X
    Categories: everYทดลองอ่านภาพวาดโครงกระดูก

ทดลองอ่าน ภาพวาดโครงกระดูก เล่ม 3 บทที่ 63 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง ภาพวาดโครงกระดูก เล่ม 3

ผู้เขียน : ซีจื่อซวี่

แปลโดย : qMondae

ผลงานเรื่อง : 骷髅幻戏图 (Ku Lou Huan Xi Tu)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับการตาย การฆ่าตัวตาย การฆาตกรรม

มีการบรรยายถึงเลือดและสภาพศพ การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

และการทำร้ายเด็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

  

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

  

บทที่ 63 ฝัน (9)

ในบรรยากาศที่ร้อนระอุจนแทบขาดใจ หลินปั้นซย่ามองซ่งชิงหลัวเปลี่ยนชุดนักเรียนสะอาดสะอ้านโดยที่ซ่งชิงหลัวก็ไม่ได้บีบคั้นเขาต่อ เมื่อหลินปั้นซย่าเปลี่ยนชุดแล้วก็ปล่อยให้เขาออกไปได้ หลินปั้นซย่าออกจากห้องมาแล้วกลับรู้สึกขาอ่อนเปลี้ยเล็กน้อย เขาเดินเอื่อยๆ กลับห้องเรียน นั่งเหม่ออยู่บนที่นั่งตัวเองครู่ใหญ่ จนหลี่ซูเข้ามาหา มองหลินปั้นซย่าพลางหัวเราะคิกคักถามว่าทำไมเขาถึงได้หน้าแดงแจ๋ขนาดนี้ ป่วยหรือเปล่า

หลินปั้นซย่ากล่าว “ทำไมพูดน้ำเสียงแบบนี้เนี่ย”

“ตอนอยู่หน้าโรงเรียนฉันเห็นนายถูกซ่งชิงหลัวลากไป”

หลินปั้นซย่า “…”

“เหมือนว่าจะลากเข้าห้องสโมสรไปเลยใช่มั้ยล่ะ” หลี่ซูจิ๊ปาก “แถมยังเปลี่ยนชุดมาซะด้วย โห ร้อนแรงใช่ย่อยเลยนะเนี่ย”

ถึงรู้ว่าอีกฝ่ายจงใจพูดหยอกล้อ แต่คำพูดเหล่านี้ก็ทำให้หลินปั้นซย่านึกถึงเหตุการณ์ในห้องนั้นขึ้นมาจนรู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อย หลี่ซูเห็นหลินปั้นซย่าไม่เถียงกลับก็นึกว่าเขาเขินอาย กำลังจะเอ่ยหยอกเย้าต่ออีกสองสามประโยค แต่ก็ได้ยินหลินปั้นซย่ากระแอมกระไออย่างรุนแรงซะก่อน ร่างบางๆ สั่นระริกอย่างห้ามไม่อยู่ สภาพเขาอย่างกับจะไอจนปอดหลุดอย่างไรอย่างนั้น หลี่ซูรีบตบหลังหลินปั้นซย่า ช่วยลูบหลังปรับลมหายใจ ก่อนเอ่ยด้วยความละเหี่ยใจอย่างยิ่ง “ฉันแค่ล้อเล่นน่า ทำไมปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้เนี่ย คงไม่ได้มีอะไรแบบนั้นกับซ่งชิงหลัวจริงๆ ใช่มั้ย”

หลินปั้นซย่า “แค่กๆ แค่ก”

“โอเคๆ ฉันรู้แล้วว่านายยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง” หลี่ซูพึมพำ “ตัวแค่นี้ไม่พอยาไส้ไอ้วิปริตซ่งชิงหลัวหรอก”

หลินปั้นซย่าหันหน้า “ทำไมนายชอบพูดว่าเขาวิปริตตลอดเลย”

“โฮ่ นี่นายปกป้องเขาเหรอ โทษฉันไม่ได้นะ ก็เขาไม่เหมือนคนปกติจริงๆ นี่” หลี่ซูเห็นหลินปั้นซย่าโอเคดีแล้วก็หัวเราะคิกคัก ก่อนจะหันหลังผละจากไป

หลินปั้นซย่ามองแผ่นหลังเขาโดยไม่เอ่ยคำใดอยู่ครู่ใหญ่

 

วิชาเรียนอันจืดชืด การบ้านแสนหนักหน่วง ชีวิตมัธยมปลายเดิมทีควรจะแสนน่าเบื่อ บางทีอาจเป็นเพราะข้างกายมีเพื่อนอยู่เยอะก็เลยมีชีวิตชีวามากขึ้น หลังวิชาเรียนทั้งวันจบลง หลินปั้นซย่าก็กลับหอพักไปตามปกติ

ตั้งแต่มีเรื่องเจียงซิ่น บรรยากาศทั้งหอพักก็ประหลาดขึ้นมาอย่างมาก ทุกคนไม่พูดคุยกันเช่นเคย ในห้องของเขาไม่มีใครพูดเลยสักคนเดียว เงียบงันเจียนขาดใจ

หลินปั้นซย่ายังเจ็บแผลที่มืออยู่ อ่านหนังสือได้ครู่หนึ่งก็ปีนขึ้นเตียงตั้งใจจะนอนพักผ่อน หลังจากถอดเสื้อตัวนอกออกถึงนึกขึ้นได้ว่าชุดนี้เป็นของซ่งชิงหลัว เขาถือมันพลางครุ่นคิด ครั้นหางตาเห็นว่ารูมเมตในห้องต่างก็ไม่มีใครสนใจตน จึงก้มหน้ามุดหัวเข้าไปในเสื้อ ลอบดมกลิ่นไปหนึ่งที

มีเพียงกลิ่นผงซักฟอกจางๆ แต่หลินปั้นซย่ากลับใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง เขาวางชุดไว้บนหมอนอย่างเบามือ ล้มลงนอนบนเตียงใช้ผ้าห่มห่อตัวเป็นก้อน ไม่นานนักสติของเขาก็เริ่มพร่ามัว

เพราะคดีที่เกิดขึ้นไม่กี่วันที่ผ่านมาทำให้หลินปั้นซย่าอ่อนไหวกับการที่มีฝนตกลงมามากเป็นพิเศษ เมื่อได้ยินเสียงฝนเลือนราง เขาก็สะดุ้งตื่นจากนิทราแทบจะในชั่วพริบตา หลินปั้นซย่าลุกขึ้นจากเตียง แล้วก็เห็นฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องนอกหน้าต่างนั่นจริงๆ

ในเวลานี้สายฝนเหมือนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของลางร้ายไปแล้ว เมื่อมันปรากฏก็นำพาความตายมาด้วย

บัดนี้ท้องฟ้าภายนอกมีแสงสลัวๆ คิดว่าอีกไม่นานฟ้าคงเริ่มสาง หลินปั้นซย่านอนไม่หลับเล็กน้อย จึงนอนแผ่ลืมตาอยู่บนเตียงครู่หนึ่ง ตราบจนนาฬิกาปลุกดังขึ้นเขาถึงลุกออกจากเตียง

เปลี่ยนชุด ล้างหน้าแปรงฟัน ไปเข้าเรียน เป็นวันธรรมดาๆ อีกวันหนึ่ง

ตอนที่หลินปั้นซย่าออกจากห้อง ฝนห่าใหญ่ที่ไม่รู้ตกมานานแค่ไหนจู่ๆ ก็หยุดลง หลินปั้นซย่ามองท้องฟ้าปลอดโปร่งก็ตะลึงนิดๆ คิดในใจว่าฝนรอบนี้ทำไมถึงหยุดเร็วขนาดนี้ หรือว่าจะเกิดเรื่องไปแล้ว?

ทว่าจนหมดวันแล้ว หลินปั้นซย่าก็ยังไม่ได้ยินข่าวแปลกๆ เลย ทุกคนต่างก็เข้าเรียนจบไปหนึ่งวันอย่างสงบสุข พอตกค่ำ หลี่ซูก็ลากหลินปั้นซย่าไปกินเนื้อแพะเสียบไม้หน้าโรงเรียน

หลี่ซูกินไปพลางคุยเล่นกับหลินปั้นซย่าไปด้วย ถามเขาว่าเห็นข่าวหรือไม่ เถ้าแก่ร้านแผงลอยเล็กๆ หลายร้านใช้เนื้อเป็ดมาทำเป็นเนื้อแพะ ถ้าหลี่ซูเจอเข้าล่ะก็ จะดิ่งไปแจ้งสำนักงานบริหารอุตสาหกรรมและการค้าแห่งชาติทันทีเลย

ไม่รู้ว่าเพราะอากาศร้อนเกินไปหรือเปล่า เถ้าแก่แต่ละร้านจึงพากันเหงื่อท่วมร่างเป็นแถบๆ โบกพัดในมือโหมไฟให้แรงขึ้นพลางกล่าวว่าเด็กนักเรียนสมัยนี้นี่ล้อเล่นกันเก่งจริงๆ เลย

หลินปั้นซย่าเคยกินอะไรแบบนี้น้อยครั้งมาก เขาถือเนื้อแพะเต็มกำมือ กำลังก้มหน้าตั้งอกตั้งใจกิน จู่ๆ คนด้านหลังก็มาชนเข้าอย่างแรง เขาเซจนล้มลงกับพื้นทันที หลี่ซูเห็นดังนั้นก็พุ่งไปฉะคนด้านหลังปาวๆ พลางดึงตัวเขาขึ้นมา

หลินปั้นซย่าลุกขึ้นได้ก็ขยับมือหมายจะปัดฝุ่นที่เข่า แต่ทันทีที่ยื่นมือออกมาเขาก็ผงะเมื่อพบว่าฝ่ามือของตนมีเหล็กเสียบเนื้อย่างแหลมคมแท่งหนึ่งเสียบคาฝ่ามือ เลือดสดๆ ไหลออกมาไม่หยุด ทว่าแผลที่สาหัสขนาดนี้เขากลับไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่นิด

หลี่ซูหันมาเห็นก็ส่งเสียงร้อง หลินปั้นซย่ามองมือตัวเองอย่างฉงนงุนงงก่อนดึงเหล็กเสียบออกมาอย่างแรง…ก็ไม่เจ็บเหมือนเดิม ราวกับว่ามือทั้งสองข้างนี้ไม่ใช่ของเขาอย่างไรอย่างนั้น ทำไมถึงไม่เจ็บล่ะ หรือว่า…เขากำลังฝันอยู่งั้นเหรอ ในขณะที่หลินปั้นซย่ากำลังคิดเช่นนั้น ท้องฟ้าที่ยังคงกระจ่างใสในทีแรกกลับมืดมิดลงในชั่วพริบตา กลุ่มเมฆครึ้มหนาทึบปกคลุมทั่วทั้งน่านฟ้า ทุกสิ่งรอบๆ ดูราวกับจะหลอมละลาย มันเริ่มบิดเบี้ยวผิดรูป

หลี่ซูซึ่งอยู่ข้างๆ หลินปั้นซย่าสีหน้าไม่เปลี่ยนเลยสักเสี้ยว ประหนึ่งมองว่าทุกสิ่งโดยรอบเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เขาหยิบแท่งเหล็กขึ้นมาจ่อคอหอยตัวเองแล้วแทงลงไปด้วยแรงทั้งหมดที่มี แทงทะลุคอของตัวเองโดยตรงจนหลินปั้นซย่าตาเบิกค้าง

ไม่ปล่อยให้หลินปั้นซย่าได้ตั้งตัว หลี่ซูก็หลอมรวมไปกับสภาพแวดล้อมอันบิดเบี้ยวนี้แล้ว

หลินปั้นซย่าหันหลังวิ่ง หมายจะออกไปจากที่นี่ แต่เขาไม่รู้ว่าตนควรไปที่ไหน หลังจากวิ่งถลาเข้าโรงเรียนมาได้ ไม่ไกลออกไปก็มีเสียงร้องโหยหวนดังขึ้น หลินปั้นซย่ามองไปตามที่มาของเสียง แล้วเขาก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยในความมืดมิด เป็นซ่งชิงหลัวที่เลือดท่วมไปทั้งร่างเช่นเคย และยังคงมีมีดเลาะกระดูกเล่มนั้น เพียงแต่คราวนี้มันกลับเสียบอยู่กลางอก ซ่งชิงหลัวก็มองเห็นหลินปั้นซย่าแล้วเช่นกัน และใบหน้าก็เปลี่ยนสีฉับพลัน อีกฝ่ายตะโกนพูดอะไรบางอย่างที่หลินปั้นซย่าฟังไม่ถนัด วินาทีถัดมาเขาได้แต่มองซ่งชิงหลัวหลอมรวมไปกับโลกนี้เช่นเดียวกับหลี่ซู

เหงื่อเย็นเยือกผุดพรายทั่วกายหลินปั้นซย่า บัดนี้เขาตื่นรู้และตระหนักอย่างเต็มตาแล้วว่าตนอยู่ในห้วงฝันที่สมจริงเกินไปอยู่จริงๆ

หลี่ซูคือความฝัน ซ่งชิงหลัวก็คือความฝัน แม้แต่เนื้อแพะเสียบไม้แสนอร่อยนั่นก็เป็นความฝัน และหนทางหนีไปจากความฝันนี้ซ่งชิงหลัวก็สอนเขามาแล้ว

หลินปั้นซย่าเงยหน้ามองอาคารเรียนที่อยู่ไม่ไกล เขากัดฟันแน่น รีบดิ่งไปที่นั่น สิ่งก่อสร้างและท้องฟ้าด้านหลังเริ่มทลายลงมากลายเป็นหลุมอันมืดมิด และในความมืดมิดนั้นมีเสียงฝนซัดกระหน่ำน่าขนพองสยองเกล้าเมื่อได้ยิน

ในที่สุดหลินปั้นซย่าก็วิ่งมาถึงหน้าอาคารเรียน เขาตรงปรี่ไปที่ชั้นห้าโดยไม่แม้แต่จะหยุดพัก ทว่าตอนที่เขากำลังวิ่งขึ้นชั้นดาดฟ้าไป กลับได้ยินว่ามีเสียงสะอื้นไห้แสนวังเวงดังลอยออกมาจากระเบียงทางเดิน หลินปั้นซย่ามองไปก็พบว่าเป็นเด็กผู้หญิงที่นั่งคุดคู้ตัวสั่นอยู่ที่พื้น ตะโกนบอกว่า “อย่าฆ่าฉัน อย่าฆ่าฉัน” หลินปั้นซย่าตะโกนเรียกเธอ ไหนเลยจะรู้ว่าเธอกลับกลัวหลินปั้นซย่าจนคลานหนีเหมือนนกน้อยที่กำลังขลาดกลัว พริบตาก็จมหายไปยังสุดระเบียงทางเดิน

หลินปั้นซย่ากำลังจะวิ่งตามไป แต่เสียงฝนตกหนักพลันดังเข้าโสตประสาท เขาเหลือบตาขึ้นมองอีกครั้ง ก็เห็นม่านฝนที่แผ่ปกคลุมทั้งน่านฟ้าพร้อมด้วยเสียงลมหวีดหวิวและความมืดมาปรากฏอยู่ตรงหน้า…กำลังจะกลืนกินทุกสิ่งในห้วงฝัน

สัญชาตญาณเตือนภัยอันรุนแรงจู่โจมลางสังหรณ์ของหลินปั้นซย่าโดยพลัน เขากัดฟันแน่น ไม่กล้าลังเลอีกต่อไป รีบพุ่งไปที่ระเบียงของชั้นห้าแล้วหันหลังทิ้งตัวลงมาโดยไม่คิดทบทวนใดๆ วินาทีถัดมา ความรู้สึกไร้น้ำหนักอย่างรุนแรงซึ่งตามมาด้วยความมืดมิดก็ช่วงชิงสติสัมปชัญญะของเขาไป

หลินปั้นซย่าไม่ได้สติอยู่เนิ่นนานกระทั่งเสียงฝนซ่าๆ ดังอยู่ข้างหูอีกครั้ง ครั้นลืมตาขึ้นก็เห็นเพดานหอพักตัวเอง เขาลุกขึ้นจากเตียง มองไปยังฝนที่ตกนอกหน้าต่าง

ภาพนี้ช่างคุ้นเคยเสียจนทำเอาตัวเขาสั่นระริกอย่างไม่ได้ตั้งใจ ราวกับว่าทุกอย่างเล่นวนซ้ำอีกครั้ง หลินปั้นซย่าหยิกแขนตัวเองอย่างแรงแต่กลับไร้ซึ่งความรู้สึกใด เขานิ่งเงียบไปสามวินาที หันหลังกระโดดลงจากเตียง พุ่งไปหน้าโต๊ะหนังสือก่อนค้นสิ่งที่ต้องการออกมา…นั่นคือมีดคัตเตอร์เล็กๆ สำหรับใช้เหลาดินสอ หลินปั้นซย่าจ้องคมมีดนั้นครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็จ่อไปที่แขนด้านในของตัวเองและกรีดลงไปเบาๆ

“ซี้ด” ใบมีดแหลมคมและผิวหนังเกลี้ยงเกลาสัมผัสกันนำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างรุนแรง เลือดสีแดงสดไหลออกมา ทว่าความรู้สึกเจ็บปวดนี้ช่างน่าหลงใหลยิ่งนัก เพราะมันเป็นคำตอบให้หลินปั้นซย่าได้อย่างชัดเจนว่าเขากลับมายังโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ห้วงฝันเหลวไหลนั่นแล้ว

หลินปั้นซย่าวางคัตเตอร์ลงแล้วค่อยทำแผลตัวเองอย่างใจเย็น หลังจากจัดการเสร็จเรียบร้อย เขาเหลือบมองนาฬิกาก็พบว่าตอนนี้เพิ่งเที่ยงคืน แต่หลินปั้นซย่านอนไม่หลับแล้วจริงๆ ดังนั้นเขาเลยผลักเปิดประตูห้องพักแล้วออกจากห้องไป ลมที่ระเบียงทางเดินค่อนข้างแรง คลอเคล้าด้วยเสียงซู่ซ่าของสายฝน ทำให้คนฟังรู้สึกว่าโลกทั้งใบเปียกแฉะไปหมด

หลินปั้นซย่าเดินไปสุดทาง เขายื่นมือออกไปรองน้ำฝนนั่น มันหนาวเหน็บและเปียกชื้นไม่ต่างอะไรจากฝนทั่วๆ ไป บัดนี้ในที่สุดหลินปั้นซย่าก็เข้าใจแล้วว่าทำไมบนตัวหลี่ซูถึงได้มีรอยแผลมากมายขนาดนั้น มันไม่ใช่เพราะต้องการทำร้ายตัวเอง แต่เพียงแค่อยากทำให้แน่ใจว่าตนไม่ได้อยู่ในความฝันก็เท่านั้น

แต่ทำไมถึงดูเหมือนจะไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่ฝันล่ะ หลินปั้นซย่าคิด หรือความฝันนี้สามารถติดต่อกันได้?

ความฝันนี้ทำให้ครึ่งคืนหลังหลินปั้นซย่าแทบนอนไม่หลับเลย รุ่งเช้าวันต่อมา เขาก็ไปโรงเรียนอย่างอิดโรย นั่งเหม่ออยู่ตรงที่นั่งตัวเอง กระทั่งรอบๆ มีคนเยอะขึ้นเขาถึงสัมผัสได้จริงๆ ว่าตนหวนคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงแล้ว

คนในห้องมากขึ้นเรื่อยๆ เสียงก็เริ่มเอะอะขึ้นมาด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เสียงร้องไห้ผะแผ่วของเด็กสาวที่ดังขึ้นท่ามกลางเสียงเอะอะนี้ถึงได้เด่นชัดอย่างมาก หลินปั้นซย่ารู้สึกว่าเสียงนี้คุ้นหูเล็กน้อย เขาหันไปมองก็เห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งฟุบหน้าร้องไห้กับโต๊ะอยู่จริงๆ เพื่อนของเธอปลอบประโลมเสียงอ่อนอยู่ข้างๆ เด็กสาวเงยหน้าขึ้นเช็ดน้ำตาที่แก้มตัวเองแล้วเอ่ยว่า “ฉันไม่เป็นไร เลิกพูดได้แล้ว ฉันไม่อยากฟัง”

เพื่อนของเธอถูกพูดแบบนี้ใส่ก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน ได้แต่หันหลังเดินจากไป เด็กสาวมุดหน้ากับแขนทั้งสองข้าง แล้วร้องห่มร้องไห้อย่างทุกข์ระทมต่อ

ใบหน้าของเธอนั้นหลินปั้นซย่าคุ้นอย่างที่ไม่อาจคุ้นไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว เธอก็คือเด็กผู้หญิงที่เขาเจอในความฝันเมื่อคืน เศร้าโศกและสิ้นหวังเช่นเดียวกัน

หลินปั้นซย่าลังเลว่าตนควรจะเข้าไปปลอบเธอดีหรือไม่ แต่คิดดูดีๆ แล้วเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะพูดอะไร อย่างไรพวกเขาก็แค่เคยเจอกันในความฝันเท่านั้น ในความเป็นจริงไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย

สาวน้อยร้องไห้อยู่อย่างนั้นแล้วจู่ๆ ก็ลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก

หลินปั้นซย่ามองตามแผ่นหลังเธอ ลังเลว่าจะตามไปดีหรือไม่ ทว่ากลับถูกหลี่ซูตบหลังก่อน และถามเขาว่า “มองใครอยู่อะ”

ไม่ว่าอย่างไรหลินปั้นซย่าก็ยังกลัวว่าจะเกิดเรื่องกับผู้หญิงคนนั้นอยู่ดี เขาไม่สนใจหลี่ซู ลุกขึ้นแล้ววิ่งตามไป ทว่าสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเลยคือเด็กสาวกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยในเวลาเพียงครู่เดียว ไม่รู้ว่าเธอไปที่ไหนแล้ว หลี่ซูที่ตามหลังมาถามขึ้นว่า “ทำอะไรของนายเนี่ย สนใจผู้หญิงอีกตั้งแต่เมื่อไหร่”

หลินปั้นซย่าหันกลับมามองเขา “หลี่ซู นายจำฝันเมื่อวานได้หรือเปล่า”

“เมื่อวานฉันไม่ได้ฝัน”

หลินปั้นซย่าแปลกใจ “ไม่ฝันเลยเหรอ”

“แน่นอน” หลี่ซูเอ่ย “ถึงปกติฉันจะฝันบ่อยมากก็เถอะ แต่เมื่อวานหลับสนิทดี ไม่ได้ฝันเลย” น้ำเสียงของเขามั่นใจมาก ไม่เหมือนกำลังพูดปด มิหนำซ้ำเขายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกหกด้วย

หลินปั้นซย่าถอนหายใจ “เอาเถอะ”

หลี่ซูกล่าว “ทำไมหงอยขนาดนี้เชียว”

“เปล่าหรอก” หลินปั้นซย่าเอ่ย “ฉันก็ไม่รู้ว่าคิดมากไปเองหรือเปล่า” ระหว่างที่กำลังพูดก็พลันได้ยินเสียงกรีดร้องหวีดแหลมดังมาจากชั้นบน

เกิดเรื่องแล้ว! หลินปั้นซย่าใจกระตุกวูบ เขาวิ่งไปชั้นบนกับหลี่ซูจนมาถึงชั้นสี่ แล้วก็เห็นนักเรียนหญิงที่มีสีหน้าหวาดผวาคนหนึ่งวิ่งลงมาจากชั้นห้าอย่างร้อนรน เธอเห็นพวกหลินปั้นซย่าก็กรีดร้องเสียงแหลม “มีคนตาย! มีคนตาย! ช่วยด้วย!”

หลี่ซูคว้าเธอไว้ “ใครตาย”

“ข้างบน คนข้างบนนั่น” เด็กสาวอ่อนระโหยโรยแรงไปทั้งร่าง พิงผนังร้องไห้ไม่ขาดเสียง หลินปั้นซย่ารีบวิ่งขึ้นไปดูแล้วก็เห็นผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ระเบียงทางเดินชั้นห้าจริงๆ เพียงแต่ตอนนี้เธอไร้ลมหายใจไปแล้ว ศีรษะหมุนบิดเป็นองศาประหลาด บนผนังที่ไม่ไกลออกไปจากตัวเธอมีคราบเลือดสีแดงสดติดอยู่ดูน่าสะพรึงกลัว

หลินปั้นซย่าไม่เข้าใจจริงๆ ต้องชนผนังแรงแค่ไหนถึงจะทำให้คอตัวเองหักได้รุนแรงขนาดนี้

เวลาเพียงไม่กี่นาทีกลับตายไปทั้งอย่างนั้น หลินปั้นซย่าจมสู่ความเงียบ และคนที่ยืนจมสู่ความเงียบด้วยกันกับเขาก็คือหลี่ซูที่อยู่ข้างๆ

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้” หลี่ซูพึมพำ

หลินปั้นซย่าหันหลังเดินลงไปชั้นล่าง แล้วก็เห็นนักเรียนหญิงที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อครู่ยังคงนั่งคุดคู้อยู่ที่เดิม เขาเอ่ย “เธอเป็นเพื่อนของคนนั้นใช่มั้ย”

นักเรียนหญิงที่ตอนแรกร้องไห้จนหายใจไม่ทันพอได้ยินคำถามของเขาก็ร้องไห้หนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม ดวงตาเธอแดงก่ำ เสียงสั่นเครือรุนแรง “ฮือ…ฉันเป็นเพื่อนของเธอเอง…”

หลินปั้นซย่าจึงเอ่ยถาม “เธอ…ก่อนจะเกิดเรื่องเธอมีอาการอะไรบ้างมั้ย”

“หมู่นี้สภาพจิตใจเธอไม่ค่อยดีเลย” สาวน้อยสะอื้นฮัก “เช้าวันนี้พอมาถึงโรงเรียนเธอก็นั่งร้องไห้อยู่ที่โต๊ะตลอด ถามว่าเป็นอะไรเธอก็ไม่ตอบ”

“แค่นี้เหรอ”

“เธอใช้ปากกาแทงตัวเองตลอด” สาวน้อยกล่าว “ฉันบอกให้เธอหยุด เธอก็ไม่ยอม”

หลินปั้นซย่าและหลี่ซูต่างไม่เปล่งวาจา หากเป็นก่อนหน้านี้บางทีหลินปั้นซย่าคงสงสัยว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงต้องทำแบบนี้ด้วย แต่หลังจากผ่านเรื่องเมื่อคืนมาแล้วเขาก็ไม่สงสัยเลยสักนิด และดูจากรอยแผลมากมายบนร่างกายหลี่ซูแล้ว เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีเช่นกัน

เพียงชั่วขณะบรรยากาศก็แข็งค้างถึงขีดสุด

สุดท้ายก็เป็นหลี่ซูที่ทนไม่ไหว ขยี้หัวและกล่าวว่า “ช่างเถอะ พวกเรารีบแจ้งตำรวจดีกว่า”

หลินปั้นซย่าเห็นด้วย “โอเค”

บอกอาจารย์ แจ้งตำรวจ ลงบันทึกประจำวัน เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหลินปั้นซย่าแทบจะชินชาไปแล้ว หลังออกมาจากห้องพักครู นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกิดความคิดไม่อยากกลับห้องเรียน เขาลอบม้วนแขนเสื้อตัวเองขึ้น มองรอยแผลที่ตนเป็นคนกรีดเองกับมือ มันไม่มีเลือดไหลออกมาแล้วแต่ก็ยังเห็นเส้นสีแดงดูสะดุดตาได้ เขาไม่ได้พันผ้าพันแผล เพียงแค่แตะแผ่วเบาก็รู้สึกถึงความปวดแสบ ความเจ็บปวดนี้เดิมทีควรทำให้คนรู้สึกไม่ดี แต่บัดนี้กลับกลายเป็นยารักษาสภาพจิตใจไปแล้ว เพราะว่ามีเพียงความเจ็บปวดเท่านั้นที่จะทำให้เขารู้ว่าตัวเองอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่ความฝันประหลาดนั่น

หลินปั้นซย่าดึงแขนเสื้อลงและกลับห้องเรียนไป

ตอนบ่ายเป็นวิชาภาษาอังกฤษที่ลากยาวต่อเนื่อง เขาฟังบรรยายจนสะลึมสะลือจวนจะหลับ ถ้าเป็นเวลาปกติหลี่ซูคงฟุบโต๊ะนอนอย่างเอาเป็นเอาตายไปแล้ว ทว่าวันนี้กลับผิดคาด เขาบังคับให้ตัวเองตื่นตัวอยู่ตลอด นิ้วควงวงเวียนในมืออย่างคล่องแคล่ว

กริ่งเลิกเรียนดังขึ้นในที่สุด หลี่ซูคว้ากระเป๋าวิ่งออกไปข้างนอก หัวหน้าห้องเห็นดังนั้นก็ตะโกนห้ามเขา กล่าวว่ายังมีชั่วโมงทบทวนด้วยตัวเองภาคค่ำอีก แต่หลี่ซูทำหูทวนลม วิ่งตะบึงออกนอกประตูห้องเรียนไป ยังไงเขาก็ผลการเรียนไม่ดีแถมยังชอบก่อเรื่อง อาจารย์ไม่สนใจไยดีเขาตั้งนานแล้ว

หลี่ซูวิ่งมาถึงหน้าโรงเรียน ตลอดทางล้วนไม่เจอคนที่ตัวเองกลัวเลย เพิ่งผ่อนลมหายใจในลำคอออกมา คอเสื้อก็ถูกบางคนกระชากเอาไว้

“จะไปไหน” น้ำเสียงไม่ร้อนไม่เย็นราวกับไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทว่าทันทีที่หลี่ซูได้ฟัง ทั้งสรรพางค์กายก็ชาหนึบ ไม่ใช่ความสบายตัวแต่เป็นความกลัว แม้ว่าในใจจะเริ่มกลัวแล้ว แต่บนหน้าก็ยังไม่ยอมรับความปอดแหกของตน ทำใจดีสู้เสือเอ่ยว่า “ถามอะไรไร้สาระ ก็ต้องกลับบ้านน่ะสิ ช่วยปล่อยมือได้มั้ย ฉันแก่กว่านายนะ! เป็นพี่นาย! ดึงฉันไว้แบบนี้คนอื่นมาเห็นเข้ามันใช่เรื่องเหรอ”

“ถกแขนเสื้อขึ้น” คนคนนั้นไม่สะทกสะท้านสักเสี้ยว เอ่ยเสียงนิ่งเฉยโดยไม่แม้แต่จะกะพริบตา “ก่อนหน้านี้ฉันพูดว่ายังไง”

หลี่ซู “…”

“จะทำเองหรือจะให้ฉันทำ?”

หลี่ซูแทบสิ้นสติ เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมคนต่างชาติคนหนึ่งถึงพูดภาษาจีนได้คล่องขนาดนี้ ไม่ใช่เพียงแค่สู้หลี่เย่ไม่ได้ แม้แต่ด่ากลับเขายังด่าไม่ชนะคนคนนี้เลย เขาโกรธแค้นยิ่งนัก หลี่ซูรู้ตัวดีว่าการปฏิเสธหลี่เย่ย่อมไม่ได้ผลตอบรับที่ดีแน่นอน เขาก่นด่า “หลี่เย่ นี่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายสักหน่อย นายปล่อยมือเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นฉันให้แม่นายต่อยนายแน่!!”

หลี่เย่หน้าไร้อารมณ์ “ให้เวลาสามสิบวิ”

หลี่ซู “…”

“ยี่สิบวิ”

หลี่ซูรู้สึกราวกับแตกสลาย เขาค่อยๆ ม้วนแขนเสื้อตัวเองขึ้น ซึ่งก็ไม่เกินคาด รูบนแขนหลี่ซูเพิ่มขึ้นมาอีกหลายจุด ทันทีที่หลี่เย่เห็นรูพวกนั้นแววตาก็เย็นเยือกลง ประดุจว่าภายในนั้นหนาวถึงจุดเยือกแข็ง หนาวเหน็บจนหลี่ซูสั่นสะท้านไปทั้งร่าง

หลี่เย่พูดขึ้น “ก่อนหน้านี้ฉันบอกไปว่ายังไง จำได้ใช่มั้ย”

หลี่ซูสั่นไปทั้งกาย ได้แต่เอ่ยเสียงแผ่ว “ไม่…ไม่ได้นะ…ทั้งๆ ที่…”

เขาอยากดิ้นรนออกจากเงื้อมมือหลี่เย่ ทว่าอีกฝ่ายกลับกุมแขนที่ช้ำเป็นจ้ำไว้และส่งแรงบีบอย่างแรง ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้แรงที่เก็บไว้ใช้ตอนต้องเอาตัวรอดจากหลี่เย่หายไปในพริบตา เขาอ่อนระทวยอยู่ในอ้อมแขนหลี่เย่ที่ก้มลงกระซิบข้างหู “มีแผลเพิ่มมาหนึ่งที่ ก็ต้องโดน…เพิ่มหนึ่งครั้ง”

คำที่เว้นไว้หลี่เย่ไม่ได้กล่าวออกมา แต่หลี่ซูเข้าใจชัดเจนแล้ว แววตาฉายประกายความกริ่งเกรงอย่างแรงกล้า เขาเอ่ย “มะ…ไม่เอา…”

หลี่เย่กล่าว “เอาหรือไม่ไม่ใช่เรื่องที่นายจะตัดสินใจ”

ขณะที่พูดก็ดึงแขนหลี่ซู ก่อนทั้งคู่จะเดินออกจากโรงเรียนไปทั้งอย่างนี้

 

หลินปั้นซย่าไม่ได้รู้เลยว่าหลี่ซูผู้น่าสงสารต้องเจอกับอะไร ช่วงมื้อเย็นเขาถูกซ่งชิงหลัวเรียกตัวไปอีกครั้ง

ยังคงเป็นมื้อเย็นละลานตาเต็มโต๊ะเช่นเคย หลินปั้นซย่าควรจะกินอย่างสบายอารมณ์ เพียงแต่กินได้ครึ่งทางเขาก็อดใจถามออกไปไม่ได้ “เมื่อวานนายฝันหรือเปล่า”

ซ่งชิงหลัวเอ่ยเสียงราบเรียบระหว่างก้มหน้าแกะก้างปลาตะเพียนนึ่ง “จำไม่ได้แล้ว”

“ตื่นขึ้นมาแล้วจำไม่ได้เลยเหรอ”

“จำได้บางเรื่อง แต่ส่วนใหญ่จำไม่ค่อยได้” ซ่งชิงหลัวมองหลินปั้นซย่า “ทำไม”

“ฉันแค่…ฝันถึงเรื่องไม่ดีนิดหน่อย” หลินปั้นซย่ากลัวว่าซ่งชิงหลัวจะโกรธเหมือนวันนั้นจึงเอ่ยลองเชิงอย่างระแวดระวัง “มีวันนึงฉันฝันเห็นนายด้วย”

ซ่งชิงหลัวหลุบตาพลางเอ่ยเสียงเนิบ “ฝันว่าฉันฆ่านายเหรอ”

หลินปั้นซย่า “…”

“หือ? เดาถูกอย่างนั้นเหรอ”

หลินปั้นซย่าหัวเราะแกนๆ แก้เก้อ

“ฝันมักตรงข้ามกับความจริงเสมอ” ซ่งชิงหลัวกล่าว “เพราะฉะนั้นถ้านายฝันว่าฉันฆ่านาย งั้นในความจริงนายอาจจะ…”

“อาจจะอะไรเหรอ”

ซ่งชิงหลัววางตะเกียบลงพลางถอนหายใจ หลินปั้นซย่ายังไม่ทันไหวตัวก็เห็นเขาขยับหน้าเข้ามาใกล้ จากนั้นริมฝีปากชื้นที่เย็นเล็กน้อยก็ประทับลงบนริมฝีปากของตนประดุจสัมผัสกลีบดอกไม้

“จะโดนฉันจูบ” ซ่งชิงหลัวยิ้มพราย

หลินปั้นซย่านั่งเหม่อโดยที่แก้มแดงฉ่าขึ้นมาทันที ในสมองเขาถึงกับคิดว่าตอนซ่งชิงหลัวล้วงมีดออกมาแทงเขายังไม่ตื่นเต้นเท่าตอนนี้เลย ซ่งชิงหลัวมองใบหูของหลินปั้นซย่าที่แดงจัดจนเหมือนเลือดจะคั่ง และดวงตากลมเกลี้ยงยิ่งกว่าหนูแฮมสเตอร์ที่จ้องมาทำเอารู้สึกจนใจเล็กน้อย “กินปลามั้ย”

หลินปั้นซย่าเอ่ย “กิน…”

ด้วยเหตุนี้เนื้อปลาที่เพิ่งแกะก้างเสร็จจึงถูกยื่นไปจ่อตรงริมฝีปากหลินปั้นซย่า

เนื้อปลารสชาติอร่อยสดใหม่กระตุ้นต่อมรับรส ทำให้หลินปั้นซย่าหลุดจากสภาพแข็งเป็นหินได้ในที่สุด เขาก้มหน้างุด แทบอยากจะม้วนหน้าจุ่มคอเดี๋ยวนี้ แต่ก็แสร้งทำเป็นไขสือถามเรื่องที่ตัวเองคลางแคลงใจกับซ่งชิงหลัวต่อ “นายว่าคนคนหนึ่งถ้าแยกความฝันกับความเป็นจริงไม่ออก จะทำพฤติกรรมแบบไหนบ้างเหรอ”

“ก็ต้องดูว่าเขาฝันอะไร” ซ่งชิงหลัวกล่าว “ถ้าฝันดี ถึงไม่ตื่นขึ้นมาแล้วจะเป็นไรไป”

หลินปั้นซย่าเอ่ย “งั้นถ้าฝันร้ายล่ะ?”

“ถ้าหากเป็นฝันร้ายก็ต้องจบมันด้วยวิธีจบฝันร้าย”

“…จะจบฝันร้ายได้ยังไง”

“ถ้าไม่ตื่นก็ตาย” ซ่งชิงหลัวกล่าว “ทำไม นายจำทุกความฝันของตัวเองได้งั้นเหรอ”

หลินปั้นซย่ากล่าว “คงประมาณนั้น” หวนนึกย้อนโดยละเอียดแล้ว ความทรงจำทั้งหมดเกี่ยวกับห้วงฝันเขาล้วนจำได้อย่างแจ่มชัด และมันทำให้เขารู้สึกข้องใจไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะหลี่ซูหรือว่าซ่งชิงหลัวก็ดูคล้ายจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องราวในห้วงฝันเลย

ซ่งชิงหลัวคัดก้างปลาอีกครั้ง ก่อนยื่นมาจรดริมฝีปากหลินปั้นซย่าอย่างไร้ซึ่งอาการขัดเขิน หลินปั้นซย่ากินเข้าไปแล้วถึงนึกการกระทำเมื่อครู่ของซ่งชิงหลัวได้ รู้สึกประดักประเดิดขึ้นมาเลยเอ่ยเสียงแผ่วว่า “นะ…นายอย่าจูบคนอื่นเล่นจะดีกว่านะ แบบนี้ไม่ดีเลย”

“คนอื่น?”

“ใช่…”

ซ่งชิงหลัวถาม “อย่างนายนับว่าเป็นคนอื่นหรือเปล่า”

หลินปั้นซย่ากล่าว “ก็ต้องนับสิ”

“แต่ฉันว่าไม่นับ” ซ่งชิงหลัวอ้อยอิ่งถือตะเกียบพลางไล้มันไปตามริมฝีปากหลินปั้นซย่า สอดเข้าไปในโพรงปากของเขา ขยับเขี่ยลิ้นของหลินปั้นซย่าอย่างเอื่อยเฉื่อย “นายคือคนที่ฉันจีบอยู่ จะนับเป็นคนอื่นได้ยังไง”

หลินปั้นซย่าถูกบีบให้อ้าปาก ตัวสั่นระริกพลางร้องครางด้วยเสียงผะแผ่ว

 

ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน ภาพวาดโครงกระดูก เล่ม 3

วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub

และร้านหนังสือทั่วไป

  

รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่

Meb / OOKBEE / Pinto by Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN

 

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: