X
    Categories: everYPsychic ปริศนาลับ สัมผัสวิญญาณทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน Psychic ปริศนาลับ สัมผัสวิญญาณ เล่ม 5 บทที่ 181 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง Psychic ปริศนาลับ สัมผัสวิญญาณ เล่ม 5

ผู้เขียน : 风流书呆 (Feng Liu Shu Dai)

แปลโดย : ปราณหยก

ผลงานเรื่อง : 灵媒 (Ling Mei)

ถือเป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เอเวอร์วายในการเผยแพร่ผลงาน

จัดพิมพ์และจัดจำหน่ายในประเทศไทยแต่เพียงผู้เดียว

หากผู้ใดละเมิดลิขสิทธิ์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

– – – – – – – – – – – – – – – – –

 

Trigger Warning

เนื้อหามีประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความรุนแรง ปัญหาในครอบครัว

มีการกล่าวถึงอาการป่วยทางจิต การทำร้ายเด็ก การทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

การบังคับหรือโน้มน้าวให้ทำบางอย่างโดยไม่เต็มใจ การข่มขืน

การฆ่าตัวตาย และการใคร่เด็ก ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางจิตใจ

สำหรับผู้อ่านที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

** หมายเหตุยังไม่ใช่ต้นฉบับที่เสร็จสมบูรณ์ **

– – – – – – – – – – – – – – – – –

บทที่ 181 หลิวเจาพลิกคดี

ความจริงคลิปที่โพสต์ลงเน็ตนี้ผ่านการตัดต่อมาแล้ว หลิวเจาเคยชินกับการจ๊อกกิ้งตอนเช้าเขาเลยตื่นเช้ามาก ระหว่างนั้นเกาเชียนเชียนกำลังหลับสนิท ไม่รู้เลยว่าสามีถูกเปลี่ยนเป็นอีกคน พอหลิวเจาเดินเข้าไปอาบน้ำ เขาถึงกับนิ่งอึ้งเพราะเห็นใบหน้าของคนแปลกหน้า

ภาพตอนที่หลิวเจาบอกความจริงกับเกาเชียนเชียนที่ห้องรับแขก เขากอดเธอไว้ไม่ยอมปล่อยเพื่อขอร้องให้เธอเชื่อเขาและพยายามจูบเธอ ภาพซึ่งสามารถใช้ระบุความผิดได้พวกนี้ถูกตัดทิ้ง เหลือไว้แต่ภาพที่เขาแตะแขนเกาเชียนเชียนอย่างระมัดระวัง แต่กลับถูกเธอสะบัดทิ้งอย่างแรง ความสิ้นหวัง ทำอะไรไม่ถูก เจ็บปวด เสียใจของชายคนหนึ่งระเบิดตัวออกมาพร้อมกันในนาทีนั้น คนตัดต่อใส่เอฟเฟ็กต์สร้างภาพลักษณ์ของคนน่าสงสารที่คลั่งรักแต่กลับถูกสลัดทิ้งอย่างโหดร้ายขึ้นมา

แน่นอนว่ามีคนด่าว่าชายคนนี้เป็นมือที่สาม แต่เสียงที่กล่าวหาว่าเขาเป็นคนร้ายกลับค่อยๆ หายไป ถึงขั้นมีคนส่งข้อความไปที่เวยป๋อทางการของกรมตำรวจว่าเกาเชียนเชียนมีเจตนาใส่ร้ายคนอื่น เพราะพอเห็นคลิปนี้ก็ไม่มีใครเชื่อว่าหญิงสาวบริสุทธิ์ เพราะถ้าบริสุทธิ์เธอจะอยู่กับคนอื่นได้ทั้งคืนหรือ ถ้าบริสุทธิ์เธอจะใส่ชุดนอนที่เป็นกระโปรงสายเดี่ยวมาเจอคนได้หรือ ถ้าบริสุทธิ์เธอจะไล่คนออกจากบ้านก่อนสามีกลับหรือ ทำไมเธอถึงไม่แจ้งตำรวจตอนนั้น แต่กลับคอยให้ถึงวันถัดมา

ในคลิปสีหน้าของหลิวเจาดูผิดปกติมาก ตอนเกาเชียนเชียนไม่สังเกต เขาแอบมองเธอด้วยท่าทางระแวงแล้วถูกชาวเน็ตเอาไปตีความว่าหลิวเจารู้เรื่องภรรยาคบชู้เลยลอบจับสังเกตเธอ ด้วยเหตุนี้เรื่องที่เกาเชียนเชียนแจ้งความจับคนจึงมีคำอธิบายว่าเธอต้องการเอาใจสามีและกำจัดความระแวงสงสัยของเขา ชายชู้ผู้เคราะห์ร้ายเลยถูกเธอผลักออกไปเป็นเครื่องสังเวย

ตำรวจที่รับผิดชอบเฝ้าตอนหลิวเจาโทรศัพท์เก็บมือถือ พูดเสียงเบา “วันนี้กรมตำรวจเราได้รับโทรศัพท์หลายร้อยสาย ทั้งหมดโทรมาร้องเรียนเรื่องเกาเชียนเชียน คุณน่าจะถูกใส่ความใช่หรือเปล่า รีบให้เพื่อนคุณหาทนายเก่งๆ ให้สักคน สถานการณ์ในตอนนี้เป็นประโยชน์กับคุณมาก ความเป็นไปได้ในการพลิกคดีมีสูง”

เขาชี้ไปที่หูโทรศัพท์ พูดเร่ง “โทรสิ ทำเวลาหน่อย”

หลังเข้าใจต้นสายปลายเหตุ ความรู้สึกของหลิวเจาก็สับสนมาก เขารู้อยู่แล้วว่าต่งฉินไม่มีทางทอดทิ้งตน ไม่ว่าจะตอนที่เขาเป็นวัยรุ่นไม่รู้ประสีประสา ยากจนข้นแค้น ตอนที่เขารุ่งโรจน์ ตอนที่เขาตกอับ ไร้ค่า เธอก็อยู่ด้วยเสมอ แค่หันไปมองต่งฉินจะปรากฏตัวออกมาในที่ที่สว่างที่สุดและยิ้มอย่างอ่อนโยนที่สุด

กล่อมให้ต่งฉินหยุดมือมันเป็นไปได้หรือ เธอสู้เพื่อเขา แล้วทำไมเขาถึงต้องทำให้เธอใจเย็นลงเพื่อโอกาสในการยอมความนอกศาล ถ้าเธออยากทำสงครามนี้เขาก็จะทำกับเธอ ถ้าชนะ เขาดีใจ ถ้าแพ้ เขาอิ่มใจ ครั้งนี้เขาจะอยู่กับเธอตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ปล่อยมือเธอกลางทางอีกแล้ว

หลิวเจาหยิบหูโทรศัพท์ กดเบอร์ที่เขาจำได้ขึ้นใจ เขาจำเบอร์แม่ไม่ได้ จำเบอร์ภรรยาไม่ได้ จำเบอร์เพื่อนร่วมงานไม่ได้ แต่จำเบอร์ของต่งฉินได้คนเดียว ราวกับตัวเลขชุดนี้ตราตรึงอยู่ในหัวใจเขา

“ฮัลโหล ต่งฉินค่ะ ไม่ทราบใครโทรมาคะ” น้ำเสียงคุ้นหูดังมาจากปลายสายทำให้มือที่ถือหูโทรศัพท์ของหลิวเจาสั่น

“ต่งฉิน ผมเอง” เพิ่งจะเปิดปาก ตาของหลิวเจาก็แดง จมูกแสบจนหายใจลำบาก

ปลายสายนิ่งไปนานก่อนจะร้อง “อา” เสียงหนึ่ง ท่าทางเหมือนนิ่งมาก แต่หลิวเจากลับจับกระแสตื้นตันกับสะอื้นได้ เขาเป็นคนแสดงหนังย่อมเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงของทุกเส้นเสียงดีว่ามันบ่งบอกถึงอารมณ์แบบไหน

“คุณกำลังยุ่งเรื่องผมอยู่หรือเปล่า ไม่เป็นไรนะ ผมไม่รีบ คุณต้องดูแลสุขภาพด้วย” หลิวเจาไม่พูดถึงเรื่องที่เกาเชียนเชียนมาที่ห้องคุมขังเลย

น้ำเสียงของต่งฉินเต็มตื้น “หลิวเจา นายคือนาย ไม่ใช่การเปลี่ยนวิญญาณ ร่างกายนายยังคงเป็นของนาย แค่ตรวจดีเอ็นเอความจริงก็จะปรากฏ! ไม่ต้องใจร้อนนะ ฉันจ้างด็อกเตอร์ซ่งมาเป็นทนายให้นายแล้ว เขาบอกว่าตอนนี้ยังไม่ได้จังหวะเหมาะ ให้นายคอยก่อน อีกไม่นาน…อีกไม่นานนายจะได้ออกมา จริงสิ ฉันรับแม่นายกลับมาแล้วนะ เธอเป็นพยานคนสำคัญของเรา เราจะช่วยนายเอง นายไม่ต้องห่วง”

ข่าวนี้ทำให้หลิวเจาช็อก สิบนาทีผ่านไป จนกระทั่งวางสาย เขาก็ยังมีสีหน้ามึนๆ

ตำรวจที่คอยฟังการสนทนาอยู่ตลอดถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ทำไมเธอถึงเรียกคุณว่าหลิวเจา”

“ผมก็ไม่ทราบ ผมคือหลิวเจาเหรอ” หลิวเจามึน เขาถกเสื้อ หมุนตัว เอ่ยด้วยน้ำเสียงวิงวอน “คุณตำรวจครับ รบกวนดูให้ผมหน่อยได้มั้ยครับว่าตรงเหนือกระดูกก้นกบผมมีปานสีน้ำตาลรูปสามเหลี่ยมอยู่หรือเปล่า”

ตำรวจก้มตัวดูแล้วผงกศีรษะอย่างแปลกใจ “มีครับ ทำไมเหรอ”

“ไม่มีอะไรครับ” หลิวเจาลูบหลังเอวตัวเอง สีหน้ามึนงงเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ ร่างกายที่เขารังเกียจเดียดฉันท์เป็นของตัวเขาเอง มีแค่หน้าตาอย่างเดียวที่เปลี่ยนไป เรื่องนี้ทำให้เขาดีใจเหมือนได้เกิดใหม่!

 

ต่งฉินอดทนคอยถึงสามวัน ยังไม่ได้รับสายจาก ดร. ซ่ง แต่กลับได้ข่าวเรื่องที่เกาเชียนเชียนรับช่วงหุ้นของหลิวเจาทั้งหมด เธอเข้าไปบอร์ดบริหารบริษัทฉินเฉาคัลเจอร์มีเดียในตำแหน่งประธาน

บริษัทฉินเฉาคัลเจอร์มีเดียเป็นบริษัทที่หลิวเจาสร้างขึ้น จากสตูดิโอเล็กๆ ในตอนต้นกลายเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีกำไรต่อปีกว่าร้อยล้าน แผนการตัดสินใจอันล้ำเลิศกับสายตาทางธุรกิจอันแหลมคมของหลิวเจาคือปัจจัยผลักดันที่มีความสำคัญที่สุด เกาเชียนเชียนมีสิทธิ์อะไรมาฆ่าตัวตนของหลิวเจาแล้วแย่งเอาสมบัติทุกอย่างของเขาไป ความละโมบโลภมากของเธอช่างไร้ที่สิ้นสุด!

จริงสิ นี่คือเหตุผลจริงๆ ที่เธอปฏิเสธหลิวเจาใช่หรือเปล่า ไอ้ตัวปลอมดูเป็นคนจนที่ไม่เคยพบเห็นโลก ควบคุมได้ง่ายมาก และไม่เข้าใจงานบริหารธุรกิจ ต่อให้เกาเชียนเชียนเอาเอกสารยกหุ้นไปวางตรงหน้าเขา เขาก็อ่านไม่เข้าใจ การที่เธอจะหลอกให้เขาเซ็นชื่อไม่กี่ตัวยิ่งเป็นเรื่องง่าย

ไม่สิ ไม่ๆ เกาเชียนเชียนไม่ต้องหลอกหลิวเจาตัวปลอมด้วยซ้ำ เพราะตอนที่ทำงานเป็นผู้ช่วย เธอเลียนแบบลายเซ็นของหลิวเจาได้เนียนมาก เมื่อก่อนหลิวเจาเคยรับปากว่าจะมอบโปสเตอร์พร้อมลายเซ็นให้แฟนคลับจำนวนห้าพันแผ่นโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อทำงานให้เสร็จ เขาเซ็นชื่อจนดึกดื่น ไม่ได้หลับได้นอน แต่กลับเหนื่อยจนผล็อยหลับตอนรุ่งเช้า เกาเชียนเชียนเป็นคนเซ็นโปสเตอร์ที่เหลือแทนเขา ขนาดตัวหลิวเจายังแยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นลายเซ็นของเกาเชียนเชียน อันไหนเป็นลายเซ็นของเขา เลยต้องทิ้งไปทั้งหมดเพื่อเซ็นใหม่ เขาบอกว่าการหาคนมาเซ็นแทนเป็นการไม่จริงใจต่อแฟนคลับ

เพราะอะไรหลิวเจาที่แสนดีขนาดนั้น จริงใจขนาดนั้นถึงต้องมาเจอกับเรื่องน่ากลัวแบบนี้ พอคิดมาถึงตรงนี้ใบหน้าขาวซีดกระสับกระส่ายของต่งฉินก็มีความเหนื่อยล้าเพิ่มเติมเข้ามาหลายส่วน เธอหยิบมือถือออกมาเพื่อโทรหาซ่งรุ่ย หญิงสาวอ้าปากถามอย่างร้อนรน “ด็อกเตอร์ซ่งคะ จังหวะเหมาะที่คุณบอกมันคือตอนไหน เกาเชียนเชียนแย่งหุ้นของหลิวเจาไปแล้วนะคะ!”

น้ำเสียงเรียบสนิทของซ่งรุ่ยดังมาตามสาย “หุ้นที่เธอเอาไปมีมูลค่าเท่าไหร่ครับ”

“ตอนนี้อยู่ที่มากกว่าแปดสิบล้านค่ะ หลังเข้าตลาดอย่างน้อยก็ต้องมีแปดร้อยกว่าล้าน”

“โอเค ตอนนี้คุณไปหาหลิวเจาที่ห้องคุมขังกับผมได้แล้ว ได้จังหวะเหมาะแล้ว” ซ่งรุ่ยตัดสาย

ครึ่งชั่วโมงต่อมาต่งฉินไปที่ห้องคุมขังอย่างรวดเร็ว ซ่งรุ่ยหิ้วกระเป๋าเอกสารหนึ่งใบเดินมาอย่างไม่เร็วไม่ช้า ทั้งสองคนคอยอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ก่อนได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องเยี่ยมเพื่อต่อสายคุยกับหลิวเจา

“ด็อกเตอร์ซ่ง เจอกันอีกแล้วนะครับ” ต่อให้อยู่ในคุก หลิวเจาก็ยังดูแลตัวเองให้สะอาดเรียบร้อย ถึงขั้นที่ซ่งรุ่ยได้กลิ่นอาฟเตอร์เชฟสดชื่นจากตัวเขา การพบกันครั้งนี้เป็นแบบกะทันหัน หลิวเจาย่อมไม่มีเวลาเตรียมตัว แต่เขากลับแสดงด้านที่ดีที่สุดออกมาได้

ซ่งรุ่ยเข้าใจความรู้สึกของเขา เพราะเฝ้าคอยที่จะได้เจอคนที่รักที่สุดตลอดเวลา หลิวเจาเลยดูแลเรื่องการแต่งตัวของตัวเองตลอด

พอคิดถึงตรงนี้ซ่งรุ่ยก็เผลอมองเนกไทไหมแท้ที่ตัวเองเพิ่งซื้อ เขาไล่สายตาตามเนกไทไปที่เสื้อสูทสีเทาเงินที่ตัดเย็บแบบทันสมัยและประณีต สุดท้ายสายตาจึงไปหยุดอยู่ที่คัฟลิงก์เพชรสีดำแบบเรียบหรูหนึ่งเม็ดที่อยู่ข้างนาฬิกาข้อมือ เทียบกับหลิวเจาแล้ว ดูเหมือนการแต่งตัวของเขาสามารถใช้คำว่าโอ่อ่ามาบรรยายได้

ว่ากันว่าผู้หญิงใช้วิธีไม่สระผมเวลาเจอเพื่อแบ่งระดับความสำคัญของเพื่อนผู้ชายในใจตน ส่วนการสวมหรือไม่สวมสูทเหมือนจะเป็นมาตรฐานของซ่งรุ่ย ถ้าวันไหนเขาตั้งใจไปเจอฟั่นจยาหลัว ชายหนุ่มจะสวมสูทชุดหรูที่สุด ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาสวมสูทและเฝ้าคอยที่จะได้เจอกับคนคนนั้นทุกวัน

บนใบหน้าเย็นชาของซ่งรุ่ยพลันปรากฏรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างที่สุด เขาตอบรับแบบใจไม่อยู่กับตัว “สวัสดีครับคุณหลิว หลายวันมานี้ต้องให้คุณคอยนานเลย”

หลิวเจารู้สึกดีที่ได้รับรอยยิ้มน้อยๆ ซึ่งเต็มไปด้วยพลังในการเยียวยาจากอีกฝ่าย เขาส่ายหน้า “ไม่ครับ ไม่ได้คอยนานมาก ผมเชื่อในความสามารถของคุณเลยไม่เคยห่วง”

“ขอบคุณในความไว้วางใจของคุณนะครับ นี่เป็นหลักฐานที่ผมรวบรวมมาได้ คุณดูก่อน” ซ่งรุ่ยหยิบเอกสารฉบับแล้วฉบับเล่าออกมาจากกระเป๋า ค่อยๆ อธิบาย “นี่เป็นรายงานการพิสูจน์ดีเอ็นเอของคุณกับคุณแม่ของคุณ เพื่อความสมบูรณ์ของห่วงโซ่การคุ้มครองพยานหลักฐาน เรายังทำเรื่องเพื่อขุดหลุมศพของคุณพ่อ คุณปู่ และคุณย่าของคุณ เมื่อได้ตัวอย่างดีเอ็นเอมาเปรียบเทียบกับตัวอย่างของคุณ ผลพิสูจน์ได้ยืนยันความสัมพันธ์ทางสายเลือดของพวกคุณ เอกสารทะเบียนบ้านของคุณก็ครบหมด มีเอกสารรับรองจากกรมตำรวจในพื้นที่เขตทะเบียนบ้านของคุณด้วย ส่วนนี่คือสวีเว่ยเปียวและรายงานการพิสูจน์ดีเอ็นเอของคนที่เป็นตัวปลอมของคุณ ตัวอย่างได้มาจากพี่สาวสามคนของเขา ผลระบุว่าพวกเขาเป็นญาติสายตรง นอกจากนี้นี่เป็นคดีลักขโมยของเขาที่อยู่กับกรมตำรวจในช่วงระยะเวลาหลายปีมานี้ ในนั้นมีลายนิ้วมือของเขา ผมเอาลายนิ้วมือในเอกสารที่เขาเซ็นไปเทียบกับคนที่อยู่ในกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งสองคนเป็นคนเดียวกัน สรุปคือปัญหาเรื่องตัวตนของคุณคลี่คลายแล้ว เมื่อมีหลักฐานพวกนี้ คุณคือคุณ ไม่ว่าใครก็ปฏิเสธไม่ได้”

หลิวเจามองเอกสารที่เพอร์เฟ็กต์สุดๆ พวกนี้ นอกจากพยักหน้าอย่างอึ้งๆ แล้วเขาก็หาที่ติไม่ได้แม้แต่น้อย

ต่งฉินยิ่งช็อก เพราะคิดไม่ถึงว่าภายในระยะเวลาสามวัน ดร. ซ่งจะรวบรวมหลักฐานมาได้ครบถ้วนขนาดนี้ เขาไปถึงบ้านเดิมของหลิวเจาแล้วยังขออนุญาตคุณแม่หลิวขุดหลุมศพเพื่อเก็บตัวอย่างด้วย เขาต้องใช้คารมคมคายไม่น้อย ทุกอย่างที่เขาทำก็เพื่อความสมบูรณ์ ความรัดกุม ความหนักแน่น และไม่สามารถโต้แย้งของห่วงโซ่การคุ้มครองพยานหลักฐาน เขาเป็นมืออาชีพมากจริงๆ!

ต่งฉินปรบมือตามสัญชาตญาณ ยิ่งมีกำลังใจมากขึ้น

ซ่งรุ่ยชี้ไปที่เอกสารอีกชุด “ส่วนนี่เป็นสำเนาเอกสารการยกหุ้นของคุณที่ผมได้มาจากบริษัทฉินเฉาคัลเจอร์มีเดีย ผมส่งให้ทางตุลาการพิสูจน์แล้ว อีกไม่กี่วันน่าจะมีข้อสรุปออกมา ถ้าผลการพิสูจน์ออกมาว่าลายเซ็นบนเอกสารเป็นสิ่งที่เกาเชียนเชียนปลอมแปลงขึ้น เราสามารถฟ้องร้องเธอได้ ลายนิ้วมือนี้ไม่ใช่ของคุณแน่นอน แต่เป็นของสวีเว่ยเปียว และเมื่อทางนั้นพิสูจน์เสร็จ พวกเขาสองคนย่อมหนีไม่รอด”

ซ่งรุ่ยหยุดนิ่งหนึ่งวินาทีเพื่อให้หลิวเจาย่อยข้อมูลก่อนพูดต่อ “พวกคุณเป็นสามีภรรยากัน อำนาจในการครอบครองทรัพย์สินจึงแบ่งแยกให้ชัดเจนได้ยาก ถ้าเรื่องไปถึงศาลจะไม่เป็นผลดีต่อคุณ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากให้คุณใช้ฐานะตัวแทนของบริษัทฉินเฉาคัลเจอร์มีเดียฟ้องเธอสองกระทง ได้แก่ข้อหายักยอกและทำสัญญาเท็จ เนื่องจากจำนวนเงินในคดีนี้สูงถึงแปดสิบล้านถึงร้อยล้าน จึงเป็นคดีที่มีความร้ายแรงเป็นพิเศษ ระวางโทษอาจสูงถึงห้าปีถึงสิบปี ต่อจากนั้นผมอยากให้คุณใช้ฐานะของตัวเองฟ้องเธอข้อหามีเจตนาทำร้ายร่างกายและแจ้งความเท็จ ข้อหามีเจตนาทำร้ายร่างกายหมายถึงพฤติกรรมการสร้างความเสียหายให้แก่ร่างกายและสุขภาพของผู้อื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ใจความของการสร้างความเสียหายต่อสุขภาพของผู้อื่นหมายถึงการสร้างความเสียหายต่อความสมบูรณ์ทางระบบร่างกาย หรือทำลายประสิทธิภาพอันเป็นปกติของอวัยวะมนุษย์ ทำไมหน้าคุณถึงเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้”

การที่เขาเปลี่ยนเรื่องกะทันหันทำให้หลิวเจาที่ถูกถามอึ้ง

“ผม…ผมไม่ค่อยแน่ใจ อาจารย์ฟั่นบอกว่า…”

“ศาลไม่เชื่อคำพูดของอาจารย์ฟั่น หน้าคุณถูกเกาเชียนเชียนพาไปทำศัลยกรรมเพื่อวางแผนแย่งสมบัติ เธอทำให้คุณมึนงง หมดสติแล้วพาไปทำศัลยกรรมที่คลินิกนิรนามเพื่อสลับฐานะของคุณกับสวีเว่ยเปียว คุณสูญเสียความทรงจำช่วงนั้นไปทั้งหมด เนื่องจากยาสลบทำลายเซลล์สมองของคุณ พอคุณตื่นขึ้นมาเวลาก็ผ่านไปสามเดือนโดยที่คุณไม่รู้เรื่องอะไรเลย ถูกต้องมั้ยครับ”

เมื่อมองดวงตาคมปลาบที่ซ่อนอยู่ใต้เลนส์แว่นของชายหนุ่ม หลิวเจาก็ทำได้เพียงผงกศีรษะอย่างอึ้งๆ “ครับ ผมถูกเกาเชียนเชียนพาไปทำศัลยกรรม ผมจำอะไรไม่ได้เลย”

ทนายมีสิทธิ์เข้าพบผู้ต้องสงสัยตามลำพัง โดยตำรวจไม่มีสิทธิ์อยู่ฟัง ด้วยเหตุนี้ซ่งรุ่ยจึงไม่ห่วงว่าบทสนทนาพวกนี้จะมีบุคคลที่สี่ได้ยิน เขาพยักหน้า พูดต่อ “เธอทำลายใบหน้าคุณ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคุณ นี่จึงถือเป็นการมีเจตนาทำร้ายร่างกาย เนื่องจากคดีแบบคุณมีให้เห็นน้อยมาก ศาลอาจเกิดข้อสงสัยในคดีนี้ แต่คุณสบายใจได้ ผมเตรียมผลตรวจร่างกายไว้ให้คุณหนึ่งฉบับแล้ว ยืนยันได้ว่าสุขภาพของคุณได้รับความเสียหายจริง ยาสลบโอเวอร์โดสส่งผลกระทบต่อความจำของคุณ และการศัลยกรรมได้ทิ้งโรคเรื้อรังเอาไว้มากมาย” ซ่งรุ่ยหรี่ตามองหลิวเจาเพื่อคอนเฟิร์มว่าอีกฝ่ายเข้าใจคำพูดของตนหรือไม่ “คุณว่าผมพูดถูกหรือเปล่าครับ”

“ถูกครับ ถูกๆ คุณพูดถูกต้อง” นอกจากพยักหน้าแล้วหลิวเจาก็ได้แต่พยักหน้าอีก

“นี่เป็นหลักฐานสำหรับข้อหาแจ้งความเท็จที่ผมรวบรวมได้ คุณดูก่อน” ซ่งรุ่ยส่งสเตตเมนต์ของธนาคารหลายแห่งไปให้ “นี่คือบันทึกที่เกาเชียนเชียนโอนเงินให้พี่สาวสามคนของสวีเว่ยเปียวรวมไปถึงพวกชาวบ้าน นี่เป็นคำให้การของคนทำความสะอาดบ้านคุณ เธอกล้ายืนยันว่าคืนนั้นแหวนเพชรวงนั้นยังอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งของเกาเชียนเชียน ซึ่งตอนนั้นคุณถูกตำรวจคุมตัวแล้ว คำให้การกับคลิปพวกนี้คือหลักฐานแวดล้อมในการตั้งข้อสงสัยข้อหาแจ้งความเท็จของเกาเชียนเชียนกับสวีเว่ยเปียว ตอนสวีเว่ยเปียวเข้าออกห้องเช่า กล้องวงจรปิดในคอนโดฯ ถ่ายภาพเอาไว้ได้ ถึงจะไม่ได้ถ่ายถึงตอนเขาเข้าประตู ซ่อนแหวนเพชร แต่มีน้ำหนักมากพอจะทำให้ศาลเชื่อคำพูดของพวกเรา

ระวางโทษข้อหามีเจตนาทำร้ายร่างกายกับแจ้งความเท็จอยู่ที่สามถึงสิบปี เมื่อโดนฟ้องทันทีสี่คดี เกาเชียนเชียนอาจได้รับโทษสูงสุดยี่สิบห้าปี ส่วนสวีเว่ยเปียวซึ่งไม่ได้เป็นผู้บงการในการทำความผิดพวกนี้ เราทำได้เพียงฟ้องเขาในฐานสมรู้ร่วมคิด สุดท้ายโทษอาจน้อยกว่าเกาเชียนเชียน เป็นไงครับ คุณหลิว คุณพอใจการทำงานของผมหรือเปล่าครับ ถ้าคุณโอเค อีกเดี๋ยวผมจะเตรียมเอกสารฟ้องร้องให้คุณเซ็น คอยให้ทางตำรวจได้ผลตรวจสอบขั้นต้นแล้วผมค่อยทำเรื่องขอประกันตัวระหว่างการสู้คดีให้คุณ”

หลิวเจายังอึ้งอยู่ ต่งฉินปรบมือเบาๆ เธอควรเชื่อ ดร. ซ่งเพราะเขารักษาคำพูดที่ให้ไว้ตอนต้นได้จริงๆ!

“พอใจครับ พอใจ ขอบคุณครับด็อกเตอร์ซ่ง! หลายวันมานี้ลำบากคุณแล้วจริงๆ! ผมไม่รู้เลยว่าคุณรวบรวมหลักฐานมากมายครบถ้วนขนาดนี้ภายในสามวันได้ยังไง!” หลิวเจามองเอกสารที่กองเต็มโต๊ะอย่างไม่รู้ว่าควรพูดยังไงดี เขาโชคดีมากแค่ไหนถึงได้เจอคนดีๆ พวกนี้ในยามยาก!

“ไม่เป็นไรครับ ผมยังมีธุระอีก ขอตัวก่อนนะครับ” ซ่งรุ่ยเอาเอกสารซ้อนกัน เรียงให้เป็นระเบียบ เก็บเข้ากระเป๋าเอกสาร

ต่งฉินเลยต้องลุกขึ้นยืน เธอมองหลิวเจาอย่างอาลัย ทั้งคู่มีพันคำหมื่นวาจาที่อยากพูด แต่พออยู่ต่อหน้าอีกฝ่ายสมองกลับว่างเปล่า มีเพียงประกายน้ำตาในดวงตาที่เปล่งประกาย

“ไปเถอะครับ จากนี้ยังมีโอกาสพบกันอีกมาก” ซ่งรุ่ยพูดเสียงเรียบ

“ค่ะ โอเค หลิวเจา งั้นฉันไปก่อนนะ อีกสองสามวันฉันจะมารับนายกลับบ้าน” ต่งฉินก้มหน้าเศร้าๆ

แต่หลิวเจากลับยิ้มทั้งน้ำตา “โอเค ผมจะคอยคุณมารับ” พอเห็นทั้งสองคนเดินออกประตูห้องเยี่ยมไป หลิวเจารีบตะโกน “ต่งฉิน คุณพาแม่ผมมาหน่อยได้มั้ย ผมอยากเจอเธอ”

“ได้ พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอมาหานาย” ต่งฉินตอบแบบไม่ต้องหยุดคิด

ตอนนั้นซ่งรุ่ยไม่พูดอะไร แต่หลังออกจากห้องคุมขัง เขากลับเตือนต่งฉินอย่างระมัดระวัง “อย่าพาแม่ของคุณหลิวมาเจอเขา คอยให้ได้ผลการสืบพยานก่อนค่อยว่ากัน”

ต่งฉินอึ้ง น้ำเสียงค่อนข้างลังเล “แต่กว่าจะได้ผลการสืบพยานก็อีกตั้งหลายเดือน พวกเขาแม่ลูกไม่ได้เจอกันปีกว่าแล้วนะคะ”

“ถ้าคุณไม่อยากทำให้แผนของผมปั่นป่วน อย่าให้พวกเขาแม่ลูกได้เจอกัน เข้าใจมั้ยครับ” ซ่งรุ่ยเหยียบคันเร่งจากไปโดยไม่ได้ให้คำอธิบาย เขารู้ว่าต่งฉินเป็นคนฉลาด น่าจะเข้าใจคำพูดของเขา

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

ติดตามบทต่อไป ได้ในวันที่ 18 .. 65

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: