บทที่ 1
เมฆดำบดบังจันทรา หิมะโปรยมาหนาวเหน็บ
ในช่วงเวลาหนาวเย็นเข้ากระดูกเช่นนี้ ทั้งยังเพิ่งผ่านยามโฉ่ว ทุกครัวเรือนดับไฟกันหมด มีเพียงจวนสกุลเสิ่นที่จุดไฟส่องสว่างทั่วจวน เหตุผลเพราะวันพรุ่งนี้คือพระราชพิธีแต่งตั้งฮองเฮา และคนที่ถูกเลือกเป็นฮองเฮาก็คือบุตรสาวคนเล็กของสกุลเสิ่น
ในระยะเวลาแปดปีสกุลเสิ่นมีผู้ได้ขึ้นเป็นฮองเฮาถึงสามคน
เกียรติยศเช่นนี้สกุลเสิ่นกลับไร้ซึ่งความยินดี ท่ามกลางสายลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านกิ่งไม้แห้ง ถึงขั้นแทรกด้วยเสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นเอาไว้
“ข้าไปล่วงเกินเทพมารทางใดกันแน่ จึงต้องลงโทษพวกเราเช่นนี้” เสิ่นฮูหยินมองดูดอกเหมยแดงในกาชงชา จิตใจว้าวุ่น ในเสียงสะอื้นเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
เสิ่นหยวนหงหันหลังให้ฮูหยินของตนเอง เขายืนอยู่ตรงหน้าต่าง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยพูดเสียงเข้มว่า “นี่เป็นเรื่องน่ายินดี อย่าได้คร่ำครวญ!”
“เรื่องน่ายินดีหรือ” เสิ่นฮูหยินยืนขึ้นทันที ยากจะสะกดกลั้นความเจ็บปวดไว้ได้ “บุตรชายสองคนตายในสนามรบ ไม่เหลือซากศพ อาถูสละชีพเพื่อแผ่นดิน อาผูถูกทำลายการแต่งงาน ทั้งยังถูกบังคับแต่งเข้าวัง สุดท้ายเสียเลือดจนตาย ตอนนี้แม้แต่อาหุยก็ต้องส่งเข้าวังไปรับทุกข์เช่นกัน!”
เสิ่นหยวนหงหลับตา มือที่กุมไม้เท้ากระชับแน่นขึ้น
เสิ่นฮูหยินขึ้นเสียง แทบจะตะคอก “อาหุยเป็นบุตรคนสุดท้ายของพวกเราแล้ว!”
“ไม่ต้องพูดอีกแล้ว! วันพรุ่งนี้ยามมงคลห้ามแสดงสีหน้าเศร้าโศกเด็ดขาด!” เสิ่นหยวนหงกุมไม้เท้าในมือแล้วออกแรงกระแทกพื้น
เสิ่นฮูหยินทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ ในใจหวาดหวั่น หลั่งน้ำตาโดยไร้สุ้มเสียง
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เสิ่นหยวนหงก็ยันไม้เท้าผลักประตูเดินออกไป พอออกจากห้องลมหนาวราวมีดกรีดลงบนร่างเขา เสิ่นหยวนหงกลับไม่สนใจอะไร ก้าวยาวๆ ออกไป ยิ่งก้าวยิ่งเร็วยิ่งเดินยิ่งเร็ว…
หิมะตกพื้นลื่น สุดท้ายไม้เท้าในมือของเขาก็ลื่นหลุด ทำให้เขาล้มลงบนพื้นอย่างแรง
บ่าวผู้จงรักภักดีที่ตามหลังมาอยากประคองแต่ก็ไม่กล้า เพียงก้มหน้าลงอย่างเงียบๆ
เสิ่นหยวนหงหอบหายใจ ไม่ได้รีบร้อนลุกขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นปล่อยให้หิมะหนาวเย็นตกลงบนใบหน้า
หากยังมีแรงถือดาบ วันนี้ต่อให้ต้องแบกรับคำด่าทอไปชั่วกาลนานว่าเป็นขุนนางทรยศ คนอกตัญญู หรือเป็นโจรกบฏแล้วอย่างไร ถึงแม้…เขาจะเคยใช้ชีวิตปกป้องผืนเขาลำน้ำแห่งนี้มาก่อนก็ตาม
แต่ว่าเขาแก่ชราแล้ว
อย่าว่าแต่ดาบ แม้แต่ไม้เท้าก็แทบจะถือไม่ไหว
บางที…หากบุตรชายทั้งสองของเขายังมีชีวิตอยู่ วันนี้ต้องปกป้องน้องสาวคนเล็กของพวกเขาได้แน่นอน
บิดาและบุตรชายสกุลเสิ่นกล้าหาญภักดี เสียสละชีวิตเพื่อแผ่นดินจนหนึ่งคนบาดเจ็บสองคนชีพวาย สุดท้ายกลับปกป้องสตรีในบ้านไม่ได้ จุดประสงค์แรกเริ่มที่เขาเสี่ยงชีวิตทุ่มสุดกำลังเพียงเพื่อให้ภรรยาและบุตรไร้กังวลเรื่องอาหารเสื้อผ้า หากเขารู้ว่าสุดท้ายบุตรแต่ละคนจะมีจุดจบต้องตายอย่างอนาถเช่นตอนนี้ เขายอมที่จะไม่เข้าร่วมกองทัพ ไม่มีผลงานในการรบ! และจะไม่สอนบุตรชายทั้งสองให้ตอบแทนราชสำนักตั้งแต่อายุยังน้อย
“ท่านพ่อ!”
ได้ยินเสียงของบุตรสาวคนเล็ก ร่างของเสิ่นหยวนหงก็แข็งทื่อ เขาไม่อยากให้บุตรสาวเห็นท่าทางทุลักทุเลของตนเอง แต่ลองอยู่สองครั้งกลับไม่สามารถยืนขึ้นได้ เขากัดฟันสองแก้มเกร็งแน่น
เสิ่นหุยยกชายกระโปรงวิ่งมา ออกแรงประคองบิดาขึ้นมา จากนั้นนางก็ยอบกายลงตรงหน้าบิดา มือเล็กขาวสะอาดปัดเศษหิมะบนร่างบิดาอย่างเอาใจใส่
“ดึกเช่นนี้แล้วอากาศหนาวทางเดินลื่น ท่านพ่อพักผ่อนเร็วสักนิดจะดีกว่า” เสิ่นหุยเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้างดงามราวดอกฝูหรง* ในภาพวาด หมวกคลุมศีรษะสีแดงสดช่วยขับดวงตาสุกใสกับผิวขาวราวหิมะที่งดงามตามธรรมชาติของนาง เพราะนางอายุยังน้อย ดวงตาจึงสุกใสไร้สิ่งเจือปน มีความไร้เดียงสาที่ดูสะอาดบริสุทธิ์
มองดูท่าทางน่ารักของบุตรสาวคนเล็กแล้ว เสิ่นหยวนหงก็ดึงร่างนางขึ้นมาแล้วพูดกำชับอย่างขมขื่น “วันพรุ่งนี้อย่าให้เกิดเรื่องผิดพลาด”
“ข้ารู้แล้ว” เสิ่นหุยตอบกลับเสียงอ่อนโยน บนใบหน้ามีรอยยิ้มบางๆ
เสิ่นหยวนหงเห็นท่าทางไร้กังวลใสซื่อบริสุทธิ์ของบุตรสาวแล้วก็ยิ่งปวดใจ เขาพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ จากนั้นก็พูดต่อไป
“ฝ่าบาท…ทรงอารมณ์แปรปรวน อาหุยต้องรักษาตนเองให้ดี”
เสิ่นหุยพยักหน้า นางรู้ดีว่าฮ่องเต้ผู้นี้โง่เขลาโหดเหี้ยมเพียงใด นางหลุบตาลงเบาๆ ซ่อนความรังเกียจและแค้นเคืองในดวงตาเอาไว้
“ข้าจะประคองท่านพ่อกลับไปพักผ่อน”
เสิ่นหุยทำเสื้อนวมให้บิดามารดา เร่งแล้วเร่งอีกจนทำเสร็จก่อนเข้าวังแล้วส่งให้ทั้งสองด้วยตนเอง
ทั้งที่เสิ่นฮูหยินร้องไห้พักใหญ่เพราะบุตรสาวคนเล็ก แต่พอเห็นบุตรสาวคนเล็กมาหาก็รีบปั้นหน้ายิ้มแย้มอย่างเมตตาอ่อนโยน คำพูดเป็นพันเป็นหมื่นเหลือเพียงกำชับให้นางดูแลตนเองให้ดี
แต่เวลาดึกมากแล้ว พูดกันเพียงไม่กี่ประโยคเสิ่นหุยก็ต้องกลับไปแล้ว
“อาหุย”
เสิ่นหุยหันกลับมา ยกมือดึงหมวกคลุมศีรษะแล้วมองบิดาที่ยืนถือไม้เท้าอยู่ใต้ชายคาจวน หิมะตกหนักขึ้นทุกที ตกลงบนจอนผมสีดอกเลาของบิดา
“ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทไม่ได้เป็นเช่นนี้ ต้องโทษขันทีฝ่ายราชพิธีกลุ่มนั้น…” เสิ่นหยวนหงพูดอย่างเคืองแค้น แต่กลับถอนหายใจคราหนึ่ง พูดอย่างเศร้าใจว่า “อย่าอาศัยฐานะฮองเฮารังแกหยามเกียรติขันทีกลุ่มนั้น โดยเฉพาะเผยไหวกวงขันทีดูแลพระราชลัญจกรแห่งฝ่ายราชพิธี”
เสิ่นหุยพยักหน้าเบาๆ จดจำคำพูดของบิดาไว้ในใจ
แท้จริงแล้วต่อให้บิดาไม่พูด นางก็รู้ดี
ใต้หล้านี้ผู้ใดจะกล้าหาเรื่องเผยไหวกวงขันทีดูแลพระราชลัญจกรแห่งฝ่ายราชพิธี แผ่นดินหมื่นหลี่ อยู่ใต้เท้าของเขา ฮ่องเต้เป็นเพียงนกกระจอกในกรงของเขาเท่านั้น
เขาคือผีร้ายในโลกมนุษย์ เป็นมารร้ายที่มีชีวิต
วันรุ่งขึ้น ฟ้าเพิ่งเริ่มทอแสง จวนสกุลเสิ่นแขวนโคมแดงทั้งจวน มองเห็นเป็นสีแดงสดทั้งแถบ ตัดกับหิมะขาวโพลนบนภูเขาที่อยู่ห่างออกไป ทำให้มีกลิ่นอายความยินดีรื่นเริงมากขึ้น
เสิ่นหุยนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง ปล่อยให้นางกำนัลแต่งตัวเกล้าผมให้นาง
สาวใช้สองคนยืนกระซิบกระซาบกันอยู่ข้างฉากบังตา เสิ่นหุยหยุดความคิด กลอกสายตามองไปอย่างสงสัย
สาวใช้รุ่นใหญ่นามเฉินเยวี่ยรีบเดินมาหาในทันที โน้มกายกระซิบข้างหูเสิ่นหุย “คุณชายออกไปตั้งแต่เมื่อคืน ไม่รู้ว่าไปที่ใดเจ้าค่ะ”
ตรงหน้าเสิ่นหุยปรากฏภาพดวงตาแดงก่ำคู่นั้นของญาติผู้พี่เซียวมู่ในทันใด
‘อาหุย เหตุใดถึงร้องไห้ พี่ชายสองคนของเจ้าไม่อยู่แล้ว แต่ยังมีข้าอยู่มิใช่หรือ’
‘อาหุย รักษาตนเองให้ดี’
‘อาหุย เจ้ารอข้า’
คำพูดของญาติผู้พี่ดังเข้ามาในหูของเสิ่นหุยอีกครั้ง เสิ่นหุยหลับตาลงอย่างรวดเร็ว ข่มกลั้นความรู้สึกปวดในดวงตา
ทุกคนต่างบอกให้นางรักษาตนเองให้ดี
นางจะทำแน่นอน
พระราชรถที่รายล้อมด้วยทหารเกียรติยศเดินผ่านตัวเมืองหลวงเข้าวังหลวง ในที่สุดก็มาหยุดลงตรงตำหนักเอก เสิ่นหุยวางมือแตะบนแขนของหมัวมัว* แล้วเดินขึ้นบันไดอย่างช้าๆ
ม่านมุกบนมงกุฎหงส์ไหวเบาๆ ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน เสิ่นหุยมองไปยังฮ่องเต้ที่อยู่บนบัลลังก์สูง
ใต้ตาของฮ่องเต้มีสีเขียวคล้ำ นั่นเป็นร่องรอยที่หลงเหลือจากราคะแรงกล้า แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ก็สามารถมองเห็นรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาของฮ่องเต้ในวัยเยาว์ได้
ในที่สุดเสิ่นหุยก็เดินมาถึงแท่นสูง นางยืนอยู่ข้างกายฮ่องเต้ มองดูกลุ่มคนเป็นจุดดำๆ เบื้องล่าง ฟังเสียงอวยพรจากเหล่าขุนนางยาวนานไม่สิ้นสุด
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีแต่งตั้ง ท่ามกลางเสียงดนตรีของกองสังคีต เสิ่นหุยหันกายเดินไปยังตำหนักหย่งเฟิ่งที่พำนักของฮองเฮา สุดท้ายก็นั่งลงบนเตียงมงคลสีแดงสดที่ปักลายหงส์ร่อนด้วยไหมทองทั่วผืน
นางเหลือบตาขึ้นมองสำรวจตำหนักหย่งเฟิ่งแห่งนี้
พิธีเข้าหอนี้เดิมทีควรดำเนินการที่ตำหนักหย่งเฟิ่ง แต่ฮ่องเต้ไม่ได้ก้าวเข้าตำหนักหย่งเฟิ่งมาหลายปีแล้ว พอถึงเวลามงคลค่อยให้ฮองเฮาชำระกายเสร็จแล้วค่อยไปร่วมบรรทมที่ตำหนักหยวนหลง
ได้ยินว่าตำหนักหย่งเฟิ่งแห่งนี้ฮ่องเต้ทรงสร้างให้แก่พี่สาวคนโตของนาง
ได้ยินว่าพี่สาวคนรองของนางนอนอยู่บนเตียงหลังนี้ เลือดไหลหมดกายจนสิ้นลมหายใจสุดท้าย
ปลายนิ้วของเสิ่นหุยที่วางตรงขอบเตียงสั่นเล็กน้อย รู้สึกปวดใจตามไปด้วย นิ้วมือขาวเนียนของนางงอเข้าช้าๆ แล้วค่อยๆ กำแน่น ม่านมุกปิดบังใบหน้าบดบังดวงตาที่แดงเล็กน้อยของนาง
ก่อนหน้านี้นางยังสามารถมีดวงตาแฝงรอยยิ้มบอกให้คนทางบ้านวางใจได้ แต่ตอนนี้พอจากครอบครัวมาอยู่เพียงลำพังในวังลึกกำแพงแดงนี้จริงๆ ความหวาดกลัวที่ซ่อนลึกอยู่ในใจก็ค่อยๆ เริ่มแผ่ขยายออกมา
อย่างไรเสียนางก็เป็นเพียงเด็กสาวที่เพิ่งถึงวัยปักปิ่น เท่านั้นและเพราะวัยเด็กร่างกายอ่อนแอต้องใช้ชีวิตอยู่กับท่านยายที่ตำบลเล็กๆ ในเจียงหนานการต่อสู้แย่งชิงหน้าตายศศักดิ์ในเมืองหลวงนั้นนับว่าสัมผัสมาไม่มากจริงๆ
หมัวมัวเข้ามาแล้วค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม ส่วนนางกำนัลก็ทยอยเดินเข้ามา สองมือถือสุรา
เสิ่นหุยในใจเคร่งเครียด
ฮ่องเต้บ้าตัณหา สนมชายามีจำนวนนับไม่ถ้วน นางกำนัลภรรยาขุนนางเลือกเด็ดชมตามใจชอบ ในหมู่ราษฎรเล่าลือกันว่าฮ่องเต้มัวเมาในสตรีเกินไปแล้ว ถึงขั้นมีคนเล่าลือว่าช้าเร็วฮ่องเต้ต้องเป็นโรคติดต่อ ตายอยู่บนร่างของสตรีแน่นอน
ฮ่องเต้เช่นนี้ทำให้พี่สาวของนางตาย ต่อให้ตอนนี้เสิ่นหุยต้องทำตามคำสั่งขึ้นเป็นฮองเฮา แต่นางจะปรนนิบัติด้วยความยินดีอ่อนโยนได้อย่างไร
เสิ่นหุยหลุบตาลง ลูบกำไลเงินที่บนข้อมือ กำไลเงินทำอย่างประณีตงดงาม ปล้องไผ่ประสานกันข้อต่อข้อ มีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง
“เหนียงเหนียง*** ควรสรงน้ำเปลี่ยนอาภรณ์ได้แล้วเพคะ”
ขนตาของเสิ่นหุยสั่นเล็กน้อย นางยื่นมือให้หมัวมัว ปล่อยให้นางกำนัลช่วยถอดชุดพิธีการที่ซับซ้อนหนาหนัก หลังจากชำระกายแล้วก็เปลี่ยนไปสวมชุดคลุมลำลองสีแดงทั้งร่าง
ตั้งแต่ต้นจนจบหมัวมัวคอยดูอยู่ด้านข้าง ดึงปิ่นปักผมออกจากศีรษะของเสิ่นหุย เมื่อไปปรนนิบัติฮ่องเต้บนร่างย่อมมีของแหลมคมไม่ได้ หลังแต่งตัวเรียบร้อยแล้วเสิ่นหุยก็นั่งเกี้ยวเดินทางไปตำหนักหยวนหลง
เสิ่นหุยนั่งรออยู่บนขอบเตียงมังกรสีเหลืองอร่ามอย่างกังวลใจ
จนกระทั่งฮ่องเต้ที่ดื่มสุราจนเมาแล้วกลับมา
ในตำหนักหยวนหลงมีเสียงตะคอกขว้างปาข้าวของดังขึ้น นางกำนัลขันทีต่างคุกเข่าลงบนพื้น
จากนั้นก็ตามด้วยเสียงชักกระบี่ ขันทีรุ่นเล็กข้างกายฮ่องเต้ศีรษะตกลงบนพื้นด้วยเหตุนี้ ศีรษะคนหมุนกลิ้ง เลือดสดเปื้อนพื้นสีทอง
เสิ่นหุยห่อตัวใต้ผ้าห่ม ห่างเพียงฉากบังตากั้น นางมองเห็นเงาของฮ่องเต้กวัดแกว่งกระบี่ฟันไปทั่วอย่างตื่นกลัว เลือดสดสาดกระเซ็นติดบนภาพภูเขาลำน้ำของฉากบังตาหยก ตามด้วยเสียงร้องอุทานอย่างตกใจที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ของนางกำนัล จากนั้นก็เป็นเสียงก่นด่าและเสียงแส้ของฮ่องเต้ ทั้งยังมีเสียงที่ไม่พึงประสงค์บางอย่าง
ในคืนวันอภิเษกสมรสของฮ่องเต้กับฮองเฮา ฮ่องเต้สังหารคนและร่วมรักกับนางกำนัลคนหนึ่งผ่านฉากบังตา
เสิ่นหุยเริ่มรู้สึกกลัว นางคิดไม่ถึงว่าเรื่องไม่คาดคิดเช่น ‘การมีระดูกะทันหัน’ นี้จะทำให้ฮ่องเต้กริ้วหนักเช่นนี้ นางไม่มั่นใจเช่นกันว่าสิ่งที่ตนเองทำนี้เสี่ยงเกินไปหรือไม่
เสียงสะอื้นเบาๆ ที่พยายามสะกดกลั้นไว้ของนางกำนัลนอกฉากบังตาดังมาเข้าหู เสิ่นหุยที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของฉากบังตากำผ้าห่มแน่น ร่างกายสั่นไปทั้งตัว น้ำตาไหลลงมาหยดแล้วหยดเล่า ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามืออาบด้วยน้ำตา
เดิมทีคิดว่าตนเองเตรียมการมาดีแล้ว ตอนนี้จึงรู้ว่าสภาพการณ์น่ากลัวกว่าที่นางคิดไว้มาก
นางรู้สึกกลัว นางอยากกลับบ้าน
ผู้ใดจะช่วยนางได้บ้าง พานางออกจากไปที่นี่…
ตอนที่ได้ยินเสียงฝีเท้า เสิ่นหุยร่างแข็งเกร็ง เหลือบตาขึ้นมองอย่างตื่นกลัว นางกลัวว่าฮ่องเต้ผู้เมามายที่จากไปจะย้อนกลับมา ถือกระบี่มาสังหารนาง!
สายตาถูกน้ำตาบดบังจนรางเลือน นางกะพริบตา หยดน้ำตาในขอบตาไหลลงมา จึงมองเห็นคนที่เดินเข้ามาได้ชัดเจน
ไม่ใช่ฮ่องเต้!
เสิ่นหุยโล่งอกในทันที
คนผู้นั่นคือบุรุษรูปร่างผอมเพรียว ชุดสีแดงเข็มขัดหยก ชุดคลุมผ้าฝ้ายสีฟ้านวล เขาเดินเข้ามาจากข้างนอก นำลมเย็นเข้ามาด้วย
เสิ่นหุยดึงผ้าห่มโดยไม่รู้ตัว คลุมร่างในชุดลำลองเอาไว้ จากนั้นก็ตระหนักได้ว่าในตำหนักนี้จะมีบุรุษอื่นได้อย่างไร
“ทำให้เหนียงเหนียงตกพระทัยแล้ว”
เสียงเรียบเรื่อยของเขาเหมือนไร้ซึ่งอารมณ์ และซ่อนความเย็นชาที่กันคนออกห่างไกลพันหลี่ไว้รางๆ
เสิ่นหุยยังไม่หายจากความตื่นกลัว จ้องอีกฝ่ายที่กำลังค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ นางยังคงไม่ขยับเขยื้อน มีเพียงน้ำตาที่ไหลลงมาไม่ขาดสาย
เขาหยุดยืนหน้าเตียงมังกร ห่างจากนางเพียงหนึ่งก้าว เสิ่นหุยเห็นรูปโฉมของเขาอย่างชัดเจน
รูปโฉมของเขางดงามไม่มีใครเทียบได้ในใต้หล้า ไร้ที่ติราวกับเทพเซียนที่เสิ่นหุยไม่เคยเห็นมาก่อน ริมฝีปากบางของเขาเม้มเล็กน้อย มีรอยยิ้มจางๆ ให้เห็นอยู่ตลอด ทว่าตอนที่เขาหลุบตามองคนอื่นๆ ในดวงตาสีเข้มคู่นั้นไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
“เจ้าเป็นใคร” เสิ่นหุยขมวดคิ้ว มีท่าทีระวังตัวขึ้นมา
ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะออกมา เงาแสงเทียนมืดดำตกกระทบบนใบหน้าของเขา ทำให้ไม่อาจคาดเดาสีหน้าของเขาได้
“เผยไหวกวงจะส่งเหนียงเหนียงกลับตำหนักหย่งเฟิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
เผยไหวกวง! เสิ่นหุยร่างสั่นสะท้าน
เผยไหวกวงไม่แปลกใจแม้แต่น้อยกับท่าทีตอบสนองของนาง สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง
เสิ่นหุยตกตะลึงไปชั่วขณะ รีบพลิกเปิดผ้าห่มด้วยมือที่สั่นเทาแล้วลงจากเตียง นางอยากจะหนีไปจากที่นี่ เร็วเท่าใดก็ยิ่งดีเท่านั้น ต่อให้คนที่ช่วยนางออกไปจะเป็นผีร้ายอีกตนหนึ่งก็ตาม
คงเป็นเพราะได้รับความตกใจ คงเป็นเพราะเจ็บขา พอสองขาของเสิ่นหุยแตะพื้น ร่างกายกลับโงนเงนยืนไม่มั่นคง นางจึงล้มนั่งลงบนขอบเตียงอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันลุกขึ้นใหม่ แขนของเผยไหวกวงก็ยื่นมาหาแล้ว
เสิ่นหุยสูดหายใจเบาๆ คราหนึ่ง รวบรวมความกล้าวางมือลงบนแขนของเขาอย่างระมัดระวัง แต่ไม่กล้าให้เขาประคองจริงๆ เพียงแค่แตะเบาๆ แล้วลุกขึ้นเอง
“กำไลปล้องไผ่ของเหนียงเหนียงนี้มีเอกลักษณ์อย่างยิ่ง”
กำไลเงินเสียดสีกับเนื้อผ้าไหมของเขา
ปลายนิ้วของเสิ่นหุยกระตุก อยากจะอธิบายอะไรบางอย่าง ริมฝีปากแดงเผยอเล็กน้อย แต่สมองกลับว่างเปล่าไม่รู้ว่าจะพูดอะไร ต่อจากนั้นแขนที่นางแตะอยู่ก็ขยับออกไป มือของนางยังค้างอยู่ตรงนั้น ลืมแม้แต่จะเก็บกลับมา
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ก.พ. 69
Comments
comments
No tags for this post.