บทที่ 87
เสิ่นหุยมองดูเผยไหวกวงดื่มสุราหนึ่งถ้วย นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงยกกาสุราขึ้นมารินให้ตนเองเล็กน้อย
เผยไหวกวงเหลือบตาขึ้นมองนางอย่างประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้เสิ่นหุยเคยดื่มเพียงสุราหวานกับสุราผลไม้ดอกไม้หลากชนิด และดื่มเป็นน้ำหวานเท่านั้น สุราฤทธิ์แรงเช่นนี้ ทุกครั้งที่นางได้กลิ่นจะรู้สึกไม่ชอบ
นางไม่กล้ารินมากเกินไป รินเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ลองชิมดูคำเล็กๆ ความเผ็ดร้อนของสุราฤทธิ์แรงทำให้ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือของนางบิดเบี้ยว
เผยไหวกวงหัวเราะแล้วรินสุราให้ตนเองอีกถ้วย
สุราจากเพิงขายชาริมถนนนี้ย่อมไม่ใช่สุราชั้นดีอยู่แล้ว
เสิ่นหุยใช้เวลานานพอสมควรกว่าความเผ็ดร้อนในปากจะเจือจางลงไป ขณะเดียวกันนางก็รู้สึกถึงความร้อนบางอย่างวนเวียนอยู่ในร่างกายของนาง
สุราทำให้ร่างกายอบอุ่นได้ นี่ไม่ใช่เรื่องโกหกจริงๆ
นางกลัวความหนาวมาตั้งแต่เด็ก ความร้อนที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้นางรู้สึกสบายตัวขึ้นเล็กน้อย
เสิ่นหุยรินสุราให้ตนเองอีกถ้วย นางถือถ้วยสุราแล้วชนถ้วยในมือของเผยไหวกวงเบาๆ ก่อนดื่ม
“เหตุใดถึงทรงอยากเสวยสุราเล่าพ่ะย่ะค่ะ” เผยไหวกวงมองนาง
เสิ่นหุยฝืนกลืนสุราชั้นเลวลงไปเป็นคำที่สอง ทำท่าผ่อนคลายสักครู่แล้วพูดว่า “ก็แค่อยากลองดูเท่านั้น”
คนเราหากทำตามระเบียบกฎเกณฑ์อยู่เสมอ อยู่ในกรอบตลอดเวลา ย่อมเป็นเรื่องน่าเบื่อไม่น้อย ก่อนหน้านี้เพราะนางสุขภาพไม่ดีจึงทำหลายเรื่องไม่ได้ และเพราะถูกเลี้ยงดูอยู่ที่เรือนชั้นในจนเคยชินกับกฎระเบียบแล้ว แต่เมื่อมีโอกาสนางก็อยากให้ชีวิตของตนเองมีข้อยกเว้น ใหญ่บ้างน้อยบ้างก็ยังดี
สามีภรรยาหนุ่มสาวในชุดสีแดงคู่หนึ่งเดินผ่านมา นั่งลงดื่มชาที่แผงขายชาแล้วจะเดินทางต่อไป คนในสถานที่เล็กๆ แห่งนี้ต่างรู้จักกันหมด คนที่นั่งโต๊ะข้างๆ ก่อนหน้านี้ยังคงวิพากษ์วิจารณ์อย่างโกรธเคืองเกี่ยวกับฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แต่พอเห็นสองสามีภรรยาแล้วก็หัวเราะพูดหยอกล้อทันที
“กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมพร้อมภรรยาหรือ”
“ซานจู๋ ดูเจ้าเถิด นั่งติดภรรยาเจ้าเชียว ดวงตาถลนแทบจะกระเด็นใส่ภรรยาเจ้าแล้ว รู้สึกเจ็บแทนจริงๆ!”
“ไปๆๆ ไปให้พ้น ภรรยาที่ข้าใช้เกี้ยวใหญ่แปดคนหามแต่งกลับไปชอบเช่นนี้ พวกเจ้ามีปัญหาหรือไร!” บุรุษที่ชื่อซานจู๋กอดเอวภรรยาไว้แน่นทันที ไม่เขินอายหลบสายตาใครสักนิด เขียนความชอบที่เขามีต่อภรรยาตนเองไว้บนใบหน้าอย่างเปิดเผย
แต่ภรรยาของเขากลับทนฟังไม่ไหว ก้มหน้าลงอย่างเขินอายแล้วผลักเขาออก
กลุ่มคนที่พูดหยอกล้อส่งเสียงหัวเราะรู้ว่าเจ้าสาวหน้าบาง จึงไม่หยอกล้ออีก เปลี่ยนไปพูดกันเรื่องทั่วไป
เสิ่นหุยเลื่อนสายตากลับมา นิ้วมือจับถ้วยสุราหมุนเล่นช้าๆ สุราที่ยังเหลืออยู่เล็กน้อยในถ้วยสุราหมุนตามเบาๆ
เผยไหวกวงไม่เคยทำเช่นนี้กับนางมาก่อน
ไม่ใช่ว่าเผยไหวกวงคิดจะซ่อนเร้นหรือกักตัวนางไว้ เสิ่นหุยรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่หลบเลี่ยงที่จะให้คนนอกรู้ถึงความสัมพันธ์นี้ คนที่กังวลว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาจะถูกเปิดเผยต่อหน้าฝูงชนไม่ใช่เขา แต่เป็นนาง
แต่ว่าเผยไหวกวงไม่เคยใช้สายตาที่เต็มไปด้วยความรักเช่นนั้นมองนางมาก่อน และไม่เคยโอบกอดนางอย่างสนิทสนมเช่นกัน เขามักจะสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย เหยียดเอวหลังตรงอยู่ตลอด แม้แต่ดวงตาก็ยังเย็นชาและใสกระจ่าง
จะพูดอย่างไรดีเล่า ก่อนหน้านี้ตอนที่ทั้งสองคนใกล้ชิดกัน รายละเอียดมากมายถูกเสิ่นหุยมองข้ามไป แต่ครั้งก่อนที่หอเซียงมี่ นางดื่มยาของแม่เล้าแล้วสติรับรู้ชัดเจนเป็นพิเศษ ท่ามกลางเสียงน้ำไหลริน ยามนางซุกใบหน้าที่เห่อแดงลงบนแผ่นอกของเขาก็บังเอิญประสานเข้ากับดวงตาของเขาพอดี
ดวงตาสีเข้มของเขาอ่อนโยนกว่าปกติเล็กน้อย แต่ยังคงใสกระจ่างดังเดิม
เสิ่นหุยยกถ้วยสุราขึ้นอย่างครุ่นคิด แต่ข้อมือกลับถูกเผยไหวกวงจับไว้ เขาพูดว่า “หากทรงอยากลองเสวยสุรา ไปถึงหอสุราในตำบลแล้วค่อยดื่ม สุรานี้ชั้นเลวเกินไป”
“ได้” เสิ่นหุยวางถ้วยสุราในมือลงแล้วยิ้มให้เขาอย่างเชื่อฟัง
วันนี้เป็นวันที่สิบสามเดือนสาม เสิ่นหุยรู้ว่าพวกเขาต้องพักอยู่ที่นี่จนผ่านพ้นวันที่สิบห้าไปแล้ว อย่างเร็ววันที่สิบหกจึงจะออกเดินทางต่อไปได้
ทางด้านสำนักบูรพา หวังไหลกำลังก้มหน้าเขียนจดหมายรายงานเหตุการณ์แก่เผยไหวกวง
ตอนที่จู้อ๋องกับคุนอ๋องมีใจคิดสังหารเผยไหวกวง เผยไหวกวงก็รู้เรื่องนี้แล้ว แต่เขากลับปล่อยไป รอให้สองพี่น้องคู่นี้ร่วมมือกันส่งมือสังหารในยุทธภพมาสังหารตน
แน่นอนว่าการลอบสังหารย่อมล้มเหลว ทำให้คุนอ๋องกับจู้อ๋องว้าวุ่นใจ ยิ่งเผยไหวกวงไม่มีท่าทีตอบสนอง พวกเขาสองคนก็ยิ่งคิดส่งเดช เวลานานเข้าก็ยิ่งควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เวลาเช่นนี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่เผยไหวกวงจะส่งคนเข้าไปยุแยงได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเรื่องที่ฮ่องเต้ติดกามโรคถูกเล่าลือออกไปก็มีคนวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานาว่า
‘อีกไม่นานฝ่าบาทก็จะสวรรคตแล้ว แผ่นดินนี้จะขาดผู้ปกครองไม่ได้’
‘ฮ่องเต้ทรงมีพระโอรสเพียงพระองค์เดียว แต่กลับไม่ได้รับความโปรดปราน ตอนนี้พระชนมายุเพียงสี่พรรษา ยังไม่สามารถทำอะไรได้’
‘เผยไหวกวงนั่นต่อให้มีความสามารถล้นฟ้า แต่ไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ ทั้งยังเป็นขันที ถูกกำหนดแล้วว่าขึ้นเป็นฮ่องเต้ไม่ได้ ส่วนเยวี่ยอ๋องก็อ่อนแอขี้โรค ตอนนี้คู่ต่อสู้ที่สำคัญที่สุดคือ…’
เมื่อเป็นเช่นนี้จู้อ๋องกับคุนอ๋องย่อมคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีในการแย่งชิงบัลลังก์กัน
หวังไหลวางพู่กันลง เป่าลมที่หมึกบนจดหมาย พอหมึกแห้งแล้วก็ม้วนจดหมายใส่ลงในกระบอกจดหมาย ผูกติดเท้าของพิราบแล้วปล่อยให้มันบินไป
ก่อนที่หวังไหลจะเขียนจดหมายฉบับนี้ จู้อ๋องกับคุนอ๋องดูเหมือนจะส่งคนไปลงมือกับอีกฝ่ายในเวลาเดียวกัน
เผยไหวกวงอำนวยความสะดวกให้ท่านอ๋องทั้งสองอย่างเงียบๆ ให้พวกเขาได้พบยอดฝีมือในยุทธภพที่ล้ำเลิศไม่เคยทำงานพลาดมาก่อน
ในเมื่อพวกเขาอยากเอาชีวิตของพี่น้องของตนเองถึงเพียงนั้น เผยไหวกวงที่มีความเมตตาย่อมต้องทำให้พวกเขาสมหวัง
ฝูยาเดินเข้ามา มองดูพิราบบินไปไกลก็เริ่มพูดประจบว่า “จั่งอิ้นอยู่ไกลถึงทางใต้ก็จัดการเรื่องทางนี้เรียบร้อยได้ ช่างคาดการณ์ได้ราวกับเทพ คมอาวุธไม่ต้องเลือดสักนิด! ยุแยงความสัมพันธ์ของท่านอ๋องทั้งสองได้สำเร็จ แต่ต่อให้ล้มเหลวก็ตัดเรื่องยุ่งยากไปได้ไม่น้อย! อาศัยแค่มือของท่านอ๋องทั้งสองเท่านั้น ฉลาดยิ่งนัก!”
หวังไหลรู้สึกว่าการประจบของรองผู้บัญชาการสำนักบูรพาไม่ถูกต้อง
จั่งอิ้นเป็นคนที่กลัวความยุ่งยากหรือ ไม่สักนิด บางครั้งจั่งอิ้นก็กระตือรือร้นเรื่องการสังหารคนอย่างยิ่ง เมื่อต้องการสังหารใคร อีกฝ่ายไม่เคยกลัวความยุ่งยากมาก่อน และไม่กังวลที่จะยืมมือคนอื่นสังหารด้วย
เจตนาของจั่งอิ้นเกรงว่าคงอยากให้ท่านอ๋องทั้งสองที่เป็นพี่น้องกันฆ่าฟันกันเอง ส่วนตัวเขาก็ชื่นชมการฆ่าฟันกันเองของพี่น้องโดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง
“ทำงานที่นี่เสร็จแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางไปเมืองกวนหลิง” หวังไหลพูด
ฝูยาพยักหน้า สายตาของเขาเลื่อนไปหยุดที่มือซ้ายของหวังไหล กระแอมกระไอเบาๆ แล้วพูดว่า “หวังไหล อย่าถือโทษข้าเลย”
หวังไหลหัวเราะแล้วพูดว่า “รองผู้บัญชาการพูดล้อเล่นแล้ว เดิมทีเป็นข้าที่ไม่ได้จัดการงานให้ดี ท่านให้ความเมตตาเป็นพิเศษแล้ว”
ฝูยาตบไหล่ของหวังไหลเบาๆ
หวังไหลเข้าใจดีว่าการลงโทษของสำนักบูรพานั้นเข้มงวดอย่างยิ่ง หากทำตามความต้องการของเผยไหวกวงในวันนั้น ลงโทษตามระเบียบ เขาคงไม่เหลือแขนซ้ายด้วยซ้ำ ถูกตัดนิ้วมือทิ้งเพียงสามนิ้ว เพราะฝูยาเห็นแก่ที่หวังไหลเรียกเผยไหวกวงว่า ‘บิดาบุญธรรม’
หลายปีก่อนขันทีรุ่นเล็กที่เรียกเผยไหวกวงว่าบิดาบุญธรรมมีไม่น้อย แต่คนเหล่านั้นไม่รู้ไปอยู่ที่ใดกันหมดแล้ว ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ก็ยังไม่แน่ชัด ในจำนวนบุตรบุญธรรมของเผยไหวกวงจึงเหลือหวังไหลเพียงคนเดียว ฝูยาย่อมต้องผ่อนปรนให้บ้าง
หวังไหลออกจากสำนักบูรพาไปร้านค้าที่ไปประจำเพื่อซื้อขนมถั่วเขียวมากิน เขาไม่ชอบกินขนมถั่วเขียว แต่ซย่าชั่นจูชอบ ทั้งสองคนอยู่ห่างกันไกลกันเพียงนั้น ต่อให้เขาลงแส้เร่งม้าเร็วเพียงใดก็ซื้อไปให้นางไม่ได้ ดังนั้นจึงกินเอง ถือว่านางได้กินแล้วเช่นกัน
เขาเดินผ่านแผงขายของข้างทางแผงหนึ่ง บนรถลากวางของใช้สตรีไว้จำนวนหนึ่ง เขามองไปก็เห็นสร้อยข้อมือลูกปัดสีแดงหนึ่งเส้น มีจี้ห้อยเป็นรูปพริกสีแดงอันเล็ก เขาลองลูบดู พอแน่ใจแล้วว่าปลายของพริกอันเล็กจะไม่บาดข้อมือจึงซื้อกลับมา
ไม่ใช่ของที่มีราคา แต่เขารู้สึกว่ามันเหมาะกับซย่าชั่นจู นางน่าจะชอบเช่นกัน
หวังไหลกลืนขนมถั่วเขียวคำสุดท้ายลงไป เก็บสร้อยข้อมือแล้วพลิกตัวขึ้นหลังม้า ลงแส้เร่งม้าตลอดทางไปเมืองกวนหลิง
เผยไหวกวงกลับมาถึงเรือนในช่วงบ่าย เขาเห็นเสิ่นหุยนั่งหันข้างอย่างเกียจคร้านอยู่บนม้านั่งยาวใต้ชายคา เอนกายพิงราวกั้น นางสวมชุดกระโปรงสีฟ้านวลเนื้อนุ่ม งอขาข้างหนึ่งเล็กน้อยเหยียบอยู่บนม้านั่งยาว เผยให้เห็นเท้าที่สวมเพียงถุงเท้าแพร ไม่รู้ว่าเพราะกลัวจะต้องลมเย็นจนเป็นหวัดใช่หรือไม่ นางจึงหยิบชุดคลุมสีแดงของเขามาคลุมไว้ตรงเอวด้านหน้า
นางคงเพิ่งอาบน้ำเสร็จ จึงมานั่งที่นี่รอให้ผมยาวราวเส้นไหมของนางแห้งสนิท
นางถือหนังสืออยู่ในมืออ่านอย่างจดจ่อยิ่ง แม้เผยไหวกวงเข้ามาใกล้ก็ยังไม่รู้ตัว
เมื่อเผยไหวกวงเดินเข้ามาใกล้กว่าเดิม จึงพบว่าบนม้านั่งยาวข้างกายเสิ่นหุยยังวางสุราไว้หนึ่งไหเล็กอีกด้วย
ผมดำปอยหนึ่งห้อยลงมา ตกลงบนหนังสือในมือของเสิ่นหุย นางจึงยกมือขึ้นจับปอยผมไปทัดไว้หลังใบหู จากนั้นก็คลำหาไหสุราใบเล็กข้างกายแล้วยกขึ้นดื่มหนึ่งคำ
ความเผ็ดร้อนของสุรากระจายไปทั่วปาก เสิ่นหุยหรี่ตาลงเล็กน้อยเหมือนจะดื่มด่ำกับรสหอมหวาน จากนั้นก็วางไหสุราเล็กลงแล้วพลิกหน้าหนังสือ
ทว่านี่เป็นหน้าสุดท้ายแล้ว ไม่มีหน้าอื่นอีกแล้ว
เสิ่นหุยมองดูหน้ากระดาษที่ว่างเปล่า รู้สึกงุนงงเล็กน้อย พอได้สติกลับมาจากบทละครก็พบว่าเผยไหวกวงยืนมองนางอยู่ใต้ชายคานานเพียงใดก็ไม่รู้
นางยิ้มจนดวงตายกโค้งด้วยความเขินอายเล็กน้อย “ท่านกลับมาเมื่อใด”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์สุราหรือไม่ สองตาของนางจึงไม่แจ่มใสไร้เดียงสาเช่นเคย แต่ดูสะลึมสะลือง่วงงุน
“เพิ่งกลับมาพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าอ่านบทละครกำลังสนุก แต่กลับไม่มีต่อเสียแล้ว ท่านไปที่ร้านขายหนังสือกับข้าหาเล่มที่สองด้วยกันได้หรือไม่”
ตอนที่เสิ่นหุยเพิ่งมาถึงตำบลนี้ก็ตกใจอย่างยิ่งที่พบว่าแม้ที่นี่จะเล็กมาก แต่มีร้านขายหนังสือเก่าแก่อยู่ร้านหนึ่ง ในร้านมีหนังสืออยู่ไม่น้อย
เผยไหวกวงส่งเสียงตอบรับแล้วยอบกายนั่งลงตรงหน้าเสิ่นหุย จับข้อเท้าของนาง ใช้ฝ่ามือลูบถุงเท้าแพรของนางให้เรียบแล้วสวมรองเท้าให้
เสิ่นหุยหาเล่มที่สองของบทละครที่อ่านในวันนี้พบแล้ว และซื้อเพิ่มเติมอีกสองสามเล่ม นางคิดว่าอีกไม่นานก็จะถึงเมืองกวนหลิงแล้ว ควรเตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้คนข้างกาย จึงดึงตัวเผยไหวกวงไปเดินดูร้านค้าอื่นๆ อีก
น่าเสียดายว่าของที่ขายในตำบลนี้ไม่มีอะไรเข้าตา เสิ่นหุยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“ก่อนลงเรือต้องผ่านสถานที่เจริญรุ่งเรืองหลายแห่ง ถึงตอนนั้นค่อยเลือกของให้นางกำนัลของพระองค์ก็ได้” เผยไหวกวงพูดขึ้นทันใด
เสิ่นหุยมองเขาด้วยความตกใจเล็กน้อย ตอนที่นางดึงตัวเผยไหวกวงไปเดินดูร้านค้าไม่ได้พูดอะไรทั้งสิ้น แต่เขากลับเดาได้ว่านางอยากจะซื้อของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้คนข้างกาย
“ได้”
ทั้งสองคนไม่ได้กลับไปทันที แต่ไปที่ร้านยาแห่งหนึ่ง
แม้ว่าสุขภาพของเสิ่นหุยจะดีขึ้นมากกว่าตอนเด็ก แต่นางยังคงต้องกินยาอยู่เป็นระยะ ปกติแล้วคนข้างกายจะเป็นคนไปซื้อยา แต่ในวันนี้บังเอิญผ่านทาง นางจึงไปซื้อยาด้วยตนเอง
ตอนกำลังจะจากไป เสิ่นหุยบังเอิญเหลือบไปเห็นหนังสือที่หลงจู๊ร้านยาอ่านอยู่ หนังสือนั้นมีชื่อว่า ‘บันทึกไข้รากสาดน้อยของฟั่นลู่’
อวี๋จั้นตามหาหนังสือเล่มนี้มานานแล้ว!
เสิ่นหุยรู้สึกยินดี จึงรีบถามว่า “หลงจู๊ ขายหนังสือเล่มนี้ให้ข้าได้หรือไม่”
หลงจู๊ส่ายหน้ารัวเร็ว “ไม่ได้ๆ ให้เงินเท่าใดก็ไม่ขาย นี่เป็นหนังสือที่บิดาข้าทิ้งไว้ให้ข้า ให้ข้าได้ศึกษาดีๆ เถิด”
หนังสือเล่มนี้หายากมาก ได้ยินหลงจู๊พูดเช่นนี้ เสิ่นหุยก็ครุ่นคิดสักครู่แล้วพูดว่า “หลงจู๊ ท่านให้ข้ายืมสักสองวันได้หรือไม่ อีกสองวันข้าจะนำมาคืนแน่นอน!”
หลงจู๊ร้านยาไม่ใช่คนใจแคบ ได้ยินเสิ่นหุยพูดเช่นนี้ย่อมต้องตกลง พร้อมกำชับนางซ้ำๆ ว่าต้องนำมาคืน
เสิ่นหุยไม่อยากบังคับฝืนใจใคร ดังนั้นนางจึงตัดสินใจจะคัดลอกหนังสือเล่มนี้แล้วนำไปให้อวี๋จั้น
“แน่นอนอยู่แล้ว! ขอบคุณหลงจู๊มาก!” เสิ่นหุยยิ้มดวงตายกโค้ง พูดขอบคุณอย่างจริงใจ
เผยไหวกวงกวาดตามองใบหน้ายิ้มแย้มดวงตายกโค้งของเสิ่นหุยคราหนึ่ง
หลังจากที่เผยไหวกวงส่งเสิ่นหุยกลับไปแล้วก็ออกไปอีกครั้ง มีคนที่เขาต้องสังหารอีกหลายคน
เสิ่นหุยนั่งตรงหน้าต่าง รีบคัดลอกหนังสือ ‘บันทึกไข้รากสาดน้อยของฟั่นลู่’ อย่างไรเสียก็เป็นหนังสือที่ยืมมา นางอยากรีบคืนโดยเร็ว ยิ่งไปกว่านั้นนางก็ไม่ได้อยู่ที่นี่นานนัก
เสิ่นหุยคัดลอกอยู่นานจนกระทั่งกลางดึก ระหว่างนั้นบางครั้งรู้สึกเหนื่อยหรือเมื่อยข้อมือก็จะดื่มสุราเล็กน้อย
พูดไปก็แปลก นางไม่เคยดื่มสุรามาก่อน แต่หลายวันมานี้ได้ดื่มสุรา ได้ลิ้มรสความงดงามของสุราฤทธิ์แรง โดยเฉพาะความอบอุ่นจากมัน มักจะทำให้นางรู้สึกสบายตัวอย่างยิ่ง
สำหรับความรู้สึกมึนเมาเล็กน้อยนั้นก็ไม่เลวเช่นกัน
เผยไหวกวงกลับมาตอนปลายยามจื่อ
เมื่อเห็นเขากลับมา เสิ่นหุยก็หยุดคัดลอก ลุกขึ้นไปรับเขา จับมือเขาอย่างเป็นธรรมชาติแล้วถามว่า “ท่านกินอะไรมาหรือยัง อยากกินอะไรหรือไม่ หรือจะพักผ่อนเลย”
เผยไหวกวงเหลือบมองพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกบนโต๊ะที่ยังไม่ได้เก็บแล้วเหลือบมองสองแก้มของเสิ่นหุยที่ขึ้นสีแดงเล็กน้อย
บทที่ 88
“กินแล้ว” เผยไหวกวงวางพัดพับในมือลง มองหนังสือบนโต๊ะอีกคราหนึ่ง จากนั้นก็หันกายเดินไปที่ห้องเวจ ตอนเขากลับมาเสิ่นหุยก็เปลี่ยนไปใส่ชุดนอนแล้ว นางคุกเข่านั่งอยู่บนเตียง เอนกายไปดึงม่านเตียงลงมา
เผยไหวกวงมองหนังสือ ‘บันทึกไข้รากสาดน้อยของฟั่นลู่’ บนโต๊ะเล่มนั้นอีกครั้ง เห็นว่าหนังสือพลิกไปหนึ่งหน้าก็รู้ว่าตอนที่เขาไปห้องเวจ เสิ่นหุยได้คัดลอกไปอีกครึ่งหน้า
เขาหันหน้ามาแล้วเดินไปที่เตียงนอน
ม่านเตียงถูกปล่อยลงมาแล้ว เสิ่นหุยใช้มือสอดมุมม่าน กำลังรอเขาอยู่ นางหลุบตาลง อ้าปากหาวเบาๆ เห็นได้ชัดว่าง่วงนอนแล้ว
เผยไหวกวงเก็บคำพูดที่อยากจะพูดกลับลงไป เขาดับไฟแล้วขึ้นไปบนเตียง แต่เพิ่งขึ้นไป เสิ่นหุยก็อ้าปากหาวอีกครั้ง นอนลงขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม
อากาศค่อยๆ อุ่นขึ้น เสิ่นหุยกลัวความหนาว ด้วยความเคยชินนางจึงยังไม่ได้ใส่ชุดนอนที่บางกว่านี้ แต่พอหลับสนิทแล้ว ร่างกายกลับเริ่มรู้สึกร้อน นางจึงคลายสาบเสื้ออย่างสะลึมสะลือ
เมื่อตื่นมาในวันรุ่งขึ้น เสิ่นหุยก็พบว่าเสื้อตัวบนของตนเองไม่รู้ว่าเปิดออกได้อย่างไร แม้แต่เสื้อตัวในก็ยังเบี้ยวเล็กน้อย นางจึงรีบจัดเสื้อตัวในที่เบี้ยวอยู่ให้ตรง จากนั้นก็มองไปยังเผยไหวกวงที่นอนอยู่ข้างกาย
เมื่อคืนนอนดึกมาก ตอนนี้สายมากแล้ว คิดไม่ถึงว่าเผยไหวกวงจะยังไม่ตื่น เสิ่นหุยมองใบหน้าตอนหลับของเขาอย่างเงียบๆ
จู่ๆ นางก็นึกถึงสามีภรรยาหนุ่มสาวที่พบตอนเพิ่งมาถึงตำบลนี้
เสิ่นหุยยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า พลิกหาชุดฤดูใบไม้ผลิ นางหยิบชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีแดงออกมา เอามาทาบไว้ที่ร่างแล้วถามอิ๋งเฉิน
“งามหรือไม่”
อิ๋งเฉินพูดว่า “ฮูหยิน ซุ่นซุ่ยบอกว่าท่านกลัวความหนาว จะต้องความเย็นจนเป็นหวัดไม่ได้ ยังใส่ชุดฤดูใบไม้ผลิไม่ได้นะเจ้าคะ”
“ไม่หนาวแล้ว” เสิ่นหุยหอบชุดกระโปรงผ้าโปร่งออกมา ตั้งใจที่จะใส่อย่างแน่วแน่
นางถามอีกครั้ง “อิ๋งเฉิน เจ้าเกล้าผมแบบที่ซับซ้อนสักนิดได้หรือไม่”
อิ๋งเฉินส่ายหน้าอย่างเขินอายแล้วพูดเสียงเบาว่า “อิ๋งเฉินทำไม่เป็นเจ้าค่ะ”
อิ๋งเฉินทำไม่เป็น แต่ซุ่นซุ่ยทำเป็น
ซุ่นซุ่ยยิ้มจนเห็นฟันเขี้ยวคู่นั้น “ฮูหยินวางใจได้ขอรับ! ซุ่นซุ่ยไม่มีความสามารถอื่นใด แค่มีสองมือที่พอมีฝีมืออยู่บ้าง!”
อิ๋งเฉินยืนอยู่ด้านข้าง ยืดคอมองดูอย่างละเอียด ในใจคิดว่าตนเองต้องฝึกทำให้เป็นจึงจะดี
เสิ่นหุยให้ซุ่นซุ่ยเกล้าผมทรงโหนอาชา ผมดำขลับห้อยลงมาด้านข้างราวกับดอกกุหลาบโน้มกิ่งลงมา
นางอายุน้อย ใบหน้าอ่อนเยาว์ โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสา นอกจากเข้าร่วมพิธีทางการสวมชุดหงส์จึงจะเกล้ามวยสูง ปกติแล้วจะไม่เกล้ามวยผมเช่นนี้
เสิ่นหุยเลือกดูในกล่องเครื่องประดับอยู่ครู่หนึ่ง ตอนนางจากมาไม่ได้นำอะไรติดตัวมาด้วย เครื่องประดับในกล่องนางล้วนซื้อไว้ระหว่างทาง แน่นอนว่าของที่ร้านขายเครื่องประดับระหว่างเมืองที่ผ่านย่อมไม่สามารถเทียบกับในเมืองหลวงได้ เครื่องประดับในกล่องนี้จึงมีไม่มาก
เสื้อผ้าของเผยไหวกวงก็มีไม่มากเช่นกัน ทั้งยังมีไม่กี่สี มีเพียงสีฟ้านวล สีแดงเข้ม สีน้ำเงินเข้ม และสีดำ ที่มีมากที่สุดคือสีแดงเข้ม เขาน่าจะชอบสีแดงกระมัง
เสิ่นหุยเลือกเครื่องประดับที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นครู่หนึ่ง จึงฝืนใจเลือกเครื่องประดับรูปบุปผาฝังทับทิมสีแดงส่งให้ซุ่นซุ่ย ให้เขาปักไว้บนผมของนาง
เสิ่นหุยเปิดกล่องเครื่องประทินโฉม ส่องคันฉ่องแล้วประทินโฉมด้วยตนเอง
“ฮูหยินงดงามจริงๆ!” อิ๋งเฉินมองอย่างตกตะลึง นางเคยชมความงามโดดเด่นของเสิ่นหุยหลายครั้ง พอเห็นอีกฝ่ายประทินโฉม คิดไม่ถึงว่าจะเป็นความงามที่มีเสน่ห์อีกแบบหนึ่ง
เสิ่นหุยมองดูตนเองในคันฉ่อง แต่กลับไม่ค่อยพอใจนัก นางถามเสียงเคร่งเครียดว่า “ยังดูอายุน้อยมากอยู่หรือไม่”
อิ๋งเฉินตกใจ ยังมีสตรีที่ไม่ชอบให้ตนเองดูอายุน้อยอีกหรือ
เสิ่นหุยวางไต้เขียนคิ้วลง รู้สึกไม่ชอบใจเล็กน้อย นางอ่านบทละครมาหลายเล่ม นางจิ้งจอกที่เชี่ยวชาญการใช้กลยุทธ์หญิงงามในเรื่องล้วนเป็นหญิงที่งดงามมีเสน่ห์เพียงใด
เสิ่นหุยถามอีกว่า “ก่อนเขาออกไปได้บอกหรือไม่ว่าจะกลับมาเมื่อใด”
อิ๋งเฉินไม่รู้ แต่ซุ่นซุ่ยรู้ เขาพูดว่า “นายท่านสั่งก่อนออกไปว่าเขาจะกลับมาในยามค่ำ ฮูหยินไม่ต้องรอกินอาหารเย็นพร้อมเขาขอรับ”
เสิ่นหุยพยักหน้า รู้สึกโล่งอก สามารถใช้ช่วงตอนที่เผยไหวกวงไม่อยู่คัดลอก ‘บันทึกไข้รากสาดน้อยของฟั่นลู่’ เล่มนั้นให้เสร็จแล้วคืนให้แก่หลงจู๊ร้านยา นางไม่อยากให้เผยไหวกวงรู้ว่านางคัดลอกให้อวี๋จั้น
เผยไหวกวงกลับมายามค่ำ เขาไปล้างกลิ่นคาวเลือดที่เหม็นคลุ้งทั่วร่างที่ห้องเวจก่อนแล้วกลับไปที่ห้อง
ตอนเขากลับมาถึงห้อง เสิ่นหุยกำลังเอนกายบนตั่งยาวอย่างเกียจคร้าน ถือหนังสือเล่มหนึ่งไว้ในมือ กระโปรงผ้าโปร่งสีแดงราวดอกกุหลาบเบ่งบานอยู่บนตั่งยาว เท้าขาวเรียวเล็กโผล่ออกมาจากใจกลางดอกไม้ รวมถึงข้อเท้าขาวราวหิมะด้วย ผ้าคลุมไหล่สีไม้จันทน์แดงพาดอยู่บนวงแขน ปลายข้างหนึ่งวางอยู่บนขา ปลายอีกข้างห้อยลงมาระกับพื้น
“ท่านกลับมาแล้วหรือ” เสิ่นหุยหันหน้ากลับมา ใบหน้าภายใต้แสงไฟช่างงดงามสดใส นางกรีดหางตาด้วยสีแดง สองแก้มขึ้นสีแดงเล็กน้อยจากฤทธิ์สุรา
เผยไหวกวงเดินเข้าไปหา ดึงชายกระโปรงของนางลงมาคลุมข้อเท้าขาวและเท้างามของนาง เขาหยิบกาสุราบนโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กข้างกายเสิ่นหุยขึ้นมาเขย่าเบาๆ
“เหตุใดช่วงนี้ถึงเสวยสุราบ่อยเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ” แววตาของเผยไหวกวงมองสำรวจใบหน้าของเสิ่นหุยอีกครั้ง “ทรงเมามายแล้วหรือ”
เสิ่นหุยพยักหน้าช้าๆ หนังสือเลื่อนหลุดมือไป นางชะงักไปครู่หนึ่งแล้วก้มลงหยิบหนังสือที่หล่นอยู่บนพื้น การเคลื่อนไหวของนางเผยให้เห็นร่องลึกใต้กระดูกไหปลาร้าที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดกระโปรงเกาะอกสีแดงรางๆ
การเคลื่อนไหวของนางเชื่องช้าอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางเหมือนเมามายอยู่หลายส่วน
เสิ่นหุยเก็บหนังสือขึ้นมา ไม่ได้อ่านต่ออีก เพียงวางไว้ด้านข้าง จากนั้นนางก็ค่อยๆ เหลือบตาขึ้น ดูมีเสน่ห์ขึ้นหลายส่วน มองหน้าเผยไหวกวงอย่างเงียบๆ
ความหมายของการเชิญชวนนั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำพูด
ตอนนางยังไม่ประสีประสารู้สึกละอายใจ เผยไหวกวงพูดประชดประชันนางไม่น้อยว่าอายุน้อยแต่กลับมีอารมณ์ใคร่มาก ตอนนี้นางแต่งตัวงดงามเชิญชวน เผยไหวกวงกลับนิ่งเงียบ
ทว่าจู่ๆ เผยไหวกวงก็อมยิ้ม ยื่นมือมาหา คนร่างนุ่มนิ่มโผเข้ามากอดเขาทันที เสิ่นหุยเมามายเล็กน้อย จุมพิตดวงตาของเขาด้วยความมึนงง ขณะจับมือเขามาถอดเสื้อผ้าให้นางก็จุมพิตริมฝีปากของเขาที่เย็นเล็กน้อยไปด้วย
เผยไหวกวงหลุบตาลงจ้องมองเสิ่นหุย เขาตอบสนองตามการกระทำของนาง และไม่เพียงแค่ตอบสนองเท่านั้น เขามักจะปรนเปรอร่างกายของเสิ่นหุยอย่างครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่องเสมอ
สายตาของเผยไหวกวงเลื่อนไปที่กาสุราบนโต๊ะ ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วนว่าเสิ่นหุยเริ่มดื่มสุราตั้งแต่เมื่อใด
น่าจะตั้งแต่นางเห็นสามีภรรยาหนุ่มสาวที่เพิงขายชาในวันนั้น
ที่เขาคิดว่าครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่อง สำหรับนางแล้วครบถ้วนไม่ขาดตกบกพร่องจริงๆ หรือ เผยไหวกวงมองใบหน้างดงามที่ขมวดคิ้วหลับตาของเสิ่นหุยด้วยสายตาเย็นชา ฟังเสียงหอบเบาๆ ที่ลอดออกมาจากริมฝีปากและไรฟันของนาง
ที่นางต้องการคือสิ่งเหล่านี้หรือ บางทีสิ่งที่นางต้องการคือการมีความสุขกับบุรุษอย่างแท้จริง ความสุขที่เขาไม่สามารถให้นางได้
ในดวงตาสีเข้มของเผยไหวกวงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดง
สติที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเสิ่นหุยทำให้นางอยากลืมตาขึ้นมองเผยไหวกวงในเวลานี้ ขนตาของนางสั่นไหว ลืมสองตาขึ้นช้าๆ แต่เผยไหวกวงกลับยกมือขึ้นก่อน ใช้ฝ่ามือที่เย็นเล็กน้อยปิดตาของนางเอาไว้ ไม่ยอมให้นางเห็นสีแดงที่ผิดปกติในดวงตาของเขา
ขนตาที่สั่นไหววาดไปบนฝ่ามือของเผยไหวกวงอย่างแผ่วเบา ฝ่ามือของเผยไหวกวงชะงักไปชั่วขณะ
เสิ่นหุยรู้สึกหมดแรงขึ้นมาทันใด จากนั้นนางก็ผล็อยหลับไปในอ้อมแขนของเขา
เผยไหวกวงก้มหน้าลง สองตาของเขากลับมาเป็นสีเข้มเย็นเยือกดังเดิม ว่างเปล่าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแล้วจึงอุ้มเสิ่นหุยที่นอนหลับอยู่ในอ้อมแขนเดินไปที่เตียงนอน
ทันทีที่เสิ่นหุยออกจากอ้อมแขนของเผยไหวกวงก็ส่งเสียงอย่างไม่ค่อยสบายตัว เผยไหวกวงสีหน้าไร้ความรู้สึก ใช้หลังนิ้วแตะแก้มของเสิ่นหุยแล้วกระซิบ
“ลองเสวยสุรามากเช่นนั้นอีกทีเถิด”
เสิ่นหุยสูดจมูก ส่งเสียงครางอย่างเศร้าใจ
เผยไหวกวงโน้มกายไปดึงปลายหูของนางเบาๆ แล้วส่งเสียงพูดใส่หูของนาง “เหนียงเหนียงทรงทำอะไร หืม?”
เผยไหวกวงได้ยินคำพูดหนึ่งจากปากของเสิ่นหุยว่า “ล้มเหลว”
เขาใช้มุมปากที่เย็นเล็กน้อยไล้ปลายหูของเสิ่นหุย พูดด้วยเสียงอ่อนโยนแฝงการเค้นถาม “อะไรล้มเหลวหรือ”
“กลยุทธ์หญิงงาม…”
คิ้วเล็กของเสิ่นหุยขมวดเป็นปม รู้สึกจักจี้ใบหู นางขยับหลบอย่างไม่สบายตัว
เผยไหวกวงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดประชดประชันว่า “เหนียงเหนียงทรงคิดว่ากลยุทธ์หญิงงามล้มเหลวแล้วหรือ แล้วต้องเป็นเช่นไรจึงจะถือว่าประสบความสำเร็จ ให้กระหม่อมตัดศีรษะตนเองแล้วใช้สองมือยื่นถวายเหนียงเหนียงใช้เตะเป็นลูกหนังจึงจะถือว่าประสบความสำเร็จในสายตาของพระองค์หรือ”
ปากเล็กสีแดงของเสิ่นหุยเผยอออกเล็กน้อย นางกำลังนอนหลับสบาย
“เจ้าคนตัวเล็กกินดีหมีหัวใจเสือ” เผยไหวกวงจุปากพลางมองเสิ่นหุยคราหนึ่ง จากนั้นก็ดับไฟ ปล่อยม่านเตียงแล้วนอนลงข้างกายนาง
จู่ๆ เสียงคร่ำครวญอย่างเศร้าสร้อยของเสิ่นหุยก็ลอยมาเข้าหูของเผยไหวกวงอีก
“ต้องทำเช่นไรถึงจะทำให้เขามีความสุขมากขึ้นได้บ้าง…”
เผยไหวกวงที่กำลังจัดผ้าห่มชะงัก ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็จัดผ้าห่มอีกครั้งจนเสร็จ ท่ามกลางความมืดเขาหันหน้ามองไปยังเสิ่นหุยที่อยู่ข้างกาย
ที่แท้นางดื่มสุรา เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย เพราะอยากเปลี่ยนเป็นหญิงงามที่งดงามมีเสน่ห์สักนิด เพื่อ…ทำให้ข้าพอใจหรือ
แววตาของเผยไหวกวงอ่อนโยนลง เขาใช้หลังนิ้วไล้ไปตามใบหน้าของเสิ่นหุยอย่างแผ่วเบา
เด็กโง่ เป็นไปไม่ได้
ความปรารถนาเรื่องความรักระหว่างชายหญิง เผยไหวกวงไม่รู้ว่าขันทีคนอื่นมีหรือไม่ แต่สำหรับเขาแล้วไม่เคยมีมาก่อน
เขาดึงมือของเสิ่นหุยมากุมไว้ในฝ่ามือ จ้องมองนางที่นอนหลับสนิทท่ามกลางความมืด
เด็กโง่ หากเจ้าไม่รู้สึกเสียดายก็แล้วไป แต่ว่า…
แววตาของเผยไหวกวงค่อยๆ เศร้าสลด ทั้งยังแฝงความสับสนเล็กน้อย เขากุมมือของเสิ่นหุย กัดปลายนิ้วขาวนุ่มของนางเบาๆ
เด็กโง่ ต่อให้เจ้ารู้สึกเสียดายก็ต้องอดทนไว้เพื่อข้า
หากเจ้าทนไม่ไหวไปลิ้มลองความแปลกใหม่จากชายอื่นก็รอดูว่าข้าจะทุบกระดูกชิ้นเล็กๆ ในร่างกายของเจ้าเป็นพันหมื่นชิ้นแล้วเคี้ยวให้ละเอียดกินลงท้องไปทีละชิ้นอย่างไร
แรงกัดของเผยไหวกวงค่อยๆ เพิ่มขึ้น เสิ่นหุยที่อยู่ในห้วงฝันรู้สึกเจ็บ นางส่งเสียงครางเบาๆ ขมวดคิ้วพลางดึงมือของตนเองกลับไป แต่ไม่ระวังสะบัดถูกปากของเผยไหวกวงเข้า
เผยไหวกวงหัวเราะเบาๆ ปลายลิ้นเลียมุมปากที่ถูกเสิ่นหุยตบ
แม้ว่าเสิ่นหุยกับเผยไหวกวงจะแยกตัวออกมาจากขบวนเรือของฮ่องเต้ แต่ยังคงรักษาความเร็วที่ใกล้เคียงกัน ในช่วงปลายเดือนสามขบวนเรือของฮ่องเต้ก็เข้าจอดเทียบท่าที่ริมฝั่งแม่น้ำของเมืองอันชาง
เมืองอันชางเป็นจุดแวะพักจุดสุดท้ายก่อนไปถึงเมืองกวนหลิง
หลังจากขบวนเรือของฮ่องเต้หยุดพักที่นี่สามสี่วัน เสิ่นหุยกับเผยไหวกวงก็นั่งรถม้ามาถึงที่นี่แล้วเช่นกัน
สถานที่แห่งนี้เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองหรงหยาง เสิ่นหุยคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีในการเลือกซื้อของขวัญให้นางกำนัลข้างกาย นางไม่เพียงจะเลือกซื้อของขวัญให้คนข้างกายเท่านั้น ยังจะเลือกซื้อให้คนในครอบครัวด้วย
เนื่องจากขบวนเรือของฮ่องเต้มาหยุดพักที่นี่ เสิ่นหุยกังวลว่านางกำนัลจะพบนางตอนขึ้นฝั่งมาซื้อของขวัญ จึงติดรอยแผลเป็นไว้บนใบหน้า แสดงเป็นภรรยาอัปลักษณ์อีกครั้ง
เสิ่นหุยกับเผยไหวกวงไปร้านค้าซื้อลูกกวาดมาจำนวนหนึ่งแล้วกลับไปเรือนหลังใหม่ที่เผยไหวกวงเพิ่งซื้อไว้เมื่อครึ่งชั่วยามก่อนหน้านี้ อิ๋งเฉินกำลังเก็บกวาดห้อง ซุ่นซุ่ยกับซุ่นเหนียนต่างไม่อยู่เรือน พวกเขาไปที่ตลาดเพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้ใหม่
เสิ่นหุยเพิ่งนั่งลงพร้อมกับเผยไหวกวง เห็นเงาร่างสีดำเงาหนึ่งวาบผ่านไปก็ตกใจ
เผยไหวกวงกวาดตามองไปอย่างเย็นชา “เดินไม่เป็นหรือ”
คนที่มาจากสำนักบูรพาหน้าซีดเผือด คุกเข่าลงทันที “จั่งอิ้น ขออภัยด้วยขอรับ”
“ว่ามา”
เห็นเผยไหวกวงไม่คิดจะหลบเลี่ยงเสิ่นหุย คนที่มาแจ้งข่าวจึงพูดว่า “วันก่อนฝ่าบาททรงถูกลอบปลงพระชนม์ขอรับ”
เสิ่นหุยมองอย่างตกใจ ใจนึกอยากจะถามหนึ่งประโยคว่า ‘ตายแล้วหรือยัง’
แต่นางรู้ว่าไม่มีทางเป็นเช่นนั้น มิฉะนั้นสถานการณ์ในยามนี้คงไม่สงบเช่นนี้
เพราะขณะที่ฮ่องเต้ถูกลอบสังหารมีคนเอาตัวเข้าขวางกระบี่ช่วยชีวิตไว้ได้ คนที่ช่วยขวางกระบี่ให้ฮ่องเต้ก็คือเซียวมู่
“ใครนะ” เสิ่นหุยคิดว่าคงเป็นคนที่ชื่อสกุลเดียวกัน
แต่จากรายละเอียดตามคนที่มาแจ้งข่าวพูด คนผู้นั้นคือญาติผู้พี่ของเสิ่นหุยอย่างไม่ต้องสงสัย
เสิ่นหุยงุนงง จะเป็นไปได้อย่างไร ญาติผู้พี่มาอยู่ที่เมืองอันชางได้อย่างไร อีกทั้งในใจญาติผู้พี่เกลียดแค้นฮ่องเต้อย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้ได้ยินเขาก่นด่าความโง่เขลาโหดเหี้ยมบ้าตัณหาของฮ่องเต้ไม่น้อย เขาจะช่วยขวางกระบี่ให้ฮ่องเต้ได้อย่างไร
นอกเสียจาก…นี่คือกลยุทธ์ทุกข์กาย
เผยไหวกวงเหลือบมองเสิ่นหุยด้วยสายตาเย็นชา สังเกตทุกความรู้สึกบนใบหน้าของนาง
คนที่มาแจ้งข่าวพูดต่อไปว่า “ฝ่าบาททรงแต่งตั้งคุณชายเซียวขึ้นเป็นผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายแล้วขอรับ”
“เหลวไหล! การแต่งตั้งและปลดขุนนางทำตามใจชอบได้หรือ” เสิ่นหุยถูกการกระทำเหลวไหลของฮ่องเต้ทำให้โกรธเคืองจนทุบโต๊ะ เครื่องมือชงชาบนโต๊ะสะเทือนกระทบกันเสียงดังกังวาน
เผยไหวกวงเอนกายไปด้านข้าง ชาในถ้วยชาบนโต๊ะจะได้ไม่กระเซ็นใส่ร่างเขา เขาพูดช้าๆ ว่า “เป็นก็เป็นไปเถิด แค่ผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายเท่านั้น”
แค่ผู้ช่วยเสนาบดีฝ่ายซ้ายเท่านั้นหรือ เสิ่นหุยเบิกตาโตพลางอ้าปากค้าง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 16 เม.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.