X
    Categories: everYกระบี่คู่หานซานทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน กระบี่คู่หานซาน เล่มที่ 3 บทที่ 7 #นิยายวาย

อสูรนักโทษสมควรตาย

เมิ่งเสวี่ยหลี่มีเทียบเชิญที่ปี้โหยวกับหร่วนฮุยหามาด้วยความยากลำบาก เป็นบัตรผ่านเข้าออกเมืองชั้นในสำหรับอสูรชั้นต่ำทั่วไป รูปแบบเรียบง่าย ไม่เหมือนกับของอสูรชั้นสูงที่ถูกเชิญมาเป็นพิเศษพวกนั้น

หากพวกเขาใช้เทียบเชิญเข้าเมืองก็คงต้องแปลงกายเป็นอสูรชั้นต่ำ พบเจอกับการตรวจค้นซักถามอย่างละเอียดที่หน้าประตูเมือง อย่างเช่นมาจากที่ใด ผ่านที่ใดมาบ้าง อายุกระดูกเท่าใด ร่างเดิมคืออสูรอะไร เผยร่างเดิมออกมาให้ดูหน่อย…

เดิมทีพวกเมิ่งเสวี่ยหลี่ผ่านด่านมาได้แล้ว นึกไม่ถึงว่าจะเจอกับแม่ทัพพยัคฆ์ที่เดินผ่านมา แม่ทัพพยัคฆ์เดินเข้ามาใกล้ เฟยอวี่แหวกม่าน ใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ดวงตาเบิกกว้างดูเมิ่งเสวี่ยหลี่สอดแขนเข้าไปในแขนเสื้อ

อสูรสองข้างถนนแออัดยัดเยียดเบียดเสียดกันจนน้ำไหลผ่านแทบไม่ได้ อสูรที่อยู่ด้านหลังต่างพากันเขย่งเท้าชะโงกหัวคอยืดคอยาว อยากรู้ว่าในแขนเสื้อของอสูรชั้นสูงนั้นมีเทียบเชิญหรูหรางามวิจิตรแบบใด

ในตอนนั้นเองจู่ๆ ก็มีเสียงตะโกนกระตือรือร้นดังขึ้นท่ามกลางหมู่อสูร “ไอ้หยา พี่คุนซาน!”

เสียงดังขึ้นจากหน้าประตูเมืองที่เงียบสงัดราวกับสามารถได้ยินกระทั่งเสียงเข็มตกนี้ดึงดูดสายตาของเหล่าอสูรทั้งมวล แม้แต่แม่ทัพพยัคฆ์เองก็ยังหันหน้ากลับไปมอง มือที่ยื่นรับเทียบเชิญชะงักค้างอยู่กลางอากาศ

เสียงกระซิบกระซาบบนถนนดังขึ้นอีกครั้ง “เถ้าแก่หอคณิกามาแล้ว!”

“นี่มันวันอะไรกัน เถ้าแก่หอคณิกาก็มา อสูรชั้นต่ำตนใดอยากฉวยโอกาสไต่เต้า รีบไปเสนอหน้าให้ไว”

“จอมอสูรเขาคุนซานผู้นี้ชอบสิ่งสวยงาม ดูหน้าตาบ่าวคนโปรดของเขาสิ เห็นได้ชัดว่าเป็นพวกเดียวกับเถ้าแก่หอคณิกา!”

เหล่าอสูรต่างพากันเปิดทาง อสูรตนนั้นก้าวเท้ารวดเร็ว ยังไม่ทันถึงหน้ารถลากก็ตะโกนเสียงดังขึ้นมาก่อน “พี่คุนซาน ผู้น้องรอคอยท่านนานนัก! ทุกค่ำคืนแหงนดูจันทราดาราสุกสว่าง ในที่สุดวันนี้ก็ได้พบท่าน ฮ่าๆๆๆ”

น้ำเสียงอีกฝ่ายกระตือรือร้นเบิกบาน ออกจะเกินไปด้วยซ้ำ

เมิ่งเสวี่ยหลี่ช้อนตาขึ้นมอง ครั้นเห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ของอสูรที่ถูกเรียกว่า ‘เถ้าแก่หอคณิกา’ กับอาภรณ์ผ้าดิ้นปักลายผีเสื้อชมบุปผาสีสันแพรวพราว มีผ้าคลุมกันลมสีแดงทาบทับอยู่ด้านนอก มีดอกไม้สีแดงสดประดับอยู่บนศีรษะ น้ำเสียงการแต่งกายล้วนงดงามจนเขาตะลึงขึ้นมาเล็กน้อย พออีกฝ่ายเข้ามาใกล้ กลิ่นแป้งหอมฉุนก็ลอยเข้ามาปะทะจมูก หร่วนฮุยทนไม่ไหว จามออกมาเบาๆ คราหนึ่งก่อนจะรีบปิดปาก

ชื่อชูตกใจ รีบถ่ายเสียงบอกเมิ่งเสวี่ยหลี่กับจี้เซียว “ข้ารู้จักเขา เขาคือเถ้าแก่หอคณิกาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเฟิงเยวี่ย!”

ในเวลาเดียวกันแม่ทัพพยัคฆ์ก็ขมวดคิ้วถาม “เถ้าแก่ พวกท่านรู้จักกันหรือ”

อสูรตนนั้นคว้าแขนแม่ทัพพยัคฆ์ “ท่านไม่ต้องแปลกใจ ล้วนเป็นพรรคพวกพี่น้องกันทั้งนั้น ไปนั่งที่หอของข้าด้วยกันจะเป็นไร” เขากระโดดขึ้นบนแอกรถ ยื่นหัวเข้าไปภายใน พูดอย่างสนิทสนมจริงใจ “พี่คุนซาน ล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้น ผู้น้องรอท่านนานแล้ว”

สีหน้าของอีกฝ่ายทำเอาเมิ่งเสวี่ยหลี่เกือบเผลอคิดไปว่าตนเองเป็น ‘จอมอสูรเขาคุนซาน’ มีพี่น้องเป็นพ่อเล้าอยู่ในเมืองเฟิงเยวี่ยจริงๆ

จี้เซียวกับเมิ่งเสวี่ยหลี่สบตากันคราหนึ่ง ฝ่ายหลังไม่กระโตกกระตาก นิ้วทั้งห้าที่กุมด้ามกระบี่คลายออก ขยับแข้งขาตามธรรมชาติ พูดกับเฟยอวี่ด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “รินสุรา”

จู่ๆ อสูรตนนี้ก็ปรากฏกาย ท่าทางแปลกประหลาดพิลึกพิลั่น ไม่รู้เป็นมิตรหรือศัตรู มีเป้าหมายแบบใด ทว่าไม่อาจถ่ายเสียงถามหยั่งเชิง และเพราะมีแม่ทัพพยัคฆ์จับตาดูอยู่ด้านข้างจึงไม่อาจปฏิเสธออกมาตรงๆ ดูซิว่าอีกฝ่ายจะกล้าดื่มสุราจอกนี้หรือไม่

ผู้รับใช้อาภรณ์ขาวเสื้อคลุมยาวสีดำรินสุรา เถ้าแก่หอคณิกาดื่มรวดเดียวหมด เมิ่งเสวี่ยหลี่เองก็ดื่มจอกหนึ่งเช่นกัน เขากับจี้เซียวถ่ายเสียงตกลงแผนการกัน เฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงอยู่เงียบๆ

อสูรชั้นต่ำข้างถนนคิดว่าทุกอย่างสงบแล้ว ก็แค่อสูรชั้นสูงพบเจอสหายเก่า ละครยกจอกสุราเฉลิมฉลองบทเก่า ไม่มีเรื่องอันใดให้ดู ชาวอสูรเริ่มเคลื่อนไหวกันใหม่อีกครั้ง

สายตาของแม่ทัพพยัคฆ์สอดส่ายไปมาระหว่างเมิ่งเสวี่ยหลี่กับเถ้าแก่หอคณิกา เถ้าแก่ผู้นี้คบหาสหายมากหน้าหลายตามาแต่ไหนแต่ไร สันทัดข่าวสาร เรียกขานอสูรชั้นสูงจากที่ต่างๆ เป็นพี่น้องอยู่เนืองๆ เรื่องนี้หาใช่เรื่องแปลกประหลาดไม่ แต่กระนั้นเขาก็ยังคงรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่บอกไม่ถูกว่าตรงที่ใด

เถ้าแก่หอคณิกาพูดจูงใจ “พี่พยัคฆ์ ข้ารู้ว่าระยะนี้ท่านกลัดกลุ้มเรื่องอสูรนักโทษ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของท่าน พันผิดหมื่นผิดล้วนผิดอยู่ที่อสูรนักโทษ ได้แต่โทษว่ามันเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว จอมอสูรกำลังโกรธกริ้ว ไว้เขาหายโกรธถึงตอนนั้นย่อมต้องเข้าใจถึงความจงรักภักดีของท่าน พวกเราไปดื่มสุราหาความสำราญแก้กลุ้มกันดีกว่า”

“ข้าเข้าใจความคิดอ่านของจอมอสูรดี ไม่ต้องให้เจ้าพูด” แม่ทัพพยัคฆ์ยังคงขมวดคิ้ว น้ำเสียงกลับอ่อนลง “ตอนนี้นอกจากเรื่องจับอสูรนักโทษแล้วเรื่องอื่นข้าไม่สนใจ มีสุราชั้นเลิศอันใดเก็บไว้ให้ข้าเฉลิมฉลองวันสังหารอสูรนักโทษก็แล้วกัน”

เขามองดูรถลาก รอบกาย ‘จอมอสูรเขาคุนซาน’ เต็มเปี่ยมไปด้วยไออสูรหนาหนัก สัตว์เลี้ยงผู้รับใช้ต่างทำหน้าที่ของตนไม่มีขาดตกบกพร่อง

เถ้าแก่หอคณิกาตอบ “ขอให้พี่พยัคฆ์ทำการราบรื่นสมดังใจคิด! ไม่รบกวนท่านทำภารกิจแล้ว ข้ากับพี่คุนซานขอตัวก่อน”

แม่ทัพพยัคฆ์โบกมือเป็นสัญญาณให้พวกทหารเปิดทาง ก่อนจะหันไปบอกกับทหารอสูรเฝ้าประตูเมือง “นับแต่นี้เป็นต้นไป วันหน้าอสูรชั้นต่ำที่เข้าเมืองมาทุกตนล้วนต้องให้ข้าเป็นคนซักถาม! ซักถามผิดได้ แต่จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้เป็นอันขาด”

ตอนเขาพูดประโยคนี้ สายตาจับจ้องอยู่ยังหัวหน้ากองกำลังทหารเฝ้าประตูเมือง ทว่าหางตากลับเฝ้าสำรวจท่าทีของ ‘จอมอสูรเขาคุนซาน’ แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีอาการ ‘ถอนหายใจโล่งอก โชคดีที่รอดพ้นหายนะครานี้มาได้’ เลยสักนิด ตรงกันข้ามกลับขมวดคิ้วน้อยๆ คล้ายไม่อาจทนรำคาญต่อกฎเกณฑ์หยุมหยิมในเมืองเฟิงเยวี่ยได้

ผู้รับใช้อาภรณ์สีม่วงพึมพำ “ต้องโทษอสูรนักโทษพวกนั้น ทำให้งานเลี้ยงดีๆ เช่นนี้ติดขัดไปหมด”

ผู้รับใช้อาภรณ์ขาวเสื้อคลุมยาวสีดำคล้ายไม่เข้าใจ “อสูรนักโทษต้องหนีไปไกลแล้วแน่ๆ จะวิ่งมาให้จับถึงเมืองเฟิงเยวี่ยได้อย่างไร ค้นหาที่ประตูเมืองเช่นนี้มีประโยชน์หรือ”

ยามนี้แม่ทัพพยัคฆ์ไม่หุนหันพลันแล่นแล้ว แม้ ‘จอมอสูรเขาคุนซาน’ จะเป็นพวกมือเติบพลังอสูรลึกล้ำ แต่ก็เป็นแค่อสูรต่างถิ่นคิดอ่านเฉื่อยชาความรู้น้อย จอมอสูรเขาหลิงซานสายตากว้างไกล คาดการณ์เองว่าอสูรนักโทษต้องเข้าเมืองมาแน่

เถ้าแก่หอคณิกากระโดดเข้าไปในรถด้วยท่าทีสบายๆ พร้อมกับกลิ่นเครื่องประทินโฉม ชื่อชูกับเฟยอวี่ส่งสุราผลไม้นานา ห้อมล้อมอยู่ข้างกายอีกฝ่ายคล้ายกำลังต้อนรับแขกด้วยมารยาท แต่แท้จริงแล้วพวกเขากำลังประจำตำแหน่งเตรียมล้อมเล่นงานอีกฝ่ายอยู่ต่างหาก

เมิ่งเสวี่ยหลี่เลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ แสดงสีหน้าสงสัย แต่มิได้เอ่ยปากถาม

“จอมอสูรเขาคุนซาน ท่านคงจำข้าไม่ได้แล้วกระมัง” ไม่รอให้เมิ่งเสวี่ยหลี่ตอบ เถ้าแก่หอคณิกาก็ชิงพูดขึ้นก่อน “แม้ท่านจะจำข้าไม่ได้ สำหรับข้า แม้นพบกันครั้งแรกแต่กลับรู้สึกสนิทสนมราวกับเป็นสหายเก่า!”

เถ้าแก่หอคณิกาคิด เห็นบ่าวคนโปรดของเจ้า ข้าก็รู้แล้ว สหายเช่นเจ้าอย่างไรข้าก็ต้องคบ ทว่าคำพูดเช่นนี้ไหนเลยจะกล่าวออกไปได้ เขาแสดงท่าทีกระตือรือร้นเบิกบาน เอ่ยปากพูดกับเมิ่งเสวี่ยหลี่ มิได้สนใจพรรคพวกคนอื่นๆ ของเมิ่งเสวี่ยหลี่ที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามเลยแม้แต่น้อย

“ผู้น้องไร้สามารถ มีหอคณิกาอยู่ในเมืองเฟิงเยวี่ยสิบสองแห่ง บ่อนอีกยี่สิบแห่ง หอคณิกาที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเฟิงเยวี่ยก็คือ ‘หอหงเฉินจุ้ยเมิ่ง’ ของข้า เหล่าอสูรต่างให้เกียรติเรียกข้าว่า ‘เถ้าแก่หอคณิกา’ หวังว่าจอมอสูรจะให้เกียรติไปดื่มสุราจอกน้อยที่หอสักสองจอก ร่วมคบหาเป็นสหาย”

เมิ่งเสวี่ยหลี่ไม่เข้าใจ รู้สึกว่าอสูรตนนี้เชี่ยวชาญคบค้าสมาคม เมื่อครู่ยามพูดคุยกับแม่ทัพพยัคฆ์ล้วนใช้ถ้อยคำองอาจอย่าง ‘หาความสำราญ’ ‘แก้กลุ้ม’ ต่างกับยามพูดกับตนเองที่ใช้ถ้อยคำสุภาพเปี่ยมมารยาทอย่าง ‘สุราจอกน้อยสักสองจอก’

เถ้าแก่หอคณิกาอารมณ์ไม่เลว แน่นอนว่าคำพูดที่ว่าพบกันครั้งแรกแต่กลับรู้สึกสนิทสนมราวกับเป็นสหายเก่าย่อมเป็นถ้อยคำโกหก เดิมเขายืนพิงหน้าต่างรับลมอยู่บนหอ บังเอิญเห็นสารถีหนุ่มหน้าตาหล่อเหลางดงามจึงอดมองดูไม่ได้

สายลมโชยพัดผ้าโปร่งที่ใช้ปิดบังใบหน้าเปิดออก เด็กหนุ่มใบหน้างดงามหมดจด กระดูกขากรรไกรคมชัด หน้าผากพวงแก้มอวบอิ่ม เป็นใบหน้าของเด็กหนุ่มวัยกำดัดที่ผสมกลมกลืนไปด้วยความรู้สึกอ่อนละมุนชวนสัมผัส งดงามบริสุทธิ์

เขาเคยเห็นอสูรหน้าตางดงามมานับไม่ถ้วนจนรู้สึกเอือมระอาหมดสิ้น ด้วยสายตาของมืออาชีพ อสูรที่สามารถทำให้ภาพตรงหน้าของเขาสว่างไสวขึ้นมาได้เช่นนี้มีเพียงหนึ่งในหมื่นเท่านั้น

น่าเสียดายที่เขาไม่รู้ว่าเพราะตอนที่ถูกขังอยู่ในเจดีย์เจิ้นเยาพลังอสูรของจิ้งจอกม่วงถูกกัก ไม่ระวังเผลอกินจนอ้วน ทว่าโครงกระดูกกลับมิได้โตตามไปด้วย

ลมพัดม่านขยับ เขามองลอดเข้าไปภายในรถลาก

ผู้รับใช้อาภรณ์ขาวเสื้อคลุมยาวสีดำท่าทางน่าเกรงขาม ทว่ากลับอ่อนน้อมต่อจอมอสูรเขาคุนซาน ดูแลสั่งสอนได้ดียิ่งนัก ชวนให้นึกอิจฉา

ส่วนเด็กหนุ่มสองคนในอาภรณ์สีเทากับอาภรณ์สีเขียวแม้จะไม่ได้งดงามยิ่งยวด แต่ก็มีท่าทางเยี่ยงดรุณีน้อยวัยแรกแย้มในตระกูลผู้ดี เนื้อตัวสั่นสะท้านขวยเขินน่ามอง

ครั้นเพ่งตามองอีก บนรถยังมีผู้บำเพ็ญพรตชาวมนุษย์อีกหนึ่ง!

ผู้บำเพ็ญพรตอยู่ในอาภรณ์ขาวสะอ้านไร้เถ้าธุลีแปดเปื้อน นั่งตัวตรงอยู่บนรถ ราวกับถูกห่อหุ้มไว้ด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ข้อมือขาวๆ มีโซ่ทองผูกมัดไว้ ปลายโซ่อีกด้านอยู่กลางหว่างนิ้วของจอมอสูรเขาคุนซานผู้นั้น

เถ้าแก่หอคณิกาคิด จอมอสูรเขาคุนซานมีผู้รับใช้หน้าตางดงามห้าวหาญสองคนไม่พอ นึกไม่ถึงยังบังคับจับกุมครึ่งอสูรตัวน้อยน่าสงสาร กับผู้บำเพ็ญพรตหัวแข็งเย่อหยิ่งเย็นชาชาวมนุษย์มาอีกแน่นอนว่าต้องเป็นยอดฝีมือ เป็นอสูรที่มีความชมชอบเดียวกัน ยากพบพาน ไม่รู้ว่าเป็นอสูรชนิดใด

เขาไม่คุ้นไออสูรของอีกฝ่าย จึงนึกว่า ‘จอมอสูรเขาคุนซาน’ มีพลังอสูรลึกล้ำกว่าตนเอง ตนถึงมองร่างเดิมของอีกฝ่ายไม่ออก

ในเมืองเฟิงเยวี่ย อสูรชั้นสูงมีหน้ามีตาประจำถิ่นแสดงความเป็นมิตรขึ้นมาก่อน อสูรชั้นต่ำย่อมต้องรีบรับน้ำใจที่ได้มาอย่างไม่คาดฝันไว้เพื่อสานสัมพันธ์ต่อ

ทว่าเมิ่งเสวี่ยหลี่กลับกล่าวขึ้น “หากไม่ใช่จู่ๆ เจ้าก็ปรากฏตัวขึ้นมา ข้าตั้งใจว่าจะสั่งสอนเจ้าอสูรนั่นสักครั้งแล้ว หลังจากนั้นค่อยไปพูดคุยเหตุผลกับจอมอสูรเขาหลิงซาน เขาเชิญข้ามาเองแท้ๆ เหตุใดลูกน้องของเขาถึงทำตัวไร้มารยาทกับข้าเช่นนี้”

เขาไม่ชื่นชมอีกฝ่าย และไม่ได้หักหน้าอีกฝ่าย

เถ้าแก่หอคณิกากล่าว “พี่ชายท่านนี้ ท่านทำเช่นนี้หาได้ไม่ ระยะนี้จอมอสูรอารมณ์ไม่ดี ข้าขอแนะว่าไว้อีกสองสามวันท่านค่อยเข้าตำหนักจะดีกว่า”

“เอ๋? เจ้ารู้ได้อย่างไร”

“ก็ขนาดข้านำอสูรโฉมสะคราญเข้าไปถวาย พวกนางยังถูกไล่กลับมา”

“เพราะนักโทษอสูรในเจดีย์เจิ้นเยาหลบหนี?”

“ใช่แล้ว!”

เฟยอวี่กับชื่อชูร้องด่าออกมาพร้อมกัน “นักโทษอสูรบัดซบ!”

 

ติดตามบทที่ 8 ได้ในวันที่ 2 .. 63

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: