X
    Categories: Master of My Own ขอโทษที ฉันไม่ใช่เลขาคุณแล้วWith Loveทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Master of My Own ขอโทษที ฉันไม่ใช่เลขาคุณแล้ว เล่ม 3 บทที่ 72

หน้าที่แล้ว1 of 4

บทที่ 72 เป็นคืนส่งท้ายปีอีกแล้ว

แม้ว่าหลิ่วหมิ่นฮุ่ยจะมีความเป็นเจ้าหญิงน้อยอยู่ในใจ แต่จริงๆ แล้วเขาเป็นชายหนุ่มอกสามศอกพูดจริงทำจริง

นับตั้งแต่นั้นวันรุ่งขึ้นเขาก็เริ่มส่งดอกไม้ไปให้หนิงเหมิงจริงๆ

ศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์ไม่แบ่งแยก คนทำหนังและทีวีพอจะอาร์ตขึ้นมาก็เอิกเกริกเหลือเกิน คนอื่นส่งดอกไม้เป็นช่อ หลิ่วหมิ่นฮุ่ยส่งดอกไม้เป็นกระถางซึ่งขนาดใหญ่ใกล้เคียงกับไหผักดองที่บ้านคุณตาน้องชายคุณยายของเธอที่อยู่ฝั่งตงเป่ย ดินในกระถางมีดอกกุหลาบปักอยู่หลายร้อยดอก โดยมีกุหลาบแดงอยู่วงในสุด กุหลาบขาวอยู่วงนอก แล้วอีกวงก็เป็นกุหลาบแดง อีกวงก็เป็นกุหลาบขาว…ศิลปะการจัดดอกไม้เป็นเหมือนกับเป้ายิง ทำให้หนิงเหมิงมีความรู้สึกอยากยิงปืนเข้าเป้าขึ้นมาทีเดียว

หนิงเหมิงไม่รู้ว่าช่วงนี้หลิ่วหมิ่นฮุ่ยได้อ่านนิยายของจางอ้ายหลิง*  รึเปล่า ถึงได้ปักใจกุหลาบแดงและกุหลาบขาวนัก แต่เธอรู้ดีว่ากระถางกุหลาบพวกนี้ได้เรียกความสนใจจากคนรอบข้างขึ้นมาแล้ว

หลังจากหลิ่วหมิ่นฮุ่ยส่งดอกไม้มาติดกันสามวัน ไม่เพียงแต่ทุกคนบนชั้นยี่สิบของบริษัทอิงสืออินเวสเมนต์ที่รู้เรื่องนี้ แม้แต่พนักงานชั้นยี่สิบเอ็ดของบริษัทจี้หมิงแคปปิตอลต่างก็พากันลงมาล้อมดูดอกไม้ด้วย

ตอนเลิกงานในเย็นวันหนึ่งไม่รู้ว่าทำไมถึงบังเอิญนัก หนิงเหมิงเจอกับลู่จี้หมิงในลิฟต์ เขายิ้มประชดพร้อมเอ่ย

“ได้ข่าวมาว่าคุณได้รับกุหลาบกระถางนึงเหรอ พฤติกรรมเชิงศิลป์หรือไง จุ๊ๆ คนวงการบันเทิงนี่หยอกล้อกันเก่งจริงๆ”

หนิงเหมิงตอกกลับอย่างมีเทคนิคเบาๆ ว่า “มีความคิดสร้างสรรค์ดีนะ หลังจากดอกไม้เหี่ยวแล้วฉันยังเอากระถางมาทำโหลดองผักได้ จากจุดนี้ก็เห็นได้ว่าหลิ่วหมิ่นฮุ่ยคือผู้ชายที่รู้จักใช้ชีวิตเป็นอย่างดี”

ดวงตาลู่จี้หมิงเกือบถลนออกมา “คนโง่สติไม่ดีแบบนั้นจะรู้จักใช้ชีวิตได้ยังไง เหอะ ผมยังนับถือสายตาตัวเองที่เลือกเลขานุการเมื่อสามปีก่อน!” ผ่านไปสักพักลู่จี้หมิงก็เปลี่ยนเสียงสูงกะทันหัน “คุณกับเจ้าล่ำบึ้กเอาจริงเหรอ”

หนิงเหมิงยิ้มออกมา “ประธานลู่คะ มันเป็นเรื่องส่วนตัวของฉัน แม้แต่เจ้านายฉันยังไม่สน คุณก็ไม่ใช่เจ้านายฉัน นี่มันยุ่งเรื่องคนอื่นมากไปหรือเปล่าคะ”

ลิฟต์ลงมาถึงชั้นหนึ่ง หนิงเหมิงเดินนำออกมาก่อน เธอเดินมุ่งตรงออกจากประตูใหญ่ของอาคาร ลู่จี้หมิงเปลี่ยนตัวเองเป็นลำโพงตัวใหญ่อยู่ข้างหลังเธอ ตะโกนถามอย่างโกรธเคือง

“คุณทำกับอดีตเจ้านายของคุณแบบนี้เหรอ! คุณมีจิตสำนึกบ้างไหม ที่คุณมีวันนี้ได้ไม่ใช่เพราะผมเหรอ! ถ้าหากผมเป็นคุณ ผมคงจะรีบกลับมายอมตายเพื่อตอบแทนพระคุณนายเก่าแล้ว! เอ่อ สัญญาจ้างงานของคุณใกล้จะจบแล้วใช่ไหม…”

หนิงเหมิงมองบน ในใจก็ท่องว่า ไม่ต้องฟัง ไม่ต้องฟังคำพูดคนเลว เดินพุ่งออกจากสำนักงานไป

ตอบแทนพระคุณนายเก่าเหรอ

เชอะ

 

หนิงเหมิงส่งข้อความถึงหลิ่วหมิ่นฮุ่ยตอนอยู่ในรถไฟใต้ดิน บอกให้เขาเลิกพฤติกรรมส่งดอกไม้มาเป็นไหๆ…เป็นกระถางๆ นี้เสียที

หลิ่วหมิ่นฮุ่ยโทรหาเธอ ถามว่า “ทำไมเหรอ คุณไม่ชอบดอกไม้หรือไม่ชอบผม?”

หนิงเหมิงตอบอย่างสัตย์จริงว่า “ฉันชอบคุณในสถานะหุ้นส่วนความร่วมมือทางธุรกิจเท่านั้นค่ะ”

หลิ่วหมิ่นฮุ่ยไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิด “ก็คือไม่ชอบผมในฐานะที่เป็นผู้ชายสินะ ไม่เป็นไรเลย เป็นเรื่องปกติ ถ้าคุณชอบผม แล้วผมจะมาตามจีบคุณทำไมกันเล่า แรงผลักดันของพฤติกรรมการตามจีบก็คือทำให้คนที่ไม่ชอบผมแบบคุณเปลี่ยนใจชอบผมขึ้นมา”

หนิงเหมิงพบว่าเธอน่าจะคุยกับหลิ่วหมิ่นฮุ่ยไม่รู้เรื่อง คนบันเทิงคนทำศิลปะเวลาดื้อดึงขึ้นมา นักโต้วาทีระดับโลกก็ต้องหลบไปยืนข้างๆ

หนิงเหมิงจึงต้องอาศัยท่าไม้ตายนำเรื่องของการงานมากดดัน “หากคุณยังใช้เงินฟุ่มเฟือยแบบนี้ ฉันก็จะเข้าใจว่าคุณมีเงินทุนไม่ขาดมือ คราวหลังไม่ต้องมาอ้อนวอนให้ฉันช่วยหานายทุนมาลงทุนในโปรเจ็กต์หนังละครของคุณแล้วนะ”

หลิ่วหมิ่นฮุ่ยยอมจำนนในทันที

 

แต่ว่าเขาก็ไม่ยอมเลิกตื๊อง่ายๆ ไม่เสียเงินส่งดอกไม้จริงก็เริ่มต้นส่งดอกไม้ออนไลน์มาให้ หนิงเหมิงมาถึงที่บริษัท นั่งลงดื่มชาแล้วเธอก็จะได้รับสติ๊กเกอร์ดอกกุหลาบแบบต่างๆ เหมือนที่คนแก่ส่งกันอย่างตรงเวลาทุกวัน

หนิงเหมิงตัดสินใจปล่อยให้หลิ่วหมิ่นฮุ่ยทำไป เธอเชื่อว่าเขาทำอะไรเธอไม่ได้ และเธอก็จัดการเขาไม่ได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงปล่อยให้เขาบ้าบอไป หากวันไหนสติ๊กเกอร์หมด อาการบ้าคลั่งของเขาก็จะได้รับการบรรเทาด้วยตนเอง

ลู่จี้หมิงมาคุยธุระกับสืออิง หลังจากคุยเสร็จขณะเดินผ่านโต๊ะทำงานของหนิงเหมิง เขาก็อดไม่ได้ที่จะปากเสียพ่นความคิดไม่ดีออกมา

“ดอกไม้ล่ะ ไม่มีดอกไม้แล้วเหรอ หึ คนวงการบันเทิงไม่น่าเชื่อถือสินะ ความสม่ำเสมอมันมีแค่ไม่กี่วันเอง!”

หนิงเหมิงไม่สนใจเขา บอกในใจว่าดอกไม้ไม่เคยขาดเลยสักวัน สติ๊กเกอร์ดอกกุหลาบในมือถือฉันถ้าพริ้นต์ออกมาก็สามารถนำมาฝังกลบคุณได้เลย!

ใกล้ปลายปี สำหรับหนิงเหมิงแล้วนอกจากความสำเร็จในการลงทุนกับบริษัทฮุ่ยมีเดียก็ยังมีเรื่องน่ายินดีอีกเรื่องหนึ่ง

ภายใต้การดำเนินงานของทีมนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ของเฉียนเฟย บริษัทจือจือเทคโนโลยีซึ่งเป็นแพลตฟอร์มถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ตของอวี๋ต้าอี้ได้รับการจดทะเบียนในเอ็นอีอีคิวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในวันที่บริษัทจัดพิธีขึ้นป้ายตีระฆัง* เนื่องในโอกาสยื่นจดทะเบียนในเอ็นอีอีคิว อวี๋ต้าอี้ตั้งใจเชิญหนิงเหมิงมาร่วมงานด้วย

อวี๋ต้าอี้กล่าวว่า “บริษัทมาถึงจุดนี้ได้เพราะคุณ ตั้งแต่การทำงานก่อนการลงทุนจนถึงการบริหารจัดการหลังการลงทุน จนถึงการช่วยวางแผนจัดการทรัพยากรองค์รวมในเวลาต่อมา หากไม่มีการทุ่มเทของคุณก็คงไม่มีจือจือเทคโนโลยีในวันนี้ ดังนั้นสักขีพยานในการจดทะเบียนของบริษัทจือจือเทคโนโลยีจะขาดคุณไปไม่ได้!”

หนิงเหมิงหัวใจพองโตเมื่อได้ฟังคำพูดนี้ของอวี๋ต้าอี้ รู้สึกราวกับว่าเลือดกำลังสูบฉีดทั่วร่างกาย แล้วจู่ๆ ก็พบว่าเธอรักอาชีพที่ทำอยู่ตอนนี้จากหัวใจจริงๆ เธอไม่ได้ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพไปวันๆ เหมือนตอนที่เป็นเลขาฯ เธอทำงานด้วยหัวใจที่รักในอาชีพนี้

คนเราต้องทำสิ่งที่ตัวเองรักถึงจะได้ ถึงจะยอมเสียสละเพื่อสิ่งนั้น ถึงจะเต็มใจทุ่มเทให้กับงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่

ในฐานะประธานบริษัทอวี๋ต้าอี้กล่าวสุนทรพจน์ ระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ หลังจากขอบคุณความทุ่มเทและความพยายามของทีมงานของเฉียนเฟยแล้ว เขาก็ตั้งใจกล่าวถึงหนิงเหมิงเพื่อแสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อเธอโดยเฉพาะ

หนิงเหมิงแทบกลั้นน้ำตากับภาพความประทับใจในเวลานี้ไว้ไม่อยู่

เฉียนเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ หันมายิ้มแล้วยกหัวแม่มือให้เธอ กระซิบเบาๆ ว่า “หนิงเหมิง เจ๋งมาก!”

 

หลังจากพิธีจดทะเบียนผ่านไปไม่นาน ก่อนวันขึ้นปีใหม่เฉียนเฟยก็มีข่าวดีมาบอกหนิงเหมิง

“มีบริษัทจดทะเบียนหนึ่งสนใจบริษัทจือจือเทคโนโลยี อยากจะขอซื้อกิจการ คุณคิดว่าอย่างไร หลังวันหยุดจะให้มาคุยรายละเอียดไหม”

หนิงเหมิงตอบกลับไปอย่างตื่นเต้นว่า “ได้สิ ขอบคุณประธานเฉียน ลำบากคุณแล้ว!”

ไม่ต้องมากไปกว่านี้ เพียงแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ความคาดหวังและคำขอบคุณล้วนสรุปความอยู่ในคำพูดนี้แล้ว

อีกไม่กี่วันจะถึงวันขึ้นปีใหม่ หนิงเหมิงนับนิ้วไปนับนิ้วมา คิดแล้วคิดอีกว่าในปี 2014 นี้เธอทำอะไรมากมาย หว่านเมล็ดพันธุ์ไว้เป็นจำนวนมาก เหน็ดเหนื่อยมาก แต่ก็รู้สึกว่าเต็มที่ เป็นปีที่เต็มไปด้วยความหวัง หวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีในอนาคต

ในอนาคตผลผลิตจากการที่เธอหว่านเมล็ดพันธุ์จะเป็นผลลัพธ์ที่ตอบแทนความขยันและความเหน็ดเหนื่อยของเธอ

ปี 2014 ยังคงเหลืออีกสองวัน หนิงเหมิงรู้สึกว่าปีนี้คือปีหนึ่งที่เธอก้าวผ่านไปอย่างมีความสุขที่สุด เต็มที่ที่สุด สมบูรณ์ที่สุดปีหนึ่ง

ในคืนส่งท้ายปีเก่าหนิงเหมิงปฏิเสธการเชิญชวนทั้งหมด เธอรู้สึกว่าตัวเองในขณะนี้ไม่ใช่คนที่โดดเดี่ยวเปราะบางเหมือนที่ผ่านมา ผ่านประสบการณ์ที่บ่มเพาะมาทุกรูปแบบเป็นเวลาหนึ่งปี เธอเปลี่ยนแปลงจิตใจตัวเองให้เข้มแข็งขึ้น ไม่รู้สึกเดียวดายอีกแล้ว ในปีนี้เธอไม่ต้องรอให้ใครมาเป็นเพื่อนอยู่ด้วยกันในคืนข้ามปีอีกแล้ว

หนิงเหมิงทำอาหารมื้อค่ำอันแสนสมบูรณ์แบบให้กับตนเอง กับข้าวสี่อย่างข้าวสวยหนึ่งถ้วย กินข้าวหนึ่งคำกับกับข้าวสี่อย่าง ตะเกียบกับปากทำงานอย่างขมีขมัน เธอทานอาหารอย่างมีอรรถรส

หลังจากมื้อค่ำเธอคุยกับพ่อแม่ผ่านวิดีโอคอลล์ คุณแม่หนิงเห็นว่าหนิงเหมิงฉลองปีใหม่คนเดียวก็เป็นห่วง แต่คุณพ่อหนิงกลับรู้สึกอิจฉาลูกสาวที่สามารถฉลองปีใหม่อันแสนสงบเพียงคนเดียว พ่อเองใกล้จะถูกคนขี้บ่นเรียกใช้จนเป็นกรรมกรประจำบ้านไปแล้ว คำพูดประโยคนี้ของคุณพ่อหนิงถูกเปลี่ยนเป็นกำปั้นของคุณแม่หนิงที่ทุบลงมาด้วยความรักไปโดยปริยาย

หนิงเหมิงมองดูพ่อแม่หวานใส่กันผ่านหน้าจอมือถือ มองดูพ่อกับแม่เถียงกันด้วยความรัก เธอก็เกิดอารมณ์คล้อยตามว่านี่คือความสุขที่วิเศษที่สุด

เมื่อคุยกับพ่อแม่เสร็จ หนิงเหมิงก็ติดต่อไปหาโหยวฉี เหอเยวี่ยหลวนพาโหยวฉีไปฉลองวันหยุดที่เมืองไทยแล้ว ขณะต่อสายวิดีโอคอลล์ติดเป็นเวลาที่โหยวฉีกำลังดูการแสดงของนักแสดงเพศที่สาม หนิงเหมิงจึงถือโอกาสนี้ดูการแสดงไปด้วย หลังจากดูการแสดงจบในหัวของเธอมีอยู่คำเดียวก็คือ ’อล่างฉ่าง’

เธอไม่อาจดูต่อไปได้แล้ว ไม่อย่างนั้นเลือดกำเดาอาจจะพุ่งออกมาได้

ในเมื่อเห็นโหยวฉีกับเหอเยวี่ยหลวนสบายดี เธอก็สบายใจแล้ว เธอตะโกนผ่านวิดีโอคอลล์ว่า “สุขสันต์วันปีใหม่!” กับโหยวฉีแล้วสายก็ตัดไป

ผ่านไปสักพักสายจากซูเหวยหรานก็ดังขึ้น ปีนี้เขากลับไปฉลองปีใหม่ที่บ้านเกิด ตอนนี้ไม่ได้อยู่ที่ปักกิ่ง เขาถามหนิงเหมิงว่ากำลังทำอะไรอยู่ กินข้าวหรือยัง กินข้าวคนเดียวหรือกินข้าวกับใคร หนิงเหมิงตอบทุกคำถามอย่างจริงจัง ซูเหวยหรานดูเหมือนดีใจมากที่เขาไม่ได้อยู่ปักกิ่งและเธอก็อยู่ฉลองปีใหม่ข้ามคืนเพียงลำพัง น้ำเสียงเขามีความสุขอย่างไม่ปิดบัง

เขาลองถามเธออย่างนึกสนุกว่ารู้สึกว่าเสียดายสักนิดไหมที่เราไม่ได้เจอหน้ากันตอนข้ามปี

หนิงเหมิงยิ้มพร้อมกับพูดอย่างไว้หน้าว่าเป็นเรื่องน่าเสียดายอยู่นิดหน่อย คุยกันอีกสักครู่จนซูเหวยหรานค่อนข้างจะพอใจแล้วก็วางสายไป

ผ่านไปสักพักหลิ่วหมิ่นฮุ่ยก็โทรเข้ามา เขาเชิญหนิงเหมิงไปฉลองข้ามปีด้วยกันแต่เธอปฏิเสธ เขาก็ยังไม่ยอมแพ้ โทรกลับมาตื๊ออีกครั้งหนึ่ง หลังจากได้รับคำตอบปฏิเสธเช่นเดิมในที่สุดเขาก็ยอมอย่างจำใจ อวยพรขอให้เธอมีความสุขในวันปีใหม่แบบตัดพ้อ

ราวกับว่าคนที่ควรจะติดต่อกันก็ติดต่อหมดแล้ว คืนก่อนวันปีใหม่นี้ดูเหมือนว่าน่าจะเป็นคืนที่สมบูรณ์แบบคืนหนึ่ง

แต่บอกไม่ถูกว่าทำไม หนิงเหมิงกลับรู้สึกว่าเหมือนยังขาดอะไรไปสักอย่าง

 

ก่อนเที่ยงคืน หนิงเหมิงสวมเสื้อกันหนาวผ้าฝ้ายลงลิฟต์ไปชั้นล่าง

ลานกว้างหน้าหมู่บ้านมีคนกลุ่มใหญ่รวมตัวกันอยู่ กำลังเตรียมตัวเคานต์ดาวน์ไปด้วยกัน หนิงเหมิงเข้าไปร่วมด้วย เบียดเสียดกับคนที่ไม่รู้จัก

ค่ำคืนของฤดูหนาวอากาศค่อนข้างเย็น แต่การเบียดเสียดท่ามกลางฝูงชนคนแปลกหน้าได้ปลดปล่อยความคึกคักที่จะจุดประกายขึ้นในตอนเที่ยงคืน หนิงเหมิงรู้สึกคึกอยู่บ้าง ในความคึกนี้เธอรู้สึกเหมือนว่ามีสิ่งที่คั่งค้างอยู่ เหมือนกับว่ายังมีเรื่องที่ยังไม่เสร็จสิ้นคั่งค้างอยู่ตรงนั้น แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบไม่ดีอะไร เป็นความกังวลที่เธอปล่อยวางไม่ได้เท่านั้น

หนิงเหมิงสะบัดหัวไปมา ผู้คนจำนวนมากเริ่มตะโกนนับถอยหลังอย่างพร้อมเพรียง

“สิบ! เก้า! แปด…”

หนิงเหมิงเปล่งเสียงตะโกนนับถอยหลังออกมาพร้อมๆ กัน

มือถือที่อยู่ในกระเป๋าสั่นจนหนิงเหมิงรู้สึกได้ เธอควานหามือถือพร้อมกับร่วมนับถอยหลังร่วมกับผู้คนต่อไป

“หก! ห้า! สี่…”

พอหยิบมือถือออกมา เวลาไม่รอช้าเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว เธอใจจดใจจ่ออยู่กับการนับถอยหลัง เกรงว่าหากเผลอคิดเรื่องอื่นจะพลาดช่วงท้ายที่จะตะโกนไปพร้อมกับฝูงชน จึงไม่ใส่ใจที่จะมองชื่อบนหน้าจอมือถือที่บอกว่ามีสายเรียกเข้า

“สาม! สอง! หนึ่ง…”

หนิงเหมิงเผลอกดปุ่มรับสายโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้นเธอเหมือนจะเหลือบมองเห็นชื่อผู้ที่โทรเข้ามา แต่ด้วยความตื่นเต้นของเลือดที่สูบฉีดทั่วร่างจึงไม่ทันที่จะมีอาการโต้ตอบใดๆ ขณะร่วมกับฝูงชนนับถอยหลังตัวเลขสุดท้ายเธอก็ยกมือถือแนบหูตนเองอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว

เพิ่งจะนับถอยหลังเสร็จพอดี เธอใช้อารมณ์ที่พุ่งถึงจุดสูงสุดตะโกนออกมาพร้อมกับผู้คน

“สุขสันต์วันปีใหม่!”

ปลายสายของโทรศัพท์ปรากฏเสียงแหบพร่าของลู่จี้หมิงที่ดังขึ้นว่า “สุขสันต์วันปีใหม่”

เสียงแสดงความยินดีจากคนแปลกหน้าระเบิดดังกระหึ่มก้องไปทั่วลานกว้าง

หนิงเหมิงรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เสียงก้องดังกระหึ่มไม่สามารถกลบเสียงของลู่จี้หมิงทางสายโทรศัพท์ผ่านคลื่นสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าที่เป็นเสียงเบาๆ ลงไปได้

หนิงเหมิงตะโกนกับปลายสาย “ลู่จี้หมิง คุณโทรมาผิดเบอร์รึเปล่า”

เจิงอวี่หังเคยเล่าให้ฟังว่าทุกๆ เทศกาลเวลาเที่ยงคืนของลู่จี้หมิงจะมอบให้แก่นางในฝันของเขา

สายสนทนาน่าจะตัดไปแล้ว

หนิงเหมิงคิดว่าเขาน่าจะโทรมาผิดจริงๆ เขาคงต่อสายถึงนางฟ้าในฝัน โทรจนสายพันมาโทรถึงเธอ

หลังจากเก็บมือถือเรียบร้อย ความรู้สึกที่แปลกประหลาดและคั่งค้างอยู่ในใจหนิงเหมิงก็อันตรธานหายไปทันที

เธอคิดว่าบางทีแรงผลักดันที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นเพราะพระเจ้ารอมอบการนับถอยหลังนั่นเอง

สิ้นสุดการนับถอยหลัง ผู้คนเริ่มทยอยแยกย้าย หนิงเหมิงแยกย้ายตามฝูงชนมุ่งหน้ากลับบ้าน

ระหว่างทางกลับเธอนึกขึ้นมาได้ในฉับพลันว่าโมเมนต์ของการฉลองขึ้นปีใหม่เธอลืมขอพร เป็นเพราะถูกขัดจังหวะด้วยสายที่ต่อผิดของลู่จี้หมิง หนิงเหมิงคิดได้เช่นนี้ก็อยากจะชกเข้าที่หน้าลู่จี้หมิงขึ้นมา

คำอธิษฐานขอพรปีใหม่มีความสำคัญทางพิธีกรรมสำหรับเธอ เพื่อตั้งเป้าการทำงานในปีนี้ เธอถึงจะมีจิตใจที่ขยันขันแข็งต่อสู้กับอุปสรรค

เธอเสียดายและเสียใจที่พลาดโอกาสที่จะตั้งเป้าหมายตลอดทั้งปี

หนิงเหมิงเดินถอนหายใจกลับเข้าไปในทางเดินของอาคาร เดินตรงไปที่หน้าลิฟต์ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบว่าข้างหน้าเธอเต็มไปด้วยคนที่ไปนับถอยหลังมารอลิฟต์อยู่

เธอนับดูแล้วลิฟต์รอบหนึ่งไม่สามารถบรรทุกคนมากมายอย่างนี้ได้หมด ดังนั้นเธอจึงหันไปตัดสินใจเดินขึ้นบันได

มีสองสามคนที่เดินตามเธอขึ้นไปทางบันไดด้วย คนหนึ่งเลี้ยวออกไปตอนที่ถึงชั้นสาม อีกสองคนเมื่อถึงชั้นห้าก็ถอนตัวออกจากกลุ่ม เหลือเพียงหนิงเหมิงคนเดียวที่เดินขึ้นไปต่อจนเหลืออีกสองชั้นสุดท้าย เธอไม่รู้สึกเดียวดายเลยสักนิด เธอเดินช้าลง เริ่มต้นดื่มด่ำกับความเงียบสงัดท่ามกลางความมืดมิด ค่ำคืนแห่งฤดูหนาวที่สดชื่นและหนาวเหน็บ

เมื่อเดินขึ้นมาถึงชั้นหกครึ่ง เธอเลี้ยวผ่านชานพักบันได เตรียมก้าวขึ้นต่อไปอีกครึ่งชั้นที่เหลือ

จู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น มีใครบางคนกระแอมเบาๆ เสียงดังพอที่จะทำให้ไฟเซ็นเซอร์สว่างขึ้น

บริเวณนั้นสว่างไสวขึ้นทันใด หนิงเหมิงแสบตาเพราะแสงไฟ เธอหรี่ตาและแหงนหน้ามองขึ้นไป จึงเห็นว่าลู่จี้หมิงกำลังนั่งอยู่บนบันไดขั้นสูงสุดของชั้นที่เจ็ดและเขากำลังก้มหน้าลงไปด้านล่าง

สายตาของเขาจับจ้องมาโดยไม่ว่อกแว่ก จดจ่อจนหางตากระตุกเหมือนกำลังหยอกล้อกับใครอยู่อย่างไม่รู้ตัว

หนิงเหมิงจากที่หรี่ตาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง เบนสายตาออกมา ตั้งสติและแล้วมองกลับไปใหม่

ลู่จี้หมิงนั่งอยู่ที่ขั้นบันไดใต้แสงไฟและกำลังจดจ้องมองมาที่เธอ

อยู่ดีๆ เขาก็หัวเราะออกมา “คุณเองเหรอ!”

 

เชิงอรรถ

* จางอ้ายหลิง เป็นนักเขียนหญิงชาวจีน มีชีวิตอยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1920-1995 เธอได้ฝากผลงานนิยายและร้อยแก้วเอาไว้รวมเกือบหนึ่งร้อยกว่าเรื่อง เธอเขียนนิยายเรื่องหนึ่งชื่อว่า ‘กุหลาบแดงกับกุหลาบขาว’ เป็นเรื่องราวความรักที่ยุ่งเหยิงของผู้ชายที่ชื่อตงเจิ้นเป่ากับเมิงเยียนหลีภรรยาที่เขาเริ่มเบื่อหน่าย และหวังเจียวหรุ่ย หญิงสาวที่แต่งงานแล้วแต่เพิ่งรู้ตัวว่าเธออยากได้ความรักจากตงเจิ้นเป่าชายที่เป็นชู้รักของเธอ นิยายเรื่องนี้บรรยายถึงความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ช่วงที่หมดรักกับคนเก่าและต้องการเริ่มต้นรักครั้งใหม่

* ขึ้นป้ายตีระฆัง ในที่นี้หมายถึงพิธีขึ้นป้ายแสดงความยินดีและผู้บริหารร่วมตีระฆังเพื่อฉลองให้บริษัทหรือกิจการที่ยื่นจดทะเบียนเข้าเอ็นอีอีคิวสำเร็จและเริ่มการซื้อขายในตลาดทุน

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 22 .. 65  เวลา 12.00 .

หน้าที่แล้ว1 of 4

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: