X
    Categories: everYกระบี่คู่หานซานทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน กระบี่คู่หานซาน เล่มที่ 1 บทที่ 16 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 2

บทที่ 16 เข้าร่วมกับพวกเรา

อรุณรุ่ง ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ป่าสนเชิงเขามีก็แต่เสียงแมลงขับขาน เสียงอ่านหนังสือใดๆ ล้วนไม่มี

ภายในห้องเรียนที่ว่างเปล่าร้างผู้คน เมิ่งเสวี่ยหลี่พลิกอ่านคัมภีร์เต๋าอยู่เงียบๆ

ว่ากันตามหลักแล้ว ถึงแม้วันหยุดของวิหารถกสัจธรรมจะไม่มีผู้อาวุโสมาแสดงปาฐกถา แต่การศึกษาตำราเช้าไม่ว่าเช่นไรก็ยังต้องมีอยู่ แต่เพราะเมื่อคืนเหล่าสานุศิษย์เล่นสนุกกันจนถึงยามจื่อ เช้านี้จึงยังคงหลับใหล

ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยบ้าระห่ำเช่นนี้ ทว่าสอบใหญ่ปลายปีใกล้จะมาถึงแล้ว ครั้งนี้จึงถือเป็นการผ่อนคลายครั้งสุดท้าย อีกหนึ่งเดือนนับแต่นี้ไปพวกเขาต้องทุ่มเทเตรียมสอบกันอย่างหนักแล้ว

ทุกเช้าเมิ่งเสวี่ยหลี่ล้วนต้องอ่าน ‘ปฐมวิถีแห่งมรรคา’ รอบหนึ่งก่อน จิตใจจึงค่อยๆ สงบจนสามารถอ่านหนังสืออื่นได้

จู่ๆ เขาก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่าง ครั้นเงยหน้าขึ้นมองเขาก็ต้องเบิกตากว้าง “เหตุใดถึงเป็นเจ้าอีกแล้ว”

เซียวถิงอวิ๋นกำลังหอบม้วนหนังสือปึกหนึ่งผ่านประตูเข้ามา “ตามที่ผู้อาวุโสกล่าวไว้ ศึกษาตำราเช้าเป็นเรื่องที่ไม่อาจละเลย”

เขาเดินตรงไปหยุดอยู่ข้างเมิ่งเสวี่ยหลี่

เมิ่งเสวี่ยหลี่รีบบอก “มีคนแล้ว นี่เป็นที่นั่งของศิษย์พี่อวี๋ของเจ้า!”

จี้เซียวยิ้มถาม “แล้วตรงที่ใดเล่าถึงไม่มีคน” ไม่รู้เพราะเหตุใดคู่ร่วมบำเพ็ญตัวน้อยของเขาถึงไม่สู้เป็นมิตรกับเขานัก

เมิ่งเสวี่ยหลี่หันมองไปรอบๆ พบว่ามีเพียงโต๊ะเก้าอี้ที่ด้านหลังตนเองเท่านั้นที่ยังว่างอยู่ จึงชี้นิ้วไปที่นั่นอย่างไม่ใคร่พอใจนัก

จี้เซียววางกองหนังสือลง เสียงลากเก้าอี้ดังขึ้นจากทางด้านหลัง จู่ๆ สันหลังของเมิ่งเสวี่ยหลี่ก็เสียววาบเหมือนมีคมดาบจ่ออยู่

ยามนี้ผู้รับใช้หนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามา พอเห็นเซียวถิงอวิ๋นเขาก็ยิ้มทักทาย “ที่แท้ท่านก็มาอยู่ที่นี่เอง ข้ากำลังคิดจะพาท่านมารู้จักทางอยู่ทีเดียว นึกไม่ถึงว่าท่านจะมาเองก่อนแล้ว” พูดจบเขาก็หันไปหาเมิ่งเสวี่ยหลี่ เอ่ยว่า “อาวุโสเมิ่ง รบกวนท่านช่วยดูแลชี้แนะเขาด้วย” ผู้รับใช้รู้ดีว่าผู้อาวุโสอายุน้อยผู้นี้มักช่วยไขข้อสงสัยให้สานุศิษย์คนอื่นๆ อยู่เสมอ มีชื่อเสียงบารมีในหมู่สานุศิษย์ทั้งหลายไม่ใช่น้อย

เมิ่งเสวี่ยหลี่พยักหน้า “อืม” ผู้มีพรสวรรค์มักได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ฝ่ายการกิจใส่ใจคนผู้นี้เป็นอันมากจริงๆ

ผู้รับใช้กำชับเซียวถิงอวิ๋นอีกสองประโยคก่อนจะเดินจากไปด้วยท่าทีปลื้มอกปลื้มใจ

บรรยากาศในห้องเรียนเงียบงันลงอีกครา เมิ่งเสวี่ยหลี่ตัดสินใจอ่านหนังสือต่อ แต่กลับได้ยินเสียงกระแอมกระไอออกมาเบาๆ คราหนึ่ง

เด็กหนุ่มกำลังพยายามกดเสียงไว้ เห็นได้ชัดว่าไม่ปรารถนาจะรบกวนผู้อื่น

เมิ่งเสวี่ยหลี่หันกลับไป เห็นใบหน้าซีดเผือดของอีกฝ่ายแดงก่ำไม่แข็งแรง ทว่าสีหน้าดังกล่าวกลับสงบนิ่งคล้ายคุ้นเคยกับการสะกดกลั้นความเจ็บปวด เขาอดนึกหวั่นไหวไม่ได้

“เจ้าป่วยเป็นโรคอะไร เป็นมาตั้งแต่เด็กกระนั้นหรือ”

จี้เซียวยิ้มตอบ “อีกเดี๋ยวก็ไม่เป็นไรแล้ว” ไว้กายกับจิตหลอมรวมเป็นหนึ่งได้เมื่อใด ถึงตอนนั้นอาการเจ็บป่วยย่อมหายไปเอง

เห็นอีกฝ่ายไม่อยากพูดอะไรมาก เมิ่งเสวี่ยหลี่ก็แอบคิด หานซานมีโอสถวิเศษมากมายช่วยรักษา ไหนเลยต้องให้ข้าเป็นห่วง

“เฮ้อ…”

เด็กหนุ่มในอาภรณ์ผ้าดิ้นเดินหาวเข้ามา นั่งเนื้อตัวอ่อนปวกเปียกอยู่ข้างๆ เมิ่งเสวี่ยหลี่ นัยน์ตาเลอะเลือนคล้ายยังอยู่ในภวังค์

เมิ่งเสวี่ยหลี่เอ่ยปากแนะนำ “นี่คือศิษย์พี่ของเจ้า อวี๋ฉี่ซู”

“คารวะศิษย์พี่อวี๋” จี้เซียวเอ่ย

อวี๋ฉี่ซูเบิกตากว้าง มองดูอีกฝ่ายอย่างพินิจพิจารณาคล้ายพยายามจับผิด ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆ

“อืม” หลังจากนั้นเขาก็โน้มตัวเมิ่งเสวี่ยหลี่ไปข้างหน้า หมอบกระซิบอยู่กับโต๊ะ “เขาก็คือศิษย์น้องเซียวที่เพิ่งมาใหม่?”

“ถูกแล้ว”

อวี๋ฉี่ซูตาโต “แล้วเหตุใดเจ้าถึงคุยกับเขา เจ้าทรยศต่อพรรค ลืมคำสาบานของพวกเราแล้วหรือ”

เมิ่งเสวี่ยหลี่นึก คำสาบานอะไรของเจ้า พลางพูดเหตุผล “พวกเราต่อต้านคนที่เอาศิษย์น้องเซียวมาเทียบกับจี้เซียวเจินเหริน มิใช่ต่อต้านศิษย์น้องเซียว ตัวศิษย์น้องเซียวหาได้ทำอันใดผิดไม่” ถึงตอนนี้เขาจะยังนึกสงสัยว่าบนตัวของศิษย์น้องผู้นี้มีอะไรแปลกๆ แต่เพราะยังไม่มีหลักฐานจึงไม่อาจขับไล่ไสส่งสหายร่วมเรียนหน้าใหม่ผู้นี้ได้ ทำเช่นนั้นมิไร้เดียงสาเกินไปหรือไรกัน

อวี๋ฉี่ซูครุ่นคิดจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง “เจ้าพูดถูก!”

อยู่ต่อหน้าเซียวถิงอวิ๋น เมิ่งเสวี่ยหลี่ยังคงวางท่าเล็กน้อย ไม่เหมือนกับตอนจากกันเมื่อวานที่วางท่าเคร่งขรึมมิอาจล่วงละเมิด

หลังจากนั้นไม่นานนอกประตูก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเอะอะ สานุศิษย์กลุ่มหนึ่งกรูเข้ามาในห้องเรียน ในมือถือห่อผ้าและกระดาษไขสารพัดสี

“สุขสวัสดิ์ยามเช้าอาวุโสเมิ่ง เมื่อคืนท่านไม่ได้มา พวกเราห่อของดีๆ มาให้ท่านกันทั้งนั้น”

“เกาลัดคั่วน้ำตาล งาถั่ว เมล็ดแตงเคล้ามันปู ล้วนแต่ของดี ท่านรีบชิมดู”

ของขบเคี้ยวถูกวางกองไว้เต็มโต๊ะ หนำซ้ำยังมีคนแกะเกาลัดยื่นส่งให้เขาอีก

เมิ่งเสวี่ยหลี่เอ่ยขอบคุณ เขากินจนคิ้วเป็นวงโค้ง สองแก้มบวมตุ่ย ไม่มีท่าทีน่าเกรงขามเยี่ยงผู้อาวุโสเลยแม้แต่น้อย

“เจ้าคือศิษย์น้องเซียว?” มีคนสังเกตเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างสูงผอมที่อยู่ทางด้านหลังเมิ่งเสวี่ยหลี่

จี้เซียวพยักหน้า

เพราะอยากรู้อยากเห็น ทุกคนจึงล้อมวงเข้าไปหมายสนทนาด้วย ทว่าจู่ๆ เสียงตวาดทุ้มต่ำของใครบางคนก็ดังขึ้นที่นอกประตู

“อาวุโสเมิ่งอยู่หรือไม่!”

เสียงนั้นแม้จะไม่ดังนักแต่ก็ซ่อนแฝงไว้ซึ่งพลังปราณ ศิษย์น้องที่เพียรบำเพ็ญอ่อนด้อยต่างรู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมาทันควัน

ผู้บำเพ็ญพรตหนุ่มสี่คนยืนอยู่นอกประตู สวมเกี้ยวครอบผมหยกใส่อาภรณ์ขาว เหน็บกระบี่ไว้ข้างเอว จากการแต่งกายบอกให้รู้ว่าพวกเขาล้วนแต่เป็นศิษย์ฝ่ายใน

เมิ่งเสวี่ยหลี่ตอบ “ข้าอยู่นี่”

พวกเขาทั้งสี่พิจารณาดูเมิ่งเสวี่ยหลี่อยู่ครู่หนึ่ง เห็นบนโต๊ะเต็มไปด้วยขนมขบเคี้ยวเช่นนั้นก็แอบเผยสีหน้าเหยียดหยันออกมารางๆ

ชายหน้ายาวหนึ่งในผู้บำเพ็ญพรตทั้งสี่กล่าว “เชิญท่านออกไปคุยกันข้างนอกสักครู่”

ขณะที่เมิ่งเสวี่ยหลี่กำลังจะลุกขึ้น เสียงของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง “มีเรื่องอันใดก็คุยกันเสียที่นี่เถอะ”

ได้ยินเซียวถิงอวิ๋นพูดเช่นนั้น อวี๋ฉี่ซูก็รู้สึกตัวขึ้นได้ทันที “ทุกคนล้วนกำลังขอคำชี้แนะจากอาวุโสเมิ่งอยู่ ตอนนี้ยังไปที่ใดไม่ได้”

สานุศิษย์คนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องรับรู้ได้ถึงบรรยากาศไม่ปกติ พวกเขาต่างพากันลุกขึ้นยืน

ชายหนุ่มหน้ายาวกวาดตามองดูพวกเขาด้วยสายตาเย็นชา หัวเราะเหยียดหยันออกมาคำหนึ่งก่อนจะพูดกับเมิ่งเสวี่ยหลี่ “พวกข้ารับคำสั่งเจินเหรินเจ้าสำนักให้คอยคุ้มครองอาวุโสเมิ่งตอนอยู่ในแดนสนธยาฮั่นไห่ ในเมื่อมีคำสั่งมาเช่นนี้ พวกเราย่อมต้องพยายามอย่างสุดความสามารถ จึงใคร่ขอให้ผู้อาวุโสร่วมมือด้วย!”

“อีกไม่ช้าแดนสนธยาฮั่นไห่ก็จะเปิด ในช่วงเวลาจำกัดนี้ขอผู้อาวุโสเตรียมตัวให้พร้อม อย่าได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเสียเปล่า ช่วงนี้พวกเราสี่พี่น้องกำลังร่วมกันฝึกค่ายกระบี่ชุดหนึ่ง นับแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ยามเหม่า ของทุกสามวัน ขอผู้อาวุโสเดินทางไปร่วมการฝึกยังลานสำแดงกระบี่ฝั่งตะวันตก”

ผู้บำเพ็ญพรตอีกคนกล่าวต่อ “ท่านไม่ต้องใช้กระบี่ เพียงหัดย่างก้าวตามการเปลี่ยนแปลงของค่ายกระบี่ให้ทันเท่านั้นก็พอ ถึงตอนนั้นแม้นพบพานศัตรู พวกเราย่อมช่วยคุ้มครองท่านได้”

ยามกล่าวคำว่า ‘คุ้มครอง’ น้ำเสียงของพวกเขากลับแฝงไว้ซึ่งสำเนียงดูแคลน หนำซ้ำก่อนหน้านี้ยังไม่แม้แต่จะแนะนำตัว

เจตนาร้ายใดๆ ในโลกล้วนมีต้นสายปลายเหตุ การคุ้มครองให้เมิ่งเสวี่ยหลี่รอดพ้นการต่อสู้ตลอดเจ็ดวันและสามารถถอนตัวออกมาได้อย่างปลอดภัยนั้น แปลว่าพวกเขาเองก็ต้องสละสิทธิ์แย่งชิง ละทิ้งการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นยี่สิบปีครั้ง ละทิ้งโอกาสที่ดีที่สุดในการสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ประจักษ์

พวกเขาทั้งสี่ไม่กล้าปฏิเสธแผนการของเจินเหรินเจ้าสำนัก ไม่กล้าแม้แต่จะเผยความรู้สึกไม่พึงพอใจอันใดออกมา ทำได้เพียงเก็บความเคียดแค้นมาระบายใส่เมิ่งเสวี่ยหลี่

ไม่มีปัญญาปกป้องตัวเองก็ควรอยู่นิ่งๆ บนยอดเขาฉางชุน ไยต้องลำบากคนอื่นด้วย คิดว่าเดินทางไปแดนสนธยาฮั่นไห่ไม่ต่างอันใดกับการเดินทางท่องเที่ยวชมนกชมไม้ยามวสันต์หรือไรกัน

จี้เซียวขมวดคิ้วน้อยๆ

สีหน้าเมิ่งเสวี่ยหลี่ยังคงสงบนิ่งเหมือนเก่า เขาทำเพียงพยักหน้า “ข้ารู้แล้ว ยังมีเรื่องอื่นอีกหรือไม่”

ทั้งสี่มองตากันคราหนึ่ง เดิมได้ยินว่าเมิ่งเสวี่ยหลี่ผู้นี้เป็นพวกชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่ หากถูกยั่วโมโหโวยวายก่นด่าอะไรออกมา ถึงตอนนั้นพวกเขาย่อมสามารถชิงลงมือร่ำไห้ฟ้องเจ้าสำนัก ประกาศก้องให้รู้กันทั่วว่าอีกฝ่ายไร้เหตุผล ไม่แน่ว่าอาจบอกปัดภารกิจนี้ได้

ยามนี้แผนการล้มเหลว ภายใต้สายตาจับจ้องของผู้คนมากมาย แม้ในใจพวกเขาจะเต็มไปด้วยความรู้สึกคับข้องแต่ไหนเลยยังจะพูดอะไรได้อีก ผู้บำเพ็ญพรตหน้ายาวที่เป็นหัวหน้าประสานมือ

“ไม่รบกวนผู้อาวุโสศึกษาตำราแล้ว พวกข้าขอตัว”

ศิษย์สายตรงทั้งสี่เดินโมโหดุดันจากไปไกล ในห้องเรียนเอ็ดอึงไปด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์นานา

“อาวุโสเมิ่ง ท่านจะไปแดนสนธยาฮั่นไห่จริงหรือ ท่าทางพวกเขาเหมือนจะพึ่งพาไม่ได้”

“วันหน้ารอให้ข้าได้คำนับอาจารย์ฝึกฝนวิชากระบี่ก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นข้าจะคุ้มครองผู้อาวุโสเอง”

“เชอะ ตอนนี้เจ้าเพิ่งฝึกปราณได้แค่ขั้นหนึ่ง กว่าจะได้ฝึกกระบี่ กับข้าวมีหวังเย็นชืดหมดก่อนแล้ว!”

อวี๋ฉี่ซูหันหลังไปเคาะโต๊ะศิษย์น้องเซียว

“ท่าทางของเจ้าเมื่อครู่นับว่าไม่เลว! มีคุณธรรมเช่นนี้อยากเข้าร่วมพรรคยงจี้ตั่งของพวกเราหรือไม่” เขาชี้ไปที่เมิ่งเสวี่ยหลี่กับตัวเอง “วันหน้ามีหัวหน้าพรรคกับรองหัวหน้าพรรคคุ้มครอง วิหารถกสัจธรรมหกห้องเรียนเจ้าจะทำอันใดก็ย่อมได้”

จี้เซียวสงสัย “พรรคอะไร”

อวี๋ฉี่ซูยิ้มจริงใจ เผยให้เห็นฟันขาวราวหิมะ “ขอเพียงเจ้าคอยปกป้องชื่อเสียงของจี้เซียวเจินเหริน พวกเราก็เท่ากับเป็นสหายกัน”

เมิ่งเสวี่ยหลี่โอดครวญอยู่ในใจ โมโหจนนึกอยากมุดหายเข้าไปในกองหิมะ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

 

หน้าที่แล้ว1 of 2

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: