X
    Categories: everYทดลองอ่านเลิกเรียนแล้วเจอกัน

ทดลองอ่าน เลิกเรียนแล้วเจอกัน เล่ม 3 บทที่ 72 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เลิกเรียนแล้วเจอกัน เล่ม 3

ผู้เขียน : 酱子贝 (Jiang Zi Bei)

แปลโดย : Lucky Luna

ผลงานเรื่อง : 放学等我

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง ปัญหาครอบครัว

การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ การบูลลี่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 72

อวี้ข่ายหมิงกลัวจริงๆ

คนเราอายุยิ่งมากขึ้นก็ยิ่งกลัวตาย สมัยหนุ่มๆ เขายอมสู้ตายกับคนทั้งโลก ตอนนี้แก่แล้วจึงเหลือเพียงแค่ปากพล่อยๆ นี้เท่านั้น

แต่ตอนนี้อวี้ฝานกำลังหนุ่ม เขาไม่คิดสู้ตายกับคนทั้งโลก เขาคิดแต่จะจัดการตนเท่านั้น แม้ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะไม่ได้สนิทชิดเชื้อ อย่างไรเสียตั้งแต่เด็กจนโต อวี้ข่ายหมิงก็รู้ว่าอีกฝ่ายพูดจริงทำจริงๆ มาตลอด

นี่คือการเจรจาครั้งเดียวที่สันติที่สุดของเขากับอวี้ฝานเท่าที่เคยมีมา เมื่อก่อนตอนที่อวี้ฝานโตขึ้นมาหน่อยปากมักด่าเขาต่อต้านเขาอย่างไม่ยอมแพ้เวลาถูกตี วันนี้ไม่เพียงแค่ไม่ลงมือ แม้แต่เสียงก็ดูเหมือนจะสงบนิ่งอีกด้วย

อวี้ข่ายหมิงนั่งบนโซฟา มองอวี้ฝานค้นโทรศัพท์ของเขาอย่างกระสับกระส่าย กลอกลูกตาไปรอบๆ พอหาของที่จะฉวยไว้ในมืออะไรไม่เจอจึงยิ่งกระวนกระวาย

อวี้ฝานลบรูปถ่ายที่เกี่ยวกับเฉินจิ่งเซินทิ้งทั้งหมด จากนั้นก็ค้นเจอข้อความที่อวี้ข่ายหมิงส่งให้จี้เหลียนอี

หลังจากอ่านจนหมดเขาก็ก้มหน้าจ้องจุดใดจุดหนึ่งอย่างนิ่งเงียบอยู่เนิ่นนาน บอกตนเองซ้ำไปซ้ำมาว่าไม่โอเค ไม่ได้ ไม่คุ้ม

อวี้ฝานนั่งอยู่บนโซฟาตลอดทั้งคืน อวี้ข่ายหมิงเองก็เกร็งอยู่ข้างเขาตลอดทั้งคืนเช่นกัน ทั้งๆ ที่อวี้ฝานไม่ได้พูดอะไรเลย แต่อวี้ข่ายหมิงกลับรู้สึกว่าตนเองราวกับยืนอยู่บนหน้าผาสูงชันตลอดทั้งคืน อาจถูกถีบลงไปได้ทุกเมื่อ เส้นประสาทเขาตึงเครียดทั้งคืน จนเมื่อคนข้างกายมีความเคลื่อนไหว ทั้งร่างของเขาก็ตื่นตัว ขยับไปด้านข้างทันที

ดีที่อวี้ฝานไม่ได้มองเขาเลยสักแวบเดียว

เมื่อฟ้าสางอวี้ฝานก็ลุกขึ้นไปโทรหาจี้เหลียนอี นานมากกว่าอีกฝ่ายจะรับสาย เธอพูดด้วยเสียงอ่อนแรง “ฉันบอกแล้วไม่ใช่เหรอว่าไม่ให้คุณโทรหาฉัน…”

“ผมเอง” อวี้ฝานกล่าว “ผมจะพาเขาไปมอบตัว”

จี้เหลียนอีรู้สึกตัวช้าไปหลายวินาที ทันใดนั้นก็ร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง “ไม่ได้นะ! ห้ามไป!!!”

เสียงแก้วแตกดังมาจากปลายสาย หนักหน่วงเสียดแทงหู จี้เหลียนอีลดระดับเสียงลงด้วยความข่มกลั้น แต่ละคำล้วนสั่นระริก “เธออยากให้คนทั้งโลกรู้เหรอว่าพวกเธอเป็น…” คำพูดด้านหลังเธอพูดไม่ออก เธอเปิดลิ้นชักแล้วหยิบยาโยนใส่ปากสองเม็ด

“ทางนั้นจะรักษาเป็นความลับ”

“ไม่ได้! ไม่ได้!!! จะมีคนอื่นรู้ไม่ได้ เธอเข้าใจไหม เข้าใจหรือเปล่า” จี้เหลียนอีถาม “ตกลงว่าเธอต้องการเงินเท่าไหร่”

อวี้ฝานได้ยินเสียงของกล่องยา เขากำหมัดแน่น ผ่านไปเนิ่นนานกว่าจะเอ่ยปาก “คุณเอาเลขบัญชีธนาคารมาให้ผม”

ความโชคดีเพียงหนึ่งเดียวในเรื่องนี้คือเงินก้อนนั้นอวี้ข่ายหมิงยังใช้ไปไม่เท่าไหร่ ตอนแรกเขาต้องการแค่ไม่กี่พันไม่กี่หมื่น จนกระทั่งหลังจากเขารู้มูลค่ารถที่จี้เหลียนอีขับคันนั้น ถึงได้เป็นสิงโตอ้าปากกว้างเรียกเงินแปดแสน เงินถูกโอนเข้ามาในบัญชีเมื่อสองวันก่อน เมื่อคืนการแข่งขันฟุตบอลเพิ่งเริ่ม อวี้ข่ายหมิงยังไม่ทันได้เอาเงินก้อนนี้ไปพนัน

หลังจากโอนเงินกลับไปจี้เหลียนอีก็ตกใจไม่น้อย จากนั้นก็โทรมาอีกครั้งเพื่อถามเขาอย่างหวั่นใจว่าตกลงหมายความว่าอะไรกันแน่

“สามหมื่นหยวนที่เขาเอามาก่อนหน้านี้ ต่อไปจะทยอยโอนไปที่บัญชีคุณ” อวี้ฝานว่า “ผมลบรูปทิ้งหมดแล้ว หลังจากนี้จะไม่มีอะไรแล้ว”

จี้เหลียนอีตะลึงงันอยู่สักพัก คล้ายกับว่าเพิ่งรู้สึกตัว บางทีเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เกี่ยวกับเด็กคนนี้ทั้งหมดก็ได้ “พ่อของเธอคงจะไม่…”

“ผมจะพาเขาไปเอง”

อวี้ฝานหยิบของออกมาจากในถุงสีดำทีละชิ้นแล้วใส่เข้าไปในกระเป๋าเดินทางตรงหน้า “เรื่องนี้จะไม่แพร่งพรายออกไป อย่าให้เฉินจิ่งเซินย้ายโรงเรียนเลยครับ”

ปลายสายตกอยู่ในความเงียบ ในขณะที่อวี้ฝานนึกว่าจี้เหลียนอีวางสายไปแล้วนั้นถึงได้ยินเธอพูด “โดยเร็วที่สุด ค่าเดินทางหรือขั้นตอนอย่างอื่นถ้าต้องการให้ช่วยก็ติดต่อฉันมา อีกอย่าง…ก่อนเธอไป อย่าให้จิ่งเซินรู้”

จี้เหลียนอีรู้สึกได้ชัดเจนว่าลูกชายค่อยๆ อยู่เหนือการควบคุมของเธอแล้ว เธอไม่สามารถทนรับการเปลี่ยนแปลงไปได้มากกว่านี้แล้ว

เงินถูกโอนออกไป อวี้ข่ายหมิงคล้ายจะตื่นขึ้นมาจากฝันที่เป็นมหาเศรษฐีอย่างกะทันหัน ได้แค่โมโหแต่ไม่กล้าพูด

เพียงแต่เงินก้อนนี้เขาขูดเลือดขูดเนื้อมาเยอะไปหน่อย หนึ่งคืนอันตึงเครียดผ่านไปเขารู้สึกเหมือนเป็นผู้รอดชีวิตจากเคราะห์กรรม

อวี้ฝานเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ ตอนออกมากำลังจะกลับเข้าไปในห้อง อวี้ข่ายหมิงก็รีบเอ่ยปาก “แกจะถือโทรศัพท์ของฉันไปถึงตอนไหน นี่เรียกว่าการริบทรัพย์ผู้อื่นรู้หรือเปล่า”

“อ้อ งั้นแกก็แจ้งความจับฉันสิ”

“…”

“ความอดทนของฉันมีจำกัด อวี้ข่ายหมิง ขืนแกไปหาคนที่ไม่สมควรไปหาอีก เราได้เห็นดีกันแน่” อวี้ฝานกล่าวอย่างเย็นชา “เก็บข้าวของซะ ตอนไปฉันจะคืนให้แก”

ชั่วโมงที่สามที่ไม่ได้รับการตอบกลับจากอวี้ฝาน เฉินจิ่งเซินออกจากบ้านไปตามหาเขา ทว่ากลับถูกคนขวางไว้ที่หน้าประตู

“แม่ไม่สบาย” จี้เหลียนอีพูดกับเขา “ติดต่อหมอสวีแล้ว ไปตอนนี้เลย อีกสองวันเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์พอดี ลูกไปเป็นเพื่อนแม่หน่อย”

หมอสวีเป็นจิตแพทย์ของจี้เหลียนอี เคยช่วยพาจี้เหลียนอีเดินออกมาจากความเจ็บปวดของชีวิตแต่งงานอันล้มเหลว ตอนนี้ถูกส่งไปทำงานที่เมืองข้างๆ แล้ว

“แม่ไปก่อนเถอะ ผมมีนัด เจอกันเสร็จผมจะรีบนั่งรถไฟความเร็วสูงไปหา” เฉินจิ่งเซินว่า

เขาเพิ่งเดินออกไปก้าวเดียวเสื้อก็ถูกดึงเอาไว้

“ไปกับแม่ก่อนเถอะ กลับมาค่อยเจอกัน” จี้เหลียนอีมองเขาด้วยใบหน้าซีดเผือด ก่อนพูดตามตรง “จิ่งเซิน ตอนนี้แม่ทุกข์ใจมาก”

เฉินจิ่งเซินไม่พูดไม่จา หลังจากเงียบอยู่ที่โถงทางเข้าพักหนึ่ง เท้าข้างหนึ่งของเขาก็เหยียบออกไปจากประตูบ้าน คำพูดที่ว่า ‘ผมจะรีบไปให้เร็วที่สุด’ มาถึงริมปาก จู่ๆ โทรศัพท์มือถือก็สั่นทีหนึ่ง

จะหลับแล้ว ส่งข้อความมาทำไมเยอะแยะ ผีเข้า?

เส้นประสาทที่ไม่รู้ตึงเครียดตั้งแต่เมื่อไหร่ของเฉินจิ่งเซินผ่อนคลายลง เขาก้มหน้าตอบข้อความ บอกสั้นๆ เรื่องที่สองวันนี้ตนจะไปต่างที่ จากนั้นถึงได้เงยหน้ามองคนที่อยู่ในบ้าน “ไปกันเถอะครับ”

ครั้งนี้ไปอย่างกะทันหัน เฉินจิ่งเซินแทบจะใช้เวลาอยู่บนรถไฟความเร็วสูงทั้งคืน ระหว่างทางเขาหยิบมือถือออกมาหลายครั้ง จี้เหลียนอีก็จะมองมาทางเขาราวกับมีเซ้นส์ “เก็บได้ไหม มันสว่างเกินไป แม่นอนไม่หลับนิดหน่อย”

เมื่อถึงจุดหมายปลายทางฟ้าก็สางแล้ว พอถึงโรงแรมเฉินจิ่งเซินเข้าไปล้างหน้าในห้องน้ำ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงของจี้เหลียนอีดังมาจากห้องข้างๆ โรงแรมกั้นเสียงดีมาก เขาจึงได้ยินอย่างเลือนรางแค่ประโยคเดียวว่า ‘ไม่ได้’

การเคลื่อนไหวของเฉินจิ่งเซินชะงัก ไปกดกริ่งห้องข้างๆ โดยที่ไม่แม้แต่จะเช็ดหน้า ไม่มีการตอบกลับจากในห้อง หลังจากเฉินจิ่งเซินรออยู่สองนาที จึงหมุนตัวหมายจะไปขอคีย์การ์ดสำรองที่เคาน์เตอร์ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแกร็ก แล้วประตูก็เปิดออก

จี้เหลียนอีเดินออกมาด้วยใบหน้าไร้สีเลือด ไม่รู้ทำไมสภาพของเธอในครั้งนี้ดูเหมือนจะแย่ยิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีก

“ทำไม” เธอถาม

“ได้ยินเสียงนิดหน่อยครับ” เฉินจิ่งเซินหลุบตากวาดมองโทรศัพท์ที่เธอถือแวบหนึ่ง “กำลังคุยโทรศัพท์?”

“เปล่า” จี้เหลียนอีแทบจะปฏิเสธทันทีโดยอัตโนมัติ พร้อมเอ่ยเสียงต่ำ “วิดีโอคอลล์ประชุม ช่วงนี้ยุ่งจนไม่มีเวลาไปบริษัท ทางนั้นเกิดเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย”

วิดีโอคอลล์ประชุมตอนหกโมงเช้า?

เฉินจิ่งเซินไม่ได้พูด เพียงหลุบตามองเธอเงียบๆ ความรู้สึกหวาดผวาของจี้เหลียนอีลุกลามขึ้นมาอีกครั้ง เธอยื่นมือไปวางบนแผ่นหลังของเขา “ไปเถอะ คนขับรถรออยู่ด้านล่างแล้ว”

วันนี้คลินิกต้อนรับแขกอย่างจี้เหลียนอีเพียงคนเดียว เฉินจิ่งเซินนั่งรอที่ม้านั่งยาวนอกห้องตรวจเพียงลำพัง สองมือวางไว้บนตักลวกๆ เหม่อลอยด้วยความเหนื่อยล้า

ครั้งก่อนที่จี้เหลียนอีป่วยเพราะพบว่าสามีนอกใจ เธอเป็นพวกเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ การควบคุมคนอื่นไว้ถึงจะทำให้เธอรู้สึกปลอดภัยได้ เธอไม่สามารถทนรับการแต่งงานที่ล้มเหลวและสามีที่แย่ได้ หลังจากนั้นเป็นระยะเวลานานมาก ความต้องการควบคุมที่เธอมีต่อเฉินจิ่งเซินก็ขยับมาถึงขั้นที่น่ากลัวแล้ว

เธอต้องการแน่ใจว่าเฉินจิ่งเซินอยู่ในสายตาของเธอตลอดเวลา เฉินจิ่งเซินคลุกคลีกับคนแบบไหน เกิดเรื่องอะไร ต้องทำอยู่ภายใต้สายตาของเธอทั้งหมด

กระทั่งเธอได้รับคำปรึกษาทางจิตวิทยามายาวนาน ในที่สุดหลังจากกลับไปทำงานได้ อาการแบบนี้จึงค่อยๆ ดีขึ้น

ทำไมหลายวันมานี้จู่ๆ ถึงได้แย่ลงกันนะ

เฉินจิ่งเซินจ้องไปที่จุดจุดหนึ่ง หาเบาะแสไม่เจอ

เขาหยิบมือถือออกมาดูเวลา แปดโมง ใครบางคนคงจะยังอยู่ในความฝัน เพราะการตรวจต้องใช้เวลาอีกสักพัก เฉินจิ่งเซินจึงกดเปิดแอพพลิเคชั่นบันเทิงเพียงหนึ่งเดียว อยากทำให้กระปรี้กระเปร่าสักหน่อย

ทว่ากลับเห็นเพื่อนคนหนึ่งกำลังออนไลน์ในเกมงูจอมเขมือบ ชื่อเล่นคือ ‘-’

เฉินจิ่งเซินชะงัก กดออกมาแล้วไปส่งข้อความแทน

s ?

ผ่านไปสิบกว่านาทีกว่าทางนั้นจะตอบ

อย่ากวน กำลังทำลายสถิติอยู่

s กลับไปจะช่วยนายทำลายเอง

…ไสหัวไปเลย

เล่นเกมสิ อย่าส่งข้อความกวนฉัน

ในที่สุดเฉินจิ่งเซินก็หัวเราะออกมา แล้วตัดกลับไปดูการดวลเกม

กลับถึงเมืองหนานก็เป็นตอนบ่ายของวันจันทร์แล้ว ใช้เวลารักษาจิตเวชติดต่อกันเพียงสองวัน อาการของจี้เหลียนอีจึงไม่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจนนัก

จี้เหลียนอีให้คนขับรถขับไปยังโรงเรียน ก่อนเฉินจิ่งเซินลงจากรถ จี้เหลียนอีส่งเสียงเรียกเขาไว้ บอกว่าวันนี้ตอนบ่ายเธอต้องกลับไปจัดการเรื่องที่ลากยาวมานานที่บริษัท อาจจะไม่มาที่โรงเรียนแล้ว ให้เขากลับบ้านตรงเวลา

ตอนนี้เป็นเวลาเข้าเรียน สนามกีฬามีเพียงห้องที่เรียนคาบพละไม่กี่ห้อง

เฉินจิ่งเซินหิ้วสายสะพายกระเป๋าเป้ กำลังจะเดินไปยังอาคารเรียน ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยร่างหนึ่ง

ฝีเท้าของเขาหยุดชะงัก ก่อนจะขมวดคิ้ว

อวี้ฝานพิงราวระเบียงบนชั้นดาดฟ้าของห้องสมุดแล้วมองลงไป ห้องสมุดสร้างไม่ได้สูงนักแต่ทำเลดี ดูแวบเดียวก็เห็นทุกซอกทุกมุมของโรงเรียนมัธยมเมืองหนานลำดับเจ็ดได้

เขาตั้งใจมาในเวลาเรียน พอมาก็ขึ้นมาบนชั้นดาดฟ้า เดิมทีคิดว่าที่นี่อยู่ไกล อาคารเรียนของชั้นมัธยมปลายปีสามมองมาไม่เห็น เขาสามารถรอให้คาบของจวงฝ่างฉินเลิกได้โดยไม่ต้องกังวลอะไร แต่เมื่อยืนอยู่ตรงนี้จริงๆ เขากลับอดไม่ได้ที่จะมองไปยังชั้นหกของอาคารเรียนชั้นมัธยมปลายปีสาม

กลับมาวันนี้สินะ? กำลังเรียนอยู่? หรือว่ากำลังทำโจทย์? หรือกำลังสอบอยู่?

ขณะกำลังเหม่อลอย จู่ๆ ก็มีเสียงนกหวีดแหลมๆ เสียงหนึ่งดังมาจากชั้นล่าง อวี้ฝานนึกว่าตนเองถูกจับได้แล้วจึงรีบหมุนตัวนั่งยองๆ ลงไป

รอสักพักจนไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวแล้ว เขาถึงได้ยืดตัวขึ้นมากึ่งหนึ่งแล้วมองไป ครูพละแค่กำลังเรียกนักเรียนที่โดดเรียนไปโรงอาหารพวกนั้นกลับมา

ครูพละคนนี้เองก็ดูแลห้องพวกเขาด้วยเหมือนกัน เสียงนกหวีดนี้มักเป่าใส่เขาเป็นประจำ

อวี้ฝานพ่นลมหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง พิงผนังแล้วนั่งลง ยื่นมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงคิดจะล้วงเอาบุหรี่ออกมา แต่หลังจากได้ยินเสียงประตูเหล็กของดาดฟ้าดัง ‘แอ๊ด’ ขึ้นมาก็รีบหยุดทันที

เขานึกว่าสารวัตรนักเรียนมาลาดตระเวน จึงเงยหน้ามองไปอย่างเอื่อยเฉื่อย

จากนั้นก็เห็นคนที่เขาไม่กล้าจะคิดถึงแม้แต่ชื่อ

อวี้ฝานงอสองขา ยังนั่งไม่นิ่ง มองหน้าอีกฝ่ายเดินเข้ามาด้วยสีหน้าตะลึงงัน

เขายังไม่ทันได้แสดงปฏิกิริยาใดๆ เฉินจิ่งเซินก็เดินมานั่งลงตรงหน้าเขาแล้วยื่นมือมาบังคับเชยคางเขาขึ้น

นิ้วของเฉินจิ่งเซินลูบไปโดนขอบพลาสเตอร์ไม่กี่แผ่นที่คอของเขา อวี้ฝานพลันได้สติกลับมา ยื่นมือไปบังไว้

เฉินจิ่งเซินไม่ได้ดึงพลาสเตอร์ออก รู้สึกได้ถึงอุณหภูมิต่ำๆ จากปลายนิ้วของอวี้ฝาน เขาจึงถาม “ทำไมถึงเจ็บตัว”

“…แมวข่วน” อวี้ฝานเอ่ยปาก ถึงได้พบว่าเสียงของตนแหบพร่าเหลือเกิน สาเหตุคงเป็นเพราะสองวันมานี้ไม่ค่อยได้พูดเท่าไหร่

“ทำไมมาอยู่ตรงนี้ โดดเรียน?” เฉินจิ่งเซินถาม

“เพิ่งกลับมาจากฉีดวัคซีนกันพิษสุนัขบ้าเสร็จ”

คนที่ปกติต่อยตีจนเป็นแผลเต็มตัวยังไม่ยอมไปโรงพยาบาล ทำไมถึงได้ไปฉีดวัคซีนเพราะถูกแมวข่วนกัน

ปกติเวลาอวี้ฝานแต่งเรื่องโกหกจะชอบมองไปทางอื่นตลอด แต่เมื่อพูดเรื่องไร้สาระไม่กี่ประโยคนี้ สายตากลับอยู่บนใบหน้าเขาตลอด

เฉินจิ่งเซินเงียบไปหลายวินาที ก่อนจะกดขอบพลาสเตอร์ที่ดึงออกมากลับไปอีกครั้ง จากนั้นก็ยกมือปัดผมอวี้ฝานไปข้างหลัง กวาดตามองบนใบหน้าอีกฝ่ายรอบหนึ่ง

“ลงไม้ลงมือกันอีกแล้ว?” เฉินจิ่งเซินถามเสียงต่ำ

“…”

เขื่อนอารมณ์เกือบพังทลาย อวี้ฝานกัดฟัน เกร็งจนสันกรามปูดขึ้นมา ในที่สุดเขาก็พูดความจริงออกไป “เปล่า ทะเลาะกันนิดหน่อย”

เฉินจิ่งเซินอืมทีหนึ่ง นิ้วมือคลึงอยู่ในเรือนผมของเขา “ทนอีกนิด สองเทอมสุดท้ายแล้ว”

“…”

ลำคอแห้งผากจนเจ็บเหลือเกิน โชคดีที่ผ่านไปสองวันแล้ว ตาอวี้ฝานหายบวมแล้ว “นายกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่ไปเข้าเรียน”

“เพิ่งมาถึงโรงเรียน” เมื่อแน่ใจแล้วว่าบนตัวเขาไม่มีแผลอื่น เฉินจิ่งเซินจึงพรูลมหายใจเฮือกหนึ่งอย่างเหนื่อยล้า “สองวันนี้ไปคลินิกเป็นเพื่อนแม่ฉัน”

“…รุนแรงเหรอ”

“ตอนกลับมาก็ดีขึ้นมากแล้ว แค่ต้องไปตามนัด”

อวี้ฝานกลืนน้ำลาย ผ่านไปสักพักถึงได้ร้องอ้อทีหนึ่ง

เฉินจิ่งเซินขมวดคิ้วมองเขาครู่หนึ่ง ปกติอวี้ฝานก็พูดไม่มาก แต่น้อยครั้งจะเป็นแบบนี้ ใบหน้าซีดขาว ไม่ได้โมโห

เขาแตะหน้าผากอีกฝ่ายแล้วยื่นมือไปบิดหูเขาทีหนึ่ง

“นายทำอะไร” อวี้ฝานคว้าข้อมือเขาไว้

“ดูว่านายเป็นไข้หรือเปล่า” เฉินจิ่งเซินตอบ

“…”

หากเป็นตอนปกติอวี้ฝานคงปัดมืออีกฝ่ายทิ้งไปแล้ว แต่วันนี้ไม่ได้ทำ เขากุมข้อมือของเฉินจิ่งเซินแล้ววางกลับไปบนศีรษะของตน

เฉินจิ่งเซินนิ่งอึ้งไป ฉวยโอกาสยื่นมือไปยีผมเขา จู่ๆ ก็อารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อย

เขาได้กลิ่นบุหรี่จางๆ บนตัวอวี้ฝาน จึงถาม “ทำไมสูบบุหรี่ล่ะ”

“ทนไม่ไหว” อวี้ฝานมองเขา “ไม่สูบตอนอยู่ต่อหน้านายหรอก”

“ฉันไม่อยู่ก็ห้ามสูบ”

ยากมาก อวี้ฝานคิดในใจ

เดิมทีก็ไม่ได้เสพติด แต่สองวันมานี้เหมือนเป็นบ้า พอว่างก็อยากสูบ

กริ่งเลิกคาบดัง อวี้ฝานราวกับตื่นจากฝัน “เลิกคาบฟิสิกส์แล้ว นายกลับไปเถอะ”

“ท่องจำตารางเรียนฉัน?” เฉินจิ่งเซินถาม

“ที่ไหนกัน จำได้แค่คาบนี้คาบเดียว”

“นายล่ะ”

“จะไปออฟฟิศฝ่างฉิน…วันศุกร์ตอนบ่ายออกไปเล่นเน็ต ถูกเธอจับได้”

“ฉันจะไปเป็นเพื่อนนาย”

“ไม่ต้อง” อวี้ฝานเลียริมฝีปาก “คาบต่อไปเป็นวิชาพละ ไปออฟฟิศตอนนี้ก็โดนให้ยืนทำโทษอยู่ดี ฉันจะนั่งแป๊บหนึ่งค่อยไป”

เฉินจิ่งเซินเอ่ย “งั้นฉันจะรอนาย”

“ไม่ต้อง” อวี้ฝานปัดมือเขาออก “ไม่ใช่ทางผ่านสักหน่อย”

เฉินจิ่งเซินเงียบไปสักพัก ก่อนเอ่ยอย่างประนีประนอม “งั้นนายไปเร็วหน่อยแล้วกัน”

อวี้ฝานพยักหน้า วินาทีต่อมาหลังมืออุ่นๆ ก็แนบบนข้างแก้มเขา วัดอุณหภูมิร่างกายเขารอบสุดท้าย

เมื่อแน่ใจแล้วว่าอุณหภูมิร่างกายของอีกฝ่ายปกติ เฉินจิ่งเซินจึงกล่าว “วันนี้ไม่รีบกลับ เย็นๆ หน่อยฉันจะไปหานายที่ห้องเรียนนะ”

ข้างๆ ดาดฟ้าเป็นลำโพงขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง เสียงกริ่งเข้าเรียนดังสนั่นหวั่นไหว ทำเอาคนรอบๆ หูอื้อได้

อวี้ฝานกะพริบตาทีหนึ่ง จู่ๆ ก็เรียกเสียงเบาท่ามกลางดนตรีอันดังสนั่นนี้ “เฉินจิ่งเซิน”

“หืม?”

พวกเราหนีไปด้วยกันเถอะ

“…จูบฉันหน่อย”

เสียงดนตรีดังสิบวินาทีแล้ว อวี้ฝานถูกอีกฝ่ายประคองใบหน้า จูบกันเงียบๆ สิบวินาที เขาได้กลิ่นมิ้นต์จากบนตัวเฉินจิ่งเซิน ทั้งๆ ที่ไม่ได้เจอกันแค่สองวันกลับรู้สึกห่างกันแสนไกลเหลือเกิน

มือของอวี้ฝานค้ำยันอยู่ข้างตัว เล็บจิกเข้าไปในเนื้อ สองวันมานี้ในหัวเขาสับสนวุ่นวาย แต่ในชั่วขณะนี้คล้ายกับโล่งโปร่งไปหมด

เขาถูกจูบแล้วก็ถูกปล่อย ในขณะที่เคลิบเคลิ้มก็ได้ยินเฉินจิ่งเซินพูดกับเขาเบาๆ “เลิกเรียนแล้วเจอกัน”

ห้องหนึ่งมักเลิกเรียนช้ากว่าห้องอื่นๆ พอถึงคาบสุดท้ายเฉินจิ่งเซินก็มองไปข้างนอกบ่อยๆ

ราวระเบียงไม่มีคน ข้างผนังไม่มีคน และหน้าประตูก็ไม่มีคน

เขาหยิบมือถือออกมา แล้วส่งข้อความไปหาคนที่ปักหมุดอยู่บนสุด ‘เลิกเลต นายทำการบ้านก่อนเลย’

เนิ่นนานไม่มีการตอบกลับ

ข้างขมับของเฉินจิ่งเซินเต้นตุบๆ เป็นพักๆ รู้สึกผิดปกตินิดหน่อย ทำโจทย์ก็ยากจะรวบรวมสมาธิได้ เวลาเลิกเรียนล่าช้ายาวไปยี่สิบนาที ขณะเฉินจิ่งเซินดูโทรศัพท์มือถือเป็นครั้งที่สามหัวใจเขาก็เต้นแรง จู่ๆ ก็หยิบกระเป๋าเป้แล้วลุกขึ้น ออกไปจากห้องเรียนท่ามกลางสายตาของคนทั้งห้องและคำถามจากครู

ในที่สุดเขาก็รู้ตัวว่ามีปัญหาที่ตรงไหน ชั่วขณะที่เขาปรากฏตัวบนดาดฟ้า ปฏิกิริยาของอวี้ฝานแปลกไปทุกอย่าง ตื่นตะลึง งุนงง ราวกับไม่คิดว่าจะเจอตัวเขา

คนที่อยู่ทบทวนด้วยตัวเองที่โรงเรียนตอนเที่ยงเยอะมาก แต่ตอนบ่ายปกติแล้วไม่มี ทุกคนต่างรีบไปกินข้าวอาบน้ำ แล้วค่อยวกกลับมาทบทวนด้วยตัวเองที่ห้องเรียน

ดังนั้นเมื่อเฉินจิ่งเซินมาถึงห้องเจ็ดแล้ว ข้างในจึงว่างเปล่าไม่มีคนเลยสักคน เหลือเพียงความเงียบเหงา

สถานการณ์แบบนี้เฉินจิ่งเซินก็ใช่ว่าไม่เคยเจอมาก่อน แต่วันนี้ดูเหมือนจะว่างเปล่ากว่าที่ผ่านมา

เขาเดินไปที่โต๊ะสุดท้ายของห้องเรียน หลุบตามองอย่างเงียบเชียบ

บนโต๊ะที่ปกติจะมีหนังสือเรียนของวิชาคาบสุดท้ายวางเอาไว้ ข้อสอบที่ทำไปได้ครึ่งเดียว ไหนจะปากกาที่ลืมปิดปลอกอยู่บ่อยๆ ด้ามหนึ่ง ลิ้นชักโต๊ะก็รกรุงรัง ข้อสอบและสมุดแบบฝึกหัดปนอยู่ด้วยกัน ทุกครั้งที่เข้าเรียนหรือส่งการบ้านมักต้องค้นอยู่นานสองนาน

แต่ตอนนี้โต๊ะตัวนี้กลับว่างเปล่า

เฉินจิ่งเซินยืนอยู่ข้างโต๊ะเรียนไม่ขยับ ไม่รู้ผ่านไปนานแค่ไหนเขาถึงได้ลากเก้าอี้ตัวข้างๆ ออกมาแล้วนั่งลง เขาดึงข้อสอบออกมาจากกระเป๋าเป้อย่างลวกๆ ยกปากกาเริ่มเขียนลงกระดาษ

หยิบมือถือออกมาดูแวบหนึ่งเป็นครั้งคราว ต่อสายโทรศัพท์ วางลง แล้วก็ทำต่อ

แสงสายัณห์สาดลงบนกระดูกสันหลังที่ตั้งตรงและแข็งกระด้าง แล้วอยู่เป็นเพื่อนเขาอย่างเงียบเชียบ

เสียงหนึ่งดังมาจากประตูหลัง ปลายปากกาของเฉินจิ่งเซินชะงัก หันหน้ากลับไป

จวงฝ่างฉินยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าซับซ้อน พวกเขาสบตากันเนิ่นนานกว่าจวงฝ่างฉินจะส่งเสียง “ทำไมไม่กลับบ้าน”

“รออวี้ฝานครับ” เฉินจิ่งเซินตอบ

จวงฝ่างฉินสอนหนังสือมาทั้งวัน สีหน้าเหนื่อยล้า ข้างแก้มราวกับมีคราบน้ำที่ยังไม่แห้ง

เธอมองท่าทางดื้อดึงและเย็นชาของเด็กหนุ่ม กำหนังสือเรียนในมือแน่นกว่าจะเอ่ยต่ออย่างยากลำบาก

“…กลับไปเถอะ ไม่ต้องรอแล้ว อวี้ฝานลาออกไปแล้ว”

 

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: