ทดลองอ่าน Moonlight เพลงรักใต้แสงจันทร์ บทที่ 125 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

Moonlight เพลงรักใต้แสงจันทร์

ทดลองอ่าน Moonlight เพลงรักใต้แสงจันทร์ บทที่ 125

บทที่ 125

ในที่สุดบทสนทนาอันแสนสุขก็ใกล้จะจบลง ประเด็นสุดท้ายคงหนีไม่พ้นเรื่องจุกจิกของโจ้วชวนที่เกิดขึ้นในช่วงนี้…สิ่งที่ทำให้ชูหลี่ตกใจคือเป็นไปไม่ได้ที่โจ้วกู้เซวียนจะไม่รู้สภาพในตอนนี้ของโจ้วชวน และเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ว่าลูกชายของเขาอยู่ในช่วงจิตใจเปราะบาง…

เห็นได้ชัดว่าคุณนายโจ้วชวนก็ยังพูดกับเขาด้วยท่าทางระมัดระวัง แต่โจ้วกู้เซวียนกลับตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น

“ถึงจะได้เข้าชิงรางวัลบุปผางามแห่งวรรณกรรม แต่ก็อย่าได้ใจไป ผลงานเรื่องนี้ยังห่างชั้นกับที่ควรจะได้รางวัลอีกโข” โจ้วกู้เซวียนเอ่ยอย่างราบเรียบ “ฉันรู้ว่าตอนนี้สื่ออย่างพวกเธอชอบยกยอนักเขียนมาก ตอนประโคมข่าวชื่อเสียงอะไรต่างๆ ล้วนเอาออกมาโอ้อวดซะหมด ยอดขายก็เกินจริงจนกลายเป็นบรรทัดฐานในวงการไปแล้ว ดังนั้นการที่พวกเขาพยายามประโคมข่าวการเข้าชิงของแกใหญ่โต แถมยังสัมภาษณ์อะไรนั่นน่ะ…ในสมัยของพวกฉันล้วนเป็นผลงานที่ทำกันออกมาจริงๆ ตอนที่ฉันส่งผลงานไปเข้าร่วมคัดเลือกแล้วได้เข้าชิง ทำไมถึงไม่มีคนมาสัมภาษณ์ฉันล่ะ”

โจ้วชวนเอาตะเกียบพุ้ยข้าวโดยไม่ชะงักเลยสักนิด แต่พอได้ยินดังนั้นก็เงยหน้าขึ้นมามองพ่อของเขาแวบหนึ่ง

“ไม่รู้ บางทีนักข่าวเองก็คงไม่อยากถูกพ่อทำให้โมโหล่ะมั้ง อยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายปีผิดตรงไหน…”

ชูหลี่กระทืบเท้าโจ้วชวนใต้โต๊ะทีหนึ่ง และดูจากการเคลื่อนไหวของร่างกายท่อนบนของคุณนายโจ้วแล้ว ถ้าเธอไม่เตะโจ้วกู้เซวียนใต้โต๊ะทีหนึ่งก็คงยื่นมือไปหยิกต้นขาเขา

โจ้วกู้เซวียนไม่สนใจ บ่นและสั่งสอนโจ้วชวนต่อไป “แกอย่าทำเหมือนขึ้นสวรรค์ไปแล้วก็นึกว่าการที่ ‘หนังสือเทพเจ้าแห่งแม่น้ำลั่ว’ ได้เข้าชิงเป็นความเก่งกาจของแกเองนะ แกลองคิดดูสิ ถ้าไม่มีชูหลี่เอามีดจ่อคอแกในตอนแรกและบังคับให้แกส่งเข้าร่วมคัดเลือกล่ะก็ แกจะมีวันนี้ได้เหรอ”

โจ้วชวนถือชามข้าวไม่พูดไม่จา ก้มหน้ามองชูหลี่แวบหนึ่งก็เห็นเธอมีท่าทีเครียดขึ้นมานิดหน่อย

“เธอไม่ได้เอามีดมาจ่อคอผม ก็แค่ร้องไห้อยากจะส่ง” น้ำเสียงของโจ้วชวนมั่นคงชัดถ้อยชัดคำ “ตอนแรกผมก็ไม่ได้อยากจะส่งและไม่คิดจะส่ง แต่พ่อเองก็รู้นี่นาว่าน้ำตาของผู้หญิงน่ะร้ายกาจที่สุด”

บรรยากาศผ่อนคลายลงเล็กน้อย คุณนายโจ้วหัวเราะขึ้นมา ชูหลี่หน้าแดงดึงแขนเสื้อของเขาอย่างกระดากอาย ลดเสียงลงต่ำพลางกล่าวเตือน

“พูดอะไรของคุณน่ะ…”

“ได้ผลประโยชน์แล้วก็อวดดีให้มันน้อยๆ หน่อยนะแก” โจ้วกู้เซวียนใช้ตะเกียบชี้หน้าโจ้วชวน “เรื่องนี้เป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ของชูหลี่จริงๆ”

“ฉันไม่ได้เป็นคนเขียนนิยายนะคะ”

“แกเขียนแล้วยังไง แกแค่ได้จังหวะดีก็เท่านั้น โลกแห่งวรรณกรรมในสองปีมานี้กำลังเปิดกว้าง เริ่มยอมรับวรรณกรรมหมวดหมู่ใหม่ๆ มากขึ้น ไม่ว่าอย่างไรรางวัลบุปผางามแห่งวรรณกรรมก็ต้องออกแถลงการณ์แน่นอน…หนังสือใหม่ของเสี่ยวเฉิง ฉันเองก็อ่านแล้ว และชูหลี่ก็เป็นคนทำด้วยสินะ ขายดีทีเดียว เขียนได้แยบยลดีเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะไม่ทันจังหวะดีๆ ล่ะก็ ไม่งั้นฉันว่าเขาเองก็ต้องได้เข้าชิงเหมือนกัน”

…หมดกันๆ

ถ้าไม่ใช่ว่าตอนนี้อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ล่ะก็ ชูหลี่อยากจะเอามือยันหน้าผากและนวดหว่างคิ้วจริงๆ อาจารย์โจ้วกู้เซวียนเหมือนกับที่เล่าลือกันไว้ โจ้วชวนไม่อยากได้ยินอะไรมากที่สุด เขาก็จะพูดสิ่งนั้นให้ได้

…มิน่าล่ะ โจ้วชวนถึงได้พูดอยู่ทุกวันว่าเจียงอวี่เฉิงคือ ‘เด็กข้างบ้าน’ ดูท่าทางจะจริงซะด้วยสิ

“ยอดขายหนังสือเล่มนั้นของเจียงอวี่เฉิงรวมกับที่แจกลายเซ็นยังน้อยกว่ายอดตีพิมพ์ครั้งแรกนิยายเล่มนี้ของผมถึงห้าหมื่นเล่ม นี่ก็ขายได้ไม่เลวแล้วเหรอ ทำไมไม่เห็นพ่อชมผมว่าขายได้ไม่เลวบ้างล่ะ…ต่อให้หนังสือผมยอดขายเกินจริงก็ยังเหลือเฟือ แล้วตอนแรกไม่ได้พูดว่าหนังสือเขายอดตีพิมพ์ครั้งแรกหนึ่งล้านเล่มหรือไง”

โจ้วชวนมองไปทางชูหลี่

ชูหลี่กระตุกมุมปาก แต่เวลานี้ถ้าเธอยังไม่ยอมอยู่ข้างโจ้วชวนอีก เขาคงจะล้มโต๊ะแน่นอน ดังนั้นชูหลี่จึงได้แต่พูด ขอโทษนะคะอาจารย์ กับเจียงอวี่เฉิงเงียบๆ ในใจ จากนั้นก็พยักหน้าและเอ่ยตามตรง

“…นั่นก็…พูดเกินจริงนิดหน่อยน่ะค่ะ”

โจ้วชวนเชิดจมูกไปทางพ่อของเขา

โจ้วกู้เซวียนแค่นเสียงหึทีหนึ่ง “คำพูดที่ฉันพูด แกอย่ามาทำเป็นไม่ชอบฟังหน่อยเลย ฉันพูดอะไรผิดหรือไง…นักเขียนเดี๋ยวนี้หุนหันพลันแล่น เวลาเตรียมตัวก่อนลงมือเขียน สิ่งที่คิดแวบแรกไม่ใช่ว่าต้องการสื่ออะไรผ่านผลงานของตัวเอง แต่คิดแค่ว่าฉันเขียนแบบนี้แล้วจะดังหรือเปล่า…คิดอย่างนี้จะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ อะไรออกมาได้”

โจ้วชวนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ที่พ่อพูดไม่ใช่เสี่ยวเฉิงข้างบ้านหรือไง เมื่อวานเขายังแชตถกความเห็นกับผมเรื่องหัวข้องานเขียนที่กำลังดังอยู่ในตอนนี้…ตอบสนองต่อตลาด ตอบสนองต่อการศึกษาเพื่อสอบ ตอบสนองต่อตาแก่ที่มีความคิดล้าหลัง เป็นแนวที่เจ้าเด็กข้างบ้านเสี่ยวเฉิงถนัดพอดี”

“แกว่าใครเป็นตาแก่!”

“ถ้าไม่ร้อนตัวแล้วจะเสียงดังขนาดนั้นทำไม”

“ไอ้เด็กอกตัญญู ก็นิสัยแบบนี้ไง มิน่าล่ะในเน็ตถึงได้มีคนด่าแกเยอะแยะขนาดนั้น!”

“พวกเขาก็ด่าพ่อเหมือนกันนั่นแหละ แก่แต่ไม่เคารพตัวเอง เขียนงานแทนลูกชาย”

“ฉันเขียนแทนแกกับผีน่ะสิ!”

โจ้วชวนวางชามลง “ใช่ พ่อรีบไปให้สัมภาษณ์แบบเอ็กซ์คลูซีฟดูสิ พูดกับคนพวกนั้นหน่อยว่า…ไม่ต้องสนใจหรอกว่าพวกเขาจะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ดูจากความขมขื่นเกลียดชังบนหน้าพ่อก็คงต้องเชื่อแล้ว”

“แกตัดใจซะเถอะ ฉันไม่ยุ่งด้วยหรอก ให้พวกเขาด่าแกต่อไปนั่นแหละ”

“อย่างกับจะด่าผมได้งั้นแหละ…ถ้าพ่อไม่ช่วยผม งั้นพ่อเรียกผมกลับมาทำไม ตั๋วเครื่องบินมันฟรีหรือไง”

“ฉันอยากเจอชูหลี่ ใครจะไปรู้ว่าแกกลับมาทำไม”

“…”

อาหารมื้อนี้จากความรักใคร่กลมเกลียวกันในตอนแรกที่ชูหลี่เป็นคนดำเนิน จนกระทั่งโจ้วชวนและโจ้วกู้เซวียนสองพ่อลูกเริ่มบทสนทนาที่ทำเหมือนไม่มีใครอยู่ในที่นี้ บรรยากาศก็เปลี่ยนจากเหนือเส้นศูนย์สูตรพุ่งทะยานไปยังวงกลมอาร์กติก คนรอบข้างจะกู้สถานการณ์กลับมาก็ทำไม่ได้แล้ว

กลิ่นดินปืนขุมหนึ่งแผ่กระจายอยู่กลางอากาศ

ภาพในจินตนาการของชูหลี่อย่าง ‘คุณพ่อวัยกลางคนผู้เข้มงวดแทบจะไม่เคยยืนอยู่ข้างลูกชาย ร่วมประณามความรุนแรงในโลกออนไลน์ด้วยกันและยืนกรานที่จะสนับสนุนลูกชาย ส่วนลูกชายก็ร้องไห้น้ำตาไหลกอดกับผู้เป็นพ่อ ทอดถอนใจว่าหลายปีที่ผ่านมาแม้จะทะเลาะกันบ่อยครั้ง แต่พ่อก็ยังเป็นพ่อแท้ๆ ของผม’ ไม่ได้เกิดขึ้น…

แต่อาจารย์โจ้วกู้เซวียนกลับกล่าว ‘ให้พวกเขาด่าแกต่อไปนั่นแหละ’

ส่วนโจ้วชวนกล่าว ‘อย่างกับจะด่าผมได้งั้นแหละ’

…แต่ว่ากันตามตรงแล้ว คำพูดของอาจารย์โจ้วกู้เซวียนก็นับว่าเป็นการกระตุ้นความอยากเอาชนะที่มีอยู่ในตัวโจ้วชวนอีกด้านหนึ่งเหมือนกัน

เมื่อทานอาหารเสร็จก็เป็นเวลาสามทุ่มครึ่ง

ระหว่างที่พาชูหลี่กลับไปส่งโรงแรม โจ้วชวนมองเธอที่เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้าพูด…มือข้างหนึ่งแตะพวงมาลัย ส่วนมืออีกข้างตบหลังมือหญิงสาวที่นั่งเบาะข้างคนขับเบาๆ

“ไม่ต้องปลอบผมหรอก ชินแล้วล่ะ”

พอโจ้วชวนพูดอย่างนี้แล้ว ชูหลี่ก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นเมื่อถึงโรงแรมแล้ว โจ้วชวนเดินตามเธอเข้าไปในห้องโดยไม่พูดไม่จา แต่เธอก็ไม่ได้ไล่เขาไปราวกับพยายามหลับตาข้างหนึ่ง…

เมื่อปิดประตู เธอก็ถูกกดลงบนผนังข้างประตูทันที

จุมพิตของชายหนุ่มประพรมลงบนแก้มชูหลี่ราวกับเม็ดฝน ท้ายที่สุดก็ประกบแนบชิดกับริมฝีปากของเธอ ปลายลิ้นเริ่มเปิดแนวฟันของเธอและล่วงล้ำเข้ามาอย่างง่ายดาย…ฝ่ามือใหญ่ของเขาที่รัดรอบเอวเธอเลื่อนเข้ามาใต้ชายเสื้อเชิ้ต เมื่อสัมผัสอันเย็นเยียบแนบชิดกับผิวอันเนียนละเอียดของเธอ ร่างเธอก็สั่นระริก…

“โจ้ว…โจ้วชวน…”

“หืม?”

“ไม่เอาตรงนี้…”

“งั้นไปที่เตียงก็แล้วกัน”

“…”

สิ่งที่เธออยากจะพูดไม่ใช่เรื่องนี้…

แต่เมื่อคิดไปครู่หนึ่ง คืนนี้ก็นับว่าได้เห็นกับตาแล้วว่าที่รักของเธอรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอย่างไร คำพูดที่ว่า ‘คุณไสหัวออกไปเลย’ ประโยคนั้นไม่ว่าอย่างไรก็พูดไม่ออก…จึงปล่อยให้ฝ่ามือใหญ่กอดรัดกระหวัดเล่นอยู่บนเอวและท้องน้อยของเธอ ปลายนิ้วแตะเนื้อชูชันใต้ชุดชั้นในที่ถูกดันออกมาหลังจากขยับขึ้นเล็กน้อยคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ

ตอนที่ถึงโรงแรมเป็นเวลาสี่ทุ่ม ในที่สุดโจ้วชวนก็จากไปราวๆ ห้าทุ่มครึ่ง…

ทั้งสองคนราวกับนักชิมเพิ่งได้สัมผัสกับของสดใหม่ ทุกการค้นพบครั้งใหม่เล็กๆ น้อยๆ สามารถทำให้พวกเขาพิรี้พิไรอยู่นานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย…แม้จะรู้สึกว่าเวลาและสถานที่ออกจะแปลกๆ ไปบ้างก็ตาม สุดท้ายแล้วก็ยังไม่อาจทำไปจนสุดได้ และเพื่อป้องกันไม่ให้ห้องของโรงแรมถูกคนทั้งสองทำจนเละเทะไปมากกว่านี้…โจ้วชวนจึงลุกขึ้นมาด้วยดวงตาแดงก่ำ จูบริมฝีปากสีแดงเข้มของคนในอ้อมกอด เอ่ยเสียงแหบพร่า

“ผมไปจัดการตัวเองที่ห้องน้ำแป๊บหนึ่ง” จากนั้นเขาก็เข้าไปในห้องน้ำ

ชูหลี่นอนอยู่บนเตียง หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง พอพลิกตัวไปมอง บนผ้าปูเตียงล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำหอมบนตัวเธอและกลิ่นอายจากเรือนกายของโจ้วชวน…ใบหน้าของเธอแดงก่ำ มองไปยังประตูห้องน้ำที่ปิดลงเมื่อครู่นี้ จึงลุกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอเดินเขย่งเท้าที่ไม่ได้สวมสลิปเปอร์ไปยังหน้าประตูและแนบหูฟัง

ห้องน้ำเป็นประตูบานเลื่อน เพียงเลื่อนเล็กน้อยก็สามารถแง้มช่องให้เห็นได้ ชูหลี่โน้มตัวเอาหูแนบกับประตูจนชิด ฟังเสียงความเคลื่อนไหวที่ทำให้หน้าแดงหูแดงดังมาจากข้างใน อีกทั้งเสียงหอบหายใจที่ทั้งแผ่วเบาและหนักหน่วงของชายหนุ่ม…

ชูหลี่ยืนจิกนิ้วเท้าบนพรมนุ่ม ใจเต้นรัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ เลือดลมทั่วทั้งร่างยิ่งสูบฉีดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันแข้งขาก็อ่อนเปลี้ยเล็กน้อย…

ความหุนหันพลันแล่นอย่างการเลื่อนเปิดบานประตูห้องน้ำโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น กางสองแขน ตะโกนใส่ชายหนุ่มอย่างไม่กลัวเกรงราวกับมองเห็นการตายเป็นการกลับบ้าน พร้อมกับกล่าวว่า ‘มาเถอะ ฉันไม่กลัว’ แทบจะแผดเผาสมองจนพังไปแล้ว…ชูหลี่เดินซวนเซผละจากประตูห้องน้ำกลับไปนอนบนเตียง กอดหมอน กัดนิ้วตัวเองแน่น แล้วขดตัวเข้าหากันทันที

 

และในเวลาเดียวกันนี้เอง ทางด้านบ้านตระกูลโจ้ว

คุณนายโจ้วยกถังสุ่ยมาแล้ววางลงตรงหน้าสามี มองเขากินเข้าไปคำหนึ่ง ในที่สุดก็ยื่นนิ้วไปจิ้มหลังเขาอย่างทนไม่ไหวพลางบ่น

“วันนี้คุณพูดแบบนั้นทำไม ก่อนออกจากบ้านเราตกลงกันแล้วไม่ใช่เหรอว่าวันนี้คุณจะพูดกันด้วยเหตุผลดีๆ”

โจ้วกู้เซวียนถูกจิ้มจนร่างโยกไหว จากนั้นก็ยกเปลือกตาขึ้น “เหตุผลอะไร ตั้งแต่ต้นจนจบคุณพูดเองเออเองทั้งนั้น ผมรับปากคุณหรือไง”

“โอ๊ย! แล้วตาแก่คร่ำครึอย่างคุณมีเหตุผลมากหรือไง…ไม่รู้เหรอว่าในอินเตอร์เน็ตด่าลูกเราหยาบคายแค่ไหน คุณไม่ปลอบเขาไม่พอ แถมยังพยายามพูดว่าการที่เขาได้เข้าชิงไม่ใช่เรื่องที่ควรค่าให้ดีใจอะไรทำนองนั้น เพราะงั้นเขาก็เลยถูกคนอิจฉาฟรีๆ ถูกเหน็บแนมฟรีๆ”

โจ้วกู้เซวียนกินถังสุ่ย คำพูดของภรรยาทำให้เขาขำพรืด “ถ้าเขาต้องการคำปลอบใจ เขาจะมาหาผมเหรอ”

คุณนายโจ้วถูกย้อนถามจนพูดไม่ออก

“ก่อนที่เขาจะมาก็รู้อยู่แล้วว่าผมจะพูดอะไร” โจ้วกู้เซวียนวางชามลง “คาดหวังจะให้ผมปลอบเขาเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว พวกคุณเองก็เลิกโอ๋เขาไปซะทุกเรื่อง เหมือนกับว่าเขาได้รับความทุกข์ทรมานอะไรสักที…ผู้หญิงอย่างพวกคุณไม่เข้าใจหรอก…”

“ไม่เข้าใจอะไร คุณอธิบายให้ฉันฟังสิ”

“เวลาอย่างนี้ยิ่งระมัดระวังก็ยิ่งเป็นการเพิ่มภาระให้เขา เป็นยังไงก็ควรปล่อยให้เป็นยังงั้น…อ้อ คนในอินเตอร์เน็ตพวกนั้นพูดกันว่าเขามีคนเขียนงานแทนก็มีคนเขียนแทนจริงๆ งั้นเหรอ สุดท้ายแล้วความจริงเป็นยังไง ตัวเขา พวกเรา แล้วก็คนรอบตัวเขาจะไม่รู้หรือไง”

“…”

“ไร้สาระทั้งเพ ไม่ควรค่าให้พูดถึง” โจ้วกู้เซวียนเอ่ยเสียงราบเรียบ “เรื่องนี้ไม่พอที่จะล้มโจ้วชวนได้หรอก สิ่งที่ทำร้ายคนคนหนึ่งตลอดไปไม่ใช่คำซุบซิบนินทา ขอแค่เขายืดตัวให้ตรงเข้าไว้ เขาก็ไม่มีทางล้มได้หรอก”

“…ว้าว คนคร่ำครึอย่างคุณเนี่ย” คุณนายโจ้วพูดเอื่อยเฉื่อย “ช่างพูดซะด้วย”

“นั่นลูกชายผมนะ” โจ้วกู้เซวียนบีบจมูกกลืนถังสุ่ยที่หวานแทบตายลงคอแล้ววางชามลง “ถ้าผมไม่เข้าใจ ยังจะมีใครเข้าใจอีก…ดีไม่ดีเขากำลังใช้ประโยชน์จากความเห็นอกเห็นใจที่เอ่อล้นของผู้หญิงอย่างพวกคุณพยายามเอาเปรียบอะไรสักอย่าง พวกคุณน่ะ ถูกเขาขายแล้วยังนับเงินให้เขาอีก”

 

ที่โรงแรม

ชูหลี่ที่กำลังกอดหมอนก็จามเบาๆ แล้วยกมือขึ้นมาถูปลายจมูก เธอมองประตูห้องน้ำที่ปิดสนิทอยู่ตลอดเวลา

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 19 มี.ค. 66 เวลา 12.00 น.

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in Moonlight เพลงรักใต้แสงจันทร์

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน สังหารรัชทายาท บทที่ 1

บทที่ 1 บทนำ “ขอรัชทายาททรงปลอดภัยแข็งแรงในเทศกาลซั่งหยวน” ดวงจันทร์ลอยเด่นกลางนภา โคมไฟส่องสว่างดุจทิวากาล บนถนนเสียงเค...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน สังหารรัชทายาท บทที่ 2

ภาค 1·บงกชพลัดถิ่นนานนับพันปี บทที่ 2 สหายเก่าเขาตงซาน 1 รัชศกจิ้งเหอปีที่สี่ ปีกุ่ยเหม่า ฤดูใบไม้ผลิพืชพรรณอุดมสมบูรณ์ ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน วิวาห์ร้อนซ่อนเงาแค้น บทที่ 1-2

บทที่ 1 คดีฆาตกรรม เดือนเจ็ดอากาศร้อนอบอ้าวค่อยๆ คลายลง สายลมเย็นในฤดูใบไม้ร่วงคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ แต่อากาศเมืองเฟิงจ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน สังหารรัชทายาท บทที่ 4

บทที่ 4 สหายเก่าเขาตงซาน 3 หลิวสี่ที่อยู่ข้างกายซ่งหลันรินสุราให้เยี่ยถิงเยี่ยน ซ่งหลันมองดูเขาดื่มสุราพลางสนทนากับซูลั่...

community.jamsai.com