X
    Categories: everYThey Both Die at the Endทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน They Both Die at the End บทที่ 9 – บทที่ 10 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

มาเทโอ

3:42 .

เสียงเคาะประตูดังขึ้น แล้วผมก็หยุดเดินไปมา

ความกังวลต่างๆ โถมใส่ในคราวเดียว ถ้าคนที่เคาะไม่ใช่รูฟัสล่ะ ถึงจะไม่ควรมีใครมาเคาะห้องผมดึกดื่นป่านนี้ก็เถอะ ถ้าคนที่เคาะเป็นรูฟัสแต่เขาพาแก๊งโจรหรืออะไรแบบนั้นมาด้วยล่ะ ถ้าเป็นพ่อล่ะ พ่ออาจไม่ได้บอกผมว่าตื่นแล้วเพื่อจะได้มาเซอร์ไพรส์ผม…อารมณ์แบบปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในวันสุดท้ายอย่างที่เห็นในหนังช่องไลฟ์ไทม์น่ะ

ผมเดินไปที่ประตูช้าๆ ดันที่ปิดตาแมวขึ้น ก่อนจะหรี่ตาดูรูฟัสที่จ้องตรงมาที่ผม ถึงจะรู้ว่าเขามองไม่เห็นก็เถอะ

“ฉันเอง รูฟัส” เขาพูดจากอีกฝั่ง

ผมหวังว่าจะมีแค่เขาคนเดียวจริงๆ ขณะดึงสายโซ่ออกจากช่อง ผมเปิดประตูออกแล้วเจอกับรูฟัสเวอร์ชั่นสามมิติตรงหน้า ไม่ใช่คนที่ผมเห็นผ่านวิดีโอคอลล์หรือว่าตาแมว เขาใส่เสื้อฟลีซสีเทากับกางเกงบาสเกตบอลขาสั้นสีฟ้าทับกางเกงรัดรูปของอดิดาส เขาพยักหน้าให้ ไม่ยิ้มหรืออะไรเลย แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเป็นมิตรอยู่ดี ผมโน้มตัวไปข้างหน้า ใจเต้นกระหน่ำ ก่อนจะแอบส่องโถงทางเดินเพื่อดูว่าเขาซ่อนเพื่อนไว้ตรงผนังเพื่อรุมทำร้ายผมแล้วปล้นเอาของที่มีอยู่น้อยนิดไปรึเปล่า แต่ในโถงไม่มีใคร และรูฟัสกำลังยิ้ม

“ฉันอยู่ในถิ่นของนาย พวก” รูฟัสพูด “ถ้าจะมีใครที่ควรระแวง คนคนนั้นก็คือฉัน หวังว่านายไม่ได้กำลังแกล้งทำเป็นเด็กที่ถูกดูแลแบบไข่ในหินมาทั้งชีวิตนะ”

“เปล่าแกล้งนะ” ผมสัญญากับเขา “โทษที ฉันแค่…วิตกน่ะ”

“เหมือนกันนั่นแหละ” เขายื่นมือมา แล้วผมก็จับมือทักทายกับเขา มือเขาชื้นเหงื่อ “พร้อมชิ่งรึยัง นี่เป็นคำถามหลอก แหงล่ะ”

“เกือบจะพร้อมแล้ว” ผมตอบ เขามาถึงหน้าประตูบ้านผมเพื่อมาอยู่เป็นเพื่อนกัน มาพาผมไปจากที่หลบภัยเพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิตจนกว่าเราจะไม่มีชีวิตอีกต่อไป “ขอฉันหยิบของก่อนนะ”

ผมไม่เชิญเขาเข้ามา และเขาก็ไม่ถือวิสาสะเชิญตัวเองเข้ามาข้างในด้วย เขาเปิดประตูไว้ให้ผมจากข้างนอกตอนที่ผมไปเอาโน้ตสำหรับเพื่อนบ้านกับกุญแจ ผมปิดไฟแล้วเดินผ่านรูฟัสออกไป เขาปิดประตูตามหลังแล้วผมก็ล็อกกุญแจ รูฟัสตรงไปที่ลิฟต์ ผมเดินไปอีกทาง

“นายจะไปไหน”

“ฉันไม่อยากให้เพื่อนบ้านแปลกใจหรือกังวลถ้ามาเคาะประตูแล้วฉันไม่ตอบ” ผมหย่อนโน้ตหน้าห้อง 4F “เอลเลียตทำอาหารเพิ่มให้ฉันเพราะฉันเอาแต่กินวาฟเฟิลอย่างเดียว” ผมเดินกลับมาทางรูฟัสแล้วทิ้งโน้ตอีกใบหน้าห้อง 4A “ส่วนฌอนจะมาดูเตาที่เสียให้ แต่เขาไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นแล้ว”

“เข้าใจคิดดีนะ” เขาพูด “ฉันไม่ได้คิดจะทำอะไรแบบนี้เลย”

ผมเดินไปที่ลิฟต์แล้วเหลือบมองข้ามไหล่ไปหารูฟัส คนแปลกหน้าที่เดินตามผมมา ผมไม่รู้สึกกระวนกระวาย แต่ผมต้องระวังตัว เขาคุยกับผมเหมือนเราเป็นเพื่อนกันมานานแล้ว แต่ผมยังระแวงอยู่ ซึ่งก็ยุติธรรมดี เพราะไม่กี่สิ่งที่ผมรู้เกี่ยวกับตัวเขาคือเขาชื่อรูฟัส เขาปั่นจักรยาน เขารอดจากโศกนาฏกรรม และเขาอยากเป็นมาริโอให้ลุยจิของผม แล้วก็เขาจะตายในวันนี้เหมือนกัน

“โว้ว เราจะไม่ลงลิฟต์นะ” รูฟัสพูดขึ้นมา “เดกเกอร์สองคนลงลิฟต์ในวันสุดท้ายของพวกเขานี่คือถ้าไม่ได้อยากตายก็เหมือนเป็นจุดเริ่มต้นของมุกตลกที่แป้กสุดๆ”

“ก็จริง” ผมว่า ลิฟต์น่ะอันตราย ดีสุดเราก็แค่ติดลิฟต์ แย่สุดก็อย่างที่รู้ๆ กัน โชคดีที่ผมมีรูฟัสช่วยคิดเรื่องนี้ ผมว่าเพื่อนคนสุดท้ายก็เป็นโค้ชชีวิตได้ด้วยแบบนี้แหละ “ลงบันไดกันเถอะ” ผมบอก อย่างกับเรามีทางเลือกอื่นที่จะออกไปข้างนอกอย่างนั้นแหละ อย่างการไต่เชือกที่ห้อยลงมาจากหน้าต่างโถงทางเดินหรือไม่ก็พวกสไลเดอร์ฉุกเฉินที่เขาใช้บนเครื่องบิน ผมลงบันไดสี่ชั้นเหมือนเด็กที่เพิ่งหัดใช้บันไดเป็นครั้งแรกโดยมีพ่อแม่ลงนำไปก่อนไม่กี่ขั้น…เพียงแต่ไม่มีใครจะช่วยคว้าผมไว้ถ้าผมล้ม หรือถ้ารูฟัสสะดุดมาชนผม

เราลงมาถึงล็อบบี้อย่างปลอดภัย มือผมค้างอยู่เหนือประตูทางเข้า…ผมทำไม่ได้ ผมพร้อมจะถอยกลับขึ้นไปข้างบนแต่รูฟัสเดินผ่านผมแล้วดันประตูเปิดออก อากาศชื้นช่วงปลายหน้าร้อนช่วยให้ผมผ่อนคลายขึ้นมาหน่อย ผมถึงขนาดมีความหวังว่าผม…แค่ผมคนเดียว…ขอโทษนะ รูฟัส…ว่าผมจะสามารถเอาชนะความตายได้ เป็นความรู้สึกดีไม่กี่วินาทีก่อนกลับสู่ความเป็นจริง

“ไปสิ” รูฟัสบอก เขากำลังกดดันผม แต่นี่แหละความสัมพันธ์ของพวกเรา ผมไม่อยากทำให้เราทั้งคู่ผิดหวัง โดยเฉพาะตัวผมเอง

ผมออกจากล็อบบี้แล้วหยุดเดินทันทีที่ประตูปิดลงตามหลัง ผมออกมาข้างนอกครั้งสุดท้ายเมื่อวานตอนบ่ายๆ ตอนผมกลับมาบ้านหลังจากไปเยี่ยมพ่อในวันแรงงานที่ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่การออกมาข้างนอกคราวนี้ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป มองตึกอาคารที่ผมเติบโตมาพร้อมกับมันแต่ไม่เคยสนใจมองดูดีๆ มาก่อน ในอพาร์ตเมนต์ของเพื่อนบ้านไฟยังเปิดอยู่ ผมได้ยินเสียงครางของคู่รักด้วย มีเสียงหัวเราะลั่นของผู้ชมในรายการตลก เสียงคนหัวเราะดังออกมาจากหน้าต่างอีกบาน อาจเป็นเพราะรายการตลกเสียงดังสนั่นรายการนั้น หรือไม่ก็กำลังโดนคนรักจั๊กจี้ หรือไม่ก็ขำมุกตลกของคนที่แคร์พอจะส่งข้อความมาหาตอนดึกขนาดนี้

รูฟัสตบมือ ปลุกผมให้ตื่นจากภวังค์ “เอาไปเลยสิบคะแนน” เขาเดินไปที่ราวลูกกรงแล้วปลดล็อกจักรยานสีเทาเหล็ก

“เราจะไปไหนกันเหรอ” ผมถาม ค่อยๆ เดินห่างจากประตู “เราควรมีแผนการรบนะ”

“แผนการรบส่วนใหญ่มีกระสุนกับระเบิดมาเกี่ยวด้วย” รูฟัสบอก “เรียกว่าแผนเกมดีกว่า” เขาลากจักรยานไปทางหัวมุมถนน “รายการสิ่งที่อยากทำก่อนตายน่ะไม่มีประโยชน์หรอก เพราะยังไงก็ทำให้ครบทุกอย่างไม่ได้ เราปล่อยตัวไปตามสถานการณ์ดีกว่า”

“นายดูเชี่ยวชาญเรื่องตายเนอะ”

พูดแบบนั้นออกไปคือโง่มาก ผมรู้ตัวก่อนที่รูฟัสจะส่ายหน้าซะอีก

“อืม คงงั้น” รูฟัสตอบ

“โทษที ฉันแค่…” อาการแพนิกเริ่มมาแล้ว อกผมบีบรัด หน้าร้อนจัด ผิวเนื้อกับหนังศีรษะคันยุบยิบ “ฉันยังซึมซับเรื่องที่ว่าฉันต้องใช้ชีวิตในวันที่อาจจำเป็นต้องมีรายการสิ่งที่ต้องทำก่อนตายไม่ได้น่ะ” ผมเกาหัวแล้วสูดหายใจลึก “แบบนี้มันไม่เวิร์กหรอก มันจะไม่เป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ การที่เราอยู่ด้วยกันเป็นไอเดียที่ห่วยแตกเพราะมันเพิ่มโอกาสให้เราตายเร็วขึ้นเป็นสองเท่า เหมือนเราเป็นเขตอันตรายของเดกเกอร์ ถ้าเราเดินไปตามทางแล้วฉันสะดุดล้มหัวฟาดกับหัวดับเพลิงและ…” ผมหุบปากแล้วเบ้หน้าเพราะรู้สึกถึงอาการเจ็บปวดที่หลอนไปเองเหมือนเวลาที่คุณนึกภาพตัวเองตกลงมาหน้าคว่ำใส่รั้วเหล็กแหลมหรือโดนต่อยจนฟันหลุด

“นายจะไปทำสิ่งที่นายอยากทำก็ได้ แต่ยังไงเราก็ตายอยู่ดีไม่ว่าจะอยู่ด้วยกันหรือเปล่า” รูฟัสพูด “กลัวไปก็เท่านั้น”

“มันไม่ง่ายแบบนั้นน่ะสิ เราไม่ได้ป่วยหรือว่าแก่ตาย จะให้เราพยายามใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไงทั้งๆ ที่รู้ว่าเราอาจโดนรถบรรทุกชนตอนข้ามถนนน่ะ”

“เราจะมองซ้ายมองขวาก่อน อย่างที่เราถูกฝึกให้ทำมาตั้งแต่เด็ก”

“ถ้ามีคนชักปืนออกมาล่ะ”

“เราจะเลี่ยงย่านที่ไม่ค่อยปลอดภัย”

“ถ้ารถไฟพุ่งมาชนเราล่ะ”

“ถ้าเราไปอยู่บนรางรถไฟในวันสุดท้ายของตัวเอง แสดงว่าเราหาเรื่องตายเองละ”

“แล้วถ้า…”

“นายจะทำแบบนี้กับตัวเองไม่ได้นะ!” รูฟัสหลับตาลงแล้วใช้กำปั้นขยี้ตาตัวเอง ผมกำลังจะทำเขาประสาท “เราจะทำแบบนี้กันทั้งวันเลยก็ได้ หรือไม่ก็อยู่ข้างนอกนี่และแบบว่า…ใช้ชีวิตน่ะ อย่าให้วันสุดท้ายของนายเสียเปล่าสิ”

รูฟัสพูดถูก ผมรู้ว่าเขาพูดถูก ไม่จำเป็นต้องเถียงต่อแล้ว “คงต้องใช้เวลาหน่อยกว่าฉันจะคิดได้แบบนาย ฉันใจกล้าขึ้นมาไม่ได้แค่เพราะรู้ว่าทางเลือกของตัวเองมีแค่ทำอะไรสักอย่างแล้วตายกับไม่ทำอะไรเลยแล้วต้องตายอยู่ดี” เขาไม่ได้เตือนผมว่าเราไม่ได้มีเวลาเหลืออยู่เยอะเท่าไหร่ “ฉันต้องไปบอกลาพ่อกับเพื่อนสนิทของฉัน” ผมเดินไปทางสถานีรถไฟใต้ดินถนนที่ 110

“ได้สิ” รูฟัสบอก “ฉันไม่มีอะไรที่ต้องทำอยู่แล้ว ฉันเพิ่งจัดงานศพไปและมันไม่เป็นไปตามแผนสักเท่าไหร่ แต่ก็ไม่ได้กะจะจัดใหม่อีกรอบหรอก”

ผมไม่แปลกใจเลยที่คนที่ใช้ชีวิตอย่างห้าวหาญในวันสุดท้ายของตัวเองมีงานศพ ผมมั่นใจว่าเขามีคนให้บอกลามากกว่าสองคนแน่นอน

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ” ผมถาม

“เรื่องไร้สาระน่ะ” รูฟัสไม่ขยายความต่อ

ผมกำลังมองซ้ายมองขวาเตรียมตัวข้ามถนนตอนเหลือบไปเห็นนกตายตัวหนึ่งบนพื้นถนน เงาเล็กๆ ของมันพาดทับกันสาดเรืองแสงของร้านขายของชำ นกตัวนี้โดนเหยียบ หัวของมันขาดกระเด็นไปไม่ไกล ผมคิดว่ามันน่าจะโดนรถชนแล้วโดนจักรยานทับหัวขาดอีกที…หวังว่าจะไม่ใช่ของรูฟัสนะ นกตัวนี้คงไม่ได้รับการแจ้งเตือนว่ามันจะตายคืนนี้แน่ๆ หรือไม่ก็เมื่อวาน หรือไม่ก็ตั้งแต่เมื่อวานซืน ถึงผมจะอยากจินตนาการว่าคนที่ขับชนมันอย่างน้อยก็น่าจะเห็นมันก่อนแล้วบีบแตร แต่บางทีการบีบแตรเตือนอาจไม่ได้สำคัญอะไรอยู่ดี

รูฟัสเห็นนกตัวนั้นเหมือนกัน “แย่ว่ะ”

“เราต้องเอามันออกไปจากถนน” ผมมองไปรอบๆ เพื่อมองหาอะไรมาช้อนตัวมัน ผมรู้ว่าไม่ควรจับมันด้วยมือเปล่า

“อะไรนะ”

“ฉันไม่ได้มีนิสัย ‘ยังไงก็ตายไปแล้ว งั้นเมินๆ มันไปซะเถอะ’ น่ะ” ผมบอก

“ฉันก็ไม่ได้มีนิสัย ‘ยังไงก็ตายไปแล้ว งั้นเมินๆ มันไปซะเถอะ’ เหมือนกันนั่นแหละ” รูฟัสพูด เสียงดูโกรธๆ

ผมต้องระวังคำพูดแล้วล่ะ “ฉันขอโทษ อีกที” ผมเลิกมองหาอะไรมาตักนกตัวนั้น “คืออย่างนี้ ตอนอยู่เกรดสาม ฉันกำลังเล่นอยู่ข้างนอกกลางฝนตอนที่ลูกนกตัวหนึ่งตกลงมาจากรัง ฉันเห็นตั้งแต่ต้นจนจบเลย ตอนที่มันกระโดดจากขอบรัง กางปีก แล้วร่วงลงมา ตาของมันสอดส่ายไปมาเพื่อขอความช่วยเหลือ ขามันหักจากแรงกระแทก และมันลากตัวเองไปหาที่หลบไม่ได้ ฝนเลยกระหน่ำใส่ตัวมัน”

“สัญชาตญาณของนกตัวนั้นแย่น่าดูเลยนะ ถึงได้โดดลงมาจากต้นไม้แบบนั้น” รูฟัสว่า

อย่างน้อยนกตัวนั้นก็กล้าออกจากบ้านตัวเอง “ฉันกลัวว่ามันจะแข็งตายหรือจมลงในแอ่งน้ำ ก็เลยวิ่งออกไปนั่งอยู่กับมันบนพื้น ใช้ขาตัวเองบังมันไว้น่ะ เหมือนเป็นหอคอย” แล้วลมหนาวก็เล่นงานเราทั้งคู่ ผมต้องหยุดเรียนวันจันทร์กับวันอังคารต่อมาเพราะเป็นไข้หนัก

“เกิดอะไรขึ้นต่อ”

“ฉันเองก็ไม่รู้” ผมยอมรับ “จำได้ว่าตัวเองเป็นไข้และต้องหยุดเรียน ตอนนั้นฉันน่าจะลืมไปว่าเกิดอะไรขึ้นกับนกตัวนั้น ฉันคิดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ เพราะรู้ว่าฉันไม่ได้หาบันไดมาช่วยพามันกลับขึ้นรัง รู้สึกแย่มากเลยพอคิดว่าฉันปล่อยมันให้ตายกลางฝนตรงนั้น” ผมคิดอยู่บ่อยๆ ว่าการช่วยนกตัวนั้นเป็นการทำความดีครั้งแรกของผม เป็นสิ่งที่ทำเพราะอยากช่วยสิ่งสิ่งหนึ่งเอาไว้ ไม่ใช่เพราะพ่อหรือครูคาดหวังให้ผมทำ “แต่ฉันทำอะไรที่ดีกว่าให้นกตัวนี้ได้”

รูฟัสมองผม สูดหายใจลึก ก่อนจะหันหลังแล้วลากจักรยานไปจากผม อกผมบีบรัดอีกครั้ง อาจเป็นไปได้ว่าผมมีปัญหาสุขภาพที่จะได้รู้ในวันนี้และตายเพราะโรคนั้น ผมโล่งอกพอรูฟัสจอดจักรยานแล้วเอาเท้าดันขาตั้งลง “เดี๋ยวหาอะไรมาให้จับนก” เขาพูด “อย่าแตะตัวมันนะ”

ผมดูให้แน่ใจว่าไม่มีรถขับมาตรงถนนช่วงนี้

รูฟัสกลับมาพร้อมหนังสือพิมพ์ทิ้งแล้ว เขาส่งมันมาให้ “ฉันหาได้ดีสุดแค่นี้”

“ขอบใจ” ผมใช้หนังสือพิมพ์ช้อนตัวนกกับหัวของมันขึ้นมา ก่อนจะเดินไปที่สวนของชุมชนฝั่งตรงข้ามกับสถานีรถไฟใต้ดิน มันตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างสนามบาสเกตบอลกับสนามเด็กเล่น

รูฟัสปั่นจักรยานช้าๆ ตามอยู่ข้างผม “นายจะทำยังไงกับมัน”

“ฉันจะฝังมัน” ผมเข้าไปในสวน เจอมุมหลังต้นไม้ที่อยู่ห่างจากจุดที่นักทำสวนของชุมชนปลูกไม้ผลกับดอกไม้เอาไว้และทำให้โลกเปล่งประกายขึ้นอีกหน่อย ผมคุกเข่าแล้ววางหนังสือพิมพ์ลง กังวลว่าหัวของมันจะกลิ้งออกไป รูฟัสไม่ออกความเห็นอะไร แต่ผมรู้สึกว่าจำเป็นต้องพูด “ฉันปล่อยมันทิ้งไว้ตรงถนนให้คนเอามันไปโยนทิ้งถังขยะหรือให้มันโดนรถทับซ้ำๆ ไม่ได้น่ะ”

ผมอยากให้นกที่ตายก่อนเวลาอันควรอย่างน่าเวทนาได้พักท่ามกลางชีวิตมากมายในสวนแห่งนี้ ผมถึงกับจินตนาการว่าต้นไม้ต้นนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นคนมาก่อน ว่ามีเดกเกอร์ที่ทำพิธีฌาปนกิจสักคนขอให้เอาเถ้ากระดูกของเขาใส่ลงในโกศที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติพร้อมเมล็ดต้นไม้เพื่อมอบชีวิตให้มัน

“เลยตีสี่มานิดนึงแล้ว” รูฟัสบอกผม

“ฉันจะรีบนะ”

เขาคงไม่ใช่คนประเภทที่จะเอานกมาฝัง ผมรู้ว่าคนมากมายไม่เห็นด้วยหรือเข้าใจอารมณ์นี้ เพราะถึงยังไงสำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว นกไม่ได้มีค่าอะไรเลยเมื่อเทียบกับมนุษย์ เพราะมนุษย์จริงๆ ใส่เนกไทแล้วออกไปทำงาน พวกเขาตกหลุมรักแล้วแต่งงานกัน พวกเขาจะมีลูกแล้วเลี้ยงเด็กๆ พวกนั้น แต่นกก็ทำทั้งหมดนี่เหมือนกัน พวกมันทำงาน…แต่ไม่ได้ใส่เนกไท อันนี้ผมยอม…จากนั้นก็ผสมพันธุ์ ฟูมฟักลูกของพวกมันจนแต่ละตัวบินได้ บางตัวก็กลายเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อให้ความบันเทิงแก่เด็กๆ เด็กๆ ได้เรียนรู้ที่จะรักและมีเมตตากับสัตว์ ส่วนนกตัวอื่นก็ใช้ชีวิตไปจนเวลาของพวกมันหมดลง

แต่อารมณ์แบบนี้เป็นอารมณ์ของมาเทโอ และนั่นหมายความว่ามันทำให้คนอื่นมองว่าผมเป็นคนแปลกๆ ผมไม่แสดงความคิดแบบนี้ออกมาให้คนอื่นรู้หรอก แม้กระทั่งพ่อกับลิเดียยังยากเลย

ผมใช้กำปั้นกดลงไปในแปลงดินได้สองครั้งพอดี ก่อนจะย้ายตัวนกกับหัวของมันจากหนังสือพิมพ์ลงไปในหลุมตอนที่แสงแฟลชสว่างวาบขึ้นข้างหลัง ความคิดแรกของผมคือไม่ใช่เพราะมีเอเลี่ยนส่งนักรบลงมาฆ่าผมหรอกนะ…โอเค ยอมรับก็ได้ว่าคิดอย่างนั้น ผมหันไปเห็นรูฟัสเล็งกล้องมือถือมาทางผม

“โทษที” รูฟัสบอก “เราไม่ได้เห็นคนเอานกมาฝังทุกวันนี่”

ผมตักดินมากลบตัวนก ลูบหน้าดินจนเรียบ ก่อนจะลุกขึ้นยืน “หวังว่าจะมีคนใจดีกับเราแบบนี้ตอนทุกอย่างจบลงนะ”

รูฟัส

4:09 .

เฮ้ มาเทโอน่ะเป็นคนดีเกินไป ผมไม่ระแวงเขาแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาใจกล้าพอที่จะทำร้ายผมนี่ แต่ผมโคตรช็อกที่ได้เจอคนที่…จิตใจบริสุทธิ์ขนาดนี้ ผมไม่ได้จะบอกว่าที่ผ่านมารอบตัวผมมีแต่คนเฮงซวย แต่มัลคอล์มกับทาโกไม่มีวันเอานกมาฝังหรอกตราบใดที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ ขอพูดตามความจริงเลยเถอะให้ตาย การที่ผมอัดเพ็คไปในคืนนี้เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าเราไม่ได้เป็นผู้บริสุทธิ์ ผมกล้าพนันด้วยอะไรก็ได้ว่ามาเทโอไม่รู้วิธีกำหมัดและจินตนาการว่าตัวเองใช้ความรุนแรงไม่ออก ไม่แม้กระทั่งตอนเขาเป็นเด็กที่ทำเรื่องโง่ๆ อะไรไปก็จะได้รับการให้อภัยและไม่โดนว่าอะไรแค่เพราะเขายังเด็กอยู่

ผมไม่มีวันบอกเขาเรื่องเพ็คแน่ เรื่องนี้จะตายไปพร้อมกับผม

“เราจะไปหาใครก่อน”

“พ่อฉัน เรานั่งรถไฟใต้ดินสายนี้ไปได้” มาเทโอชี้ “แค่สองป้ายไปทางดาวน์ทาวน์ แต่มันปลอดภัยกว่าเดินนะ”

แค่สองป้ายไปทางดาวน์ทาวน์ ผมปั่นจักรยานเร็วๆ ไปห้านาทีก็ถึง และผมรู้สึกว่าอยากไปเจอกับเขาที่นั่นเอามากกว่า แต่สัญชาตญาณบอกผมว่ามาเทโอจะทำพลาดแล้วปล่อยให้ผมรออยู่หน้าสถานีรถไฟ ผมเลยยกจักรยานตรงแฮนด์กับเบาะขึ้นแล้วลงบันไดไป ผมลากจักรยานเลี้ยวมุมในขณะที่มาเทโอยังยืนลังเลอยู่อย่างหวาดระแวง ผมเห็นเขาแอบมองเข้ามาข้างในก่อนจะตามผมมา เหมือนตอนที่ผมไปบ้านผีสิงในบรูกลินกับโอลิเวียเมื่อไม่กี่ปีก่อนเลย…เพียงแต่ตอนนั้นผมยังเด็ก ผมไม่รู้ว่าเขาคิดว่าจะเห็นอะไร แต่ผมก็ไม่ได้ถาม

“ไม่เป็นไร” ผมพูด “ตรงนี้ปลอดภัย”

มาเทโอค่อยๆ เดินตามหลังผมมา ยังดูระแวงกับทางเดินโล่งๆ ที่นำไปสู่ประตูเหล็กหมุน “สงสัยจังว่ามีเดกเกอร์กี่คนที่ใช้เวลาอยู่กับคนแปลกหน้าตอนนี้ น่าจะมีตายไปหลายคนแล้ว ไม่รถชนก็ไฟไหม้ หรือโดนยิงไม่ก็ตกท่อ หรือ…” เขาหยุดตัวเองไว้ หมอนี่วาดภาพโศกนาฏกรรมในหัวเก่งจริงๆ “ถ้าพวกเขากำลังเดินทางไปบอกลาคนใกล้ชิดแล้ว…” มาเทโอตบมือ “ตายซะอย่างนั้น ไม่ยุติธรรมเลย…หวังว่าพวกเขาจะไม่ได้อยู่คนเดียวนะ”

เรามาถึงตู้จำหน่ายตั๋วรถไฟ “อืม ไม่ยุติธรรมเลย ฉันว่ามันไม่สำคัญหรอกว่านายจะอยู่กับใครตอนนายตาย การมีเพื่อนอยู่ด้วยไม่ได้ช่วยให้มีชีวิตรอดถ้าเดธแคสต์ดันโทรหานายขึ้นมา” คำพูดพวกนี้น่าจะเป็นคำต้องห้ามที่เพื่อนคนสุดท้ายไม่ควรพูด แต่ผมก็ไม่ได้ผิดนี่ ถึงอย่างนั้นผมก็รู้สึกแย่นิดหน่อยตอนที่มาเทโอเงียบไปเพราะคำพูดพวกนั้น

เดกเกอร์จะได้รับสิทธิพิเศษอย่างนั่งรถไฟใต้ดินไม่จำกัดจำนวนครั้งฟรี คุณแค่ต้องทำเรื่องกับพนักงาน แต่ไอ้ ‘ไม่จำกัดจำนวนครั้ง’ นี่แม่งไร้สาระฉิบหายเพราะมันหมดอายุในวันสุดท้ายของคุณ เมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อน ผมกับชาวพลูโตบอกพนักงานว่าเรากำลังจะตายเพื่อจะได้นั่งรถไฟฟรีผจญภัยไปสวนสนุกโคนี่ไอแลนด์ ก็นึกว่าเขาจะไม่อะไรกับเรามากและปล่อยให้เราเข้าไปไง แต่เปล่าเลย เขาให้เรารอรับการคอนเฟิร์มจากเซิร์ฟเวอร์ของเดธแคสต์ก่อน ซึ่งใช้เวลานานกว่ารอรถไฟสายด่วนอีก เราเลยชิ่งหนี ผมซื้อตั๋วไม่จำกัดจำนวนครั้งแบบไม่ใช่ของเดกเกอร์ เป็นตั๋วแบบ ‘ฉันยังมีพรุ่งนี้อยู่’ มาเทโอก็ซื้อเหมือนผม

เรารูดตั๋วเข้าไปในชานชาลา เท่าที่รู้ นี่อาจจะเป็นการนั่งรถไฟครั้งสุดท้ายของเราก็ได้

มาเทโอชี้ไปที่บูธ “บ้าดีเนอะ พอคิดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าองค์การขนส่งจะไม่จำเป็นต้องจ้างพนักงานประจำสถานีแล้วเพราะเครื่องจักรหรือไม่ก็หุ่นยนต์จะมาทำหน้าที่แทนพวกเขา ความจริงเหมือนมันจะเกิดขึ้นแล้วด้วยซ้ำพอลองๆ คิดดู…”

เสียงดังสนั่นของรถไฟที่กำลังเข้ามาจอดกลืนเสียงมาเทโอไปในช่วงท้าย แต่ไม่เป็นไร ผมเข้าใจสิ่งที่เขาพูด ชัยชนะที่แท้จริงของเราตอนนี้คือการได้ขึ้นรถไฟทันที ตอนนี้เรารอดจากการตกลงไปในรางรถไฟที่ไม่มีอะไรกั้นไว้ เราจะติดอยู่ข้างล่างนั่นในขณะที่หนูมากมายวิ่งผ่านเราไป ก่อนจะถูกรถไฟชนจนตัวขาดกระจุยแล้วโดนบี้ทับไปกับราง ให้ตายเถอะ ความสิ้นหวังของมาเทโอถูกส่งต่อมาให้ผมแล้ว

ผมเห็นว่ามีการจัดงานบนรถไฟก่อนประตูจะเปิดออกซะอีก เป็นงานแบบที่นักศึกษาจัดปาร์ตี้บนรถไฟเพื่อฉลองที่พวกเขาไม่ได้รับการแจ้งเตือนที่มาเทโอกับผมได้รับ ปาร์ตี้ในหอคงน่าเบื่อไปแล้วมั้ง พวกเขาเลยมาสนุกกันบนรถไฟใต้ดินแทน และตอนนี้เรากำลังจะเข้าไปร่วมกับพวกเขา เวรเอ๊ย “ไปกันเถอะ” ผมบอกมาเทโอตอนประตูเปิดออก “เร็วสิ” ผมเร่งเขาแล้วลากจักรยานเข้าไปข้างใน ผมขอให้ใครสักคนขยับที่ให้เรา ตอนผมหันไปดูว่าล้อหลังของจักรยานผมไปขวางทางมาเทโอรึเปล่า ผมถึงเห็นว่าเขาไม่ได้ตามผมมา

มาเทโอยืนอยู่ข้างนอก เขาส่ายหน้า และในวินาทีสุดท้ายก่อนประตูจะปิดลง เขาก็พุ่งไปขึ้นรถไฟตู้โล่งๆ ข้างหน้าตู้ของผม เป็นตู้ที่ผู้โดยสารพากันหลับหมดและไม่ได้เปิดเพลง ‘Celebration’ เวอร์ชั่นรีมิกซ์เสียงดังกระหึ่ม (เป็นเพลงประจำปาร์ตี้สุดคลาสสิก แต่ควรเลิกใช้ได้แล้วมั้ง)

ฟังนะ ผมไม่รู้ว่าทำไมมาเทโอถึงกลัวขึ้นมาในตอนสุดท้าย แต่นั่นจะไม่ทำให้ผมอารมณ์เสียหรอก นี่มันก็แค่ปาร์ตี้รถไฟ ผมไม่ได้ขอให้เขาไปโดดบันจี้จัมพ์หรือดิ่งพสุธาสักหน่อย เราอยู่ห่างจากอาณาเขตอันตรายเยอะ

เพลง ‘We Built This City’ ดังขึ้น ผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดขึ้นไปบนที่นั่งพร้อมสเตอริโอเครื่องเล็กสองเครื่องแล้วเต้น ผู้ชายคนหนึ่งกำลังจีบเธอ แต่เธอหลับตาและหลงอยู่ในช่วงเวลาของตัวเอง ตรงมุมรถไฟมีผู้ชายสวมฮู้ดคลุมหน้าคนหนึ่งหลับอยู่ เขาคงสนุกมากไปหน่อยหรือไม่ก็มีเดกเกอร์ที่ตายแล้วอยู่ในนี้

ไม่ตลกสินะ

ผมพิงจักรยานไว้ตรงที่นั่งที่ว่างอยู่ ใช่แล้ว ผมคือคนที่ทำจักรยานตัวเองเกะกะขวางทางคนอื่นตลอด แต่ผมกำลังจะตาย เพราะงั้นอย่าอะไรกับผมมากเลย ผมเดินข้ามเท้าผู้ชายคนที่หลับอยู่เพื่อไปส่องรถไฟอีกตู้ มาเทโอจ้องรถไฟตู้ของผมเหมือนเด็กที่ถูกกักบริเวณและโดนบังคับให้ดูเพื่อนเล่นกันจากหน้าต่างห้องนอน ผมกวักมือให้เขามาที่ตู้นี้ แต่เขาส่ายหน้าแล้วก้มลงมองพื้น ไม่เงยหน้าขึ้นมามองผมอีก

มีคนสะกิดไหล่ ผมหันไปเจอเข้ากับสาวผิวสีสวยเฉียบตาสีน้ำตาลเฮเซล เธอถือเบียร์สองกระป๋องไว้ในมือ “สักหน่อยไหม”

“ไม่เป็นไร” ผมไม่ควรเมาตอนนี้

“งั้นฉันก็เบิ้ลสอง ฉันชื่อคัลลี่นะ”

ผมฟังไม่ค่อยถนัด “เคลลี่เหรอ”

เธอโน้มตัวมาหาผม หน้าอกเธอเบียดอกผม ริมฝีปากเธอชิดหูผม “คัลลี่!”

“ไง คัลลี่ ฉันรูฟัส” ผมตอบข้างหูเธอเพราะยังไงเธอก็อยู่นี่แล้ว “เธอกำลัง…”

“ฉันจะลงสถานีต่อไป” เธอขัดขึ้นมา “อยากลงไปกับฉันไหม นายน่ารักแถมท่าทางนิสัยดีด้วยแฮะ”

เธอน่ะสเป็กผมเลย ซึ่งหมายความว่าเธอก็เป็นสเป็กของทาโกด้วย (สเป็กของมัลคอล์มคือผู้หญิงคนไหนก็ตามที่ชอบเขาตอบ) แต่ผมให้อะไรเธอไม่ได้มากหรอกนอกจากสิ่งที่เธอเสนออยู่เห็นๆ แต่ผมคงต้องขอผ่าน การมีเซ็กซ์กับนักศึกษาสาวน่าจะเป็นรายการสิ่งที่อยากทำก่อนตายของคนบ้าแหงๆ ไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่มสาว คนที่แต่งงานแล้ว ผู้หญิง ผู้ชาย คุณเข้าใจแหละ

“ไม่ล่ะ” ผมพูด ผมต้องช่วยหนุนหลังมาเทโอ แถมเอมี่ยังอยู่ในหัวผมอยู่เลย ผมจะไม่พยายามทรยศสิ่งนั้นด้วยอะไรปลอมๆ แบบนี้หรอก

“ต้องได้สิ!”

“ฉันไปด้วยไม่ได้จริงๆ น่าเสียดายนะ” ผมบอก “ฉันต้องพาเพื่อนไปหาพ่อที่โรงพยาบาล”

“ช่างนายละกัน” คัลลี่หันหลังไป แล้วเธอก็ไปคุยกับผู้ชายอีกคนในเวลาไม่ถึงนาที ซึ่งก็ดีแล้วล่ะ เพราะเขาตามเธอลงจากรถไฟตอนถึงสถานีที่เธอจะลงจริงๆ บางทีคัลลี่กับผู้ชายคนนั้นอาจแก่เฒ่าไปด้วยกัน พวกเขาจะเล่าให้ลูกๆ ฟังว่าเจอกันในปาร์ตี้รถไฟใต้ดิน แต่ผมกล้าพนันเลยว่าพวกเขาจะแค่มีเซ็กซ์กันคืนนี้แล้วตอนเช้าเขาจะเรียกเธอว่า ‘เคลลี่’

ผมถ่ายภาพความมีชีวิตชีวาในรถไฟตู้นี้ ทั้งผู้ชายที่ได้รับความสนใจจากสาวสวยคนนั้นจนได้ ทั้งสองฝาแฝดที่กำลังเต้นด้วยกัน ทั้งกระป๋องเบียร์กับขวดน้ำที่ถูกบี้จนแบน และความรู้สึกมีชีวิตของทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง คว้าจักรยาน แล้วลากมันผ่านประตูที่เชื่อมรถไฟแต่ละตู้ บนประตูมีป้ายประกาศที่คอยย้ำเตือนเราว่าให้ใช้ในเวลาฉุกเฉินเท่านั้น ผมไม่สนป้ายนี้หรอกไม่ว่าวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายหรือไม่ก็ตาม อากาศในอุโมงค์เย็นเฉียบ และผมคงไม่คิดถึงเสียงล้อครูดรางดังแสบแก้วหูนี่หรอก ผมเข้าไปในรถไฟอีกตู้ แต่มาเทโอยังคงก้มหน้ามองพื้น

ผมนั่งลงข้างเขาแล้วกะจะใส่เขาสักหน่อย บอกว่าผมปฏิเสธที่จะมีเซ็กซ์กับสาวที่โตกว่าในวันสุดท้ายเพื่อจะได้มีชีวิตยืนยาวเพราะว่าผมเป็นเพื่อนคนสุดท้ายที่ดี แต่เห็นได้ชัดเลยว่าผมไม่จำเป็นต้องทำให้เขารู้สึกผิดไปมากกว่านี้ “เฮ้ เล่าเรื่องหุ่นยนต์นั่นต่อสิ ไอ้ตัวที่จะมาแย่งงานทุกคนไปน่ะ”

มาเทโอหยุดมองพื้นไปวิหนึ่ง เขาหันมาดูว่าผมแหย่เขาเล่นรึเปล่า แต่เปล่าเลย ผมโอเคกับทุกอย่างนี่สุดๆ เขายิ้มขึ้นมาแล้วจ้อไม่หยุด “คงต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ เลยเพราะวิวัฒนาการไม่เคยเกิดขึ้นเร็วหรอก แต่ตอนนี้เรามีหุ่นยนต์แล้ว นายรู้ใช่ไหม เรามีหุ่นยนต์ที่ทำอาหารและขนถ้วยชามออกจากเครื่องล้างจานให้เราได้ แถมนายยังสอนให้มันจับมือทักทายแบบเฉพาะได้ด้วย และนั่นมันสุดยอดไปเลย พวกมันเล่นรูบิคได้ด้วยนะ ฉันถึงกับเคยดูคลิปหุ่นยนต์เต้นเบรกแดนซ์ไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อนนี้เอง แต่นายคิดไหมว่าหุ่นยนต์พวกนี้คือตัวเบี่ยงเบนความสนใจชั้นยอดในระหว่างที่หุ่นยนต์ตัวอื่นกำลังถูกฝึกให้ทำงานอยู่ในกองบัญชาการหุ่นยนต์ใต้ดิน คือเขาจะจ้างคนบอกทางตั้งยี่สิบดอลลาร์ต่อชั่วโมงไปทำไมในเมื่อมือถือเราก็บอกทางได้แล้ว หรือดีกว่านั้นอีกคือจะมีหุ่นยนต์ช่วยนำทางให้เรา จบกันล่ะทีนี้” มาเทโอหยุดพูด เขาไม่ยิ้มแล้ว

“หมดสนุกเลยล่ะสิ”

“อืม” มาเทโอตอบ

“อย่างน้อยนายก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าบอสจะไล่นายออกแล้วเอาหุ่นยนต์มาทำงานแทนไหม” ผมบอกเขา

“เป็นด้านดีที่ดาร์กใช้ได้เลย” มาเทโอพูด

“พวก วันนี้น่ะคือด้านดีที่โคตรดาร์ก ว่าแต่ทำไมนายถึงไม่ขึ้นรถไฟที่เขาปาร์ตี้กันล่ะ”

“เราไม่มีธุระอะไรกับรถไฟตู้นั้น” มาเทโอตอบ “เราจะฉลองอะไรกันล่ะ ที่เราจะตายเหรอ ฉันจะไม่พยายามเต้นกับคนแปลกหน้าระหว่างทางไปบอกลาพ่อกับเพื่อนสนิททั้งๆ ที่รู้ดีว่าอาจจะไปไม่ถึงพวกเขาหรอก ปาร์ตี้ไม่ใช่แนวของฉัน และฉันก็ไม่ได้รู้จักพวกเขาด้วย”

“มันก็แค่ปาร์ตี้เอง” รถไฟหยุดลง เขาไม่ตอบอะไร การที่มาเทโอเป็นพวกไม่ยอมเสี่ยงอันตรายอาจช่วยให้เรามีชีวิตรอดนานขึ้นก็จริง แต่ผมไม่คิดว่ามันจะทำให้วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่น่าจดจำหรอก

 

เอมี่ ดูบัวส์

4:17 .

เดธแคสต์ไม่ได้โทรหาเอมี่ ดูบัวส์เพราะเธอไม่ได้ตายวันนี้ แต่เธอกำลังจะเสียรูฟัสไป…อันที่จริงเธอเสียเขาไปแล้วเพราะแฟนหนุ่มของเธอเอง

เอมี่ก้าวขาฉับๆ กลับบ้านโดยมีเพ็คตามหลังเธอมา “นายมันปีศาจชัดๆ ต้องเป็นคนยังไงถึงได้พยายามทำให้คนคนหนึ่งโดนจับกลางงานศพของตัวเองน่ะ”

“ฉันโดนผู้ชายสามคนรุมซ้อมนะ!”

“มัลคอล์มกับทาโกไม่ได้แตะนายเลย! แต่ตอนนี้พวกเขากำลังจะเข้าคุก”

เพ็คถ่มน้ำลาย “พวกมันปากมากเอง ไม่ใช่ความผิดฉันสักหน่อย”

“ให้ฉันอยู่คนเดียวเถอะ ฉันรู้ว่านายไม่เคยชอบรูฟัส และเขาก็ไม่ได้ทำอะไรให้นายชอบเลยด้วย แต่เขาก็ยังสำคัญกับฉันมากๆ อยู่ดี ฉันยังอยากมีเขาอยู่ในชีวิตเสมอ แต่ตอนนี้เขาจะไม่อยู่แล้ว และฉันมีเวลากับเขาน้อยลงก็เพราะนาย ถ้าฉันไม่ได้เจอเขา ฉันก็ไม่อยากเห็นหน้านายเหมือนกัน”

“เธอจะเลิกกับฉันเหรอ”

เอมี่หยุดเดิน เธอไม่อยากหันไปทางเพ็คเพราะเธอยังไม่ได้คิดถึงคำถามนี้ ทุกคนทำเรื่องผิดพลาด รูฟัสทำพลาดที่ไปทำร้ายเพ็ค ส่วนเพ็คก็ไม่ควรบอกเพื่อนเขาให้แจ้งตำรวจจับรูฟัส แต่ที่เขาทำแบบนั้นมันก็ไม่ผิดหรอก ในทางกฎหมายน่ะไม่ผิด แต่ในทางศีลธรรมน่ะเหรอ ผิดเต็มๆ

“เธอให้เขามาก่อนฉันตลอดเลย” เพ็คพูด “ฉันคือคนที่เธอมาหาตลอดไม่ว่าจะมีปัญหาอะไร ไม่ใช่ผู้ชายที่เกือบจะฆ่าฉัน ลองคิดดูเอาเองละกัน”

เอมี่จ้องเพ็ค เขาคือวัยรุ่นผิวขาวที่ใส่กางเกงยีนเกาะสะโพกกับสเว็ตเตอร์ตัวหลวมโพรกและมีเลือดแห้งกรังบนใบหน้าเพราะว่าเขาคบกับเธอ

เพ็คเดินไปจากเธอ และเอมี่ก็ปล่อยให้เขาไป

เธอไม่รู้ว่าควรรู้สึกยังไงกับเพ็คในโลกสีเทาใบนี้

เธอไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าควรรู้สึกยังไงกับตัวเอง

 

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน They Both Die at the End ฉบับเต็ม

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
nungruthai Marcom: