บทที่ 3
“ได้หรือไม่” น้ำเสียงของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความคาดหวัง ในดวงตามีแววสนใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน เห็นได้ชัดว่าเขากำลังนึกถึงภาพบางอย่าง
กลีบเหมยแดงที่ตกลงในฝ่ามือถูกขยี้จนแหลก คราบน้ำจากกลีบเหมยแดงเปื้อนนิ้วมือขาวราวกับหยกของเผยไหวกวง เขาขมวดคิ้ว ทิ้งกลีบเหมยแดงที่บีบจนแหลกนั้นไปแล้วเอียงศีรษะเล็กน้อย ขันทีรุ่นเล็กหวังไหลก็ยื่นผ้าขาวสะอาดมาให้ทันที
เผยไหวกวงเช็ดมืออย่างช้าๆ ไปพลางเอ่ยพูดอย่างไม่เร็วไม่ช้าไปพลาง “ย่อมต้องทำให้ฝ่าบาทพอพระทัยอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้หัวเราะอย่างเบิกบานใจ
เขารู้อยู่แล้ว ต่อให้เขาต้องการเซียนบนสวรรค์ เผยไหวกวงก็สามารถนำตัวมาให้เขาได้! เขาชอบจุดนี้ของเผยไหวกวง ดังนั้นต่อให้ขุนนางจำนวนมากพูดจาว่าร้ายเผยไหวกวง ฮ่องเต้ก็ไม่สนใจ
ลานสี่เหลี่ยมนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ สามด้านล้อมด้วยระเบียงทางเดิน รอบด้านเงียบสงบ บทสนทนาของฮ่องเต้กับเผยไหวกวงแต่ละคำลอยมาเข้าหูของเสิ่นหุยอย่างชัดเจน
พอได้ยินทั้งสองคนปรึกษากันว่าจะเปลี่ยนนางให้เป็นเช่นไร ใบหน้าเล็กของนางที่เดิมทีหนาวเย็นจนซีดขาวก็ยิ่งซีดขาวกว่าเดิม
ได้ยินเหมือนเสียงฝีเท้าเดินจากไป เสิ่นหุยก็หันไปมองทันที จึงประสานเข้ากับสายตาของเผยไหวกวงที่มองมาพอดี
ที่แท้ฮ่องเต้เดินจากไปเพียงคนเดียว เผยไหวกวงยังคงยืนนิ่งพิงเสาระเบียงทางเดินอยู่ที่เดิม
สี่ตาประสานกันเพียงชั่วครู่ เสิ่นหุยก็ตกใจแล้วหันหน้ากลับมาทันที แม้แต่สีหน้าของเผยไหวกวงเป็นเช่นไรก็ยังไม่ได้มองอย่างชัดเจน
เสิ่นหุยลอบจดจำเอาไว้ในใจ ฮ่องเต้ไม่ชอบที่นางทึ่มทื่อไม่น่าสนใจ เขาชอบท่าทางอย่างลี่เฟย เช่นนั้นนางต้องทำตัวทึ่มทื่อต่อไปจึงจะดี!
นางจดจำชื่อลี่เฟยนี้เอาไว้ คิดว่ากลับไปแล้วจะสืบให้กระจ่างว่าลี่เฟยเป็นคนเช่นไร
หลังกินอาหารเจแล้ว ฮ่องเต้กับฮองเฮาก็เดินทางกลับวัง ตอนกลับก็เป็นเช่นเดียวกับตอนมา มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเฝ้าดูอยู่ริมทาง แต่หลายปีนี้มามีการลุกฮือต่อต้านไปทั่วไม่น้อย คนที่ต้องการลอบสังหารฮ่องเต้มีมากมายยิ่ง ทั่วเมืองหลวงมีการเตรียมการป้องกันอย่างเข้มงวด กองทหารรักษาพระองค์ล้อมถนนเฝ้าระวัง ชาวบ้านที่มาชมความคึกคักทำได้เพียงเฝ้ามองจากที่ไกลๆ
เสิ่นหุยเงยหน้าขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ จากนั้นก็มองเห็นบิดากับมารดาที่ยืนอยู่ในกลุ่มคน
เสิ่นหุยตกตะลึง
ในกลุ่มคนที่เบียดเสียด มารดาประคองบิดา ทั้งสองกำลังจ้องตรงมาที่นาง
บิดากับมารดามาตั้งแต่เมื่อใด หรือตอนที่นางออกจากวังหลวงพวกเขาก็ยืนอยู่ที่ริมทางแล้ว และรออยู่ตลอดจนนางออกจากศาลบรรพชนเดินทางกลับวังหลวง
ขาของบิดาเคยได้รับบาดเจ็บหนักในสนามรบ อากาศหนาวชื้นทำให้เขาเจ็บปวดยากจะทนไหว ยิ่งไปกว่านั้นอากาศหนาวเช่นนี้ยังยืนอยู่ข้างนอกนานเพียงนี้อีก…
เสิ่นหุยตาแดงก่ำ เกือบทนไม่ไหวปล่อยน้ำตาไหลอย่างปวดใจ
แต่มีคนมากมายมองนางอยู่ นางจะร้องไห้ไม่ได้
เล็บจิกลงบนฝ่ามือ นางฝืนกลั้นน้ำตากลับลงไป
“ฮองเฮาเป็นอะไรหรือ” ฮ่องเต้ถาม
เสิ่นหุยขยี้ตา ขมวดคิ้วพลางพูดว่า “ลมพัดจนเจ็บตาเพคะ!”
ฮ่องเต้มองนางคราหนึ่ง เห็นว่าแม้หางตาของนาวจะแดง แต่ดวงตากลับกระจ่างใส จึงส่งเสียงตอบรับแล้วเลื่อนสายตาไปมองสำรวจชาวบ้านริมทางอย่างไม่ใส่ใจ
เสิ่นหุยหันหน้ามามองบิดากับมารดาอย่างเป็นห่วง นางยกมุมปากขึ้นช้าๆ ปั้นรอยยิ้มที่ทำให้บิดากับมารดาสบายใจมากที่สุดออกมา
ไม่ช้าเกี้ยวมังกรก็เคลื่อนผ่านบิดากับมารดาที่ยืนอยู่ริมทาง เสิ่นหุยเม้มริมฝีปาก ต่อให้อาลัยอาวรณ์เพียงใดก็หันหน้าไปมองไม่ได้แล้ว…
ดวงตากระจ่างใสของเสิ่นหุยเผยแววโศกสลดในชั่วพริบตา
แต่ว่าเมื่อคิดถึงกฎเกณฑ์ หลังพระราชพิธีแต่งตั้งฮองเฮา วันมะรืนฮองเฮาต้องจัดงานเลี้ยง นางก็จะได้พบบิดากับมารดาแล้ว พอคิดถึงตรงนี้จิตใจที่เศร้าหมองของเสิ่นหุยจึงมีแสงสว่างปรากฏขึ้นเล็กน้อย
เกี้ยวมังกรที่ฮ่องเต้กับฮองเฮาประทับหายลับไปจากสายตา สองสามีภรรยาสกุลเสิ่นก็หันกายกลับอย่างอาลัยอาวรณ์
“ท่านแม่ทัพผู้เฒ่า!” บุรุษที่แต่งตัวเป็นทหารคนหนึ่งเดินไล่ตามมา
คนผู้นี้ชื่อจ้าวชั่งจิ่ว เสิ่นหยวนหงรู้จักอีกฝ่ายตอนนำทัพมาหลายปีแล้ว จึงพยักหน้าเป็นการทักทาย
จ้าวชั่งจิ่วขยับเข้าใกล้แล้วพูดโอดครวญเสียงเบาว่า “เขาอู้หลันมีหิมะถล่ม ทำลายเส้นทางสำคัญไปถึงเมืองชายแดนเฉินโจว ฎีกาที่นำถวายเงียบหายไร้ข่าวคราวทั้งหมด วันนี้จึงได้ยินว่าถูกขันทีฝ่ายราชพิธีเก็บเอาไว้ ไม่ได้ส่งไปที่เบื้องพระพักตร์ฝ่าบาท! เผยไหวกวงขันทีผู้นี้ฝ่ามือค้ำฟ้าได้จริงๆ! ท่านแม่ทัพผู้เฒ่า ท่านว่าเรื่องนี้ควรจะทำเช่นไรดี”
จะทำเช่นไรดีหรือ
เสิ่นหยวนหงชะงักฝีเท้า หันกายไปมองขบวนเกี้ยวมังกรที่เคลื่อนไปไกลนานแล้ว
หากเป็นในยามปกติเขาต้องร่วมมือกับจ้าวชั่งจิ่วก่นด่าขุนนางกับขันทีที่ใช้อำนาจส่งเดชและวางแผนว่าจะปราบปรามความวุ่นวายทำเรื่องให้ถูกต้องได้อย่างไร แต่เวลานี้เขาเพียงอยากกลับจวนนั่งลงพักให้มากสักนิด ฟังหลานสาวท่องตำรายังดีกว่าฟังเรื่องที่ไม่สบายใจเหล่านี้
เสิ่นหยวนหงเงยหน้าขึ้นมองเมฆดำหนาทึบ
อากาศกำลังจะเปลี่ยนแล้ว
ฤดูหนาวปีนี้หนาวกว่าที่ผ่านมา พายุหิมะก็มาก สภาพอากาศพอคิดจะเปลี่ยนก็เปลี่ยน ผืนฟ้าราชวงศ์ต้าฉีนี้ใครจะรู้ว่าจะมืดดำลงเมื่อใด
“ต่อให้ฎีกาส่งไปถึงเบื้องพระพักตร์ฝ่าบาทก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์” เสิ่นหยวนหงเอ่ยด้วยเสียงกลัดกลุ้ม
“อะไรนะ” จ้าวชั่งจิ่วคิดไม่ถึงว่าเสิ่นหยวนหงจะพูดเช่นนี้ ที่ตกใจยิ่งกว่าคือไม่คิดว่าแม่ทัพผู้เฒ่าที่แต่ไหนแต่ไรจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ปกป้องแผ่นดินจะเอ่ยวาจาที่ไม่เคารพเช่นนี้ออกมาได้
จงรักภักดีต่อฮ่องเต้ปกป้องแผ่นดินหรือ
เสิ่นหยวนหงรู้สึกว่าตนเองที่เคยจงรักภักดีต่อฮ่องเต้ปกป้องแผ่นดินช่างเป็นที่น่าขบขัน เขาใช่ว่าจะไม่เคยนำความฉุนเฉียว ใช้ผลงานการรบหลายปีมานี้ อีกทั้งความดีความชอบและการตายในสงครามของบุตรชายทั้งสองไปขอร้องฮ่องเต้ หวังเพียงว่าจะสามารถรักษาบุตรคนสุดท้ายเอาไว้แล้วขอเกษียณกลับไปใช้ชีวิตในบั้นปลาย แต่ฮ่องเต้พูดว่าอย่างไรน่ะหรือ
เขาหัวเราะเสียงดังแล้วพูดว่าฮองเฮาคือสตรีสูงศักดิ์ที่สุดในใต้หล้า นี่คือเกียรติยศ เป็นศักดิ์ศรีที่ฮ่องเต้มอบให้
แต่ฮ่องเต้ทำให้บุตรสาวสองคนของเขาตายไปแล้ว! หากการตายของบุตรสาวคนโตเสิ่นถูเป็นเพราะสถานการณ์บีบบังคับ เช่นนั้นบุตรสาวคนรองเสิ่นผูเล่า เมื่อคิดถึงบุตรสาวคนรอง เสิ่นหยวนหงก็รู้สึกเหมือนหัวใจกำลังมีเลือดหยด
“ท่านแม่ทัพผู้เฒ่า!”
เสิ่นหยวนหงทอดถอนใจที่ตนเองไม่ได้เลือดร้อนเช่นนั้นอีกแล้ว เขาแตะไหล่ของจ้าวชั่งจิ่วแล้วหันกายเดินกลับจวนไป
จ้าวชั่งจิ่วยังคิดจะตามไปพูดต่อ แต่เสิ่นฮูหยินเอ่ยว่า “แม่ทัพจ้าว นายท่านของข้าแข้งขาไม่ดี อยู่ด้วยนานไม่ได้แล้ว”
จ้าวชั่งจิ่วยืนตกตะลึงอยู่ที่เดิม มองเสิ่นหยวนหงที่เดินกะโผลกกะเผลกจากไป
พอกลับถึงจวนสกุลเสิ่น สาวใช้กำลังเก็บกวาดห้องโถง จะโยนดอกเหมยแดงในแจกันที่แห้งเหี่ยวแล้วทิ้ง แต่เสิ่นฮูหยินรีบยับยั้งไว้
แม้ดอกเหมยแดงจะแห้งเหี่ยวแล้ว แต่เป็นอาหุยของนางจัดด้วยตนเองเมื่อหลายวันก่อน
พอกลับถึงวังหลวง เสิ่นหุยยืนนิ่งเหมือนท่อนไม้ปล่อยให้นางกำนัลเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ สือซิงผิงเสื้อผ้าไว้ข้างกระถางไฟจึงอุ่นร้อน
สือซิงถือชุดขนสัตว์ที่หนาหนักห่อตัวเสิ่นหุยเอาไว้แล้วให้นางกำนัลยกกระถางไฟสามใบมาวางข้างกายเสิ่นหุย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเตาอุ่นมือ ย่อมถูกยัดใส่อ้อมแขนของเสิ่นหุยนานแล้ว
เสิ่นหุยผิงไฟนิ่งไม่ขยับอยู่นาน ใบหน้าเล็กที่ซีดขาวจึงค่อยๆ มีสีเลือดขึ้นเล็กน้อย
วุ่นวายอยู่ข้างนอกมาทั้งวัน เสิ่นหุยรู้สึกหนาวจริงๆ ทั้งยังมีระดูอีก เอวและท้องที่เจ็บปวดราวกับถูกทุบตีกำลังทรมานตัวนาง รวมถึงบาดแผลบนขาที่รู้สึกเจ็บตลอดยามเคลื่อนไหว
สภาพเช่นนี้คนทั้งตำหนักหย่งเฟิ่งต่างรู้ว่าฮองเฮากลัวหนาวแล้ว คิดว่าวันหน้าต้องระวังมากขึ้นสักนิด
ร่างกายเสิ่นหุยเพิ่งจะปรับสภาพดีขึ้นก็สั่งคนยกน้ำร้อนมาให้ นางรับผ้าชุบน้ำร้อนที่ถูกบิดน้ำจนแห้งแล้วมาจากมือนางกำนัลก่อนเริ่มเช็ดหน้า พูดให้ถูกต้องก็คือเช็ดปลายคางกับสองแก้มของตนเอง
“เหนียงเหนียงจะเช็ดล้างหรือเพคะ บ่าวทำให้เพคะ” นางกำนัลรุ่นเล็กพูด
เสิ่นหุยส่ายหน้าแล้วเช็ดเงียบๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า
นางอดทนมากว่าครึ่งค่อนวันแล้ว
ตั้งแต่ฮ่องเต้บีบปลายคางของนาง นางก็รู้สึกว่าบนใบหน้าตรงที่ฮ่องเต้บีบนั้นเหมือนมีโคลนติดหนึ่งชั้น สกปรกอย่างยิ่ง
นางผิวพรรณเนียนนุ่มบอบบาง เช็ดจนปลายคางกับสองแก้มขึ้นสีแดง จากนั้นก็โยนผ้ากลับลงอ่างอย่างรำคาญใจเล็กน้อย
รอจนกระทั่งเสิ่นหุยปรับอารมณ์อย่างเต็มที่ ท้องฟ้าก็ค่อยๆ มืดลง เหล่าสนมชายาต่างทยอยมาคารวะทักทายที่ตำหนักหย่งเฟิ่ง
เหวินผินมาเป็นคนแรก
เหวินผินรู้ว่าสนมชายาคนอื่นยังไม่มา พอพบหน้าเสิ่นหุยแล้วก็ตาแดงก่ำคุกเข่าลง ส่งเสียงสะอื้นเอาแต่เรียก ‘คุณหนูสาม’ อย่างเศร้าโศก
เดิมทีเหวินผินเป็นสาวใช้คนสนิทของพี่สาวคนรองของเสิ่นหุย มีชื่อจริงว่าเหวินเฮ่อ
เสิ่นหุยรีบให้เฉินเยวี่ยประคองเหวินเฮ่อลุกขึ้นแล้วเชิญนางให้นั่งลง
“ตอนนี้พวกเรามาอยู่ในวังกันแล้ว ไม่ได้อยู่ที่จวนสกุลเสิ่น ไม่มีคุณหนูสามอะไรอีก เจ้าก็ไม่ได้อยู่ในทะเบียนทาส มีตำแหน่งผินแล้วเช่นกัน”
เหวินผินยิ้มเศร้าๆ “แต่เหวินเฮ่อหวังว่าจะได้เป็นบ่าวจวนสกุลเสิ่นตลอดไป”
นางชิงรุดมาเป็นคนแรก ย่อมไม่ใช่เพื่อดึงตัวเสิ่นหุยมาเล่าความทุกข์พูดเรื่องเก่ากัน นางสะกดกลั่นอารมณ์แล้วเอ่ยอีกครั้ง
“เหนียงเหนียงประทับที่เจียงหนานมานาน รู้จักคนในเมืองหลวงไม่มาก นับประสาอะไรกับคนในวัง เหวินเฮ่อช่วยเหนียงเหนียงได้ไม่มาก แต่อย่างไรเสียก็อยู่ในวังหลวงนี้มาหลายปี รู้สภาพการณ์บางอย่าง ย่อมยินดีจะบอกเรื่องทุกอย่างที่รู้ พูดโดยไม่เก็บงำสิ่งใดแก่เหนียงเหนียงเพคะ“
เสิ่นหุยกำลังปวดศีรษะกับการที่จะมีสนมชายากลุ่มใหญ่มาคารวะทักทาย พอได้ฟังคำพูดของเหวินผินแล้วย่อมรู้สึกยินดี นางจึงพูดขึ้น
“มาอยู่ในวังที่ลึกลับน่ากลัวเช่นนี้ ได้พบคนคุ้นหน้าย่อมเป็นเรื่องโชคดี ตอนนี้เจ้ายังช่วยเหลือข้าได้มาก ในใจข้าย่อมยินดี”
มองดูท่าทางเสิ่นหุยยิ้มจนดวงตายกโค้ง เหวินผินก็นึกถึงนายหญิงของตนขึ้นมาทันใด นายหญิงของตนรักน้องสาวคนเล็กผู้นี้เป็นพิเศษ หากนายหญิงรู้ว่าน้องสาวคนเล็กก็เข้าวังมาแล้วต้องเดินตามทางของนางเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะเสียใจเพียงใด
นางติดตามไปปรนนิบัติในปรโลกเช่นเดียวกับเหวินลู่ไม่ได้ ทำได้เพียงอยู่อย่างกล้ำกลืนฝืนทนในวังลึกแห่งนี้ ทว่าเมื่อพบเสิ่นหุยแล้วกลับเหมือนหาที่พึ่งพิงได้
จากนั้นสนมชายาที่งดงามละลานตาก็ทยอยกันเข้ามา
คนที่มาถึงก่อนคือสนมตำแหน่งต่ำต้อย สตรีในวังหลังมีมากมายเหลือเกิน ที่มาที่ไปก็แปลกแตกต่างกันไป พวกนางมาคารวะทักทายฮองเฮาเป็นครั้งแรกย่อมต้องแนะนำตนเองก่อน ตอนเริ่มแรกเสิ่นหุยยังพยายามจดจำว่าพวกนางเป็นใครกันบ้าง แต่คนที่มามากขึ้นทุกที มากจนอัดแน่นในตำหนักใหญ่ เสิ่นหุยจึงจำพวกนางไม่ไหวแล้วจริงๆ
เหวินผินนั่งอยู่ตรงที่ใกล้กับเสิ่นหุย บางครั้งจะกระซิบข้างหูเสิ่นหุยสองสามประโยคถึงจุดพิเศษของสนมชายาบางคน
ตอนลี่เฟยมาถึง เสิ่นหุยที่เดิมทีใกล้จะทนไม่ค่อยไหวแล้วรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาทันที รีบมองไปที่ประตู
ลี่เฟยสวมเสื้อนวมตัวใหญ่สีแดงเข้ม เมื่อเสื้อนวมตัวหนาเช่นนั้นคลุมร่างนางยังปิดบังความงามยามนางเคลื่อนไหวไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนที่นางเดินเข้ามายังนำกลิ่นหอมเย้ายวนเข้ามาด้วย
“ลี่เฟยคารวะฮองเฮา ขอฮองเฮาทรงมีพระชนมายุยืนพันปีเพคะ” ลี่เฟยคุกเข่าคารวะ เสียงของนางอ่อนหวานราวกับกำลังครวญเพลง ทำให้บุรุษฟังแล้วร่างอ่อนยวบไปกว่าครึ่ง
“นั่งลงเถิด”
ลี่เฟยยื่นมือที่อ่อนเหมือนไร้กระดูกให้นางกำนัลแล้วลุกขึ้น จากนั้นก็ทำเช่นเดียวกับสนมชายาคนอื่น ถอดชุดคลุมผ้าฝ้ายออกแล้วไปนั่งลงด้านข้าง
นางสวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีแดงดอกท้อไว้ข้างใน ใช่แล้ว เป็นชุดกระโปร่งผ้าโปร่ง
ช่วงอกเสื้อสีแดงเข้มเปิดต่ำยิ่ง เนื้อเนินอกข้างในเหมือนจะปะทุออกมาได้ทุกเมื่อ เนื้อผ้าที่คลุมไหล่และสองแขนเป็นเพียงผ้าโปร่งบางๆ หนึ่งชั้นเท่านั้น
เสิ่นหุยมองอย่างตกตะลึง
นางไม่หนาวหรือ
เสิ่นหุยจับคอเสื้อขนหนาของตนเองแล้วสั่งนางกำนัลให้เขี่ยถ่านไฟในตำหนักให้แรงขึ้นเล็กน้อย
นางยังไม่ทันดึงสติกลับมาจากความตกใจ นางกำนัลก็มารายงานว่าชายาทั้งสี่มาถึงแล้ว
เหล่าหญิงงามในตำหนักหยุดพูดคุย ต่างพากันลุกขึ้นยืน
ชายาทั้งสี่คารวะฮองเฮาก่อน คนอื่นๆ ในตำหนักจึงคารวะชายาทั้งสี่ต่อ พอคารวะเสร็จเสิ่นหุยก็ให้คนจัดที่นั่ง
เสิ่นหุยใจคิดว่าชายาทั้งสี่มาถึงแล้ว เช่นนั้นความทรมานในการพบหน้ากันคืนนี้คงจะสิ้นสุดลงแล้ว แต่นางเพิ่งรู้สึกโล่งอก จิ้งกุ้ยเฟยหรือเจียงเยวี่ยเหลียนกลับเอ่ยปากพูดขึ้น
“คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะได้เข้าเฝ้าเหนียงเหนียงอีกครั้งที่วังหลวงในสถานการณ์เช่นนี้ เหนียงเหนียงยังจำเยวี่ยเหลียนได้หรือไม่เพคะ”
เสิ่นหุยกะพริบตา มองอีกฝ่ายอย่างไร้เดียงสา
ท่าทางของเสิ่นหุยนี้เห็นได้ชัดว่าจำนางไม่ได้แล้ว จิ้งกุ้ยเฟยนิ่งงันไป รู้สึกโกรธอย่างยิ่ง นางแค้นใจเสิ่นหุยมาครึ่งปี แต่เสิ่นหุยกลับไม่รู้จักนางเลยหรือ!
ผ่านไปครู่ใหญ่จิ้งกุ้ยเฟยจึงเอ่ยปากพูดช้าๆ ว่า “คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายพวกเราจะแต่งให้คนคนเดียวกัน แต่ว่า…”
ครึ่งประโยคหลังนางจงใจไม่พูด เพียงถอนหายใจเบาๆ คราหนึ่ง สายตาที่นางมองเสิ่นหุยบอกได้ไม่ชัดเจนว่าเป็นความเสียดายหรือมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น
เสิ่นหุยรู้สึกงุนงง กำลังคิดจะเอ่ยปาก จู่ๆ นางกำนัลก็มารายงานว่าจั่งอิ้นมาที่นี่แล้ว
บรรยากาศภายในตำหนักเปลี่ยนแปลงอย่างน่าประหลาด เหล่าหญิงงามทั้งตำหนักต่างยังนั่งอยู่ แต่ดูเหมือนมีท่าทีนอบน้อมกว่าเมื่อครู่ที่ลุกขึ้นคารวะชายาทั้งสี่เล็กน้อย
เสิ่นหุยคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้โดยพลัน ก่อนจะตกตะลึงแล้วหันหน้าไปเล็กน้อย นางเลื่อนสายตาไปที่ลี่เฟย จากนั้นก็ค่อยๆ ขมวดคิ้ว
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 6 มี.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.