บทที่ 85
เผยไหวกวงทำตามความปรารถนาของเสิ่นหุย ล้างมือให้สะอาดในน้ำอุ่นที่นางเตรียมไว้ให้เขา จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดหน้าที่นางพาดไว้เช็ดคราบน้ำบนมือจนแห้ง
เผยไหวกวงหันกลับไปมองเสิ่นหุยที่นอนขดตัวอยู่บนเตียงหันหลังให้เขา จากนั้นก็เก็บผ้าเช็ดหน้าที่ใช้เช็ดมือเข้าไปในแขนเสื้อพลางเดินเข้าไปหานาง ช้อนร่างนางขึ้นมาแล้วหันหลังเดินออกไปข้างนอก
“ท่านจะพาข้าไปที่ใด” เสิ่นหุยมองเขาอย่างตกใจ
คนผู้นี้คงไม่ทำอะไรเกินเลยกระมัง แต่นาง…ทั้งอยากช่วยเขาและกังวลในข้อต้องห้ามของเขาด้วย ถึงได้ดื่มยานั่นเอง ตอนนี้เขาไม่สนใจแล้วหรือ จะพานางไปเช่นนี้หรือ
เผยไหวกวงไม่ได้พูดอะไร อุ้มเสิ่นหุยออกจากห้อง เดินลงบันไดไปทันที
คนงานเข้ามาขวางไว้ “ท่านจะกลับแล้วหรือ ท่านเรียกใช้ห้องเซียนจื้อ ยังไม่ได้จ่ายเงินเลยขอรับ!”
“บนโต๊ะ”
คนงานวิ่งเข้าไปดูในห้อง พบตั๋วเงินที่วางไว้บนโต๊ะจึงยิ้มอย่างวางใจ
เผยไหวกวงอุ้มเสิ่นหุยลงบันได เดินผ่านกลุ่มคนที่คึกคัก บรรยากาศสนุกสนานในห้องโถงใหญ่ชั้นหนึ่งนั้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น การละเล่นเปลี่ยนแบบใหม่แล้ว เหล่าหญิงงามที่แต่งตัวบางเบามีผ้าปิดตาถูกกลุ่มคนห้อมล้อมไว้ตรงกลาง พวกนางร่ายรำหมุนตัวไปตามจังหวะกลองที่เร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับฟ้าดินหมุนวน หญิงงามคนสุดท้ายที่ยืนอย่างมั่นคงไม่ล้มลงสามารถเลือกแขกในคืนนี้เองได้ ที่ผ่านมาจะเป็นแขกที่เลือกหญิงงาม นี่เป็นครั้งแรกที่หญิงงามสามารถเลือกแขกของตนเองได้ หญิงงามเหล่านี้จึงร่ายรำอย่างเต็มกำลังและตั้งใจมากขึ้น เรียกเสียงให้กำลังใจได้ไม่น้อย
หญิงงามอีกคนหนึ่งหมุนตัวจนไม่รู้ทิศทาง ร่างกายเอนล้มออกจากบริเวณร่ายรำที่กั้นด้วยผ้าไหมสีแดง บัณฑิตคนหนึ่งจ้องมองนางตอนที่นางกำลังร่ายรำอยู่ เห็นว่านางกำลังจะล้มลงจึงรีบเข้าไปประคองไว้ ดึงนางเข้ามาในอ้อมแขนพลางท่องกลอนอันไพเราะที่เขาเพิ่งแต่งขึ้น…
เสิ่นหุยดวงตาแดงก่ำ
ดูเถิด! แขกที่ไม่รู้จักกันยังรู้จักประคองหญิงงามที่จะล้มลง แต่ขันทีชั่วที่ก่อนหน้านี้นางยังเป็นห่วงเขาอยู่ เวลานี้เขากลับอุ้มนางออกจากหอเซียงมี่ ไม่สนใจความรู้สึกของนางสักนิด ทำเกินไปแล้ว!
วันหน้านางจะไม่สนใจความเป็นความตายของเขาอีกแล้ว!
พอออกจากประตูใหญ่ของหอเซียงมี่ เสิ่นหุยก็ถูกลมเย็นข้างนอกพัดใส่ ขณะที่ร่างกายของนางกำลังร้อนรุ่ม ความเย็นความร้อนปะทะกันให้ความรู้สึกแปลกใหม่ พอความร้อนภายในร่างกายถูกลมพัดใส่จนบรรเทาลงเล็กน้อย นางจึงจงใจพูดอย่างโกรธเคืองด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“รบกวนจั่งอิ้นปล่อยข้าลงด้วย ข้าจะไปหาความสุขกับบุรุษในหอเอง!”
เผยไหวกวงก้มหน้ามองนางคราหนึ่งแล้วพูดอย่างไม่แสดงอารมณ์ว่า “เตียงนั่นสกปรก โค่วโค่วคนโง่”
เดิมทีเสิ่นหุยยังรู้สึกเสียใจต่อคำพูดไม่รู้กาลเทศะที่ตนเองพูดไปเมื่อครู่ จู่ๆ ได้ยินคำพูดนี้ของเขาก็เผยอปากเล็กน้อยอย่างตกตะลึง
“เป็นบุรุษที่หล่อเหลายิ่ง…”
“น่าเสียดายที่อุ้มคุณชายน้อยเอาไว้ คงจะมีความชอบเช่นนี้กระมัง…”
คำวิพากษ์วิจารณ์ของคนที่เดินผ่านมาลอยมาเข้าหู เสิ่นหุยเพิ่งรู้ตัวว่าคนที่พวกเขาพูดถึงคือเผยไหวกวง นางลังเลครู่หนึ่งจึงซุกหน้าลงบนแผ่นอกของเขา เผยให้เห็นเพียงลำคอขาวสะอาด
เผยไหวกวงอุ้มเสิ่นหุยเดินผ่านตลาดที่คึกคัก เดินข้ามสะพานหินตรงไปยังรถม้า ซุ่นซุ่ยกับซุ่นเหนียนนั่งอยู่ข้างหน้ารถม้า อิ๋งเฉินยืนอยู่ด้านข้างเงียบๆ ม้าลากรถสองตัวขยับเท้าอยู่กับที่อย่างเบื่อหน่าย
อิ๋งเฉินเห็นเสิ่นหุยกับเผยไหวกวงก่อน นางจึงรีบวิ่งเข้าไปหาแล้วรอรับคำสั่ง
นี่เหนือความคาดหมายของเสิ่นหุย เผยไหวกวงไม่ได้ปล่อยนางเข้าไปในตัวรถม้า แต่วางตัวนางลงบนหลังม้า
เสิ่นหุยจับเชือกบังคับม้าโดยพลัน กลัวว่าจะตกลงไป
เผยไหวกวงปลดม้าตัวนี้ออกมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พลิกตัวขึ้นบนหลังม้า ใช้แขนโอบร่างของเสิ่นหุยแล้วจับเชือกบังคับม้า เขาทิ้งคำพูดไว้หนึ่งประโยคว่า “พวกเจ้ากลับไปก่อน” จากนั้นก็ขี่ม้าจากไป
เดิมทีมีคนบนถนนมากมาย ม้าจึงวิ่งได้ช้ามาก แต่พอมาถึงชานเมืองม้าก็ขยับกีบเท้าวิ่งห้ออย่างเต็มที่ไปตลอดทาง การกระแทกอย่างรุนแรงทำให้ร่างของเสิ่นหุยกระเทือนขึ้นลงหลายครั้ง นางไม่เคยขี่ม้าเร็วเช่นนี้มาก่อน จึงอดไม่ได้ที่จะส่งเสียงร้องอย่างตกใจ นางหลับตาไม่กล้ามองทางข้างหน้า
“ท่านจะพาข้าไปที่ใดกันแน่!” เสิ่นหุยหลับตาแน่นพลางตะโกนเสียงดัง
ท่ามกลางสายลมพัดแรง เสียงของเผยไหวกวงก็ดังขึ้น “ชมจันทร์” จากนั้นเขาก็ยิ้มบางๆ อย่างไม่ใส่ใจ
เขาเสียสติไปแล้ว!!! เสิ่นหุยคิด
เผยไหวกวงขี่ม้าเร็วนำเสิ่นหุยออกจากตัวตำบลไปจนถึงชานเมือง แล้ววิ่งตามทางขึ้นไปบนภูเขา บนภูเขาเดินทางได้ยาก ม้าวิ่งห้อมาตลอดทางก็เหนื่อยเช่นกัน ความเร็วจึงค่อยๆ ลดลง สุดท้ายขายาวๆ ของม้าก็เหยียบลงบนหญ้า เดินขึ้นเขาไปทีละก้าว
ในที่สุดเสิ่นหุยก็ลืมตาขึ้น การเดินทางครั้งนี้ทำให้ใบหน้าเล็กของนางซีดขาว แต่หางตาและสองแก้มยังคงมีสีแดงเล็กน้อย เมื่อความเร็วของม้าใต้ร่างลดลง การกระแทกก็น้อยลง ความตึงเครียดของนางก็ค่อยๆ สงบลง ส่วนฤทธิ์ยาก็กลับมาอีกครั้ง ฤทธิ์ยานี้แตกต่างจากสุราผลไม้ที่นางเคยดื่มก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง สุราผลไม้นั่นเกือบทำให้นางเสียสติถึงขั้นไม่ต้องการอะไรนอกจากความกระหายทางเพศ แต่ยาที่นางดื่มที่หอเซียงมี่วันนี้กลับกระตุ้นให้หัวใจเกิดความรักความใคร่ขึ้นมาด้วย
“แสงจันทร์งดงามยิ่ง สายลมยามค่ำคืนก็อ่อนโยน” เผยไหวกวงพูดเสียงเรียบ
เสิ่นหุยหันหน้าไป ขมวดคิ้วมองเผยไหวกวงที่อยู่ด้านหลัง ทันใดนั้นก็ประสานเข้ากับสายตาของเขา เขาหัวเราะแล้วถามขึ้น
“เหนียงเหนียงไม่ทรงอยากทำอะไรกระหม่อมบ้างหรือ”
เขารู้อยู่แล้วว่าข้าเพิ่งจะดื่มยาไป…
เสิ่นหุยกัดริมฝีปากอย่างแรงแล้วคลายออกอย่างรวดเร็ว รอยกัดสีขาวปรากฏบนริมฝีปากแดงเรื่อแล้วจางหายไป นางใช้มือข้างหนึ่งจับส่วนหน้าของอานม้า มืออีกข้างจับสาบเสื้อของเผยไหวกวงแล้วขยับเข้าไปจุมพิตเขา
เขามักจะเป็นเช่นนี้ เสื้อผ้าเรียบร้อยอยู่เสมอ ถึงขั้นต้องให้นางเริ่มก่อน เขาจึงจะจุมพิตตอบอย่างช้าๆ
ทางภูเขาคดเคี้ยว หลังม้าโคลงเคลงเล็กน้อย เสิ่นหุยไม่รู้จักผ่อนคลายร่างกายขณะที่ม้าเดิน พยายามต้านทานความโคลงเคลงนี้ ปลายลิ้นจึงชนกับฟันของเผยไหวกวง นางรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบจึงขมวดคิ้ว
ม้าพักผ่อนพอแล้วก็เริ่มวิ่งไปตามทางภูเขาอีกครั้ง
แผ่นหลังของเสิ่นหุยอิงแนบไปกับแผ่นอกของเผยไหวกวง นางหรี่ตาเล็กน้อย เงยหน้าขึ้นมองดูบรรยากาศยามค่ำคืน แม้จะไม่ใช่พระจันทร์เต็มดวง แต่ก็ยังสว่างมาก มีกลุ่มดวงดาวเปล่งประกายเป็นฉากหลัง สาดแสงสว่างที่อ่อนโยนให้แก่พื้นที่แห่งนี้
เสิ่นหุยมองพระจันทร์บนท้องฟ้าแล้วพูดโกหกออกมาทันใด “ไหวกวง ข้าหนาว”
เผยไหวกวงลูบนิ้ว จากนั้นก็ถอดชุดคลุมมาคลุมร่างเสิ่นหุย ป้องกันความหนาวจากสายลมยามค่ำคืน
เสิ่นหุยห่อตัวอยู่ในชุดคลุมของเขา ลอบดมกลิ่นอวี้ถานจางๆ บนนั้น ผ่านไปครู่หนึ่งนางก็มองไปยังตำบลเล็กที่เชิงเขา อยู่ไกลเพียงนั้นยังมองเห็นแสงไฟและความคึกคักของตัวตำบลได้
พอถึงยามรุ่งสาง มองไม่เห็นพระจันทร์และดวงดาวแล้ว มีประทีปหลายดวงลอยอยู่บนแม่น้ำในระยะไกล ดูสะดุดตาและงดงามเป็นพิเศษท่ามกลางความมืดสลัว
เสิ่นหุยชี้ไปยังประทีปที่ลอยอยู่บนแม่น้ำ
เผยไหวกวงจึงเปลี่ยนทิศทาง มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำที่มีประทีปลอยอยู่ ปล่อยให้ม้าเดินไปตามริมแม่น้ำอย่างช้าๆ
ตอนท้องฟ้าเริ่มสว่าง เผยไหวกวงก็พาเสิ่นหุยไปยังเรือนเล็กหลังหนึ่ง ที่นี่เป็นเรือนที่เขาเพิ่งซื้อไว้ จะพักสองสามวันแล้วค่อยเดินทางต่อ
เสิ่นหุยที่อยู่บนหลังม้าหันหน้าไปมองดูแสงสว่างตรงขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ภาพยามราตรีเหมือนถูกฉีกออก มีแสงสีขาวทะลุออกมา นางยังปรับสายตากับแสงไม่ได้ หรี่ตามองครู่หนึ่งก็เลื่อนสายตากลับมา
ทางด้านอิ๋งเฉินหลังจากกลับมาพร้อมซุ่นซุ่ยกับซุ่นเหนียนก็ไม่ได้นอน รอคอยอยู่ตลอด นางคิดว่าหากถูกทิ้งไว้ข้างหลังต้องถูกคนเลวจับตัวกลับไปอย่างแน่นอน พอได้ยินเสียงฝีเท้าม้านางก็รีบวิ่งออกมาจากห้อง พอเห็นว่าเผยไหวกวงกับเสิ่นหุยกลับมาแล้วจริงๆ ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง คิดว่าตนเองควรฉลาดสักนิด จึงรีบเตรียมไปต้มน้ำร้อน แต่เห็นว่าซุ่นเหนียนต้มน้ำร้อนเสร็จแล้ว พอนางวิ่งไปที่ห้องครัวกลับพบว่าซุ่นซุ่ยทำอาหารเช้าไว้แล้ว
ซุ่นซุ่ยยิ้มให้นางแล้วพูดว่า “เจ้านายทั้งสองต่างไม่ชอบถูกรบกวน หากไม่มีคำสั่ง อยู่เงียบๆ อย่าก่อเรื่องก็พอ จะให้ดีปล่อยให้เจ้านายทั้งสองมองข้ามการมีตัวตนอยู่ของเจ้า แต่เจ้าจะหนีไปหลบไม่ได้ ต้องระวังตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ตอนที่รอเรียกใช้ก็รีบไปยืนใกล้ๆ ทันที จะชักช้าไม่ได้”
“ขอบคุณมากที่เตือน ข้าจะจำไว้” อิ๋งเฉินถอยไปยืนเงียบๆ อยู่นอกประตู
เสิ่นหุยนั่งอยู่บนขอบเตียง คลุมร่างด้วยชุดคลุมของเผยไหวกวง เผยไหวกวงยื่นมือไปที่ข้างหูของนาง เสิ่นหุยเอียงหลบการสัมผัสของเขาแล้วขมวดคิ้วพูดเสียงเบา
“ท่านไปล้างมือก่อน”
“เหนียงเหนียงทรงเป็นอะไร พอทอดพระเนตรเห็นกระหม่อมล้างมือทำให้พระองค์มีความสุขได้หรือ”
เสิ่นหุยหน้าแดง เบือนหน้าหนีไม่มองเขาแล้วพูดเสียงอู้อี้ว่า “ข้าง่วงแล้ว อยากนอน”
ว่าแล้วนางก็ปีนขึ้นเตียง นอนตะแคงหันหน้าเข้าด้านในเตียง หลับตาลงแล้วนอนหลับไปจริงๆ
เสิ่นหุยง่วงจริงๆ ศีรษะหนุนหมอนเพียงไม่นานก็หลับสนิท แม้แต่อาหารเช้าที่ซุ่นซุ่ยเตรียมไว้ก็ไม่ทันได้กินสักคำ
นางหลับไปจนถึงเกือบยามเที่ยงจึงสะลึมสะลือตื่นขึ้นมา เมื่อตื่นขึ้นมาแม้จะรู้สึกหิวเล็กน้อย แต่ยังคงอาบน้ำก่อน
นางนั่งอยู่ท่ามกลางไอน้ำหนาทึบ หลุบตาลง ท่าทางกลัดกลุ้มไม่มีความสุข
เผยไหวกวงผลักเปิดประตูเข้ามา มองนางที่ท่าทางไม่สดชื่นคราหนึ่ง “ตื่นบรรทมแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยไม่ได้พูดอะไร นางไม่อยากตอบคำถามไร้สาระของเขา
เผยไหวกวงย่อมรู้สึกได้ว่าตั้งแต่เสิ่นหุยมาถึงที่นี่อารมณ์ก็หม่นหมองอย่างมาก ไม่ใช่ ไม่ใช่ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ตอนรุ่งสางยังไม่ทันมาถึงที่นี่ นางก็มีท่าทางกลัดกลุ้มไม่มีความสุขเช่นนี้แล้ว
เขาไม่พูดอะไรอีก มองนางด้วยสายตาเย็นชา
เสิ่นหุยก้มหน้าลง มองผิวน้ำที่มีระลอกคลื่นอย่างเหม่อลอยเล็กน้อย นางจมอยู่กับความคิดจนลืมไปว่าเผยไหวกวงยังอยู่ข้างๆ
หากบอกว่าตั้งใจครุ่นคิด แท้จริงแล้วนางไม่ได้คิดอะไรมากมาย
ก่อนหน้านี้เพราะสุราผลไม้นั่น นางจึงไปหาเผยไหวกวงเพื่อแก้ไขอาการ แต่สุราผลไม้นั่นทำให้นางขาดสติ เมื่อตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นจำได้เพียงรางๆ ถึงความสุขทางกาย แต่ขั้นตอนโดยละเอียดระหว่างนั้นจำไม่ได้สักนิด แต่ยาที่แม่เล้าของหอเซียงมี่ให้นางเมื่อวานนี้กลับไม่เป็นเช่นนั้น
นางจำได้ทุกอย่าง!
ทุกรายละเอียดทุกการกระทำของเขานางจำได้ทั้งหมด ไม่เพียงแต่จำได้ ยานั่นยังทำให้การรับรู้ของนางชัดเจนเป็นพิเศษ แม้ว่าจะนอนหลับไปหนึ่งตื่น แต่ตอนนี้แค่นางคิดอย่างถี่ถ้วน รายละเอียดทุกอย่างก็ปรากฏตรงหน้าอย่างชัดเจน
เสิ่นหุยไม่อยากคิดอะไรอีก นางขมวดคิ้วแล้วแค่นเสียงสบถ ใช้มือตีลงไปบนผิวน้ำด้วยความโกรธ ทำให้น้ำกระเซ็นใส่ใบหน้าของเผยไหวกวง
เสิ่นหุยเหลือบตาขึ้นมองเผยไหวกวง พอเพิ่งจำได้ว่าเขาอยู่ที่นี่ก็รู้สึกตกใจ นางลุกขึ้นแล้วหันไปหยิบผ้าสะอาดบนราวพาดมาเช็ดคราบน้ำบนใบหน้าให้เขา หยดน้ำบนร่างก็ค่อยๆ หยดลงมาตามร่างเพรียวบางของนาง
หลังจากเช็ดน้ำบนใบหน้าของเผยไหวกวง ฟังเสียงหยดน้ำที่ไหลจากร่างนางลงไปในถังอาบน้ำอีกครั้ง เสิ่นหุยก็รู้สึกว่าบรรยากาศคลุมเครือเกินไป นางจึงถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างเก้ๆ กังๆ ก้าวออกจากถังอาบน้ำ หันหลังให้เขา รีบใช้ผ้าเช็ดคราบน้ำบนร่างกายตนเอง
แม้จะหันหลังให้เผยไหวกวง แต่เสิ่นหุยก็รู้ว่าสายตาของเขาต้องจ้องมาที่นางอย่างแน่นอน นางเร่งมือเช็ดคราบน้ำบนร่างกายจนแห้งอย่างรวดเร็วแล้วหยิบเสื้อผ้าจากบนราวพาดมาใส่ ความเงียบทำให้บรรยากาศที่คลุมเครือชัดเจนยิ่งขึ้น นางแต่งตัวไปพลางถามด้วยน้ำเสียงปกติไปพลาง
“พวกเราจะออกเดินทางอีกเมื่อใด”
เสิ่นหุยสอดแขนเรียวยาวเข้าไปในแขนเสื้อ สวมเสื้อผ่าหน้าสีชมพูอ่อน ชายเสื้อห้อยลงมาปกคลุมร่างกาย สิ่งที่มองอยู่ถูกบดบัง เผยไหวกวงจึงเหลือบตาเล็กน้อยแล้วพูดขึ้น
“เช้าวันที่สิบหก”
“สองสามวันนี้อยู่ในตำบลนี้จะทำอะไรหรือ” เสิ่นหุยสวมชุดกระโปรงเกาะอกยาวเนื้อนุ่ม นิ้วมือจับเชือกผูกปมอย่างดี
“ขุดสุสาน” เผยไหวกวงพูด
เสิ่นหุยตกใจ หันหน้ามามองเขา
เผยไหวกวงเดินไปข้างหน้า วางฝ่ามือลงบนหลังมือของเสิ่นหุยอย่างช้าๆ ดึงชุดกระโปรงเกาะอกที่นางเพิ่งสวมลงแล้วพูดขึ้น
“ใส่กางเกงตัวในก่อนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
ชุดกระโปรงสีชมพูกองอยู่บนพื้น ล้อมอยู่ข้างเท้าของเสิ่นหุย
ใส่ชิ้นใดก่อนนั้นจะสำคัญอะไร…เสิ่นหุยโต้เถียงอยู่ในใจ แต่กลับไม่พูดอะไร เดินไปหยิบกางเกงตัวในจากบนราวพาด ทว่ามือของเผยไหวกวงกลับเร็วกว่า เขาหยิบกางเกงตัวในสีชมพูอ่อนของนางมาไว้ในมือ
ทางด้านอิ๋งเฉินยืนนิ่งรอคำสั่งอยู่ในลานเรือนอย่างเงียบๆ ราวกับต้นไม้ นางรู้ว่านายหญิงพอตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำในห้องเวจ จากนั้นนายท่านก็ตามเข้าไปเช่นกัน
หลังจากนั้น…หลังจากนั้นทั้งสองก็ออกมาในยามบ่าย นี่…น้ำอาบคงเย็นหมดแล้วกระมัง อิ๋งเฉินรอคำสั่งอยู่ตลอด แต่คนในห้องเวจไม่ได้ขอน้ำร้อนเพิ่มแต่อย่างใด
ตอนทั้งสองเดินผ่านนางไป นางเห็นเผยไหวกวงอยากจะวางมือบนเอวของเสิ่นหุย แต่เสิ่นหุยกลับเบี่ยงหลบแล้วพร่ำบ่นเสียงเบาว่า ‘มือสกปรก’
บทที่ 86
ตอนพลบค่ำ เสิ่นหุยจึงมีเวลาเรียกอิ๋งเฉินมาพูดคุยกัน
ครั้งแรกที่อิ๋งเฉินได้พบเสิ่นหุย ครึ่งใบหน้าของอีกฝ่ายติดรอยแผลเป็นอัปลักษณ์เอาไว้ เมื่อคืนพบกันเป็นครั้งที่สอง อีกฝ่ายก็แต่งกายเป็นบุรุษอีก ตอนนี้เสิ่นหุยแต่งกายด้วยชุดสตรีตามปกติ อิ๋งเฉินเพียงมองก็ตกตะลึง ใต้หล้านี้มีหญิงงามที่น่าดูถึงเพียงนี้เชียวหรือ นางซึ่งเป็นสตรียังอดไม่ได้ที่จะตกใจในความงดงามนี้ นี่เป็นรูปโฉมที่เพียงเหลือบมองก็สามารถดึงดูดใจคนได้ ทำให้คนเห็นอดไม่ได้ที่จะจับจ้องใบหน้านี้ พออิ๋งเฉินได้สติกลับมาก็รีบเลื่อนสายตาหนี เหมือนกับว่าการมองรูปโฉมเช่นนี้นานสักนิดจะกลายเป็นการลบหลู่ดูหมิ่นผู้อื่น
ทั้งที่อิ๋งเฉินกับพี่สาวก็เป็นหญิงงามที่ได้ฟังคำชมมามากมาย แต่พอยืนอยู่ต่อหน้าเสิ่นหุย ‘รูปโฉมงดงาม’ ที่หลายคนเอ่ยชมนั้นก็ไร้ค่าทันที เมื่อเทียบกันแล้วนางกับพี่สาวเพียงมีรูปโฉมที่เกลี้ยงเกลาเท่านั้น
อิ๋งเฉินหน้าแดงเพราะการเสียมารยาทของตนเอง จึงรีบก้มหน้าลงอย่างนอบน้อม
เสิ่นหุยพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ในเรือนหลังนี้ สามคนนั้นล้วนเป็นขันที”
อิ๋งเฉินตกตะลึงอยู่นาน ค่อยเข้าใจว่าขันทีหมายความว่าอย่างไร มิน่าเล่าความรู้สึกที่ซุ่นซุ่ยกับซุ่นเหนียนมอบให้แก่นางถึงได้แปลกพิกล! แต่ว่า…
ช้าก่อน! นายท่านของเรือนนี้ก็…ก็เป็น…
เป็นไปได้อย่างไร!
ใบหน้าของเผยไหวกวงปรากฏขึ้นตรงหน้าอิ๋งเฉิน นางอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ลืมแม้แต่ท่าทีตอบสนอง บุรุษที่หล่อเหลาเช่นนี้จะเป็นคนไม่สมบูรณ์ได้อย่างไร…
เสิ่นหุยคิดว่ามีสาวใช้สักคนข้างกายจะสะดวกกว่า ปกติเผยไหวกวง ซุ่นซุ่ย และซุ่นเหนียนมักจะพูดคุยกันอย่างเปิดเผย คิดจะปิดบังก็ปิดบังไม่ได้ มิสู้บอกอิ๋งเฉินไปเลยดีกว่า วันหน้านางทำอะไรจะได้มีปัญหาน้อยลง
ผ่านไปครู่ใหญ่อิ๋งเฉินจึงมองหน้าเสิ่นหุยแล้วถามว่า “เช่นนั้น…ฮูหยิน…”
อิ๋งเฉินไม่เข้าใจอีกเช่นกัน หรือว่านายท่านจะไม่ใช่นายท่าน ฮูหยินไม่ใช่ฮูหยิน แต่นางได้ยินอย่างชัดเจนว่าซุ่นซุ่ยเรียกหญิงงามตรงหน้าผู้นี้ว่าฮูหยินนี่!
ทันใดนั้นอิ๋งเฉินก็นึกถึงคู่ในนามของขันทีขึ้นมา แม้จะคิดได้เช่นนี้ แต่นางก็ยังไม่อยากจะเชื่อ
เสิ่นหุยยกมุมปากยิ้มอย่างเปิดเผยแล้วพูดว่า “ใช่ ข้าเป็นฮูหยินของเขา”
อิ๋งเฉินรู้สึกสับสน ขณะนี้ยังไม่รู้ว่าควรแสดงท่าทีตอบสนองอย่างไร เสียดายหรือ เสียดายแทนใคร เสียดายแทนฮูหยินตรงหน้า หรือว่าเสียดายแทนนายท่านที่หล่อเหลาสง่างามผู้นั้น
เผยไหวกวงผลักเปิดประตูเข้ามา เขาได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายของเสิ่นหุยพอดี
เสิ่นหุยมองเขาคราหนึ่งแล้วเลื่อนสายตากลับมา พูดกับอิ๋งเฉินด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเราจะเดินทางลงใต้ ระหว่างทางข้างกายของข้าขาดสาวใช้ ถ้าเจ้ายินดีจะตามข้าลงใต้ไปด้วยกันก็ได้ เมื่อไปถึงที่หมายแล้วเจ้าก็ไปตามทางของเจ้า แต่ถ้าเจ้าไม่ยินดีก็สามารถนำเงินไปจำนวนหนึ่งแล้วจากไปตอนนี้ได้ทันที”
อิ๋งเฉินได้ฟังก็แทบจะไม่ลังเล คุกเข่าลงทันทีแล้วพูดด้วยดวงตาแดงก่ำว่า “ครอบครัวของอิ๋งเฉินล้วนไม่อยู่แล้ว ยินดีติดตามรับใช้ฮูหยินไปชั่วชีวิต!”
“ดี เจ้าออกไปก่อนเถิด” เสิ่นหุยพูด
“เจ้าค่ะ” อิ๋งเฉินลุกขึ้นเดินออกไป พอเดินไปถึงตรงหน้าเผยไหวกวงก็ทำความเคารพเช่นบ่าวรับใช้อย่างไม่ค่อยคล่องแคล่วนัก
เสิ่นหุยมีความคิดจะหาสาวใช้สักคนระหว่างการเดินทางครั้งนี้ แต่เมื่อไปถึงตำหนักตากอากาศเชียงชิงแล้ว จะให้อิ๋งเฉินติดตามต่อไปหรือไม่ นั่นก็ไม่แน่นอนแล้ว
นางมองดูเผยไหวกวงเดินเข้ามา ครุ่นคิดในใจถึงชื่อของตำหนักตากอากาศที่เมืองกวนหลิงนั้นคราหนึ่ง
ตำหนักตากอากาศเชียงชิง?…หอชังชิง?
เสิ่นหุยยื่นมือไปหาเผยไหวกวง ดึงเขามาข้างกาย นางเอนกายซบไหล่ของเขา กอดแขนของเขาไว้แล้วพูดหยั่งเชิงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“คิดถึงหอชังชิงขึ้นมาแล้ว”
“เพราะบทละครที่นั่นมีมากหรือพ่ะย่ะค่ะ” เผยไหวกวงพูดอย่างไม่ใส่ใจ
เสิ่นหุยพูดว่า “ข้ารู้สึกว่าหอชังชิงพิเศษมาก ไม่ค่อยเหมือนสิ่งปลูกสร้างอื่นในวังหลวง มีรูปแบบของสิ่งปลูกสร้างทางใต้อยู่บ้าง สร้างขึ้นตามความชอบของจั่งอิ้นกระมัง”
“ไม่ใช่ หอนั่นมีอายุพอสมควรแล้ว” เผยไหวกวงพูด
เสิ่นหุยขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่เป็นที่สังเกตแล้วพูดต่อไปเหมือนไม่ใส่ใจว่า “ชื่อก็น่าฟัง เป็นชื่อที่จั่งอิ้นตั้งหรือ”
พูดจบนางก็เงยหน้าขึ้นพลางอมยิ้มมองหน้าเขา
เผยไหวกวงหัวเราะไม่ได้พูดอะไร
เสิ่นหุยคาดเดาเรื่องหนึ่งอยู่ในใจมาโดยตลอด อีกทั้งชื่อของตำหนักตากอากาศเชียงชิงกับหอชังชิงคล้ายกันโดยบังเอิญเช่นนี้ เหมือนได้ประทับตราให้การคาดเดานั้นอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้น เผยไหวกวงไม่อยู่เรือนในยามกลางวัน เสิ่นหุยหาสมุดเล่มเล็กที่เผยไหวกวงนำกลับมาจากหอเซียงมี่แล้วอ่านอย่างรวดเร็วหนึ่งรอบ จากนั้นก็เก็บสมุดเล็กกลับไป
นางนั่งอยู่ใต้ชายคา หลับตาลง อาศัยความสามารถของตนเองที่อ่านผ่านตาแล้วไม่ลืมจดจำชื่อตั้งแต่ต้นจนจบหนึ่งรอบ จากนั้นก็เริ่มค้นหาจุดที่เหมือนกันของชื่อเหล่านี้อย่างยากลำบาก
นางใคร่ครวญทั้งตัวเลขลำดับ ชื่อสกุล ที่อยู่ ทั้งยังมีชื่อของบุตรหลานของคนเหล่านี้
คนเหล่านี้กระจายตัวอยู่ทั่วแคว้นต้าฉี มีฐานะแตกต่างกัน ดูแล้วไม่มีอะไรเหมือนกันสักนิด ตอนที่เสิ่นหุยหลับตานึกทบทวนเนื้อความในสมุดเล่มเล็กเป็นครั้งที่สาม ในที่สุดนางก็พบความคล้ายคลึงกันบางอย่าง
คนทั้งหมดเป็นบุรุษและอายุไม่น้อย อีกทั้งมีฐานะที่แตกต่างกัน มีทั้งขุนนาง คนทำการค้าจนร่ำรวย ชาวบ้านทั่วไปในพื้นที่ต่างๆ…
เสิ่นหุยหัวใจกระตุก
ในจำนวนคนเหล่านี้ คนที่เป็นขุนนางแทบจะเป็นขุนนางบู๊ทั้งหมด!
นางรู้แล้ว คนในสมุดรายชื่อนี้ล้วนเป็นอดีตทหารกองหนึ่ง! ทหารในกองมีทั้งแก่ชราและหนุ่มแน่น แต่บางคนในรายชื่อนี้เป็นรุ่นปู่รุ่นทวดแล้ว…นั่นหมายความว่ากองทหารนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อหลายปีก่อน
…หลายปีนั่นกี่ปีกันแน่
“เหนียงเหนียงทรงคิดอะไรอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
จู่ๆ ได้ยินเสียงของเผยไหวกวง เสิ่นหุยก็ตกใจจนร้องอุทานออกมา จึงลืมตามองเขาที่ยืนอยู่ตรงหน้า
แสงอาทิตย์อบอุ่นสาดส่องอยู่ด้านหลังเผยไหวกวง เมื่อมองย้อนแสงเช่นนี้ แม้เสิ่นหุยจะหรี่ตาลง แต่ก็เห็นใบหน้าของเขาไม่ชัดเจน รู้สึกเพียงว่าเขาอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์อบอุ่นเช่นนี้ ทว่ามันกลับไม่ได้มอบความอบอุ่นแก่เขาเลย แต่เป็นเขาที่แผ่ความเย็นให้แก่แสงอาทิตย์อบอุ่นยามกลางวันนี้แทน
เสิ่นหุยมองหน้าเผยไหวกวงอย่างตกตะลึง จู่ๆ ก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
ชื่อของตำหนักตากอากาศเชียงชิงกับหอชังชิงมีความคล้ายคลึงกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
เมื่อหลายปีก่อนกองทหารกองหนึ่งได้ทำเรื่องเลวร้ายในตำหนักตากอากาศเชียงชิงที่เมืองกวนหลิง
ถึงแม้ในเวลานั้นเสิ่นหุยจะยังไม่เกิด แต่นางก็พอจะรู้เรื่องนั้นอยู่บ้าง
ทว่าราษฎรทั่วไปล้วนถูกปิดปาก ไม่ว่าใครก็ห้ามพูดถึงเรื่องนั้น ผู้ที่พูดถึงจะต้องตาย
ฉายา ‘มีอำนาจทะเยอทะยาน’ ของอดีตฮ่องเต้ก็ได้มาจากการนองเลือดครั้งนั้นนั่นเอง
เสิ่นหุยยกมือขึ้นช้าๆ ไปกุมมือของเผยไหวกวงท่ามกลางแสงอาทิตย์ นางจับนิ้วมือของเขาแล้วแกว่งเบาๆ พลางพูดขึ้น
“คิดถึงท่านอยู่”
เผยไหวกวงโน้มกายลงมา ระยะห่างใกล้ขึ้นทันใด ในที่สุดเสิ่นหุยก็มองเห็นใบหน้าของเขาชัดเจน เขาลูบศีรษะของนางแล้วถามด้วยสายตาเย็นชา
“ทรงอยากได้อะไรอีกหรือไม่”
“ไม่ได้กินลูกกวาดมาหลายวันแล้ว อยากกินลูกกวาด อืม…เอาลูกกวาดรสน้ำผึ้งหวานพิเศษ”
“อีกสักครู่จะให้ซุ่นเหนียนไปซื้อ”
เสิ่นหุยยิ้มดวงตายกโค้ง พยักหน้าอย่างน่ารัก รู้สึกพึงพอใจยิ่ง
เผยไหวกวงลูบศีรษะของนางเสร็จแล้วก็ยืดตัวเดินเข้าไปในเรือน
หลังจากเผยไหวกวงหันกายไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเสิ่นหุยก็เลือนหายไปทันที นางกอดเข่า สายตาเลื่อนลอยเล็กน้อย ชั่วพริบตาก็นึกได้ว่าเขาเคยพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า ‘กระหม่อมไม่ได้สกุลเผยจริงๆ เสียหน่อย’
เสิ่นหุยถามตนเองในใจอย่างเหม่อลอย เขา…สกุลเว่ยหรือ
แต่จะเป็นไปได้อย่างไร ใต้หล้านี้ไม่มีสกุลนี้แล้ว
เสิ่นหุยรู้สึกขนลุกขึ้นมา
เผยไหวกวงเดินเข้าไปในห้องหนังสือ เขาเปิดลิ้นชักด้วยสีหน้าเรียบเฉย มองสมุดรายชื่อในลิ้นชักอย่างเย็นชาคราหนึ่ง ดวงตาเข้มลึกล้ำราวสระน้ำเย็นไร้ความรู้สึก เขาปิดลิ้นชัก จากนั้นก็มองเสิ่นหุยที่นั่งอยู่ข้างนอกผ่านทางหน้าต่างที่เปิดอยู่ ทันใดนั้นก็หัวเราะเบาๆ
ผ่านไปสองวันก็เป็นวันที่สิบห้าเดือนสอง หลังกินอาหารเย็นแล้ว เผยไหวกวงก็ให้เสิ่นหุยไปพักผ่อนเอง เพราะเขามีธุระต้องออกไปข้างนอก นางพยักหน้าอย่างเชื่อฟังแล้วเทลูกกวาดรสน้ำผึ้งที่เขาซื้อให้มากินหนึ่งเม็ด
พอเผยไหวกวงพาซุ่นเหนียนออกไปแล้ว เสิ่นหุยก็เรียกอิ๋งเฉินมาหาแล้วถามว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าสุสานในตำบลอยู่ที่ใดบ้าง”
อิ๋งเฉินพูดว่า “อยู่บนเขาซีซาน ตำบลนี้เล็กมาก จึงมีสุสานเพียงแห่งเดียวเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ยามดึกเสิ่นหุยให้ซุ่นซุ่ยไปยกบันไดไม้มา นางเหยียบบันไดไม้ปีนขึ้นไปบนหลังคาอย่างระมัดระวัง
ซุ่นซุ่ยกับอิ๋งเฉินมองอยู่ข้างล่าง บอกให้นางระวังตัวไม่หยุด
เสิ่นหุยที่อยู่บนหลังคานั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตก
พอถึงตอนรุ่งสาง นางก็เห็นเงาร่างของเผยไหวกวงเดินกลับมาจากทางทิศตะวันตกอย่างที่คาดการณ์ไว้
แม้จะอยู่ไกลออกไป แต่เผยไหวกวงก็เห็นเงาร่างของเสิ่นหุยที่นั่งอยู่บนหลังคา เขาจึงเร่งฝีเท้าทันที พอมายืนอยู่ในลานเรือนก็เงยหน้าขึ้นมองนางที่อยู่บนหลังคาแล้วถามขึ้น
“ทรงทำอะไรอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
เสิ่นหุยชี้ไปบนท้องฟ้าแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “นับดาว”
“แล้วทรงนับครบหรือยัง มีทั้งหมดกี่ดวง”
เสิ่นหุยใช้สองมือเท้าคาง “มีเพียงพระจันทร์เต็มดวง ไม่รู้ว่าดวงดาวหายไปที่ใด”
นางอยากจะลงไปแล้ว จึงยืนขึ้นพลางกางแขนเพื่อรักษาสมดุลแล้วก้าวไปด้านข้างทีละนิด
เผยไหวกวงเหลือบตาขึ้นมองเสิ่นหุยที่อยู่ภายใต้แสงจันทร์สลัว แสงจันทร์ที่อ่อนโยนที่อยู่ด้านหลังถึงกับหมองมัวลงกว่าเดิมเพราะนาง
เขาเดินเข้าไปยืนตรงบันไดแล้วประคองนางลงมา เสิ่นหุยมองเผยไหวกวงอยู่นานแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “จั่งอิ้นมีสีหน้าสดชื่นขึ้นมาก ไม่รู้ว่าไปนอนหลับเต็มอิ่มมาจากที่ใด”
เผยไหวกวงไม่ตอบ
เสิ่นหุยดวงตายกโค้ง ครั้งก่อนที่เผยไหวกวงมีสีหน้าสดชื่นเช่นนี้คือเมื่อใด หลังจากที่เขากระอักเลือดติดต่อกันสองครั้งซึ่งเป็นวันถัดมาจากเทศกาลหยวนเซียวหรือวันที่สิบหกเดือนหนึ่ง
และวันนี้ก็คือวันที่สิบหกเดือนสอง
เสิ่นหุยตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องที่นางคิดไปเอง แท้จริงแล้ววันที่สิบห้าของทุกเดือนเผยไหวกวงจะหาเรื่องบางอย่างหลบเลี่ยงออกไป
คงเป็นเพราะวิชามารนั่นกระมัง
เผยไหวกวงพูดช้าๆ ว่า “ช่วงนี้เหนียงเหนียงทรงเหม่อลอยมากขึ้นทุกทีแล้ว”
“อืม พอเติบโตขึ้น เรื่องในใจก็มีมากขึ้นเช่นกัน” เสียงของเสิ่นหุยอ่อนโยน นางเห็นฝุ่นเล็กน้อยติดอยู่บนขนตาของเผยไหวกวง จึงดึงสาบเสื้อของเขาเพื่อให้เขาโน้มกายลงมา อยากจะใช้ปลายนิ้วเขี่ยฝุ่นบนขนตาของเขาออก แต่คิดไม่ถึงว่าจะดึงขนตาของเขาออกมาเสียได้
และสิ่งที่นางคิดว่าเป็นฝุ่นบนขนตาเมื่อครู่นั้นคือแสงเงาที่ตกกระทบเท่านั้น
เสิ่นหุยมองดูขนตายาวบนปลายนิ้วขาวเนียนของนางอย่างตกตะลึงแล้วพูดเสียงเบาว่า “ข้า…ข้าไม่ได้ตั้งใจ…”
เผยไหวกวงเหลือบมองคราหนึ่งแล้วจุปาก จากนั้นก็พูดช้าๆ ว่า “ไม่เป็นไร ถือว่าถวายคืนเหนียงเหนียง”
คืนหรือ เสิ่นหุยไม่เข้าใจ
แต่เห็นได้ชัดว่าเผยไหวกวงไม่คิดจะอธิบาย
ยามเที่ยง เสิ่นหุยติดตามเผยไหวกวงเดินทางต่อไป พวกเขาเดินทางไปพลางหยุดไปพลางตลอดทาง เมื่อใกล้ถึงวันที่สิบห้าเดือนสาม เผยไหวกวงก็ทำตามที่เสิ่นหุยคาดการณ์ไว้ เขาหยุดพักในตำบลเล็กๆ แห่งหนึ่งอีกครั้ง
เดินทางรอนแรมมาตลอดทางก็เห็นเพิงขายชาข้างถนน เสิ่นหุยกับเผยไหวกวงจึงลงจากรถม้าไปนั่งในเพิงขายชา คนที่นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ กำลังดื่มสุราพลางวิพากษ์วิจารณ์ก่นด่า
“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าฮ่องเต้จะทรงติดกามโรค! ฮ่องเต้เป็นผู้สูงศักดิ์ ทว่ายังสามารถติดโรคสกปรกเช่นนี้ได้ ได้ยินมานานแล้วว่าพระองค์โปรดปรานหญิงงาม แต่คิดไม่ถึงว่า…”
“เฮ้อ น่าอับอายเสียจริง! ขายหน้าแคว้นต้าฉีของพวกเรายิ่ง!”
“ใช่ ถ้าเรื่องนี้เล่าลือไปถึงแคว้นเล็กแคว้นน้อยอื่นๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาจะหัวเราะเยาะแคว้นต้าฉีของพวกเราอย่างไร!”
“เฮ้อ เรื่องนี้เล่าลือไปไกลนานแล้ว ใครบ้างไม่รู้ แม้แต่เด็กเล็กต่างก็รู้ว่าฮ่องเต้เป็นโรคที่คนชั้นต่ำเท่านั้นที่เป็นได้…”
“เฮ้อ…”
เจ้าของเพิงทำหน้าอมทุกข์ พูดขอร้องเสียงเบา “นายท่านทั้งหลายโปรดระวังคำพูดด้วย!”
“ถุย! ระวังคำพูดอะไรกัน! ตอนนี้ใครบ้างไม่วิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องนี้!”
เสิ่นหุยตกใจอย่างยิ่ง นางพยายามสะกดกลั้นความตื่นตกใจ มองไปทางเผยไหวกวง
“เอาสุรามา” เผยไหวกวงพูด
ปกติเผยไหวกวงดื่มสุราน้อยครั้งมาก
ยามนี้เขากำลังยิ้มอยู่ ในดวงตาสีดำเข้มแทบจะมีความสุขอย่างบ้าคลั่ง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 11 เม.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.