X
    Categories: everYกระบี่คู่หานซานทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน กระบี่คู่หานซาน เล่มที่ 3 บทที่ 9 #นิยายวาย

หอไผ่สดับพิรุณ

ในโถงใหญ่มีอสูรเดินขวักไขว่ แสงเงาสับสนวุ่นวาย จากตำแหน่งที่เมิ่งเสวี่ยหลี่ยืนอยู่ เงาร่างของนกยูงอวบอิ่มวูบไหวคราหนึ่งก่อนจะหายลับไปไม่เหลือแม้เงา

เถ้าแก่หอคณิการู้จักสังเกตสีหน้าน้ำเสียง เข้าใจว่าเมิ่งเสวี่ยหลี่ถูกใจอสูรปักษาสวรรค์เข้าให้แล้ว จึงยิ้มเอ่ยปาก “ท่านพี่เดินทางมาไกล คงเหน็ดเหนื่อยไม่ใช่น้อย คืนนี้พักผ่อนให้สบายก่อน คืนพรุ่งนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกท่าน เสร็จแล้วค่อยให้นางร่ายรำให้พวกท่านชม”

เมิ่งเสวี่ยหลี่ปฏิเสธอ้อมๆ “ดูอสูรนกยูงตนนั้นแค่นี้ก็สนุกแล้ว ไม่ต้องลำบาก”

เถ้าแก่หอคณิกาแอบคิด จอมอสูรเขาคุนซานผู้นี้ซ้ายก็ล่าขวาก็จับ ไม่ว่าอันใดล้วนกินได้ไม่มีเกี่ยง ขนาดมีผู้รับใช้หน้าตางดงาม ครึ่งอสูรบริสุทธิ์ไร้เดียงสา มนุษย์ยโสเย็นชาแล้วยังไม่พอ แม้แต่นกยูงอ้วนหัดร่ายรำก็ยังมองเห็นจุดเด่นของอีกฝ่ายได้ เทียบกันแล้วข้ายังต้องฝึกอีกมาก

เมิ่งเสวี่ยหลี่เก็บความรู้สึกสับสน เดินตามเถ้าแก่หอคณิกากับอสูรตะพาบผู้รับใช้กลุ่มหนึ่งเข้าไปด้านใน ผ่านโถงอึกทึก ผ่านประตูวงเดือน ถึงได้รู้ว่าลานหลังหอนั้นราวกับเป็นโลกอีกใบ

กลางลานต้นไม้ดอกไม้บานสะพรั่งขับดุนภูผาจำลอง สะพานน้อย ลำธาร ระเบียงภาพวาดคดเคี้ยว ใต้ชายคาแขวนโคมผ้าโปร่งไว้อย่างเรียบง่าย แสงสีแดงชวนเมามายในหอคณิกา พอมาถึงที่นี่กลับเหลือแค่เพียงแสงสีแดงทึมๆ จุดหนึ่งเท่านั้น ราวกับหลุดออกมาจากโลกอีกใบ

กลิ่นหอมเอียนๆ จากเครื่องประทินโฉมถูกลมราตรีพัดไปจนสิ้น อากาศเปลี่ยนเป็นปลอดโปร่ง เมิ่งเสวี่ยหลี่ลอบถอนหายใจเบาๆ คราหนึ่ง

พวกเมิ่งเสวี่ยหลี่อ้อมบุปผาลัดเลาะระเบียง ยิ่งลึกเข้าไปภายใน รอบด้านก็ยิ่งเงียบสงัด เสียงเพลงเสียงหัวเราะค่อยๆ ลดลงจนไม่ได้ยิน เหลือก็แต่เสียงแมลงกลางพงหญ้า เสียงนกบนคาคบไม้ งดงามวิเวกยิ่งยวด ยามนี้หากหันกลับไปมอง แสงไฟม่านมุกบนหอคณิกาล้วนถูกต้นไม้ดอกไม้หนาทึบบดบังหมดสิ้นไร้ร่องรอย

ที่ปลายสุดของระเบียงภาพวาด ป่าไผ่ปรากฏขึ้นต่อสายตา ลมพัดใบไผ่เกิดเป็นเสียงเล็กละเอียดราวหนอนไหมกัดกินใบหม่อน เศษหินขาวถูกนำมาปูเป็นทางเดินเล็กๆ เลื้อยลดผ่านทิวทัศน์งดงาม ครั้นมาถึงกลางป่าไผ่ หอไผ่หลังหนึ่งก็ปรากฏชัด

หอไผ่สี่ชั้น นอกหอปูด้วยทางเดินไม้ไผ่ ข้างทางเดินถูกขุดเป็นคูน้ำเล็กๆ มีธารน้ำใสไหลริน

ดาดฟ้ามีลานชมจันทร์กลางแจ้ง มุมทั้งสี่ด้านแขวนไว้ซึ่งผ้าโปร่งสีขาว ภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวง เงาไผ่ร่ายรำอยู่บนผ้าโปร่งสีขาว ส่ายไหวตามลม

ไม่ต่างจากที่เถ้าแก่หอคณิกาว่าไว้ ที่นี่เป็นสถานที่งดงามสูงส่งสงัดเงียบเหนือความวุ่นวายใดๆ โดยแท้

หร่วนฮุยกับปี้โหยวอดอุทานอย่างตกตะลึงไม่ได้

เถ้าแก่หอคณิกาพูดด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ “ไผ่เขียวนี้เป็นสายพันธุ์จากแดนมนุษย์ สูงตระหง่านงดงาม ใบเรียวละเอียด” เขาหันไปทางเมิ่งเสวี่ยหลี่ “คืนฤดูร้อนในเมืองเฟิงเยวี่ยอาจมีฝนตกปรอยปรายเป็นครั้งคราว ทว่าฟ้ากลับแจ้ง เที่ยงคืนฟังเสียงป่าไผ่เสียงลมฝนอยู่ข้างหน้าต่าง นับเป็นเรื่องน่าอภิรมย์ยิ่งนัก แม้แต่ยามฟ้าแจ้งเมฆสลายฝนหยุดเองก็เช่นกัน”

เมิ่งเสวี่ยหลี่พยักหน้าพอใจ ยิ้มชื่นชม “เถ้าแก่ช่างมีอารมณ์สุนทรีย์โดยแท้”

ทว่าในใจเขากลับสับสนวุ่นวาย เตียงน้ำที่เมืองไป๋เหอ สร้อยข้อมือมุก เพียงเท่านี้ก็เล่นเอาเขาแทบตายแล้ว ยังจะมีหอไผ่ ฟังเสียงลมฝนอันใดอีก

เขาแอบชำเลืองมองจี้เซียว เห็นคู่ร่วมบำเพ็ญสีหน้าเหมือนดังเก่าก็รู้สึกว่าตัวเองคิดมากเกิน ทึกทักเอาเองล้วนๆ

เถ้าแก่หอคณิกาได้ยินยอดฝีมือชื่นชมเช่นนั้นก็ยิ่งพูดมาก “ข้าให้มันชื่อ ‘เรือนจู๋หลี่’ หลังสร้างหอหงเฉินจุ้ยเมิ่งเสร็จ เพื่อต้อนรับจอมอสูรเขาหลิงซาน ข้าถึงได้สร้างสถานที่งดงามแห่งนี้ขึ้น อสูรภายนอกไม่รู้ แต่ข้ารู้ว่าจอมอสูรเชี่ยวชาญบทเพลงภาพวาด เป็นแขกผู้เฉิดฉาย”

“ไม่ผิดจากที่เจ้าว่า” เมิ่งเสวี่ยหลี่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

ชื่อชูแสร้งทำเป็นซาบซึ้ง พูดเสียงอ่อน “เถ้าแก่มีน้ำใจยิ่งนัก ถึงกับพาพวกเรามาพักยังที่ที่จอมอสูรเคยพักมาก่อน”

เถ้าแก่หอคณิกาถูกรอยยิ้มของชื่อชูทำใจหวั่นไหว รีบอาศัยเงาไผ่ขยับเข้าใกล้ แอบโอบเอวผู้รับใช้อาภรณ์สีม่วง แต่กลับถูกฝ่ายหลังเลี่ยงหลบคล่องแคล่ว จึงได้แต่พูดอย่างเสียใจ “จอมอสูรพำนักอยู่เพียงคืนเดียวเท่านั้น ข้าตั้งใจจะบรรณาการเขาด้วยอสูรงูเพศเมียหน้าตาสะสวย แต่กลับพบเจอก็แต่พวกธรรมดาๆ ไม่เข้าตาจอมอสูร”

เขาเป็นอสูรพ่อเล้า หากไม่อาจตอบสนองความต้องการของแขกได้ นั่นย่อมเป็นการดูแคลนความสามารถเชิงการค้าของเขา

เมิ่งเสวี่ยหลี่เห็นอีกฝ่ายคิดเอาเปรียบชื่อชูเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาน้อยๆ “นั่นไม่ใช่เพราะอสูรโฉมสะคราญที่เจ้านำไปให้ไม่งดงามพอ”

เห็นสีหน้าของเมิ่งเสวี่ยหลี่คล้ายรู้อะไรบางอย่างเช่นนั้น เถ้าแก่หอคณิกาก็รีบถาม “เช่นนั้นเพราะเหตุใด”

เมิ่งเสวี่ยหลี่กวักมือเรียก บอกให้อีกฝ่ายไล่ลูกน้องข้างกายไปแล้วเอียงหูเข้ามา “เพราะเขาไม่เคยชอบอสูรโฉมสะคราญ หากแต่ชอบอสูรหนุ่มบริสุทธิ์!”

เถ้าแก่หอคณิกาสะท้านไปทั้งร่าง กระซิบถาม “เรื่องนี้เป็นความจริง? ท่านพี่รู้ได้เช่นไร”

“ตอนจอมอสูรเขาหลิงซานยังหนุ่ม เขาเที่ยวท่องแดนอสูรมาถึงดินแดนของข้า พวกเราดื่มสุราพูดคุยกัน เขาเอ่ยปากออกมาด้วยตัวเอง”

เถ้าแก่หอคณิกาพูดอย่างสงสัย “ท่านพี่ เรื่องนี้ท่านล้อข้าเล่นไม่ได้เป็นอันขาด!” จอมอสูรเขาหลิงซานเป็นพวกชอบเพศเดียวกัน? ไฉนถึงไม่เคยได้ยินหรือระแคะระคายเรื่องนี้มาก่อน

เมิ่งเสวี่ยหลี่แสร้งทำเป็นไม่พอใจ “ผู้ใดโกหกเจ้า เขาชอบอสูรหนุ่มบริสุทธิ์และไม่ยินดีให้อสูรอื่นล่วงรู้เรื่องนี้ หากไม่ใช่เพราะเจ้าข้ามีวาสนาต่อกัน ข้าไหนเลยจะบอกให้เจ้ารู้”

เถ้าแก่หอคณิกาคิด รู้สึกว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก็มีเหตุผลอยู่ จอมอสูรเขาหลิงซานไม่เข้าใกล้โฉมสะคราญก็เพราะไม่ถูกใจ หากไม่เป็นเพราะเรื่องนี้แล้วยังจะเพราะเหตุใดได้อีก เส้นทางใหม่เอี่ยมในหัวสมองเขาเปิดขึ้นตรงหน้า

อสูรหนุ่มบริสุทธิ์ใช่ว่าจะหากันได้ง่ายๆ เมืองเฟิงเยวี่ยแม้จะแบ่งแยกชนชั้นชัดแจ้ง ทว่าส่งอสูรชั้นต่ำไปรับใช้อสูรชั้นสูง อย่างไรอีกฝ่ายก็ต้องยินยอมพร้อมใจด้วย หากอสูรที่ส่งไปเกิดเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ทำจอมอสูรหงุดหงิดไม่พอใจขึ้นมา มีหวังคนส่งได้พลอยโชคร้ายไปด้วย

ส่วนพวกที่ยินดีไต่เต้าหาความมั่งมี ไหนเลยจะนับว่า ‘บริสุทธิ์’ ได้ ไม่ว่าทางใดก็ยากทั้งนั้น

เมิ่งเสวี่ยหลี่บอก “หากเจ้าจัดหาอสูรหนุ่มมาได้ เขาย่อมต้องตกรางวัลให้เจ้าอย่างงามแน่ ทว่าเรื่องนี้ต้องวางแผนให้ดี จอมอสูรไม่ปรารถนาให้อสูรตนอื่นล่วงรู้ถึงความชอบของเขา เข้าใจหรือไม่”

เถ้าแก่หอคณิกาพยักหน้าติดๆ “ทราบแล้วๆ ขอบคุณท่านพี่เป็นอย่างยิ่ง”

เมิ่งเสวี่ยหลี่ถอยออกไป ดึงสายโซ่บนหว่างนิ้ว ลากเอาตัวผู้บำเพ็ญพรตชาวมนุษย์เข้าสู่อ้อมแขน โอบเอวอีกฝ่ายไว้ “ค่ำมืดดึกดื่น…”

เถ้าแก่หอคณิกาฟังแล้วรู้ความนัยของอีกฝ่ายได้ทันที เขาขอตัวลาพลางชี้นิ้วไปยังเหล่าอสูรตะพาบที่ตามติดอยู่ไม่ไกล “อสูรรับใช้ไม่เอาไหนพวกนี้ ข้าทิ้งไว้ให้ท่านพี่เรียกใช้”

“ไม่จำเป็น อสูรข้างกายข้าล้วนเรียกใช้จนเคยชินแล้ว” เมิ่งเสวี่ยหลี่กวาดตามองไปยังทะเลไผ่เงียบสงัด ลูบเอวจี้เซียวแผ่วเบาพลางยิ้มพูด “ได้ที่พักชั้นเลิศเช่นนี้ ข้าเองก็อยากปล่อยตัวตามสบายสักหลายๆ วันหน่อย นอกจากอาหารสามมื้อแล้วก็ไม่ต้องรบกวนอันใดข้า เถ้าแก่อย่าได้นึกหัวเราะ”

เมิ่งเสวี่ยหลี่ถ่ายเสียงออกมาอย่างเป็นกังวล “เหตุการณ์คับขันพลิกแพลงตามสถานการณ์ ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง ขออย่าได้ถือสา”

จี้เซียว “ไม่เป็นไร”

เถ้าแก่หอคณิกาเข้าใจความคิดอ่านของอีกฝ่าย “ผู้น้องเข้าใจๆ” เขาส่งสายตาไปทางชื่อชูกับเฟยอวี่ “พรุ่งนี้พบกัน”

ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวลากัน ทั้งแขกทั้งเจ้าภาพต่างมีความสุข

ร่างของเถ้าแก่หอคณิกากับลูกน้องหายลับไปจากทางเดินเล็กๆ กลางป่าไผ่ จี้เซียวปล่อยจิตตระหนักรู้ออกไป รับรู้ได้ว่าพวกเขาจากไปไกลแล้วจริงๆ นอกจากนี้พื้นที่รอบด้านยังไม่มีกลิ่นอายของอสูรตนอื่นๆ

“ได้แล้ว”

ปี้โหยวกับหร่วนฮุยถอนหายใจโล่งอก นั่งเป็นอัมพาตอยู่กับพื้น ปาดเหงื่อบนหน้าผากคล้ายเพิ่งนึกหวาดกลัว

ชื่อชูกับเฟยอวี่กำลังเล่นละครกันสนุกสนาน พวกเขาต่างกระเถิบเข้ามาใกล้เมิ่งเสวี่ยหลี่ เล่นหูเล่นตา “แม้แต่เรื่องเช่นนั้นท่านเองก็รู้?”

เมิ่งเสวี่ยหลี่งุนงง “เรื่องอะไร”

“ก็เรื่องเช่นนั้นไงเล่า!” เห็นเมิ่งเสวี่ยหลี่ยังไม่เข้าใจ เฟยอวี่ก็เอ่ยปากถามออกมาตรงๆ “เรื่องที่จอมอสูรเขาหลิงซานชอบอสูรหนุ่ม ท่านรู้ได้เช่นไร”

“ข้าก็แค่พูดไปส่งเดช หลอกเจ้าพ่อเล้าเฒ่านั่น ใครจะไปรู้ว่าหลิงซานชอบบุรุษหรือสตรี”

เฟยอวี่หมดคำพูด ทำเพียงชูหัวแม่โป้งให้ “ท่านนี่ร้ายกาจจริงๆ!”

ความคิดอ่านของชื่อชูเหมือนกับเถ้าแก่หอคณิกา “ข้าว่าก็เป็นไปได้อยู่ที่เขาอาจชอบอสูรหนุ่มจริงๆ หนำซ้ำเรื่องนี้ยังไม่มีอสูรตนใดรู้ เดิมสัญชาตญาณของงูก็มัวเมาในกามตัณหา เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างเมืองเฟิงเยวี่ย ในเมืองเต็มไปด้วยอสูรโฉมสะคราญ แต่เขากลับไม่เข้าใกล้อิสตรี ท่านไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้ออกจะแปลกเกินไปหน่อยหรือ”

เมิ่งเสวี่ยหลี่บอก “มีอะไรน่าแปลก เขาเป็นพวกขี้ระแวง มีหรือจะเชื่อใจให้อสูรตนใดมานอนร่วมเรียงเคียงหมอน เช่นนั้นจึงได้แต่นอนตัวคนเดียวจนฟ้าแจ้ง”

ไม่เหมือนกับข้าที่ไม่ต้องนอนเพียงลำพัง เขาชายตามองไปทางจี้เซียว ความรู้สึกหวานหอมอบอวลไปทั่วทั้งใจ ขณะเดียวกันก็นึกหวาดหวั่นเล็กๆ

 

เชวี่ยเซียนหมิงนั่งอยู่กับพื้น เขาเพิ่งหมุนตัวเสร็จ ยามนี้รู้สึกฟ้าดินหมุนคว้าง

โฉมสะคราญทั้งสองรีบตรงขึ้นหน้ามา สตรีในอาภรณ์เขียวมือถือผ้าไหมอ่อนนุ่ม สตรีในอาภรณ์สีฟ้าประคองน้ำแร่เย็นฉ่ำชุ่มคอ ผลไม้ชุบน้ำผึ้งกับของกินเล่นอื่นๆ เชวี่ยเซียนหมิงเงยหน้าให้คนหนึ่งช่วยปาดเช็ดเหงื่อ ก่อนจะก้มหน้าเพื่อให้อีกคนสะดวกในการป้อนน้ำ

พลังอสูรของเขาถูกกัก ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่มีกลิ่นอายอสูรแม้แต่น้อย ไม่อาจแปลงกายเป็นมนุษย์ เรื่องบางเรื่องทำเองไม่สะดวก จำต้องให้โฉมสะคราญข้างกายช่วยเหลือดูแล

อสูรปักษาสวรรค์พูดอย่างจนใจ “เจ้ามาเรียนร่ายรำหรือมาเรียนเป็นนายท่านกันแน่”

ชุนสุ่ยกล่าว “พี่สาวอย่าตำหนิเลย เสี่ยวหยวนพยายามแล้ว วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ”

“ท่านดูสิ มันเหนื่อยมากแล้ว” ชิวกวงบอก

อสูรปักษาสวรรค์มองฟ้า “อยากกลับมาผอมเหมือนเก่าก่อนชุมนุมหมื่นอสูร? เข้าร่วมการร่ายรำเปิดงาน? ทำได้เพียงเท่านี้ยังอีกไกลนัก!”

หลังได้น้ำแร่แก้กระหาย เชวี่ยเซียนหมิงก็กลับมาได้สติอีกครั้ง ถอนหายใจอย่างกลัดกลุ้ม

ตลอดทางมาแดนอสูร เขาพยายามเล่าเรื่องตลก พูดคุยเรื่องน่าสนใจหมายสร้างสัมพันธ์กับโฉมสะคราญทั้งสอง เดิมตั้งใจจะก่อเรื่องสร้างความวุ่นวายหลังตำหนัก ล้างแค้นหูซื่อ ต่อมาเขากลับพบว่าพวกนางนิสัยไม่เลว จึงเปลี่ยนความตั้งใจ

พวกนางทำผิดอันใด หากจะผิดก็ผิดตรงที่ไปชอบเจ้าคนชั่วอย่างหูซื่อนั่น เชวี่ยเซียนหมิงคิด

ชิวกวงกระซิบ “เช่นนี้ลำบากเกินไป อีกทั้งยังช้ามากด้วย” นางยังจำที่ประมุขแดนสรวงบอกได้ “นกหากอารมณ์ไม่ดีมันจะขนร่วง ไม่งดงาม”

นางมองไปยังโซ่ทองที่อยู่บนขานก ตรวนอันเล็กๆ คล้ายกำไล ตรึงพลังอสูรของนกยูงไว้

ชุนสุ่ยพูดหยั่งเชิง “ไม่อย่างนั้นพวกเราปลดตรวนให้ก่อน หากสามารถเคลื่อนพลังอสูรได้ เจ้าย่อมผอมได้รวดเร็ว ไว้ผอมแล้วข้าค่อยสวมมันกลับอีกครั้ง เจ้าตกลงหรือไม่”

เชวี่ยเซียนหมิงรีบลุกนั่งตัวตรง สองตาเป็นประกาย “พี่สาวผู้แสนดี!”

ชิวกวงพูดอย่างระมัดระวัง “ข้าปลดตรวนให้ แต่เจ้าห้ามหนีเด็ดขาด!”

 

ติดตามบทที่ 10 ได้ในวันที่ 7 .. 63

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: