X
    Categories: everYทดลองอ่านยุทธจักรเริงรมย์

ทดลองอ่าน ยุทธจักรเริงรมย์ ตอน พิษโอสถ บทที่ 1 #นิยายวาย

หน้าที่แล้ว1 of 3

บทที่หนึ่ง

 

ค่ำคืนที่แสงจันทร์ส่องสว่างและเงียบสงัด วันนี้เป็นวันเกิดปีที่เท่าไรไม่รู้ของอาจารย์ ในหุบเขายังเหลือศิษย์พี่ศิษย์น้องฉลองวันเกิดให้อาจารย์อีกสองสามคน ดื่มกันจนเดินโซซัดโซเซ

อากาศหนาว หลายคนกอดกันนอนหลับในห้องโถงใหญ่ หลายคนรำกระบี่จนเสียงลมดังหวีดหวืออยู่ที่ลานด้านนอก จ้าวเสี่ยวชุนคือหนึ่งในหลายคนที่ยังมีสติแจ่มใสอยู่ เพราะตนเองเป็นคนเดียวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ดื่มสุรา

ความจริงเขาอายุสิบแปดปีแล้ว อาจารย์ยังไม่ให้เขาดื่มก็ออกจะอภัยให้ไม่ได้ไปบ้าง ดังนั้นเขาจึงแอบหยิบสุราดอกท้อบ่มนานปีซึ่งวางไว้ข้างโต๊ะมาไหหนึ่ง ตั้งใจว่าจะเอากลับไปดื่มให้หนำใจที่ห้อง ดื่มสุราจนหมดไหแล้วค่อยเอากลับมาโยนทิ้งที่ห้องโถงก็ได้ แบบนั้นต้องไม่มีใครรู้แน่

เด็กหนุ่มกอดไหกระโดดโลดเต้นอย่างสำราญใจ คาดไม่ถึงว่าความอิ่มเอิบใจจนเกินเหตุนั้นทำให้เขาสะดุดตรงนอกหน้าต่างห้องอาจารย์ ล้มคะมำลงไปในแปลงดอกไม้ ทั้งตัวเปียกชื้นไปด้วยสุรา

“ใคร!” คนที่อยู่ในห้องโสตประสาทดียิ่ง แค่เสียงเบาๆ ก็ยังได้ยิน

เสี่ยวชุนรีบกลั้นหายใจ หากถูกจับได้ว่าขโมยสุราจะต้องแย่แน่

หน้าต่างถูกผลักเปิดออกช้าๆ เสี่ยวชุนหรี่ตาเห็นศิษย์พี่รองชะโงกหน้าออกมาตรวจดูรอบๆ สักพักแล้วจึงหับหน้าต่างปิด เสียงสนทนาจากในห้องดังแว่วมาเป็นน้ำเสียงที่อ่อนแรงของอาจารย์ “เสียงลมกระมัง”

เสี่ยวชุนกลั้นหัวเราะอยู่ในใจ โชคดีที่ไม่ถูกจับได้ ไม่รู้ว่าอาจารย์กับศิษย์พี่รองกำลังคุยอะไรกันอยู่ เขาจึงแอบฟังต่อไป

“เฮ้อ…” อาจารย์ถอนหายใจ

“วันนี้เป็นวันเกิดของท่าน อย่าคิดมากอย่างนั้นเลย”

เสี่ยวชุนได้ยินน้ำเสียงของทั้งสองคนไม่ค่อยร่าเริง ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น วันดีแท้ๆ แต่กลับทอดถอนใจโดยที่ไม่กลัวเลยว่าถอนหายใจหนึ่งครั้งแล้วอายุจะสั้นลงหนึ่งถ้วยชา*

“ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าเพิ่งจะออกไปข้างนอกได้ไม่กี่ปี ทำไมถึงได้ก่อเรื่องมากมายขนาดนั้น” น้ำเสียงของอาจารย์ฟังดูจนใจ “หากไม่ใช่เพราะเจ้าห้ากับเจ้าหกกลับหุบเขามาเล่าเรื่องพวกนั้นให้ฟัง ข้าก็ยังไม่รู้หรอกว่าเขาออกไปก่อเรื่องข้างนอกจนเละเทะเช่นนั้น”

ศิษย์พี่รองกล่าวตอบว่า “อาจารย์ ท่านอยากเรียกศิษย์พี่ใหญ่กลับมาหรือ ถ้าหากท่านยอมออกจากหุบเขาไปเกลี้ยกล่อมเขาล่ะก็…”

“นิสัยอย่างเขาใครจะไปเกลี้ยกล่อมได้” อาจารย์บอกเสียงเศร้า

“อาจารย์ ท่านเป็นห่วงศิษย์พี่ใหญ่มาโดยตลอด”

“เฮ้อ…ข้าแค่กลัวว่าสุดท้ายแล้วเด็กคนนั้นจะไม่ได้มีจุดจบที่ดีนัก เลี้ยงกับมือมาจนโต…สุดท้าย…หากรู้แต่แรก ตอนนั้นไม่ควรให้เขาออกจากหุบเขาเลย…” อาจารย์พูดเสียงขาดเป็นช่วงๆ ลมหายใจสับสน อาจเพราะงานวันเกิดวันนี้ใช้เวลาอยู่กับศิษย์อย่างพวกเขามาทั้งวันจนเหนื่อยล้า

เสี่ยวชุนที่อยู่นอกหน้าต่างยึดไหสุราไว้ กลิ่นสุราดอกท้อที่บ่มนานปีปะทะเข้าจมูก ส่งกลิ่นอบอวลจนเขารู้สึกทั้งมึนทั้งหนักหัว

เดิมทีแอบฟังอยู่ข้างนอก ฟังไปฟังมา อาจารย์กับศิษย์พี่รองคุยตั้งแต่เรื่องออกจากหุบเขาไปจนความวุ่นวายข้างนอก แล้ววกกลับมาเรื่องที่ศิษย์พี่ใหญ่ออกไปจากหุบเขาเทพเซียนแล้วถูกจับได้ ช่วงร้อยปีมานี้ไม่รู้ว่าหุบเขาเทพเซียนที่ปลีกวิเวกไม่ยุ่งเกี่ยวทางโลกจะยังสงบสุขไปได้อีกนานเท่าไร

เสี่ยวชุนยกไหสุราแล้วเงยหน้ากรอกลงไปหลายอึก เห็นพระจันทร์บนท้องฟ้ากลายเป็นสองดวง แล้วก็กลายเป็นสี่ดวง เขาหยักยกมุมปากยิ้มกว้าง

เพิ่งจะกลืนลงคอก็ทำให้คนโงนเงนแล้ว สุราดอกท้อของอาจารย์ไหนี้ช่างร้ายกาจเหลือเกิน

เสี่ยวชุนกอดสุราที่เหลือครึ่งไหพลางยิ้มสดใส ปีนออกมาจากแปลงดอกไม้ทั้งที่ตัวเอียง ระมัดระวังไม่ส่งเสียงดังเกินไปเพื่อไม่ให้คนในห้องพบว่าเขาแอบฟังอยู่ข้างนอก

“พวกเจ้าโตๆ กันหมดแล้ว อาจารย์ก็ดูแลไม่ได้มากขนาดนั้นแล้ว…ในบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องก็มีศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์น้องแปดของเจ้าที่ยังทำให้ข้าเป็นห่วง…สือโถวข้าคงไม่สนใจแล้ว…เสี่ยวชุนที่ยังไม่โตก็ก่อเรื่องได้ง่ายๆ…อยู่ในหุบเขาก็ยังดี…”

ตอนที่เขาค่อยๆ เดินไปไกลจากห้องปีกข้างมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำเสียงของอาจารย์กับศิษย์พี่รองที่คล้ายเสียงทอดถอนใจก็ยังคงแว่วตามเขามา “ถ้าหากออกจากหุบเขาไปแล้วนะ…”

 

ศิษย์พี่ใหญ่ที่อยู่ข้างนอกไม่ได้กลับมาเลย อาจารย์ถอนหายใจไม่หยุดก็เพราะเขากระมัง!

ข้างนอก…ทำไมศิษย์พี่ใหญ่ออกไปแล้วจึงไม่กลับมาล่ะ

หลายปีมานี้เขาอยู่ในหุบเขาจนเบื่อแล้ว อยากออกไปผจญภัยเหมือนกัน ศิษย์พี่จะต้องรู้สึกว่าที่นี่อุดอู้แน่ จึงได้อยู่ในโลกแห่งแสงสีจนตัดใจกลับมาไม่ได้!

เด็กหนุ่มผละกลับมาที่ห้องอย่างเงียบๆ ค่อยๆ ละเลียดสุราดอกท้อ ใบหน้าที่นับว่าหล่อเหลาเอาการ อาบย้อมสีแดงก่ำเพราะฤทธิ์สุรา หัวเราะเซ่อซ่า หรี่ดวงตาดอกท้อพร่ามัวเป็นเส้น มองพระจันทร์เสี้ยวที่ดุจดังตะขอ

อาจารย์ทอดถอนใจเพราะศิษย์พี่ใหญ่ เขาแค่ไปพาศิษย์พี่ใหญ่กลับมาก็จบเรื่องแล้วใช่ไหม

ตั้งแต่ที่ตนเข้ามาในหุบเขาก็ไม่เคยทำผลงานอะไรให้กับที่นี่ ในเมื่อศิษย์พี่รองเรียกศิษย์พี่ใหญ่กลับมาไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นให้เขาลองดูแล้วกัน! แบบนี้ข้อหนึ่งคือได้ตอบแทนบุญคุณที่อาจารย์อบรมเลี้ยงดูเขา ข้อสองคือถือโอกาสออกไปดูดอกไม้ใบหญ้าก็ดีเหมือนกัน

“เอาอย่างนี้แหละ!” เสี่ยวชุนยืนขึ้นแล้ววางไหสุราไว้ด้านข้าง กางผ้าออกแล้วเอาเสื้อผ้า ขวดยา เงิน เศษเงินเล็กๆ น้อยๆ และทุกอย่างที่นึกได้ใส่ลงไป จากนั้นก็ม้วนขึ้นสะพายหลัง ดับตะเกียงในห้องแล้วดึงประตูเปิดกำลังจะออกไป

“อ๊ะ เกือบลืมไปเลย!” เขากลับมาเอาสุราดอกท้อที่ดื่มเหลือไว้ใส่กระเป๋าน้ำรัดไว้ที่เอวอย่างแน่นหนา จากนั้นก็เดินออกไปโดยไม่หันกลับมา

บรรดาศิษย์พี่ที่ร่ายรำกระบี่อยู่ที่ลานหลับเป็นตายกันหมดแล้ว ตลอดทางที่เสี่ยวชุนเดินออกไปไม่มีใครตื่นมาเห็นเขาสักคน แน่นอนว่าย่อมไม่มีใครขัดขวางเขา

เขาเดินเร็วขึ้น เร็วขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายยังถึงขั้นใช้วิชาตัวเบาเหินทะยานไปในหุบเขาและท้องทุ่งที่ปกคลุมไปด้วยหมอก พรุ่งนี้เมื่อทุกคนตื่นขึ้นมาแล้วหาเขาไม่พบ ไม่รู้ว่าจะโกลาหลอลหม่านกันหรือไม่

เขาที่กำลังเมามายวิ่งและยิ้มไม่หุบเพราะความคิดเช่นนี้ไปตลอดทาง

 

เหมือนฝนตกไปแล้ว ทว่าโดยรอบคล้ายไม่ได้เงียบสงบขนาดนั้น

เสี่ยวชุนกำลังหลับสบายแต่กลับถูกปลุกด้วยเสียงอาวุธที่ฟาดฟันกัน พอลืมตาขึ้น ภาพตรงหน้าพร่ามัวจนมองเห็นไม่เหมือนของจริง ขณะทอดสายตามองไปยังภาพแปลกตาก็ต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าตนเองอยู่ในศาลซอมซ่อกลางเขาลูกไหนก็ไม่รู้ น้ำฝนแทรกผ่านกระเบื้องแตกๆ บนหลังคาศาลร้างที่มิได้ดูแลซ่อมแซมมานานปี หยดลงโต๊ะบูชาที่มีฝุ่นจับหนาจนฝุ่นฟุ้งขึ้นมาเล็กน้อย

“ที่นี่…คือ…ที่ไหน…” เสี่ยวชุนถามตนเองอย่างตะกุกตะกัก สับสนนิดๆ ไม่รู้เลยว่าตนมาอยู่ในศาลทรุดโทรมได้อย่างไร ก่อนหน้านี้เพิ่งจะฉลองวันเกิดให้อาจารย์ กำลังดื่มกินอยู่กับเหล่าศิษย์พี่ทุกคนมิใช่หรอกหรือ

เขาดึงเสื้อผ้าบนร่าง พบว่าครึ่งหนึ่งนั้นแห้งแล้ว เสื้อคลุมด้านนอกเปื้อนทั้งโคลนและหญ้าแห้งคล้ายผ่านการคลุกดินมารอบหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น แล้วอยู่ๆ พลันมีเศษชิ้นส่วนความทรงจำวาบผ่านเข้ามาในหัว เขาร้องอ๊ากดังลั่น นึกขึ้นได้ว่าพอกินข้าวเสร็จก็ฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนเมาปลิ้นขโมยสุราดอกท้อมาดื่ม…ดื่มไปดื่มมา…จากนั้น…ก็จำอะไรไม่ได้เลย…

คงไม่ได้วิ่งออกมาจากหุบเขาเทพเซียนแบบนี้หรอกใช่หรือไม่ เสี่ยวชุนตะลึงงัน

เสียงต่อสู้รอบๆ ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ และคล้ายมาถึงนอกศาลแล้ว

เสี่ยวชุนสะพายห่อสัมภาระแล้วพุ่งออกไปชมความคึกคักข้างนอกอย่างรีบร้อนโดยไม่สนว่าตนเองจะเลอะเทอะกระเซอะกระเซิงไปทั้งตัว

เขาสะกิดสองเท้าเบาๆ กระโดดขึ้นไปบนต้นไม้ ย่ำเหยียบบนกิ่งไม้หนาทึบแล้วเผ่นโผนไปข้างหน้า ฝีก้าวที่อ่อนช้อยและสง่างามทำใบไม้ร่วงหล่นใบหนึ่งหรือสองใบเป็นบางคราว ร่างเคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายลม

จันทร์เสี้ยวใต้หมอกทึบแขวนตัวอยู่เหนือยอดไม้ ขอบฟ้ายังมีฝนโปรยปราย อาศัยแสงจันทร์สลัวรางและสายตาที่ดีเยี่ยม เสี่ยวชุนจึงเห็นภาพแห่งความชุลมุนที่อยู่ข้างใต้

คนชุดดำสิบกว่าคนหลบซ่อนตัวท่ามกลางแสงจันทร์ อาวุธนับไม่ถ้วนมีทั้งยกขึ้นมีทั้งลดต่ำลง ด้านบนเปรอะเปื้อนเลือดที่มีทั้งสีแดงและดำ

กำแพงไร้รูปที่เกิดจากคนชุดดำกักขังล้อมคนไว้หนึ่งคน ร่างในชุดสีขาวแขนเสื้อปลิวสะบัดแต่กลับอาบย้อมไปด้วยเลือด ในสีเลือดแดงๆ เจือด้วยสีดำ มีเพียงกระบี่สีเงินยวงเล่มนั้นที่มิได้เลอะเลือด แม้จะแทงทะลุหน้าอกคนชุดดำ แต่ก็ยังสะอาดเอี่ยมอ่อง ไม่เปื้อนรอยเลือดใดๆ

ดูจากเลือดพวกนั้นแล้ว เสี่ยวชุนก็รู้ว่าคนชุดขาวถูกพิษ เขาลูบคาง หากคนชุดขาวยังสู้ต่อไปแบบนี้ ถ้าไม่โคจรเลือดลมเร็วเกินไปจนพิษจู่โจมหัวใจตาย ก็คงต้องไปเฝ้ายมบาลเพราะเสียเลือดมากเกินไป

ระหว่างที่กำลังครุ่นคิดว่าจะช่วยหรือไม่ช่วย คนชุดขาวพลันรู้สึกถึงลมหายใจของเสี่ยวชุน คนคนนั้นเงยหน้าขึ้นมา นัยน์ตากระจ่างใสเย็นชาสบสายตากับเสี่ยวชุน เสี่ยวชุนกะพริบตา ไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ตนเองเห็น

คนงาม! คนงามที่งามล่มบ้านล่มเมือง! คิ้วงามดังหมึกวาด นัยน์ตาดุจคลื่นน้ำ ทุกท่วงท่าที่ร่ายกระบี่ประหนึ่งควบขี่เกลียวคลื่น คมกระบี่วาดผ่านที่ใดก็ราวกับกองกำลังทหารและม้าเรือนพัน เฉียบไวดุดันดุจธรรมชาติสร้าง

คนงาม! งามจนคางของเขาจะหล่นลงมาแล้วหุบไม่ได้ น้ำลายก็ทะลักราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก

เพียงแต่ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เสี่ยวชุนตะลึงงันอยู่นั้น แม้ดวงตาคู่นั้นจะงดงาม แต่กลับขาดความนุ่มนวล ฉาบฉายความดูถูก เท่าที่สายตามองเห็นนั้นคือความเย็นยะเยือกและเดียวดายคล้ายคนที่เหี่ยวเฉาไร้ความรู้สึก

“ตงฟางอวิ๋นชิง! เลิกขัดขืนได้แล้ว ยอมมอบตัวเสียเถอะ ท่านประมุขบอกแล้วว่าเป็นหรือตายนั้นไม่เกี่ยง เจ้าไม่มีโอกาสให้หนีรอดแล้ว” คนชุดดำที่เป็นหัวหน้าฉีกยิ้มอย่างมุ่งร้าย

คนงามดื้อรั้นตอบกลับเพียงคำเดียว “หึ!”

เสี่ยวชุนเห็นคนงามควบคุมสติอารมณ์ มองเขาแวบเดียวแล้วก็ไม่ได้สนใจอีก เพ่งสมาธิกลับไปที่ร่างคนชุดดำแล้วกวัดแกว่งกระบี่เข้าโรมรันต่อ ทว่าแค่เพียงแวบเดียว…แวบเดียวน้อยๆ นั้นเสี่ยวชุนก็ได้ตัดสินใจแล้ว

เขาจะปล่อยให้คนงามเช่นนี้ต้องตายจากไปได้อย่างไร คนผู้นี้จะตายไม่ได้

เสี่ยวชุนหยิบขวดยาออกมาจากอกเสื้อ กระแสลมและแสงสว่างกำลังดี ผงละเอียดถูกลมพัดไปถึงบริเวณที่คนชุดดำต่อสู้กัน เสี่ยวชุนปากก็พึมพำท่อง “หนึ่ง สอง สาม…”

คนชุดดำสังเกตเห็นเขาแล้วก็ตวาด “ไอ้คนต่ำช้าที่ไหน!”

“สี่ ห้า หก เจ็ด!” เสี่ยวชุนยังคงท่องต่อไปจนกระทั่งสิ้นเสียงคำว่าเจ็ด คนชุดดำสิบกว่าคนก็ล้มระเนระนาดไปตามๆ กันดังตึงๆ มีเพียงคนงามที่อยู่ตรงกลางที่ยังฝืนใช้กระบี่ยันไว้ ไม่ได้ล้มแปะพื้นโคลน

เสี่ยวชุนหัวเราะแล้วกระโดดลงมาจากยอดไม้อย่างคล่องแคล่ว เตะคนชุดดำที่เป็นหัวหน้า ทำเอาคนคนนั้นถลึงตาใส่เขาทีหนึ่ง

“เจ้าเป็นใคร! บังอาจตั้งตัวเป็นศัตรูกับสำนักภูษานิลของข้า”

“ข้าคือปู่ของเจ้า ไยข้าจะตั้งตัวเป็นศัตรูกับสำนักภูษาอะไรนั่นของเจ้าไม่ได้” เสี่ยวชุนแกว่งขวดยาสีเขียวสด หัวเราะแบบที่เรียกว่าลำพองใจ ‘ยาเจ็ดก้าวมึนงง’ ที่จ้าวเสี่ยวชุนปรุงขึ้นเป็นพิเศษ พอได้ออกโรงก็ได้รับคำชื่นชมจากทุกคน ล้มไปสิบแปดคนจากสิบเก้าคน ส่วนคนงามเหมือนจะมีกำลังภายในแข็งแกร่งกว่าคนชุดดำอยู่นิดหน่อย จึงไม่ได้ล้มพับไปในครู่เดียว

“เจ้า!” คนชุดดำโกรธแค้นจนเกือบจะพูดอะไรไม่ออก

คนงามมองเขาด้วยดวงตาที่เย็นยะเยือก เสี่ยวชุนเก็บขวดยาแล้วเดินไปทางคนงาม เขายื่นมือออกไปหมายจะประคองคนงามที่มีนามว่าตงฟางอวิ๋นชิง แต่คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยกกระบี่ขึ้นจู่โจมเขา กระบวนท่ารวดเร็วพุ่งตรงมาที่อวัยวะสำคัญของเขา

เสี่ยวชุนใจหายวาบ ดีที่กำลังภายในของอีกฝ่ายพร่องไปพอสมควรแล้ว กระบวนท่านี้จึงมีพลังสังหารไม่มาก เขาเบี่ยงตัว ดีดนิ้วสะเทือนกระบี่เล่มนั้น แล้วพลิกมือยึดกุมชีพจรของอีกฝ่าย

จุดชีพจรมิ่งเหมิน** ถูกตรึงไว้ทำให้ไม่อาจขยับเขยื้อน ความรังเกียจแวบผ่านในสายตาเย็นเยือกของอวิ๋นชิง

อวิ๋นชิงเห็นคนตรงหน้าผมเผ้ายุ่งเหยิง ทั้งตัวเปียกชื้นและเหม็นโฉ่ หนำซ้ำยังเลอะโคลนและหญ้าเน่าเต็มไปหมด ไม่รู้เป็นขอทานจากที่ไหน แต่กลับมีวิชาติดตัวและมียาประหลาด เมื่อถูกแตะต้องด้วยสิ่งสกปรกเช่นนี้ เขาก็รู้สึกอึดอัดจนขนลุกชันไปทั้งตัว

“ปล่อย” อวิ๋นชิงรู้สึกอยากอาเจียน

เมื่อตรวจชีพจรของอีกฝ่ายแล้ว ทั้งรู้สึกว่าสีหน้าของเจ้าตัวผิดปกติ เสี่ยวชุนจึงยิ้มแสดงความเป็นมิตรทันที และหลังจากปล่อยมือแล้วก็ยังถอยไปอีกหนึ่งก้าวด้วย

ตอนนี้อวิ๋นชิงต้านทานฤทธิ์ยาเจ็ดก้าวมึนงงไม่ไหวอีกต่อไป จึงคะมำลงบนพื้น

หลังจากที่ใบหน้าแปะพื้นที่ฝนตกจนกลายเป็นโคลนแล้ว อวิ๋นชิงก็ขมวดคิ้ว

 

* หนึ่งถ้วยชา เป็นคำเปรียบหมายถึงช่วงเวลาที่สั้นมาก บางตำรากล่าวว่าเทียบได้กับเวลาประมาณ 10-15 นาที

** จุดมิ่งเหมินอยู่ตรงกระดูกสันหลังบริเวณช่วงเอว เป็นจุดชีพจรประตูชีวิต

สกปรกตายชัก ฝุ่น ใบไม้ ดิน แอ่งน้ำ และพื้นที่เลอะคราบเลือดเป็นด่างดวง

“แม่นาง เจ้าถูกพิษร้ายแรง” เสี่ยวชุนนั่งยองอยู่ตรงหน้าอวิ๋นชิงไม่ไกล แต่ไม่ได้เข้าใกล้เขามากเกินไป มองอีกฝ่ายพร้อมกับเอ่ยขึ้น “ทั้งยังบาดเจ็บสาหัสด้วย”

แม่นาง? คำเรียกนี้ทำให้อวิ๋นชิงไม่สบอารมณ์ถึงขีดสุด เขายื่นมือสำรวจในอกเสื้อ จากนั้นก็บิดข้อมือซัดเข็มดอกท้อที่เรียวบางราวกับขนวัวสองสามเล่มแหวกผ่านอากาศมุ่งไปทางเสี่ยวชุน

เสี่ยวชุนตกใจจนรีบหลบหลีก แต่ยังมีเข็มสองสามเล่มซัดเข้าแขนเขาจนได้

“โอ๊ย เจ็บมาก เจ็บมาก!” เสี่ยวชุนร้องโอดโอย “เจ้าทำอะไร!”

คนงามใช้พลังเฮือกสุดท้ายไปจนหมด ยาเจ็ดก้าวมึนงงออกฤทธิ์โดยสมบูรณ์ อวิ๋นชิงยังไม่ทันแม้แต่จะตอบคำ เพียงแค่มองเสี่ยวชุน ในดวงตาที่เย็นชานั้นมีความเป็นปรปักษ์

เสี่ยวชุนตระหนักรู้ทันที ตีหน้าเศร้าบอก “ข้าอยากช่วยเจ้า ไม่ได้มีเจตนาร้ายนะ!”

แสงจันทร์นวลผ่อง รัศมีสีเงินขาวนวลสาดส่องบนผืนป่าอย่างแช่มช้า อวิ๋นชิงยังคงมองเสี่ยวชุนโดยไม่พูดอะไรสักคำ สายตาที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึกชวนให้เสี่ยวชุนขนลุก

อวิ๋นชิงไม่เชื่อคำพูดของเสี่ยวชุน คนแปลกหน้าคนหนึ่งที่ไม่เคยพบกันมาก่อนในป่าไม่มีค่าพอให้เขาเชื่อถือ

ตอนนี้พิษที่เมื่อครู่ฝืนโคจรพลังควบคุมขณะประมือกับคนชุดดำตีกลับขึ้นมา เลือดลมจึงพุ่งขึ้นมาทันที ในลำคอรู้สึกถึงความหวาน เลือดคำหนึ่งพุ่งออกมาจากปากอวิ๋นชิง เริ่มต้นจากกลางอก ความเจ็บที่เกิดจากมีดเฉือนเข้ากระดูกแผ่ลามไปทั่วสรรพางค์กายอย่างรวดเร็ว ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้เขากุมด้ามกระบี่ในมือไม่อยู่อีกต่อไป กระบี่หลุดร่วงลงพื้น เขางอตัวกระตุกไปทั้งร่าง ความเจ็บปวดที่หยุดไม่ได้ทำให้เขาสั่นเทิ้มไปทั้งตัวอย่างยากจะควบคุม

เสี่ยวชุนเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปสกัดจุดชีพจรสำคัญทั่วร่างอวิ๋นชิง แต่กลับไม่อาจหยุดยั้งอาการรุนแรงที่เกิดจากพิษได้

เขารีบปลดห่อสัมภาระวางลงบนพื้นโคลน ล้วงขวดยาสีแดง เทยาสีแดงออกมาหนึ่งเม็ด บีบขากรรไกรอวิ๋นชิงให้อ้าปากกลืนลงไป แล้วรินสุราดอกท้อในกระเป๋าใส่น้ำให้อีกฝ่ายกินยาไปพร้อมกับสุรา

“เจ้าทนได้ไม่นานเท่าไรหรอก” เสี่ยวชุนเอาห่อสัมภาระสะพายไว้ข้างหน้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก แล้วดึงอวิ๋นชิงที่ค่อยๆ หมดสติแบกขึ้นหลัง “ไปจากที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน ศัตรูคู่แค้นของเจ้าคงมีแค่พวกนี้ที่นี่เท่านั้นกระมัง ข้าคงไม่ได้ปล่อยใครหลุดรอดไปใช่หรือไม่ ที่นี่จะอยู่นานไม่ได้ ถ้าหากรออีกสักพักแล้วมีคนชุดดำมาอีกกลุ่มจะไม่ได้การ ข้าจะพาเจ้าไปก่อน” เสี่ยวชุนพึมพำกับตนเองไม่หยุดปาก

“เพราะอะไร…” เมื่อยาลูกกลอนที่มีกลิ่นเลือดรุนแรงเข้าปาก ความเจ็บปวดก็บรรเทาลงเล็กน้อย อวิ๋นชิงเอ่ยขึ้นในขณะที่มีอาการมึนงง เขาถูกทำให้สับสนแล้ว ขอทานคนนี้อยากช่วยเขาจริงๆ หลังจากที่เขาซัดเข็มดอกท้ออาบยาพิษใส่เจ้าตัวน่ะหรือ

“ถ้าหากข้าเป็นเจ้า ข้าจะโคจรพลังรักษาหัวใจและเส้นเลือดก่อน ไหนๆ ข้าก็อยากช่วยเจ้า เจ้าก็ให้ข้าช่วยให้สำเร็จแต่โดยดีแล้วกัน แล้วก็รบกวนอย่าซุ่มโจมตีข้าอีก ข้ารับรองว่าจะรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าให้หายดี ไม่ให้คนพวกนั้นตามหาเจ้าพบ อาวุธลับนั่นของเจ้า…” เสี่ยวชุนปาดน้ำตา “มารดามันเถอะ เจ็บเหลือเกิน…”

คนในหุบเขาต่างรู้ดี เขาจ้าวเสี่ยวชุนให้ทนอะไรก็ทนได้ แต่ทนลำบากไม่ได้ ให้ทนอะไรก็ทนได้ แต่ทนเจ็บไม่ได้ ‘ร่างกายบอบบางอย่างผู้ดี’ คำนี้คนสมัยก่อนคงคิดออกมาเพื่อใช้บรรยายเขา ความหมายสอดคล้องเหมาะเจาะ คาดไม่ถึงว่าศึกแรกหลังออกจากหุบเขาก็จะได้เจอคนงามที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ เขามีน้ำใจช่วยเหลืออีกฝ่าย แต่กลับกลายเป็นเคี่ยวกรำเนื้อหนังตนเอง

“ฆะ…ฆ่าพวกมันซะ…” อวิ๋นชิงจวนจะหมดสติ แต่ยังฝังใจกับศิษย์สำนักภูษานิลพวกนั้นที่ตามโรมรันเขามาสามวันสามคืน

เสี่ยวชุนหันกลับไปมองคนชุดดำพวกนั้นแวบหนึ่งด้วยความตะลึงงันแล้วจึงบอก “แม่นาง เจ้าร้องขอมากเกินไปแล้ว ข้าไม่ฆ่าคนหรอก”

“ฆ่า…” คนพวกนั้นจะปล่อยไว้ไม่ได้

“ไม่ฆ่า!” เสี่ยวชุนหันกลับมาบอกอย่างเฉียบขาด แล้วเดินจากไปอย่างสบายๆ

 

หลังจากเสี่ยวชุนแบกอวิ๋นชิงที่ไม่ได้สติวิ่งหนีอย่างบ้าคลั่งขึ้นไปทางเหนือได้สิบหลี่* แล้ว พอเห็นว่าเขย่าอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ฟื้น จึงหยุดพักและค่อยๆ วางอวิ๋นชิงลง จากนั้นเปิดห่อสัมภาระ หยิบยาทาแผลที่ปรุงเองออกมา แล้วก็มองคนงามที่กำลังหลับสนิทแวบหนึ่ง

“แม่นาง แม้เจ้าจะไม่ได้ยิน แต่ข้าก็ยังต้องพูด อีกสักพักข้าจะเปิดเสื้อผ้าเจ้าเพื่อช่วยทายาให้ ทั้งหมดเพราะอยากช่วยคนเท่านั้น ไม่ได้คิดจะล่วงเกินเจ้า หลังจากที่เจ้าฟื้นแล้วก็ห้ามซัดอาวุธลับใส่ข้าอีก ข้าเป็นคนหนังบางเนื้อนุ่ม กลัวเจ็บ”

พูดจบเสี่ยวชุนก็กลืนน้ำลาย เริ่มทายาที่ต้นแขนให้อีกฝ่ายก่อน แม่นางผิวขาวอมชมพู ลูบแล้วลื่นมือนัก ให้ตายเถอะ

“ไม่ได้ๆ! ต้องควบคุมตนเองไว้!”

เสี่ยวชุนส่ายศีรษะ สะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปแล้วรีบทายาที่แผลของอวิ๋นชิงลวกๆ อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ใช้นิ้วมือเลิกสาบเสื้อที่เปื้อนเลือดของคนงามขึ้น แก้มพลันเปลี่ยนเป็นสีแดง

“แม้จะเป็นคนงาม แต่แม่นางเลือดออกมากขนาดนี้ ถึงจะไม่ได้บาดเจ็บไปถึงหัวใจแต่อาการค่อนข้างรุนแรง…ช่วยคนเป็นเรื่องเร่งด่วน…ช่วยคนเป็นเรื่องเร่งด่วน! จ้าวเสี่ยวชุนเด็กบ้าห้ามคิดเหลวไหล…”

เสี่ยวชุนค่อยๆ ดึงสาบเสื้อของอีกฝ่าย เผยให้เห็นเสื้อชั้นใน ทว่ากลับประหลาดใจที่ไม่มีสิ่งที่ควรมี เขาตะลึงงัน สมองพลันว่างเปล่า กว่าจะดึงสติกลับมาได้ไม่ง่ายเลย จากนั้นก็ตะลึงงันไปอีกเมื่อเห็นแผ่นอกแบนราบของคนงาม

“ผู้ชาย…”

เสี่ยวชุนหน้ามืดเกือบจะหงายหลัง

การจู่โจมที่มาแบบปุบปับทำให้เสี่ยวชุนไม่อาจแบกรับไหว ที่แท้คนงามดังเทพธิดาที่บริสุทธิ์เหนือโลกขนาดนี้เป็นบุรุษ!

ไม่ง่ายเลยกว่าจะกลับมาสูดหายใจได้ เขาจ้องแผงอกกำยำตรงหน้าด้วยความหดหู่ โรยผงยาส่งๆ ด้วยอาการงงงัน สุดท้ายก็เอาเสื้อขาวคลุมไว้ง่ายๆ แล้วแบกคนขึ้นหลังออกเดินทางต่อ

“ย่ามันเถอะ…ผู้ชายหน้าตาแบบนี้เอาไว้หลอกคนโดยเฉพาะใช่ไหม…” เสียแรงตอนที่เขาเห็นตงฟางอวิ๋นชิงคนนี้แวบแรกหัวใจแรกผลิที่ไม่เคยหวั่นไหวเกิดระลอกคลื่นในรอบสิบแปดปี คราวนี้หวั่นไหวไปเสียเปล่าจริงๆ!

ความคิดฟุ้งซ่านในหัวเสี่ยวชุนเป็นแค่หมอกลอยผ่านไป หลังจากที่ตอนแรกตั้งใจเร่งรีบเดินทางก็กลับถูกเขาสะบัดทิ้งไว้ข้างหลังลืมไปอย่างนับครั้งไม่ถ้วน

คนชุดดำบอกไว้ว่าไม่ว่าเป็นหรือตายก็ต้องจับอวิ๋นชิงกลับไป ดูท่าอวิ๋นชิงคนนี้จะต้องมีความแค้นใหญ่หลวงชนิดที่ฆ่าพ่อฆ่าแม่ของอีกฝ่าย คนพวกนั้นไม่เลิกราง่ายๆ แน่ ตอนนี้ปกป้องชีวิตของอีกฝ่ายสำคัญกว่า เขาวางยาเจ็ดก้าวมึนงงไว้อย่างหนักมือ กว่าจะฟื้นก็ต้องใช้เวลานาน ระหว่างนี้เขาต้องหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้

 

วันถัดมาตอนพลบค่ำทางทิศตะวันตก ก่อนที่ดาวพร่างพราวจะขึ้นประดับฟ้า เสี่ยวชุนรีบรุดเข้าเมืองในช่วงเวลาก่อนประตูเมืองจะปิด ที่ดูเหมือนน่าตื่นตระหนกแต่แท้จริงแล้วปราศจากอันตราย เขาเหนื่อยหนักจริงๆ เมืองหานหยางไม่รู้ไกลจากหุบเขาเทพเซียนแค่ไหน อาจเพราะตอนที่ดื่มสุราจนเมามายวิ่งอยู่ในป่ามาหลายวันหลายคืน จากนั้นพอเจอคนชุดดำก็หนีมาอีกหลายวันหลายคืน ตอนนี้จึงรู้สึกเหนื่อยล้าจนเหมือนเต่าชราพันปี คนบนหลังเหมือนกระดองเต่าที่คลุมทับลงมา หนักจนเขาเดินหนึ่งก้าวเท้าสั่นไปสิบกว่าครั้ง ทั้งร่างก็ยิ่งปวดเมื่อยจนยกก้าวเดินอย่างยากลำบากราวกับถูกแช่อยู่ในน้ำส้มสายชู

ไม่ง่ายเลยกว่าเสี่ยวชุนจะหาโรงเตี๊ยมเจอ เพิ่งจะย่างเท้าเข้าไป เสี่ยวเอ้อร์ในร้านเห็นเสี่ยวชุนแต่งตัวสกปรกมอมแมม พอช้อนตามองก็เห็นเขาแบก ‘สิ่ง’ ที่สวมชุดขาวเลอะคราบเลือดเป็นด่างดวง ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือไม่ จึงกลอกตาใส่ทันที

“ค้างแรม” เสี่ยวชุนบอกอย่างอ่อนแรง

“เต็มหมดแล้วขอรับ ลูกค้า” เสี่ยวเอ้อร์เดินมาช้าๆ บอกอย่างไม่ค่อยสุภาพ

“ไม่หรอกกระมัง ไม่ว่างสักห้องเลยรึ” มารดามันเถอะ เสี่ยวชุนประหลาดใจ

แม้อวิ๋นชิงจะกินยาของเขาเพื่อระงับพิษที่อยู่ในร่างกายไว้ชั่วคราว แต่หากไม่มีที่ทางให้นอนเขาก็ไม่อาจช่วยรักษาให้ดีๆ ได้ อีกทั้งข้างหลังยังมีศัตรูตามมา เขาไม่กล้าพักในป่าในเขา ไม่ว่าอย่างไรโรงเตี๊ยมก็ยังมีหลังคาคลุมอยู่หน่อย แต่ในเวลาคับขันแบบนี้กลับบอกว่าห้องเต็มอย่างนั้นรึ

“ท่านมาช้าไปขอรับ วันที่ยี่สิบเก้าเดือนสิบปราสาทเขาหลิวเขียวเรียกชุมนุมผู้กล้า คนดังในยุทธภพจะมารวมตัวกันในเมืองหานหยาง ตอนนี้ในเมืองหานหยางอย่าว่าแต่ร้านเล็กๆ เลย โรงเตี๊ยมทั้งเล็กใหญ่ล้วนแล้วแต่มีคนพักเต็ม ห้องเก็บของและคอกม้าก็ยังมีคนเบียดเสียดกันแน่น ไม่มีที่ว่างแล้วขอรับ!” เสี่ยวเอ้อร์มองลูกค้าที่มาจากต่างถิ่น เบะปากแล้วไม่สนใจอีก พอได้ยินเสียงลูกค้าในโถงใหญ่ร้องเรียกก็รีบไปเสนอหน้ากับบรรดาแขกผู้ดีที่แต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหรา

“ลูกค้าจะสั่งอะไรขอรับ อาหารชื่อดังที่สุดของหอฟ้าหอมเราคือหม้อไฟใต้หล้าชั้นเลิศขอรับ…”

เสี่ยวชุนเบะปากเลียนแบบเสี่ยวเอ้อร์คนนั้น ไม่มีเวลาจะไปสนใจอีกฝ่ายอีก จากนั้นก็ไปหาโรงเตี๊ยมอีกสองสามที่ คาดไม่ถึงว่าโรงเตี๊ยมในเมืองนี้จะเต็มแล้วจริงๆ ไม่ว่าไปที่ไหนล้วนไม่มีห้องว่าง

“แย่แล้ว จะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้” เสี่ยวชุนยืนอย่างมั่นคงด้วยเท้าข้างเดียวรับลมอยู่บนสัตว์มงคลเฉาเฟิง** ที่อยู่สูงบนขื่อหลังคาพร้อมเอ่ยพึมพำ

เขามองเมืองที่จุดไฟสว่างไสวจากที่สูง ทั้งเนื้อตัวมีดวงตาดอกท้อสุกใสน่าหลงใหลเป็นเพียงสิ่งเดียวที่สะอาดไม่เปื้อนฝุ่น เขากะพริบตากลอกไปกลอกมา ในที่สุดตอนที่เหลือบไปเห็นถนนโคมแดงเส้นนั้น แสงวอมแวมในดวงตาก็แวบวาบ หัวใจสั่นไหว

เวลาพลบค่ำ เขตหอคณิกาจุดไฟสว่างจ้า โคมโปร่งสีแดงเข้มมากมายเหลือคณานับแขวนสูงอยู่บนอาคาร หญิงคณิกางามหยดเย้ายวนใจขึ้นหอไปประทินโฉม กำลังรอต้อนรับแขก

เสี่ยวชุนเหาะเหินข้ามชายคาและขอบรั้วหลายชั้น หายเข้าไปในระเบียงมืดที่เกาะเกี่ยวกันหลายชั้นของหอพู่หิมะ

คราวนี้เขาไม่ได้เดินเข้าทางประตูใหญ่ ทว่าดึงแม่เล้าที่แต่งกายอย่างอะร้าอร่ามเตรียมจะลงไปพบแขกที่ชั้นล่างมาเลย แล้วยัดเงินก้อนใหญ่ไว้ในมือนางพร้อมบอก “รบกวนหาห้องปีกที่เงียบหน่อยให้สักหนึ่งห้อง ไม่เอาผู้หญิง ส่งกับข้าวและสุราตามปกติ”

แม่เล้าเห็นเงินสีทองเหลืองอร่ามวิบวับอยู่ในมือก็ยิ้มตาหยี อ้าปากแล้วรีบบอก “คุณชายน้อยท่านนี้ เชิญตามข้ามาเจ้าค่ะ!”

ได้ยินคำพูดของแม่เล้าแล้วเสี่ยวชุนก็อดลูบหน้าตนเองไม่ได้ เขาโตจนป่านนี้แล้วยังเป็นคุณชายน้อยอยู่อีกหรือ

แม่เล้าพาเสี่ยวชุนมาถึงห้องปีกที่อยู่ค่อนข้างห่างไกล แม้ยากจะหลีกเลี่ยงเสียงขับร้องของนางคณิกา แต่ก็ถือว่าเงียบที่สุดในหอพู่หิมะแล้ว

เสี่ยวชุนวางอวิ๋นชิงบนเตียง จากนั้นก็ยัดเงินอีกสองสามแท่งให้แม่เล้า กำชับเรื่องสัพเพเหระเล็กๆ น้อยๆ แล้วให้นางออกไป

เสี่ยวชุนถอนใจโล่งอก นับว่าแก้ปัญหาเรื่องที่พักได้แล้ว ขณะที่เขากำลังยิ้มหันไปอยากจะหาที่นั่งหรือนอนพักผ่อนก็กลับได้ยินเสียงฟิ้วๆ ของอาวุธลับซัดมาทางเขา

“โอ๊ย!!” เสี่ยวชุนกรีดร้องราวกับหมูถูกเชือด ด้วยทำตัวผ่อนคลายเกินไปจึงหลบไม่ทัน จมูกและแก้มล้วนโดนเข็มซัดหมด

โชคดีที่คนลงมือสูญกำลังภายในไปมากเกิน อาวุธลับจึงไม่ได้ทิ่มเข้ากระดูก เสี่ยวชุนกลั้นใจดึงเข็มดอกท้อเรียวเล็กพวกนั้นออกมา ดวงตาดอกท้อน้ำตารื้น มองอวิ๋นชิงที่หน้าไร้สีเลือดอยู่บนเตียงเงียบๆ

“เจ้าเป็นใคร มีจุดประสงค์ใด ทำไมถึงจับตัวข้ามาที่นี่” อวิ๋นชิงเลือดลมพลุ่งพล่าน อยู่ๆ ก็อาเจียนเลือดออกมาหนึ่งคำ สายตาของเขามองตรงไปที่เสี่ยวชุนอย่างเย็นยะเยือกเหมือนกับครั้งแรกที่เห็น

“เจ้าทำแบบนี้กับผู้มีบุญคุณช่วยชีวิตอย่างนั้นหรือ!” เสี่ยวชุนโยนเข็มดอกท้อทิ้งลงพื้นด้วยความหงุดหงิด

“ข้าไม่เคยบอกให้เจ้าช่วย” อวิ๋นชิงไม่รับน้ำใจ “ตอบคำถามข้า”

“เจ้ามันช่าง…” เสี่ยวชุนเดือดจัด พ่นลมออกทางจมูกแล้วจึงบอก “ข้าชื่อจ้าวเสี่ยวชุน เป็นแค่คนนอกที่ผ่านทางมา ถือคติหากช่วยได้ก็ช่วย เห็นคนตกอยู่ในอันตรายแล้วจะไม่นิ่งดูดายเด็ดขาด เพราะฉะนั้นจึงพาเจ้ามาพักชั่วคราวที่หอคณิกาแห่งนี้”

 

* หลี่ (ลี้) เป็นหน่วยมาตราวัดของจีน เท่ากับความยาว 15 อิ่น เทียบได้กับระยะทางประมาณ 500 เมตร

** เฉาเฟิง คือมังกรตัวที่สามในบรรดาลูกมังกรเก้าตัว เป็นหนึ่งในสัตว์วิเศษในวรรณคดีโบราณของจีน

“หอคณิกา!? เจ้าพาข้ามาหอคณิกา?”

เสี่ยวชุนได้ยินเสียงที่แต่เดิมเย็นชาของอวิ๋นชิงตอนนี้พลันเปลี่ยนเป็นเสียงสูง

“หอคณิกาแน่แล้ว ทำไม” เสี่ยวชุนบอก “โรงเตี๊ยมทั่วเมืองหานหยางเต็มหมดแล้ว หากไม่ใช่เพราะโชคดีมาเจอที่นี่ เกรงว่าวันนี้คงต้องค้างแรมข้างถนนแล้ว”

“ได้เปลี่ยนเครื่องนอนหรือไม่ ม่านเตียงได้เปลี่ยนหรือไม่” อวิ๋นชิงยันร่างฝืนลงจากเตียง

“เฮ้อ เจ้าจะทำไมอีก” เสี่ยวชุนรู้สึกว่าเจ้าคนผู้นี้เป็นคนสุดโต่งอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

“สกปรกชะมัด” อวิ๋นชิงขมวดคิ้ว รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างมาก “เจ้าถึงขั้นกล้าให้ข้านอนบนของที่ผู้อื่นใช้แล้ว”

จากนั้นบ่าวรับใช้ก็เข้ามาส่งน้ำร้อนและอ่างอาบน้ำ เสื้อผ้าสะอาดและพวกเตาถ่าน เสี่ยวชุนจึงให้พวกเขาเอาที่นอนและฟูกสะอาดๆ มาเปลี่ยน

ทว่าอวิ๋นชิงคนนั้นเหมือนกับทนไม่ไหวที่ร่างกายเลอะฝุ่นสกปรก จึงลงอ่างอาบน้ำติดกันสามครั้ง ยิ่งกว่านั้นอีกฝ่ายคล้ายจะรับกลิ่นบนตัวเขาไม่ได้ จ้องเขาติดๆ กันหลายรอบ กำอาวุธลับในมือแน่น เสี่ยวชุนยอมแพ้ที่อีกฝ่ายข่มเหงอย่างเผด็จการ จึงได้แต่ฝืนอาบน้ำด้วยครั้งหนึ่ง พวกบ่าวรับใช้ยกน้ำไปๆ มาๆ หลายรอบแบบนี้จนสีหน้าเขียวคล้ำกันหมดแล้ว

“เอ้า นี่ยาทาแผล” เสี่ยวชุนเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ผมดำเปียกชื้นสยายอยู่ข้างหลัง เขาล้วงขวดยาโยนให้อวิ๋นชิงแล้วนั่งยองหน้าเตาถ่าน เอาสมุนไพรที่ให้คนไปซื้อมาด้วยกันเมื่อครู่ใส่หม้อ ตามด้วยน้ำสามชามแล้วต้ม

อวิ๋นชิงกำขวดยาไว้ในมือแต่ไม่ขยับ เสี่ยวชุนก็ไม่สนใจเขา เพียงแค่จดจ่ออยู่กับไฟที่เตา บางครั้งก็ใช้กำลังภายในเร่งสมุนไพรในหม้อให้ตัวยาสามารถละลายในน้ำได้สมบูรณ์ที่สุด

“พิษที่เจ้าได้รับประหลาดนัก ข้าโตมาจนป่านนี้ยังไม่เคยเห็นพิษชนิดนี้มาก่อน สีหน้าของเจ้าซีดขาว ชีพจรทั้งแตกซ่านและสับสน เลือดลมไม่สมดุล สีเลือดดำเสียยิ่งกว่าน้ำหมึก ตอนที่อาการกำเริบรุนแรงน่ากลัวยิ่ง ข้าได้ยินมาว่าพิษยางน่อง* เติมหญ้าไส้ขาด ชาด ตะขาบ และสมุนไพรอีกสองสามชนิดเอามาปรุงด้วยกันจะทำให้คนอยากอยู่ก็อยู่ไม่ได้ อยากตายก็ตายไม่สำเร็จ มีชีวิตหนึ่งวันมิสู้ตายหนึ่งวัน ในโลกนี้ไม่มีใครถอนพิษนี้ได้ มีเพียงแค่เจ้าตัวต้องปลิดชีพตนเองจึงจะหลุดพ้น” เสี่ยวชุนเหมือนพึมพำกับตนเอง แต่พูดให้อวิ๋นชิงฟังด้วย “ตกลงมีความแค้นใหญ่หลวงอะไรกันแน่ ถึงต้องใช้พิษร้ายแรงชนิดนี้ให้ได้”

อวิ๋นชิงเพียงแค่แค่นเสียงหึอย่างเย็นชา

นอกหน้าต่าง จันทร์เสี้ยวค่อยๆ แขวนตัวขึ้น อวิ๋นชิงมองจันทร์เสี้ยวสีเงิน นิ่งเงียบไม่พูดจาราวกับกำลังคิดอะไรบางอย่าง

“กินยาซะสิ” น้ำสามชามเคี่ยวออกมาเป็นสิ่งสีดำปี๋หนึ่งชาม เสี่ยวชุนส่งความสำเร็จของคืนนี้ไปตรงหน้าอวิ๋นชิงอย่างเบิกบาน

อวิ๋นชิงมองยาสีดำชามนั้นอย่างรังเกียจแล้วเบือนหน้าหนี

“ของดีนะ ข้าใส่ถู่ฝูหลิง** ลูกเดือย ชะเอม กลอย เก๋ากี้ ตู้จ้ง*** สูตี้**** ช่วยดับร้อนสลายพิษ บำรุงร่างกายและจิตใจ แม้จะช่วยถอนพิษให้เจ้าไม่ได้ แต่ก็ช่วยลดความเร็วที่พิษจะกำเริบได้” เสี่ยวชุนไม่ได้บอกว่ายังมีสูตรลับยาดีของพวกเขาที่หาซื้อด้วยเงินไม่ได้อีกด้วย

“ไม่จำเป็น” อวิ๋นชิงไม่รับน้ำใจของเสี่ยวชุน

“หากข้าเดาไม่ผิด ทุกคืนตอนที่เจ้าโคจรพลังปราณไปจนถึงเส้นลมปราณเส้าหยางซานเจียว***** พิษจะกำเริบเพราะเลือดลมตีกลับ ข้าคนนี้กลัวเจ็บเป็นที่สุดและทนเห็นคนอื่นเจ็บไม่ได้ด้วย เจ้าดื่มมันลงไปดีๆ เถอะ ดื่มแล้วจะไม่ทรมานแบบนั้น” เสี่ยวชุนส่งชามยาไป คาดไม่ถึงว่าอวิ๋นชิงจะเอามือกั้นไว้

ทั้งสองคนเพิ่งจะแตะกันแบบนี้ในเวลาสั้นๆ สองมือก็ติดเข้าด้วยกัน ทั้งสองฝ่ายต่างเคลื่อนพลังโดยไม่มีใครยอมใคร เดิมอวิ๋นชิงมีวิทยายุทธ์สูงส่งกว่าเสี่ยวชุนไม่รู้เท่าไร แต่เพราะตอนนี้ร่างกายบาดเจ็บสาหัสจึงอ่อนด้อยกว่าเสี่ยวชุนอยู่ขั้นหนึ่ง ผลปรากฏว่าระหว่างที่ดันกันไปดันกันมาจนเผลอถูกผลักออกไป น้ำยาล้ำค่าก็สาดกระเซ็นลงบนพื้นจนหมด ชามก็ตกแตกด้วย

“เจ้านี่มันจริงๆ เลย!” เสี่ยวชุนถูกทำลายน้ำใจจึงโมโหจนเริ่มต่อสู้กับอวิ๋นชิง

ตอนต้นทั้งสองฝ่ายแลกหมัดแลกเท้า ใช้พลังกันเต็มที่ แต่เสี่ยวชุนไม่อยากทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บ เห็นอวิ๋นชิงขมวดคิ้วข่มความเจ็บจึงดึงกระบวนท่ากลับไปหลายครั้ง ผลปรากฏว่าตนเองถูกซัดจนปราชัยยับเยิน หน้าก็ยังถูกตบหนึ่งที เจ็บจนเขาร้องลั่นไม่หยุด

ทันใดนั้นอวิ๋นชิงก็ส่งเสียงโอ้กอ้ากพร้อมพ่นเลือดออกมาคำใหญ่ เหงื่อเย็นบนหน้าผากไหลไม่หยุด เสี่ยวชุนเห็นดังนั้นก็รีบหยุดต่อสู้เข้าไปตรวจดูอีกฝ่ายด้วยความเป็นห่วง ดูท่าอวิ๋นชิงจะพิษกำเริบอีกแล้ว

“ยังเหลือยาอยู่อีกนิดหน่อย” เสี่ยวชุนวิ่งไปเทยาครึ่งชามสุดท้ายในหม้อ บังคับดึงปากของอวิ๋นชิง กรอกยาลงไปในคอเขา อวิ๋นชิงเกร็งแน่นไปทั้งตัว ขณะที่สำลักก็ไม่อาจแบ่งกำลังเล็กน้อยไอเอามันออกมาได้

ความเจ็บปวดที่น่ากลัวนี้ราวกับตกลงไปในน้ำเดือด ผิวทุกตารางชุ่น****** ได้รับความทรมานจากไฟและน้ำที่ลวกให้ละลาย ทว่าขณะเดียวกันในท้องและในกระดูกก็เหมือนถูกตอกด้วยสิ่วเป็นพันเป็นหมื่นเล่ม ทำให้อยากมีชีวิตก็ไม่ได้ อยากตายก็ไม่สำเร็จ รสชาตินี้วันหน้าเขาจะต้องมอบคืนให้คนผู้นั้นเป็นเท่าตัวอย่างแน่นอน

พลังปราณบริสุทธิ์ถ่ายเข้ามาจากแผ่นหลังช้าๆ ละลายยาครึ่งชามที่เขาดื่มไปเมื่อครู่นี้อย่างรวดเร็วให้ตัวยาวนเวียนอยู่ในแขนขาและกระดูก

เขาลืมตาโพลง ระหว่างที่สติสัมปชัญญะพร่าเลือนกลับเห็นดวงตาดอกท้อคู่นั้นที่มีไอน้ำกระจ่างใส และใบหน้าคมคายที่ล้างสะอาดแล้วประหนึ่งหยกงามประดับมาลาเผยให้เห็นความห่วงหาอาทร

“ไม่เป็นไร ข้าช่วยถ่ายพลังให้เจ้า” เสี่ยวชุนบอกเบาๆ

เพราะไม่ชอบกระทั่งให้ร่างกายผู้อื่นแนบชิดอยู่ใกล้ ตอนที่มือของเสี่ยวชุนใกล้เข้ามา อวิ๋นชิงยังไม่ทันได้คิด เข็มเล่มเล็กสองสามเล่มก็ทิ่มหลังมือของเสี่ยวชุนอีก

เสี่ยวชุนยิ้มเจื่อนบอก “หากเจ้าจะทิ่ม รอให้ผ่านด่านนี้ไปก่อนแล้วข้าจะให้เจ้าทิ่ม ไม่หลบไม่หลีกด้วย ตกลงไหม”

พลังปราณถ่ายเทเข้ามาไม่ขาดสายโดยไม่หยุดพักจนกระทั่งกลางดึก

ตั้งแต่ต้นจนจบอวิ๋นชิงไม่อาจเข้าใจได้ว่าคนที่ชื่อจ้าวเสี่ยวชุนคนนี้มีจุดประสงค์ใดกันแน่

ทั้งๆ ที่มุมปากของเขาบวมและยังมีรอยเลือดซึม

ทั้งๆ ที่รู้ว่าตนเองที่ซัดเข็มดอกท้อใส่เป็นคนอำมหิตขนาดไหน

ทำไมทุกครั้งตอนที่เขาพิษกำเริบ อีกฝ่ายกลับคิดแต่จะช่วยเขา

เพราะอะไร…ถึงได้อ่อนโยนกับเขาเช่นนี้

 

กลิ่นหอมอวลฟุ้งทั่วห้อง หลังจากที่ควบคุมพิษในร่างกายให้สงบลงได้ชั่วคราว อวิ๋นชิงก็ถูกเรียกสติกลับมาด้วยกลิ่นหอมประหลาด

คนคนนั้นที่นอนอยู่ข้างๆ เหมือนจะหลับไปแล้ว อวิ๋นชิงพลิกตัวมองอีกฝ่าย เห็นเพียงเส้นผมสีดำเปียกชื้นแนบติดกับใบหน้าเนียนนุ่มเรียบลื่น หยดเหงื่อเล็กๆ ซึมเต็มหน้าผาก คนคนนี้สูญพลังปราณไปนับไม่ถ้วน ช่วยให้เขาข้ามพ้นความเจ็บปวดจากอาการพิษกำเริบ

กลิ่นหอมจากเครื่องประทินโฉมในหอคณิกาอวลผ่านออกมาจากเครื่องนอน กลิ่นแป้งดาษๆ ในตอนแรกกลับถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของสมุนไพร กลิ่นหอมประหลาดอวลจากร่างคนคนนี้ ที่น่าแปลกคือกลิ่นนี้ไม่ทำให้เขารังเกียจ กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คล้ายมีและคล้ายไม่มีลอยเข้ามาในโพรงจมูก ทำให้เขาเกิดความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้

เห็นเด็กหนุ่มที่หล่อเหลาใจกล้า เรียวคิ้วงามประณีต ดวงหน้าราวกับดอกบัว กลีบปากดังแต้มชาดคนนี้แล้ว อยู่ๆ ความรู้สึกของอวิ๋นชิงพลันสั่นไหว พิษร้ายกาจที่เดิมนั้นข่มไว้อย่างสุดความสามารถได้ล่าถอยไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นสิ่งที่มาถึงคือคลื่นยักษ์ที่ซัดโหมเข้ามาอย่างต่อเนื่องชวนให้คนปั่นป่วนใจ

“เอาอีกแล้ว” อวิ๋นชิงสูดหายใจเข้าลึก เดิมนั้นอยากจะผ่อนคลายความร้อนแห้งในร่างกายที่พลุ่งพล่านขึ้นมากะทันหัน แต่กลับคิดไม่ถึงว่าที่สูดเข้าไปในโพรงจมูกทั้งหมดกลับเป็นกลิ่นหอมประหลาดที่แผ่อวลจากร่างของคนคนนั้น ท้องน้อยพลันร้อนรุ่ม ร่างกายสั่นเทาในพริบตา

เมื่อกินพิษจันทร์ครึ่งเสี้ยวไปแล้ว วันขึ้นสิบห้าค่ำที่จันทร์เต็มดวงผ่านไปอาการจะเริ่มกำเริบ ตกค่ำพอพระจันทร์ขึ้นจะเจ็บปวดสาหัสทั่วทั้งร่างก่อน หลังจากที่ความเจ็บปวดสงบลงแล้วพิษจะเปลี่ยนรูป ทำให้สติสัมปชัญญะสับสนกระตุ้นความปรารถนาราคะให้ปั่นป่วน ทรมานซ้ำๆ เช่นนี้

พิษร้ายค่อยๆ ยึดกุมอวัยวะภายใน ชีวิตถูกบั่นทอนพร้อมกับเดือนดับ จนกระทั่งพิษเข้าสู่หัวใจทำลายสติสัมปชัญญะ วันแรกของจันทร์ดวงใหม่เลือดออกเจ็ดทวาร สิ้นชีวาในเวลาแค่เพียงสิบห้าวันเท่านั้น

หลันชิ่งแห่งสำนักภูษานิล คนที่มีความแค้นใหญ่หลวงกับเขา ใช้วิธีต่ำช้าฉวยโอกาสตอนที่เขาไม่ทันระวังวางยาพิษเขา หนำซ้ำยังเป็นพิษที่ไม่มีใครถอนพิษได้ ไม่เพียงแค่อยากให้เขาอยู่ไม่สู้ตายเท่านั้น แต่อยากให้เขาอัปยศอดสูยิ่งกว่า

พิษกำเริบ…เขาทนไหว แต่ความรู้สึกหวั่นไหวนั้นช่างทรมานแสนเข็ญ ตั้งแต่เล็กเขาไม่ชอบเข้าใกล้ผู้คน รังเกียจความปรารถนาของชายหญิงเหลือแสน หลันชิ่งวางยาเขา จับตัวเขาไปจากเมืองหลวงแล้วหาหญิงคณิกามาอยู่ใกล้ชิดเขา หญิงผู้นั้นเพิ่งจะเปลื้องเสื้อผ้าเขาก็ถูกเขาสังหารเพราะผิวเนื้อสัมผัสกันน่าสะอิดสะเอียนทำให้ยากจะทานทนจริงๆ

“หลันชิ่ง จะต้องมีสักวันที่ข้าคืนทั้งหมดนี้ให้เจ้า”

เพราะรู้สึกร้อนรุ่มยากจะทานทน อวิ๋นชิงจึงลุกขึ้นเทน้ำเย็นดื่ม ทว่าแม้กรอกน้ำลงท้องหมดกาแล้ว กระแสความร้อนก็ยังคงตั้งมั่นอยู่ในร่างกายไม่สูญสลาย ไม่มีวี่แววจะลดลง ความปรารถนาไม่มีที่ให้ระบาย สะสมอยู่ที่สะโพก แผดเผาทั่วร่าง

สิบกว่าวันมานี้อวิ๋นชิงฝืนระงับฤทธิ์ยา แม้พอถึงตอนท้ายสุดชีพจรจะตีกลับจนเจ็บปวดยากจะทานทน เขาก็ไม่มีทางให้หลันชิ่งได้สมใจเด็ดขาด

ในลำคอรู้สึกถึงความคาว อวิ๋นชิงข่มกลิ่นเลือดให้กลับลงไป ตอนนี้กำลังที่มือไม่สม่ำเสมอจนเผลอบีบถ้วยลายครามในมือแตก แสงเทียนบนโต๊ะดับมอดเพราะโดนพลังซัด ในห้องปีกตกอยู่ในความมืดมิด มีเพียงแสงไฟสีม่วงอมแดงนอกทางเดินยาวที่ส่องแสงผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้อง

เสียงถ้วยแตกทำให้เสี่ยวชุนที่ไม่ได้หลับสนิทตื่นขึ้น เขาถาม “เป็นอะไรหรือ”

อวิ๋นชิงหันกลับมา เห็นดวงตาที่ราวกับสายน้ำมองเขานิ่ง แววตาสีดำสุกใสเจือด้วยความฉงนเล็กน้อย อีกฝ่ายกำลังถามเขา

เสี่ยวชุนเห็นอวิ๋นชิงไม่ตอบจึงเป็นฝ่ายลงจากเตียงไปช่วยจับชีพจรให้อวิ๋นชิงเอง

ชีพจรถูกกุมไว้เดิมเป็นเรื่องต้องห้ามที่สุดของคนฝึกยุทธ์ ทว่าอวิ๋นชิงกลับลืมขัดขืนสะบัดมือเสี่ยวชุนออก และลืมไปว่าควรซัดเข็มดอกท้อใส่อีกฝ่าย

“เอ๋?” เสี่ยวชุนเงยหน้าขึ้นมองอวิ๋นชิงด้วยความประหลาดใจ “คนงาม เจ้าถูกพิษอะไรกันแน่ ทำไมถึงประหลาดขนาดนี้”

“คนงาม?” อวิ๋นชิงหรี่ตาอย่างไม่ชอบใจ ขืนข้อมือออก แล้วบนบ่าของเสี่ยวชุนก็มีเข็มเล็กๆ สีเงินยวงหลายเล่มเพิ่มขึ้นมาทันที แต่คราวนี้เข็มทิ่มทะลุเสื้อผ้าด้วยพละกำลังเพียงเล็กน้อยจึงเข้าเนื้อไม่ถึงหนึ่งชุ่น

“โอ๊ย! เจ้าเป็นคนงามมากจริงๆ นี่ ไม่อย่างนั้นจะให้ข้าเรียกเจ้าว่าอะไรเล่า!” เสี่ยวชุนกระโดดหลบ รีบดึงเข็มออก

เห็นดวงหน้านวลเนียนของเสี่ยวชุนเดือดเป็นฟืนเป็นไฟแล้วยังทำตัวเป็นเด็กๆ อวิ๋นชิงไม่รู้ว่าทำไมลำคอถึงแห้งผาก

คนคนนี้ไม่เหมือนทุกคนที่เขาเคยพบมา ทำไมเขาจึงรู้สึกว่าคนคนนี้น่าจะเชื่อใจได้

ฤทธิ์ยากำลังปลุกเร้า อวิ๋นชิงความคิดปั่นป่วนไม่อาจควบคุม หากในยามปกติเขาจะไม่อนุญาตให้ใครหน้าไหนเข้าใกล้ตัวเขา ทว่าคนคนนี้กลับอุดช่องว่างของเขาอย่างเงียบเชียบ ทำให้เขาสับสน

“ระงับไม่ได้” เสี่ยวชุนโพล่งขึ้น

“อะไร” อวิ๋นชิงฟังไม่ชัด

“ข้าบอกว่าพิษนี้ระงับไม่ได้!” เสี่ยวชุนตั้งท่าระวังเล็กน้อยพร้อมเดินเข้าไปใกล้อวิ๋นชิง กลัวว่าอวิ๋นชิงจะใช้เข็มเล็กๆ พวกนั้นจัดการเขาอีก

จากนั้นเสี่ยวชุนก็เอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “พิษชนิดนี้แปลกประหลาด ตอนนี้ชีพจรของเจ้าอ่อนแรง ร้อนรุ่มไปทั้งร่าง สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องระบายความร้อน การฝืนใช้กำลังภายในระงับไว้ไม่เป็นประโยชน์แน่นอน หากกำลังภายในระงับพิษไม่อยู่แล้วตีกลับจะสะเทือนอวัยวะภายใน เส้นเลือดถูกทำลาย วันหน้าต่อให้ถอนพิษแล้วก็จะกลายเป็นคนพิการ”

“แล้วตอนนี้ควรทำอย่างไร” อวิ๋นชิงหายใจถี่กระชั้นนิดๆ กลิ่นหอมทั่วห้องคล้ายจะเข้มข้นขึ้นเล็กน้อย เขามีอาการมึนงงหน่อยๆ

“ง่ายมาก” เสี่ยวชุนฉีกยิ้มชั่วร้าย “ที่นี่คือหอคณิกา ข้าเรียกแม่นางให้เจ้าคนหนึ่งก็เรียบร้อย!”

 

* ยางน่อง หรือยางน่องขาว เป็นชื่อพืชมีพิษชนิดหนึ่ง ยางจากต้นมีพิษมาก ใช้ชุบปลายลูกศรเพื่อยิงสัตว์ใหญ่

** ถู่ฝูหลิง เป็นพืชท้องถิ่นในจีน ใช้เป็นยาแก้ตาแดง คุดทะราด และกามโรค

*** ตู้จ้ง หรือโต๋วต๋ง คือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เปลือกมีฤทธิ์เป็นยาใช้บำรุงตับไต

**** สูตี้ หรือเส็กตี่ เป็นสมุนไพรบำรุงไต บำรุงเลือด

***** เส้นลมปราณเส้าหยางซานเจียว คือหนึ่งในเส้นลมปราณมือ เริ่มต้นที่มือ ไหลเวียนผ่านแขนขึ้นไปถึงศีรษะ

****** ชุ่น เป็นหน่วยมาตราวัดของจีนสมัยโบราณ เทียบความยาวประมาณ 1 นิ้ว ระยะ 10 ชุ่นเป็น 1 ฉื่อ (เชียะ)

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…

หน้าที่แล้ว1 of 3

Comments

comments

Editor Jamsai: