X
    Categories: LOVEMagic Moment... ห้วงปาฏิหาริย์ทดลองอ่านเรื่องเด่นวันนี้

ทดลองอ่านเรื่อง Magic Moment… ห้วงปาฏิหาริย์ บทนำ – บทที่ 4

หน้าที่แล้ว1 of 18

บทนำ

จุดเริ่มต้นแห่งปาฏิหาริย์

ฉึก!

นัยน์ตาสีนิลว่างเปล่าหลุบมองคมดาบซึ่งกรีดแผ่นหลังจนทะลุผ่านอวัยวะชิ้นสำคัญมาถึงหน้าอก ริมฝีปากแย้มรอยยิ้มเย็นชา คล้ายไม่ยินดียินร้ายต่อความตายซึ่งกำลังคืบคลานมาหา

จบแล้วหรือ…

ชีวิตแสนบัดซบของเขา…กำลังจะจบลงแล้วอย่างนั้นหรือ

ชั่วขณะหนึ่งที่ ‘ครีษมายัน’ ไม่รู้ว่าเขาควรจะยินดีที่หลุดพ้นจากชีวิตซึ่งยิ่งนานวันยิ่งทุกข์ตรม หรือแค้นเคืองที่กระทั่งจุดจบของเขา…ยังมาถึงโดยที่ชีวิตนี้ไม่เคยได้พบพานความสุขสมหวังเช่นผู้อื่น น้ำเสียงสั่นพร่าก็ดังขึ้นจากเบื้องหลัง

“ขอโทษ…”

เสียงนั้นช่างคุ้นหูจนต่อให้ไม่หันไปมอง ชายหนุ่มก็รู้ว่าใครคือผู้สังหารตัวเอง

ไม่เป็นไร…

ครีษมายันอยากบอกแบบนั้น อยากบอกให้คนสำคัญที่สุดในชีวิตของเขาได้คลายใจ ว่าเขาไม่ได้โกรธ…ไม่โกรธสักนิดกับการตัดสินใจของนาง

ระหว่างพี่ชายที่โตมาด้วยกันคนนี้…กับแผ่นดินที่นางรักใคร่หวงแหน ‘อัญชิษฐา’ จะเลือกแบบนี้ก็ถูกต้องที่สุดแล้ว

ทว่าแท้จริงแล้วเขาไม่สามารถเอ่ยคำนั้นออกไปได้ ดวงหน้าหล่อเหลาเชิดขึ้นมองผืนฟ้า มองเกล็ดหิมะสีขาวโพลนค่อยๆ ร่วงหล่นลงมา โพรงปากรับรู้ถึงรสสนิมอันคุ้นเคย ริมฝีปากยังคงแย้มรอยยิ้มแม้โลหิตสีสดจะค่อยๆ ไหลทะลักออกมา

“หึ!”

เขาแค่นหัวเราะ เย้ยหยันต่อโชคชะตาของตนเอง

เขาเกิดมาเพื่ออะไรกันนะ

หลายครั้งที่ครีษมายันตั้งคำถามนี้

ใครกันที่กำหนดให้เขาต้องเกิดมาภายใต้ราชวงศ์ธาราธร ดำรงยศสูงเป็นถึงเจ้าชายแห่งเหมันตรนคร ทว่า…กลับไร้สิ้นบิดามารดาคอยปกป้อง ใครกันที่ขีดเขียนให้เขาได้รับความเป็นอยู่อย่างดีที่สุด…แต่มิเคยได้สัมผัสถึงความรักใคร่ห่วงใย มิเคยรู้จักความอบอุ่นของสายใยแห่งครอบครัว

ใครกัน…ที่ทำให้ทั้งชีวิตของเขาได้พบเห็นแต่มิอาจครอบครอง กระทั่งความรัก…กระทั่งคนสำคัญที่สุดในชีวิตนี้ และท้ายที่สุดนางยังเป็นผู้จบชีวิตของเขาอีกด้วย

ใจหนึ่งเหนื่อยล้ากับการต่อสู้แข่งขันมาทั้งชีวิต คิดเพียงอยากหลับตาไปชั่วนิรันดร์ แต่อีกใจ…เปลวเพลิงแห่งความคับแค้นกลับลุกโชน

ถ้าเขาตายแล้วก็ตายไปเถอะ แต่ถ้าเขารอด…ถ้าเขามีโอกาสแม้เพียงครู่เดียวที่ได้เจอกับใครก็ตามที่เล่นตลกกับชีวิตของเขามาตั้งแต่ต้น…

ครีษมายันขออธิษฐาน ขอสาบานว่าถ้าเขามีโอกาสพบกับคนคนนั้น

เขาจะเอาคืน! จะไม่ยอมเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่เพียงผู้เดียวโดยเด็ดขาด!

ในรอยต่อแห่งความเป็นความตายคล้ายครีษมายันจะได้เห็นแสงสว่างจ้าบาดสายตา ก่อนสติสุดท้ายจะดับวูบลง

หญิงสาวซึ่งหัวใจแหลกร้าวจากการกระทำของผู้ชายสองคนที่เธอรักและให้ความสำคัญที่สุดในโลกกระดกเครื่องดื่มสีสวยเข้าปาก ชั่วขณะที่สมองเริ่มมึนเบลอเพราะฤทธิ์ของเครื่องดื่มที่ตัวเองแพ้ ความคิดของนักเขียนสาวก็เริ่มล่องลอย

หรือเพราะเวรกรรมที่เธอทำไว้นะ…

ร่างระหงคว้าขอบเตียงซึ่งนั่งพิงมาพักใหญ่ โซเซไปหยิบแล็ปท็อปขึ้นมาวางบนโต๊ะทำงาน ปลายนิ้วเรียวกดเปิดเครื่อง

ในฐานะนักเขียน เธอคือผู้ลิขิตชะตาชีวิตของตัวละครมากมาย เพื่อให้นิยายสนุก…แน่นอนว่าบรรดาตัวละครทั้งตัวดีและตัวร้ายต้องผจญกับความทุกข์ อุปสรรคนานัปการ มีเรื่องราวให้นักอ่านได้ ‘ลุ้น’ ว่าจะรอดหรือร่วง ผ่านพ้นเรื่องนี้ไปแล้วจะมีอะไรรออยู่ข้างหน้า เมื่อไหร่ที่ตัวละครจะพบเจอกับปลายทางแห่งความสุข

ใช่ ส่วนมากไม่ว่าเรื่องของเธอจะดำเนินมาอย่างดราม่าหนักหน่วงขนาดไหน ทว่าสุดท้ายแล้วเรื่องราวก็จะจบลงอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้ง เหล่าตัวละครผู้ผ่านความทุกข์ทั้งหลายจะได้พบเจอกับความสุข

ยกเว้นแค่ ‘เขา’ คนเดียวเท่านั้น…

การคิดถึงเขาทำให้หัวใจของเธอกระตุกวูบ ‘พันธิตรา’ ซึ่งเริ่มเมามายจากเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์เปิดหาไฟล์ต้นฉบับนิยายที่เธอใช้เวลาอยู่กับมันมานานหลายปี นาน…จนกลายเป็นความรักและความผูกพันที่มีต่อตัวละครตัวหนึ่ง

ตัวละครซึ่งเธอรักมากที่สุด สงสารมากที่สุดและ…รู้สึกผิดด้วยมากที่สุด โดยเฉพาะในตอนที่เธอสังหารเขาด้วยปลายนิ้วของตัวเอง

“ขอโทษนะ” เธอพึมพำเสียงสั่น ดวงตามีน้ำตาเอ่อคลอซึ่งเกิดจากความรู้สึกผิดและจากเรื่องราวทั้งหมดที่อัดแน่นอยู่ภายในใจมาหลายวัน ใบหน้างดงามซีดเซียวพิงซบลงกับแล็ปท็อป ในหัวร่างภาพของชายผู้ที่เธอบรรยายเอาไว้อย่างงดงาม

บุรุษหนุ่มผู้มีรูปลักษณ์สง่างาม และมักจะมีรอยยิ้มประดับใบหน้าอยู่เสมอไม่ว่าจะต้องเจอกับเรื่องอะไร ผู้ชายที่เธอโยนโศกนาฏกรรมชีวิตใส่ตั้งแต่ให้เขาเกิดมามีสายเลือดของสองราชวงศ์ที่ชิงชังกันจนไม่อาจอยู่ร่วมฟ้า

เจ้าชายสูงศักดิ์ผู้เติบโตขึ้นมาอย่างพรั่งพร้อมในทุกสิ่ง ยกเว้นความรักความอบอุ่นจากครอบครัว คนที่ถูกปลูกฝังให้ทำทุกอย่างเพื่อแผ่นดินเกิดและราชวงศ์ธาราธร ถูกสอนให้มองชาวศีตกาลจากราชวงศ์เก่าเป็นกบฏ คนที่พยายามทำทุกทางเพื่อแลกกับการยอมรับ แลกกับความรักใคร่เมตตาเพียงเล็กน้อยจากญาติที่เหลืออยู่ โดยไม่รู้เลยว่า…แท้จริงแล้วเลือดครึ่งหนึ่งในกายเขาคือเลือดของราชวงศ์ศีตกาล เลือดของกลุ่มชนซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ

กว่าจะรู้ตัว…ทั่วทั้งร่างเขาก็แปดเปื้อนด้วยโลหิตของผู้มีเชื้อสายเดียวกับมารดาจนมิอาจลบล้างได้

ยิ่งคิดว่าเธอสาดทุกอย่างใส่เขา…ยกเว้นความสุขสมหวัง การได้รักและครอบครองความรักที่ถวิลหา อีกทั้งบทสรุปสุดท้ายของครีษมายันยังเป็นการตายด้วยน้ำมือของคนที่เขารักที่สุด ต่อให้ทุกอย่างที่พันธิตราทำ…จะทำเพื่อให้คนอ่านทั้งรักและสงสารจนเกลียด ‘ตัวร้าย’ อย่างเขาไม่ลง ทว่าสุดท้าย…เธอก็ผิดต่อเขามากอยู่ดี

ผิด…จนหากมีโอกาสสักครั้ง หากปาฏิหาริย์มีอยู่จริงแค่เพียงชั่วเวลาสั้นๆ…

เธออยากจะคืนทุกอย่างที่ช่วงชิงมาให้กับผู้ชายคนนั้น

แววตารวดร้าวเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด มือเรียวไล้หน้าจอแล็ปท็อปไปมา

“ฉันทำร้ายท่านมากเกินไปจริงๆ ครีษมายัน ฉันอยากไถ่โทษกับท่าน ถ้าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าปาฏิหาริย์อยู่จริง ฉันคงอธิษฐานขอให้ท่านปรากฏตัวตรงหน้า แล้วฉันจะคืนความรัก การยอมรับ ความสุข และรอยยิ้ม จะคืนทุกสิ่งที่พรากไปจากท่านให้ท่านทั้งหมด…จะคืนให้ทั้งหมดเลยจริงๆ”

หลังสิ้นคำอธิษฐานต่อปาฏิหาริย์ที่ไม่มีวันเป็นจริง หญิงสาวก็หลับตาลงและอาจจะหลับไปทั้งอย่างนั้น หากไม่ใช่ว่าเธอได้ยินเสียงคล้ายๆ ว่าแล็ปท็อปกำลังช็อต

เมื่อเธอลืมตาขึ้น หญิงสาวก็ต้องเบิกตากว้าง มองหน้าจอต้นฉบับซึ่งเลื่อนลงไปจนถึงฉากสุดท้ายที่เธอเขียน ‘ฉากการตายของครีษมายัน’ กำลังสั่นไหวไปมาจนมองไม่เป็นตัวอักษร ก่อนจะมีภาพบางอย่างทับซ้อนขึ้นมา

ร่างสูงสง่าของบุรุษรูปงามคนหนึ่งก้มมองดาบทิ่มทะลุอกขวาของตัวเอง เขาค่อยๆ ทรุดลงบนพื้น หยดเลือดสีแดงคล้ำรินรดหิมะสีขาวสะอาด ความหนาวเย็นของช่วงเวลาที่หนาวที่สุดของปี…ยังไม่เย็นเยียบเท่าหัวใจของชายผู้นั้น

เขากำลังจะตาย

ใช่ พันธิตรารู้ว่าเขาจะ ‘ต้อง’ ตาย

หญิงสาวมองเห็นแก้วตาสีนิลว่างเปล่าปราศจากระลอกคลื่นอารมณ์ราวปลดปลงในทุกสิ่ง ก่อนมันจะค่อยๆ ถูกย้อมด้วยความเยาะหยันชิงชัง ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่เขามอบให้ผู้ลงมือสังหารตน แต่มอบให้กับโชคชะตา หรือ…ใครก็ตามที่กำหนดทุกอย่าง

เปรี้ยง!

“กรี๊ดดดด!”

พันธิตราหลับตาหวีดร้องลั่น ตกใจกับเสียงฟ้าผ่าที่ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า ร่างของเธอผงะถอยห่างออกจากโต๊ะทำงานจนเก้าอี้ไถลไปด้านหลัง เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ไฟก็ดับสนิท และมีลมกระโชกแรงอยู่ภายในห้องทั้งที่ประตูหน้าต่างทุกบานถูกปิดสนิท ผ้าม่านเนื้อหนาหนักพลิ้วไหวจนเห็นแสงจากสายฟ้าอีกสาย สะท้อนให้เห็นภาพของผู้ชายคนนั้นที่ ‘หลุด’ ออกมาจากหน้าจอแล็ปท็อปของเธอเหมือนในซีรี่ส์

ผลัก!

ผู้ชายซึ่งควรจะตายอยู่ท่ามกลางหิมะด้วยน้ำมือของผู้หญิงที่เขารักที่สุดร่วงหล่นมาอยู่แทบเท้าเธอ ดาบบนหน้าอกของเขาหายไปแล้ว แม้แต่เลือดก็หยุดไหลแล้ว หากคราบเลือดยังเกาะแน่นบนชุดสีเข้ม ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมองเธอด้วยแววตาแบบเดียวกับเมื่อครู่ น้ำเสียงเย็นเฉียบถูกเอ่ยขึ้นอย่างเนิบช้า

“เจ้าน่ะหรือ…คือผู้โยนโศกนาฏกรรมทั้งหมดเข้ามาในชีวิตข้า”

พันธิตราตัวสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อดีตราชินีแห่งความสมบูรณ์แบบกลืนน้ำลายลงคอ มองผู้ชายที่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืนแล้วก้าวมาหาเธอช้าๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก

และการไม่ตอบของเธอคงกลายเป็นคำตอบสำหรับเขา ชายผู้ไม่เคยได้พบพานความสุขสมหวัง ก้าวเข้าหาผู้ที่พรากทุกสิ่งไปจากตน มือแข็งแรงเปื้อนคราบเลือดยื่นไปข้างหน้า มีจุดหมายอยู่ที่ลำคอระหงบอบบาง ดวงตาสีนิลแข็งกร้าว ปลายนิ้วเย็นเฉียบแตะผิวเนื้ออุ่นช้าๆ

พันธิตราหัวใจเต้นแรง มองเห็นความแค้นลึกซึ้งในดวงตาเย็นเฉียบ เพราะรู้ดีว่าเขาเป็นใคร เพราะรู้ว่าเธอทำอะไรกับเขาไว้บ้าง หญิงสาวจึงหลับตาลงอย่างไร้ท่าทีขัดขืน ยินยอมพร้อมรับความตายภายใต้น้ำมือของคนที่เธอทำลายเขามาทั้งชีวิต

เพราะนี่…คือกรรมที่เธอเป็นคนก่อไว้เอง

บทที่ 1

ถ้า ‘พระเอก’ ไม่เลือก คุณก็จะไม่ใช่ ‘นางเอก’ อีกต่อไป

 พันธิตราเพิ่งเข้าใจในวันนี้เองว่าแท้จริงแล้วตำแหน่ง ‘นางเอก’ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณมาก่อนหรือมาหลัง คุณนิสัยดีราวนางฟ้าหรือร้ายกาจเหมือนนางมาร แต่มันขึ้นอยู่กับว่าคนที่คุณเลือกให้เป็น ‘พระเอก’ นั้น ท้ายที่สุดแล้วเขาเลือกให้ ‘ใคร’ เป็น ‘นางเอก’ ในชีวิต

“พี่ขอโทษ”

ใช่ เขาควรขอโทษเธอ นั่นถูกแล้ว

“พี่ผิดเอง”

เออสิ! ถ้าไม่ใช่เขาผิดแล้วจะใครล่ะ

“น้องไพรม์จะโกรธ จะเกลียด หรือจะด่าว่าพี่ยังไงก็ได้ พี่ยอมรับผิด”

แน่นอนอยู่แล้วว่าเธอต้องโกรธ ต้องเกลียด และอยากลุกขึ้นมาด่าพร้อมสาดไวน์แดงใส่หน้าเขากลางร้านอาหารซะเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ

“แต่เรื่องนี้…หนูดาเขาไม่ผิด พี่ผิดเอง”

ใช่ เขาผิด แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ‘หนูดา’ นั่นจะไม่ผิด

“หนูดาเขาเป็นคนดี เรื่องนี้พี่ผิดคนเดียว เขา…เขา…”

หนูดาเป็นคนดี? อืม คงจะเป็นคนดีมากถึงได้มายุ่งวุ่นวาย วอแวเอากับผู้ชายที่น่าจะรู้กันทั่วว่ามี ‘คู่หมั้น’ แล้วแบบนี้

“…น้องไพรม์…พี่ขอร้อง ถ้าน้องไพรม์มีอะไรอยากจะพูด อยากจะด่า น้องไพรม์พูดมันออกมาเลยได้มั้ย อย่า…ทำให้พี่รู้สึกเหมือนกำลังถูกน้องไพรม์ด่าด้วยสายตาแบบนี้”

ทั้งที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด แต่หญิงสาวเกือบหลุดหัวเราะกึ่งจะเยาะกับสีหน้าและคำขอของคู่หมั้น

ไม่สิ น่าจะเป็น ‘อดีตคู่หมั้น’ มากกว่า

เอาเถอะ ถือซะว่าเกือบทั้งชีวิตที่รู้จักกันมา ‘ธิติธร’ ยังพอรู้จักนิสัยเธออยู่บ้าง ถึงได้รู้ว่าแม้บนใบหน้าสวยๆ ของเธอจะยังเรียบนิ่ง มุมปากคล้ายยิ้มอยู่จางๆ แต่สายตาเธอกำลังด่าเขายับ

พันธิตราถอนหายใจ เบือนหน้าจากผู้ชายซึ่งคบกันมาตั้งแต่เธออายุสิบหกไปมองบรรยากาศเฉลิมฉลองเบื้องล่าง ในคืนส่งท้ายปีที่ใครหลายๆ คนต่างมีความสุข และครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้…เธอก็คิดว่าตัวเองจะเป็นหนึ่งในนั้น

สาวลูกเสี้ยวผู้มีรูปลักษณ์เด่นมาทางตะวันออกมากกว่าตะวันตกเม้มปาก หันกลับมาจ้องดวงหน้าหล่อเหลาคมเข้มของคนที่เมื่อสิบปีก่อนเขาขอเธอเป็นแฟน สามปีก่อนขอเธอหมั้น และวันนี้…ขอเธอเลิก ยิ่งเห็นสีหน้าร้อนรนกระวนกระวายปนรู้สึกผิด หญิงสาวยิ่งอยากจะหัวเราะเยาะให้กับตัวเองและใครอีกหลายๆ คน

พันธิตราประสานมือเข้าหากัน วางคางเรียวเล็กลงบนนั้น จ้องกลับไปยังดวงตาที่เคยมองแค่เธอคนเดียวมาตลอด ริมฝีปากสีกุหลาบแย้มรอยยิ้มขณะพูดด้วยน้ำเสียงเฉื่อยชา

“พี่ตรีรู้มั้ย ไพรม์รู้สึกได้…ว่าพี่ตรีแปลกไปสักพักแล้ว”

ธิติธรหัวใจกระตุก ก่อนจะเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ เมื่อคิดว่าคู่หมั้นสาวค้นพบมาพักหนึ่งแล้วว่าเขา ‘ไม่ซื่อสัตย์’ กับเธอ

“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ คิดเหรอถ้าไพรม์รู้ว่าเหตุผลที่พี่ตรีแปลกไปคือมีคนอื่น…ไพรม์จะนิ่งมาเป็นเดือนขนาดนี้ เปล่าเลย…”

หญิงสาวส่ายหน้า เรือนผมสีดำธรรมชาติเป็นลอนพลิ้วไหวล้อมดวงหน้างดงาม ถอนหายใจอีกครั้งโดยไม่คิดจะเล่าถึง ‘ความเขลา’ ให้เขาฟัง ว่าก่อนหน้านี้หลังพบว่าธิติธรมีพฤติกรรมแปลกไป คนรอบตัวเธอต่างคาดเดากันไปถึงไหนต่อไหน

‘ไพรซ์ว่าพี่ตรีต้องขอพี่ไพรม์แต่งงานแน่เลย!’ ‘พัทธมน’ น้องสาวผู้อายุน้อยกว่าเธอถึงเจ็ดปีทำตาเป็นประกาย

‘ใช่ๆ แฟร์เห็นด้วย’ หญิงสาวที่เป็นทั้งลูกพี่ลูกน้องของเธอและธิติธรพยักหน้าหงึกหงัก ‘แฟร์จำได้ว่าครั้งก่อนที่พี่ตรีทำตัวแปลกๆ พิลึกๆ แบบนี้ ก็ตอนที่เขาจะขอพี่ไพรม์หมั้นนี่แหละ!’

‘ปรนิมมิตา’ ยืนกรานอย่างมั่นอกมั่นใจในสถานการณ์คล้ายกันที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสามปีก่อน…ตอนที่พวกเธอแอบสงสัยว่าธิติธรอาจจะแอบมีผู้หญิงอื่น ทว่าสุดท้ายแล้วท่าทีอึกๆ อักๆ เดี๋ยวมาเดี๋ยวไปของเขา…คือการเตรียมตัวก่อนขอพันธิตราหมั้น

‘ปีนี้พี่ตรีต้องให้แหวนแต่งงานพี่ไพรม์เป็นของขวัญปีใหม่แน่นอน!’ กระทั่ง ‘นิมมานรดี’ ญาติผู้น้องคนเล็กสุดจากบ้านศิรพาราก็ยังเชื่อแบบนั้น ในวงสนทนานอกจากเธอแล้วก็มีเพียง ‘ราชิกา’ ลูกพี่ลูกน้องที่อายุเท่ากัน พี่สาวคนโตของปรนิมมิตาและนิมมานรดีซึ่งยังนิ่งเฉย ดวงตาเฉลียวฉลาดดูคล้ายเก็บงำความคิดบางอย่าง

‘แล้วเฟรย์คิดว่าไง’

ราชิกาสบตาเธอนิ่ง ส่ายหน้าเบาๆ แล้วตอบสั้นๆ ตามนิสัย

‘ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ไม่ได้มาขอให้เฟรย์ออกแบบแหวนอะไรให้ทั้งนั้น’

‘โธ่! พี่เฟรย์! แหวนแต่งงานทั้งที พี่ตรีก็ต้องไปตบตีแย่งแหวนประจำตระกูลเมธาธิยานนท์ของเขามาอยู่แล้ว ไม่เอาแหวนใหม่ไปขอพี่ไพรม์แต่งงานหรอก’ ปรนิมมิตาว่าอย่างนั้น

และเพราะสามในห้ามั่นใจมากว่าการนัดเดตในค่ำคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของธิติธร คือการเตรียม ‘เซอร์ไพรส์’ ขอเธอแต่งงาน แม้ลึกๆ จะยังไม่พร้อมและตะขิดตะขวงใจบางอย่าง ทว่าหญิงสาวก็บรรจงแต่งตัวอย่างงดงามชนิดที่หากไม่เข้าข้างตัวเองมากเกินไป…พันธิตราก็มั่นใจว่าในค่ำคืนนี้มีสายตาหลายคู่เฝ้ามองมาที่เธอ

กระทั่งตัวธิติธรเองตอนเห็นเธอครั้งแรก เขายังมองด้วยสายตาตะลึงงันกึ่งเคลิ้มฝันจนหญิงสาวเผลอคิดไปตามคำพูดของเหล่าน้องๆ ทว่าพอตั้งสติได้ เริ่มมื้อดินเนอร์บนรูฟท็อปวิวสวยสมราคาจนเสร็จสิ้น คู่หมั้นหนุ่มก็ได้เปิดปาก ‘เซอร์ไพรส์’ เธอเข้าจริงๆ

ธิติธรขอเลิกกับเธอ…ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาไม่ได้รักเธอในแบบคนรักอีกต่อไปแล้ว สถาปนิกหนุ่มพร่ำพูดว่าเขายังรักเธอเสมอ ห่วงใยเธอตลอดไป เพียงแค่เปลี่ยนเป็นในรูปแบบของพี่ที่มีต่อน้อง ไม่เหมือนผู้หญิงอีกคน…คนที่เขาเพิ่งค้นพบว่ารักหล่อน

“หึ! นี่เหรอ ของขวัญปีใหม่จากพี่ตรี” พันธิตราเผลอพึมพำ ไม่รู้ว่าคนที่นั่งตรงข้ามจะหูดีได้ยินชัดหรือไม่รู้อะไรเลยกันแน่ แต่เขาก็ยังพยายามยื่นมือมาหาตามความเคยชิน ผิดกับเธอ…ที่แม้จะชินกับการวางมือเล็กลงในอุ้งมือใหญ่ ทว่าพันธิตราก็มีสติมากพอจะรู้ว่า ณ เวลานี้ วินาทีนี้ ความสัมพันธ์ของพวกเธอได้เปลี่ยนไปแล้ว

“…น้องไพรม์”

พันธิตราขยับตัวเปลี่ยนท่าใหม่เป็นการวางท่อนแขนเนียนละเอียดบนขอบโต๊ะ ส่วนแขนซ้ายตั้งฉากกับโต๊ะ ปลายนิ้วเล่นกับแหวนเพชรน้ำงามบนนิ้วนาง ก่อนจะตวัดสายตาไปสบตาผู้ชายที่ ‘เคย’ เป็นของเธอ ถามย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“พี่ตรีตัดสินใจดีแล้วใช่มั้ย ถึงเลือกจะบอกกับไพรม์ตรงๆ แบบนี้”

“พี่…”

ดวงตาของชายหนุ่มมองตามแหวนเพชรที่สามปีก่อนเขาเป็นคนบรรจงสวมไว้บนนิ้วเรียวงาม

พันธิตรายิ้มให้กับปฏิกิริยานั้น เธอเอาแขนลง ปรับสีหน้าให้เรียบเฉยจริงจังขึ้น

“แต่เอาเถอะค่ะ ไม่ว่าพี่ตรีจะตัดสินใจดีแล้วหรือแค่สับสนลังเลอะไรมา แต่สำหรับไพรม์…ทุกอย่างมันชัดเจนตั้งแต่ที่พี่ตรีเริ่ม ‘คุย’ กับผู้หญิงคนอื่นแล้ว”

นัยน์ตาสีเข้มจ้องคู่หมั้นที่กำลังจะกลายเป็นอดีต

“พี่ตรีรู้ดี ว่าสิ่งที่ไพรม์เกลียดที่สุดคือความไม่ซื่อสัตย์และการนอกใจ ดังนั้นไม่ว่าสิ่งที่พี่ตรีพูดมาวันนี้ จะเพราะรู้สึกผิดหรือเพราะอยากไปเริ่มต้นใหม่กับผู้หญิง ‘ที่มาทีหลัง’ คนนั้น…” หญิงสาวเน้นย้ำถึงตำแหน่งเวลาของใครอีกคน “ไพรม์ก็ขอคืนอิสรภาพให้พี่ตรี…ตั้งแต่วินาทีนี้เลยค่ะ”

“น้องไพรม์…” ทั้งที่ตั้งใจรวบรวมความกล้ามาบอกเลิกคู่หมั้นที่เขาเคยคิดว่าจะรักเธอไปทั้งชีวิต แต่พอพบว่าพันธิตรายอมถอยให้แต่โดยดี หัวใจธิติธรก็ยากจะสงบ มันร้อนรนกระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก

ทำไมกัน ทั้งที่เขามั่นใจว่าตอนนี้ตัวเองรัก ‘กวินธิดา’ มาก มากจนยอมเสี่ยงที่จะแตกหักกับครอบครัวพันธิตราและอาจรวมไปถึงบ้านของลูกพี่ลูกน้องของตน แต่ทำไมพอพบว่าคนรักที่คบหากันมายาวนานนับสิบปีไม่ได้อาลัยอาวรณ์เขาเลยสักนิด

หัวใจกลับรู้สึกทนไม่ได้ขึ้นมา

“อีกสองวันบ้านพวกเรามีนัดกินข้าวฉลองปีใหม่ร่วมกันเหมือนทุกปี วันนั้น…ไพรม์รบกวนพี่ตรีจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยด้วยนะคะ”

ร่างระหงลุกขึ้นจากเก้าอี้ คว้ากระเป๋าใบย่อมขึ้นมาคล้องไหล่ เชิดหน้าปรายตามองผู้ชายที่เคยคิดว่าเขาคือ ‘พระเอก’ ในชีวิตจริง ริมฝีปากสีระเรื่อคลี่ยิ้มกว้าง

“ตอนขอหมั้น…พี่ตรีกล้าพาครอบครัวไปขอไพรม์กับป๊ากับแม่ แถมยังพาบ้านเฟรย์ให้ไปช่วยร่วมกดดันด้วย เพราะงั้นจะถอนหมั้นทั้งที…รบกวนทำให้ยิ่งใหญ่เหมือนตอนขอหมั้นด้วยนะคะ อ้อ ส่วนนี่…” พันธิตราโบกมือซ้ายไหวๆ ให้แสงเพชรหยอกล้อกับประกายไฟ “ไม่ต้องห่วงว่าไพรม์จะไม่คืนนะคะ แต่ว่าตอนนั้นเราสวมมันต่อหน้าทุกคน ครั้งนี้…ไพรม์ก็เลยจะถอดมันคืนต่อหน้าทุกคนเหมือนกันค่ะ”

 

แม้ตอนอยู่ต่อหน้าธิติธร พันธิตราจะยังคงรักษาภาพลักษณ์เพอร์เฟ็กชั่นนิสต์สาวผู้เยือกเย็นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ไม่มีแม้แต่รอยน้ำตารื้นขึ้นมาสักกระผีก แต่พอได้ก้าวเท้าเข้ามาอยู่ในคอนโดฯ ของตัวเอง ในพื้นที่ที่มีแต่เธอเท่านั้น ร่างระหงค่อยๆ ทิ้งตัวลงกับโซฟาทรงบัลลังก์สีม่วงเข้ม ยกมือซ้ายสั่นระริกขึ้นมองแหวนที่สวมติดนิ้วมาสามปี แหวน…ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีเจ้าของจับจองแล้ว

“นี่เรา…เลิกกับพี่ตรีแล้วจริงๆ เหรอเนี่ย”

พันธิตราพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ทั้งที่เธอเตรียมใจไปถูกเขาเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานแล้วแท้ๆ แต่กลับค้นพบว่าการเซอร์ไพรส์ที่แท้จริง…คือการขอเลิกจากคนที่รักกันมาเกือบครึ่งชีวิต

ระหว่างในหัวรำลึกถึงอดีตที่ ‘พี่ตรี’ อาศัยความเป็นลูกพี่ลูกน้องฝั่งพ่อของสามสาว ข้ามมาสานสัมพันธ์กับลูกพี่ลูกน้องฝั่งแม่อย่างเธอ นับแต่เล็กจนโต…ธิติธรเป็นผู้ชายต่างสายเลือดคนเดียวที่เธอสนิทสนมด้วยมากที่สุด ดังนั้นตอนอายุครบสิบหกปีแล้วเขาขอเป็นแฟน…พันธิตราถึงไม่ปฏิเสธ

หญิงสาวถอนหายใจให้กับความหลัง หัวใจเว้าแหว่งเหมือนอะไรบางอย่างกำลังจะขาดหาย กระนั้นกลับไม่มีน้ำตาสักหยดจะรินไหล

บางทีอาจจะเพราะเธอยังมึนและชาเกินกว่าจะเจ็บกระมัง หรือไม่…บางทีเธออาจจะกำลังฝันอยู่

แล้วพรุ่งนี้…ธิติธรก็จะโทรศัพท์มาอวยพรปีใหม่เธอเป็นคนแรกเพื่อบอกให้รู้ว่า…เธอจะยังคงเป็น ‘นางเอก’ หนึ่งเดียวสำหรับเขาอย่างที่เป็นตลอดมา…

บทที่ 2

ความสัมพันธ์ซับซ้อนที่จบลง

ถ้าจะกล่าวถึงความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่ยากจะอธิบายให้เข้าใจได้ง่ายๆ แล้ว บ้านของพวกเธอสามครอบครัวน่าจะเป็นหนึ่งในนั้น

มันเริ่มมาจากที่สองสาวพี่น้อง ‘คุณพิมพ์อัปสร’ และ ‘คุณพรอัปสรา’ แต่งงาน โดยคนพี่แต่งงานกับ ‘คุณเควิน กฤษณกรณ์’ สถาปนิกหนุ่มลูกครึ่งอนาคตไกล ขณะที่คนน้องลงเอยกับ ‘คุณปาล ศิรพารา’ ทายาทบริษัทจิวเวลรี่เก่าแก่ และ… ‘คุณปริม ศิรพารา’ พี่สาวของคุณปาลก็ไปแต่งงานกับ ‘คุณธนวัฒน์ เมธาธิยานนท์’ ซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นพี่ของคุณเควิน รวมทั้งคุณปริมยังเป็นเพื่อนรักกับคุณพิมพ์อัปสร เท่ากับว่าครอบครัวของพวกเธอถูกดองกันด้วยการแต่งงาน แถมยังซื้อบ้านอยู่ใกล้ๆ กันอีกต่างหาก

ดังนั้นเมื่อถึงรุ่นลูกทั้ง ‘เมธาวี’ หลานชายคนเดียวของคุณธนวัฒน์ ธิติธร ราชิกา พันธิตรา ปรนิมมิตา นิมมานรดี และพัทธมนถือกำเนิดขึ้น เด็กทั้งหมดจึงสนิทสนมและเติบโตมาด้วยกัน ตั้งแต่พันธิตราก้าวขึ้นสู่ชั้นมัธยมต้นปีที่สาม…คุณเควินผู้หวงลูกสาวเป็นชีวิตจิตใจมองเห็น ‘สายตาแปลกๆ’ ที่ธิติธรมีให้พันธิตรา หลายครั้งคนเป็นพ่อร่ำร่ำอยากจะแยกเด็กทั้งคู่ออกจากกัน แต่ก็โดนภรรยาปรามแล้วหาว่าเขาคิดมากเกินไป เด็กทั้งหมดล้วนเป็นเครือญาติที่โตมาด้วยกันทั้งนั้น

แต่แล้ววันเวลาก็แสดงให้เห็นว่าเซ้นส์ของคนเป็นพ่อมันชัดเจนมาก ในคืนส่งท้ายปีเก่าที่พันธิตราอายุครบสิบหกปี และทั้งสามบ้านมาฉลองร่วมกันอย่างทุกครั้ง เจ้าเด็กหนุ่มหน้าอ่อนนั่นก็ขอลูกสาวเขาเป็นแฟนจริงๆ!

นอกจากตัวคุณเควินแล้ว ทั้งผู้ใหญ่และเด็กสามตระกูลต่างยินดีกันถ้วนหน้า คุณพิมพ์อัปสรยินดีเพราะรู้จักธิติธรมาตั้งแต่ยังเล็ก เห็นชัดว่าเป็นเด็กที่นิสัยดี อ่อนน้อม ฉลาด และไว้ใจให้ดูแลลูกสาวคนโตได้ คุณปริมยินดีเพราะพันธิตราเป็นเด็กสาวที่สวย ฉลาด น่ารัก มารยาทดี ดูครบเครื่องอย่างหาได้ยากทั้งยังเป็นลูกสาวของเพื่อนรุ่นน้องแสนรักอย่างคุณพิมพ์อัปสรมาเป็นว่าที่สะใภ้ ขณะที่ปรนิมมิตาเองคือรุ่นเด็กที่ออกอาการดีใจที่สุด เพราะหล่อนคาดหวังมานานแล้วว่าอยากให้ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองฝ่ายของตัวเองได้ดองกัน ความสัมพันธ์ระหว่างพวกหล่อนทั้งหมดจะได้ยิ่งแนบแน่นขึ้นไปอีก เผื่อเวลาใครถามถึงความสัมพันธ์ของตระกูลเธอจะได้ตอบด้วยสีหน้าเจ้าเล่ห์ดูลึกลับว่า ‘มันเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนมาก’

 

หลังจากคืนสิ้นปีที่ถูกบอกเลิกอย่างไม่ได้ตั้งตัว เหล่าลูกพี่ลูกน้องโดยเฉพาะปรนิมมิตาที่ออกตัวเชียร์แรงกว่าใครก็เซ้าซี้ให้หญิงสาวเล่าให้ฟังว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง จนพันธิตรานึกอยากจะลุกขึ้นมาวีนให้เลิกถามเรื่องบ้าบอพรรค์นั้นได้แล้ว แต่เพราะการกระทำแบบนั้นไม่ใช่นิสัยของเธอและรู้ดีว่าที่น้องถามเพราะ ‘ห่วง’ เนื่องจากสัมผัสได้ว่าเธอแปลกไป ผู้หันหลังให้กับวงการสถาปนิก ย้ายสายงานมาเป็นนักเขียนเต็มตัวเป็นหลัก…และรับปันผลจากหุ้นบริษัท MIconic เป็นรองจึงทำเพียงส่งยิ้มสวยๆ แล้วบอกให้รอลุ้นกันในวันรวมญาติ

รอยยิ้มและความนัยทำให้ปรนิมมิตาอยากจะเข้าใจว่าสองหนุ่มสาวตกลงแต่งงานกันแล้ว แต่หัวใจหล่อนกลับกระตุกแปลกๆ ว่า…

บางทีอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่หล่อนหรือใครๆ คิด

ในทุกปีพวกเขาจะเปลี่ยนร้านอาหารที่ใช้กินเลี้ยงไปเรื่อยๆ ปีนี้พิเศษหน่อยตรงทั้งผู้ใหญ่และเด็กตกลงกันว่าจะขับรถไปกินอาหารที่ร้านดังประจำหัวหินและถือโอกาสเที่ยวเล่น พักค้างคืนที่บ้านพักตากอากาศของครอบครัวศิรพาราซึ่งใหญ่พอจะให้ทุกคนได้พักกันจนครบ

ที่จริงแล้วการเลือกสถานที่ไกลขนาดนี้ เพราะพวกผู้ใหญ่ต่างก็คิดว่าการพักผ่อนประจำปีครั้งนี้คงมี ‘ข่าวดี’ ให้เฉลิมฉลอง และเผื่อว่าธิติธรอยากจะขอพันธิตราแต่งงานอีกรอบ จะได้มีบรรยากาศดีๆ วิวสวยๆ รวมถึงมุมให้พวกท่านได้แอบเฝ้ามอง

ในมื้ออาหารเย็นที่จัดขึ้นหน้าบ้านพักตากอากาศ พันธิตราเฝ้ามองพฤติกรรมของทุกคนพร้อมลอบถอนหายใจ หากจะมีใครสังเกต…อย่างที่ราชิกาสังเกต คงเห็นว่าแม้วงหน้าสวยยังแต้มรอยยิ้มไม่ขาด หากดวงตากลมโตนั้นกลับเรียบนิ่งอย่างประหลาด ไม่มีเค้าของ ‘ว่าที่เจ้าสาว’ เลยแม้แต่น้อย ส่วนตัวธิติธรเองแม้จะพยายามทำตัวให้ ‘ปกติ’ มากแค่ไหน แต่สถาปนิกหนุ่มหล่ออนาคตไกลกลับดูลุกลี้ลุกลนและไม่ค่อยวอแวเอาใจใส่ ‘คู่หมั้น’ เท่าที่ควร

ธิติธรหลุบตาลงต่ำ ฟังพวกผู้ใหญ่เริ่มอัพเดตชีวิตทั้งด้านการงาน สุขภาพ สังคม ไล่มาจนถึงเรื่องลูกหลาน หัวใจของชายหนุ่มเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรงเมื่อรู้ดีว่า ‘หัวข้อสำคัญ’ ระหว่างเขากับพันธิตราใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว และใช่…อดีตคู่หมั้นซึ่งยังสวมแหวนอยู่ก็ทำอย่างที่เธอบอกไว้ คือให้เขาเป็นคน ‘เคลียร์’ เรื่องนี้ด้วยตัวเอง โดยที่เธอจะไม่ช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น

จะไม่มีการบอกว่าทุกอย่างจบลงด้วยดี เธอกับเขาจากกันเพราะหมดรักและยังสามารถเป็นพี่น้องกันได้อยู่

พูดตามตรง ด้วยนิสัยเย่อหยิ่งตรงไปตรงมาและเกลียดการทรยศหักหลัง การที่พันธิตรายังไว้หน้า ไม่ด่าประจานเขากลางวงศ์ญาติก็ถือว่าเธอเห็นแก่สายสัมพันธ์ยาวนานมากพออยู่แล้ว

“จะว่าไปตรีกับน้องไพรม์ก็หมั้นกันมานานแล้วนา ปีนี้น้องไพรม์ก็จะยี่สิบเจ็ดแล้ว น่าจะถึงเวลาแต่งงานได้แล้วมั้ง” มารดาของเขาแกล้งเปรยขึ้นอย่างนั้น และนั่นทำให้ช้อนในมือคนที่เคยอยากแต่งงานมาตลอดหล่นกระทบจานดังเคร้ง สร้างความแปลกใจให้กับหลายๆ คน ทว่าคุณปริมยังคงเข้าใจผิดต่อไปว่า “แน่ะ! แม่พูดแค่นี้ถึงกับเขิน ตื่นเต้นจนทำช้อนหลุดมือเลยเหรอเจ้าลูกคนนี้ ฮึ ว่าไง”

ธิติธรเหลือบตาขึ้นมองมารดา เขารู้ว่าหลังบอกเลิกพันธิตราเมื่อคืนสิ้นปี…ตลอดระยะเวลาสองวันมานี้เขาควรจะสารภาพความจริงให้บุพการีได้รับรู้ก่อน แต่เพราะเขายังไม่กล้ามากพอ เรื่องราวมันจึงเลยเถิดมาถึงตรงนี้

ตรงที่มารดาเขาไม่รอคำตอบแต่หันไปปรึกษากับคุณพิมพ์อัปสร เพื่อนรุ่นน้องซึ่งสนิทกันตั้งแต่วัยสาวผู้เป็นมารดาของพันธิตรา

“เอ้อ ไหนๆ ก็อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้ว เราพูดเรื่องฤกษ์ที่ไปขอมากันเลยมั้ยพิมพ์”

“ฤกษ์? ฤกษ์อะไรครับ” คุณเควินขมวดคิ้วฉับ ลึกๆ แล้วท่านเข้าใจว่าคุณปริมกำลังเกริ่นเข้าเรื่องอะไร แต่ไม่ใช่สิ่งที่พ่อผู้รักลูกดังแก้วตาดวงใจจะยอมรับได้ง่ายๆ

แม้จะยอมปล่อยให้ลูกคบหากับไอ้เด็กหน้าอ่อนนั่นมาสิบปีเต็มแล้วก็ตาม!

“แหม! วิน อย่ามาทำเป็นไม่รู้เลยน่า! พี่รู้ว่าวินรักและหวงน้องไพรม์มาก แต่เด็กๆ เขาคบกันมานานแล้วนา วินก็เห็นว่าที่ผ่านมาลูกชายพี่รักและซื่อสัตย์กับน้องไพรม์คนเดียว…วินไม่ต้องห่วงนะ พี่จะรักและดูแลน้องไพรม์เหมือนลูกสาวแท้ๆ ให้ดียิ่งกว่าที่รักและดูแลตาตรีเลย!” คนอยากได้พันธิตรามาเป็นลูกสะใภ้มากๆ ให้คำมั่น โดยไม่รู้เลยว่าประโยคของท่านทำให้ว่าที่ศรีสะใภ้ในฝันเหลือบตามองอดีตคู่หมั้นแล้วแอบยิ้มเยาะ

รักและซื่อสัตย์ต่อน้องไพรม์คนเดียว?

หึ! นั่นมันกลายเป็นอดีตไปแล้วล่ะค่ะป้าปริม

“ที่จริงก็ไม่นับว่าเป็นฤกษ์อะไรหรอก พระที่นับถือท่านว่าคู่นี้ใช้ฤกษ์สะดวกเลยจะดีกว่า พิมพ์ก็เลยคุยกับพี่ปริมว่าเอาอย่างที่ตรีเคยพูดไว้ก็ดีนะคะ แต่งกันวันเกิดตรีเลย แต่พี่ปริมบอกว่ามันนานไป เลยจะลองปรึกษาทุกคนก่อน”

คุณพิมพ์อัปสรถือโอกาสถามความเห็นทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่

“ว้าววว แต่งกันวันเกิดพี่ตรี~~” ปรนิมมิตาลากเสียงแซว แววตาวาวระยับ แกล้งนั่งหลังตรง แล้วเอ่ยเลียนแบบญาติผู้พี่ที่เคยประกาศไว้ “ตรีตั้งใจไว้แล้วครับว่าจะแต่งงานกันในวันเกิดตรี เพราะตรีจะได้มีน้องไพรม์เป็นของขวัญวันเกิดที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต” ใบหน้าสวยไม่ผิดกับมารดาหันไปยิ้มเย้าคนเคยพูดไว้อย่างไม่ทันสังเกตความผิดปกติ “เนี่ย พี่ตรีเคยพูดไว้แบบนี้ใช่มั้ยอ่ะ แฟร์จำได้และประทับใจมากกก”

ลูกสาวคนกลางบ้านศิรพาราที่อินกว่าใครเพราะทั้งลุ้นทั้งเชียร์คู่นี้มาแต่แรกประสานมือกุมหน้าอก หลับตาพริ้มยินดีประหนึ่งจะได้เป็นเจ้าสาวเสียเอง

ขณะที่หลายคนเฮฮาไปกับคำหยอกเย้าของปรนิมมิตา คนเคยจะได้เป็นของขวัญล้ำค่าในวันเกิดธิติธรก็มองอดีตว่าที่เจ้าบ่าวด้วยสายตานิ่งๆ คล้ายกำลังตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่เขาจะ ‘กล้า’ พอจะพูดความจริงออกไปเสียที

“แน่ะๆ พี่ไพรม์มองพี่ตรีไม่วางตาเลย ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เล่าตอนที่พี่ตรีขอแต่งงานให้พวกเราฟังหน่อยสิคะ” ลูกพี่ลูกน้องผู้สดใสร่าเริงอย่างนิมมานรดีเอ่ยถามอย่างอยากรู้อยากเห็น และนั่นเป็นโอกาสให้พันธิตราที่รอธิติธรจนเบื่อจะรอยอมช่วย ‘เปิดทาง’ ให้ก่อนพร้อมรอยยิ้มหวาน

“พี่ตรีไม่ได้ขอพี่แต่งงานนะ”

“อ้าว?!” หลายเสียงประสานอย่างพร้อมเพรียงด้วยความสับสน เพราะกระทั่งคุณเควินซึ่งทำใจยอมรับไม่ได้ที่จะให้ลูกสาวแต่งงานตั้งแต่อายุยี่สิบเจ็ด ก็ยังเข้าใจว่าการเดตในคืนส่งท้ายปีของหนุ่มสาว คือวันที่ธิติธรขอเธอแต่งงาน

“แล้ว…คืนนั้นไม่ได้มี…เซอร์ไพรส์อะไรเลยเหรอคะ” พัทธมนเอ่ยถามพี่สาวแท้ๆ อย่างสงสัย หล่อนจำได้แค่ว่าคืนนั้นพี่สาวส่งข้อความมาบอกว่าจะนอนค้างที่คอนโดฯ แทนการกลับบ้าน แม้จะรู้ว่าพันธิตราค่อนข้างหัวโบราณ แต่สาวน้อยที่เพิ่งก้าวเข้ารั้วมหาวิทยาลัยไม่ทันครบปีก็อดจะคิดไม่ได้ว่า…หลัง ‘เซอร์ไพรส์’ ขอแต่งงาน อาจจะเป็นค่ำคืนหวานฉ่ำสุดโรแมนติกของว่าที่บ่าวสาว

“มีสิ ทำไมจะไม่มีล่ะ” พันธิตรายิ้มกว้าง ยืดตัวตรง เชิดหน้าจนเห็นลำคอระหง

ดี! ในเมื่อเธอให้โอกาสธิติธรเป็นฝ่ายพูดแล้วทว่าเขากลับเอาแต่เงียบ เธอก็จะช่วย ‘เกริ่น’ ให้เขาละกัน

ดวงตากลมโตหันไปมองอดีตคู่หมั้นที่ทำท่าอยากจะหลุบตาหนี…แต่เพราะติดสายตาทุกคู่ที่มองมาจึงไม่กล้า พันธิตราใช้มือซ้ายเท้าคาง ให้ประกายเพชรบนนิ้วนางส่องกระทบแสงไฟ…เป็นการอำลาวันสุดท้าย ริมฝีปากจิ้มลิ้มคลี่ยิ้มกว้าง นัยน์ตาเป็นประกายสุกสกาว

“พี่ตรียังไม่ได้บอกคุณลุงคุณป้าเหรอคะว่าเซอร์ไพรส์อะไรไพรม์” เธอถาม…ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าเขายังไม่ได้บอก ทั้งยังกระตุ้นต่อ “พี่ตรีจะปล่อยให้ทุกคนนั่งฟังแล้วก็คิดกันไปแบบนี้จริงๆ เหรอคะ”

“อะไรน้องไพรม์ มีอะไรกัน” คุณเควินที่จับสัมผัสอารมณ์อันไม่ปกติของลูกสาวได้รีบร้องถามเสียงดัง สายตาทุกคู่จับจ้องมายังสองหนุ่มสาวและนั่นคล้ายจะเป็นการลั่นระฆังให้ธิติธรต้องลุกขึ้นมาสู้กับความจริง

ร่างสูงกำยำอย่างคนออกกำลังกายเป็นประจำลุกจากเก้าอี้ เดินไปกราบลงที่ตักบิดามารดาของตัวเองและของคู่หมั้น ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน ธิติธรค่อยๆ เงยหน้าขึ้น บอกด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยความรู้สึกผิด

“ผมขอโทษครับ”

เนิ่นนานกว่าคุณปริมจะควานหาเสียงตัวเองเจอ หัวใจคนเป็นแม่กระตุกวูบ นึกหวั่นกลัวอย่างประหลาด

“ขอโทษ? ลูกขอโทษอะไรตรี แล้ว…ขอโทษพ่อแม่กับอาวิน อาพิมพ์ทำไม”

หนุ่มหล่อเม้มปาก เหลือบตามองอดีตคู่หมั้นที่เพียงนั่งมองเขาด้วยรอยยิ้ม…ที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา รอคอยให้เขาเป็นฝ่าย ‘จบ’ เรื่องทุกอย่างอย่างที่ควรจะเป็น

“วันนั้น…ผมไม่ได้…ขอน้องไพรม์แต่งงาน”

แม้ธิติธรจะพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดังมากนัก แต่เพราะทุกคนต่างเฝ้ารอฟังคำพูดเขาอยู่จึงได้ยินกันอย่างชัดเจน นอกจากหญิงสาวผู้อยู่ในเหตุการณ์คืนนั้น ทั้งสามครอบครัวต่างนิ่งงันไปคล้ายทำตัวไม่ถูก มีแค่พันธิตราเท่านั้นที่ลูบขอบแก้วเล่นพลางมองด้วยแววตาว่างเปล่า

“โธ่! นึกว่าเรื่องอะไร! ถ้ายังไม่ได้ขอก็รีบขอซะสิ ขอตอนนี้ก็ได้! พวกน้าก็เตรียมวิวดีๆ ไว้ให้แล้วนี่ไง” ‘คุณพรอัปสรา’ เอ่ยปากขึ้น ทั้งๆ ที่ท่านเองก็รู้ดีว่าคำพูดของหลานสามีคงไม่ได้หมายถึงแบบนั้น

ไม่อย่างนั้นทำไมต้องขอโทษ ทำไมถึงขั้นต้องลงไปกราบตักผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย และทำไม…หลานสาวของท่านถึงได้ไร้ออร่าความสุขของคนจะเป็นเจ้าสาว

ธิติธรซึ่งยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้นหลับตา กลืนน้ำลายลงคอ ก่อนลืมตาขึ้นมาสารภาพความจริงสีหน้าหนักแน่นซื่อตรง…อย่างที่เขาเคยเป็นมาตลอด

“วันนั้นผมไม่ได้ขอน้องไพรม์แต่งงาน…แต่ขอเลิกกับน้องไพรม์ครับ”

สิ้นคำพูดของธิติธร ทั้งที่มีคนอยู่กว่าสิบชีวิต ทว่านอกจากเสียงคลื่นลมแล้ว ทุกอย่างกลับตกอยู่ในความเงียบ แววตาของหลายคนสะท้อนให้เห็นว่ามีสิ่งที่สงสัยแต่ไม่รู้ว่าควรเปิดปากถามอย่างไร

พันธิตรามองสถานการณ์ตรงหน้าแล้วถอนหายใจ ผู้หญิงที่ถูกถอนหมั้นเมื่อไม่กี่วันก่อนขยับตัวเพียงนิดเดียวก็ตกเป็นเป้าสายตาของเครือญาติทั้งหมด โดยเฉพาะบิดา…ที่แววตาของท่านเจ็บร้าวยิ่งกว่าคนถูกขอเลิกอย่างเธอ

อดีตสถาปนิกสาวขยับตัวเข้าไปแทรกระหว่างเก้าอี้บิดามารดา โอบกอดพวกท่านไว้และรับกอดจากน้องสาวอีกทีหนึ่ง ก่อนจะสูดลมหายใจลึกๆ ผละออกจาก ‘เซฟโซน’ ของตัวเอง เงยหน้าขึ้นมองจึงเห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามจากทุกคน

“ค่ะ วันนั้นพี่ตรีไม่ได้ขอไพรม์แต่งงาน…แต่ขอถอนหมั้นกับไพรม์…หรือให้ถูกก็คือขอเลิกกันไปเลยต่างหาก ส่วนเหตุผล…” พันธิตราถอนหายใจ รังเกียจเกินจะเอ่ยถึงสาเหตุที่เธอสุดแสนจะชิงชัง “ไพรม์ช่วยพูดขนาดนี้แล้ว ที่เหลือรบกวนพี่ตรีอธิบายเองเถอะค่ะ ไพรม์รังเกียจที่จะพูด”

คำว่า ‘รังเกียจ’ จากปากจิ้มลิ้มนั้นดูรุนแรงเกินกว่าปกติที่พันธิตราจะพูดออกมา นั่นทำให้เกือบทุกคนพอเดาได้รางๆ ว่าสาเหตุมาจากอะไร

“ธิติธร!” คุณปริมลุกขึ้นยืนพรวด ฟาดเข้าที่หัวไหล่ลูกชายอย่างไม่ออมแรง ดวงตารื้นด้วยน้ำตา เดาได้เลยว่าอะไรทำให้ท่านกำลังจะสูญเสียว่าที่ลูกสะใภ้สุดที่รักไป

“ผมผิดเอง…ผมนอกใจน้องไพรม์ ผม…ไปรักผู้หญิงอีกคน”

ธิติธรสารภาพความจริงออกมา แววตาชายหนุ่มแฝงซึ่งความเจ็บปวด เสียใจ และรู้สึกผิด ทว่าสำหรับคนอื่นๆ โดยเฉพาะบุพการีของเขา ของพันธิตรา และผู้เชียร์ออกนอกหน้ามาตลอดอย่างปรนิมมิตา ไม่มีใครให้อภัยหรือมองเห็นความรู้สึกเหล่านั้น

คุณปริมสูดลมหายใจลึก ก่อนจะค่อยๆ เอนตัวลงทำท่าเหมือนจะเป็นลม ร้อนถึงคุณธนวัฒน์และธิติธรต้องรีบประคองไว้ ทว่าท่านกลับปัดมือบุตรชายออกอย่างไม่ไยดี

“ไม่ต้อง! ไม่ต้องมาแตะตัวฉัน!” เพราะดีร้ายอย่างไรคุณปริมก็ไม่ยอมให้ลูกถูกตัว จึงต้องให้เมธาวีช่วยประคองกลับไปนั่งตามเดิมแทน

ดวงตาคนเป็นแม่แดงเรื่อ น้ำตาแห่งความผิดหวัง เสียใจ และ…ละอายใจต่อครอบครัวของว่าที่ศรีสะใภ้หลั่งริน อดเค้นน้ำเสียงถามไม่ได้

“ทำไม…ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้! ผู้หญิงคนนั้นมันเป็นใคร ทำไมมันถึงทำให้ลูกที่ซื่อสัตย์รักเดียวกับน้องไพรม์มาเป็นสิบปี…เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้”

“ผมไม่รู้ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ” ชายหนุ่มส่ายหัว เขาก็ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร…หัวใจที่มั่นคงของเขาถึงได้ไหวเอนไปกับหญิงสาวที่อยู่ในสถานะ ‘คู่กัด’ มาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัยจนกระทั่งมาทำงานที่เดียวกันก็ยังคงเป็นแบบนั้นมาตลอดหลายปี

บางที…อาจจะเป็นตอนที่เขาค้นพบว่าภายใต้ท่าทางร่าเริงสดใสดุจตะวันดวงน้อยๆ ผู้คอยมอบความสุขสดชื่นให้คนอื่น ผู้หญิงที่ดูแกร่งกล้าปากดีและไม่กลัวใครคนนั้นได้ซุกซ่อนอีกตัวตนที่แสนจะอ่อนแอเปราะบางเอาไว้

“ที่ผมรู้คือ…ตอนนี้สำหรับผม น้องไพรม์จะเป็นน้องสาวที่ผมรักและเอ็นดูตลอดไป”

“เหอะ!” คุณเควินแค่นหัวเราะ ก่อนค่อยๆ ดึงลูกสาวขึ้นอย่างนุ่มนวลแล้วร้องถามเสียงแข็ง “ถามหน่อยมั้ยว่าลูกสาวฉันอยากได้แกเป็นพี่ชายรึเปล่า”

พ่อที่เดือดจัดเพราะลูกรักโดนนอกใจแทบอยากจะถลาไปต่อยอดีตว่าที่ลูกเขย ติดที่ท่านยังเกรงใจบุพการีอีกฝ่ายอยู่ มิฉะนั้น…

ราวกับคุณธนวัฒน์จะล่วงรู้ว่าเพื่อนสนิทรุ่นน้องรวมถึงหุ้นส่วนบริษัทคิดอะไรอยู่ ในเมื่อคุณเควินไม่กล้าเพราะเกรงใจท่าน แต่ท่านไม่จำเป็นต้องเกรงใจใคร หนุ่มใหญ่แห่งวงการสถาปนิกจึงลุกขึ้นพรวด แล้วต่อยลงไปบนใบหน้าที่ถอดแบบท่านออกมา

แม้จะหวีดร้องอย่างตกใจกับการใช้กำลังของสามี และเกือบจะถลาเข้าไปดูอาการลูกชายคนเดียว ทว่าสุดท้ายแล้วคุณปริมก็ได้แต่ยืนกำหมัดร้องไห้อยู่ที่เดิม จึงต้องเป็นหน้าที่ของคุณปาลที่ต้องเข้ามาห้ามปรามพี่เขยไว้

“พี่วัฒน์พอก่อนพี่วัฒน์ พอ” คุณปาลเข้ามาดึงรั้งร่างที่สูงทัดเทียมกันไว้ไม่ให้ถลาเข้าหาธิติธรอีก

เมื่อเห็นว่าเรื่องราวทำท่าจะลุกลามไปใหญ่โต พันธิตราก็ขยับตัวออกจากวงล้อมของครอบครัวที่ทั้งมารดาและน้องสาวขยับเข้ามายืนชิดราวกับต้องการจะปกป้องเธอ…จากผู้ชายทรยศ

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองบิดา ผงกหัวและยิ้มให้ท่านก่อนจะก้าวเดินไปหาอดีตคู่หมั้นที่ยังล้มกองอยู่กับพื้น

เปล่า เธอไม่ได้ก้มลงไปช่วยพยุงเขาขึ้นมาอย่างที่ใครหลายคนแอบคาดหวัง พันธิตราเพียงยืดตัวตรง ปรายตาลงมองต่ำด้วยมาดราชินีผู้เย่อหยิ่ง…อย่างที่เธอไม่เคยทำใส่เขามาก่อน

ทว่าตอนนี้ธิติธรได้รับสิทธิ์นั้นแล้ว

เพียงเสี้ยวนาทีถัดจากนั้น ร่างระหงในชุดเดรสสีขาวสะอาดตาพลิ้วไหวตามแรงลมทะเลก็ค่อยๆ ย่อตัวลง มือเรียวรูดแหวนซึ่งใส่ติดตัวมากว่าสามปีออกจากนิ้วอย่างไม่ลังเล

“อย่างที่ไพรม์บอกพี่ตรี ว่าวันนั้นพี่ตรีขอหมั้นไพรม์ต่อหน้าทุกคน วันนี้พี่ตรีจึงต้องเป็นคนจัดการทุกอย่าง แต่…” หญิงสาวยักไหล่ มองสภาพเขาแล้วเบะปาก “พี่ตรีจัดการได้ไม่ดีเท่าที่ไพรม์หวัง ถึงอย่างนั้นก็เถอะ” เธอถอนหายใจ ยื่นแหวนไปให้ผู้ชายที่ยังกองอยู่บนพื้นอย่างนั้น ไม่คิดจะลุกขึ้นมาสักนิด

“ตามสัญญาค่ะ ไพรม์จะคืนแหวนหมั้นให้พี่ตรี…ต่อหน้าทุกคน”

เมื่อยื่นให้อยู่เกือบหนึ่งนาทีโดยที่อีกฝ่ายยังไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ หญิงสาวก็หันกลับมามองญาติผู้ใหญ่ด้วยแววตาแทนคำขอโทษ เอ่ยปากล่วงหน้ากับสิ่งที่กำลังจะทำ

“ไพรม์ขอโทษนะคะ”

แล้วหันกลับไปปล่อยแหวนหมั้นทิ้งลงบนพื้นข้างตัวธิติธร ก่อนจะหยัดตัวขึ้น เชิดหน้าเดินหลังตรงก้าวออกจากบริเวณนั้นไป

ขณะที่หลายคนกำลังอึ้งกับสิ่งที่พันธิตราทำ ซึ่งหากว่ากันตามตรงคือ ‘ไร้มารยาท’ แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่ธิติธรทำและหญิงสาวเองก็พยายามส่งแหวนคืนให้ดีๆ แล้วแต่ฝ่ายชายไม่รับ การกระทำครั้งนี้ของพันธิตราก็ยังนับได้ว่าไว้หน้าทุกฝ่ายมากพอแล้ว

และคนแรกที่ตั้งสติได้ก็คือคุณเควิน ท่านรีบวิ่งตามลูกสาวออกไปทันที

“ไพรม์! น้องไพรม์! รอป๊าด้วย!”

คุณพิมพ์อัปสรนิ่งอยู่อึดใจ ก่อนกล่าวกับอดีตว่าที่ลูกเขยอย่างผิดหวัง

“น้าเสียใจมากที่ตอนนั้นสนับสนุนให้น้องไพรม์คบกับตรี!”

ท่านหันหลังวิ่งตามสามีและลูกสาวคนโต โดยมีลูกสาวคนเล็กวิ่งตามไปติดๆ

บทที่ 3

มือที่สาม

หลังก้าวพ้นจากสถานการณ์อันแสนกระอักกระอ่วนได้สักระยะ พันธิตราก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าพ่อแม่และน้องสาวของเธอวิ่งตามมาด้วย

ดวงตาของคุณเควินผู้มีเชื้อสายอังกฤษและจีนไหลเวียนอยู่ในตัวมองลูกสาวสุดที่รักอย่างห่วงใยเช่นเดียวกับคุณพิมพ์อัปสรและพัทธมน ซึ่งฝ่ายหลังกัดริมฝีปาก วิ่งมากอดพันธิตราไว้แล้วร้องไห้สะอื้นกับบ่าบอบบาง

“ฮึก ไม่เป็นไรนะพี่ไพรม์ แค่ผู้ชายเฮงซวยคนเดียวเอง!”

จากปกติพี่น้องที่แบ่งกันเป็น ‘ลูกป๊า’ กับ ‘ลูกแม่’ และมักจะทะเลาะเบาะแว้งกันเองเสมอ พัทธมนกลับเป็นฝ่ายเสียน้ำตาให้กับสิ่งที่พี่สาวต้องเผชิญ เพราะอย่างไรเสีย…เลือดที่ข้นกว่าน้ำก็ทำให้หล่อนนึกเกลียด ‘อดีต’ ว่าที่พี่เขยผู้แสนดีขึ้นมาจับใจ

พันธิตราหลับตา ซึมซับอ้อมกอดของน้องสาว ก่อนจะถูกโอบล้อมอีกครั้งด้วยคุณพิมพ์อัปสรและคุณเควิน เธอตกอยู่ในอ้อมกอดของครอบครัว…เซฟโซนที่ปลอดภัยที่สุด จากคนที่ไม่มีวันทรยศหักหลังหรือทำให้ต้องเสียน้ำตา

แล้วเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง พันธิตราก็หัวเราะเบาๆ ขยับตัวจนทุกคนต้องขยับตาม มือเรียวสวยยื่นไปเช็ดน้ำตาบนดวงหน้าคล้ายคลึงกัน ถามปนหัวเราะ

“นี่ คนโดนเทคือพี่นะ เราร้องไห้ทำไมฮะไพรซ์”

“ก็เพราะพี่ไพรม์ไม่ร้องไง! ไพรซ์ถึงต้องร้องแทน!” หากพันธิตราสวยสง่าเยือกเย็นเหมือนราชินี พัทธมนก็คือ ‘เจ้าหญิงน้อย’ ประจำบ้านผู้ซึ่งกล่าวอย่างรู้จักนิสัยพี่สาวตัวเองดี

ตั้งแต่เล็กจนโต สิ่งที่ทำให้พัทธมนทั้งชื่นชมและอิจฉาพี่สาวคนเดียวมาตลอดคือความสวยสง่า ทำอะไรก็ดู ‘แพง’ ไปหมด ทั้งยังเฉลียวฉลาด วางตัวดีจนเป็น ‘ลูกป๊า’ เป็นความภาคภูมิใจของวงศ์ตระกูล ทว่านั่น…กลับทำให้บางครั้งหล่อนรู้สึกว่าพี่สาวฝืนตัวเองมากไป

ไม่ว่าจะพบเจอเรื่องอะไร หากไม่ใช่สีหน้าเย่อหยิ่ง พันธิตราก็จะยิ้มอย่างมั่นใจในตัวเองอยู่เสมอ พัทธมนจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นพี่ร้องไห้คือเมื่อไหร่

ดูเถอะ ขนาดถูกคู่หมั้นที่รักกันมาเป็นสิบปีบอกเลิก พี่ยังยิ้มให้หล่อนด้วยสีหน้าและแววตาที่หม่นแสงเพียงนิดเดียวด้วยซ้ำ

“จะร้องไห้ไปทำไมเล่า เสียน้ำตาเปล่าๆ” พันธิตราส่ายหัว ก่อนหันไปกอดบุพการีแน่นๆ คนละทีแทนการเติมพลัง พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีเธอก็กลับไปเป็นลูกสาวคนเดิม ไปเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์สาวที่มีรอยยิ้มมั่นใจเต็มวงหน้า

“ป๊ากับแม่เอากุญแจรถกับกระเป๋าตังค์มามั้ยคะ”

“หืม?” คุณเควินที่ยังตั้งตัวไม่ทันกับปฏิกิริยาของลูกสาวกะพริบตา เป็นคุณพิมพ์อัปสรที่ไวกว่า ท่านพยักหน้ารับ

“กุญแจรถอยู่กับแม่ แต่กระเป๋าตังค์…”

“ในกระเป๋ากางเกงป๊ามี มีอะไรรึเปล่าน้องไพรม์”

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ” พันธิตราส่ายหัว อมยิ้มมองครอบครัวซึ่งรักและหวังดีกับเธอที่สุด “ไพรม์แค่…จะชวนทุกคนออกไปหาอะไรกิน คิดว่าที่กินกันน่าจะยังไม่อิ่ม ที่สำคัญคือเมื่อกี้…” หญิงสาวหัวเราะน้อยๆ อีกครั้ง ท่าทางไม่เหมือนคนเพิ่งถูกถอนหมั้นมา

นี่ถ้าไม่รู้มาก่อน ทุกคนอาจจะเข้าใจว่าเธอเป็นฝ่าย ‘เท’ ธิติธรทิ้งด้วยซ้ำไป

“ไพรม์มัวแต่ลุ้นกับสถานการณ์จนแทบไม่ได้กินอะไรน่ะค่ะ ตอนนี้เลยหิวแทบแย่แล้ว”

ทีแรกเป็นตายอย่างไรคืนนั้นคุณเควินก็จะไม่พาลูกเมียกลับไปที่บ้านพักตากอากาศอีก เพราะไม่อยากเห็นหน้าธิติธรให้ต้องโมโหขึ้นมาอีกรอบ ทว่าคนโดนถอนหมั้นอย่างพันธิตรากลับมีสติมากพอจะรู้ว่าไม่ควรทำให้ผู้ใหญ่สามครอบครัวแตกหักหรือมองหน้ากันไม่ติดอีก

ราวกับว่ารอพวกเธออยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่รถแลนด์โรเวอร์สีดำเลี้ยวเข้าไปจอด คุณปริมและสามีก็รีบลุกพรวดออกมาหา อดีตว่าที่แม่สามีของพันธิตรากุมมือหญิงสาวไว้ เอ่ยขอโทษทั้งน้ำตา

“ขอโทษ ป้าขอโทษนะน้องไพรม์ ป้าขอโทษ…ที่เลี้ยงลูกไม่ดี ขอโทษที่ทำให้น้องไพรม์ต้องเสียใจ ต้องเสียชื่อและเสียเวลาในชีวิตมาเป็นสิบปี!” ท่านว่าพร้อมขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขณะเอ่ยถึงตัวต้นเหตุอย่างแค้นเคือง

คุณปริมกล่าวหนักขนาดนั้นแล้ว ทางครอบครัวผู้เสียหายอย่างคุณเควินก็ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่เบือนหน้าหนีไปสบตาเพื่อนสนิทรุ่นพี่พ่วงตำแหน่งหุ้นส่วนบริษัท

หนุ่มใหญ่สองคนพยักหน้าให้กันโดยไม่มีคำพูด มีเพียงแววตาสะท้อนให้เห็นความเสียใจและรู้สึกผิดของคุณธนวัฒน์

ความจริงแล้วก่อนหน้าจะกลับมาถึงบ้านพักตากอากาศ มีหลายครั้งที่อดีตสถาปนิกมือทองคิดจะเลิกคบหากับบ้านคุณธนวัฒน์ให้รู้แล้วรู้รอด คิดถึงขั้นจะถอนหุ้นสิบเปอร์เซ็นต์ที่มีอยู่ออกจากบริษัท MIconic ซึ่งตนมีส่วนร่วมกันสร้างมากับสองพี่น้องเมธาธิยานนท์เลยด้วยซ้ำ แต่ก็ได้ลูกสาวของท่าน…ราชินีตัวน้อยผู้เฝ้าย้ำเตือนว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นคือความผิดของธิติธร ไม่ควรทำให้พวกผู้ใหญ่ซึ่งเสียใจอยู่ก่อนแล้วต้องเดือดร้อนไปด้วย

พันธิตรากุมมืออ่อนนุ่มที่มีส่วนช่วยประคับประคองเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เล็กไว้ ส่ายหน้าให้ทั้งรอยยิ้ม

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะป้าปริม มันไม่ใช่ความผิดของป้าปริม เท่าที่ไพรม์เห็นมาตลอด…ป้าปริมอบรมสั่งสอนพี่ตรีมาได้ดีมาก แต่…ไพรม์คงต้องขออนุญาตยกคำพูดที่อาจฟังไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ขึ้นมาพูดนะคะ” หญิงสาวเอ่ยขออย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ย “ลูกเราเลี้ยงเขาได้แต่ตัวค่ะ แล้วคนเราเมื่อโตขึ้น นิสัย ความคิดความอ่านก็เปลี่ยนไปตามตัวเขาเอง เพราะอย่างนั้นเรื่องพี่ตรี…มันไม่ใช่ความผิดของป้าปริมหรือลุงวัฒน์หรือใครทั้งนั้น…นอกจากเขาสองคน”

‘เขาสองคน’ ที่พันธิตราพูดถึง ก็คืออดีตคู่หมั้นกับ…รักครั้งใหม่ของเขา

นับจากถูกถอนหมั้นเมื่อคืนสิ้นปี พันธิตราก็ใช้เวลาคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ความมั่นคงตลอดสิบปีถูกทำลายลงในพริบตา หญิงสาวค้นพบว่าสิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดเสียใจมากที่สุด ไม่ใช่การสูญเสียธิติธรในฐานะคนรัก แต่เพราะเขาเลือกที่จะทรยศ หักหลัง และหลอกลวงเธอ บางทีถ้าธิติธรกล้าจะขอเลิกกับเธอตั้งแต่แรกแล้วค่อยไปเริ่มต้นใหม่กับใครอีกคนที่เขาบอกว่า ‘รัก’ กับผู้หญิงที่มาทีหลังคนนั้น…เธออาจจะโกรธหรือเกลียดเขาน้อยกว่านี้

คุณปริมสบตาหญิงสาวที่ท่านรักใคร่เอ็นดูมาตั้งแต่ยังเล็กและวาดฝันมาตลอดว่าวันหนึ่งเด็กคนนี้จะได้เรียกท่านว่า ‘แม่’ พลางถอนหายใจช้าๆ

หากสิ่งที่ธิติธรทำผิดเป็นเรื่องอื่น ท่านอาจจะยอมทำหน้าหนาขอให้พันธิตราอภัยให้ ทว่าท่านรู้จักหญิงสาวมาตั้งแต่เด็ก รู้ดีว่าสิ่งที่พันธิตราเกลียดมากที่สุดคือการนอกใจ ดังนั้นจึงทำได้เพียงพยายามประคองรักษาความสัมพันธ์ไว้ไม่ให้ขาดหาย

“ป้ารู้…ว่าสิ่งที่ตาตรีทำมันเลวร้ายมาก ป้าไม่กล้าขอให้น้องไพรม์ให้อภัย แต่…ป้าอยากขอให้ความสัมพันธ์ของเราสองบ้าน อย่าถูกทำลายลงเพราะตาตรีได้มั้ยลูก…นะจ๊ะพิมพ์” ประโยคหลังท่านหันไปถามเพื่อนรุ่นน้อง ซึ่งตลอดมามารดาของพันธิตราเพียงแค่ยืนฟังเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยปากอะไร

คุณพิมพ์อัปสรสบตากับสามี ทั้งสองปรึกษากันมาแล้วและเห็นด้วยกับพันธิตราว่าไม่ควรให้เรื่องของเด็กๆ กระทบถึงสายสัมพันธ์อันยาวนานหลายสิบปีของผู้ใหญ่ จึงพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มฝืดเฝื่อน

“ระหว่างเรายังเหมือนเดิมได้ค่ะ ขอแค่ที่ไหนที่มีบ้านพิมพ์…จะต้องไม่มีตรีกับ…ผู้หญิงคนใหม่ของเขาก็พอ”

พอถูกกล่าวย้ำถึง ‘ผู้หญิงคนใหม่’ มือที่สามซึ่งก้าวเข้ามาทำลายความรักของลูกชายกับพันธิตรา สีหน้าของคุณปริมก็เย็นชาขึ้นมาพร้อมให้คำมั่น

“ไม่ต้องห่วงนะน้องไพรม์ ไม่ว่ายังไง…ป้าก็ไม่มีวันยอมรับผู้หญิงหน้าด้านที่กล้าแย่งผู้ชายที่มีคู่หมั้นแล้วมาเป็นสะใภ้หรอก!”

พันธิตราเหลือบมองสีหน้าจริงจังของคนพูด ถ้า…เธออยากได้รับคะแนนความสงสารเอ็นดูมากกว่านี้สักนิด หรืออยากทำตัวเป็นนางรองที่ดีสักหน่อย หญิงสาวคงเอ่ยปากประเภทว่า ‘อย่าให้ถึงขั้นนั้นเลยค่ะ ยังไงพี่ตรีก็เป็นลูกป้าปริม แล้ว…ผู้หญิงคนนั้นก็อาจจะมีอะไรดีมากพอจะทำให้พี่ตรีเลิกรักไพรม์ได้’

ทว่าหญิงสาวเพียงแค่รับฟังเงียบๆ เท่านั้น

 

เพราะออกตัวแรงเชียร์ธิติธรกับพันธิตรามาตั้งแต่ยังเด็ก การกระทำของญาติผู้พี่ฝั่งพ่อจึงทำให้ปรนิมมิตาเดือดดาลเกินกว่าจะรับไหว ทั้งยังรู้สึกผิดที่เป็นตัวตั้งตัวตีคอยสนับสนุนให้พันธิตรารับรักธิติธร ดังนั้นสิ่งแรกที่สถาปนิกสาวเลือกที่จะทำคือการสืบหาว่าใครคือผู้หญิงหน้าด้านที่กล้ายุ่งกับผู้ชายซึ่งรู้กันทั่วว่ามีคู่หมั้นแล้ว

จากคำพูดที่พันธิตราเล่าให้ฟังคร่าวๆ มีคีย์เวิร์ดสำคัญคือชื่อ ‘หนูดา’ แม้ผู้หญิงชื่อ ‘ดา’ จะมีมากมายเป็นร้อยเป็นล้านคน ทว่าปรนิมมิตากลับนึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาดว่า ‘หนูดา’ ของธิติธรจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ไม่งั้นคงไม่ทำให้คนหัวใจมั่นคงมาตลอดหวั่นไหวเอาได้ง่ายๆ

และคงใกล้…จนบางทีกระทั่งตัวพันธิตราก็อาจจะรู้จักด้วยซ้ำ

บางครั้งปรนิมมิตาก็เกลียดที่นอกจากเซ้นส์ของตัวเองจะดีแล้ว เธอยังมักจะพบกับ ‘จังหวะผี’ อีกด้วย ระหว่างพักเที่ยงที่หนีหน้าลูกพี่ลูกน้องซึ่งเห็นแล้วอยากจะเข้าไปด่าอีกสักรอบสองรอบขึ้นไปนั่งเล่นบนสวนดาดฟ้าของบริษัท หญิงสาวก็ค้นพบโดยบังเอิญว่า…คนที่อยากหนีหน้านั้นกำลังพูดคุยอยู่กับสถาปนิกคนหนึ่งของบริษัท

แต่ไม่ใช่เรื่องงาน

“พี่ตรีทำแบบนี้จะดีเหรอ มันจะไม่…ทำให้ครอบครัวไพรม์โกรธแล้วพาลมาเกลียดถึงบ้านพี่ตรีเหรอ” น้ำเสียงที่เคยสดใสเริงร่าปนกวนประสาทอยู่เสมอฟังดูร้อนรน ใบหน้าสวยตามฉบับลูกเสี้ยวที่ได้เห็นเพียงเสี้ยวเดียวก็ทำให้อารมณ์โกรธของปรนิมมิตาพุ่งปรี๊ดจนแทบอยากจะถลาออกไปตบแทนญาติผู้พี่ ทว่าเพราะยังอยากฟังต่อว่าลูกพี่ลูกน้องจะตอบว่าอย่างไร สถาปนิกสาวจึงได้แต่อดทน

ธิติธรกระชับมือคนรักอย่างอ่อนโยน

“ดีหรือไม่ดีพี่ก็ทำไปแล้วล่ะ ตอนนี้พี่ไม่มีพันธะกับใครแล้ว พี่เป็นโสดแล้ว เรา…มาคบกันจริงๆ สักทีได้มั้ยหนูดา”

“พี่ตรี…” เจ้าของชื่อเอ่ยเสียงเครือ หล่อนส่ายหัว

ไม่ใช่ว่าหล่อนปฏิเสธ ปรนิมมิตามั่นใจ เพราะน้ำเสียงสั่นเครือผิดธรรมชาติของคนพูดยังเอ่ยต่อ

“หนูดาผิดเอง หนูดาไม่ควรไปยุ่งกับพี่ตรีเลย ถ้าไม่ใช่เพราะหนูดา…พี่ตรีก็คงไม่ต้องเลิกกับไพรม์ เราไม่ควร…ไม่ควร…” หญิงสาวส่ายหน้าไปมา แววตารู้สึกผิด แต่ไม่มีคำปฏิเสธหลุดจากปากของหล่อน

หนูดา? เฮอะ! ปกติเห็นกัดกับพี่ตรีอย่างกับหมาตีกันแย่งที่ เรียกตัวเอง ‘ฉัน’ ตลอด อย่างดีก็ ‘ดา’ แต่นี่ไปอัพเวลกันมาเป็น ‘หนูดา’ ตอนไหนไม่ทราบ?

ปรนิมมิตาเบะปาก สัญชาตญาณผู้หญิงที่ดูละครโทรทัศน์กับน้องสาวมามากมายมองออกเลยว่าภายใต้ภาพลักษณ์ ‘นางเอกผู้มาทีหลัง’ นั้น คือ ‘นางร้ายจอมมารยา’ เสียมากกว่า

ราวกับกลัวว่าหล่อนจะปฏิเสธ ธิติธรจึงเลื่อนมือขึ้นกุมใบหน้าสวยซึ่งมักจะมีรอยยิ้มกวนประสาท หาเรื่องให้เขาปวดหัวอยู่เสมอ แล้วจุมพิตเบาๆ บนริมฝีปากที่เคยพ่นวาจาร้ายกาจใส่กัน เว้าวอนขอคำตอบ

“นะหนูดา ตอนนี้พี่ไม่ได้เป็นของใครอีกแล้ว เรามาคบกันเถอะนะหนูดา พี่…พี่รักหนูดามากจริงๆ” รักมาก…จนถึงขนาดยอมไปถอนหมั้นผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเขาคิดว่าเธอคืออีกครึ่งของชีวิตที่จะไม่มีวันปล่อยมือ

“หนูดา…หนูดา…” ‘หนูดา’ หรือกวินธิดาทำสีหน้าคล้ายจะลังเล แววตาสลับไปมาระหว่างรู้สึกผิด ดีใจ ตื้นตันใจ แล้วสุดท้าย…หล่อนก็พยักหน้าถี่รัว

“อื้อพี่ตรี หนูดาจะคบกับพี่ตรี”

“ขอบคุณมากนะหนูดา ขอบคุณที่รอ…ขอบคุณที่ให้โอกาสพี่”

ภาพสองหนุ่มสาวที่ตกลงทำพันธสัญญารักด้วยการโผเข้าจูบกันอย่างไม่อายฟ้าดินทำให้ปรนิมมิตาทนไม่ไหวอีกต่อไป หญิงสาวผู้โกรธแค้นแทนพี่สาวอยู่แล้วกัดฟันกรอด ทำท่าจะถลาออกไปด่าให้หญิงร้ายชายเลวได้รู้สำนึก ทว่าท่อนแขนกลับถูกคว้าเอาไว้พร้อมมือใหญ่ซึ่งรีบปิดปากเธอแน่นราวกับรู้ดีว่าอีกเพียงนิด…สถาปนิกสาวจะวี้ดให้ลั่นตึก

รอจนก้าวพ้นออกมาจากดาดฟ้าและถูกปล่อยตัว ปรนิมมิตาถึงเพิ่งได้รู้ว่าคนที่จับตัวแล้วอุ้มเธอลงมาอย่างที่เธอไม่เต็มใจนั้นก็คือเมธาวี

“พี่เม!” หญิงสาวเรียกชื่อเขาเสียงแข็งกระด้างทำให้เมธาวีเลิกคิ้ว เพราะถึงแม้ปกติจะไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน แต่ปรนิมมิตาก็ยังน่ารักมีมารยาท เรียกชื่อเขาด้วยเสียงและสีหน้าที่ดีกว่าตอนนี้

“พี่เมมาห้ามแฟร์ทำไม จะปกป้องลูกพี่ลูกน้องตัวเองเหรอ” เห็นปรนิมมิตาโกรธจัดจนดวงหน้าแดงก่ำแล้วเมธาวีก็ส่ายหัว อดเอ่ยไม่ได้ว่า

“ลูกพี่ลูกน้องพี่ก็ลูกพี่ลูกน้องแฟร์เหมือนกันแหละ”

ปรนิมมิตาเบะปาก ยกแขนขึ้นกอดอก

“ฮึ! ผู้ชายแบบนั้นแฟร์ไม่นับญาติด้วยหรอก!” ดวงหน้าสวยสะบัดกลับไปมองคนมาห้ามไว้ “แล้วตกลงว่าไง พี่เมมาช่วยพี่ตรีไว้งี้?”

“เปล่า พี่ไม่ได้ช่วยตรี” เมธาวีส่ายหัว ดวงตาคมกริบมองเธอ พยักหน้าให้ “พี่มาช่วยแฟร์ต่างหาก”

“ช่วยแฟร์?” ปรนิมมิตาชี้หน้าตัวเอง สีหน้างุนงง “ช่วยแฟร์ทำไม หรือพี่เมคิดว่าถ้าแฟร์ลุกออกไปด่า หญิงร้ายชายโฉดคู่นั้นจะหันมารุมตบแฟร์?”

ถ้าธิติธรกล้าทำกับเธอถึงขั้นนั้น ก็รอดูละกันว่าผู้ใหญ่ที่บ้านจะว่าอย่างไร

“ตรีมันไม่มีวันทำร้ายแฟร์หรอก แฟร์น้องมันนะ” เมธาวีแก้ต่างแทนลูกพี่ลูกน้อง “แต่ที่พี่บอกว่าช่วยแฟร์ เพราะที่นี่มันบริษัท เกิดมีเรื่องมีราวขึ้นมามันจะไม่ดีกับแฟร์เอง”

เพราะแค่เธอมีทำเนียบรายชื่อเป็นเครือญาติกับเจ้าของบริษัทอย่างตระกูลเมธาธิยานนท์และกฤษณกรณ์ หญิงสาวก็ถูกมองในฐานะ ‘เด็กเส้น’ อยู่แล้ว ถึงสองปีมานี้การทำงานจะพิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่ทำให้ปรนิมมิตาได้เข้ามาทำงานที่นี่ก็เพราะฝีมือไม่ใช่เส้นสาย ทว่าการทำร้ายหรือด่าทอกันเองในบริษัทก็ไม่สมควร

แม้จะเป็นคนหัวร้อนแต่ปรนิมมิตาก็มีสติมากพอจะยอมรับต่อเหตุผลนั้น

“ก็จริง” หญิงสาวกะพริบตาปริบ เงยหน้าขึ้นมองผู้บริหารใหญ่ “ขอบคุณพี่เมมากนะคะที่เข้ามาห้ามแฟร์ไว้ แต่แฟร์ก็ไม่รับประกันหรอกนะว่า…เรื่องที่พี่เมกลัวมันจะไม่เกิด”

เพราะหากสองคนนั้นเปิดตัวสวีตกันจริงจังเมื่อไหร่ ความชิงชังของเธออาจจะทะลุปรอทจนไม่กลัวเสียชื่อเสียงใดๆ เลยก็ได้!

บทที่ 4

เมื่อไม่ใช่ ‘นางเอก’ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็น ‘นางรอง’ หรือ ‘นางร้าย’

 ถึงจะรู้แล้วว่ามือที่สามที่หน้าด้านมาโฉบคู่หมั้นของลูกพี่ลูกน้องไปเป็นใคร แต่ปรนิมมิตาก็ยังห่วงใยความรู้สึกของพันธิตรา หนึ่งคือเพราะ ‘ผู้หญิงคนนั้น’ เป็นคนที่พี่รู้จักสนิทสนมและนับว่าเป็น ‘เพื่อน’ และสอง…ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่าภายใต้หน้ากากราชินีผู้ไม่สะท้านสะเทือนต่อเรื่องใดนั้นซุกซ่อนความรู้สึกอะไรไว้

แม้จะถูกอดีตคู่หมั้นที่รักกันมาสิบปีขอถอนหมั้นเพราะไปรักผู้หญิงอีกคน พันธิตราก็ยังสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีความชิงชังรังเกียจต่อบ้านหล่อนผู้มีสายเลือดเกี่ยวกับธิติธร…หรือกระทั่งพ่อแม่ของอดีตคู่หมั้น พันธิตราก็ยังสามารถทักทายพูดคุยได้อย่างอ่อนโยนน่ารักเหมือนในอดีต มีเพียงธิติธรคนเดียวเท่านั้นที่แม้เวลาบังเอิญต้องเผชิญหน้ากัน หญิงสาวยังคงพูดคุยและทักทายเท่าที่จำเป็นด้วยสีหน้าท่าทีเหมือนเวลาเธอคุยกับคนรู้จักผ่านๆ ทั่วไป ทำให้อดีตคู่หมั้นผู้เคยได้รับความรัก ความเอาใจใส่เกิดความรู้สึกอึดอัด ทว่าเพราะทุกอย่างเขาเป็นคนผิด ทั้งยังติดทัณฑ์บนจากบุพการีรวมถึงเครือญาติอยู่ ชายหนุ่มจึงเป็นฝ่ายเลือกที่จะเลี่ยงการเผชิญหน้าแทน

และเพราะพันธิตรา ‘ปกติ’ มากเกินกว่าผู้หญิงที่เพิ่งถูกแย่งชิงคนรักซึ่งคบหากันมานับสิบปีไป บรรดาคนรอบข้างจึงยิ่งห่วงใยว่าภายใต้ภาพลักษณ์ราวกับราชินี หัวใจดวงน้อยอาจร้าวรานจนไม่อาจรับไหวหากรู้ว่าใครคือผู้หญิงที่ขโมยความรักไปจากเธอ

ปรนิมมิตาตั้งใจว่าจะเหยียบเรื่องธิติธรกับกวินธิดาไว้ให้มิด ทว่า…มานะคนหรือจะสู้ชะตาฟ้าลิขิต เพราะท้ายที่สุดแล้ว พันธิตราก็เป็นฝ่ายรับรู้เรื่องนั้นด้วยความบังเอิญ

 

จะว่าบังเอิญ…บางทีพันธิตราก็แอบคิดว่าไม่ใช่ มันคล้ายจะเป็น ‘ตลกร้าย’ ที่โชคชะตาจงใจโยนมาใส่เธอมากกว่า เพราะขณะที่เธอกำลังกินข้าวไป พูดคุยหัวเราะไปพร้อมๆ กับน้องสาวและลูกพี่ลูกน้องที่ยกโขยงกันมากินอาหารร้านโปรดนั้น ร่างสูงกำยำคุ้นตาก็เปิดประตูก้าวเข้ามา ท่อนแขนแข็งแรงโอบไหล่บอบบางไว้ เสี้ยวหน้าคมคายก้มลงมองวงหน้าสวยที่มองผาดๆ แล้วเหมือนลูกครึ่งมากกว่าลูกเสี้ยวอย่างที่เจ้าตัวเคยแจง

อากัปกิริยาของคู่รักทั่วๆ ไปคงไม่ทำให้ทั้งโต๊ะเกิดอาการชะงัก หากหนุ่มสาวที่ว่านั่นจะไม่ใช่ธิติธร…ชายหนุ่มที่เพิ่งถอนหมั้นกับพันธิตราไปได้ไม่กี่วัน กับกวินธิดา…สถาปนิกสาวสวยคนดังประจำบริษัท ผู้ที่เคยเป็น ‘คู่กัดอันดับหนึ่ง’ ของธิติธร ชนิดมีคู่นี้ที่ไหนต้องมีเสียงตีกันที่นั่น ทั้งยังเป็นเพื่อนซึ่งนับได้ว่าสนิทกว่าเพื่อนคนอื่นๆ ในชีวิตพันธิตรา

เป็นหนึ่งในผู้คนจำนวนน้อยนิดที่เธอเคยเรียกขานว่า ‘เพื่อน’ อย่างสนิทใจ

หนูดา? กวินธิดา?!

ดวงตากลมโตหรี่ลง ตอนแรกที่ธิติธรเรียกคนรักใหม่ของเขาว่า ‘หนูดา’ ด้วยน้ำเสียงรักใคร่ พันธิตราไม่เคยเอะใจคิดมาก่อนเลยว่า ‘มือที่สาม’ คนนั้นก็คือกวินธิดา!

นาทีนั้นหัวใจที่คิดว่าด้านชากับเรื่องบ้าบอนี่ไปแล้วคล้ายจะถูกไฟลุกท่วม เมื่อพบว่า ‘มือที่สาม’ หรือ ‘หนูดา’ ที่อดีตคนเคยรักบอกว่า ‘เขาเป็นคนดี’ นั้นก็คือ ‘ดา’ เพื่อนที่สนิทสนมกันมาหลายปี ทั้งยังรู้ดีว่าเธอเป็นอะไรกับธิติธร!

ทรยศซ้อนทรยศ หักหลังซ้อนหักหลังแบบนี้…นี่น่ะหรือพฤติกรรมของคนดี

หึ! บางทีธิติธรก็ช่างเลือกคู่ได้ ‘เสมอกัน’ กับเขาจริงๆ

แม้ในใจจะบริภาษเหยียดหยาม หากเบื้องหน้าหญิงสาวยังคงไว้ด้วยความปกติ ซ่อนแววตาเจ็บร้าวไว้ใต้รอยยิ้มบาง ผิดกับอีกสี่สาวในโต๊ะ จากหัวเราะกันอยู่ดีๆ ราชิกาก็ตีสีหน้าเย็นชา ปรนิมมิตาเองก็หัวร้อนจนแทบจะลุกขึ้นไปไฟต์หากไม่โดนนิมมานรดีผู้มีใบหน้าบูดบึ้งรั้งไว้ ขณะที่น้องสาวแท้ๆ ของเธอโกรธจนหน้าแดงก่ำและถ้าพันธิตราอุดปากไว้ไม่ทัน พัทธมนคงตะโกนด่า ‘หญิงร้ายชายโฉด’ คู่นั้นจนลั่นร้าน

ส่วนเธอ…เจ้าของเรื่องราว ผู้หญิงที่เห็นตำตาเป็นครั้งแรกว่าใครคือ ‘นางเอกคนใหม่’ ของผู้ชายที่เธอตั้งใจเลือกให้เป็นพระเอกในชีวิต หญิงสาวก็หลุบตาลงต่ำ สะกดกลั้นความรู้สึกทั้งหมด ก่อนเงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าเจือรอยยิ้ม

“กินต่อเถอะ”

ทั้งที่พันธิตรามั่นใจว่าเธอใช้น้ำเสียงระดับปกติทั่วไป ไม่ได้จงใจเสียงดังเกินเบอร์เพื่อเรียกร้องความสนใจจากคนที่เธอหมดใจให้แล้วทั้งสองคน แต่ไม่รู้ว่าเพราะธิติธรคุ้นชินกับน้ำเสียงของอดีตคู่หมั้นมากเกินไปหรืออย่างไร ใบหน้าหล่อเหลาจึงหันกลับมา เผลอประสานตาเข้ากับหญิงสาวอย่างรวดเร็ว

“…น้องไพรม์” คนที่ขอเปลี่ยนสถานะจากคู่หมั้นกลับไปเป็นพี่ชายโดยไม่ได้ถามความสมัครใจของผู้ต้องรับบทใหม่เป็น ‘น้องสาว’ พึมพำ นั่นทำให้กวินธิดาหันไปมองตาม มือเล็กเกาะท่อนแขนคนรักไว้ รอยยิ้มเลือนหายจากใบหน้า แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและละอายใจ

ใช่ หล่อนควรต้องละอายใจสิ กับการเจอกันครั้งแรกหลังจากที่หล่อนแย่งชิง ‘คู่หมั้นเพื่อน’ มา

กวินธิดาเม้มปาก แววตาสับสน ตัดสินใจเงยหน้าถามคนรัก

“เรา…เข้าไปทักไพรม์กันมั้ย”

ธิติธรประเมินสถานการณ์รวมถึงแรงอารมณ์จากหญิงสาวทั้งห้า กลับกลายเป็นว่าคนที่สงบนิ่งที่สุด ซ้ำยังตักปูผัดผงกะหรี่เข้าปากโดยไม่ยี่หระคืออดีตคู่หมั้นของเขา ผู้ทำตัวราวกับว่าไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับสถานการณ์ชวนอึดอัดนี้

“ถ้าเข้าไป…หนูดาจะได้…ขอโทษไพรม์ด้วย” น้ำเสียงอ่อนอ่อยเอ่ยแผ่วเบาด้วยความรู้สึกผิด เป็นการช่วยเร่งให้ชายหนุ่มตัดสินใจได้

ธิติธรถอนหายใจ

อย่างไรเสียวันหนึ่งกวินธิดาก็ต้องได้พบกับเครือญาติของเขา…รวมทั้งพันธิตราด้วย จะวันนี้หรือวันไหนชายหนุ่มก็มั่นใจว่าอารมณ์คุกรุ่นของลูกพี่ลูกน้องกลุ่มนี้คงไม่คลายลงง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเห็นกันขนาดนี้ และปรนิมมิตาเองก็ฉีกปากยิ้ม เอ่ยทักเสียงดังจนลั่นร้านว่า

“อ้าว! นั่นพี่ตรีกับ ‘แฟนใหม่’ นี่นา”

“อ้อ! คนนี้เองเหรอคะ ที่แย่งพี่ตรีไปจากพี่ไพรม์อ่ะ” พัทธมนแกล้งทำหน้าสงสัย ดวงตาโตกวาดมองขึ้นลง เบะปาก ยักไหล่ เน้นคีย์เวิร์ดชัดขึ้น “ก็ดูสวยดีนะ หน้าคุ้นๆ ด้วย เหมือนพี่ดา ‘เพื่อนพี่ไพรม์’ เลยอ่ะ แต่คงไม่ใช่มั้ง…เพื่อนกัน สนิทกันคงไม่มาแย่งคู่หมั้นกันหรอก สงสัยไพรซ์จำผิดแน่ๆ”

ลูกสาวคนเล็กของคุณเควินว่าอย่างนั้น ทั้งที่เจ้าตัวมั่นใจว่าไม่มีทางจำผิด

“ไม่ผิดหรอกไพรซ์ พี่ยืนยันได้ว่าคนนี้น่ะ…คุณดา กวินธิดา เพื่อนของไพรม์จริงๆ คนที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมคณะ เชียร์ลีดเดอร์รุ่นเดียวกัน แถมยังสนิทกันตอนสมัยไพรม์ทำงานอยู่ MIconic ด้วย” ราชิกาซึ่งเคยคิดจะวางตัวเฉยยังอดปากไม่อยู่เมื่อพบว่าผู้หญิงที่แย่งคู่หมั้นพันธิตราไปคือใคร หญิงสาวเชิดหน้าขึ้น ปรายตามองญาติผู้พี่ของตัวเองซึ่งยืนหน้าเสียอยู่ “น่าจะเลือกให้ไกลตัวหน่อยนะพี่ตรี บอกตามตรงว่าเฟรย์โคตรผิดหวังในตัวพี่เลย”

ขนาดราชิกายังออกปากอย่างนั้น มีหรือที่คนอื่นจะอยู่เฉย น้องสาวโดยตรงของผู้เสียหายรีบแผดเสียงลั่น

“เป็นพี่ดาจริงๆ เหรอคะที่แย่งพี่ตรีไป?! หูยยย ไพรซ์จำได้ว่าตอนเคยเจอกัน พี่ดาดูเป็นคนดี สดใส มั่นใจในตัวเองเหมือนพวกนางเอกละครสมัยใหม่เลยนะ แต่…นางเอกเขาแย่งผู้ชายของเพื่อนกันด้วยเหรอเนี่ย” หญิงสาวแกล้งทำสีหน้าแปลกใจ จึงได้รับการสนับสนุนต่อจากลูกพี่ลูกน้องที่เกิดห่างกันไม่กี่เดือน

“นี่ไพรซ์ไม่ได้ดูละครจริงๆ ใช่ป้ะ เค้าบอกเลยนะว่าพวกนางเอกละครเนี่ยตัวดี แย่งชิงพระเอกมาจากแฟนเก่า คู่หมั้นเก่า คนรักเก่า ยันเมียเก่ามาเยอะแยะ ใช้พวกท่าทีใสซื่อบ้าง อ่อนโยนบ้าง ทำตัวดูน่าสงสารจนผู้ชายใจอ่อนยวบยาบ หรือไม่ก็ทำเป็นแก่นๆ เชิดๆ ฉันไม่สนใจนายหรอก หาเรื่อง ‘กัด’ กับเขาตลอด แต่จริงๆ คืออ่อยแรงจนสุดท้ายก็งับพระเอกไปกินโดยทิ้งคนรักเก่าไปดื้อๆ”

นิมมานรดีซึ่งดูนุ่มนิ่มสุดกล่าวถึง ‘สูตรนางเอกละครไทย’ ออกมาด้วยน้ำเสียงหวานๆ นุ่มๆ แต่เผอิญ…เจ้าหล่อนมีน้ำเสียงที่ดังกว่าปกติอยู่แล้ว จึงทำให้บทสนทนาดังกล่าวยิ่งเป็นที่สนใจของคนรอบข้าง

แม้จะหน้าเสียไปกับคำพูดของบรรดาลูกพี่ลูกน้องของธิติธร แต่ ‘คนผิด’ อย่างกวินธิดาก็พยายามฉีกยิ้มสู้ เงยหน้าขึ้นสบตาคนรัก พยักหน้าน้อยๆ แทนการยืนยัน

ว่าหล่อนพร้อมที่จะโดนสับแหลกกลางสาธารณชนเพื่อเขา

ธิติธรกำหมัดแน่น นึกหงุดหงิดและโมโหบรรดาลูกพี่ลูกน้องทั้งหลาย แต่เพราะสิ่งที่ฝ่ายนั้นพูดมาไม่เชิงผิดเสียทีเดียว เขาจึงได้แต่ถอนหายใจ ระบายรอยยิ้มอ่อนโยนลงบนใบหน้าและยอมจูงมือคนรักเข้าไปทักทาย

“อือ ไหนๆ ก็บังเอิญเจอกันทั้งที พี่แนะนำเลยเนอะ คนนี้…หนูดา คนรักของพี่”

“อือ รู้แล้วว่าผู้หญิงคนนี้คือคนรักที่แย่งพี่ตรีไปจากพี่ไพรม์” ปรนิมมิตาพยักหน้ารับ เบะปาก “แต่น่าเกลียดไปนิดนึงมั้งที่คนแย่งดันเป็นเพื่อนพี่ไพรม์เอง อ๊ะ!” สถาปนิกสาวแกล้งทำหน้าสงสัย “ว่าแต่…ตอนไหนกันนะที่คู่กัดประจำออฟฟิศเราแอบไปเลื่อนสถานะมาเป็นคู่รักลับๆ ขึ้นมา”

สีหน้าเหยียดหยันพอๆ กับน้ำเสียงทำให้คนเฝ้ามองสถานการณ์อยู่นานอย่างพันธิตราต้องเอ่ยปราม

“แฟร์ พอแล้ว ทุกคนด้วย” ประโยคหลังหญิงสาวกล่าวพลางกวาดตามองบรรดาลูกพี่ลูกน้องทุกคนซึ่งได้ออกปากกันจนครบวง พันธิตราค่อยๆ วางช้อนส้อม ใช้สองมือประสานใต้คางเรียวเล็ก เชิดหน้าขึ้นจนความงดงามเหมือนตุ๊กตากระเบื้องเคลือบปรากฏชัด

สาวสวยกวาดตามองดวงหน้ารูปหัวใจ ริมฝีปากกระตุกยิ้มให้ เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย

“ดีใจที่ได้เจอนะคะ คนรักของคุณธิติธร”

‘คนรักของคุณธิติธร’ ไม่ใช่ ‘เพื่อน’ ของเธอ

“ไพรม์…ดาขอ…” กวินธิดาอึกอัก มองใบหน้าของอดีตคู่หมั้นคนรัก…ซึ่งครั้งหนึ่งหล่อนเคยเป็น ‘เพื่อน’ กับอีกฝ่าย

และใช่ ท้ายที่สุดหล่อนก็ทำร้ายเพื่อนคนนี้ด้วยการแย่งคู่หมั้นของพันธิตรามา

“ถ้าจะขอคุณธิติธรล่ะก็…ฉันคงไม่ต้องอนุญาตแล้วมั้ง” พันธิตราเอ่ยปนหัวเราะ เหลือบมองสองหนุ่มสาวที่ยืนคู่กันแล้วช่างเหมาะสมเหมือนพระ-นางในละครโทรทัศน์ มือเรียวสอดประสานแน่นขึ้นขณะข่มความรู้สึก ริมฝีปากระบายรอยยิ้มอ่อนหวานผิดกับแววตา “เพราะพวกเธอไม่ได้ตั้งใจจะรอคำอนุญาตจากฉันอยู่แล้วนี่”

“ไพรม์…” แก้วตาสีน้ำตาลอ่อนคู่สวยของสถาปนิกสาววาวรื้น พยายามกระตุกมือจากคนรัก อยากจะเข้าไปขอโทษใกล้ๆ ติดที่ธิติธรดึงรั้งไว้และเป็นฝ่ายออกรับ

“ยังไงเรื่องนี้คนผิดก็คือพี่ ถ้าน้องไพรม์จะโทษใคร ก็โทษพี่คนเดียวเถอะ”

พันธิตราเอียงคอ เลิกคิ้วถามสีหน้าสงสัย

“แล้วฉันโทษใครตอนไหนเหรอคะ เปล่านี่ ฉันว่าฉันไม่ได้พูดนะ” หญิงสาวที่เปลี่ยนการแทนตัวและการเรียกชื่ออีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์ส่ายหัว เส้นผมซึ่งวันนี้ดัดลอนมาพลิ้วไหว ก่อนจะตบท้ายอีกครั้งด้วยท่าทางยิ้มๆ “แต่ว่าก็ว่า…ถ้าจะโทษใครจริงๆ ของแบบนี้มันก็พูดลำบาก ตบมือข้างเดียวก็ไม่ดัง แล้วถ้าสองมือจับกันแน่นพอ…” เธอหันไปสบตาผู้หญิงคนใหม่ของอดีตคนรัก ริมฝีปากคลี่ยิ้มละมุน “… ‘มือที่สาม’ ก็คงแทรกเข้ามาไม่ได้”

 

(ติดตามต่อในเล่ม)

หน้าที่แล้ว1 of 18

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: