X
    Categories: everYทดลองอ่านเลิกเรียนแล้วเจอกัน

ทดลองอ่าน เลิกเรียนแล้วเจอกัน เล่ม 3 บทที่ 74 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เลิกเรียนแล้วเจอกัน เล่ม 3

ผู้เขียน : 酱子贝 (Jiang Zi Bei)

แปลโดย : Lucky Luna

ผลงานเรื่อง : 放学等我

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์จริงใดๆ

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง ปัญหาครอบครัว

การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ การบูลลี่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

 

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 74

 

เมืองหนิงในเดือนพฤศจิกายนท้องฟ้าปลอดโปร่ง

เมืองหนิงเป็นเมืองติดทะเล ในขณะที่เมืองอื่นๆ เข้าสู่ฤดูหนาวนานแล้ว ทว่าอากาศในแต่ละวันของที่นี่ยังคงสูงกว่ายี่สิบองศา ทุกครั้งเมื่อถึงฤดูหนาวผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองนี้ก็จะเพิ่มมากขึ้น

ภายใต้การปกคลุมของแสงแดด ผืนทะเลสีครามคลื่นเป็นประกาย แต่ละระลอกคลื่นล้วนราวกับมีเกล็ดเสียบอยู่ ก่อให้เกิดเสียงคลื่นซ่าๆ แล้วค่อยถูกพัดม้วนเข้าไปในทะเล

ผู้หญิงที่อยู่ริมหาดจัดชายกระโปรงของตน เสยผมขึ้นและช้อนตามอง คิดจะพูดอะไรสักอย่าง แต่เมื่อเห็นช่างภาพของเธอในวันนี้จู่ๆ ก็เงียบเสียงไป

เด็กหนุ่มที่อยู่ด้านหน้าตัวสูงขายาว สวมเสื้อฮู้ดสีเทาตัวหลวมโพรก พับแขนเสื้อถึงข้อศอก เผยให้เห็นแขนช่วงหนึ่งที่ผอมบางขาวซีด

บนศีรษะของเขาสวมหมวกไหมพรมอย่างลวกๆ ผมรวบอยู่ในหมวกทั้งหมด ตรงหน้าผากมีปอยผมนิดหน่อยที่หลุดออกมาอย่างยุ่งเหยิง ตอนนี้กำลังก้มหน้า ฉวยจังหวะช่องว่างที่ไม่มีคลื่นเช็กรูปภาพที่ถ่ายก่อนหน้านี้ในกล้อง

หมวกทำให้ส่วนใบหน้าทั้งหมดของเขาเผยออกมาท่ามกลางอากาศ หน้าตาที่สะอาดสะอ้าน เค้าโครงอันเรียบเนียนและคมชัด เป็นรูปร่างหน้าตาที่ใครๆ มองต่างก็รู้สึกว่าหล่อเหลาทั้งนั้น

เธอเคยนัดช่างภาพที่ถ่ายนอกสถานที่มาเยอะมาก แต่นี่คือคนที่ขาวที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอ ถึงขั้นขาวไปถึงศีรษะ เมื่อไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ทำให้ดูเย็นชามากอย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้ดูโมโห

คนที่เดินผ่านทุกคนต่างเหลือบมองเขาแวบหนึ่งโดยอัตโนมัติ เธอสับสนไปชั่วขณะว่าใครกันแน่ที่เป็นคนถ่ายรูป

ขณะที่กำลังเคลิบเคลิ้ม จู่ๆ อีกฝ่ายก็ช้อนตาขึ้นมา ดวงตาอันดำขลับเจือด้วยประกายความเย็นชามองตรงมาทางเธอ

ชั่วขณะต่อมาข้อเท้าเธอถูกระลอกคลื่นกระทบเบาๆ ชายหนุ่มยกกล้อง หญิงสาวหัวใจเต้นผิดจังหวะกะทันหัน ยกชายกระโปรงขึ้นมาแล้วยิ้มโดยจิตใต้สำนึก จากนั้นก็ได้ยินเสียงชัตเตอร์ที่ดังกังวานเสียงหนึ่ง

“เป็นยังไงบ้าง ถ่ายได้หรือยัง ให้ฉันดูหน่อยสิ” คลื่นทะเลลดถอยกลับไปอีกครั้ง เธอยกกระโปรงพลางวิ่งไปหาชายหนุ่ม แวบแรกเธอไม่ได้มองกล้อง แต่เงยหน้าจ้องใบหน้าของช่างภาพ

อีกฝ่ายเบี่ยงตัวออกอย่างแนบเนียน เว้นระยะห่างจากเธอครึ่งช่วงตัว แล้วยื่นจอกล้องมาตรงหน้าเธอ

สายตาของเธอยังคงหยุดอยู่บนไฝสองจุดที่ข้างแก้มของช่างภาพ กระทั่งลำคอถูกคนโอบไว้ เสียงเฉื่อยชาเสียงหนึ่งของผู้หญิงก็ดังจากทางด้านหลัง “เป็นไงบ้าง”

เธอถึงได้ก้มหน้าดูจอกล้อง ดวงตาพลันเบิกกว้าง “…สวยมาก”

“หลักๆ คือเธอสวยน่ะ” วังเยวี่ยเหลือบตามอง ส่งสายตาให้ชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างแล้วรับกล้องมา “ทางนี้โอเคแล้ว อวี้ฝาน นายช่วยไปซื้อน้ำมะนาวสักสองแก้วให้พวกเราหน่อยได้ไหม”

อวี้ฝานตอบอืมทีหนึ่งอย่างเอื่อยเฉื่อย ขณะหมุนตัวกำลังจะไปแขนเสื้อก็ถูกคนคว้าไว้

“เดี๋ยวก่อน หมวกของนายฉันขอยืมใช้หน่อยสิ” ท่าทีของวังเยวี่ยไม่ต้องบอกก็รู้ “ปีนี้เกิดอะไรขึ้นเนี่ย เดือนพฤศจิกายนยังร้อนขนาดนี้ได้ ผมฉันไหม้หมดแล้ว”

ยังพูดไม่จบอีกฝ่ายก็ถอดหมวกไหมพรมออก ผมหนาๆ ของชายหนุ่มสยายลงมา ยาวระต้นคอพอดี ปอยผมที่ยุ่งเหยิงบังดวงตาไปครึ่งหนึ่ง ยิ่งทำให้ผู้คนอดมองเขาไม่ได้

หลังจากชายหนุ่มเดินไปไกลแล้ว วังเยวี่ยก็ถูกเพื่อนสนิทคล้องคอกลับทันที

“วังเยวี่ย! สตูดิโอของเธอมีหนุ่มน้อยหล่อขนาดนี้ก็ไม่บอกฉัน! ถ้าเธอบอกฉันแต่แรกฉันคงกลับจีนมาเร็วกว่านี้แล้ว!!!”

“ฉันเคยบอกแล้วไง” วังเยวี่ยเอาหมวกวางบนศีรษะเพื่อบังแดดอย่างลวกๆ ไม่ได้สวมไว้ “เธอค้นแชตดูเองเลย หกปีก่อนฉันบอกเธอแล้วไม่ใช่เหรอว่าสตูฯ ฉันมีหนุ่มน้อยค่อนข้างหล่อเพิ่มมาคนหนึ่ง”

“นี่เรียกว่าค่อนข้างหล่อ? นี่มันหล่อระเบิดไม่มีใครเทียบได้เลยต่างหาก!”

หญิงสาวชะงัก ถามเธอว่า “แต่ทำไมถึงเป็นช่างภาพล่ะ หน้าตาแบบนี้ หุ่นแบบนี้ ไม่ควรไปเป็นนายแบบเหรอ”

วังเยวี่ยกล่าว “ตอนที่เพิ่งมาทำพาร์ตไทม์น่ะเป็นนายแบบ แต่หลังจากนั้นเขาก็เปลี่ยนงานแล้ว อีกอย่างตอนนี้เขากำลังรุ่งในสายงานนี้ด้วย รู้ไหมว่าทุกวันนี้คนดังในเน็ตอยากนัดถ่ายรูปกับเขามากแค่ไหน วันนี้บอสอย่างฉันใช้เส้นสายเปิดทางให้เธอนะ ไม่งั้นเธอต้องต่อคิวอย่างน้อยสองเดือน”

หญิงสาวร้องอ้อทีหนึ่ง ควักมือถือออกมา “งั้นเธอก็ใช้เส้นสายให้ฉันอีกทีสิ เอาช่องทางการติดต่อของเขาให้ฉันหน่อย”

“เลิกคิดได้เลย คนที่อยากจีบเขาเยอะกว่าคนที่นัดให้เขาไปถ่ายรูปซะอีก” วังเยวี่ยยื่นมือออกไปทำเป็นจำนวนตัวเลข “เขาทำงานอยู่ที่สตูฯ ฉันมานานขนาดนี้แล้ว อย่าว่าแต่มีแฟนเลย ฉันยังไม่เคยเห็นเขาเป็นมิตรกับใครมาก่อน”

“ฉันก็คือข้อยกเว้นนั้น ฉันจีบหนุ่มน้อยช่ำชองมาก เขาบรรลุนิติภาวะหรือยังเนี่ย”

“เหลวไหล จบมหา’ลัยแล้ว ดูเหมือนว่าอีกครึ่งเดือนจะย่างเข้ายี่สิบสี่”

“ดีเลย เธอคอยดูเถอะ ฉันจะจับเขาให้อยู่หมัดในครึ่งเดือน…เดี๋ยวก่อน” จู่ๆ หญิงสาวก็คิดถึงปัญหาที่เป็นกุญแจสำคัญมากอย่างหนึ่ง จึงเอ่ยถามเสียงเบา “เขาไว้ผมแบบนี้คงไม่ใช่เกย์หรอกนะ?”

“คงไม่ใช่หรอก คนที่คิดจะจีบเขาครึ่งหนึ่งเป็นผู้ชาย ก็ไม่เห็นเขาเคยสนใจใครเลย อีกอย่าง…” วังเยวี่ยชะงักก่อนจะพูดต่อ “ไม่กี่เดือนก่อนมีลูกค้าผู้ชายคนหนึ่งมือบอนจับก้นเขาตอนดูรูปด้วย ครั้งแรกเขาเตือนอีกฝ่ายประโยคหนึ่ง ครั้งที่สอง…”

“แจ้งความ?”

“เขาต่อยลูกค้าคนนั้นจนฟันร่วงเลย” วังเยวี่ยกล่าวอย่างสงบนิ่ง

“…” หญิงสาววางมือถือลงอย่างเงียบเชียบ สักพักถึงได้เอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง “โหดชะมัด”

ยังดี นี่ยังไม่นับว่าโหดที่สุด

วังเยวี่ยกอดอกพลางมองแผ่นหลังของอวี้ฝานที่ยืนรอน้ำมะนาวอยู่หน้าเคาน์เตอร์บาร์ นึกถึงตอนที่ตนเองเจออีกฝ่ายครั้งแรกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว อวี้ฝานก็ยืนอยู่อย่างนี้เหมือนกัน เพียงแต่ตอนนั้นตรงหน้าเขาเป็นเคาน์เตอร์รับแจ้งความที่สถานีตำรวจ

เมื่อถ่ายเสร็จก็เป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว ดวงอาทิตย์ยามเย็นจมลงไปในทะเลครึ่งหนึ่ง อาบย้อมเมืองเล็กๆ แห่งนี้ให้เป็นสีแดง

เมื่อกลับถึงสตูดิโอ หญิงสาวก็ขยับไปตรงหน้าคอมพิวเตอร์ เธอจำคำพูดของเพื่อนสนิทได้ ขณะดูฟิล์มก็เว้นระยะห่างกับอวี้ฝานเล็กน้อย

วังเยวี่ยไม่ได้หลอกเธอ แม้น้องชายตัวน้อยคนนี้จะยังหนุ่ม แต่ฝีมือดีจริงๆ เซ้นส์ในการใช้แสงและการวางองค์ประกอบภาพล้วนมีไอเดียของตัวเอง เธอที่อยู่ในรูปแม้แต่ปอยผมก็ราวกับกำลังเปล่งแสง

เธอสูดลมหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง รีบดึงซองบุหรี่ออกมา ส่งให้อีกฝ่ายมวนหนึ่ง “น้องชาย สักมวนสิ”

วังเยวี่ยเดินผ่านพวกเขา คว้าบุหรี่มากัดไว้ในปากทันทีแล้วเอ่ยอย่างขอไปที “เขาเลิกแล้ว บุญกุศลนี้แชร์มาให้ฉันนี่”

“เชอะ” หญิงสาวจุดไฟให้ตนเองมวนหนึ่ง ก่อนเอ่ยถาม “น้องชาย นายไม่ใช่คนในพื้นที่สินะ? ทำไมฉันฟังจากสำเนียงแล้วไม่เหมือนเลย”

ยากจะสังเกตเห็นว่าเม้าส์ชะงักไปครู่หนึ่ง ในที่สุดอีกฝ่ายก็ตอบเธออย่างเรียบเฉยประโยคหนึ่ง “เป็นคนเมืองหนาน”

“มิน่าล่ะคนเมืองหนานก็ต้องขาวนิดหน่อย งั้นน้องชาย เย็นนี้ฉันเลี้ยงข้าวนายสักมื้อนะ? ฉันหมายความว่าชวนนายกับวังเยวี่ยไปด้วยกัน จากนั้น…ถึงเวลานายก็ช่วยฉันแต่งรูปนี้ให้สวยๆ หน่อยแล้วกัน”

“ไม่ต้องครับ” อวี้ฝานว่า “เลือกที่ชอบสักสองสามรูป”

เลือกรูปเสร็จก็ผ่านไปสองชั่วโมงแล้ว หลังจากนัดหมายเวลาส่งรูปกับอีกฝ่าย อวี้ฝานก็สะพายกระเป๋าสะพายข้าง ปฏิเสธคำเชิญมื้อเย็นของวังเยวี่ยแล้วหมุนตัวออกไปจากสตูดิโอ

สตูดิโอของวังเยวี่ยเปิดบนถนนสายเล็กๆ ที่นับว่าคึกคักสายหนึ่ง ดวงจันทร์ลอยเด่น กลิ่นหอมจากอาหารอันโอชะลอยคลุ้งไปทั่วทั้งถนน เมืองหนิงเป็นเมืองเล็กๆ ไม่ได้มีตึกสูงอาคารใหญ่เหมือนเมืองหนาน ถนนทุกสายล้วนเหมือนกับเขตที่พักเก่าที่เขาเคยอยู่ในอดีต

อวี้ฝานออกจากประตูแล้วเลี้ยวขวา จมหายเข้าไปในฝูงชนที่เดินกันขวักไขว่

เมืองเล็กๆ แห่งนี้ไม่ค่อยเปิดรับกับเรื่องพวกนี้ ผมหนายาวประบ่าของอวี้ฝานบวกกับใบหน้าของเขา ทุกครั้งที่เดินบนถนนล้วนเป็นที่จับตามอง

เขาซื้อข้าวหน้าเนื้อย่างแบบส่งๆ จากนั้นเข้าไปซื้อนมสองขวดในซูเปอร์มาร์เก็ต สุดท้ายก็เลี้ยวเข้าไปในเขตที่พักแบบลอฟต์ท่ามกลางสายตาของคนเดินถนนด้วยความเคยชิน

แม้ตอนเด็กๆ อวี้ฝานจะไม่เคยใช้ชีวิตที่เมืองหนิง แต่ปู่ของเขาเป็นคนที่นี่ มักพูดถึงผู้คนและวิถีชีวิตของเมืองหนิงกับเขาบ่อยๆ ก็พอจะนับได้ว่าเป็นบ้านเกิดครึ่งหนึ่งของเขา ดังนั้นตอนที่ตัดสินใจจากมาในตอนนั้นเขาเลยคิดถึงที่นี่เป็นที่แรก

ตอนเพิ่งกลับมาเขาอาศัยอยู่ในบ้านมุงกระเบื้องที่ปู่ทิ้งไว้ให้เขาที่นี่สองปี กระทั่งคืนเงินสามหมื่นนั้นหมดถึงย้ายมาที่ห้องลอฟต์ห้องนี้ เจ้าของห้องเป็นคนที่วังเยวี่ยรู้จัก จึงลดค่าเช่าให้เขา เขาก็อยู่ยาวมาจนถึงตอนนี้

ห้องลอฟต์ขนาดยี่สิบกว่าตารางเมตรสำหรับผู้ชายที่สูงร้อยแปดสิบแล้วค่อนข้างแออัด แต่เพราะเป็นแบบดูเพล็กซ์* จึงพอใช้ได้ถูไถ อวี้ฝานปลดล็อกแล้วเข้าไปในห้อง กดเปิดไฟ การตกแต่งด้วยสีโทนเย็นและเรียบง่ายด้านในชัดเจนขึ้นมาในพริบตา พอทอดสายตามองไปล้วนเป็นสีขาว เทา และดำ

เขาวางของกินไว้บนโต๊ะ แล้วเปิดโน้ตบุ๊กแต่งรูปทันที

ช่วงนี้อวี้ฝานอยากเปลี่ยนกล้อง กำลังเก็บเงิน งานที่รับในช่วงนี้จึงเพิ่มมากขึ้น ทำโอทีติดต่อกันมาหลายคืน แต่งรูปจนถึงดึก เมื่อเขาแต่งรูปเสร็จตามเป้าหมายของวันนี้ ข้าวหน้าเนื้อย่างก็เย็นชืดหมดแล้ว

เขาตักข้าวสองคำอย่างลวกๆ เพื่อรับมือกับโรคกระเพาะของตน แล้วกรอกนมไปอีกแก้ว ก่อนจะหยิบเสื้อผ้าเข้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ เมื่อออกมามือถือก็มีข้อความเด้งขึ้นมาหลายข้อความ

พี่วังเยวี่ย ฝานเป่า พรุ่งนี้ว่างไหม

มีธุระก็บอกมาตรงๆ อย่าเรียกผมแบบนี้

พี่วังเยวี่ย จิ๊ ทักหานายจะมีธุระอะไรได้ พรุ่งนี้อยากให้นายทำโอทีหน่อย

พี่วังเยวี่ย พรุ่งนี้ฉันยังมีเพื่อนที่รู้จักกันในเน็ตคนหนึ่งจะมาเมืองหนิงด้วย พวกเราปรึกษากันว่าจะกินเซาเข่าริมทะเลด้วยกัน เธอเป็นคนดังในเน็ตเหมือนกับเพื่อนสนิทฉัน พวกเธออยากทำธุรกิจอะไรสักอย่างในเวยป๋อ ฉันอยากให้นายมาช่วยถ่ายรูปหน่อย แน่นอนว่าพี่สาวจะจ่ายเงินให้นาย นายก็ถือซะว่ารับงานส่วนตัวข้างนอกแล้วกัน

วังเยวี่ยเพิ่งทำเล็บเสร็จ กรีดนิ้วพิมพ์อย่างยากลำบาก ‘แต่ช่วงนี้นายทำโอทีตลอดไม่ใช่เหรอ ครึ่งเดือนมานี้ไม่ได้พักเลย ถ้านายเหนื่อยล่ะก็ช่าง…’

เงินไม่ต้อง ขอเวลากับสถานที่

 

นัดเวลากันเรียบร้อยแล้ว อวี้ฝานก็ค้นรูปที่ล้างจากสตูดิโอออกมาจากในกระเป๋าสะพายข้างแล้วขึ้นไปชั้นบน

เขาติดบอร์ดผ้าสักหลาดสีดำแผ่นหนึ่งไว้บนผนังตรงข้ามเตียง บนนั้นใช้หมุดแขวนเชือกไว้หลายเส้น บนเชือกหนีบรูปไว้เต็มไปหมด ปกติล้วนเป็นรูปทิวทัศน์ที่เขาถือโอกาสถ่ายไว้ในช่วงหลายปีมานี้ ตอนนี้ใกล้จะเต็มแล้ว

อวี้ฝานฉวยเอารูปดวงอาทิตย์ตกดินที่เพิ่งถ่ายวันนี้หนีบเข้าไป จากนั้นก็เช็ดผมพลางมองสำรวจอย่างเงียบๆ หมายจะหยิบมาสักสองสามรูป สายตากวาดไปถึงจุดจุดหนึ่ง เขาที่กำลังเช็ดผมอยู่ก็หยุดชะงักไปทันควัน

บนผนังนี้มีเพียงสองรูปที่มีคนอยู่ในนั้น

รูปแรกเป็นด้านหลังของคนหกคน พวกเขาดูอิสระภายใต้การขับเน้นของแสงสีทองอันอบอุ่นในสวนสนุก ราวกับไร้เรื่องทุกข์เรื่องกังวลใดๆ

อีกรูปไม่นับว่าเป็นหน้าคนด้วยซ้ำ เป็นแค่ร่างสีขาวที่ทั้งใกล้มากและก็เลือนรางไม่ชัดเจน ตลาดกลางคืนในสวนสนุกที่เป็นแบ็กกราวนด์เองก็เบลอๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นรูปภาพที่บังเอิญกดชัตเตอร์ถ่ายไว้

รูปนี้แม้แต่หน้าก็ไม่เห็น ทว่าอวี้ฝานกลับเติมเค้าโครงเหตุการณ์ให้สมบูรณ์ในหัวได้ในพริบตา

เป็นรูปถ่ายเมื่อหกปีก่อน

อวี้ฝานหลุบตามองสีขาวนั้น จนกระทั่งแสบตาแล้ว ในที่สุดถึงได้ขยับตัว

เขายกมือ นิ้วชี้กวาดผ่านบนรูปภาพใบนี้อย่างแผ่วเบา จากนั้นก็ขยับนิ้ว แล้วดึงรูปภาพบรรยากาศถนนสองใบด้านข้างออก

วันต่อมาเมื่ออวี้ฝานไปถึงชายหาดตามเวลานัด วังเยวี่ยกับเพื่อนสนิทของเธอก็ตั้งเตาปิ้งแล้ว

เขาถือโอกาสช่วยพวกเธอขนวัตถุดิบลงมา จากนั้นก็เลือกมุมที่แดดส่องไม่ถึง ก้มหน้าเช็กพารามิเตอร์กล้องถ่ายรูป

ผ่านไปไม่นาน จู่ๆ ข้างหลังก็เอะอะกันขึ้นมา น้องสาวอีกคนของวังเยวี่ยน่าจะมาถึงแล้ว

ดังคาด ชั่วขณะต่อมาเขาก็ได้ยินเสียงของวังเยวี่ย “เบบี๋! ฉันนึกว่าเธอยังต้องใช้เวลาอีกสักพักซะอีก”

“ได้ที่ไหนกัน สายมาสักพักแล้วเนี่ย ฉันไม่คิดว่าที่นี่แม้แต่สนามบินก็รถติดด้วย ฉันรีบแทบตาย” คนมาใหม่ว่า “ช่างภาพสุดหล่อคนนั้นที่บอกอยู่ไหนล่ะ”

อวี้ฝานพลันเงยหน้า หนังตากระตุกอย่างแรงทีหนึ่ง ถูกเสียงนั้นสะเทือนอยู่ตรงที่เดิม ยกขาขึ้นคิดจะหนีโดยปฏิกิริยาโต้ตอบอัตโนมัติ

“นั่นไง” วังเยวี่ยเรียกอยู่ข้างหลัง “อวี้ฝาน…เอ๊ะ อวี้ฝาน นายจะไปไหน…”

“เชี่ย!!!” คนข้างกายหวีดร้องเสียงแหลมออกมา

วังเยวี่ยสะดุ้ง หันไปกล่าว “เธอทำอะ…”

พูดยังไม่ทันจบเพื่อนสาวข้างๆ ก็พุ่งออกไปราวกับลูกธนูไฟ ชุดกระโปรงลายดอกเล็กๆ ที่ดูบริสุทธิ์อ่อนโยนบนร่างเธอปลิวสะบัดท่ามกลางสายลม ชายกระโปรงพลิ้วปลิวไสวราวกับสามารถเปิดให้คนอื่นดูได้ทุกเมื่อ

อวี้ฝานได้สติกลับมาในทันที คิดจะหลบก็ไม่ทันแล้ว อีกฝ่ายพุ่งเข้ามาคล้องคอเขาไว้และออกแรงกดลงมา ออกแรงเหมือนอยากจะใช้ศอกแทงเขาให้ตายไปเลย

“อวี้ฝาน!!!” จางเสียนจิ้งหวีดร้องข้างหูเขา “นายแม่งทำไมไม่ไปตายไกลๆ อีกหน่อย!!!”

 

  

โปรดติดตามตอนต่อไป

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: