนัก” มู่ไป๋เอามือจับหน้าอกที่ยังเต้นตุบๆ ด้วยความตื่นเต้น เขาฝืนทำเป็นว่าสงบใจได้

เซี่ยซูใช้พัดปิดหน้า นางถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “คราวนี้ข้าขายหน้าหมดแล้วจริงๆ”

 

 (ติดตามต่อได้ในฉบับเต็ม)

 

 

หน้าที่แล้ว1 of 29

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: